คนไม่เชื่อมั่น เลือกตั้งครั้งนี้”สุจริต เที่ยงธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไม่เชื่อมั่น เลือกตั้งครั้งนี้”สุจริต เที่ยงธรรม”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:05 น.
รัฐธรรมนูญ,เลือกตั้ง,กระดานความคิด,เที่ยงธรรม,คสช,กกต
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

ไม่น่าเชื่อว่า…ย่างเข้าปี 2562 แล้ว ยังไม่แน่ชัดว่าจะเลือกตั้งกันเมื่อไร ทั้งที่น่าจะชัดเจนไปตั้งนานแล้ว

ตอนนี้มีประเด็นใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับมาตรา 268  ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน  นับแต่วันที่ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ซึ่งก็คือภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

แต่ปัญหาเกิดจากตีความที่ต่างกัน ว่าอะไรคือการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วเสร็จ แค่วันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง หรือรวมไปถึงการประกาศผลรับรองการเลือกตั้งด้วย

“วิษณุ เครืองาม” มือกฎหมายของรัฐบาลจึงแนะนำว่า เพื่อความปลอดภัย กกต.ก็ดำเนินการทุกอย่าง คือ ทั้งการลงคะแนนเลือกตั้ง และประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็จบไม่มีปัญหาตามมา

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ กกต. และตอนนี้มีพรรคการเมืองมองข้ามช็อตหวั่นเกรงว่า หากเกิดกรณี กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไม่ทันภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะมีการไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะทำให้ “รัฐบาล คสช.” อยู่ยาวต่อไปอีก และมีคนมอง(ในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า)ว่าอาจเป็นแผนของรัฐบาลตั้งแต่ต้น ที่ต้องการทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น นำไปสู่การเป็นโมฆะ

และเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแถลงผลการสำรวจครั้งที่ 2 ของสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาว่า ประชาชนเกินครึ่งคิดเป็นร้อยละ 53.5 ยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 86.8 ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้

ดูผิวเผินเหมือนจะขัดกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น และผลสำรวจที่ออกมาน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง

เรามาดูประเด็นแรกกันว่า ทำไมประชาชนเกินครึ่งยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม หาก “วิเคราะห์” สาเหตุหนึ่งก็มาจากการเลื่อนไทม์ไลน์เลือกตั้งอยู่เรื่อย เลื่อนแล้วเลื่อนอีกและไม่ชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งเสียที ทำให้คนคิดไปได้ว่า มีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่หรือ

รวมทั้งวิธีการเลือกตั้งครั้งนี้ แปลกแตกต่างออกไปจากเดิมที่มีบัตรให้ลงคะแนนเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยเลือกได้เพียง ส.ส.เขต แต่กลับมีผลถึงจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ทำให้มองว่ามีการอำพรางและสามารถทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา

อีกทั้งมีคนมองว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งของ คสช. และ คสช.คุม กกต. ทำให้มีความไม่เชื่อมั่นในความอิสระของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้ง และความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นกับคนทุกระดับ รากหญ้าก็พูดกัน วงการเมือง ระดับคนทั่วไปก็พูดกัน และมีการมองไปถึงการใช้กลไกอำนาจรัฐของหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทำให้มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่โปร่งใส

สรุปก็คืิอ ตั้งแต่ตัวรัฐธรรมนูญ, กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง, วิธีการเลือกตั้ง, การเลื่อนเลือกตั้ง เลื่อนไป-เลื่อนมา และการใช้อำนาจรัฐ ทั้งหมดนี้ ทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรม

แล้วทำอย่างไร…คนส่วนใหญ่ถึงจะยอมรับได้ในผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่เปิดเผยออกมา ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ในผลการเลือกตั้งครั้งนี้้ คือ ร้อยละ 35.6 บอกว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต.ที่สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยุติธรรม, ร้อยละ 11.6 บอกว่า ผลการเลือกตั้งตรงตามที่ประชาชนเลือก สะท้อนความต้องการของเสียงส่วนใหญ่, ร้อยละ 10.6 บอกว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนมากและการมีส่วนร่วมของประชาชน, ร้อยละ 6.1 ตอบว่า ความเป็นกลางของรัฐบาล, ร้อยละ  4.3 ตอบว่า ได้คนดี รัฐบาลดี นโยบายดี

ส่วนสิ่งสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จากผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ร้อยละ 31 ตอบว่า การทุจริต มีการโกงเลือกตั้ง, ร้อยละ 18.1 ตอบว่า การซื้อสิทธิขายเสียง แจกเงินหรือสิ่งจูงใจเพื่อชนะเลือกตั้ง, ร้อยละ 5.5 ตอบว่า การใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซงการเลือกตั้ง, ร้อยละ 4.2 ตอบว่า พรรคการเมืองแข่งขันกันแบบเอารัดเอาเปรียบ

ประเด็นที่สอง… แล้วทำไมคนอยากไปเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งที่ไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะสุจริต เที่ยงธรรม

ประเด็นนี้ “วิเคราะห์” ได้ว่า สาเหตุอาจเนื่องมาจากถูกครอบงำมานานจากระบบที่มีมาตรา 44 ครอบอยู่ และประชาชนเกิดความเบืิ่อที่อยู่ในระบบที่ไม่ได้เลือกมานาน (เลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2554 ไม่นับการเลือกตั้งในปี 2557 ที่เป็นโมฆะ) จึงอยากให้มีการเลือกตั้งจะได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดังนั้นการที่คนอยากออกไปเลือกตั้งกันมาก ก็คงมาจากการที่ต้องการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีผลดีในการที่จะเข้าสู่ระบบปกติ พูดได้ วิจารณ์ได้ อยากเห็นได้ ไม่ต้องมีอำนาจพิเศษมาตรา 44 คอยบังคับอยู่

และจากการเปิดเผยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายพรรค

ตรงนี้น่าชื่นใจ… การที่ประชาชนเลือก ส.ส. จากนโยบายของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล เพราะว่าโดยหลักการของประชาธิปไตย ก็คือให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยดูจากนโยบายของพรรคการเมือง ไม่ใช่เลือกตัวบุคคลเพื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้คะแนนเลือกตั้งมากๆ จะได้เข้ามาบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคการเมืองนั้นได้ ถ้าบริหารประเทศไม่ดี ประชาชนก็ไม่เลือกพรรคการเมืองนั้นอีก

แต่ทว่ารัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก รวมทั้งวิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันกลับไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนมากโดยเด็ดขาด โดยทำให้พรรคการเมืองได้คะแนนกระจัดกระจาย นำไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” คำถามคือ เป็นการสวนทางความต้องการของประชาชนหรือไม่

วันเลือกตั้ง? ‘รัฐบาล-กกต.’ อย่าทำชาติพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358357?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันเลือกตั้ง? ‘รัฐบาล-กกต.’ อย่าทำชาติพัง!

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 08:59 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง,กกต,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 765 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท  ที่มา… หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างความคาดหวังกับประชาชนเมื่อ 7 ธันวาคม 2561 ว่าการเลือกตั้ง ส.ส.จะเกิดขึ้น ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จึงวาง time line ว่า เปิดศักราชใหม่ 2 มกราคม 2562 จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง แต่เมื่อมีหมายกำหนดการจากสำนักพระราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คนไทยทุกคนเข้าใจและยอมรับได้ หากว่าจำเป็นต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้ทับซ้อนกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ

แต่รัฐบาลและ กกต.ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกัน กำหนดความชัดเจนในการเลือกตั้ง ต้องมีความชัดเจนได้แล้วว่า จะคืนอำนาจให้กับประชาชนได้เมื่อใด ไม่ใช่ออกอาการยื้อซ้ายที-ขวาที เช่น กรณี วิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของรัฐบาล ที่ไปเจรจากับ กกต. ระบุว่า อยากให้ 24 หรือ 31 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้ง แต่ กกต.ก็มีเหตุผลว่า ควรเป็น 10 มีนาคม เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกตั้งจะสะดุดลง หากมี “คนหัวหมอ” ยื่นฟ้องว่า การเลือกตั้งมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะการรับรอง ส.ส.ไม่ควรล่าช้าเกินวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 หรือ 60 วันนับแต่วันหย่อนบัตร

