วันที่รอคอยของ… “วัน อยู่บำรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันที่รอคอยของ…  “วัน อยู่บำรุง”

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
พรรคเพื่อไทย,รตอเฉลิม
เปิดอ่าน 16,227 ครั้ง

“ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือ เดินเข้าห้องประชุมสภา เเล้วกล่าวต่อที่ประชุมว่า ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย”

“อยู่บำรุง” คือตระกูลการเมืองย่านฝั่งธน (หนองเเขมเเละบางบอน) ที่สองพี่น้อง (ร.ต.อ.เฉลิมเเละเนาวรัตน์) ครองพื้นที่มายาวนานในการเป็นส.ส.เเละส.ก.เมืองกรุง

ตระกูลนี้เเข่งขันกับตระกูลอื่นๆ ในพื้นที่กันมาหลายสิบปี มีเเพ้มีชนะตามกระเเสเเละข่าวสารในช่วงนั้นๆ เเต่ “อยู่บำรุง” ก็ยังหวังว่าจะมีทายาทเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสืบสานเจตนาของครอบครัวต่อไป

เจ้าของมอตโต้ “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” ซึ่งพ่อของ “อาจหาญ, วัน, ดวง อยู่บำรุง” บอกว่า “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” เป็นผู้เขียนถึงอดีตสารวัตรกองปราบปรามคนนี้ที่ผันกายลงเล่นการเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน

“สารวัตรเฉลิม” บอกเล่าเรื่องราวนี้ด้วยความระลึกถึงข้อเชียนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่เขียนไว้เเละเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ปราชญ์ของเเผ่นดินกล่าวขานถึงคนการเมืองไฟเเรงยามนั้น เเละส่งผลให้ทายาทอยากรับหน้าที่นี้ต่อไป

“ขุนศึกฝั่งธน” ที่ยามนี้เป็นเสมือนทัพหน้าที่นำว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยตะลุยเก็บเเต้มเพื่อก้าวขึ้นเป็นว่าที่พรรคอันดับหนึ่งในการหย่อนบัตร โดยหวังว่าชาวบ้านทั่วไทยจะไว้วางใจให้เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เเละอีกหนึ่งภารกิจของชายคนนี้ต้องสานฝันให้เป็นจริงให้ได้นั่นคือ ทำให้บุตรชายคนรองก้าวเข้าสู่ห้องประชุมสภาผู้เเทนฯ ในฐานะส.ส.กทม.เขตบางบอนเเละหนองเเขมให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่เคยลงสนามมาสองครั้งเเล้วทำได้เพียงเเค่ได้ “ลิ้มประสบการณ์เเละเกือบชนะ”

พรรคเพื่อไทยจะส่ง “วัน อยู่บำรุง” หรือหนุ่มนักเรียนเก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ 110 ลงปะทะกับนักเรียนเก่าชมพูฟ้า รุ่นที่ 105 จากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อคว้าโควต้าส.ส.บางบอนเเละหนองเเขม

โดยทายาทคนที่สองของร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า “คราวนี้เเข่งกับ พ.ต.อ.นพ.สามารถ ม่วงศิริ รุ่นพี่โรงเรียนเดียวกัน ผมเกือบชนะตระกูลนี้ในครั้งที่เเล้ว คราวนี้ผมขอเกือบเเพ้รุ่นพี่เเล้วกันในการเลือกตั้งครั้งนี้”

     0 คุณพ่อทำงานการเมืองเสี่ยงหรือไม่?
เสี่ยงเเต่ทุกคนในครอบครัวยอมรับ มันเป็นสไตล์การทำงานของคุณพ่อ คิดอย่างเดียวทุกอย่างที่เกิดขึ้นฟ้าดินกำหนดมา เเต่เชื่อไหมเอาทิงเจอร์ไปราดข้างหลังคุณพ่อรับรองไม่มีผลเพราะคุณพ่อไม่มีเเผล ไม่มีความเจ็บปวดเจ็บเเสบ เพราะคุณพ่อวิจารณ์ทุกฝ่ายที่ทำไม่ถูก เมื่อไม่ถูกใจใคร ทำอะไรท่านไม่ได้ก็ลงที่พวกผม (หัวเราะ)

สมัยที่พวกผมยังเป็นวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวสนุกก็มีเรื่องมีราวบ้างเพราะโดนคนอื่นหาเรื่อง บางครั้งเชื่อไหม? ทะเลาะกันเเวบเดียว ไม่กี่นาทีนักข่าวมาถึงที่เลย มันเป็นเเบบนี้หลายรอบ จนพวกผมสงสัยกันเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า? เเต่วันนี้ผมโตเเล้ว สิ่งที่ผ่านมามันคืออดีต พวกผมเคยทำผิดพลาดในเรื่องส่วนตัว เเต่ย้ำว่าอยู่บำรุง ไม่เคยสร้างความเสียหายให้ประเทศ

          0 ลงเลือกตั้งครั้งนี้ครั้งที่เท่าใด?
ครั้งที่สาม ครั้งเเรกสมัยอยู่พรรคความหวังใหม่เมื่อปี 2544 ได้ 17,074 คะเเนน เเต่ผมได้คะเเนนมากที่สุดนะสมัยพรรคความหวังใหม่ที่ส่งส.ส.ในกทม. ตอนนั้นคุณพ่อให้ลงสนามหาประสบการณ์ ครั้งที่สองสมัยพรรคเพื่อไทยปี 2554 ได้ 40,465 คะเเนน เกือบชนะ ลงสมัครคราวนั้นเตรียมตัวสามเดือน ตอนเย็นคะเเนนผมนำโด่งจนเเกนนำพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์มาเเสดงความยินดี เเต่ช่วงดึกคะเเนนบัตรเสียในเขตนี้มีเเปดพันใบ เเต่บัตรเสียเฉลี่ยในกทม.ทุกเขตราวสองพันใบ

ตอนนั้นลงพื้นที่ชาวบ้านสอบถามว่า เลิกเกเรหรือยัง? ไม่มีเลือกตั้งไม่เห็นหน้าเลย? ผมตอบว่าเลิกเเล้วครับ โตเเล้ว คำเเนะนำของชาวบ้านในพื้นที่ผมรับมาพิจารณาเเละขออภัยในสิ่งที่กระทำในอดีต เชื่อไหมตอนนั้นลงพื้นที่เเจกบัตรเเนะนำตัว ผมเดินสะดวก เพราะชาวบ้านเเหวกทางให้เดิน (หัวเราะ) บางครั้งเเนะนำตัวเสร็จชาวบ้านเอาบัตรเเนะนำตัวของผมที่เพิ่งให้ไปทิ้งเลย (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ชาวบ้านเมิน ผมเสียใจนะในตอนนั้นเเต่ไม่ท้อ

เจ็ดปีเศษตั้งเเต่วันนั้นยันวันนี้ ผมทำการบ้านเเละตั้งกลุ่ม “ใจถึง พึ่งได้” มาช่วยสังคม โดยบุคลากรที่ชอบวิธีการทำงานของผมมาช่วยงานทำสิ่งดีๆ ให้สังคม เเฟนคลับของกลุ่มนี้มีทั่วโลกเเละทั่วไทยราวหนึ่งเเสนเเปดหมื่นคน ผมอยากให้เเฟนคลับอยู่ในเขตบางบอนเเละหนองเเขมมากในตอนนี้ (หัวเราะ) ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครมีเเฟนคลับเป็นกลุ่มเป็นก้อนเเบบผม

ตอนนี้ผมลงพื้นที่เสมอ ชาวบ้านยอมรับผมมากขึ้น เเละหวังว่าเลือกตั้งคราวนี้ผมคงจะเกือบเเพ้ (หัวเราะ) คราวที่เเล้วคะเเนนที่ผมได้มานั้นมาจากกระเเสพรรคเเละคะเเนนของคุณพ่อ คราวนี้ผมทำงานมาหลายปี มีเเฟนคลับเเละชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับมากขึ้น เชื่อว่าผมจะได้รับโอกาส

       0ทำไมอยากลงการเมือง?
พี่น้องสามคน (อาจหาญ, วัน, ดวง) มีผมชอบการเมืองคนเดียว พี่ชายไปทำธุรกิจ น้องชายรับราชการ (ทหาร) ความฝันของผมตั้งเเต่เด็กคืออยากเป็นส.ส.เพราะไปช่วยคุณพ่อหาเสียง คุณพ่อบอกเสมอว่า การเมืองไม่ใช่มรดก จะยกให้เอ็งง่ายๆ นั้นมันทำไม่ได้ เอ็งอยากได้ต้องสร้างเอาเอง ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปนั่งในหัวใจชาวบ้าน

คุณพ่อทำงานการเมืองตั้งเเต่เป็นส.ส.เเละเป็นรัฐมนตรี ผมไปช่วยงานตลอด เรียนรู้การทำงานมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า “อยู่บำรุง” ต้องมีทายาทรุ่นต่อจากคุณพ่อเเละคุณอา (เนาวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.กทม.) คนไทยรู้จักอยู่บำรุงเพราะทั้งสองท่าน อย่าลืมว่าทั้งสองท่านไม่เคยโดนอภิปรายหรือข้อหาทุจริตนะ ผมต้องรับหน้าที่นี้ต่อจากทั้งสองท่านโดยต้องเป็นผู้เเทนฯ ให้ได้

ผมทำงานการเมืองมาห้าตำเเหน่งเเล้วนะ (เลขานุการรมช.สาธารณสุข รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมช.คมนาคม ที่ปรึกษา รมช.คมนาคม สองสมัย) ประสบการณ์ไม่ถือว่าน้อย ขาดเพียงการเป็นผู้เเทนฯ เท่านั้น

“ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือเดินเข้าห้องประชุมสภาเเล้วกล่าวต่อท่ี่ประชุมว่า “ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย” ตรงนี้เป็นเกียรติในชีวิตของผมเลยนะ ผมหวังว่าผมต้องเป็นส.ส.ให้ได้ในช่วงก่อนที่คุณพ่อจะวางมือทางการเมือง”

ลิเกหลงโรง นางเอก “น.หนู” เสกเรตติ้งแข่ง “ช.ช้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลิเกหลงโรง นางเอก “น.หนู” เสกเรตติ้งแข่ง “ช.ช้าง”

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 11:35 น.
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อยหาเสียง,พรรคเพื่อไทย,ปราศรัย,คสช,เลือกตั้ง 2562,พรรคประชาิปัตย์,จุมพล
เปิดอ่าน 8,603 ครั้ง

แอบเล่าว่า งานนี้ “คนเพื่อไทย” พลาดกันเอง เรื่องใช้สนามปราศรัยที่พะเยา เลยต้องพลิกเกมโยนไปที่ “ผู้มีอำนาจ” ขัดขวาง เรียกคะแนนสงสาร ดราม่าหาเสียงไปตามเรื่อง!!

