ดนตรีคลาสสิก ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดนตรีคลาสสิก ไม่ยากอย่างที่คิด

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:39 น.
ดนตรีคลาสสิก,งานดนตรีในสวน
เปิดอ่าน 840 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เปิดศักราชใหม่ปี พ.ศ.2562 นี้ “งานดนตรีในสวน” ย้ายจากสวนลุมพินีมาจัดการแสดงที่อุทยาน 100 ปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้ตลาดสามย่าน โดยวง Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) หรือวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ซึ่งจัดการแสดงคอนเสิร์ตในสวนสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม

งานดนตรีในสวน เป็นความพยายามเติมเต็มความขาดแคลนพื้นที่ทางศิลปะในใจกลางเมือง ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพสังคมกรุงเทพที่มุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางวัตถุ สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองที่แข่งขันวุ่นวาย จนก่อให้เกิดความโหยหาที่พักพิงใจ และเกิดความต้องการกิจกรรมที่สร้างความจรรโลงใจให้คนในเมืองใหญ่สามารถผ่อนคลายในยามว่าง งานดนตรีในสวน จึงเป็นกิจกรรมบันเทิงที่หลายคนเฝ้ารอที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสฟังเพลงที่คุ้นเคยและเพลงใหม่ๆ ที่ไม่เคยฟัง เป็นการนำพลังของงานศิลปะเพื่อช่วยสร้างความหรรษา ตลอดจนฟื้นฟูจิตใจที่อ่อนล้าให้กลับมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเสพศิลปะสำหรับชีวิตคนเมือง

แต่ความพยายามข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่ายสักทีเดียว เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องวัฒนธรรมการชมดนตรีนอกสถานที่ การบริหารจัดการพื้นที่และงบประมาณ และสภาพอากาศที่บางครั้งไม่เอื้ออำนวย แต่ปัญหาหลักคือรสนิยมการฟังเพลงคลาสิกที่จำกัดเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทย คนไทยไม่คุ้นชิน และไม่ได้รับการปลูกฝังให้สนใจดนตรีสากลตั้งแต่ปฐมวัย

ผศ.ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้อำนวยเพลงของ RBSO อาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งขอสังเกตว่ามีปัจจัยหลายประการที่ทำให้การฟังดนตรีในพื้นที่สาธารณะยังไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก

“ในวัฒนธรรมฝรั่ง ดนตรีในสวนต้องออกมาฟังตอนหน้าร้อน เป็นกิจกรรมที่ใหญ่โตและเป็นที่นิยม พ่อแม่พาลูกมานั่งฟัง สร้างความผูกพันด้วยกัน ของไทยเราเพิ่งทำจริงจังมา 20 ปีนี้ ผู้ฟังยังน้อยมาก เป็นแต่คนในเมือง”

สำหรับคนทั่วไปการเข้าถึงดนตรีคลาสสิกดูเหมือนต้องปีนบันไดฟัง แต่ในทัศนะของ อ.นรอรรถ การเสพเพลงคลาสสิกไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากผู้ฟังสามารถเข้าถึงงานดนตรีจากประพันธกรระดับโลก จาก Youtube หรือเว็บไซต์ฟังเพลงฟรี

“ไม่จริงเลยในการเสพเพลงคลาสสิกแล้วบอกว่าแพง ทุกวันนี้เราเข้าถึงง่ายมาก งานดนตรีที่จัดก็ฟรีเพราะต้องการให้คนเข้าถึงเยอะขึ้น คอนเสิร์ตต่างๆ ที่มีจัด ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาเข้ามาฟังก็มีส่วนลด ประเด็นที่คนไม่ฟังเพราะเขาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องฟัง แต่ถ้าไม่ฟังชีวิตก็จะขาดสุนทรียะอะไรบางอย่าง เปรียบเทียบกับว่าเราไม่กินอาหารให้ครบทุก ชนิดเราก็ยังอยู่ได้ แต่ชีวิตจะขาดรสชาติอะไรไป”

ความท้าทายข้อหนึ่งคือความพยายามในการสร้างฐานผู้ฟังและนักดนตรีเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานสำหรับการเสพดนตรีคลาสสิก การทำให้ผู้ฟังสนใจจึงต้องอาศัยการให้ความรู้แก่ผู้ฟัง ควบคู่ไปกับการสร้างนักดนตรีมืออาชีพด้วย

“ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าการเป็นนักดนตรีคลาสสิกต้องเรียน ต้องลงทุนสูง ใช้เวลายาวนาน แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คนไม่เสพดนตรี หรือสนใจดนตรีคลาสสิกได้ เพราะปัจจัยจริงๆ อยู่ที่ครอบครัวหรือสภาพแวดล้อมว่าพ่อแม่มีความสนใจแบบไหน และจะสร้างเสริมทักษะนิสัยให้ลูกแบบใด ลูกจะแค่ชอบฟังหรือจะอยากเป็นนักดนตรีในอนาคตก็มีทางเลือกได้ทั้งนั้น”

การสร้างกลุ่มคนฟังโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง ปัญหาตั้งต้นที่ทำให้คนไม่เสพดนตรีคลาสสิกคือการไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านดนตรีตั้งแต่ปฐมวัยคือ เป็นที่มาของการไม่ให้ความสำคัญ หรือคุณค่าของศิลปะทุกแขนง การขาดแคลนพื้นที่สาธารณะในการแสดงออกทางศิลปะรูปแบบต่างๆ ก็เป็นผลจากความเชื่อว่าคนไทยไม่เสพงานศิลปะ เลยไม่จำเป็นต้องมีศิลปะในพื้นที่สาธารณะ

“ถ้ามีคนฟังแล้วต่อให้มีคอนเสิร์ตที่ไหนเขาก็จะไปฟัง แต่การสร้างคนฟังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังการมีพื้นที่อย่างเดียวคงไม่พอ ถ้าไม่มีคนฟังเลย ดนตรีคลาสสิกก็จะอยู่ไม่ได้”

งานดนตรีในพื้นที่สาธารณะจึงถือเป็นช่องทางการแสดงดนตรีเพื่อดึงดูดความสนใจรูปแบบหนึ่งและเป็นจุดนัดพบของนักดนตรีเพลงคลาสสิก นักดนตรีรุ่นใหม่ของไทยจึงได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถจนมีคุณภาพ การงานเปิดพื้นที่ให้คนคนที่ชื่นชอบดนตรีหรือชาวกรุงเทพฯ ที่สนใจเข้ามาร่วมฟังการแสดงของนักดนตรีและนักร้องมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศ

ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ทำหน้าที่เป็นวาทยากรประจำวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ สลับกับ วานิช โปตะวนิช และผู้อำนวยเพลงที่มีชื่อเสียงระดับโลก รับเชิญเป็นผู้อำนวยเพลงเป็นครั้งคราว ในขณะที่ยังเน้นการแสดงประเภทซิมโฟนีออร์เคสตรา บรรเลงเพลงคลาสสิก แต่สร้างความหลากหลายด้วยการนำเสนอเพลงบรอดเวย์ เพลงไทยสากล และเพลงร่วมสมัย โดยศิลปินไทยและนานาชาติ

“ในฐานะนักดนตรี ผมเห็นว่างานดนตรีในสวนเป็นงานที่มีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอตลอด แสดงถึงความตั้งใจที่จะจัดทำพื้นที่ให้คนมาฟังดนตรี ผมรู้สึกผูกพันกับงานนี้ ได้เห็นความเติบโตของนักดนตรีของเราและของผู้อื่น ทั้งอายุ วุฒิภาวะ งานนี้จึงเป็นงานที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำด้วยความรักจริงๆ”

งานดนตรีในสวน โดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ครั้งที่ 26 ที่จัดขึ้นนี้ ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17.30 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ จึงเป็นอีกความตั้งใจหนึ่งที่ต้องการสร้างพื้นที่ศิลปะในสถานที่สาธารณะ จะพิสูจน์ว่าดนตรีเป็นสิ่งสวยงามและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตการแบ่งแยก ไม่มีลำดับชั้น ใครสามารถมาฟังก็ได้ไม่มีข้อบังคับใดๆ

ผู้สนใจงานดนตรีในสวน สามารถเข้าชมฟรี สอบถามเพิ่มเติมโทร.0-2255-6617-8, 0-2254-4954 หรือ http://www.bangkoksymphony.org

นักการเมืองต้องฟัง!…เสียงดังๆ จากเว็บฮิต Change.org !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองต้องฟัง!…เสียงดังๆ จากเว็บฮิต Change.org !

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:37 น.
Changeorg,นักการเมือง,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 469 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้คนไทยกำลังอยู่ในกระแสคำถามว่า “ไปเลือกตั้งใครดี?” “พรรคไหนดี?” “นโยบายใครเจ๋งบ้าง?” หลายคนยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองชัดๆ กับ 3 คำถามยอดฮิตนี้ เพราะไม่มีใครหรือพรรคไหนมีนโยบายที่โดนใจเอาเสียเลย!?!

แล้วจะทำอย่างไรให้เรื่องที่เราสนใจหรือนโยบายที่อยากได้ ..“ส่งเสียง” ไปถึงพรรคการเมือง?

