‘ประชาธิปัตย์’ จัดคิว ‘จุรินทร์’ คนแรก เปิดฉาก อภิปราย ‘งบประมาณปี2567’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566405

31 ธ.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' จัดคิว ‘จุรินทร์’ คนแรก เปิดฉาก อภิปราย 'งบประมาณปี2567'

‘จุรินทร์’ แซะรัฐบาล ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่ากลัวการถูกซักฟอก เผย เตรียมอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ ปี2567 ตามเนื้อผ้าเพื่อให้ประชาชนเจ้าของเงินได้รู้ทุกแง่มุม แย้มเป็นคนแรกของประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในวันที่ 3-5 ม.ค. 2567นี้ว่า สำหรับตนได้รับมอบหมายจากประธาน สส.ของพรรค คือนายประมวล พงศ์ถาวราเดช ให้เป็นผู้อภิปรายคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเป็นการอภิปรายในวันที่ 3 ม.ค. 2567 

โดยคงจะเป็นการพูดในภาพรวม และไม่ลงลึกในรายละเอียดเพราะมีเวลาจำกัด แต่ก็จะพูดตามเนื้อผ้า สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ของรัฐบาลชุดนี้เป็น อย่างไร 

เพื่อให้ประชาชน เจ้าของเงินได้เห็นภาพ ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาดักคอห้ามซักฟอกรัฐบาล เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่าทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

“เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าไปกลัว ส่วนในพรรคประชาธิปัตย์จะมีใครอภิปรายอีกบ้าง ก็คงเป็นเรื่องของการที่ประธานส.ส. กับวิปของพรรค จะเป็นผู้ประสานงานต่อไปและวันที่ 2 มค. จะมีการประชุม สส.ของพรรคซึ่งจะมีข้อสรุปทั้งหมด”นายจุรินทร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปราย ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่รัฐสภา ในวาระแรก จะมีขึ้นระหว่างววันที่ 3-5 มกราคม 2567 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ

‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ไม่ติด กมธ.ตร.ขอดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566402

31 ธ.ค. 2566

‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ไม่ติด กมธ.ตร.ขอดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้

‘ทวี สอดส่อง’ ไม่ติดใจ กมธ.ตร.ดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้ เผยต้นเดือน ธ.ค.ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เข้าไปแล้ว ยันไม่หนักใจเรื่อง ‘ทักษิณ’ เป็นเผือกร้อน บอกงานจะเป็นตัวพิสูจน์ เชื่อ ‘พีระพันธุ์’ มีวิจารณญาณ ไม่ทำนอกกฎหมาย ย้ายงานตามความเหมาะสม ไม่เอื้อประโยชน์ใคร

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งมอบหมายให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเดิมนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ดูแลในส่วนนี้อยู่ ว่าทั้งนายสมศักดิ์และนายพีระพันธ์ุ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายสมศักดิ์ ทราบว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีงานในมือจำนวนมาก ขณะที่ตัวนายสมศักดิ์เองก็มีงานมากขึ้น และนายพีระพันธ์เคยผ่านงานส่วนนี้มาก็น่าจะเข้าใจ

ในส่วนของนโยบายกระทรวงยุติธรรมก็ยึดตามนโยบายของรัฐบาล คือจะต้องทำงานปกป้องคุ้มครองประชาชน ให้ปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม และได้รับการคุ้มครองเรื่องสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งมิติทางความคิด แทนที่จะให้ประชาชนเข้าหาความยุติธรรม ความยุติธรรมต้องเข้าหาประชาชน และยกระดับนิติธรรมให้เข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

ส่วนที่ถูกมองว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทักษิณ และเป็นการปูทางให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า นายพีระพันธ์ุคงไม่ทำอะไรที่นอกเหนือกฎหมาย เช่นเดียวกับกระทรวงยุติธรรมที่ต้องทำทุกอย่างตามกฎหมาย

โดยจะเห็นว่าพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ที่ออกเมื่อปี 2560 ก็ไม่ใช่พ.ร.บ.ที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมา และหมายเหตุท้ายพ.ร.บ.ก็เขียนไว้ชัดเจน ว่ากฎหมายเดิมขัดต่อหลักสากล โดยเฉพาะการไม่สามารถดำเนินการตาม พฤตินิสัย เพราะไม่มีที่ควบคุมหรือที่คุมขังอื่น จึงมีเฉพาะเรือนจำจึงมีการเขียนกฎหมายนี้ให้มีมาตรา 33 และ 34 การไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงมีการออกกฎกระทรวงกฎระเบียบและออกประกาศ ซึ่งไม่ได้ออกเพื่อคนใดคนหนึ่ง นายพีระพันธ์ุจะทำนอกกฎเกณฑ์นี้ ก็คงเป็นไปไม่ได้