          000 ปรมาจารย์พิชัยสงครามของจีน เคยกล่าวไว้ว่า “อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย” หมายถึงสถานการณ์สงคราม ย่อมมากไปด้วยเล่ห์หรือวิถีแห่งกุศโลบาย ทำนองเดียวกัน ในสมรภูมิเลือกตั้งย่อมมากไปด้วย “เล่ห์” และ “กล” ยิ่งวันนี้สื่อโซเชียลแพร่ระบาด “นักข่าว” ส่วนกลางบางคน ตามไม่ทันก็ตกเป็น “เหยื่อ” กลเกมนักเลือกตั้ง

          000 อุณหภูมิการเมืองพะเยาร้อนฉ่าโดยพลัน เมื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง และคณะ ไม่สามารถเข้าไปใช้เวทีปราศรัยในสนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัด อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เนื่องจากทาง อบจ.พะเยา ไม่อนุญาตให้ใช้ ทำเอาบรรดากองเชียร์เพื่อไทยโวยวายกันใหญ่

          000 เรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ คนพะเยาทราบดี “อบจ.พะเยา” อยู่ในกำมือของ “เสี่ยอี๊ด“ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา ซึ่งเป็นน้องชายของวิทยา บุรณศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย แม้วันนี้ตัวเสี่ยอี๊ดจะเจอโดน ป.ป.ช.สอบสวนอยู่ แต่ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการนายก อบจ.อย่าง “สวัสดิ์ หอมนาน” รองนายก อบจ.พะเยา และนายกสมาคมไตลื้อ จ.พะเยา ก็เป็นคนสนิทของ “ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย

“เสี่ยอี๊ด“ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา

          000 ปัจจุบัน ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ในฐานะนายกสมาคมไตลื้อแห่งประเทศไทย ก็ทำงานร่วมกับ สวัสดิ์ หอมนาน นายกสมาคมไตลื้อ จ.พะเยา เพราะ “ไตลื้อคอนเนกชั่น” สิบปีก่อน “ลดาวัลลิ์” จึงส่ง “สวัสดิ์” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา ในสาย “เจ๊แดง เยาวภา” แต่ก็พ่าย “ตระกูลตันบรรจง” ที่ได้รับการหนุนช่วยจากพินิจ จารุสมบัติ (สมัยที่ยังสังกัดไทยรักไทย) 

          000 คนริมกว๊านแอบเล่าว่า งานนี้ “คนเพื่อไทย” พลาดกันเอง ตอนวางแผนใช้สนามกีฬา อบจ.พะเยา ลืมนึกถึงระเบียบการใช้สถานที่ราชการในการทำกิจกรรมทางการเมือง นึกว่ามีอำนาจดูแล อบจ.อยู่ ทำอะไรก็ได้ เมื่อถูกทางจังหวัดเบรกก็ต้องพลิกเกมโยนไปที่ “ผู้มีอำนาจ” ขัดขวาง เรียกคะแนนสงสาร ดราม่าหาเสียงไปตามเรื่อง

ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์

          000 พักหลัง “คุณหญิงหน่อย” ขยันมาก ดำเนินกลยุทธ์ “รบเร็ว ถอยเร็ว” เช้าโผล่นครศรีธรรมราช บ่ายมาแถวนนทบุรี อย่างสัปดาห์นี้บินตรงมาเชียงราย และพะเยา นัยว่านับแต่เกิดกระบวนการปั้นดาวดวงใหม่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ภายในพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้กองเชียร์ “คุณหญิงหน่อย” รู้สึกหวาดหวั่น เหมือนมีแรงกดดัน จึงต้องขยับกระชากเรตติ้ง

          000 วกกลับมาที่เมืองพะเยา คู่แข่งพรรคเพื่อไทย อย่าง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เดิมทีก็ช่วย “เสี่ยอี๊ด” โค่น ไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยาหลายสมัย พร้อมส่งน้องชาย “อัครา พรหมเผ่า” เป็นรองนายก อบจ. พลันที่ “ผู้กองธรรมนัส” ประกาศเป็นขุนศึกพรรคพลังประชารัฐ เสี่ยอี๊ดในฐานะนายก อบจ.พะเยา ได้ลงนามปลดน้องชาย–อัครา ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หาเสียงวันเดียวกับพรรคเพื่อไทย

           000 กระจอกข่าวบางสำนักปล่อยข่าวมั่วๆ “จุฬาสินี โรจนคุณกำจร” คนใกล้ชิด “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นนายก อบจ.พะเยา จึงห้ามเพื่อไทยหาเสียง อันที่จริงไม่เกี่ยวข้องกันเลยเพราะแท้จริงแล้ว “จุฬาสินี” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพะเยา 

จุฬาสินี โรจนคุณกำจร นากยเทศมนตรีพะเยา

          000 ล่องใต้ไปชุมพร “ชุมพล จุลใส” ร่อนแถลงการณ์ยืนยันการเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 1 ชุมพร และแสดงจุดยืนทางการเมืองว่า “ประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของพรรคต้องมาก่อนประโยชน์ของครอบครัว”หลังเคลียร์ใจกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จบ “ลูกหมี ชุมพล” จึงร่อนแถลงการณ์ฉบับนี้ถึงพ่อแม่พี่น้อง พร้อมจะหาเสียงช่วย “ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์” คนพรรคเดียวกันที่เขต 3 แข่งกับพี่ชาย “สุพล จุลใส” พรรครวมพลังประชาชาติไทย 

มาร์ค-ลูกหมี

           000 ตระกูล “จุลใส“ มีจุดกำเนิดจากบ้านเขาน้อย ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร โดย “ผู้ใหญ่เหมง” บุญธรรม จุลใส เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ และเป็นคนสร้าง “ลูกช้าง” และ “ลูกหมี” ให้เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และขยับขึ้นระดับชาติ ในวันประชุมสมาชิกพรรคปชป.ชุมพร “ผู้ใหญ่เหมง” ก็ยืนเคียงข้างลูกหมี 

           000 ทำไม “หัวหน้ามาร์ค” ยอมให้ลูกหมีลงสนาม ทั้งที่ “ธีระชาติ” กับ “สราวุธ อ่อนละมัย” สองอดีตส.ส.ชุมพร ไม่เอา เพราะ “จุลใสแฟมิลี่” นั้นมากบารีทั่วชุมพร และคนอย่าง “ลูกหมี” ไม่ใช่ “เจือ ราชสีห์” หรือ “ศุภชัย ศรีหล้า” เพราะเป็นยิ่งกว่าดาวฤกษ์

ภาค ปชช. ชงรัฐเลิกระบบ”สงเคราะห์คนจน” เป็น “รัฐสวัสดิการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภาค ปชช. ชงรัฐเลิกระบบ”สงเคราะห์คนจน” เป็น “รัฐสวัสดิการ”

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 10:10 น.
สงเคราะห์คนจน,รัฐสวัสดิการ
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

ในช่วงที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเริ่มเสนอนโยบายหาเสียงต่อประชาชน ด้านเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ก็ได้จัดเวทีสาธารณะเรื่องการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญถ้วนหน้าในระดับภาคขึ้นมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้ง 4 ภาค รวม 260 คน ยื่นข้อเสนอการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าต่อพรรคการเมือง โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวโน้มความเป็นไปได้ในการนำไปจัดทำเป็นนโยบายร่วมกันกับเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการทั้งสิ้น 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคสามัญชน พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคเกียน ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) เป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่าย People go Network และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการเห็นการยกระดับให้เกิดรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าที่เข้มแข็งขึ้นในประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและแก้ปัญหาความยากจนของคนในชาติ

“จอน อึ๊งภากรณ์” ได้อธิบายถึงระบบรัฐสวัสดิการว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบโครงสร้างทางสังคมที่รัฐทำหน้าที่ดูแลกำกับให้ประชาชนทุกส่วนมีหลักประกันด้านคุณภาพชีวิต ในระดับที่พออยู่พอกินตั้งแต่เกิดจนตาย หรือตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน โดยมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสิทธิ์ ซึ่งโดยหลักแล้วจะประกอบด้วย หลักประกันถ้วนหน้า ในเรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องของสุขภาพ การศึกษา ด้านรายได้ และด้านบริการทางสังคมต่างๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิต

“ระบบรัฐสวัสดิการนั้นมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบการสงเคราะห์คนยากคนจน เช่น ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยจุดที่แตกต่างกันนั้นคือ ระบบรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันของทุกคนไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ไม่ใช่บัตรเพื่อคนจนอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ระบุว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและถูกทดแทนด้วยระบบสังคมสงเคราะห์

“เสนอว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมต้องใช้ระบบรัฐสวัสดิการ ไม่ขอเอาการสงเคราะห์จ่ายเงินแบบชั่วคราวแล้วไม่มีหลักประกันอย่างที่ผ่านมา เพราะประชาชนส่วนหนึ่งต้องเจอกับสภาวะที่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน รายได้ก็ไม่พอใช้จ่าย หรือพอใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนแต่ก็ไม่มีศักยภาพในการออม จึงทำให้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ”