เว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org ที่ระดมรายชื่อสร้างแคมเปญเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจต่างๆ จนมีผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 267 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ใช้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน ล่าสุดได้ออกโพลล์สำรวจความคิดเห็นคนไทยเกี่ยวกับเลือกตั้ง 2562 ที่กำลังจะมาถึงในหัวข้อ ‘YOUR VOICE:ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’

โดยเปิดเป็นโพลล์สำรวจความคิดเห็นว่าผู้ใช้งานเว็บไซต์ Change.org มีความสนใจอยากให้พรรคการเมืองมีนโยบายเรื่องอะไรบ้าง ถ้าได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาล โดยใช้ข้อความดึงดูดใจเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่า

“เราคิดว่าการส่งเสียงครั้งนี้สำคัญ เพราะไหนๆ เราก็จะได้เลือกตั้งกันแล้ว คุณคงหวัง จะได้รัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชน เพราะฉะนั้นเราน่าจะส่งเสียงให้ดังกันตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ผู้สมัครรับรู้ว่าปัญหาไหนที่เราคิดว่าสำคัญ โดยเราจะรวบรวมทุกความคิดเห็นแล้วนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ของ Change.org และนำเสนอต่อกลุ่มผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคต่างๆ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายต่อไปหากได้รับเลือกเข้าไปทำงาน”

โพลล์ระดมความเห็นของ change.org ได้นำเสนอหัวข้อคำถามที่น่าสนใจในหลายประเด็นสำคัญ เช่น คำถามว่าคนไทยอยากให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งแจกแจงนโยบายเวลาหาเสียงเรื่องอะไรบ้างใน 17 ประเด็น โดยให้กดเลือกได้เพียง 5 ประเด็น ได้แก่

สิทธิมนุษยชน (เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเรียกร้อง) ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ความรุนแรงต่อผู้หญิง, การกีดกันบุคคลที่หลากหลายทางเพศ (LGBT), สิทธิและสวัสดิภาพของผู้พิการ, จัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน, ความเป็นธรรมทาง

กฎหมาย/กระบวนการยุติธรรม, ลูกจ้างแรงงานถูกละเมิด, พัฒนาคุณภาพการศึกษา, เศรษฐกิจ (รายได้ ปากท้อง), ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (รวยกระจุก จนกระจาย), สิทธิและสวัสดิภาพสัตว์, ความปรองดองของคนในสังคม, ความมั่นคงของประเทศ, ความโปร่งใส คอร์รัปชั่น, สุขภาพ และปรับปรุงระบบบริการสาธารณสุข, ผู้ลี้ภัย, ปรับปรุงสาธารณูปโภค (ทางเท้า รถไฟฟ้า รถประจำทาง ฯลฯ), หรือถ้าใครมีประเด็นอื่นต้องการเพิ่มเติมจาก 17 ด้านข้างต้นก็สามารถเสนอได้

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งประเด็นด้านที่สำคัญเป็นหัวข้อย่อยให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปกดเลือกอีกด้วย เช่น ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ฯลฯ

ด้าน “สุขภาพและระบบบริการสาธารณสุข” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือก ว่ามีความสำคัญมากที่สุดและอยากให้รัฐบาลสมัยหน้าแก้ไขคือ เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์, เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน เช่น โรงพยาบาลชุมชน, จัดการปัญหาโฆษณาอาหารและยาเกินจริง ผู้บริโภคถูกหลอกลวง, ระบบเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ โดยไม่ต้องฟ้องหมอ หรือโรงพยาบาล, ตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล มีระบบราคากลางสำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชน, ระบบบริการสาธารณสุขที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสิทธิ์ (บัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ) ไม่มีความเหลื่อมล้ำ, สิทธิการเข้าถึงยาที่จำเป็นสำหรับโรคร้ายแรง, พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการรักษาพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉิน

ด้าน “การศึกษา” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือกดังนี้ ปรับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย, เพิ่มปริมาณคุณครูคุณภาพ, ต่อยอดเรียนฟรี (ปัจจุบันเรียนฟรี 12 ปี จากอนุบาล 1-ม.3), ลดภาระครู คืนครูสู่นักเรียน, เน้นการเรียนรู้เพื่อชีวิต มากกว่าการสอบวัดระดับ, กลไกตรวจสอบการใช้งบประมาณของโรงเรียนต้องโปร่งใส, โภชนาการที่ได้มาตรฐานในโรงเรียนทุกระดับ, จริงจังกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ส่วนด้าน “สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและความยั่งยืน” มีประเด็นที่เสนอเป็นหัวข้อให้กดเลือก คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน, น้ำท่วม การจัดการทรัพยากรน้ำ, มลพิษทางอากาศ PM2.5 (ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจและกระแสเลือด), โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขื่อน ท่าเรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ, ประเด็นเกี่ยวกับป่าไม้ ที่ดิน, สวัสดิภาพสัตว์และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

เห็นได้ว่าด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนไทยมีความสนใจเข้าไปร่วมลงชื่อสนับสนุนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวจำนวนมาก เช่น หัวข้อ “เราช่วยกันได้ครับ#เสือดำต้องไม่ตายฟรี” มีผู้ไปร่วมลงชื่อสนับสนุนถึง 1.6 แสนคน และในหัวข้อ “กรณีของเสือดำที่ [ร่วมกันบอยคอตบริษัทอิตาเลียนไทย] คดีล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรของประธานบริษัท 6 ข้อหา” มีผู้ไปร่วมลงชื่อสนับสนุน 9.3 หมื่นคน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับสิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองกับการเมือง เนื่องจากปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีสัดส่วนผู้หญิงเพียงร้อยละ 5 จึงมีคำถามว่าคนไทยอยากเห็นสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้นหรือไม่? มีตัวเลือกจำนวน 6 ข้อ ได้แก่เพิ่มขึ้นให้ถึง 10%, เพิ่มขึ้นให้ถึง 20%, เพิ่มขึ้นให้ถึง 30%, เพิ่มขึ้นให้เกิน 51%, หรือเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว, ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ

มีการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในหลากหลายมิติที่อยากให้พรรคการเมืองนำมาทำเป็นนโยบายพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ได้แก่ ท้องไม่พร้อม แม่วัยใส ความรุนแรงในครอบครัว การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน และที่สาธารณะ การนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงผ่านสื่อ เช่น ความรุนแรงต่อผู้หญิง มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ฯลฯ, แนวทางการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการฟื้นฟูให้กลับสู่สังคม แก้ปัญหาผู้หญิงติดคุกจำนวนมาก ปฏิรูปตำรวจ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง เพื่อให้ผู้ถูกกระทำทางเพศเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น ยกระดับความสามารถผู้หญิงให้เป็นผู้นำในทุกมิติ รวมทั้งในที่ทำงาน โครงการเชิงสวัสดิการและเศรษฐกิจให้แก่หญิงตั้งครรภ์ หญิงสูงอายุ
เว็บไซต์ change.org ยังรวบรวมแคมเปญรณรงค์ที่มีผู้สนใจเข้ามาร่วมลงชื่อสนับสนุนเกิน 2 หมื่นคน ในช่วงระหว่างปี 2560-2561 เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าคนไทยมีความสนใจหรือให้ความสำคัญในปัญหาเรื่องอะไรบ้าง โดยคัดเลือกมาทั้งหมด 12 เรื่อง เพื่อให้ร่วมลงคะแนนอีกครั้งว่าหัวข้อไหนสำคัญมาก ได้แก่

ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ปิดถนนขึ้นเขาใหญ่ช่วงกลางคืน ลดอุบัติเหตุกับสัตว์ป่า ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม” เพิ่มบทลงโทษคนขับรถแข่งบนทางสาธารณะแล้วชนคนตายให้เท่ากับเจตนาฆ่าคนตาย หยุดการหลอกให้จ่ายค่าบริการ SMS ผ่านค่ายมือถือ ขอให้ภาครัฐงดทำสัญญากับบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทย และบริษัทที่ไร้ธรรมาภิบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกเลิกการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าปรับจราจรให้ตำรวจ อยากให้ห้างร้าน (เช่น 7-11 TescoLotus Big C) คิดเงินค่าบริการถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะ ยกเลิกสอบเข้า ป.1 ขอคัดค้านไม่ให้ กทม. มาบริหารจัดการหอศิลป์กรุงเทพ#freebacc, ลดปริมาณโซเดียมลง 10% ในผงปรุงรสของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อภายในปี 2562 เปิดเสรีทรงผมนักเรียนไทย

การร่วมลงชื่อเสนอนโยบายที่ประชาชนอยากได้ผ่านทางเครือข่ายเวบไซต์และสื่อสังคมออนไลน์นั้น สามารถใช้ได้ผลในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝั่งยุโรปในบางประเทศ หากมีผู้มาร่วมลงชื่อจำนวนมากในหัวข้ออะไร นักการเมือง รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะไม่นิ่งเฉย แต่รีบนำมาจัดการแก้ไขหรือทำตามข้อเรียกร้องอย่างเร่งด่วน

เช่น ในประเทศอังกฤษ ถ้าประเด็นไหนมีการล่ารายชื่อหรือร่วมลงนามร้องเรียนผ่านแคมเปญรณรงค์ในสื่อออนไลน์แล้วรวบรวมผู้ลงชื่อสนับสนุนเกิน 10,000 คน เรื่องเหล่านี้จะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาจัดการทันที ส่วนฝั่งประเทศอเมริกาก็มีการเปิดช่องทางออนไลน์ในชื่อว่า “We the People” รองรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ถ้าแคมเปญหรือหัวข้อไหนมีผู้สนับสนุนเกิน 1 แสนคนภายใน 30 วัน เรื่องนั้นจะถูกนำไปพิจารณาและรายงานผลสรุปความคืบหน้าออกมาให้เห็นอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน

วริศรา ศรเพชร ผู้อำนวยการด้านการรณรงค์ Change.org ประเทศไทยให้เล่าถึงเบื้องลึกของหัวข้อการรณรงค์นี้ว่า วิธีการคัดเลือก “หัวข้อ” และ “ตัวเลือกในแต่ละหัวข้อ” นั้น มาจากเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมาร่วมลงชื่อในเว็บไซต์

“ปกติหัวข้อจะมีหลากหลายมาก เราพยายามจับกลุ่มที่ใกล้เคียงกันและนำแตกรายละเอียดลงไปอีกหน่อยสำหรับประเด็นที่กว้างมาก เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เคยทำงานร่วมกันมาว่าช่วยกันคิดว่ามีประเด็นหลักอะไรบ้างที่คิดว่าสำคัญ หรือพบบ่อยจากประสบการณ์การทำงาน”

ทีมงานจะนำผลสำรวจที่ได้นี้ส่งไปให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อนำไปอธิบายแจกแจงตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมาก หรือจะมีนโยบายชัดเจนอย่างไรในการลงมือทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจังหากได้รับการชนะเลือกตั้งเข้าไปเป็น ส.ส.