ผ่านพ้นศักราชใหม่ ด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี 2 นัด ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งออกมา ซึ่งการกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นอำนาจร่วมกันของ ครม.-กกต. แต่เมื่อยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง การนับหนึ่งแห่งการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงไม่แปลกใจ ที่พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล และภาคประชาชนทั่วไป รวมทั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” กำลังก่อกระแสคัดค้านการทำงานของทั้งรัฐบาลและ กกต.ในความไม่ชัดเจนต่อการกำหนดเลือกตั้ง

ความอึมครึมนี้ มีคำถามจากนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศเหมือนกัน คือ “จะมีการเลือกตั้งหรือไม่และเมื่อใด” เพราะความไม่ชัดเจนที่ถูกกระทำขึ้นมาจากผู้มีหน้าที่กำหนดสององค์กร คือ รัฐบาลและ กกต.ไม่ทำหน้าที่ที่ถูกต้องของตนเอง หมดเวลาที่ ทั้งรัฐบาลและ กกต.จะยื้อและสร้างความไม่ชัดเจนในการเลือกตั้งให้ปกคลุมประเทศนี้ เพราะความอึมครึมที่เกิดขึ้นทำลายทั้งบรรยากาศการลงทุนและบรรยากาศประชาธิปไตยในประเทศ

“จงอย่าทำชาติพังเลย!” ถ้าแค่ตกลงกันแล้วกำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้ ท่านทั้งหลายอย่าเป็นเลย รัฐบาลหรือกกต. เพราะเป็นไปก็ “เปลืองเวลาประเทศ” วันนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว เราต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และเตรียมตัวส่งมอบการบริหารให้กับรัฐบาลที่มาจากอำนาจของประชาชน ที่อาจจะเป็นรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไปหรือไม่ก็ได้ ไม่มีใครรู้ได้ นอกจาก “ประชาชน” จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ดังนั้น รัฐบาลและ กกต.จงเลิก “ยื้อ” เวลาเสียเถิด เพราะถ้ายังไม่ชัดเจน อาจจะไม่มีเวลาให้ท่าน “ยื้อ” อีกต่อไป!

เชือด “เด็กเก่าเนวิน” ถิ่นพนมรุ้งพลุ่งพล่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชือด “เด็กเก่าเนวิน” ถิ่นพนมรุ้งพลุ่งพล่าน

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 10:55 น.
เนวิน ชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,ค่ายสีน้ำเงิน,อีสานใต้,จบุรีรัมย์,เมืองปราสาท,คนเสื้อแดง,พรรคเพื่อไทย,เลืกตั้ง 2562,เด็กเนวิน,เด็กเก่าเนวิน,ถิ่นพนมรุ้ง
เปิดอ่าน 4,040 ครั้ง

มาดูความเคลื่อนไหวแถบสนามอีสานใต้กันบ้าง ตอนนี้กำลังฟัดกันนัวระหว่างคนเคยคุ้นกันทั้งนั้น บอกเลย ต้องงัดพลังมาสู้กระแสทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ กันสุดๆ!

         000 อิทธิพลพายุ “โรคเลื่อน” ส่งผลให้ “นักเลือกตั้งหน้าใหม่” บางพรรคที่ฝันหวานเห็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ไหลโจ๊ก กลายเป็นแล้งฝันเมื่อมีการปิดท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ แต่ยังปล่อยไหลไปในพื้นที่ “เป้าหมาย” ระดับตัวเต็งอยู่ 

         000 โครมคราม! จากถนนสาย 24 ไม่ใช่ไฟไหม้ร้านข้าวขาหมูนางรอง แต่เป็นข่าวรวบตัว “พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งภายหลัง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. แจงว่า เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามเงินกู้นอกระบบ ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลิซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และที่บริษัท แสงสว่างลิซซิ่ง ที่มีการอ้างว่าเป็นของ “พรชัย” เป็นการจับกุมตามหมายจับในเรื่องหนี้นอกระบบ ฉ้อฉลกลโกง เพราะมีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ไม่ใช่เรื่องการเมือง

         000 บังเอิญวันดังกล่าว “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นำทีมเดินสายปราศรัยหลายจุดในบุรีรัมย์และแวะปราศรัยที่ อ.นางรอง จึงมีภาพ “ส.จ.หมวย” พุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ส.อบจ.บุรีรัมย์ ขึ้นเวทีร่ำไห้ และสวมกอดคุณหญิงหน่อย 

พรชัย และ สจ.หมวย

         000 คนนางรองรู้ดีว่า “เสี่ยแก๋ พรชัย” ทำลิสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาดจึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ว่ากันในทางการเมือง พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ก็คือ ส.จ.เก่าที่อยู่ใน “กลุ่มเพื่อนเนวิน”และเคยลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เจอใบแดง “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์ สมัยนั้น ได้แต่งตั้งให้ “พรชัย” เป็นรองนายก อบจ.บุรีรัมย์ กระทั่งก่อนการเลือกตั้ง 2554 พรชัยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และหันไปสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย 

         000 สาเหตุที่พรชัยต้องทิ้ง “ค่ายเนวิน” เนื่องจากการเมืองใน อ.นางรอง เมื่อ “บ้านใหญ่โรงโม่หิน” เลือก “ไตรเทพ งามกมล“ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อภูมิใจไทย ซึ่งมีพี่ชาย อภิชาต งามกมล อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ อยู่เบื้องหลังด้วย

         000 เมื่อพรชัยสวมเสื้อเพื่อไทย “อดีตสหายอีสานใต้” สายเสื้อแดงบุรีรัมย์มาเป็นเสนาธิการหลังม่านช่วยเสี่ยแก๋เต็มที่ ปรากฏว่าคลื่นสีแดงแรงจัด ทำให้ “พรชัย” และ “หนูแดง วรรณกางซ้าย” ค่ายเพื่อไทยเบียดค่ายสีน้ำเงินเข้าป้าย 2 เขต คนเสื้อแดงอีสานใต้สะใจในชัยชนะ หลังจากนั้นไม่นาน สหายอีสานใต้อีกคนหนึ่ง “ประกิจ พลเดช” อดีต ส.ส.รุ่นลายครามที่สอบตก ตัดสินใจทิ้งค่ายเนวินกลับไปซบเพื่อไทย

สจ.หมวย และ ประกิจ พลเดช

         000 เลือกตั้งเที่ยวนี้ “ค่ายสีน้ำเงิน” จัดทีมเรียบร้อย 8 เขต ตั้งเป้า “ยกจังหวัด” ส่วนเพื่อไทยในสนามเดิมที่เคยชนะเขต 6 “เสี่ยแก๋ พรชัย” ลงสนาม และเขต 7 ประกิจ พลเดช ลงแทนหนูแดง ที่เจอศาลสั่งเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

         000 จากดินแดนภูเขาไฟไปสู่แดนไดโนเสาร์ เขต 10 ขอนแก่น กลายเป็นสนามประลองกำลังของ 3 พรรคใหญ่ อย่างพรรคพลังประชารัฐ ก็คว้าตัว “เจริญ แซ่เต็ง” อดีตนายกเทศมนตรี ต.บ้านโต้น อ.พระยืน ที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นที่รักของชาวบ้าน มาเป็นตัวยืน ไม่หวั่นแชมป์เก่าเพื่อไทย ที่ขี่กระแสทักษิณ–ยิ่งลักษณ์

เจริญ แซ่เต็ง พปชร. เขต 10 ขอนแก่น

         000 หลังปีใหม่ “เจริญ” วางกลยุทธ์ “ปราศรัยทุกหมู่บ้าน“ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อเป็นเวทีปราศรัย โดยชูภาพตัวบุคคล “คนของเฮา ไทยบ้านเฮา เป็นผู้แทนของเฮา เข้าสู่สภา เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้เฮา” เพราะรู้จุดอ่อนคู่แข่งเป็น “เสาไฟฟ้าที่มีลมหายใจ” เลยอาศัยลูกขยันเอาชนะใจชาวบ้าน