ทางเครือข่ายจึงได้มีข้อเสนอต่อการจัดรัฐสวัสดิการและระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าที่ยื่นต่อพรรคการเมือง ดังนี้
1.เสนอให้มี “การประกันรายได้ โดยการจัดระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า”
– เปลี่ยนการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าสำหรับทุกคน โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เส้นความยากจน หรืออย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน

– ผลักดันให้เกิดกฎหมายระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นหลักประกันทางรายได้เมื่อสูงวัย ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ประกอบด้วยระบบบำนาญพื้นฐานโดยเสมอภาค การส่งเสริมการออมเพื่อบำนาญ เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศสำหรับประชาชนแต่ละอาชีพ ทั้งแรงงานในระบบ ข้าราชการ และแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงเกษตรกร

– ให้มีคณะกรรมการกลางที่มีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการจัดทำนโยบายและแผนพัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นระบบเดียวกัน บูรณาการกฎหมาย และหน่วยงานต่างๆ ที่จัดการเรื่องบำนาญในปัจจุบัน เพื่อสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการ การกำกับดูแล โดยองค์กรกำกับดูแลต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

– รัฐสนับสนุนให้ประชาชนออม เพื่อได้รับบำนาญเมื่อสูงอายุ โดยรัฐร่วมจ่ายสมทบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออม และเพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าสู่การออมได้

2. เสนอให้มี “การจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า”
– สวัสดิการสำหรับเด็กและนักเรียน รัฐช่วยค่าเลี้ยงดูบุตรให้เด็กไทยทุกคน ในอัตราที่เท่ากับสิทธิประโยชน์ผ่านกองทุนประกันสังคม คือคนละ 600 บาทต่อเดือนจนถึงอายุ 6 ปี มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนทุกคนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

– ด้านการศึกษา จัดให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี โดยเพิ่มค่าครองชีพเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนที่ยากจน เพิ่มระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

– สวัสดิการสำหรับคนวัยทำงาน การมีหลักประกันรายได้สำหรับทุกคน รัฐจัดสวัสดิการรายได้ให้ทุกคนขั้นพื้นฐานที่ 3,000 บาทต่อเดือน
– สวัสดิการด้านสุขภาพ ทุกคนได้รับหลักประกันสุขภาพ โดยควรปรับให้เป็นระบบเดียว บริหารจัดการร่วมกัน และจัดให้มีสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพที่เท่าเทียม

3. เสนอให้เปลี่ยนนโยบายด้านการพัฒนาคนที่เป็นลักษณะของการสงเคราะห์ “โดยยกเลิกนโยบายสวัสดิการที่ใช้วิธีจ่ายเงินแบบชั่วคราว เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ปรับระบบให้มีการจัดสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็น ยั่งยืน และเพียงพอแบบถ้วนหน้า ให้ทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน คือ อย่างน้อยต้องมีระบบหลักประกันสุขภาพ หลักประกันรายได้เลี้ยงดูเด็กเล็ก หลักประกันการศึกษา หลักประกันเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และหลักประกันรายได้เมื่อสูงวัย-บำนาญถ้วนหน้า

4. เสนอให้มี “การปฏิรูปโครงสร้างภาษี รวมทั้งการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น” เช่น ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีหุ้น และทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปพร้อมกัน การสร้างความยั่งยืนของระบบสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า เช่น การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การลดสิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน การพิจารณาจัดเก็บภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สินและทุน เป็นต้น

และได้ออกแถลงการณ์ มีใจความว่า เราคือประชาชนธรรมดาที่ยากจนหรือเกือบจน เป็นแรงงานรับจ้าง เป็นเกษตรกร ทั้งคนเฒ่าชรา คนหนุ่มคนสาว และลูกหลานของเรา ที่ยิ่งขาดโอกาสเข้าถึงหลักประกันใดๆ ในชีวิต

เมื่อกล่าวถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตรอด ประชาชนต้องได้รับการดูแลโดยเสมอหน้ากัน มีสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนยามชราภาพก่อนสิ้นอายุขัย ข้ออ้างที่ผู้นำและนักการเมืองพร่ำพูดเสมอว่ารัฐมีเงินไม่มากพอที่จะจัดสวัสดิการ เป็นคำพูดที่ง่าย ปัดภาระออกจากตัวโดยไม่คำนึงถึงภาระหน้าที่ที่ตนเองอาสาเข้ามาเป็นรัฐบาล

รัฐจัดสรรงบประมาณเต็มที่ในการจัดบำนาญให้ข้าราชการ จำนวนบำนาญข้าราชการนับว่าสูงที่สุด รัฐส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชน นายจ้าง ลูกจ้าง ให้มีระบบประกันสังคมที่มีระบบบำนาญในจำนวนไม่สูงมากนัก และรัฐผลักภาระบำนาญของประชาชนทั่วไป ให้เป็นการออมด้วยตนเอง โดยรัฐเพียงสนับสนุนเล็กน้อย

นับเป็นความเหลื่อมล้ำในระบบบำนาญของรัฐไทย เมื่อประชาชนส่งเสียงดังขึ้นถึงความไม่ยุติธรรมนี้ รัฐก็เพียงแต่เลือกหนทางที่ง่ายที่สุดในการจัดการปัญหา ด้วยการลงทะเบียนคนจน เพื่อจะได้อ้างว่างบที่มีจำกัด ควรจัดสรรให้เฉพาะคนจนเท่านั้น

เราขอยืนยันว่า การจัดสวัสดิการเพื่อหลักประกันในการดำรงชีวิต เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเสมอหน้ากัน

เราขอเรียกร้องให้บูรณาการระบบบำนาญของทุกกลุ่มคนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน นั่นคือมีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า ในอัตราไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือเริ่มต้นบัดนี้ด้วย 3,000 บาทต่อเดือน ยกเลิกระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เปลี่ยนมาจัดสรรงบประมาณบำนาญพื้นฐาน ยกระดับรายได้ของประชาชน หรือมีหลักประกันรายได้ให้แก่คนทำงานทุกคน เพื่อจะได้มีกำลังสะสมออมเพื่อบำนาญของตนได้ เป็นส่วนเสริมจากบำนาญพื้นฐานที่แต่ละคนมีอยู่แล้ว

เราประชาชนธรรมดา ขอแถลง ณ ที่นี้ว่า เราต้องการให้รัฐนี้สร้างหลักประกันยามชราภาพให้ทุกคน โดยการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณอย่างเป็นธรรม กระจายความมั่งคั่ง ปฏิรูประบบภาษี และเชื่อมั่นว่าประชาชนมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรีเมื่อได้รับการจัดสวัสดิการถ้วนหน้ากัน

จากข้อเสนอของทางเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WE FAIR) ที่มีความต้องการจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “เปลี่ยนเบี้ยยังชีพ เป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” นั้น ในแต่ละพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค ที่เข้าร่วมต่างก็มีความคิด เป้าหมาย และนโยบายที่คล้ายคลึงกันอยู่กับทางเครือข่ายที่สามารถจะช่วยผลักดันข้อเสนอดังกล่าวได้ ในรูปแบบของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งก็ได้มีการพูดถึงการผลักดันทางด้านกฎหมาย และมีข้อเสนอที่สำคัญคือการปฏิรูประบบภาษีในส่วนต่างๆ ใหม่ รวมถึงการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลง เพื่อจะได้มีเม็ดเงินมาสร้างระบบสวัสดิการทั้ง 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.การศึกษา 2.พยาบาล 3.ที่อยู่อาศัยและที่ดิน 4.งาน รายได้และประกันสังคม 5. ระบบบำนาญแห่งชาติ 6.สิทธิทางสังคมและพหุวัฒนธรรม และ 7.การปฏิรูประบบภาษี

ก็คงติดตามกันดูว่าแต่ละพรรคจะมีนโยบายในเรื่องของรัฐสวัสดิการออกมาอย่างไร

แล้ว “เลือกตั้งครั้งนี้…รัฐสวัสดิการต้องมา” ตามหัวข้อที่เวทีสาธารณะครั้งนี้ตั้งไว้ ในความเป็นจริงจะมาหรือไม่ต่อไป

แม่ทัพใหญ่ “เอกราช” มั่นใจล้ม “เสาไฟฟ้า” ขอนแก่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม่ทัพใหญ่ “เอกราช” มั่นใจล้ม “เสาไฟฟ้า” ขอนแก่น’

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:38 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,เอกราช ช่างเหลา
เปิดอ่าน 1,357 ครั้ง

โดย…  สุมาลี สุวรรณกร

ดังที่ทราบกัน พรรคเพื่อไทยเป็นแชมป์ยึดครองสนามเลือกตั้งภาคอีสานไว้เกือบเบ็ดเสร็จ แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ การปรากฏตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทำให้สมรภูมิที่ราบสูงมีความคึกคักและเข้มข้นขึ้นมากทีเดียว

โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ที่มีเก้าอี้ ส.ส.ถึง 10 ที่นั่ง ซึ่งเดิมพรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งเรียบ แต่พอมาถึงการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ก็หวังเก้าอี้ ส.ส.เช่นกัน โดยมี “เอกราช ช่างเหลา” หนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน เป็นทั้งแม่ทัพและเสนาธิการ วางแผนสู้รบทุกรูปแบบ

ชื่อชั้นของ “เอกราช” ไม่ต้องพูดถึง การที่นั่งเก้าอี้ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่นมาอย่างยาวนาน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของแวดวงครูและนักการเมืองเป็นอย่างดี

รวมถึงการลงทุนสร้างสโมสรฟุตบอล “ขอนแก่น ยูไนเต็ด” ที่โด่งดังในไทยลีก 3 จนมีฐานแฟนคลับทั่วขอนแก่น ผลงานของทีมจงอางผยอง ขอนแก่น ยูไนเต็ด ดีวันดีคืน