“เรามองว่าการส่งเสียงของผู้ใช้เว็บไซต์ครั้งนี้สำคัญ เพราะนอกจากเป็นการสื่อสารให้ผู้สมัครได้รับรู้ว่าปัญหาไหนที่ประชาชนคิดว่าสำคัญแล้ว ยังเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการตัวแทนที่รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ และมีภาระรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้ามา ส่วนการตอบรับของผู้สมัครก็จะเป็นการแสดงท่าทีเช่นกันว่า นักการเมืองเปิดกว้างพร้อมรับฟังเสียงประชาชนแค่ไหน ใครคือผู้แทนยุคใหม่ที่จริงจังต่อการทำงานตามที่สัญญาไว้ และมีความจริงจังและโปร่งใสกับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงแค่ไหนด้วย”

พร้อมยกตัวอย่างนักการเมืองที่ฟังเสียงประชาชนจนประสบความสำเร็จชนะเลือกตั้งว่า

Change.org ที่ประเทศฝรั่งเศสเคยทำแบบสำรวจความคิดเห็นลักษณะนี้ช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2560 เพื่อชวนให้ผู้สมัครมาสร้างโปรไฟล์และสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ประชาชนส่งถึงตัวเองได้โดยตรง โดยบทสนทนาทั้งหมดอยู่บนพื้นที่ออนไลน์ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้และส่งตรงถึงทุกคนที่ลงชื่อในเรื่องรณรงค์นั้นๆ ปรากฏว่าโปรเจกท์นี้ได้รับการตอบรับจากผู้ลงสมัครเป็นอย่างดี เพราะนักการเมืองต้องการเสนอตัวว่าเป็นผู้รับฟังเสียงและรับผิดชอบต่อประชาชน

“หนึ่งในผู้มาสร้างโปรไฟล์ก็คือ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบัน หลังได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ยังเข้ามาตอบข้อเรียกร้องบนแคมเปญรณรงค์ต่างๆ เราก็หวังจะเห็นภาพการสื่อสารสองฝั่งแบบนี้ในประเทศไทยบ้าง โดยมีโปรเจกท์ Your Voice นี้เป็นจุดเริ่มต้น”  วริศราในฐานะตัวแทน Change.org ประเทศไทยกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารแบบออนไลน์ในปัจจุบัน ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ไอจี ยูทูบ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นตัวช่วยขจัดช่องว่างหรือความเหินห่างระหว่างการส่งเสียงจาก “ราษฎร” ไปถึง “ผู้แทนราษฎร” อยู่ที่ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเข้ามามีส่วนร่วมในการนำ “เสียง” เหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แค่ไหนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ที่สำคัญคือ “เสียงสัญญา” ที่ให้แก่ประชาชนจะไม่กลายเป็นแค่ลมปากลอยๆ เพราะสื่อสังคมออนไลน์จะช่วยประชิดติดตามตรวจสอบว่า ทำได้จริงตามที่พูดแค่ไหน!?!
  “การส่งเสียงของผู้ใช้เว็บไซต์ครั้งนี้สำคัญ เพราะนอกจากเป็นการสื่อสารให้ผู้สมัครได้รับรู้ว่าปัญหาที่ประชาชนคิดว่าสำคัญแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการตัวแทนที่รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ”  “วริศรา ศรเพชร”

ปลุกผีทักษิณ & คสช.สืบทอดอำนาจ อะไรน่ากลัวกว่า ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกผีทักษิณ & คสช.สืบทอดอำนาจ อะไรน่ากลัวกว่า ?

วันที่ 14 มกราคม 2562 – 08:13 น.
ทักษิณ ชินวัตร,ไทยรักษาชาติ,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ยุทธตู้เย็น,รัฐประหารซ้อน,พลอสนธิ บุญรัตกลิน,คสช
เปิดอ่าน 4,024 ครั้ง

คอลัมน์…   กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปี 

“เราพยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4″ นี้คือคำปราศรัยของยงยุทธ ติยะไพรัช หรือยุทธตู้เย็น หนึ่งในตัวแทนที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ไว้ใจมากที่สุดและปัจจุบันถูกส่งไปกุมบังเหียนพรรคเพื่อชาติ (หนึ่งในพรรคเครือข่ายชินวัตร) เป็นคำปราศรัยที่เกิดขึ้นในการเปิดสถาบันพัฒนาการเมืองพิษณุโลกของพรรคเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2562 เป็นการส่งสัญญาณต่อจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) ประกาศก่อนหน้านั่นว่า “เอาทักษิณ กลับบ้าน” นี่คือการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่ากลไกแห่งพรรคการเมืองที่ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย คือกลไกที่มีภารกิจในการพาเขากลับบ้านโดยไม่เสี่ยง “ชีวิต-คุก” และต้องกลับมาอย่างผู้มีชัยชนะไม่ใช่ผู้มีคดีติดตัว

คำประกาศของยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นสิ่งยืนยันความพยายามมาตลอดกว่าทศวรรษแห่งการ “หนี” ของทักษิณ ชินวัตร อย่างน้อยก็ 3 ครั้ง ที่คนโดยทั่วไปทราบกันดี คือการกลับมากราบแผ่นดินเมื่อปี 2551 ในครั้ง สมัคร สุนเวช เป็นนายกรัฐมนตรี หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งยึดอำนาจรัฐมาได้ อีกครั้งคือความพยามให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ความผิดของตัวเอง เพื่อเปิดทางกลับบ้าน จนกระทั่งถูกประชาชนขับไล่ทั้งรัฐบาล

อีกครั้งที่น้อยคนจะรู้ แต่ยงยุทธ ในฐานะมือขวาทักษิณ ชินวัตร รู้ดีนั่นอาจจะหมายถึงความพยายาม “รัฐประหารซ้อน” ของนายทหารรุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร (รุ่น 10) ที่มีการวางแผน ยึดอำนาจคืนจาก พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หลัง 19 กันยายน 2549 และความพยายามใช้กลไกทางการเมืองทั้งผ่านการเลือกตั้งและไม่ผ่านการเลือกตั้งที่จะเอา “ทักษิณ กลับบ้าน” ได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งในสังคมไทยมาตลอดในห้วงกว่าทศวรรษมี่ผ่านมา ในขณะที่สังคมไทยเรียกร้องให้ “ก้าวข้าม” ทักษิณ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ กลับ ปลุกผีทักษิณ และผีแห่งความขัดแย้งให้กลับมาอีก?

อีกด้านหนึ่งพรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ลามไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ พยายามปลุกกระแสต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคสช. หรือทหาร ซึ่งแน่นอนว่าหาก คสช.หรือทหารผ่านการตั้งพรรคพลังประชารัฐ ภาพจึงออกมาว่าระหว่าง “ผีทักษิณ-ผีสืบทอดอำนาจ” ใครน่ากลัวว่ากัน นี่คือความรู้สึกของสังคมที่เป็นเงื่อนไขต่อการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง ความรู้สึกในสังคมแบบนั้นจะเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หรือใครสร้างขึ้น มิอาจชี้ชัดได้ แต่พรรคการเมืองหนึ่งที่ “นั่งตีขิม” บนกระแสความรู้สึกของสังคมแบบนี้ คือประชาธิปัตย์ (ที่ปกติก็ไม่ทำอะไร รอลูกเข้าทางเท่านั้น) แต่ประชาธิปัตย์ก็อย่าประมาท นั่งตีขิมโดยไม่ทำอะไรเพียงอย่างเดียวเพราะความรู้สึกที่ว่า “กลัวอะไรมากกว่า” ระหว่างทักษิณกับคสช. นั่นแปลว่าว่าเขา “ก้าวข้ามประชาธิปัตย์” ไปแล้ว และจะเลือกอยู่กับคนที่น่ากลัวน้อยกว่า มิใช่อยู่กับพรรคที่ “ทำอะไรไม่เป็น”

ตำนาน “เงินผัน” ประชานิยมสุดคลาสสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358652?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำนาน “เงินผัน” ประชานิยมสุดคลาสสิก

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 10:30 น.
เงินผัน,มรวคึกฤทธิ์ ปราโม,คึกฤทธิ์ ปราโมช
เปิดอ่าน 1,282 ครั้ง

ยุคหนึ่ง “พรรคกิจสังคม” ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจก้าวหน้าที่สุด กับนโยบายที่ชาวบ้านรัก และ รอคอย แต่ก็ไม่ถึงฝั่ง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปลายปี 2517 สภาพทางการเมือง พ.ศ.นั้น ถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนา และขบวนการนักศึกษา ที่นิยมความคิดและอุดมการณ์สังคมนิยม

กระแสลมบูรพาแดงพัดแรง หลายพรรคจึงใช้นโยบายสังคมนิยม รัฐสวัสดิการนิยม เป็นหลักในการหาเสียงเรียกคะแนนจากประชาชน

สำหรับ “พรรคกิจสังคม” ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจก้าวหน้าที่สุด เพราะได้นายธนาคารหนุ่มใหญ่นามว่า “บุญชู โรจนเสถียร” มาเป็นเลขาธิการพรรค

นโยบายของพรรคกิจสังคม มุ่งเน้นประชาชนรากหญ้าเป็นหลัก เช่น ให้ประชาชนทุกคนมีงานทำอย่างทั่วถ้วน, ปรับมาตรฐานครองชีพของประชาชนในกลุ่มรายได้ต่ำให้ขึ้นสู่ระดับปานกลางภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี, ให้ผู้มีรายได้น้อยขึ้นรถเมล์ฟรี และรักษาพยาบาลฟรี

“หม่อมคึกฤทธิ์” ชูแนวคิดการเศรษฐกิจจะต้องกระจายออกจากนครหลวงไปยังชนบท หันความสนใจไปชนบทให้มากที่สุด จึงเรียกนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “นายทุน-สังคมนิยม” หมายถึงเศรษฐกิจเสรีและกระจายโภคทรัพย์แบบสังคมนิยม

ดังที่รู้กัน หม่อมคึกฤทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ในวันที่ 17 มีนาคม 2518 ซึ่งพรรคกิจสังคม มีที่นั่งในสภาเพียง 18 ที่นั่งเท่านั้น

          ผลงานรัฐบาลคึกฤทธิ์ที่โด่งดัง และเป็นตำนานการเมืองที่คนไทยยังจดจำไม่มีวันลืมคือ โครงการเงินผันสู่ชนบท !!