เมื่อถามว่ากรณีของนายทักษิณ หากคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ก็จะถือเป็นการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยประกอบ ถ้าเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอาจจะไม่ต้องเข้าไปควบคุมตัวในเรือนจำ หรือใช้สถานที่อื่น ซึ่งกระบวนการนี้มีคณะกรรมการจากหลายฝ่ายร่วมกันพิจารณา ส่วนกรณีที่มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่าเรื่องนี้ก็ต้องรับฟัง บ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยึดตามกฎหมาย และไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง

ส่วนอาการของนายทักษิณในปัจจุบันนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้ส่งความเห็นล่าสุดมาให้ ซึ่งกรณีที่ไปรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ต้องขอความเห็นชอบจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยมีความเห็นชอบของแพทย์ผู้ตรวจ และหลักฐานอื่นประกอบ ซึ่งในทางกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะเกินได้มากน้อยแค่ไหน แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ พร้อมเปิดเผยว่าตนเองไม่เคยขึ้นไปเยี่ยมนายทักษิณ แต่ในวันที่เข้าไปตอบกระทู้สดที่สภา มีโอกาสได้พบกับแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งแพทย์ยืนยันว่านายทักษิณป่วยจริง

ส่วนกรณีที่กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จะเดินทางไปดูงานที่โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 12 มกราคม 2567 นั้นพันตำรวจเอกทวี ระบุว่า ในส่วนของราชทัณฑ์เปิดกว้างอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีหลายคณะเข้าไปดูงาน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของราชทัณฑ์ และตนได้ให้นโยบายว่าต่อไปนี้ควรจะเปิดเรือนจำให้คนที่มีความสงสัยเข้าไปดูได้ แต่ก็ต้องมีหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่ากรรมาธิการจะสามารถขึ้นไปชั้น 14 ได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ระบบการเยี่ยมมีอยู่แล้ว ส่วนที่ก่อนหน้านี้ที่นายสมศักดิ์ระบุว่าไม่สามารถขึ้นไปเยี่ยมได้นั้น ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะข่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ขึ้นไปชั้น 14 มาแล้ว เนื่องจากมีคนร้องเรียน สามารถทำได้ตามอำนาจขององค์กรอิสระ ซึ่งตนทราบเรื่องนี้จากรายงาน

ทั้งนี้พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่าไม่หนักใจ ที่ถูกจับตาในเรื่องของนายทักษิณมาโดยตลอด พร้อมระบุว่า คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ วันนี้ต้องก้าวผ่านความอคติ ตนก็เปิดกว้าง และต้องทำงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งหลังปีใหม่ก็จะมีงานสำคัญ เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลที่จะถูกดำเนินการ รวมถึงเรื่องยาเสพติด

‘สมศักดิ์’ เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566397

31 ธ.ค. 2566

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

‘สมศักดิ์’ เปิดบ้านอวยพร พูดคุยข้าราชการสุโขทัย อวยพรปีใหม่พร้อมขอให้ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ ปี 2567 เป็นปีที่ดี ทุกอย่างกำลังดีขึ้น

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุโขทัย นำโดยนายสุชาติ ทีคะสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เพื่อเข้าสวัสดี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 ที่จังหวัดสุโขทัย 

นายสุชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่มารับตำแหน่งที่จังหวัดสุโขทัย ปี 2552 มีโอกาสร่วมทำงานและได้รับคำแนะนำในเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันนายสมศักดิ์ยังเน้นย้ำในการให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

ด้านนายสมศักดิ์ ได้สวัสดีปีใหม่ 2567 ข้าราชการทุกคน ปีใหม่นี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุด เพราะหากเปรีบเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาด ที่ส่งผลให้พี่น้องประชาชน ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปจำนวนมาก แต่ปีนี้ตนมองว่า ทุกอย่างกำลังจะเริ่มดีขึ้น ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ตนยินดีเปิดบ้านพูดคุยหารือในทุกเรื่อง เพื่อทำให้การขับเคลื่อนช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เดินหน้าได้มากที่สุด ยินดีรับฟังทุกภาคส่วน ซึ่งขอให้สบายใจกับการอยู่ร่วมกันในจังหวัดสุโขทัย เพราะการทำงานร่วมกัน ตนไม่มีทิฐิใดๆทั้งสิ้น มีแต่อยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีความสุขเท่านั้น