   ชูคนทำงานสู้เสาไฟฟ้า
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เอกราชบอกว่า ค่อนข้างมั่นใจว่านโยบายหาเสียงของพรรคที่ชูผลงานรัฐบาล ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือเด็กแรกเกิดหัวละ 600 บาท รวมถึงบัตรต่างๆ จะทำให้ได้ใจคนทุกระดับ โดยเฉพาะคนในระดับฐานรากที่เป็นฐานเสียงสำคัญ และการออกไปพบปะประชาชนก็จะใช้วิธีถามไถ่ใกล้ชิด และติดดินเพื่อให้ประชาชนรู้จักจำได้ เพื่อลบล้างภาพการเมืองเก่าๆ ที่ผู้แทนจะมาพบชาวบ้านเฉพาะตอนเลือกตั้งเท่านั้น แต่หลังจากนั้นหายหัวไปเลย

“เราพยายามติดตามผลงานที่ทางนายกรัฐมนตรีทำมาตลอดและผลงานคือ เน้นดูแลประชาชนระดับรากหญ้า มันสื่อถึงกันได้ว่าไม่ได้พูดอย่างเดียวแต่สามารถทำให้เป็นจริงด้วย ไม่ได้ทำโฆษณาชวนเชื่อแต่เน้นความจริงใจต่อประชาชน ตอนนี้ประชาชนเข้าใจมาก โดยเฉพาะพี่น้องได้รับความทุกข์ร้อนต่างๆ รัฐบาลชุดนี้ดูแลให้หมด และเราเน้นทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่พูดจาสร้างความแตกแยก เราจะปรองดองและรวบรวมพี่น้องให้รักและสามัคคีกัน” เอกราช เน้นวิธีการทำงาน ก่อนฤดูกาลเลือกตั้งจะมาถึง

ส่วนการช่วงชิงที่นั่ง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยนั้น เอกราช กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีคำพูดที่ว่า “เอาเสาไฟมาลงก็ได้” คำพูดแบบนี้เป็นการดูถูกประชาชนมากเกินไป ทุกวันนี้ประชาชนเขาไม่ได้โง่ เพราะการสื่อสารโลกออนไลน์เข้าถึงได้หมด ประชาชนรู้ว่าใครดี ใครแค่เพียงลมปาก เหมือนภาษิตอีสานที่ว่า “ไฟไหม้ป่าจั่งเห็นหน้าแลน เวลาสิลงผู้แทนจั่งเห็นพี่น้อง” พรรคเราจะไม่ให้เป็นแบบนั้น

เอกราชรู้ว่ากระแสพรรคพลังประชารัฐเป็นรอง แต่ก็เอาผลงานตัวบุคคลเข้าสู้ และเชื่อมั่นในการทำงานช่วยเหลือชาวบ้านต่อเนื่องมานานกว่า 4-5 ปี

“ผมมั่นใจว่า ยุคนี้ประชาชนเขาเปลี่ยนความคิดแน่นอน ไม่ได้เลือกผู้แทนเพราะเคยเลือก ไม่ได้เลือกผู้แทนเพราะชอบ แต่จะเลือกเพราะผลงาน เลือกเพราะทำให้บ้านเมืองพัฒนา ทุกวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองที่พูดจาไม่รักษาคำพูด การสร้างวาทกรรมเพื่อมาทำร้ายกัน ต่อไปนี้พี่น้องไม่เชื่อแล้ว” เอกราช บอก

ส่วนนโยบายของพรรคนั้น หากได้รับที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่และได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่อยากจะทำเพื่อพัฒนาจังหวัดขอนแก่นคือ การพัฒนาแก่งน้ำต้อน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ขนาดหลายพันไร่ ที่ถูกปล่อยทิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยพรรคพลังประชารัฐจะนำมาพัฒนา โดยทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นทะเลเทียม มีชายหาด มีเครื่องเล่นครบครัน มีศูนย์โอท็อป มีที่ให้ชาวบ้านค้าขาย และจะทำเป็นแหล่งน้ำจืดที่สามารถเอาน้ำไว้ใช้ในดูแล้งได้ด้วย รวมถึงจะทำเป็นแก้มลิงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะที่ ต.ท่าพระ ซึ่งน้ำท่วมทุกปี

  วางตัวครบคนครบเครื่อง
ส่วนการวางตัวผู้สมัครนั้น ทางพรรควางตัวเอาไว้หมดแล้วทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยตัวเขาเองดูแลหลายจังหวัดในพื้นที่ ประกอบด้วย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ โดยมีการทำโพลล์สำรวจพื้นที่ เพื่อรู้จุดอ่อน จุดแข็ง ไม่ได้ดูถูกคู่แข่ง และไม่ประมาท เพื่ออยากจะดูแลพี่น้องประชาชนจริงๆ

สำหรับพื้นที่ขอนแก่นนั้น ได้วางตัวผู้สมัครประกอบด้วย เขต 1 ดร.ภพธร แก้วขัน อดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น เขต 2 วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายของเอกราช เป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น และเป็นประธานสโมสรฟุตบอลขอนแก่นยูไนเต็ด เขต 3 จิตติ คำแก่นคูณ นักธุรกิจและเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลวังชัย อ.น้ำพอง มีฐานเสียงแน่นอยู่ในพื้นที่ เขต 4 นายพิชิต สุรพล เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงาน และเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย

เขต 5 วิบูลย์ เรืองประเสริฐกุล เป็นอดีต ส.จ.อำเภอภูเวียง เวียงเก่า ฐานเสียงแน่นซึ่งพรรคคาดหวังสูง เขต 6 สมพงษ์ ปู่เพ็ง เป็นอดีต ส.จ. ในการเลือกตั้งครั้งก่อนปี 2554 แพ้เพื่อไทยเพียง 6,000 คะแนนเท่านั้น เขต 7 สมศักดิ์ คุณเงิน อดีต ส.ส.ทีมงานแน่น และมีฐานเสียงแน่นเช่นกัน เขต 8 คงฤทธิ์ อัศวพัฒนากูล อดีต ส.จ.ในพื้นที่ ครั้งก่อนลงภูมิใจไทยได้คะแนน 2 หมื่นกว่า เป็นคนที่อยากลงเพื่อแก้มือในครั้งนี้ และขยันลงพื้นที่หาเสียงตลอด

เขต 9 วาสนา ชัยศึก เป็นอดีต ผอ.โรงเรียนหนองสองห้อง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ แม้เขตนี้จะมีคู่แข่งเบอร์ใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และพงศกร อรรณนพพร พรรคเพื่อไทย

ส่วนเขต 10 เจริญ แซ่เต็ง นายกเทศมนตรีบ้านโต้น อ.พระยืน คนนี้เป็นทีเด็ด มีผลงานชัดเจน อยู่ในพื้นที่ตลอด และมีฐานเสียงเยอะ และพื้นที่บ้านโต้นถือเป็นพื้นที่โชว์ผลงานของขอนแก่น

“ถึงวันนี้ผมมั่นใจว่า พลังประชารัฐจะกวาดที่นั่งส.ส.ทั้ง 10 เขต เพราะเราทำการบ้าน เราลงพื้นที่ พบปะประชาชน และมั่นใจในนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนรากหญ้าและคนจนให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น เราใช้วิธีการเข้าใจ เข้าถึง และเชื่อใจมั่นใจ จึงค่อนข้างมั่นใจว่า เราจะได้ ส.ส.ทุกเขต” เอกราชย้ำถึงความมั่นใจ

นับแต่ทักษิณ ชินวัตร นำทัพไทยรักไทย สนามขอนแก่น ก็ถูกยึดครองโดยพรรคเครือข่ายทักษิณมาทุกการเลือกตั้ง และหนนี้ คนขอนแก่น กำลังเฝ้าลุ้นว่า แม่ทัพเอกราชจะเจาะไข่แดงของเพื่อไทยได้สักกี่เขต

ตม.ไทยคาด “ยิ่งลักษณ์” พลเมืองกิตติมศักดิ์กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตม.ไทยคาด “ยิ่งลักษณ์” พลเมืองกิตติมศักดิ์กัมพูชา

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:34 น.
ทักษิณ,ชินวัตร,ยิ่งลักษณ์,ตม
เปิดอ่าน 2,454 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์ ปักธงไทย 

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ยอมรับว่า เป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาลกัมพูชาที่จะออกหนังสือเดินทาง หรือ “พาสปอร์ต” ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีออกจากประเทศหลังต้องคำพิพากษาจำคุกในคดีจำนำข้าว

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยสื่อฮ่องกงที่ระบุว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีหนังสือเดินทางของกัมพูชา และอาจใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้ในการหลบหนีออกจากประเทศไทยเมื่อปี 2560 ช่วงที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีจำนำข้าว

หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือ เอกสารการตั้งบริษัทในฮ่องกง โดยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ใช้หนังสือเดินทางของกัมพูชา จดทะเบียนเป็นกรรมการบริหารแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท P.T. Corporation Company เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทางการกัมพูชาที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้แก่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ช่วงที่หายไปจากประเทศไทย และมีข่าวว่าเธอเดินทางผ่านกัมพูชาเพื่อบินต่อไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฐานที่มั่นของพี่ชาย อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีหมายจับและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกัน

นายตำรวจระดับสูงจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. บอกว่า เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศต้นทางที่จะออกหนังสือเดินทางให้ใครก็ได้ แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศตนเองก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องนี้อยู่ที่เจ้าของประเทศหรือรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะอำนวยความสะดวกให้แก่ใคร ก็สามารถมอบหนังสือเดินทางให้ได้ในฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ ขณะที่บางประเทศก็มอบสถานะพลเมืองให้แก่ชาวต่างชาติที่เข้าไปลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่ประเทศนั้นๆ กำหนด คล้ายกับกรณีรัฐบาลมอนเตเนโกร ให้สัญชาติมอนเตเนโกร และหนังสือเดินทางให้แก่อดีตนายกฯ ทักษิณ ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปได้อย่างสะดวกสบาย

“ตระกูลชินวัตร” มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับนักการเมืองกัมพูชา โดยเมื่อปี 2556 ลูกสาวคนเล็กของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวและน้องเขยของนายทักษิณ เข้าพิธีสมรสกับลูกชายนักการเมืองชื่อดังของกัมพูชา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่จัดอย่างยิ่งใหญ่นั้น อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็เดินทางไปร่วมงานด้วย เช่นเดียวกับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา

เมืองทะเลภูเขา วัดพลังความแข็งแกร่ง “คนรุ่นใหม่-เก่า”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองทะเลภูเขา วัดพลังความแข็งแกร่ง “คนรุ่นใหม่-เก่า”!