“เงินผัน” หรือนโยบายผันเงินจากงบประมาณรายจ่าย เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสร้างงานในชนบท เป็นการยกระดับทางเศรษฐกิจของชาวชนบทให้ดีขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาสภาตำบลอย่างจริงจัง

ชาวนาพิษณุโลกกอดขาหม่อมคึกฤทธิ์ร้องขอให้ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน

5 เมษายน 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอนโยบายเงินผันต่อรัฐสภาแล้ว เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคเกษตรสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาล กรณีที่จะเอาเงินคงคลังจำนวน 2,500 ล้านบาทไปใช้ในกิจการสภาตำบล โดยไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ถือเป็นการผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

25 เมษายน 2518 นายกฯ คึกฤทธิ์ สั่งแก้เกมโดยสั่งการให้มีการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และได้แถลงถึงวัตถุประสงค์ต่อสภาว่า ต้องการให้สภาตำบลได้นำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ตามความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยให้ประชาชนมีงานทำบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะต่อสู้กับ “สงครามความยากจนของราษฎร” ที่กำลังผจญอยู่ โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้รัฐบาลใช้เงินเพื่อพัฒนาสภาตำบลไปพลางก่อน เป็นจำนวนเงิน 2,500 ล้านบาท

ฝ่ายค้านสมัยนั้น ได้ทักท้วงเรื่องการเงินคงคลังมาใช้จ่าย เพราะเงินคงคลังมีอยู่เพียง 6,900 ล้านบาท และในจำนวนนี้ เป็นเงินฝากของหน่วยราชการ 4,091 ล้านบาท จึงเหลือเงินคงคลังประมาณ 2,800 ล้านบาท

นายกฯ คึกฤทธิ์ แจกแจงว่าจะต้องใช้เงินคงคลังเพื่อการนี้จริงๆ เพียง 1,500 ล้านบาท อีก 1,000 ล้านบาท ใช้จากยอดเงินงบประมาณ ในปี 2518 ที่ตัดมาจากยอดใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น

4 พฤษภาคม 2518 หลังจากที่พระราชบัญญัติผ่านสภาในวาระแรก สภาให้รัฐบาลจ่ายเงินไปก่อนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย รัฐบาลได้สั่งผันเงิน 2,500 ล้านสู่ชนบท ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม และผู้ดำเนินการตามโครงการของตำบลต่างๆ จะขอเงินทดรองจ่าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการได้ 20% ทันที

วันที่สภาฯ โหวตผ่าน ร่างพรบ.เงินผัน ปี 2518

รัฐบาลคึกฤทธิ์ได้สรุปโครงการผันเงินสู่ชนบทในช่วง 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน) ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ช่วยให้สภาตำบล 5,026 แห่ง ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน คลอง ทำนบ สะพาน ฯลฯ จำนวน 41,141 โครงการ ประชาชนนับสิบล้านได้รับการจ้างงานและมีรายได้

          จากการประเมินผล พบว่า ประชาชนร้อยละ 96 มีความพึงพอใจต่อโครงการเงินผันของรัฐบาล

แม้การเดินทางของนโยบายเงินผันในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวาระดับหนึ่ง ทว่า รัฐบาลคึกฤทธิ์ ก็มีอายุเพียง 9 เดือนเศษ มิสามารถอยู่จนครบวาระ

สโลแกนพรรคกิจสังคม

เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเวลานั้น มีกลุ่มพลังทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเกิดขึ้นมากมาย มีการประท้วงรายวัน ประกอบเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เกิดข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์มากมาย หม่อมคึกฤทธิ์จึงตัดสินใจยุบสภา

โครงการเงินผันก็ยุติลงแค่นั้น เพราะรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ไม่ใช่พรรคกิจสังคม ทั้งที่รัฐบาลคึกฤทธิ์เตรียมการที่จะผันเงิน 3,500 ล้านบาทไปสู่ชนบทในงบประมาณปีต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

           ด้วยความรุนแรงทางการเมือง ส่งผลให้การหาเสียงของพรรคกิจสังคม ที่ชูนโยบายเงินผันพร้อมสโลแกน “เราทำได้ และจะทำต่อไป” ไม่ประสบความสำเร็จ

“เนวิน” หาเสียงเนียนๆ “ลูกหนังนำการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เนวิน” หาเสียงเนียนๆ “ลูกหนังนำการเมือง”

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:56 น.
สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เนวิน ชิดชอบ,โกเกี๊ยะ,เจ๊เปี๊ยะ นาที,โต๊ะมีนา,ภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 1,180 ครั้ง

คอลัมน์…   ตลาดนัดนักเลือกตั้ง  โดย…  บางนา บางปะกง

ช่วงปิดฤดูกาลไทยลีก สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับมีโปรแกรมเตะ “กระชับมิตร” พร้อมทำบุญทำกุศลถี่กว่าทุกปี และมีข้อสังเกต จังหวัดที่ทีมปราสาทสายฟ้าไปเยือนนั้น เป็น “พื้นที่เป้าหมาย” ของพรรคภูมิใจไทย

จะว่าไปแล้ว เนวินใช้กลยุทธ์ “ลูกหนัง” เป็นเรือธงสร้างพันธมิตรมานานแล้ว การยกทีมไปเตะกับทีมใด ย่อมสันนิษฐานได้ว่า ทีมนั้นย่อมเป็นเครือข่ายอาณาจักรปราสาทสายฟ้า ในรอบปีที่ผ่านมา บุรีรัมย์ได้ไปเตะอุ่นเครื่องกับทีมกระบี่ เอฟซี, พีทีประจวบ เอฟซี, นราธิวาส เอฟซี และหนองบัวลำภู

     พัทลุง-เจ๊เปี๊ยะ
วันที่ 20 ตุลาคม 2561 “เนวิน ชิดชอบ” พาทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะกระชับมิตรกับทีมพัทลุง ออลสตาร์ นำโดย “นาที รัชกิจประการ” เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย และผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ “อีแอ่นเหินฟ้า” พัทลุง เอฟซี

“เจ๊เปี๊ยะ นาที” อดีต ส.ว.พัทลุง และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โลดแล่นบนถนนการเมืองมานับสิบปีแล้ว ทั้งสนามท้องถิ่นและระดับชาติ

เบื้องหลังแม่ทัพปักษ์ใต้คนนี้คือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เจ้าของกิจการน้ำมันพีที ซึ่งแผ่บารมีไปถึงฝั่งอันดามัน

การเก็บ “คะแนนตกน้ำ” เป็นเป้าหลักของภูมิใจไทยภาคใต้ แต่ก็คาดหวัง “ส.ส.เขต” ที่ชายแดนใต้ และฝั่งอันดามันที่สตูลและระนอง

กระแสพรรคอาจสู้ ปชป.ไม่ได้ แต่ “อาวุธหนัก” ไม่เป็นรองพรรคไหนเลย

      ปัตตานี-โต๊ะมีนา
วันที่ 22 ธันวาคม 2561 ทีมปราสาทสายฟ้ายกพลไปเยือนสนามเรนโบว์ สเตเดียมของ “ปืนใหญ่พญาตานี” ปัตตานี เอฟซี ปรากฏว่า มีชาวปัตตานีแห่มาชมเกมนับหมื่นคน “ลุงเนวิน” กลายเป็นขวัญใจของเด็กๆ

อันที่จริง ปัตตานีไม่ใช่เป้าหมายของเนวิน แต่สถานการณ์ที่นราธิวาสเปลี่ยน เมื่อ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส เปลี่ยนใจไปซบพรรคพลังประชารัฐ

สุดท้าย “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” จึงหันไปจับมือ “เด่น โต๊ะมีนา” อดีต ส.ส.หลายสมัย เมืองปัตตานี จัดทีมภูมิใจไทยปัตตานี

ศึกเลือกตั้งหนนี้ “เด่น” คงส่งลูกสาว “พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา” ลงสนาม ซึ่ง “หมอจอย เพชรดาว” เคยลงสมัคร ส.ว.ปัตตานี แต่ไม่ได้รับเลือก

ด้วยความเป็นทายาทนักการเมืองอาวุโส และหลานสาว หะยีสุหลง โต๊ะมีนา โต๊ะอิหม่ามที่เป็นผู้นำปัญญาชนของชาวไทยมุสลิม จึงทำให้หมอจอยขอฮึดสู้อีกครั้งในสนามเลือกตั้ง ส.ส.

โต๊ะมีนา วันนี้อาจราโรย…ลุงเนวินจึงขยับมาช่วยปลุกกระแสวัยรุ่นคลั่งลูกหนัง

 ขอนแก่น-ส.จ.แม็ค
วันที่ 5 มกราคม 2562 มีแข่งขันฟุตบอลการกุศลเพื่อโรงพยาบาลบ้านไผ่ ระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ ทีมขอนแก่น เอฟซี ที่สนามโรงเรียนบ้านไผ่ มีคนหนุ่มสาวเข้ามาชมนับหมื่นคน นับเป็นปรากฏการณ์พิเศษ

ก่อนเกม “ลุงเนวิน” ถือไมค์พูดกลางสนาม ฝาก “ส.จ.แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไป “เดอะทีเร็กซ์” ขอนแก่น เอฟซี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจคนบ้านไผ่

“ส.จ.แม็ค” เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และอยู่ในเครือข่าย “หมอกระแส ชนะวงศ์” อดีตผู้แทนขวัญใจคนบ้านไผ่-เมืองพล และวันนี้ ส.จ.แม็คประกาศลงสนามเลือกตั้งเขต 10 ขอนแก่น ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย

เมืองขอนแก่น มีทีมบอล 2 ทีมคือ ขอนแก่น เอฟซี (ภูมิใจไทย) และขอนแก่น ยูไนเต็ด (พลังประชารัฐ)

เขตนี้ยิ่งกว่าศึกชนช้าง เพื่อไทยแชมป์เก่ายังกระแสดี ค่ายสีเขียวก็มาแรง ค่ายสีน้ำเงินสู้ไม่ถอย

        สตูล-ตระกูล“โก”
วันที่ 9 มกราคม 2562 ที่สนามองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบกับ “หมอผี” คาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด แชมป์ออมสิน ลีก โซนภาคใต้ ในฟุตบอลการกุศลหารายได้ให้ รพ.สตูล

ทีมคาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด “วรศิษย์ เลียงประสิทธิ์” เพิ่งลาออกจากผู้จัดการทีม ไปสมัคร ส.ส.เขต 2 สตูล