“ในโอกาสสำคัญนี้ ผมขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจังหวัดสุโขทัย ได้โปรดดลบันดาลให้พวกเรามีความสุข ขออำนาจบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้ปกป้องคุ้มครองพี่น้องข้าราชการ และนักการเมืองทุกคน ให้มีความสุข โดยขอให้แก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรคขวากหนาม ได้อย่างปลอดโปร่ง และเป็นปีทองของพวกเราชาวสุโขทัยทุกคน ซึ่งขอให้มีความสุข และเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ขอให้โชคดี สวัสดีปีใหม่ 2567” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

‘สุวัจน์’ ชมรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ‘ปี 2567’ ต้องหารายได้ให้ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566380

30 ธ.ค. 2566

'สุวัจน์' ชมรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี 'ปี 2567' ต้องหารายได้ให้ประเทศ

‘สุวัจน์’ แนะ นายกฯใช้ประสบการณ์ธุรกิจ-ความได้เปรียบผลักดันบริหารงาน ชงปี2567 รัฐบาลต้องหารายได้ให้ประเทศ-ปชช. ดันท่องเที่ยวไทยแตะ 40 ล้านคนก่อนโควิด จากปี66 นทท.อยู่ที่ 27 ล้านคน ย้ำดิจิทัลวอลเล็ตหาเสียงไว้แล้วก็ต้องทำ

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) กล่าวประเมินผลการทำงานของรัฐบาล 3 เดือน ว่า รัฐบาลพยายามทำงานในสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้ตอนเลือกตั้ง โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เศรษฐกิจระยะสั้น การตรึงราคาค่าไฟ ค่าน้ำมัน หนี้นอกและในระบบเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ดี มองว่ารัฐบาลทำได้ดี 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

“แต่สำหรับปีหน้าคงต้องโฟกัสเรื่องของรายได้ประเทศและรายได้ประชาชน รัฐบาลไปเชิญชวนการลงทุนไว้มาก แต่เราจะได้เงินได้งานเพิ่มขึ้นมา จากการลงทุนที่ไปเชิญชวนอย่างไร หรือการส่งออกที่ติดลบ ปีหน้าจะหาตลาดเพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ หรือการท่องเที่ยวปีนี้มีนักท่องเที่ยว 27 ล้านคน ปีหน้าทำอย่างไรให้ได้ 40 ล้านคน ถ้าทำได้เราก็กลับมาอยู่จุดเดิมก่อนเกิดโควิด”นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังควรทำอะไรที่ถาวรให้กับประเทศ เช่น การปรับโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ พลังงาน ตอนนี้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟเฉพาะหน้า แต่ถ้าปรับโครงสร้างทั้งการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน การหาแหล่งก๊าซเป็นของตัวเองจะเป็นเรื่องที่ถาวรและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การปรับโครงสร้างภาคการเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังเปลี่ยนป็นรถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น EEC แลนด์บริดจ์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ จะต่อยอดอย่างไร

แต่รัฐบาลต้องระวังเรื่องตัวเลขหนี้สาธารณะในขณะนี้ 62% แม้ยังไม่ทราบว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ถ้าเกิดขึ้นก็อาจจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธรณะสูงขึ้นถึง 65-66% หนี้ภาคประชาชนตอนนี้กว่า 90% รัฐบาลต้องระมัดระวังและสร้างเสถียรภาพทางการคลังเพื่อให้เกิดความมั่นใจ หากนโยบายการผลักดันนโยบายการหารายได้ชัดเจน จีดีพีก็จะโต หนี้ต่างๆ จะลดลง ตลาดหุ้นก็จะกลับมาคึกคัก

นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และน่าจะเพิ่มจีดีพีได้อีกประมาณครึ่งเปอร์เซ็นต์ ปีหน้าจีดีพีอาจจะอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ถ้ามีนโยบายนี้ก็อาจจะเพิ่มเป็น 3.5% และขอย้ำว่าสิ่งที่ต้องควบคุมหนี้สาธารณะตอนนี้ห้าแสนล้านบาท หากมีการกู้เงินเพิ่มอีกก็จะทำให้สูงกว่า 62% แม้ไม่เกิน 70% แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ก็จะมอง ดังนั้นรัฐบาลต้องหามาตรการหารายได้เพิ่มให้กับประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป การท่องเที่ยวดีขึ้น การส่งออกดีขึ้น การปรับโครงสร้างต่างๆ เพื่อให้บาลานซ์ตัวเลขที่ทำให้เกิดความมั่นใจเสถียรภาพการคลังของประเทศ แต่มองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินถึงห้าแสนล้านบาทย่อมมีความรุนแรงที่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นได้ และถ้าติดเรื่องข้อกฎหมายคิดว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการสำรองที่เทียบเคียงได้กับดิจิทัลวอลเล็ต