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:31 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,ภูมิใจไทย,วันชัย บุษบา
เปิดอ่าน 2,218 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

การเลือกตั้งพื้นที่จัังหวัดเลยถูกจับจ้องจากกองเชียร์ตั้งแต่แกนนำสำคัญกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามบุคลากรเข้าร่วมงาน จนเกิดกระแสดูดกันยกพวงทำให้คาดหวังกันว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้พื้นที่เมืองทะเลภูเขาจะเป็นการชิงชัยกันอย่างสนุก

นับแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบัน สนามเลือกตั้งเมืองเลยมี 3 ตระกูลที่ผูกขาดการเป็น ส.ส.มายาวนานที่สุดคือ เร่งสมบูรณ์สุข, ทิมสุวรรณ และสังขทรัพย์ แต่ละเขตเป็นสงครามตัวแทนของแต่ละตระกูลพูดได้ว่าอยู่ในระดับช้างชนช้างก็มิผิด

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย อำเภอเมือง นาด้วง เอราวัณ และปากชม ดูจะถูกกล่าวขวัญไม่น้อย เมื่อหัวเรือใหญ่ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ย้ายสีเสื้อจากเพื่อไทย มาพรรคใหม่ “พลังประชารัฐ”

จึงเกิดคำถามถึงบารมีที่เคยมีในพืื้นที่จะหนุนนำให้เครือข่ายมีโอกาสเดินตามเข้าสู่สภาหินอ่อนได้อีกหรือไม่..???

ไฮไลท์จับจ้องไปที่ วันชัย บุษบา พรรคพลังประชารัฐ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่เก่า ซึ่งมีฐานเสียงเจาะพอสมควรจากผู้สนับสนุนผู้นำชุมชน หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบ ส.ส.ติดดินเป็นทุนเดิม ที่สำคัญสีเสื้อใหม่จะเป็นปัจจัยหนุนนำให้ขึ้นสู่ฝั่งหรือไม่คงต้องรอดู
อีกคนที่่น่าจับตาคนหนุ่มไปแรงที่ฐานเสียงไม่ธรรมดา เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ว่าที่ผู้สมัคส.ส.จากพรรคเพื่อไทย อดีตนายก ทต.วังสะพุง ภูมิลำเนาที่เขตเทศบาลเมืองเลย วงศ์ตระกูลเป็นเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตัวแทนขายทั้งในเมืองเลยและจังหวัดใกล้เคียงหลายสาขาด้วยกัน

ไม่เพียงแต่สายสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจของตระกูลเท่านั้น เลิศศักดิ์ ยังกระโดดเข้ามาร่วมในวงการกีฬาอีกด้วย โดยเขายังเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเมืองเลย ยูไนเต็ด จึงทำให้ฐานเสียงจะได้มากจากคนรุ่นใหม่ เยาวชน นักกีฬาแฟนคลับเข้าบรรยากาศและกระแสที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเรียกว่าสายป่านแข็งและยาวกว่าคนอื่น

แต่ที่กล่าวขวัญกันทั้งเมืองเลยเห็นจะเป็นการกลับมาของอดีตนักการเมืองดังในวัย 63 ปี ทศพล สังขทรัพย์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้หลุดคำสาปทางการเมืองคืนเวทีเลือกตั้งในสังกัดพรรคเดิม เรียกได้ว่างานนี้ขอพี่เล่นเองหลังจากให้ศรีภรรยาและหลานลงสนามเป็นตัวตายตัวแทน
ด้วยความที่ห่างเวทีมานาน หลายคนจึงมองว่างานนี้ ลูกชายของวีรบุรุษภูขี้เถ้า คงต้องเหนื่อยหน่อยกับการฟื้นฐานเสียงเดิม และคงต้องดูแรงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยว่ามีมากน้อยแค่ไหนในการผลักดันให้อดีตส.ส. 8 สมัยผู้นี้ ผงาดในพื้นที่เมื่องเลยอีกครั้ง

บทสรุปเขต 1 จังหวัดเลย  เมืองท่องเที่ยวสำหรับคนรักป่า ภูเขา และอากาศหนาวนี้  เป็นการชิงชัยที่น่าสนใจเมื่อมีคนใหม่ตระกูลนักธุรกิจและผู้สมัครหน้าใหม่อย่าง  พัฒนชัยกุล ตระกูลนักการเมืองมืออาชีพ สังขทรัพย์ ที่มาจาก 3 พรรคใหญ่ พลังประชารัฐ เพื่อไทย และภูมิใจไทย เข้าร่วมประลองยุทธ์

เมื่อนกหวีดการเมืองถูกเป่าขึ้นบัตรเลือกตั้งในคูหาเขต 1 เมืองทะเลภูเขาแห่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะแข็งแกร่งและเก่งกว่ากัน!!!

ไม่ใช่ “บิ๊กตู่” กองทัพปรับบทบาท พลเรือน อย่า!ล้ำเส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358489?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ใช่ “บิ๊กตู่” กองทัพปรับบทบาท พลเรือน อย่า!ล้ำเส้น

วันที่ 11 มกราคม 2562 – 08:28 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,รัฐประหาร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปไตย,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัส ลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

ถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง ภายหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย บทบาทและทิศทางกองทัพคงไม่น่าห่วง เพราะต่างฝ่ายต่างเกื้อหนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นโควตา ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง และอีก 194 คน มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) น่าจะมีสัดส่วนจาก ผบ.หน่วย ทหารที่ใกล้เกษียณอายุราชการในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะช่วยค้ำบัลลังก์รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

หากสมการเปลี่ยน ‘นายกรัฐมนตรี’ คือฝ่ายที่เรียกตัวเอง ‘ประชาธิปไตย’ กองทัพต้องปรับตัว เตรียมแผนตั้งรับ เพราะวิเคราะห์แล้วว่า เกมที่รัฐบาลพลเรือนจะเล่นคือ ผ่าโครงสร้างปฏิรูปกองทัพ ในรูปแบบโยนหินถามทาง เช่น การรับสมัครระบบการเกณฑ์ทหาร ที่พยายามเสนอแนวคิดคัดเลือกทหารเกณฑ์เป็นรูปแบบสมัครใจ ตลอดจนเข้ามาควบคุมและตัดงบประมาณที่เคยตั้งเป้าเอาไว้ทั้งงบกลาง หรือระยะยาว เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง

ที่ต้องระวังคือ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลพลเรือน มุ่งเน้นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งแก้ปัญหาปากท้อง รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ ดังนั้นช่วงสองปีแรก ‘กองทัพ’ ต้องนิ่ง เพราะแผนพัฒนาโครงสร้างกองทัพที่กำลังดำเนินการอยู่สามารถลดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองได้ เช่น การย้ายหน่วยทหารกำลังรบออกนอกเมือง

แต่สิ่งหนึ่งที่ กองทัพ จะได้รับในปี 2562 หลังมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของมิตรประเทศโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ที่ใช้ข้ออ้างรัฐประหาร ตัดความสัมพันธ์ในการให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณทางทหารด้านทุนการศึกษา หรือการพัฒนาเทคนิคหรือการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำให้กองทัพสามารถยกระดับคุณภาพมาตรฐานได้

ขณะที่ “รัฐบาลพลเรือน” ไม่ควรล้ำเส้น หรือเอาคืนกองทัพด้วยการก้าวก่ายแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เพราะบทเรียนในอดีตเคยมีการปะทะทางความคิดหรือทางอำนาจ ของผู้บัญชาการกองทัพที่ไม่ยอมรับการแทรกแซงของรัฐบาลพลเรือน

นอกจากนี้ ยังมีทหารสวมหมวกเป็นนักการเมืองในตำแหน่งวุฒิสมาชิกสามารถอภิปรายออกมาเสนอความเห็น ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้ด้วย

“สมมุติว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ผู้นำฝ่ายกองทัพตามที่คาดหวัง คิดว่าสัดส่วน รมว.กลาโหม หรือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงน่าจะเป็นอดีตนายทหารเข้ามารับหน้าที่กำกับตรงนี้ หรือนายทหารที่นิยมประชาธิปไตย ที่ไม่ได้ไปสังกัดพรรคของพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะมีทหารอีกขั้วการเมืองคิดว่าสายใยพี่น้อง ความเป็นเตรียมทหารด้วยกัน จะลดแรงปะทะ หรือการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัฐบาล กับกองทัพได้” แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุ

การทำ ‘รัฐประหาร’ แม้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก จะไม่รับประกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเมืองไทย แต่โอกาสที่จะเกิด ‘ยาก’ ขึ้นเรื่อยๆเพราะ “พลวัต” การใช้อำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก ลดลงตามลำดับ

หากย้อนอดีตการทำรัฐประหารในแต่ละห้วง พบว่า เมื่อ 28 ปีที่แล้ว รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ยึดอำนาจ นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. โดยอายุผู้ทำรัฐประหาร อยู่ในวัย 57-58 ปี และเมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. มีอายุราชการ 1 ปี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลา 4 ปี หมายความว่า การสะสมพลังอำนาจ ของ ผบ.ทบ.ไม่หนาแน่นเหมือนในอดีต