         000 เมื่อ 5 มกราคม ที่ผ่านมา “เนวิน ชิดชอบ” พาทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะบอลการกุศลกับทีมขอนแก่น เอฟซี ที่สนามโรงเรียนบ้านไผ่ โดยมี “ส.จ.แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไปทีมขอนแก่น เอฟซี เป็นแม่งานใหญ่ มีแฟนบอลเข้าไปชมแน่นขนัด ระหว่างพักครึ่ง “เนวิน” ได้ฝากให้ชาวบ้านไผ่ (เขต 10 ขอนแก่น) ช่วยเลือก “ส.จ.แม็ค” ด้วย เพราะเขาเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทยในเขตนี้

เนวิน เปิดจัว สจ.แม็ค เขต 10 ขอนแก่น

         000 เบื้องหลัง “บอลการเมือง” หนนี้ มีเรื่องเล่ากันในสภากาแฟขอนแก่น กลางปีที่แล้ว “เจริญ แซ่เต็ง” ถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อ “เอกราช ช่างเหลา” ยกทีมไปสังกัด พปชร. เจริญก็ตามมาด้วย จึงเป็นมูลเหตุของรายการอุ่นเครื่องลูกหนังที่บ้านไผ่นั่นแล 

ไฟใต้…ฉายหนังเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้…ฉายหนังเก่า

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:18 น.
บูคอรี หลำโส๊ะ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ไฟใต้
เปิดอ่าน 514 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริงพิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์  พึ่งเนตร 

ที่เห็นในภาพประกอบบทความ คือโฉมหน้าของ “บูคอรี หลำโส๊ะ” ที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุคาร์บอมบ์ลูกล่าสุดใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา ต.ท่าม่วง อ.เทพา เมื่อช่วงเช้ามืดวานนี้

คาร์บอมบ์ลูกนี้เป็นลูกแรกของปี 62 ซึ่งเพิ่งผ่านเทศกาลปีใหม่มาได้เพียงแค่ 8 วัน และเป็น “คาร์บอมบ์” ลูกที่ 55 แล้ว นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ไฟใต้มาตั้งแต่ปี 47
“ศูนย์ข่าวอิศรา” รวบรวมสถิติระเบิดในรูปแบบ “คาร์บอบม์” เอาไว้ ตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์ความไม่สงบเมื่อต้นปี 47 เป็นต้นมา มีเหตุ “คาร์บอมบ์” เกิดขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น 54 ครั้ง ไม่รวมครั้งล่าสุดนี้ โดยเหตุคาร์บอมบ์ลูกสุดท้ายก่อนเกิดที่ อ.เทพา เมื่อวาน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ปี 60 เป็นคาร์บอมบ์หน้าบ้านพักตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี

รถที่ใช้ทำคาร์บอมบ์ในครั้งนั้นถูกปล้นมาจากเต็นท์รถมือสอง “วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี จ.สงขลา คนร้ายปล้นรถกระบะ 6 คัน ขับหนีกระจายแยกกันไปทำคาร์บอมบ์ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ วางแผนก่อเหตุกันเหมือนในภาพยนตร์ เหตุปล้นรถกระบะ 6 คันไปทำคาร์บอมบ์ ก็มีชื่อ บูคอรี หลำโส๊ะ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุ

ข้อมูลจากแฟ้มประวัติของฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า บูคอรี เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบคนสำคัญที่เคลื่อนไหวในอำเภอรอยต่อของ จ.สงขลา กับปัตตานี ภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ที่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีประวัติก่อเหตุรุนแรงครั้งแรกเมื่อปี 48 โดยร่วมกับพวกใช้ท่อนไม้ทุบตีครูในพื้นที่บ้านควนหรันจนได้รับบาดเจ็บ โดยขณะก่อเหตุเขาอายุเพียง 18 ปี

จากนั้น บูคอรี ถูกจับกุมโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายครูจริง แต่ประวัติหลังจากนั้นไม่แน่ชัดว่าถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือว่าโดนดำเนินคดีแล้วพ้นโทษออกมา เพราะในช่วงสิบกว่าปีมานี้มีคดีความมั่นคงหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา รวมถึง อ.โคกโพธิ์ กับอำเภอใกล้เคียง และอ.เมืองปัตตานี ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของบูคอรีและพวก
คดีใหญ่ๆ ที่มีชื่อของบูคอรี เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากคดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถมือ 2 ใน อ.นาทวี แล้ว ยังมีคดีคาร์บอมบ์หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 60 ด้วย โดยในครั้งนั้นคนร้ายใช้วิธีปล้นรถกระบะ ฆ่าเจ้าของรถ ก่อนนำรถไปบรรทุกระเบิดและขับไปก่อเหตุที่หน้าห้างบิ๊กซี เช่นเดียวกับเหตุปล้นฆ่าสามีภรรยาแล้วโยนร่างทิ้งแม่น้ำเทพา เพื่อชิงรถกระบะไปทำคาร์บอมบ์ช่วงต้นปี 60 ซึ่งก็มีชื่อของทีมงานของบูคอรี เป็นผู้ก่อเหตุเช่นกัน

บูคอรี มีพ่อเลี้ยงเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง มีภรรยาเกี่ยวข้องกับคนในขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง และยังมีน้องชายชื่อ รอซาลี หลำโส๊ะ เคยก่อเหตุรุนแรงมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน แถมยังเคยถูกจับกุมเข้ากระบวนการซักถามอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ เช่น เหตุการณ์ชิงรถรับส่งนักเรียนและฆ่าเจ้าของรถก่อนนำไปก่อเหตุยิงและวางระเบิดอาคารเทศบาลตำบลมะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 57

นี่คือประวัติของบูคอรีและพวก จากแฟ้มข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง ต้องบอกว่ารู้ลึกรู้ละเอียดจริงๆ เขาเริ่มก่อเหตุมาตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ผ่านมาแล้วเกือบ 15 ปี ยังจับกุมไม่ได้ ทำให้น่าคิดว่าคนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงรอดหูรอดตาเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่มากมายเหมือนตาสับปะรดไปได้

หรือเขาซุกตัวอยู่ใต้ปีกใคร?

ปะเหมาะพอดี…เหตุคาร์บอมบ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นช่วงเวลาก่อนการแถลงข่าวของ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เพียง 1 วัน

พล.อ.อุดมชัย มีคิวเปิดแถลงข่าวต่อสื่อไทย สื่อต่างประเทศ และภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตนี) ในวันนี้ หลังจากดีเดย์เริ่มกระบวนการพูดคุยรอบใหม่เมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวาระ 15 ปีเหตุการณ์ปล้นปืน 15 ปีไฟใต้

พล.อ.อุดมชัย ตั้งใจสร้างภาพจำใหม่เกี่ยวกับวันที่ 4 มกราคม โดยกำหนดให้เป็น “หมุดหมาย” เริ่มต้นกระบวนการพูดคุยสันติสุข แทนที่จะเป็น “วันเสียงปืนแตก” แบบที่จดจำกันมาเกิน 1 ทศวรรษ แต่ถัดจากนั้นเพียง 4 วันก็มีคาร์บอมบ์เขย่าขวัญขึ้นที่ อ.เทพา

หรือมีใครที่ไม่อยากให้สันติสุขบังเกิด?

อ่านจังหวะเหลิม บางบอนกับเกมกระดานใหม่..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านจังหวะเหลิม บางบอนกับเกมกระดานใหม่..

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:14 น.
รตอเฉลิม อยู่บำรุง,เหลิม บางบอน,ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,166 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

นาทีนี้ขุนพลฝีปากกล้าที่จะโกยแต้มให้เพื่อไทยตามเวทีต่างๆ น่าจะไม่พ้น “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” คนโตย่านบางบอน เพราะคนการเมืองที่มีฝีปากและวาจากระแทกใจชาวประชาให้เลือกพท.นั้น นาทีนี้ถือว่าน้อยมาก…

เจ้าของฉายาดาวสภาและดาวดับคนนี้ ออกโรงยามนี้ ถือว่า เหลิม บางบอน เป็นคนอ่านจังหวะรุก-รับการเมือง “ขาด” คนหนึ่ง โดยเฉพาะยามที่ พท.ต้องการขุนพลฝีปากกล้า และจำต้องยอมการอ่านเกมและการขึ้นเวทีเรียกแต้ม

“ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” (อยู่กลาง)

เหลิม บางบอน หย่อนตัวเองไปในพื้นที่ที่พท.ต้องคว้าชัยแบบชัวร์ๆ ดีกว่าไปในพื้นที่เหนื่อยฟรี เพราะพูดอย่างไรชาวบ้านก็ไม่เอา

เกมนี้คนโตบางบอนเดินสวนจังหวะเจ้าแม่เมืองกรุง เพราะขานั้นต้องแล่นไปเกือบทุกหัวระแหง

แม้เจ๊หน่อยจะเดินสายมาหลายวันก่อนที่พ่อของโต้ง/หนุ่ม/ชาย จะลงสนามสร้างสีสัน ว่ากันว่าใครหลายคนในเพื่อไทยขอคิวคนโตบางบอนให้ไปย้ำหัวหมุดมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

“เหลิม บางบอน” เคยบอกสังคมหลายครั้งว่าไม่ฝันจะเป็น สร.1 ดังนั้นมิต้องตีความว่าขัดแย้งกับใครในพรรคเพื่อหวังผลอะไร ?