“โกแพ วรศิษย์” เป็นลูกชาย “โกเกียรติ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” แห่งเกียรติเจริญชัยกรุ๊ป โดยผู้มากบารมีแห่งอันดามัน ได้ผนึกกำลังกับโกเกี๊ยะ ดูแลผู้สมัคร ส.ส.สตูล ให้พรรคภูมิใจไทย

ที่สร้างความระทึกขวัญให้แชมป์เก่า-พรรคประชาธิปัตย์คือ โกเกียรติ จัดทีมใหญ่โดย “โกแพ วรศิษย์“ ลงเขต 2 และ “โกโต พิบูลย์ รัชกิจประการ” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล เขต 1

สำหรับ “โกโต พิบูลย์” เป็นน้องชายโกเกี๊ยะแห่งค่ายน้ำมันพีที ซึ่งพี่ชายส่งมาเป็นนายกเล็กเมืองสตูลอยู่หลายสมัย

น่าจับตา ตระกูล “โก” ที่หวังพลิกแผ่นดินการเมืองชายฝั่งอันดามัน

“ผู้กองจอย” ดอกไม้ใต้ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผู้กองจอย” ดอกไม้ใต้ไฟ

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:50 น.
ผู้กองจอย,ไฟใต้,ความรุนแรง,สามจังหวัดชายแดนภาคใ,สงขลา,ทหารหญิง
เปิดอ่าน 1,894 ครั้ง

เช้ามืดของวันที่ 8 มกราคม ขณะที่หลายคนยังคงหลับใหล แต่ที่หน่วยเฉพาะกิจสงขลา ฐานของ ตชด.43 ยังคงเกิดหลักฐานว่าความรุนแรงของพื้นที่ปลายด้ามขวานยังมีอยู่เสมอ

เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในพื้นที่เหมือนกลับมาร้อนแรงมากขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ในเคสของเช้าวันที่ 8 มกราคม ยังมีมุมดีที่วันนั้นไม่มีใครเสียชีวิต แต่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย หากหนึ่งในนั้นได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นพิเศษ คือ “ผู้กองจอย” ร.ต.อ.หญิง สินีนาถ คงพุทธ ผู้บังคับหมวดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 สังกัดหมวดแพทย์ ช่วยราชการฝ่ายการพยาบาล ฉก.สงขลา ที่ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอกซ้าย ได้รับบาดเจ็บต้องส่งตัวไปรักษายัง รพ.ยะลา

แน่นอนจากข่าววันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ผู้กองจอยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุขอบคุณทุกความห่วงใยที่มีให้ ซึ่งแปลว่าเธอปลอดภัยแล้ว

แต่ลึกๆ เราต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ที่ผู้หญิงคนนี้ต้องเผชิญ มันคงไม่จบแต่เพียงเท่านี้

  เพราะเธอเพิ่งยืนยันว่าจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม เฉกเช่นคนในพื้นที่ ซึ่งหาก “บ้านเกิด” จะหมายถึง “เรือนตาย” ก็คงต้องให้มันเป็นไปเช่นนั้น !

ผู้กองยอดหญิง

ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่านอกจากความเป็นผู้หญิงในเครื่องแบบ ที่ดึงดูดความสนใจแล้ว ใบหน้าที่สะสวยของผู้กองจอย ยังทำให้คนไทยอดที่จะติดตามและอยากรู้จักเธอมากขึ้นไม่ได้

จนกระทั่งเมื่อได้เห็นจากหน้าข่าว ยิ่งพบว่าผู้กองจอยคือผู้หญิงแกร่งคนหนึ่ง

เพราะผู้กองจอยนั้นเป็นชาว จ.ปัตตานี โดยกำเนิด เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสายบุรี(แจ้งประชาคาร) ถ.สายบุรี ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

จากนั้นมุ่งหน้าเรียนพยาบาลที่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคใต้ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

โดยการมาทำงานเป็นพยาบาล ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ก็เป็นความสมัครใจของตนเอง แรกเริ่มเธออยู่ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช อ.ทุ่งสง ที่กองกำกับการ 8 กองบังคับการฝึกพิเศษ-ค่ายศรีนครินทรา

ชีวิตการทำงานตอนนั้น มีการออกหน่วยแพทย์พบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเกิดความรู้สึกอยากที่จะมาช่วยประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเช่นกัน

ไม่เพียงใจที่แข็งแกร่ง บนใบหน้าที่สวยคมแล้ว ผู้กองจอยยังมีสายเลือดนักสู้อยู่ในตัวเต็มเปี่ยม เพราะเธอเป็นบุตรของ ด.ต.สถาพร คงพุทธ ผบ.หมู่ ป.สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี

 และที่ต้องเน้นคือ บิดาของผู้กองจอย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่ไฟในพื้นที่ โดยเขาและน้องชายของผู้กองจอย หรือ ด.ช.พัชรพล คงพุทธ อายุ 14 ปี ถูกคนร้ายลอบยิงที่ปากซอยหน้าบ้าน หรือบริเวณริมถนนท่าเสด็จ ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมีข้อมูลในเฟซบุ๊กของเธอระบุว่าช่วงปี 2556 เธอได้เริ่มงานใหม่ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ผู้กองจอยบอกว่า “ที่ผ่านมาก็คิดอยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่งอาจจะเจอเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพราะว่าเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เมื่อไรก็เกิดขึ้นได้ มันอยู่ที่สติ ถ้าเรามีสติเราก็จะควบคุมทุกอย่างได้”

 “เราก็ใช้อาชีพของเราซึ่งเป็นพยาบาล คุณพ่อซึ่งเป็นตำรวจ ได้ทำหน้าที่สองหน้าที่คือหน้าที่ที่เรารัก และหน้าที่ที่พ่อรัก”

เป็นครั้งแรกที่ได้มีการส่งอาสาสมัครทหารพรานหญิง นาวิกโยธิน จำนวนกว่า 100 นาย เข้าร่วมในภารกิจรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นักรบหญิงแกร่ง

ในสมรภูมิชายแดนใต้ มิได้มีเพียง “ตำรวจหญิง” เท่านั้น หากแต่ยังมี “ทหารพรานหญิง” สังกัดกรมทหารพรานที่ 41-49 กองทัพภาคที่ 4 และทหารพรานหญิง สังกัดกรมทหารพรานจากกองทัพภาคที่ 1-3 ที่ขึ้นทางยุทธการกับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมแล้ว 9 หมวดทหารพรานหญิง นอกจากนี้ ยังมี “ทหารพรานนาวิกโยธินหญิง” สังกัดกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ

 ทหารพรานหญิง มีบทบาทในการทำหน้าที่ ในเนื้องานที่มีความละเอียดอ่อน การดูแลเอาใจใส่และสร้างความเข้าใจ สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในพื้นที่ให้มีความเข้าใจในภารกิจหลักของทหาร

การฝึกอาสาสมัครทหารพรานหญิง ก็จะฝึกหลักสูตรทหารพรานเบื้องต้น เช่น การเฝ้าระวัง การประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ยังจะต้องฝึกทางยุทธวิธี เหมือนกับทหารพรานผู้ชายทุกประการ แต่อาสาสมัครทหารพรานหญิงยังจะต้อง “ฝึกหลักสูตรพิเศษ” เช่น การทำคลอด, การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล

ทหารพรานหญิงปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่แพ้ชายใด คุณสมบัติสำคัญของพวกเธอ คือเป็นคนในพื้นที่ สามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ และพูดภาษาไทยควบคู่กันไป ด้วยอัธยาศัยท่าทีที่อ่อนโยน อ่อนหวาน ละเอียดอ่อน

มวลบุปผาในดงแดน

บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้หญิงในชายแดนใต้ ย่อมแตกต่างจากข้าราชการในภูมิภาคอื่น ทุกวินาทีคือความเป็นความตาย ดังบทความเรื่อง “ดอกไม้ใต้ไฟ” จากเฟซบุ๊กของ ถนอม ขุนเพชร์ สื่อมวลชนอิสระที่เป็นคนในพื้นที่ ได้เล่ามุมหนึ่งของเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ

เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งที่ต้องเดินทางเก็บข้อมูลสารคดีเกี่ยวกับ “มะโย่ง” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านมลายูที่กำลังสูญหาย โดยต้องไปดูการจัดแสดงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแถวชายแดนสะบ้าย้อย

แต่การเดินทางเข้าพื้นที่ไม่ปลอดภัย จึงได้ประสานความร่วมมือเจ้าหน้าที่อำเภอสะบ้าย้อยคนหนึ่งอาสาพาไป

 ทางอำเภอจึงจัดรถนำทางพร้อมกำลังอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง พร้อมอาวุธ และแน่นอนที่เจ้าหน้าที่จะมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย !

“รถกระบะแบบแค็บที่ผมนั่งรวมสามคน นอกจากเจ้าหน้าที่อำเภอผู้หญิง คนขับตำรวจตระเวนชายแดนก็ผู้หญิง เธอไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เป็นคนผิวเนียนสวยเท่ ผมนั่งหน้าข้างคนขับ ได้คุยกันจึงรู้ว่าชีวิตคนทำงานพื้นที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของความเสี่ยง ไว้ใจใครยาก”

 “คุ้นกันบ้างแล้วเธอจึงแนะนำว่าในรถมีปืนอยู่ทั้งหมดกี่กระบอก ทั้งปืนสั้นพก ปืนยาว ของหลวง ปืนส่วนตัว ประจำลิ้นชักหน้ารถ หลังเบาะ ซอกมุมต่างๆ มากขนาดนี้ สองสตรีต่างเย้ากันว่าจะชักออกมายิงทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจไม่ทันขยับหากโดนถล่ม หันมาทางผม ส่งสัญญาณว่าควรจะต้องช่วยเธอลั่นไกบ้างสักกระบอก พูดเป็นเล่น ผมกลัวขึ้นสมองมาจริงๆ ทำใจดีสู้เสือแอบคิดหนักจนเหงื่อตก เรียน รด. ยิงปืนมาไม่กี่นัด ยิงเป้างานวัดไม่เคยถูก ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นแค่ขำๆ”

จากมุมนี้ เราอ่านแล้วอาจยิ้มขัน หากทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ตรงนั้นก็คงหัวเราะไม่ออก

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือเจ้าหน้าที่หญิงเหล่านั้น แม้จะพูดเรื่องความเป็นความตายได้อย่างรื่นรมย์ หากในความจริงพวกเธอกลับตั้งรับ และตื่นตัวตลอดเวลา

ภาพจากเฟซบุค Joy Sinee

วันนั้น นักเขียนของเรา จึงได้ชื่นชมการแสดงมะโย่งคณะสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่สมใจ ท่ามกลางการอารักขาอย่างดีและปลอดภัยกลับบ้านพร้อมข้อมูลที่ตามหา

 แต่เขารู้ดีว่าความตายและอันตรายไม่เคยจบลง และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อได้ยินข่าวเหตุโจมตีในเส้นทางที่เขาใช้ในหนนั้น มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต !

ถึงตรงนี้ จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ที่ผู้หญิงในพื้นที่ต้องแบกรับ ความเสี่ยง ความตาย นักสิทธิฯ หรือบทความงานวิจัยมีออกมามากมายไม่เคยหยุด พอๆ กับความรุนแรงที่ไม่เคยจบ

 จนเมื่อมาเกิดเหตุกับกลุ่มของ “ผู้กองจอย” เราก็ได้เวลามานั่งเขียน นั่งขบคิดกันอีก เหมือนถูกใครกดปุ่ม

แต่การที่เราชาวกรุง เหมือนไม่ได้ตระหนกตกใจมากมายอีกแล้วนั้น เพราะเราหมดหวัง หรือเราชาชินกันแน่ ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สำหรับคนในพื้นที่ มันไม่ใช่ !

////////

ขอบคุณบทความจากเฟซบุค ถนอม ขุนเพชร์

ติิดตามอ่านทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้

15 ปี สงครามไม่จบ อุตสาหกรรมไฟใต้เติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

15 ปี สงครามไม่จบ อุตสาหกรรมไฟใต้เติบโต

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:45 น.
ไฟใต้,สามจังหวัด
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

  เปิดศักราชใหม่มาไม่กี่วัน สถานการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ทักทายเราด้วยเลือดอีกครั้ง

ไฟใต้ระลอกนี้ บางคนอาจมองว่านี่คือสัญญาณว่า ต่อให้เจรจากันกี่ครั้งก็ไร้ผล คงจำกันได้ธันวาคมปีก่อน ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็มาเยือนไทยและมีการพูดถึงเรื่องนี้ แนะโน่นนี่นั่น ตามฟอร์ม (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/foreign/356283)

แต่แล้ว ก็มีการส่งท้ายปลายปีด้วยเหตุบุกยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส มีการเปิดฉากยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่

 จากนั้น จัดข้ามปี วันที่ 8 มกราคม กับเหตุ “คาร์บอมบ์” ใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา เคสของผู้กองจอยตามข้างต้น โดยเจ้าของรถถูกปล้น และถูกฆ่าพบเป็นศพแขวนคอภายในบ้าน (อ่าน http://www.komchadluek.net/news/scoop/358238)

ตามติดด้วยระเบิดทหารพรานชุด รปภ.ครู ขณะลาดตระเวนเดินเท้ารักษาความปลอดภัยครูในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้ ส.ต.ศราวุธ อะมะมูล อายุ 28 ปี ได้รับบาดเจ็บ และมีรายงานว่านักเรียนได้รับบาดเจ็บด้วย

จากนั้น  10 มกราคม คนร้ายบุกยิงเจ้าหน้าที่ อส.ชุดคุ้มครองตำบลประจัน ที่ ร.ร.บ้านบูโกะ หมู่ 5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานีี มี อส.เสียชีวิต 4 ราย แถมยังปล้นอาวุธปืน HK-33 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกาย อส.ที่เสียชีวิตหลบหนีไปด้วย

ถึงตรงนี้ ความหวังใดๆ ที่มีมา เลยต้องพับเก็บ เพราะไม่มีสัญญาณใดเลยที่ยืนยันว่า เรื่องนี้จะคลี่คลายได้

หากยังไม่ลืม 15 ปีก่อน ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ได้เกิดเหตุปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ค่ายปิเหล็ง” ใน ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง

(อ่าน http://www.komchadluek.net/news/scoop/356943)

ครั้งนั้น คนไทยนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ต่อเนื่องยาวนานมาจนวันนี้ และเรียกวันนั้นว่า “วันเสียงปืนแตก”

วันนั้นมีทหารเสียชีวิต 4 นาย ขณะที่คนร้ายได้อาวุธปืนไป 413 กระบอก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ยึดคืนมาได้ 94 กระบอก

  ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเกี่ยวกับการปล้นปืนไปล่าสุดอย่างไร แต่ที่แน่ๆ 15 ปีมานี้ พบเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 9,985 เหตุการณ์ ยอดตายทะลุ 4,000 ในจำนวนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์กว่าครึ่ง และงบดับไฟใต้ทะลุ 3 แสนล้านบาท !

มันก็คงเป็นฉากเดิม ในบริบทเดิม ที่ไม่จบง่ายๆ

“ปู” สาวเขมร เล่นกลแปลงร่าง ตั้งบริษัทปริศนาท่าเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358651?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปู” สาวเขมร เล่นกลแปลงร่าง ตั้งบริษัทปริศนาท่าเรือ

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 09:00 น.
ยิ่งลักษณ์,ท่าเรือซัวเถา,ทักษิณ,ฮ่องกง,จีน,กัมพูชา,ปูซื้อบริษัท,ตระกูลชินวัตร
เปิดอ่าน 5,019 ครั้ง

คนไทยรู้แล้วว่าดราม่านี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร บอกเลยร้อนแรงไปหลายแว่นแคว้นจริงๆ

ข่าวลือของพี่น้องชินวัตร มาได้เรื่อยๆ วันก่อนพี่ขายบ้าน? มาวันนี้น้องซื้อบริษัท?

ชอตแรกที่ “เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ประกาศขายบ้านหรูที่หมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ แจ้งวัฒนะ แบบขาดทุนราบ ก็มิเห็นมีใครออกมาคอนเฟิร์มสักแอะ

ชอตสองที่ “ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปซื้อหุ้นในบริษัทท่าเรือแห่งหนึ่งที่ซัวเถาโพ้นทะเล ก็ยืนยันจากคนใกล้ชิดว่า ไม่ได้ซื้อเพราะตังค์ถูกยึดหมดแล้ว แต่ขายประสบการณ์และความสามารถ

แถมดราม่ายิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อทั้งสื่อจีนและสื่อไทย พากันคุ้ยหาข่าวจนลามไปถึงกัมพูชา !

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

เส้นสนกลข่าว

อย่างที่รู้ ต้นข่าวมาจากเฟซบุ๊ก “กรุงเทพ กรุงเทพ” เพจเสื้อแดงแจ๋ ที่โพสต์การเดินทางไปเยือนถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษต้นตระกูลชินวัตร ของสองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ที่เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว ช่วงต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

จากนั้นก็บรรเลงข่าวดีว่าอดีตนายกฯ หญิงของไทยรับเป็นประธานของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด หรือ “เอสไอซีที” บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

แน่นอน เรื่องนี้คนไทยย่อมไม่เชื่อง่ายๆ ว่าคนเก่งซัวเถาหมดแล้วหรือไร หรือนี่จะเป็นดีลลวงช่วงหาเสียงเลือกตั้งของพรรคนายใหญ่อะไรสักอย่าง

แต่เมื่อมีการคุ้ยหารอยต่อก็พบข้อมูลว่า เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ฮ่องกง ได้รายงานว่า ช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา อดีตนายกฯ หญิงชาวไทย ได้ใช้พาสปอร์ตกัมพูชา เป็นหลักฐานในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในฮ่องกง (ย่านจิมซาจุ่ย) ซึ่งมีชื่อว่า บริษัท พี.ที. คอร์เปอเรชั่น คอมปานี

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2561 หรือครบปีพอดีที่ยิ่งลักษณ์บินหายไม่มาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวที่ศาลช่วงปี 2560

สื่อไทยเห็นตรงนี้ ก็คุ้ยต่อจนพบว่า บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่นฯ ซึ่งยังไม่เปิดเผยว่าทำธุรกิจประเภทใดในฮ่องกง หากแต่ในไทย ก็มีบริษัทชื่อเดียวกันนี้ที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ พินทองทา คุณากรวงศ์ และ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่มาของ “พี.ที”

และสถานะของ พี.ที.คอร์ปอเรชั่นที่ไทย ก็ไม่ใช่บริษัทห้องแถวไก่กา โดยพบว่าบริษัทนี้จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2524 ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและดำเนินงานทางธุรกิจ

รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ 30 เมษายน 2561 พานทองแท้ ชินวัตร, พินทองทา คุณากรวงศ์, แพทองธาร ชินวัตร ถือหุ้นใหญ่เท่ากันคนละ 30% คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ถืออยู่ 10%

เจาะไส้ในเอสไอซีที

ทีนี้พอกลับมาที่เอสไอซีที ก็แปลว่าหลังจากยิ่งลักษณ์ก่อตั้ง พี.ที. คอร์ปอเรชั่น ได้เพียง 4 เดือน เธอก็เข้ามาบริหารที่เอสไอซีทีต่อทันที

โดยข้อมูลระบุว่าชื่อผู้บริหารของที่นี่ได้เปลี่ยนจาก “หลินต้าฉี” เป็น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา

สำหรับเอสไอซีทีนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ทุนจดทะเบียน 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท ฮ่องกง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินัลส์ (ซึ่งเป็นหน่วยงานของ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท โฮลดิ้งส์ อันมีเจ้าของคือ ลี กา-ชิง เศรษฐีของฮ่องกง) และ สำนักกิจการท่าเรือซัวเถาได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา

ภาพจากเพจ กรุงเทพ กรุงเทพ

ปัจจุบันเอสไอซีทีมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ต ซัวเถา จำกัด (ฮ่องกง) 70% และอีก 30% เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ไชน่า เมอร์ชานท์ พอร์ท ดีเวลลอปเม้นท์(เสิ่นเจิ้น) จำกัด และคณะกรรมการสินทรัพย์ซัวเถา

ซึ่งถ้าถามถึงความยิ่งใหญ่ ก็รู้กันดีว่าท่าเรือซัวเถานั้นเป็น 1 ใน 25 ท่าเรือหลักของประเทศตามแนวชายฝั่งของจีนและเป็น 1 ใน 5 ท่าเรือฮับสำคัญในมณฑลกวางตุ้ง

อย่างไรก็ดี หลายคนสะดุดหูกับชื่อ ลี กา-ชิง ผู้ที่เรารู้กันดีว่า เขาคือมหาเศรษฐีลำดับ 2 ของเอเชียรองจาก “แจ็ก หม่า”!