การทำ ‘รัฐประหาร’ แต่ละครั้ง นอกจากต้องอาศัยองคาพยพ ความร่วมมือจาก ผบ. เหล่าทัพอื่นแล้ว ต้องได้รับคำชี้แนะจากอดีต ผบ.ทบ. หรืออดีต ผบ.เหล่าทัพ หลายคนมาช่วยปูทางในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ หากอดีต ‘ขุนศึก ขุนทหาร’ ไม่เห็นด้วย ก็ถือว่ายากแล้ว แต่คงไม่เท่ากระแสต่อต้านจากสังคมที่มีเงื่อนไข ปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้ ‘รัฐประหาร’ เกือบเป็นศูนย์

โอกาสที่จะเห็น ‘ทหาร’ หันหลังให้การเมืองยังมีอยู่ แต่คงไม่เกิดในเร็ววันนี้ เพราะอนาคตมีตำแหน่งวุฒิสมาชิกรองรับเพื่อให้เกิดการต่อรองและผลักดันให้กองทัพยกระดับมาตรฐานตัวเอง สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาหล่อเลี้ยงเกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณของประเทศอย่างที่ฝ่ายกองทัพใช้วิธีการยึดอำนาจแล้วจัดสรรงบประมาณเข้าตัวเองอีกต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อกองทัพได้งบประมาณที่ถูกต้องและเป็นไปตามครรลอง ก็จะกลับเข้า ‘กรมกอง’ มุ่งเน้นภารกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 52 ได้วางบทบัญญัติให้กองทัพเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ โดยบทบาทสำคัญคือ แก้ไขปัญหาความยากจน เพราะมีเครื่องมือกำลังพลที่สามารถช่วยเหลือในหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลได้เป็นอย่างดี จะสามารถพัฒนาประเทศได้เต็มสูบ

‘กองทัพ’ หลังการเลือกตั้ง ต้องวางตัวเองในมิติเชิงสร้างสรรค์ ลดแนวคิดการปะทะ หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แม้จะมี หมวกวุฒิสมาชิก สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า ระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง โดยเฉพาะ นักการเมืองกับผู้นำเหล่าทัพ จะต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

มิเช่นนั้น จากการเมืองเสื้อ 2 สี ในอดีต จะนำไปสู่ การเมือง 2 สถาบัน คือพรรคการเมือง กับ กองทัพ !

ลึกสุด “คุณหญิงอ้อ-ยงยุทธ” เพื่อชาติ-เพื่อใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358365?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลึกสุด “คุณหญิงอ้อ-ยงยุทธ” เพื่อชาติ-เพื่อใคร?

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:52 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อชาติ,พรรคไทยรักษาชาติ,คุณหญิงอ้อ,พจมาน ชินวัตร,ทักษิณ,นปช,ตู่ จุตพร
เปิดอ่าน 13,427 ครั้ง

ภาพ “คุณหญิงอ้อ” ในงานมงคลสมรสคืนนั้น ให้คำตอบประเด็นหนทางการเมืองของตระกูลติยะไพรัชได้หมด ทำไม “เสี่ยฮั่น” เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ 

000 ฤดูหาเสียงปีนี้ เกิดอาการแปลกๆ หลายอย่าง พรรคเก่าที่ครองแชมป์สนามบ้านนอก กลับทำตัวเยี่ยง “พรรคยาจก” มีเวทีปราศรัยน้อยมาก รถแห่ก็หายาก สายข่าวแอบกระซิบ “กระสุนขัดลำกล้อง” ใครอยากหาเสียงต้องดูแลตัวเอง

000 กล่าวถึงพรรคน้องใหม่สาย นปช.(ปีกสายกลาง) ต้องโฟกัสไปที่ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานฝ่ายเชียร์พรรคเพืื่อชาติ ที่ไปปราศรัยแถวพิษณุโลก ทำนองว่า จะนำ “ทักษิณ” กลับบ้าน แต่ภายหลังเจ้าตัวโพสต์เฟซบุ๊กอธิบายความยาวยืด ได้ข้อสรุปว่า หาเสียงจะพาทักษิณกลับ 3 ครั้งแล้ว ก็ทำไม่ได้ ส่วนครั้งที่ 4 “ยงยุทธ” เสนอเปิด “พื้นที่พูดคุย” และคุยกับทักษิณนั่นเอง

ยงยุทธ ในวันหาเสียงที่พิษณุโลก

000 บนถนนการเมืองที่ว่างเว้นสภาผู้แทนฯ มา 4-5 ปี “ยุทธ แม่จัน” ไม่เคยหายหน้าไปจากจอทีวี เขามาคลุกคลีตีโมงอยู่กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” และ “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ที่ตั้งสถานีทีวีดาวเทียม “พีซทีวี” จึงเกิดพรรคเพื่อชาติขึ้น

000 ส่วนที่เชียงราย “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ.เชียงราย คู่ชีวิตของยงยุทธ รับบทแม่ทัพใหญ่รักษาฐานเสียง คู่ขนานไปกับการทำทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยลูกชาย “มิตติ ติยะไพรัช” บริหารงานจนประสบความสำเร็จ และวันนี้ “เสี่ยฮั่น” มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ฉะนั้น ทุกย่างก้าวของ “ยุทธ แม่จัน” จึงต้องจับตามองใกล้ชิด

000 ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตระกูล “ติยะไพรัช” จัดงานฉลองมงคลสมรสให้ลูกสาว “น้องโฮม ปิยะรัฐชย์” กับนายตำรวจหนุ่ม ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และที่สร้างความตื้นตันใจให้แก่ครอบครัวยงยุทธคือ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” ให้เกียรติเป็นประธานคล้องพวงมาลัยมงคลสมรสคู่บ่าวสาว ซึ่ง “สลักจฤฎดิ์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณ “คุณหญิงป้าของลูกๆ ที่ได้เมตตากับครอบครัวติยะไพรัช”

คุณหญิงพจมานถ่ายภาพร่วมกับตระกูลติยะไพรัช

000 ภาพ “คุณหญิงป้า” ของยงยุทธ-สลักจฤฏดิ์ ในงานมงคลสมรสคืนนั้น ให้คำตอบประเด็นหนทางการเมืองของตระกูลนี้ได้หมด ทำไม “เสี่ยฮั่น” เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และ ทำไม “ยงยุทธ” จับมือ “จตุพร” สร้างพรรคเพื่อชาติ สร้าง “เกาะกลาง” เปิดพื้นที่การเจรจากับนายใหญ่ที่พเนจรกินอุ่นนอนอิ่มอยู่ต่างแดน

000 เบื้องหลังมวลชนหลายพันคนมาฟังการหาเสียงของพรรคเพื่อชาติ ที่ตลาดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ต้องให้เครดิตผู้ชายคนนี้ “ปัณณวัฒน์ นาคมูล” หรือชื่อเดิม “จเร นาคมูล” นักกิจกรรมรามคำแหง รุ่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์ สมัยแดงทั้งแผ่นดิน ปัณณวัฒน์รับบทประธาน นปช.อุตรดิตถ์ สร้างเครือข่ายคนเสื้อแดงจนเป็น “กองกำลังหลัก” ให้ นปช.ส่วนกลาง

การปราศรัยของพรรคเพื่อชาติที่อุตรดิตถ์

000 วันนี้ “ปัณณวัฒน์” ตัดสินใจร่วมงานกับ “พรรคอนาคตใหม่” เพราะเหตุผลส่วนตัวบางประการ เมื่อ “มิตรสหาย นปช.” มาเยือนเมืองพระยาพิชัยดาบหัก จึงต้อนรับอย่างอบอุ่น แม้จะอยู่คนละพรรค แต่อุดมการณ์ นปช.ยังคงอยู่เหมือนเดิม

000 ขบวนการหน้าเดิมๆ ยังเดินหน้าจัดกิจกรรม “ต้านเลื่อนเลือกตั้ง” พ่วงไล่ คสช.ล่วงหน้า “จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องยูทูบของ “จอม เพชรประดับ” ว่า ไม่ควรจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ดแสดงออกผ่านโลกโซเชียล เพราะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงเรียกร้องให้มารวมพลังกัน “บนท้องถนน” เป็นเรือนแสนถึงจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

จ่านิวแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

000 พรรคสามัญชนขานรับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ทันที เมื่อ “เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์” หัวหน้าพรรคสามัญชน แถลงชัดว่า ถ้าหากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ 24 กุมภาพันธ์ “เราจะเดินเท้า จากขอนแก่นเข้าสู่ กรุงเทพฯ” ถ้ายังจำกันได้ ต้นปีที่แล้ว “เครือข่ายประชาชน People Go Network” ได้จัดกิจกรรมเดิน 8 แสนก้าว จากกรุงเทพฯ ถึงขอนแก่น ซึ่งแกนนำเครือข่ายประชาชนกลุ่มดังกล่าว กับคนก่อการตั้งพรรคสามัญชน ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน

พรรคสามัญชนเตรียมเดินค้านเลื่อนเลือกตั้ง

000 วาทกรรม “รวมพลังโค่นเผด็จการ” ถูกโยนมาให้สื่อโซเชียลตลอดเวลาที่ คสช.ปกครองประเทศ ระหว่างทางมีการเคลื่อนไหว “ทดสอบกำลัง” เป็นระยะๆ และมาถึง พ.ศ.นี้ ดูเหมือนเงื่อนไข “เลื่อนเลือกตั้ง” กำลังจะถูกจุดชนวนให้เหมือน “พฤษภาโมเดล” แต่ขณะที่บางฝ่ายรู้สึกได้กลิ่น “6 ตุลาโมเดล” โชยมาในยามฟ้าฝนหลงฤดู

เปิดวิสัยทัศน์-นโยบาย “6พรรคการเมือง” เพื่อ “เยาวชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358363?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิสัยทัศน์-นโยบาย “6พรรคการเมือง” เพื่อ “เยาวชน”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:25 น.
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ,พรรคอนาคตใหม่,พริษฐ์ วัชรสินธุ,ไอติม,ประชาธิปัตย์,ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,พรรคเพื่อไทย,มาดามเดียร์,วทันยา วงษ์โอภาสี,พรรคพลังประชารัฐ,ดรโต้ง,สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ,พรรคภูมิใจไทย,ชยิกา วงศ์นภาจันทร์,พรรคไทยรักษาชาติ
เปิดอ่าน 500 ครั้ง