“ดิจิทัลวอลเล็ตบอกประชาชนไว้ก็ต้องทำและก็เป็นนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ต้องมีความรอบคอบในเรื่องของความถูกต้องของขั้นตอนต่างๆ คือ การตีความทางกฎหมายของกฤษฎีกา แต่โดยภาพรวมก็มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าระมัดระวังที่มาและหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยังมีเสถียรภาพในด้านการคลังอยู่” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ ยังฝากคำแนะนำถึงนายกรัฐมนตรี ว่า เวลาไม่รอท่า ตอนนี้นายกรัฐมนตรีต้องโฟกัสในการหารายได้ ใช้ประสบการณ์ในทางธุรกิจ ความได้เปรียบและเสถียรภาพทางการเมือง ผลักดันให้งานเรียบร้อย เพราะปีหน้าจะเป็นปีที่ท้าทายในเรื่องเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างๆ ก็เป็นใจเพราะส่งออกปีนี้ติดลบ แต่ปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น ดอกเบี้ยขาลง เงินเฟ้อลดลง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐานย่อมจะต้องดีขึ้น ตัวเลขการส่งออกที่ติดลบปีหน้าก็ต้องเป็นบวก นักท่องเที่ยวก็ต้องเพิ่มขึ้น และถ้ามีการลงทุนเพิ่มก็จะยิ่งขับเคลื่อนจีดีพี หนี้ต่างๆจะเบาลง

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีของพรรคแกนนำ น่าจะยังไม่มีอะไร เพราะ สว. ยังอยู่ ดังนั้นการเปลี่ยนตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อะไรยากๆ คงไม่ทำในช่วงนี้และไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น

‘สรรเพชญ’ ฟาดรัฐบาล ทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้าน แต่เป็นเพียงภาพมายา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566371

30 ธ.ค. 2566

‘สรรเพชญ’ ฟาดรัฐบาล ทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้าน แต่เป็นเพียงภาพมายา

‘สรรเพชญ’ สส.ประชาธิปัตย์ ฟาดรัฐบาล ตั้งงบปี2567 จงใจทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ตกแต่งตัวเลขเงินนอกงบประมาณให้ดูดี โดยทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้านบาท แต่เป็นเพียงภาพมายา ซ้ำร้าย ไม่จริงใจกับท้องถิ่น โดยการแบ่งสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่ำลง แค่ 29.1% จาก 35%

วันที่ 30 ธันวาคม 2566 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ในฐานะคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่จะมีการพิจารณาวาระแรก ขั้นรับหลักการในวันที่ 3 ถึง 5 มกราคม 2567 ซึ่งงบประมาณปี พ.ศ. 2567 มีกรอบงบประมาณวงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของ 4 หน่วยงานหลักทางการเงิน การคลัง

“แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าหน่วยงานที่รับงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ได้มีคำของบประมาณไปยังสำนักงบประมาณ สูงถึง 5.8 ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่า หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ จะถูกตัดลดงบประมาณที่ยื่นคำขอมา กว่า 2.32 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ที่ถูกตัดลดงบประมาณจากคำขอ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าความทุกข์ร้อนของประชาชนหลายประการ ที่ร้องเรียนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรหรือร้องเรียนผ่านหน่วยงานโดยตรง อาจจะไม่ได้รับการแก้ไขหรือดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากวงเงินงบประมาณมีจำกัด”นายสรรเพชญ ระบุ