เพราะสิ่งที่คนโตบางบอนหวังไว้หากเพื่อไทยคว้าอันดับ 1 ในการหย่อนบัตรช่วงนี้ เหลิม บางบอน คงจะสบช่อง มท.1 หรือครองเก้าอี้ สร.2 ดูแลแวดวงสีกากีตามวิถีที่ถนัด และดันทายาทให้เป็นผู้แทนฯ บางบอนและหนองแขมให้ได้

คราวนี้ เหลิม บางบอน ออกมาขยับอวัยวะแบบนี้แสดงว่า มีความมั่นใจแล้วว่า วิ่งแล้วไม่เสียเที่ยว ยามที่พบสื่อ เหลิม บางบอน มั่นใจว่าเพื่อไทยจะมีผู้แทนฯ เกือบ 300 คน เพราะกระแสสังคมที่ทนลำบากมาหลายปีในยุคที่ คสช.บริหารนั้น คำตอบมันชัดนักว่า ชาวบ้านคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์ช่วงลุงตู่ดูแล

ยิ่งนาทีนี้แกนนำหลายคนแตกตัวไปทำงานให้พรรคสาขา…แต่ความจริงบนกระดานการเมืองบอกแล้วว่า ชาวบ้านมีสองพรรคในใจที่จะหย่อนแต้มให้

“พรรคอื่นๆ ไม่มีแต้ม แข่งกันแค่ปชป.กับพท. วันหน้าจะบอกบนเวทีว่า ปชป.ทำงานแบบใดเละทำไมจะไร้โอกาสชนะเลือกตั้ง ให้สังคมนำไปคิด บางพรรคที่เคยมี ส.ส.วันนี้อาจน้อยกว่าเดิม ชาวบ้านรู้แล้วว่าควรเลือกพรรคใด พรรคใหม่เละพรรคของคสช.จะไร้คะแนนอย่างไร ประวัติศาสตร์การเมืองเขียนไว้และมันจะกลับมา ผมพูดเตือนหลายครั้งแล้วว่า คสช.เล่นแบบนี้เสี่ยงแค่ไหน หาก คสช.วิเคราะห์ได้ มันจะเป็นผลดีว่าควรหยุดหรือจะเดินต่อ แต่จะเจอสวรรค์หรือนรก พิจารณาเอาจากสิ่งที่ผมบอกไว้หลายครั้งแล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ตอนนี้เพื่อไทยได้เจ้าของฉายา “รมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” มาเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ กระแสมาทันทีที่เพื่อไทย งานนี้เพื่อไทยลอยลำ เว้นแต่จะมีบางอย่างมากระตุกให้จังหวะสะดุด” คนโตบางบอนกล่าวไว้กับคนแวดล้อม

คนการเมืองที่แล่นบนเวทีมาหลากพรรค เป็น รมต.หลากกระทรวง เคยลี้ภัยไปต่างแดนเพื่อหลบบางอำนาจในอดีต เคยสอบตกในการเป็นผู้แทนฯ เคยลงสมัครพ่อเมืองกรุงเทพฯ แต่แพ้กระจุย

ประสบการณ์เหล่านี้ที่ เหลิม บางบอน สะสมไว้และรอจังหวะที่เพื่อไทยไร้ขุนพลนำทัพต้องส่งเทียบเชิญมาให้นำทีม

“สื่อตีความว่าผมขัดแย้งกับใครบางคนในพรรค หากใครมีช่องทางรบกวนไปบอกสื่อทุกแขนงด้วยว่าผมไม่ขัดแย้งกับใครในพรรค ผมทำงานตามหน้าที่ ไม่หวังเป็นนายกฯ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าผมทำอะไรให้พรรค ใครที่ระแวงผม เลิกคิดเลย”

สิ่งที่ เหลิม บางบอน บอกไว้แบบนี้ นัยไม่ต้องถอดความให้วุ่นเลย เพราะรู้กันดีว่า เหลิม บางบอน กับเจ้าแม่เมืองกรุงนั้น ยามนี้ใครมีราคากว่ากันยามไปขอแต้มชาวบ้านและมันส่งผลในอนาคตอันใกล้ด้วยว่า เฮียเหลี่ยมจะวางใครให้มีบทบาทนำในพรรคและว่าที่รัฐบาลใหม่ ?

แว่วมาว่า ยามที่คนหน้าเหลี่ยมและน้องปูโฉบมาย่านเอเชีย คนโตบางบอนแวะไปพบเพื่อนเก่าที่รู้จักกว่าสี่สิบปีให้อ่านเกมให้ขาดว่าจะโยนดาบอาญาสิทธิ์ให้ใครกุมสภาพการนำทัพ

“เลือกคนนี้จะได้ผลแบบนี้ เลือกคนนั้น จะได้ผลด้านนี้ พิจารณาเอา”

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เสียงที่คนโตบางบอนส่งไปให้เฮียเหลี่ยมและน้องปูรับฟังและรอการกดปุ่มในช่วงหลังรู้ผลว่าใครจะมาทำงานแทนครอบครัวชินวัตร เพียงแค่นี้สังคมมองเห็นลางๆ แล้วว่า ว่าที่ สร.1 ที่จะมาจากพท.นั้น คือใคร? และไม่ใช่คนที่ เหลิม บางบอน หวังใจให้คว้าเก้าอี้นี้เสียด้วย

คู่ปรับเก่า.. “ศรัณย์วุฒิ-วารุจ”ชิงดำเขต2 อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่ปรับเก่า.. “ศรัณย์วุฒิ-วารุจ”ชิงดำเขต2 อุตรดิตถ์

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 09:11 น.
สนามเลือกตั้ง,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 2,198 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง… ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้ง ส.ส.อุตรดิตถ์ ถูกปรับลดจาก 3 เขต เหลือเพียง 2 เขต จะด้วยเหตุผลจำนวนประชากรลดลง หรือจะเป็นเทคนิคทางการเมืองก็แล้วแต่ ทุกพรรคการเมืองก็ยังคงทำงานหนักปรับองคาพยพสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ช่วงชิงฐานคะแนนเสียง ทั้งระบบ ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1  อำเภอเมือง ลับแล และตรอน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 จะกินพื้นที่กว้างและอยู่ห่างไกลกัน ประกอบด้วยอำเภอพิชัย ท่าปลา ทองแสนขัน น้ำปาด ฟากท่า และบ้านโคก เป็นการบ้านในการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อกำชัยชนะ

แม้ยังไม่มี พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองก็ลงพื้นที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครกันแล้ว ซึ่งในเขต 2 เป็นที่จับตามองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน 2 อดีตผู้แทนราษฎรอุตรดิตถ์ วารุจ ศิริวัฒน์ ที่ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาซบพรรคพลังประชารัฐ กับคู่ปรับตลอดกาล ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ พรรคเพื่อไทย

ทั้งสองคนมีอดีตที่ยาวไกล และขับเคี่ยวกันในสนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอุตรดิตถ์กันชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร

ว่ากันว่าในยุค คสช.ครองเมือง บทบาทของศรัณย์วุฒิ ที่่อยู่ตรงข้ามซีกรัฐบาลถูกจับตาเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นอดีต ส.ส.เจ้าของฉายาดัง “เข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้” ก็ยังคงเคลื่อนไหวผ่านทีมงานช่วยเหลือชาวบ้านอยู่เนืองๆ เรียกว่าไม่เคยทิ้งพื้นที่