โดย… ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อการเมือง เรื่องวันเลือกตั้งยังไม่ทราบแน่ชัดในตอนนี้ว่าจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะปรับลงล็อกวันที่ไหนกันแน่

แต่ความแน่นอนในตอนนี้ “คนการเมือง” ต่างพร้อมที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งแล้ว โดยประเด็นสำคัญที่ถูกไฮไลท์จากสังคมวันนี้ คือ พรรคการเมือง จะมีนโยบายที่สอดรับความต้องการของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่

และในจำนวนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ว่านั้น กลุ่มที่ถูกพุ่งเป้ามากที่สุด คือ “กลุ่มนิวโหวตเตอร์” ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 ที่อายุระหว่าง 18-26 ปี กว่า 8.3 ล้านคนทั่วประเทศ ดังนั้นสิ่งที่จะนำไปสู่การตัดสินใจออกไปเลือกตั้งคือ “นโยบายของพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับตัวเอง”

ด้วยความสำคัญต่อนโยบายของพรรคการเมืองกับผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนาสาธารณะ เรื่อง “เปิดวิสัยทัศน์พรรคการเมืองไทย จะทำอะไรเพื่อสื่อของเด็ก” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคการเมือง นำเสนอ ประเด็น-นโยบายที่เกี่ยวข้อง
     ครูจุ๊ย-กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่
ระบบการศึกษากับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ไม่ควรทำเฉพาะเด็กเท่านั้น เพราะผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็กถือเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะครูผู้สอน เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ การรู้เท่าทันสื่อภายในห้องเรียน ที่ครูผู้สอนต้องรู้เท่าทันสื่อยุคใหม่ รวมถึงผู้ปกครอง ที่ต้องรู้เท่าทันสื่อยุคใหม่ ผ่านการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่ออกคำสั่งหรือบังคับเด็ก

สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างพื้นที่ชุมชนเชิงสร้างสรรค์ให้เด็กสามารถฝึกใช้สื่อได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นองค์กรสื่อทุกระดับควรให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงการผลิตสื่อ ที่มีคุณภาพและหลากหลาย ส่วนสื่อกระแสหลักควรจัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง

“องค์กรสื่อทุกระดับควรให้เด็กมีโอกาสเข้าถึงการผลิตสื่อที่มีคุณภาพและหลากหลาย ส่วนสื่อกระแสหลักควรจัดสรรช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง” 

“กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ” 

    ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์
สิ่งที่ต้องทำเกี่ยวกับ “สื่อเพื่อเด็ก” คือ การเพิ่มคุณภาพและปริมาณสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนโดยรัฐไม่แทรกแซงและมีมาตรการปกป้องเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อ ทั้งฐานะผู้ชม หรือผู้ร่วมผลิต

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ตั้ง 7 เป้าหมายสำหรับการพัฒนาเด็ก แต่โลกความเป็นจริงพบว่ามีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะด้านความน่าสนใจ และตอบโจทย์การเรียนรู้ของเยาวชน ทั้งนี้ยอมรับปัจจุบันมีรายการเนื้อหาที่ดีทางโทรทัศน์และวิทยุ แต่ได้รับความสนใจจากเยาวชนน้อย เมื่อเทียบกับสื่อในโซเชียลมีเดีย หรือโลกออนไลน์ ดังนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ คือรัฐต้องปรับบทบาทจากการควบคุม แทรกแซงหรือปิดกั้น ไปเป็นการส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีความเสรีด้านผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ

“ควรปรับกติกาและรายละเอียดให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในกองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์โดยเฉพาะกรรมการกองทุนที่มีสัดส่วนภาครัฐเป็นส่วนใหญ่”  

“พริษฐ์ วัชรสินธุ”

สำหรับนโยบายที่อาจผลักดันได้ คือ การปรับกติกาและรายละเอียด ว่าด้วย กองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกรรมการกองทุนที่มีสัดส่วนภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นควรปรับให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนั้นควรกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ผลิตสื่อสำหรับเด็กและเยาวชนที่ตอบโจทย์และตรงเป้าหมายเพื่อสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ขณะที่การคุ้มครองเด็กและเยาวชนฐานะคนดู ควรสร้างมาตรฐานกับการจัดเรตติ้ง ขณะที่เยาวชนฐานะผู้ร่วมผลิตสื่อต้องให้ความคุ้มครอง เช่น ให้นักจิตวิทยาเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนการแสดงบทบาทหรือแสดงอารมณ์ในบทบาทการแสดง เพราะที่ผ่านมาพบว่าเมื่อต้องการให้เด็กร้องไห้ ต้องใช้การหลอกเพื่อให้รู้สึกเศร้าและร้องไห้ตามบทบาทการแสดง เป็นต้น
    ต้อย-ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย
ยอมรับว่าปัจจุบันสังคมไทยล้มเหลว เรื่องสื่อสร้างสรรค์และสื่อที่ดี เพราะมีจุดเริ่มจากการทำนโยบายที่ผิดพลาดของ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม” หรือ กสทช. ที่เน้นการแข่งขัน การประมูลคลื่นความถี่ราคาสูง มากกว่าการสร้างพื้นที่สื่อที่สร้างสรรค์ เพราะบทสรุปที่ได้จากนโยบายที่ผิดพลาด คือสื่อไม่สามารถอยู่ได้และล้มหายตายจาก นอกจากนั้นในการสร้างพื้นที่สื่อเพื่อสังคมได้จริง พรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอให้ “รัฐ” เข้ามากำกับเพื่อลดการผูกขาดกลุ่มผู้สนับสนุน-ซื้อโฆษณาบนพื้นที่สื่อ
ขณะที่ปัญหาของการผลิตสื่อเพื่อเยาวชน ส่วนตัวมองว่ามาจากจิตสำนึกของ สื่อ ผู้ผลิตสื่อ และผู้สนับสนุนสื่อ ที่คำนึงเฉพาะกำไรและผลประโยชน์มากกว่า การผลิตรายการเพื่อพัฒนาเด็ก เพราะยอมรับว่ารายการเพื่อเด็กนั้นอาจสร้างรายได้ให้สื่อได้น้อย ทั้งนี้จะเปลี่ยนจิตสำนึกเรื่องนี้ อาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม้แก่ดัดยาก

“ในการสร้างพื้นที่สื่อเพื่อสังคมได้จริง พรรคเพื่อไทย มีข้อเสนอให้รัฐเข้ามากำกับ เพื่อลดการผูกขาดกลุ่มผู้สนับสนุน-ซื้อโฆษณาบนพื้นที่สื่อ  

“ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์”

ดังนั้นสิ่งที่เป็นตัวช่วยได้คือใช้มาตรการทางกฎหมายและบังคับใช้อย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ขณะที่สื่อรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังใหม่ ควรเน้นสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เด็กมีส่วนร่วมด้านการผลิต เพื่อประโยชน์ของเด็ก และที่สำคัญคือ การส่งเสริมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อให้สิทธิของประชาชนได้รับการเคารพ เพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชน

       มาดามเดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ
การแก้ปัญหาของ “สื่อ” สำหรับเด็ก ต้องใช้การแก้ไขแบบองค์รวมตั้งแต่ภาครัฐ หน่วยงานรัฐ รวมถึงเอกชน โดยจุดเริ่มต้นคือการสร้างจุดร่วมที่จะสร้างสื่อที่มีความน่าสนใจสำหรับเด็ก รัฐบาลเป็นแกนนำจัดตั้งกองทุน รวบรวมเครือข่ายทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มสื่อของภาคเอกชน ที่ได้รับงบประมาณเพื่อผลิตสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก แทนการนำงบประมาณเพื่อใช้สำหรับโครงการซีเอสอาร์ด้านสังคมเท่านั้น

“หากมีกองทุนที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนและมีนโยบายชัดเจนเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อการปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตสื่อที่มีจริยธรรมและมีคุณธรรมได้”  

“วทันยา วงษ์โอภาสี”

“ยอมรับว่าระบบทุนนิยม วังวนเรตติ้ง ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ ไม่สามารถปลีกตัวไปทำรายการที่ไม่สร้างกำไรได้ อย่างไรก็ดีหากมีกองทุนที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนและมีนโยบายชัดเจน เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อการปลูกจิตสำนึกของผู้ผลิตสื่อที่มีจริยธรรมและมีคุณธรรมได้ นอกจากนั้นสื่อสำหรับเยาวชนที่นอกเหนือจากสื่อกระแสหลัก ควรสนับสนุนสื่อนิทรรศการที่เป็นคลังความรู้ให้แก่เด็ก ปัจจุบันพบว่าหอจัดนิทรรศการต้องปิดตัวลง ดังนั้นภาครัฐต้องผลักดันด้านกฎหมาย หรือกติกา ที่สนับสนุนหอจัดนิทรรศการด้วย ส่วนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา ควรให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดเด็กและเยาวชน”

          ดร.โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย
ภาพรวมของปัญหาสื่อสำหรับเด็ก คือภาครัฐมีอำนาจมากเกินไป ดังนั้นต้องลดอำนาจรัฐต่อการกำกับหรือผลิต และเพิ่มอำนาจประชาชนให้ประชาชนมีบทบาทเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของอนาคต
“ที่ผ่านมารัฐเข้ามากำกับมากเกินไป การผลิตรายการเด็ก คือให้เด็กมีเวทีแสดง ให้เด็กมาโชว์ แต่ผมว่าต้องเปลี่ยนแปลง เพราะจากแนวคิดของประเทศญี่ปุ่นใช้การ์ตูนสอนเด็ก แต่ในประเทศไทยผู้ปกครองมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผู้ปกครองกลับดูละครหลังข่าว ดังนั้นหากจะทำสื่อสอนเด็กอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำสื่อสอนผู้ปกครองด้วย เพราะจากประสบการณ์พบว่าเด็กต้องการดูละครหลังข่าวที่จัดเรตติ้งว่าต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง แต่ปัจจุบันเด็กไม่ต้องการคำแนะนำเนื่องจากดูรายการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นผู้ปกครองต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากการกำกับ เป็นการส่งเสริม”