นายสรรเพชญ ได้ตั้งข้อสังเกตงบประมาณที่น่ากังวล คือ ตามเอกสารงบประมาณปี 2567 ที่รัฐบาลมีรายได้เงินนอกทั้งสิ้น 2.40 ล้านล้านบาท และรายจ่ายเงินนอก 2.11 ล้านล้านบาท ทำให้เงินนอกงบประมาณเกินดุลที่กระทรวงการคลังได้ตั้งไว้ 295,828 ล้านบาท จะเป็นการสร้างภาพฐานะการคลังของรัฐบาลให้ดูดีเกินไปหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องคงเป้าหมายการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2567 ไว้ที่ 693,000 ล้านบาท รองรับการเบิกจ่ายที่ได้รับการจัดสรรไว้ตามที่รัฐสภาอนุมัติ และส่วนที่เบิกจ่ายไม่ทันก็คาดว่าหน่วยรับงบประมาณคงขออนุมัติคณะรัฐมนตรีกันเงินนี้ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีถัดไป ทั้งนี้คงจะไม่มีหน่วยรับงบประมาณใดนำเงินเหลือจ่ายส่งคืนคลัง ดังเช่นสมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาที่ให้นำเงินเหลือคืนส่งคลัง

ดังนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำให้ดุลเงินนอกงบประมาณเกิดการเกินดุลจึงเป็นภาพมายาเท่านั้น เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาลแต่เป็นเงินของหน่วยงานอื่นที่ได้รับอนุมัติให้ถือเงินส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนได้ เช่น สถานศึกษา โรงพยาบาล ทุนหมุนเวียน หรือกองทุนต่างๆ เป็นต้น

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปี พ.ศ. 2566 มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 62.1 และคาดการณ์ในปี 2567 ร้อยละ 64.0 สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงหากจะดำเนินนโยบาย Digital Wallet คือเรื่องของสภาพคล่องในตลาดการเงิน และกฎหมายมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดว่าการกู้เงินกรณีพิเศษจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่รัฐบาลจะมุ่งดำเนินนโยบาย Digital Wallet แต่ตนไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพื่อมาทำนโยบายนี้เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ในส่วนงบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สส.สรรเพชญ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐบาล กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คิดเป็นร้อยละ 29.1 ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่ถึงร้อยละ 35 ตามจุดมุ่งหมายที่ควรจะจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารงบประมาณแล้วเห็นได้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเกิดข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเนื่องจากงบประมาณจะไม่เพียงพอต่อการจัดทำบริการและกิจกรรมสาธารณะ

สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี ไม่เกินปี67 ‘เศรษฐา’ พ้นเก้าอี้นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566369

30 ธ.ค. 2566

สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี ไม่เกินปี67 ‘เศรษฐา’ พ้นเก้าอี้นายกฯ

ไม่เกินปีหน้า สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี66 อย่างเก่งอยู่ได้ปีเดียว ไม่เกิน ธันวาคม ปี 2567 ‘เศรษฐา’ กระเด็นหลุดเก้าอี้นายกฯ ชี้ เจอสารพัดปัญหาลามสุมไฟขัดแย้ง

วันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่ สว.จะหมดวาระการทำหน้าที่ในวันที่ 11 พ.ค. 2567 ว่า คงไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไร คลื่นลูกเก่าไป คลื่นลูกใหม่ก็มาเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลอะไรกับ สว.อีกต่อไป เพราะ สว.ชุดใหม่จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีก

“แต่ระหว่างนี้อย่ารีบเปลี่ยนตัวนายกฯ ละกัน จะทำให้ สว.ชุดปัจจุบันเลือกนายกฯได้อีก ขณะนี้ในวง สส. และ สว.พูดกันหนาหู นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กับ สว.ชุดนี้ใครจะไปก่อนกัน ทราบว่านายเศรษฐาก็มีปัญหาในเรื่องการบริหารอำนาจเช่นกัน ปัจจัยที่จะกำหนดความอยู่รอดของนายเศรษฐาจะอยู่ได้นานแค่ไหน คือชนวนคดีของนายทักษิณว่า นายเศรษฐาจะบริหารอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน”สว.กิตติศักดิ์ กล่าว

ขณะนี้กระแสสังคมจุดติดแล้ว รับไม่ได้ที่นายทักษิณได้อภิสิทธิ์พิเศษ ไม่ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริต ไม่เคยถูกคุมขังในเรือนจำแม้แต่วันเดียว จะเป็นตัวประเดิมจุดไฟขัดแย้งตั้งแต่ต้นปี ขึ้นอยู่กับบทบาทนายเศรษฐ าจะประคับประคองอารมณ์ประชาชนได้แค่ไหน