กอปรกับมีสำนักงานที่เป็นหลักแหล่งแน่นอนใน อ.ท่าปลา เมื่อชาวบ้านมีปัญหายังคงแวะเวียนมาพบปะได้อยู่เสมอ เรียกว่าได้ใจคนเมืองลางสาดไปแบบเนื้อๆ ทำให้กระแสยังคงมีให้พูดถึงต่อเนื่อง

แต่การแบ่งเขตในครั้งนี้กลับเพิ่มพื้นที่ อ.พิชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่รองจาก อ.เมืองอุตรดิตถ์ มาอยู่ในเขต 2 ขณะที่แกนนำในส่วนของพรรคเพื่อไทยเดิมหรือกลุ่มคนเสื้อแดงมีการปรับขบวน หรือพูดง่ายๆ มีการแตกทัพกันจึงทำให้ฐานเสียงพลอยสั่นคลอนไปด้วย

ส่วนวารุจ ว่ากันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้พกความมั่นใจมาเต็มร้อยภายใต้สีเสื้อ “พลังประชารัฐ” เขาหวังจะมาล้างตาหลังจากพลาดท่าให้แก่ ศรัณย์วุฒิ เมื่อครั้งเลือกตั้งเมื่อปี 2554 โดยมีกุุนซือใหญ่อย่าง พีระศักดิ์ พอจิตร หรืออัยการอ๋อง รองสนช. ที่่ให้การสนับสนุนวางแผนจัดทีมช่วยอย่างเหนียวแน่น เพื่อล้มช้างอย่างพรรคเพื่อไทย คว้าให้ได้ทั้ง 2 เขต

หากยังจำกันได้บทบาททางการเมืองของ พีระศักดิ์ นั้นมิใช่ธรรมดา มาเที่ยวนี้ผนึกกำลังกับ ชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา นายก อบจ.อุตรดิตถ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย คนสนิทของ กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ และอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระดับแม่เหล็กทั้งนั้น

ด้วยปูมหลัง สายสัมพันธ์ทั้งด้านธุรกิจ การเมือง บอกได้คำเดียวว่า…งานนี้ไม่เพียงแต่จะสะเทือนถึงดวงดาว…แต่ยังสะท้านไปถึงฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าอีกด้วย…!!!

แต่กระนั้นหากจะวัดด้วยผลงานและชัั้นเชิงแล้ว ศรัณย์วุฒิ ถือว่ายังเป็นต่ออยู่เล็กน้อยด้วยการวางตัวให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งพื้นที่ใดมีปัญหาเจ้าตัวจะลงลุยเองโดยไม่ต้องร้องขอ

ก็ไม่รู้ว่าจุดเด่นคุณสมบัติดังกล่าว จะยังครองใจชาวเขต 2 จ.อุตรดิตถ์ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะต้องมาต่อกรกับคู่ปรับเก่าอย่าง วารุจ ศิริวัฒน์ ที่วันนี้ได้เปรียบในหลายด้าน

กระนั้นก็ดีหากใครที่เบื่อของเก่าคนเก่า พื้นที่อุตรดิตถ์เขต 2 ยังมีของใหม่ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น ชะลอ เสนานารถ พรรคพลังปวงชนไทย หรือ ภิศิษฐ์ วงศ์ทอง พรรคอนาคตใหม่ ให้เป็นตัวเลือกใหม่อีกด้วย

‘ตชด.’ภารกิจที่ไม่ใช่แค่’ตระเวนชายแดน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’ภารกิจที่ไม่ใช่แค่’ตระเวนชายแดน’

วันที่ 9 มกราคม 2562 – 00:00 น.
ตชดภารกิจที่ไม่ใช่แค่ตระเวนชายแดน,ตชด,ตระเวนชายแดน
เปิดอ่าน 516 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายคนคงทราบว่า “ตชด.” ย่อมาจาก ตำรวจตระเวนชายแดน และคงคิดว่าตำรวจหน่วยนี้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนป้องกันราชอาณาจักรตามแนวตะเข็บชายแดนทั่วประเทศ ตามถิ่นทุรกันดารป่าเขา แต่หารู้ไม่ว่าหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หน่วยนี้มีมากกว่าที่หลายคนคิดและรับรู้

ตชด.นอกจากถือปืนป้องกันประเทศตามแนวชายแดนแล้ว ยังเป็นผู้บริการประชาชน เป็นครูสอนหนังสือให้แก่เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งได้ตั้งเป็นโรงเรียน ตชด. ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และเมื่อเกิดภัยพิบัติก็ไม่รีรอที่จะนำกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างทันท่วงที

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ซึ่งปัจจุบันมีแม่ทัพคือ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. ได้น้อมรับนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดพายุโซนร้อน “ปาบึก” เข้าในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ทันทีที่ทางการแจ้งเตือน พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมระดมสรรพกำลัง ยานพาหนะ เครื่องจักร และสิ่งอุปกรณ์เครื่องมือในการดำรงชีพ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นกรณีเร่งด่วน รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุ และพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

เมื่อพายุ “ปาบึก” เคลื่อนขึ้นฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งหลายหน่วยงานเร่งช่วยเหลืออพยพประชาชนไปอยู่ยังที่ปลอดภัยตามศูนย์อพยพต่างๆ ที่ตระเตรียมไว้ เช่นเดียวกับ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (กก.ตชด.42) จ.นครศรีธรรมราช ก็เร่งระดมกำลัง ตชด.เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยจัดชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 424 จัดรถหกล้อและรถกระบะนำอพยพประชาชนจำนวน 200 คน จากพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อไปอยู่ศูนย์อพยพในที่ปลอดภัยตามศูนย์ต่างๆ ที่ อ.สิชล กำหนดไว้

พายุที่เข้าโหมกระหน่ำสร้างความเสียหาย ต้นไม้หักโค่นทับบ้านเรือน ขวางถนน ฯลฯ พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็สั่งการให้ ตชด. ในพื้นที่เส้นทางพายุ “ปาบึก” จัดกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลังสุดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ นำกำลังร่วมกันใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ตัดต้นไม้ที่ล้มปิดเส้นทางการจราจร และจัดรถโมบาย ออกบริการ และช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ

แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว คลื่นลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ฤทธิ์เดชของพายุได้ทิ้งความเสียหายไว้ให้กอบกู้ ฉะนั้นภารกิจช่วยเหลือพื้นฟูของ ตชด. ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการเคลียร์พื้นผิวถนนให้สัญจรได้ปกติ ช่วยซ่อมแซมเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่หักโค่นทับบ้านเรือนประชาชน โดยทำงานบูรณาการร่วมกันกับหลายฝ่าย พร้อมทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย จนกว่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

นี่แสดงให้เห็นว่า ตชด. ไม่ได้มีภารกิจแค่ถือปืนป้องกันประเทศตามแนวชายแดน แต่เมื่อใดที่มีภัยพิบัติ กำลังของ ตชด. ที่ฝึกเข้มทั้งทาง บก น้ำ อากาศ ก็พร้อมยกทีมเข้าช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนในยามวิกฤติทุกถิ่นที่ ไม่ใช่แค่แนวตะเข็บชายแดน..!!

“เหลิม” วงแตก! เรตติ้งร่วงพึ่ง “พลังเก้าอี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เหลิม” วงแตก! เรตติ้งร่วงพึ่ง “พลังเก้าอี้”

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 11:19 น.
เฉลิม อยู่บำรุง,เหลิม บางบอน,คนใหญ่ฝั่งธน,รตอเฉลิม,อดิศร เพียงเกษ,พรรคเพื่อไทย,คนเสื้อแดง,หมู่บ้านเสื้อแดง,หาเสียง,สนามเลือกตั้งอีสาน,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 20,210 ครั้ง

อะไรกันนี่ จากที่เคยเดินสายปราศรัย 6 จังหวัดภาคอีสาน แบบคนล้นหลาม วันนี้มาเพียบเหมือนกัน แต่เป็น “มวลชนเก้าอี้” ทำเอาขุนศึกฝั่งธนฯ งงเด้!!

          000 เซียนการเมืองอีสานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ สนามเลือกตั้งที่ราบสูงนาทีนี้ ไม่ต่างจาก “เทศกาลหาปลาในหนองน้ำ” นักหาปลาช่วงชิงหว่านแหชนิด “แหใครแหมัน” ต่างจากปี 2554 ที่หนองน้ำมีเจ้าของชื่อ “เพื่อไทย” นักหว่านแหค่ายอื่น ทำได้แค่เก็บตกปลาเล็กปลาน้อย

          000 รูปธรรมที่อธิบายความเรื่อง “แหใครแหมัน” สังเกตได้จากเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าเวทีที่มี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หรือ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ขึ้นไฮด์ปาร์ค จะพบว่า “มวลชน” มาเต็มโควตา“เก้าอี้” ที่จัดเตรียมไว้ ไม่มีทะลักล้น

          000 เปรียบเทียบสมัยเลือกตั้ง 2554 บรรยากาศเวทีปราศรัยเพื่อไทย ที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปโชว์ตัว คล้ายเวทีม็อบเสื้อแดง ไม่มีเก้าอี้ มวลชนแดงพรึ่บ บางจังหวัดมหาชนเรือนหมื่น ปีนต้นไม้ฟัง “น้องสาวทักษิณ” หาเสียง

          000 สำหรับ “แม่ทัพเฉลิม” เดินสายปราศรัย 6 จังหวัดภาคอีสานช่วงปลายปีที่แล้วบรรยากาศไม่ต่างจากสมัยที่ “เหลิม บางบอน” อยู่พรรคความหวังใหม่ ระดับขุนศึกฝั่งธนฯ ปราศรัย ต้องมาแบบล้นหลาม ไม่ใช่มาแบบ “มวลชนเก้าอี้” อย่างนี้ ! เสียเหลี่ยมขุนศึกฝั่งธนฯ ไม่ใช่น้อย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินสายอีสาน

มวลชนเก้าอี้กลับมาฮิตในสนามเลือกตั้งอีกหน

          000 ที่น่าสนใจ ตอนแรก “แม่ทัพเหลิม” แถลงใหญ่โตจะมีสองดาวไฮด์ปาร์คร่วมทีมคือ “อดิศร เพียงเกษ” อดีตประธานสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 24 และ “สุทิน คลังแสง” หัวหน้าคณะรำวงสวรรค์บ้านนา แต่พอเดินสายจริง ก็ทางใครทางมัน

          000 “อดิศร” ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก เพราะ “น้าเหลิม” หนุนส่ง แต่มาวันนี้ ลูกชายของ “ทองปักษ์ เพียงเกษ” เป็นดาวฤกษ์ และดาวไฮด์ปาร์คเต็มตัว เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โผล่หน้าทางจอแดงตลอด ขนาดไม่มีทีวีดาวเทียมแล้ว อดิศรก็ยังมี “สถานี ตรงไปตรงมา Facebook Live TV” ไปปราศรัยที่ไหน ก็ไลฟ์กันที่นั่น

          000 ระหว่าง “เหลิม” เดินสายอีสาน “หมอแคนขอนแก่น” โผล่ไปแจมที่บึงกาฬหนเดียว และไม่พลาดที่จะตีรถไปหนองบัวลำภู เพราะ “คุณหญิงหน่อย” บินมาเปิดตัว “สยาม หัตถสงเคราะห์” ลูกชายของ “กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์” เรียกว่าหมอแคน “อดิศร” อยู่เป็น และเลือกจะอยู่กับใคร?

หมอแคน “อดิศร” บินเดี่ยว

          000 หลังสูญเสียน้องสาว “จุรีพร สินธุไพร” แกนนำแดงพัทยาให้พรรคพลังประชารัฐ “นิสิต สินธุไพร” ก็เดินหน้าหาเสียงในเขต 5 ร้อยเอ็ด เปิดตัวลูกสาว “จิราพร สินธุไพร” ลงสนาม ส.ส.เขต นัยว่าทายาทอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน นปช. เพิ่งจบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ 

จิราพร สินธุไพร ลูกสาวของ นิสิต สินธุไพร ลงเขต 3 ร้อยเอ็ด 

          000 แดงอีสานมีราคาค่างวด แยกย้ายกันไปลงสนามในนามพรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ และล่าสุด พรรคประชาชาติก็ใช้บริการ “เสื้อแดงท้องถิ่น” เมื่อไม่กี่วันมานี้ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เลขาธิการพรรคประชาชาติ ลงไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อุดรธานี ทั้ง 8 เขต และในนั้น มี “อฤเดช แพงอะมะ” ประธานคนอีสานปกป้องประชาธิปไตย ก๊วน “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” และ ส.อบจ.อุดรฯ เขต อ.ทุ่งฝน ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 อุดรธานี

อฤเดช แพงอะมะ แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ เขต 3 อุดรธานี

          000 นายใหญ่แดนไกล พยายามจะใช้มุกเก่า “เสื้อแดงปูพรมแอร์วอร์” สร้างกระแสนายกฯ สองพี่น้อง แต่เที่ยวนี้ดูไม่ไหลลื่น ฝ่ายความมั่นคงประกบติด “แกนนำแดง” ขยับตัวลำบาก เราจึงเห็น “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” มาป้วนเปี้ยนแถวเมืองจีน

พรรคการเมืองเสนออะไร ?…เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคการเมืองเสนออะไร ?…เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 09:48 น.
พรรคการเมืองเสนออะไร เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน,พรรคการเมือง,เลือกตั้ง,นโยบาย
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประชากรหญิงไทยกว่า 23 ล้านคนกำลังจะไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “คม ชัด ลึก” อาสาพาไปสำรวจว่าข้อเรียกร้องของตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาชนในวินาทีนี้มีอะไรบ้าง และพรรคการเมืองจะจัดทำนโยบายได้ตรงใจหรือไม่ ?

องค์กรผู้หญิงได้จัดเวทีสาธารณะนัดพบระหว่างกลุ่มคนทำงานระดับรากหญ้ากับนักการเมือง ในหัวข้อ “ตอบโจทย์นโยบายผู้หญิง” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ในการระดมความคิดเห็น เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองให้ส่งเสริมบทบาทและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้หญิงไทยเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนในเวทีนี้กลายเป็นเสมือนคำสัญญาในอนาคตว่า หากพรรคการเมืองของตนได้รับเลือกจะขับเคลื่อนแก้ไขประเด็นปัญหาความไม่เท่าเทียมของผู้หญิงในสังคมไทยอย่างไรบ้าง

“ธนวดี ท่าจีน” มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวถึงข้อมูลผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ หรือความรุนแรงต่างๆ ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นคน ถือเป็นปัญหาใหญ่ในเมืองไทยต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เช่น โดนสามีทำร้าย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาเชิงรุกได้ไม่ดีพอ

“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นมีหลายประเด็นใหญ่ คือ ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของกฎหมายฉบับต่างๆ ในวันนี้ พนักงานสอบสวนหญิงทั่วประเทศมีไม่ถึง 400 คน ควรเร่งรัดให้รับสมัครเพิ่ม นอกจากนี้ยังควรควบคุมธุรกิจขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง เพราะเหล้าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้หญิงถูกทำร้าย ผู้ผลิตเหล้าต้องมาช่วยจ่ายค่าเสียหายด้วย ส่วนประเด็นการดูแลสุขภาพผู้หญิงต้องทำครอบคลุมทุกวัย กระทรวงสาธารณสุขควรทำงานเป็นเครือข่ายสุขภาวะทางเพศของผู้หญิง เช่น ให้เด็กได้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือรักษามะเร็งเต้านมฟรีทุกคน หรือกลุ่มผู้หญิงที่ตั้งท้องแต่ยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงลูก ควรมีกลไกรองรับหาอาชีพให้ทำ มีเงินสนับสนุนเลี้ยงดูลูก และกองทุนฉุกเฉินดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทอดทิ้งทารก”

นอกจากนี้ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิงยังเสนอให้มีมาตรการดูแลผู้หญิงที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านคน ที่กำลังได้รับผลกระทบจากบุหรี่ รัฐควรมีนโยบายเรื่องบ้านปลอดบุหรี่ ให้ยกเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

สอดคล้องกับ “สุชัญญา ยอดคำ” มูลนิธิพิทักษ์สตรี แสดงความเห็นเรื่องภัยร้ายที่ผู้หญิงยุคใหม่กำลังเผชิญจากการถูกล่วงละเมิดผ่านสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ ควรเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส สนับสนุนงบประมาณทำงานเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้ผู้หญิงรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร และอยากให้มีการเพิ่มหลักสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับมิติทางเพศหญิงชาย สิทธิความเสมอภาค สร้างกระบวนการทางความคิดให้รู้จักการป้องกันร่างกายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ให้รู้เท่าทันโลกและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่น