พอถึงตรงนี้ ความซับซ้อนยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะในสื่อไทย และสื่อจีน วิเคราะห์ออกมาแตกต่างกันคนละมุม

ภาพจาก http://www.scmp.com

ข้างฝ่ายไทยถอดสมการว่า ดีลนี้พี่ชายจัดการให้น้องสาว อย่างที่รู้ว่านอกจากดูไบแล้ว ฮ่องกงก็เหมือนรังนอนรังตายของทักษิณ แล้วคนระดับนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องพบปะเจรจากันเป็นปกติ

จนเมื่อสืบค้นกลับไปก็พบว่า ปี 2550 ทักษิณได้ซื้อบ้านหรูที่ฮ่องกง ราคาราว 945 ล้านบาท บนยอดเขา “วิคทอเรีย พีค” ซึ่งข่าวระบุชัดเจนว่า “ลี กา-ชิง” ได้จองบ้านหลังนี้ไว้เพื่อเป็นเรือนหอให้แก่ลูกชายคนเล็ก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นของเจ้าพ่อจากเมืองไทยที่ชื่อแม้ว

   ดังนั้น การที่ลี กา-ชิง ประกาศวางมือทางธุรกิจช่วงพฤษภาคมปีที่แล้ว และให้ “วิกเตอร์ ลี” ลูกชายคนโตรับไม้ต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไร้อำนาจ ที่จะขยับสับเปลี่ยนอะไรในเอสไอซีที นั่นเอง

อย่างไรก็ดี หันไปที่สื่อจีน กลับพบว่าพูดอีกอย่าง ซึ่งมุมนี้ฝั่งเสื้อแดงออกมาระบุอ้างบทความของสื่อจีนที่ว่า ยิ่งลักษณ์-ทักษิณก็เหมือนญาติมิตรกับจีน

เพราะนอกจากมีบ้านเกิดของพ่อที่ซัวเถาแล้ว ภาพรถที่ยิ่งลักษณ์นั่งในจีน ก็มีโลโก้ของหน่วยงานรัฐบาลจีนติดอยู่บนรถอีกด้วย

ที่สำคัญสื่อจีนยังระบุว่า ที่จริงแล้วการให้ยิ่งลักษณ์เข้าบริหารท่าเรือครั้งนี้ ยังเพื่อขัดคอ ลี กา-ชิง เพราะอย่างที่รู้ว่าเศรษฐีฮ่องกงรายนี้่มีความพยายามขายหุ้นให้สิงคโปร์ เด็กน้อยของอเมริกา ทั้งๆ ที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกากำลังฟัดกันนัวขนาดไหน

จีนจบ กัมพูชาวุ่น

แน่นอนแม้ว่ามุมหนึ่ง คนไทยพอเดาออกว่า ที่สุดแล้วการเข้ามานั่งในเอสไอซีทีของหญิงปู น่าจะมาทางรัฐบาลจีน มากกว่าทาง ลี กา-ชิง อย่างที่รู้ว่า “ใครใหญ่” ในประเทศนี้

แต่ความซับซ้อนใหม่ที่เกิดขึ้นคือ การที่สื่อจีนไปคุ้ยเจอว่าพาสปอร์ตที่ปูใช้สมัครงานที่นี่ “ออกโดยกัมพูชา”  ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ยิ่งลักษณ์จะหนีออกจากไทยทางกัมพูชา ทั้งฝ่ายเขมรปฏิเสธแข็งขันมาตลอด (อ่าน https://www.scmp.com/news/hong-kong/politics/article/2181359/former-thailand-prime-minister-yingluck-shinawatra-does-have?fbclid=IwAR3kRY3bQXui0y_qWPr_yw3v1uYD54jRWLTf8azErMVyS2KFYJYca5sbhxc)

ภาพหนังสือเดินทางยิ่งลักษณ์ที่ออกโดยกัมพูชาจากการแฉของสื่อจีน เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ 

ที่สุด เมื่อข่าวนี้กระจายออกมา ปรากฏว่าในสื่อจีนข่าวดังกล่าวก็ปลิวหายไปกับสายลมทันที

ทางหนึ่งแน่นอนเพราะจีนเกรงใจพลเมืองของตนเอง เนื่องจากข่าวที่ยิ่งลักษณ์มานั่งเป็นประธานบริษัทในจีน ย่อมสร้างทั้งกระแสบวกและลบต่อจุดยืนของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน” อยู่แล้ว ดังจะเห็นข่าวว่าโลกโซเชียลของจีนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้หนาหู

ดังนั้น ทางการจีนเมื่อมองทิศทางลมแล้วไม่ดี เลยต้องให้เงียบไปจากหน้าข่าว

  ขณะที่อีกทางหนึ่ง ยังเพื่อช่วยมิตรสนิทอย่างกัมพูชาด้วย เพราะเรื่องนี้ทำให้กัมพูชาเหมือนโป๊ะแตกสุดๆ จนกระทั่งต้องเร่งแก้ข่าว เพื่อไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ 

โดยช่วงวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธรายงานของสื่อฮ่องกงดังกล่าวกันพัลวัน ทั้ง พล.อ.เหมา จันดารา อดีต ผอ.กรมข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ช่วงที่ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ ออกมายืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้แก่ยิ่งลักษณ์ และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นของปลอมก็ได้

เช่นเดียวกับ ปาย สีปาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมารับลูกว่ากระทรวงมหาดไทยได้สืบค้นรายการหนังสือเดินทางที่เคยออกให้แก่ประชาชนแล้ว แต่ไม่พบชื่อยิ่งลักษณ์ เลย

ส่วน ผอ.สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของราชวิทยาลัยกัมพูชา ระบุว่าสื่อต่างประเทศบางครั้งก็มั่ว และต่อให้ยิ่งลักษณ์ได้หนังสือเดินทางกัมพูชามาจริง มันก็อาจมาจากการสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่ทุจริต ที่ออกหนังสือเดินทางให้ยิ่งลักษณ์อย่างลับๆ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองนั่นเอง

ก็ว่ากันไป แต่คนไทยอ่านดูก็รู้แล้วว่าดราม่านี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ เรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร บอกเลยร้อนแรงไปหลายแว่นแคว้นจริงๆ

โทษที “บังยี” ไม่ว่าง ขอลุยเลือกตั้งแป๊บ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358542?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โทษที “บังยี” ไม่ว่าง ขอลุยเลือกตั้งแป๊บ!

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
วรวีร์ มะกูดี,บังยี,้เลือกตั้ง,วันมูหะมัดนอร์ มะทา,พรรคประชาชาติ,สมาคมบอลไทย
เปิดอ่าน 710 ครั้ง

“ฮ้าดเช้ย!!” ไม่ได้มีใครโดนนินทาแต่ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หนึ่งในอดีตคนกีฬาที่หวนกลับไปเอาดีทางการเมือง ตอนนี้ต้องรักษาสุขภาพมากๆ เดี๋ยวจะป่วยก่อนเลือกตั้ง

อย่าง “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตประมุขลูกหนังไทย ที่เปิดตัวกับ “พรรคประชาชาติ” ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างที่รู้ว่า พรรคประชาชาติ นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค ล้วนแล้วแต่เป็นคนใหญ่สายมุสลิม ขวัญใจชาวใต้ที่คนไทยรู้จักกันดี

ส่วนบังยีเอง เห็นความเคลื่อนไหวตอนนี้เรียกได้ว่าลุยแหลก ค่าที่เป็นแม่ทัพเมืองหลวง

แต่ไม่รู้ทำไมพอมีข่าวอะไรเกี่ยวกับบอลไทย และสมาคมบอลไทย คนไทยก็ต้องนึกถึงบังยีทุกที

อาจจะเป็นเพราะความที่บังยีนั้น นั่งคุมสมาคมบอลไทยมายาวนาน 4 สมัย และยังเป็นคนไทยมุสลิมคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นี้ ขณะที่สีสันช่วงที่อยู่ ก็หลากรส ทั้งสุข เจ็บ คละเคล้า

พอมาวันนี้ กับข่าวที่บิ๊กอ๊อดกำลังถูกไล่บี้ให้ลุกไปจากเก้าอี้ที่บังยีเคยนั่ง ก็ทำเอาคนไทยอีกกลุ่มอดคิดถึงบังยีไม่ได้

เพียงแต่งานการเมือง มันต้องเอาจริง ทุ่มตัว ดังนั้นบังยีคงไม่ว่างมาดราม่ง ดราม่าด้วยเท่าไร

ล่าสุดก็เพิ่งเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หญิงพรรคประชาชาติไปสดๆ ร้อนๆ ที่เขต 6 จ.นนทบุรี แถมยังไปย้อนความจำกับงานกีฬา ด้วยการเป็นประธานในการเปิดสนามแข่งขันฟุตบอล ร.ร.นูรุลอิสลามคัพ ครั้งที่ 3 อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

แต่แม้จะทุ่มเทเหนื่อยยาก แต่สำหรับบังยียิ่งต้องนับว่ามาถูกทาง

ดังที่เจ้าตัวเคยบอกว่า การทำการเมืองครั้งนี้ ก็คงจะมุ่งงานที่่ถนัด คือด้านกีฬา ซึ่งมุ่งหวังให้เยาวชน และประชาชนหันมาใส่ใจกีฬา

และที่จริงเรื่องการเมืองไม่ใช่ของใหม่สำหรับอดีตประมุขลูกหนังไทย บังยีผ่านมาแล้ว ทั้ง ส.ก.กรุงเทพฯ, พรรคสีฟ้า หรือพรรคสีแดง

ดังนั้น ถ้าบังยีแจ้งเกิดอีกครั้งในสภา คนที่คิดถึงบังยีในลีลาคนกีฬา ก็คงได้หายคิดถึงกันแน่ๆ เพราะเขาก็คงไม่ห่างหายไปจากขอบรั้วสนามเท่าไรนัก

นี่จึงเป็นการได้หวนคืนลู่วิ่งที่เคยทำ-กับงานที่ชื่นชอบ ทั้งการเมืองและกีฬา สองสิ่งที่ไม่เคยแยกจากกันได้เลยในชีวิตคนชื่อ “บังยี”