“เด็กดูละครหลังข่าวที่จัดเรตติ้งว่าต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง แต่ปัจจุบันเด็กไม่ต้องการคำแนะนำ เนื่องจากดูผ่านโทรศัพท์มือถือ ผู้ปกครองต้องรู้เท่าทัน เปลี่ยนจากการกำกับ เป็นส่งเสริม”  

“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

สำหรับ พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายที่เกี่ยวกับแชริ่ง ยูนิเวอร์ซิตี้ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาไทย ที่เน้นการเรียนในห้องเรียน และเรียนตามหลักสูตรที่สถาบันการศึกษาจัดให้ โดยนโยบายดังกล่าวปรับให้เข้ายุคสมัยใหม่ ให้ประชาชนมีทางเลือกเรียนตามความสนใจและเรียนได้ทุกที่

  แซน-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ
หากโจทย์เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คือให้เป็นประชากรโลกที่มีทักษะรู้ทัน เท่าเทียมเพราะในศตวรรษที่ 21 ประชากรต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี มีภูมิต้านทาน รวมถึงมีทักษะ คิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ว่าสื่อไหนดีหรือไม่ดีได้ด้วยด้วยตนเอง ดังนั้นการพัฒนาเด็กผ่านสื่อควรปรับสื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กตามช่วงวัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยช่วงอายุ 0-3 ขวบ และ 3-8 ขวบ
“สิ่งที่ต้องเน้นในด้านพัฒนาสื่อ ต้องเน้นการพัฒนาผู้ปกครองเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพ สิ่งที่อยากเห็น คือกระทรวงศึกษาธิการต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลเด็กปฐมวัย จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด รวมถึงใช้การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในทศวรรษที่ 21 หรือโลกดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความเสี่ยง”

“ต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในทศวรรษที่ 21 หรือโลกดิจิทัล ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความเสี่ยง”  

“ชยิกา วงศ์นภาจันทร์”

สำหรับข้อเสนอจากตัวแทน “ไทยรักษาชาติ” คืองดใช้แท็บเล็ตในเด็กอนุบาล ขณะที่เด็กวัย 8-12 ปี ต้องให้เตรียมความพร้อมเป็นพลเมืองดิจิทัลของโลก โดยใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่ “รัฐ” ต้องส่งเสริมและพัฒนารายการสำหรับเด็กในสถานีโทรทัศน์และวิทยุรวมถึงอุดหนุนด้านงบประมาณ เพื่อไม่ให้รายการสำหรับเด็กถูกผูกติดเฉพาะเรตติ้งเท่านั้น และที่สำคัญ “รัฐ” ไม่ควรปิดกั้น หรือใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุม เพราะเชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคในด้านการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
อย่างไรก็ดีในเวทีเปิดวิสัยทัศน์ของ “ฝ่ายการเมือง” ยังมีเสียงสะท้อนจากสมาคมวิทยุและสื่อสำหรับเด็กและเยาวชน ที่ส่งผ่านตัวแทน 6 พรรคการเมือง เพื่อการสร้างสรรค์สื่อที่เหมาะสมต่อเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย โดยไฮไลท์สำคัญของข้อเรียกร้องคือ รัฐ องค์กรด้านสื่อ ผู้ประกอบการสื่อและผู้ผลิตสื่อ ให้ความสำคัญต่อการสร้างสื่อเพื่อเยาวชนที่หลากหลายและมีคุณภาพ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์

เทียนทองบุรี เขต 1 “หลานในไส้” ชน “หลานนอกไส้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358360?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียนทองบุรี เขต 1 “หลานในไส้” ชน “หลานนอกไส้”

วันที่ 10 มกราคม 2562 – 09:09 น.
สังเวียนเลือกตั้ง ช้างชนช้าง,เทียนทอง,พรรคพลังประชารัฐ,ตรีนุช เทียนทอง,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 2,666 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง 

ตระเวนไปแถวชายแดนบูรพา สนามเลือกตั้งสระแก้วมีความชัดเจน  2 เขตคือ “ตรีนุช เทียนทอง” ลูกสาวกำนันขวัญเรือน และพิเชษฐ์ เทียนทอง (เสียชีวิตแล้ว) พรรคพลังประชารัฐ ชน พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น อดีต ส.ว.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย

ส่วนเขต 3 “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีตส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย เจอคู่แข่งพรรคพลังประชารัฐ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และนักการเมืองท้องถิ่น มีฐานเสียงใน อ.อรัญประเทศ และ อ.ตาพระยา

เรื่องตลกของคนสระแก้วทุกเวทีที่ “ป๋าเหนาะ” พาลูกชาย “สรวงศ์” และหลานชาย “สนธิเดช” ไปหาเสียง จะต้องบอกย้ำชาวบ้านว่าตระกูลเทียนทอง มี 2 ฝ่ายคือ พวกในไส้ กับพวกนอกไส้

สนธิเดช เทียนทอง พรรคเพื่อไทย 

ที่คนสระแก้วกำลังลุ้นกันตัวโก่งคือ เขต 1 (อ.เมืองสระแก้ว) จะเป็นศึกช้างชนช้างหรือไม่? เมื่อ “เสนาะ เทียนทอง” ส่งหลานชาย “สนธิเดช เทียนทอง” อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลวัฒนานคร ลงสนาม

สำหรับ “สนธิเดช เทียนทอง” จบปริญญาโทนิติศาสตร์/รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นบุตรชายของ “เอื้อ เทียนทอง” พี่ชายคนโตของป๋าเหนาะ (เสียชีวิตเมื่อ ก.ค.2552)

ว่ากันตามจริง “เอื้อ” เป็น 1 ใน 3 เสือแห่ง หจก. ส.เทียนทอง ธุรกิจตั้งต้นของตระกูล ร่วมกับ เสนาะ และพิเชษฐ์ เทียนทอง (ในบรรดาพี่น้อง 5 คน) งานหลักของ ส.เทียนทอง ดำเนินธุรกิจอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่มีอยู่ทั่วทั้งสระแก้ว ลานมัน โรงสีข้าว สัมปทานสุรา ไปจนถึงธุรกิจหลักสำคัญคือรับเหมาก่อสร้าง

มีข้อน่าสังเกตว่า “ป๋าเหนาะ” แบ่งพื้นที่การเมืองให้ลูกหลานเล่น อย่าง “สนธิเดช” กับพี่ชาย “แสงประทีป เทียนทอง” คุมเทศบาลตำบลวัฒนานคร

ฐานิสร์ เทียนทอง  พรรคพลังประชารัฐ

ทายาทของวิทยา เทียนทอง คุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ส่วนลูกของพิเชษฐ์ เทียนทอง เล่นการเมืองระดับชาติคือ ฐานิสร์ เทียนทอง และตรีนุช เทียนทอง

เลือกตั้งเที่ยวนี้ “ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส.ส.สระแก้ว เขต 1 หลายสมัย ที่หอบหิ้วน้องสาว “ตรีนุช” ไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะลงสนามเอง หรือส่งตัวแทนสู้ศึก

วันที่ “ฐานิสร์” ไปสมัครสมาชิกพรรคพลังประชารัฐนั้น ได้พา กฤษณ สุนทรกิจพาณิชย์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระแก้วมาด้วย จึงมีข่าวว่า ฐานิสร์ จะส่ง “ครูกฤษณ” ลงสนามแทน แต่ก่อนสิ้นปี 2561 มีข่าวว่า ฐานิสร์ ตัดสินใจชน “สนธิเดช”

จนถึงชั่วโมงนี้พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 ยังไม่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ดูคล้ายจะเล่นเกมลับ ลวง พราง จนถึงวันเปิดรับสมัคร ส.ส.ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามคนในเขต อ.เมืองสระแก้ว ก็ยังเห็น “ฐานิสร์” ออกงานสังคมไม่ได้ขาด ทำตัวเหมือนสมัยเป็นผู้แทนฯ ฝากเนื้อฝากตัวกับชาวบ้าน

ป๋าเหนาะ  พาหลานชาย สนธิเดช  มาแนะนำตัวกับชาวบ้าน

ล่าสุด 7 มกราคม 2562 ที่บ้านคลองอีแตก อ.เมืองสระแก้ว “ฐานิสร์” นักการเมืองหัวใจลูกทุ่งได้ไปเป็นประธานกล่าวอวยพรนาคและเปิดการแสดงหมอลำ

ฐานิสร์เป็นขวัญใจชาวสระแก้ว ด้วยบุคลิกคนติดดิน สมัยหนึ่งเคยสนับสนุนเด็กสระแก้วจนกลายเป็นแชมป์นักร้องลูกทุ่งระดับประเทศ ถ้าตัดสินใจลงสนามเอง ฐานิสร์ย่อมมีภาษีดีกว่าสนธิเดชแน่นอน หรือแม้แต่ส่งครูกฤกษณ ลงแทนก็ยังเอาชนะได้

สำคัญว่านาทีนี้ลูกชายกำนันขวัญเรือนคิดอะไรอยู่? และป๋าเหนาะไปตกปากรับคำใครมา? เหมือนว่ายังเคลียร์กันไม่จบในตระกูลเทียนทอง

หากฐานิสร์คิดป้องกันแชมป์ก็ต้องชนสนธิเดช..ไม่มีการเล่นละครตบตาชาวบ้าน

รถหาเสียงเคลื่อนที่ของ ป๋าเหนาะ  ซึ่งไม่ค่อยทำแบบนี้มาก่อน