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรการป้องกันภัยร้ายที่เกิดกับผู้หญิงแล้ว ยังมีการเสนอมุมมองเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

“อารีย์ คงกลัด” ตัวแทนเครือข่ายอ่าวไทยตอนบนกล่าวถึงปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ไม่มีผืนป่า ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีอาหาร ไม่มีโฉนด ทุกวันนี้อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลามีราคาแพงมาก อยากให้มีปรับปรุงกฎหมายหรือมีการทวงคืนแผ่นดิน เพื่อปกป้องชุมชนและชายฝั่งจากการถูกคลื่นกัดเซาะ ควรใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านปกป้องผืนดินและปลูกต้นไม้หรือปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ไม่ให้มีการซื้อขายที่ดินชายฝั่งทะเล ควรจัดให้เป็นผืนดินสาธารณะประโยชน์

“อยากให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นวาระแห่งชาติ มีมาตรการเพิ่มพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน จัดงบประมาณสนับสนุนดูแลชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกองทุนโลกร้อนเพื่อหาวิธีปกป้องชุมชนตนเอง”

ทุกวันนี้ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับผิดชอบแค่เลี้ยงลูกหรือทำงานบ้านเท่านั้น แต่ยังออกไปรับจ้างทำงาน เพื่อหารายได้มาช่วยจุนเจือครอบครัวด้วย

“นลิน อ่ำสวัสดิ์” ตัวแทนฝ่ายแรงงานหญิง ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีลูกจ้าง 38 ล้านคน เป็นผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 17 ล้านคน ส่วนใหญ่กำลังเผชิญปัญหาการเลี้ยงดูลูกและการเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พวกเขาควรได้รับความคุ้มครองในด้านสิทธิต่างๆ ด้วย แรงงานหญิงที่เป็นลูกจ้างในระบบควรได้รับสิทธิลาคลอดไม่ต่ำกว่า 120 วัน จากที่ได้อยู่ประมาณ 90 วัน และควรได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาคลอดด้วย พร้อมมีข้อเสนอว่า

“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน”

“สุจิน รุ่งสว่าง” ตัวแทนสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย กล่าวถึงตัวเลขคนทำงานที่ไม่มีนายจ้างหรือแรงงานนอกระบบว่า มีไม่ต่ำกว่า 21 ล้านคน เป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ แต่กลับได้รับการคุ้มครองไม่เท่ากับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาต้องทำงานหนักและสัมผัสสารเคมีอันตรายตลอดเวลา เช่น สารเคมีในแปลงเกษตร ทั้งเกษตรธรรมชาติและเกษตรพันธสัญญา แถมยังได้รับค่าแรงไม่เป็นธรรม

“คนที่รับงานมาทำที่บ้าน ก็คือทำให้บ้านกลายเป็นโรงงาน เช่น คนตั้งท้องก็นั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้านตัวเอง ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของโรงงานหรือบริษัท แต่กลับได้ค่าแรงไม่เป็นธรรม หรือได้ค่าจ้างไม่ต่อเนื่อง เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบโดยตรง อยากให้ยกระดับการศึกษาแรงงานนอกระบบ และขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท”

“พัชรี ไหมสุข” เครือข่ายผู้หญิง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยให้ฟังว่า การพูดถึงปัญหาผู้หญิงในประเทศไทยต้องไม่ลืมผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวด้วย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้หญิงกับเด็กถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมากขึ้น และเป็นการกระทำจากสามีด้วย ลูกสาวก็โดนละเมิดมากขึ้น อยากให้มีการพัฒนาความร่วมมือหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะกับผู้นำทางศาสนา รัฐบาลควรสร้างโซนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้หญิงให้ฝ่ายรัฐและกลุ่มก่อการร้ายทำข้อตกลงกันในเรื่องพื้นที่ปลอดภัย เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะต่างๆ

“อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในการเมืองท้องถิ่น มีงบประมาณสนับสนุนสร้างกลไกกลุ่มผู้หญิง จัดกิจกรรมต่างๆ การสร้างสันติภาพ การทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่านี่คือการท้องจากการถูกข่มขืนจากพ่อของตัวเอง ส่วนคนที่เป็นแม่ก็ทำใจยาก ควรทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชน และป้องกันไม่ให้เด็กหญิงถูกละเมิดทางเพศจนต้องถูกบังคับแต่งงานเป็นเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก”

หลังจากฝ่ายตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงร่วมกันเสนอโจทย์หรือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ฝ่ายตัวแทนนักการเมืองหญิงก็ได้เสนอนโยบายของพรรคตัวเองให้รับทราบดังนี้

“ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์” ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากผลักดันบทบาทความเป็นผู้หญิง ความปลอดภัยของผู้หญิง เช่น สร้างรัฐสวัสดิการเป็นรัฐสีขาว เน้นองค์ความรู้ที่มาเสริมสร้างชีวิตผู้หญิงเพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ทั้งบ้านที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำงาน มีการรักษาความปลอดภัยในชุมชน ให้มีแสงสว่างเพียงพอ และเห็นด้วยที่จะมีการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนหรือเด็กอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป มีกองทุนสำหรับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และกองทุนดูแลผู้หญิงสูงวัยเป็นนโยบายระยะยาว ช่วยกันดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ให้เป็นภาระ

“รัชดา ธนาดิเรก” ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ผู้ชายไม่เกี่ยว ได้แก่ จะเสนอให้มีการลาคลอดได้ 6 เดือน ถ้ามีเด็กเกิดขึ้นมาก็ให้รับสิทธิเป็นจำนวนเงินหลักแสนบาทได้เลย หมายถึงการสนับสนุนดูแลเด็กแรกเกิดจนถึง 8 ขวบ เป็นเงินสนับสนุนให้แม่นำไปซื้อนม อาหารเสริม อุปกรณ์เลี้ยงบุตรต่างๆ ให้มีพนักงานสอบสวนหญิงทุกอำเภอ มีหลักสูตรการสอนเพศศึกษาที่เน้นให้ความเคารพเนื้อตัว หรือสอนให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ในส่วนสาธารณสุขควรพัฒนาศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลตำบลให้มีศักยภาพดูแลคนในพื้นที่ และเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์

“ส่วนปัญหาแรงงานนอกระบบ จะส่งเสริมให้เรียนระดับ ปวส. เรียนจบแล้วมีงานทำ และเพิ่มงบประมาณสร้างสังคมปลอดภัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขับเคลื่อนให้มีกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ”

“ลีลาวดี วัชโรบล” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอว่าจะเร่งแก้ไขกฎหมายล้าหลัง ปลดล็อกให้ศักยภาพผู้หญิงทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี และสนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ให้มีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต้ำ ไม่เกินร้อยละ 1 บาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือสตรีด้อยโอกาส และส่งเสริมบทบาทผู้นำสตรีให้ทัดเทียมผู้ชาย

“จะมีนโยบายป้องกันแม่วัยใส หรือดูแลเด็กผู้หญิงที่เป็นแม่ก่อนวัยอันควร มีการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้หญิงเข้าใจผลกระทบทางเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น นำเงินจากกองทุนต่างๆ มาพัฒนาศักยภาพแรงงานให้มากขึ้น”

“พรรณิกา วานิช” พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าจะมีนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม จัดทำเป็นนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ตั้งแต่คลอดยันเกษียณอายุ สนับสนุนให้ลาคลอดได้ 180 วัน และให้พ่อมีสิทธิลาคลอดช่วยแม่ได้ด้วย รวมถึงการให้ประกันสังคมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาทต่อเดือน จนถึงวัย 6 ขวบ เพื่อช่วยผ่อนภาระของแม่ สร้างระบบการศึกษาดูแลเด็กตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารที่ดี มีรถรับส่งดี

“จะเสนอแก้ไขกฎหมายให้รัฐเพิ่มเงินสมทบและได้บำนาญเดือนละ 3 พันบาท เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราเป็นเดือนละ 1,800 บาท ภายใน 5 ปี และค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 2,500- 5,000 บาท ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง และการแก้ไขการว่างงานของผู้หญิงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สร้างงานและสร้างเศรษฐกิจ