เอาไง? “บิ๊กอ๊อด” จะลาหรือต้องโห่ไล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/358412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาไง? “บิ๊กอ๊อด” จะลาหรือต้องโห่ไล่

วันที่ 12 มกราคม 2562 – 00:00 น.
สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง,บิ๊กอ๊อด
เปิดอ่าน 9,828 ครั้ง

ถูกเบรกเสียจนคนไทยแทบจะหัวทิ่มกันเลยทีเดียวกับบทความจาก  www.soccersuck.com  ที่จั่วหัวว่า “10 เหตุผลที่  “บิ๊กอ๊อด”  ไม่ควรถูกไล่เมื่อบอลไทยแพ้”

ร่ายยาวถึงคุณงามความดีของ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” หรือ บิ๊กอ๊อด นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังทำคอบอลไทยผิดหวังที่ทีมไทยไปพ่ายแพ้พลังโรตี จบเกมกับอินเดียไปด้วยสกอร์ 1-4 ประเดิมเอเชียน คัพ 2019

ซึ่งแน่นอน ที่หลังเกมนี้คนไทยจะรวมพลังกันถล่มยับตั้งแต่ โค้ช, นักเตะ ไปจนถึง “นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ” หรือบิ๊กอ๊อดของเรานี่แหละ

และต่อให้บิ๊กอ๊อดจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศยุติสัญญาการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยของ “มิโลวาน ราเยวัช” พร้อมทีมงานสตาฟฟ์โค้ชของเขาบางส่วน ชนิดมีผลทันทีไปแล้ว

หรือต่อให้บิ๊กอ๊อด ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อกราบขอโทษแฟนบอลชาวไทยยังไง

สุดท้ายแล้ว มันก็ยังไปไม่สุดทางใจของคนไทย เพราะหลายคนมองว่านี่คือการทำพลาดชนิด “ซ้ำซาก” และคนที่ต้องรับผิดชอบอันดับแรกก็คือคนที่นั่งเก้าอี้นายกสมาคม นั่นแหละ

    ซ้ำรอยเจ็บ

เอาจริงๆ ถามใจคนไทยที่ผิดหวังในครั้งนี้ ไปหาอ่านได้เลยในโลกโซเชียล คอมเมนต์รุนแรงแสบไส้ บางคนถึงกับใช้คำว่า “ล้มละลายทางเครดิต” ไปแล้วสำหรับบิ๊กอ๊อด !

แต่ถ้าว่ากันเนื้อๆ ที่ผลงานในช่วงที่บอลไทยอยู่ในเงาของนายกสมาคมผู้นี้ ก็พอเข้าใจคนไทยได้ว่ามันเจ็บสักเพียงไหน !

เจาะเวลาหาอดีตคร่าวๆ เช่น ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี (U16) ช่วงปีที่แล้วทำได้เพียงรองแชมป์อาเซียน เพราะแพ้อินโดนีเซีย ในนัดชิงชนะเลิศ

หันไปดูทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี (U19) ยิ่งเครียด เพราะไปตกรอบรองชนะเลิศ โดยแพ้เมียนมา แถมไปชิงอันดับ 3 ก็แพ้อินโดนีเซียอีก ทำได้เพียงแค่ที่ 4 ในอาเซียน

มาถึงทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี (U 23) ก็ฟอร์มเดียวกัน คือ “ตกรอบแรก” เอเชี่ยนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย แถมยังนับเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีอีกด้วย ผลงานหนนี้คือเสมอ กาตาร์ 1-1, เสมอ บังกลาเทศ 1-1, แพ้ อุซเบกิสถาน 1-0

ส่วนทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็เพิ่งตกรอบรองชนะเลิศ “ซูซูกิ คัพ” ในบ้านตัวเอง ฉีกดวงใจแฟนบอลไทยทั่วประเทศย่อยยับไปกับตา ทั้งๆ ที่เป็นแชมป์เก่าแท้ๆ

และก็ล่าสุดงวดนี้แหละ ศึกเอเชียน คัพ 2019 ที่มาพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอินเดีย ชนิดหมดรูป 4-1 ในนัดแรก แถมยังถูกตอกหน้าด้วยการถูกจารึกลงประวัติศาสตร์ว่า เป็นการแพ้ต่ออินเดีย ในรอบ 33 ปีเลยทีเดียว !

ไม่ต้องหันไปมองฟุตบอลหญิง ทางนั้นก็แพ้รูดกราว 3 นัดในเอเชี่ยนเกมส์ ไล่ตั้งแต่ แพ้ญี่ปุ่น 2-0, แพ้เวียดนาม 3-2 แม้ว่าจะทำผลงานได้เข้ารอบ 2 ก็ข้ามไม่ถึงฝั่ง เพราะโดนพี่จีนถล่มราบ 5-0 ตกรอบกลับบ้าน !

แบบนี้แล้ว จะไม่ให้คนไทยเดือดยังไงไหว แถมลองนึกดีๆ ก็เป็นบิ๊กอ๊อดเองนั่นแหละที่เคยพูดไว้ว่า “ถ้าอยู่กันแบบนี้ไม่เป็นไร ถ้าเป็นผม ผมอาย” ที่มันวนเวียนกลับมาย้อนรอยให้คนไทยได้ถามหาความรับผิดชอบจากบิ๊กอ๊อดอีกครั้งว่า “แล้วเฮียจะอยู่ทำไมครับ !!”

งานนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าบิ๊กอ๊อดไม่พูดเยอะ เก็บคอไว้เจ็บหน้าหนาวบ้าง ก็คงไม่ทำให้คนไทยของขึ้นแรงขนาดนี้ !

   เก็บรอยสร้าง

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ว่าบทความของ “SS บอลไทย” ซึ่งยกเหตุผล 10 ประการที่แฟนบอลไทยควรรู้เกี่ยวกับบิ๊กอ๊อดซึ่งทำเอาคนที่กำลังก่นด่าอาจมีสะอึก !

เพราะนอกจากข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้ “มโน” แล้ว อ่านๆ ไป ก็มีมุมฉุกคิดเหมือนกันว่า แท้จริงแล้วเราจะอยากจะเลือกนายแบบไหนกันแน่ ?!

คร่าวๆ ที่นับว่า “บิ๊กอ๊อด” ทำไว้หลังรับเก้าอี้นายก ส.บอลไทย นอกจากประเดิมปีแรกด้วยการทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ในที่สุด ณ อาคาร 40 ปี ในการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ จากนั้นบิ๊กอ๊อดก็ยังมีผลงาน (ทางด้านที่ไม่เกี่ยวกับสกอร์ในเกมฟาดแข้ง) ออกมาเรื่อยๆ

ที่เด็ดๆ ซึ่งน่าจะเข้าเส้นคนไทยมากที่สุด ก็คงเป็นเรื่องตัวเลข เพราะจากข้อมูลที่บทความดังกล่าวเล่าไว้ ระบุว่าบิ๊กอ๊อดนั้นใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้กว่าสามร้อยล้านบาทให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทั้งหนี้สรรพากร และหนี้อื่นๆ ที่เกิดก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหาร

หรืออะไรที่เกี่ยวกับ “ความโปร่งใส” ทางการเงิน ที่คนไทยตั้งคำถามมานานแล้วว่าสมาคมบอลไทยมันก็ “แดนสนธยา” เราดีๆ นี่เอง บิ๊กอ๊อดเคลียร์จบ !

เช่น การสร้างระบบการเงินที่มั่นคงให้แก่ฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างรวดเร็ว การมอบเงินสนับสนุนแก่สโมสรสมาชิกในทุกระดับ

หรือที่จี๊ดๆ ที่ระบุว่า บิ๊กอ๊อดไม่เคย “อมเงิน” นักเตะทีมชาติไทย เช็กได้เลยทุกชุดได้เงินรางวัลตามสัญญาอย่างรวดเร็วทุกสลึง

ยาวไปถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของนักกีฬาที่กินอิ่ม นอนอุ่น รวมไปถึงดูแลทุกการเดินทางอย่างดี

ไหนจะการบริหารจัดการเรื่องบัญชีรายรับ-รายจ่ายชัดเจนเป็นครั้งแรก !!! โดยมีการแยกประเภทเรียบร้อยเสร็จสรรพ เช่น บัญชีเงินจากฟีฟ่า, บัญชีเงินจากเอเอฟซี, บัญชีเงินจากเอเอฟเอฟ, บัญชีเงินจากค่าปรับไทยลีก และอื่นๆ ที่บอกเลยพร้อมชี้แจงเงินเข้า-ออกได้อย่างไม่มีติดขัด !

และคงจำกันได้กับข่าวใหญ่ช่วงปี 2560 กับประเด็น “ล็อกผลบอล” ที่บิ๊กอ๊อดจับได้ จนมีการแถลงข่าวเปิดโปงขบวนการที่ประกอบด้วยนายทุน นักฟุตบอล กรรมการ และผู้บริหารทีม งานนี้ได้รับการยกย่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ และมีการเชิญเจ้าหน้าที่สมาคม ไปให้คำแนะนำในงานสัมมนาที่ฝรั่งเศส

หรือประเด็นที่ “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าทวงถามผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฟุตบอลฯ ชุดเก่า กับจำนวนเงินกว่า 1 พันล้านบาทที่หายไป !!

ทั้งหมดนี้ แน่น่อนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บิ๊กอ๊อดสร้างไว้ ซึ่งถ้าไม่โกรธแค้นกันมากมายมาแต่หนไหน ก็ช่วยกันจด ช่วยกันจำบ้างก็ยังดี !
แต่ถ้าขนาดนี้ยังดีไม่พอ หันไปข้าง FC ของบิ๊กอ๊อดบางคน ก็คงอยากถามฝั่งไล่ส่งเหมือนกันว่า แล้วจะเอาแบบไหน ระหว่างบริหารงานโปร่งใส แต่ผลงานฟุตบอลต้องทำใจว่า “มีขึ้นมีลง” กับบริหารแอบๆ แต่ผลงานงั้นๆ ก็ลองคิดกันดู

นี่ไม่ได้ว่าใคร แต่ก็ต้องติงนิดหนึ่งว่า สรุปมีให้เลือกแค่นี้เองใช่มั้ย ?