“ชุมาพร แต่งเกลี้ยง” ตัวแทนพรรคสามัญชน เป็นพรรคเล็กที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ได้เสนอให้เน้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เช่น เสมอภาคทางเพศ ให้เกิดการคุ้มครองยกระดับมากขึ้น เช่น คดีเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศไม่ให้ยอมความกันได้ ไม่หมดอายุความ ต้องยกเลิกกฎหมายทำแท้งทั้งหมด และสร้างความปลอดภัยให้ผู้หญิง ส่วนการลาคลอดให้ได้ค่าจ้างเท่าเดิมได้งานเดิม ผู้ชายต้องลาเลี้ยงดูบุตรได้และดูแลคนในครอบครัวได้ ควรมีการการเยียวยาเด็กผู้หญิงในทุกมิติ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การส่งเสริมอาชีพ และเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในทางการเมือง

เมื่อฟังเสียง “โจทย์” หรือข้อเรียกร้องของฝ่ายเครือข่ายผู้หญิง กับ ฟังเสียง “นโยบาย” จากตัวแทนพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าแต่ละพรรคมีนโยบายไม่แตกต่างกันมากนัก
มีความพยายามตอบโจทย์พอสมควร ทั้งเรื่อง กฎหมาย สุขภาพ ค่าแรง ความเสมอภาค สวัสดิการลาคลอด เลี้ยงบุตร ฯลฯ สุดท้ายก็เหลือแต่ว่า พรรคไหนจะนำมาสร้างเป็นนโยบายหาเสียงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่านี้ หรือกล้าทำเป็น “สัญญาประชาคม” เลยว่า “จะทำจริง” หากพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาล

ขออย่าเป็นเพียงลมปากหาเสียงเหมือนที่ผ่านมา…เพราะผู้หญิงที่มีสิทธิเลือกตั้ง 23 ล้านคน พร้อมเทคะแนนให้พรรคที่จริงใจและจริงจังอย่างแน่นอน !?!

“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน”  “นลิน อ่ำสวัสดิ์”

ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศหรือความรุนแรงต่างๆ รัฐต้องทำงานเชิงรุก ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมทางกฎหมายเพื่อบูรณาการร่วมกัน “ธนวดี ท่าจีน”

“อยากขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท”  “สุจิน รุ่งสว่าง”

“เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ควรทำความเข้าใจทั้งกฎหมายไทยและอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าถูกพ่อข่มขืน”  “พัชรี ไหมสุข”

เขต 1 เมืองกล้วยไข่ อะไรก็เกิดขึ้นได้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358086?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 1 เมืองกล้วยไข่ อะไรก็เกิดขึ้นได้!!

วันที่ 8 มกราคม 2562 – 08:31 น.
ไผ่ ลิกค์,ไผ่ วันพอยท์,พรรคเพื่อไทย,สสกำแพงเพชร,เรืองวิทย์ ลิกค์,พานทองแท้ ชินวัตร,เสี่ยซือ,เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล
เปิดอ่าน 3,123 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างขนช้าง  โดย… พิพัฒน์ จงมีความสุข

ไล่เลาะขอบสนามเลือกตั้งไป จ.กำแพงเพชร แต่เดิมแดนดินถิ่นกล้วยไข่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย แต่การเมืองยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 หลายสิ่งหลายอย่างได้มีการเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นศึกของคนกันเอง..???

ที่น่าจับตาเห็นจะเป็นเขต 1 อ.เมืองกำแพงเพชร ประกอบด้วย 15 ตำบล ได้แก่ ลานดอกไม้ หนองปลิง ทรงธรรม นาบ่อคำ ท่าขุนราม คลองแม่ลาย อ่างทอง วังทอง นครชุม เทพนคร คณฑี ธำมรงค์ และนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล

สงครามกาบัตรเที่ยวนี้ไฮไลท์ฉายส่องไปที่ ไผ่ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554 ที่วันนี้เปลี่ยนสีเสื้อมาอยู่พรรคใหม่ “พลังประชารัฐ” กับอดีตสหายร่วมค่าย เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล หรือเสี่ยซือ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่วันนี้หันมาสวมสีเสื้อ “ภูมิใจไทย”

ในแวดวงการเมืองกำแพงเพชร ไผ่ ลิกค์ หรือ “ไผ่ วันพอยท์” เดินตามรอยผู้เป็นพ่อ กระโดดลงสู่สนามการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่หินที่มีคู่ต่อสู้ตลอดกาลอย่างคนในตระกูล “มุสิกุล” จากพรรคประชาธิปัตย์

ย้อนหลังไป เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง กับ นพ.ปรีชา มุสิกุล ห้ำหั่นกันบนเวทีเลือกตั้งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ล่วงเลยมาถึงรุ่นลูกปี 2554 ไผ่ได้รับการเลือกตั้งสมใจ โดยเอาชนะ “สุขวิชชาญ มุสิกุล”

ไผ่ วันพอยท์ ถือเป็นเพื่อนสนิทของ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ที่ผ่านมา เขาเคยโพสต์ในอินสตาแกรม paionepoint พร้อมภาพถ่ายคู่ โดยมีข้อความระบุว่า “คือเพื่อนกันเพื่อนตายตลอดไปปปปป #

เมื่อเป็นเช่นนั้นการย้ายมาใส่สีเสื้อใหม่แถมยังเป็นไม้เบื่อไม้เมาของคนเสื้อแดงฐานเสียงเดิมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า…เป็นการตัดสินใจที่ยาก เพราะบ้านเมืองมีรอยร้าวมานาน เราจึงต้องข้ามความขัดแย้งไปให้ได้…!!!

หันมาดูคู่แข่งในสนามกำแพงเพชร เขต 1 จากพรรคภูมิใจไทย ชื่อชั้นก็ไม่ธรรมดา “เสี่ยซือ” เกียรติชัย  ติรณศักดิ์กุล  อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร เจ้าของโชว์รูมรถยนต์ค่ายนิสสัน มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และรถจักรยานยนต์ ค่ายฮอนด้า ที่วันนี้ลงสู้ ส.ส.เขต โดยให้ทายาท คุณปิน ติรณศักดิ์กุล ลงบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยแทน

การเลือกตั้งหนนี้ เสี่ยซือ ซึ่งมีเครือข่ายทางธุรกิจที่หนาแน่นรับบทแม่ทัพใหญ่กุมบังเหียนเลือกตั้ง จ.กำแพงเพชร ทั้ง 4 เขต โดยมีการติดป้ายใหญ่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทยที่สี่แยกถนนสายพิจิตรหน้าโชว์รูมสยามนิสสัน

พื้นที่กำแพงเพชรจึงเป็นอีกสนามที่น่าจับตาของคนกันเอง หากจะพูดถึงความเก๋าชื่อชั้นนามสกุลสั้นๆ “ไผ่ ลิกค์” ยังคงเป็นที่น่าเกรงขาม ด้วยฐานเสียงและบารมีพ่อที่ยังเหนียวแน่นโดยเฉพาะพื้นที่นอกเมือง อีกทั้งยังได้แบ็กอัพอย่างอดีต รมช.คลัง วราเทพ รัตนากร หนุนหลังเบาใจไปอีกเปลาะ

ส่วนเสี่ยซือ เกียรติชัย ฐานเสียงใช่ย่อยด้วยเส้นสายทางธุรกิจที่เหนียวแน่นคาดว่าจะได้คะแนนจัดตั้งอย่างเป็นกอบเป็นกำในเขตตัวเมือง และคงต้องทำงานหนักเพื่อขอแบ่งเสียงชาวบ้านรอบนอกจากคู่แข่ง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เปิดตัวแน่ชัดว่าจะส่งใครลงสู้ศึกเลือกตั้งเขต 1 นี้ แต่ข่าวแว่วมาว่าอาจจะเป็น ธิติ มหบุญพาชัย เจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภักดีพาณิชยการและเทคโนโลยี กำแพงเพชร ดีกรีดอกเตอร์จากเมืองนอก ที่ติดสอยห้อยตามตระกูลมุสิกุล หาเสียงมายาวนาน ลงชิงชัย

คงต้องรอดูทีเด็ดของแต่ละฝ่ายที่จะงัดกันออกมาประลองหลังปี่กลองการเลือกตั้งดังขึ้น…!!!