สว.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า อีกเรื่องที่จะกำหนดความอยู่รอดของรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาปากท้องประชาชนจะเป็นตัวกำหนดเสถียรภาพรัฐบาลและเสถียรภาพนายกรัฐมนตรี เช่นกัน รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ต้องจับตารัฐบาลจะกล้าเสี่ยงออก พ.ร.บ.กู้เงิน นำเงินมาแจกประชาชนหรือไม่ ดูแนวโน้มแล้วพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่กล้าเสี่ยงออก พ.ร.บ.กู้เงิน มาแจกประชาชน ถ้ากฎหมายไม่ผ่านในสภาฯ นายกฯต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก 

“ประเมินสถานการณ์แล้วในไตรมาสแรกปี2567 รัฐบาลจะเผชิญแรงปะทะหนักมาก ไหนจะเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. 2567 อีก คงถูกพรรคก้าวไกล ถล่มหนักแน่ ถ้าทุกอย่างถึงช่วงสุกงอมพอดี นายเศรษฐา ก็น่าห่วง ส่วนตัวขอฟันธงอย่างเก่ง นายเศรษฐา อยู่ได้แค่ปีเดียว ไม่เกินเดือน ธ.ค. 2567 นายกฯ อาจถูกเปลี่ยนชื่อจากนายเศรษฐาเป็นคนอื่น”สว.กิตติศักดิ์ ฟันธง

สำหรับ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จัดได้ว่า เป็น สว.ตัวตึง ที่มีสร้างสีสันให้การเมืองไทย และมีบทบาทต่อการเมืองไทย ในหลายแง่มุม และเขาเป็นหนึ่งใน สว. ที่ประกาศตัวไม่หนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เมื่อครั้งการฟอร์มรัฐบาล 8 พรรคร่วมที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ล่มเสียก่อน ทำให้พรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทย รับไม้ผลัดเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลแทน ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่สว.กิตติศักดิ์ ฟันธงว่าจำเป็นนายกฯได้ไม่เกิน1ปี เท่านั้น

‘นิกร’ ยันคำถาม ‘ทำประชามติ’ มาจากภาคประชาชน ชง ครม.แล้ว ขอให้ใจกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566362

30 ธ.ค. 2566

'นิกร' ยันคำถาม 'ทำประชามติ' มาจากภาคประชาชน ชง ครม.แล้ว ขอให้ใจกว้าง

‘นิกร’ ยันคำถาม ‘ทำประชามติ’ เพื่อแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาจากภาคประชาชน นำรวมรายงานเสนอครม.แล้ว ลั่นรับฟังทุกกลุ่ม ขอให้ใจกว้าง

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายนิกร จำนง ประธานอนุกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญระบุ “ทำให้ภาคประชาชนผิดหวัง” นั้น ว่า กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยนิสิต นักศึกษา เยาวชน คนรุ่นใหม่ คงผิดหวังจริงที่ผลอาจไม่ออกมาตามความต้องการของกลุ่ม ตามที่ได้มีโอกาสรับเชิญเข้าไปในทำเนียบเป็นกลุ่มแรกสุด เพื่อรับฟังความเห็น และอีกส่วนหนึ่งก็ได้เข้าไปให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมา ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับตัวแทนเฉพาะของกลุ่มประชาชน แล้วความเห็นดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้ในรายงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย มิต้องกังวลว่าจะตกหล่นไปอย่างแน่นอน

นายนิกร กล่าวว่า รายงานผลการรับฟังประชาชนทุกกลุ่ม เฉพาะทุกกลุ่ม ทุกภาคนั้น ได้สรุปผลส่งไปยังคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งครม.คงจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการรับฟังสรุปความเห็นที่ตอบจากทุกกลุ่ม ไม่ว่าประชาชนทั่วไปจากกลุ่มอาชีพ และทุกภาคที่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 

โดยไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่ความเห็นส่วนมากของวุฒิสมาชิก ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งฉบับ แต่กลับเห็นด้วยกับการแก้ไขเป็นรายยมาตรา จุดนี้ ยังมีความสุ่มเสี่ยงกับการไม่ผ่านความเห็นชอบถึง 1ใน3 ของวุฒิสมาชิก ซึ่งไม่ต้องไปถึงการแก้ทั้งฉบับไม่ยกเว้นสองหมวดดังกล่าวที่เขาได้แสดงความชัดเจนมาตลอดว่าไม่เห็นชอบด้วย

นายนิกร กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอข้อมูลปัญหาของประชาชนกลุ่มต่างๆ และในภูมิภาคต่างๆที่มีปัญหามากมายที่ต้องการให้แก้ไขในหมวดต่างๆ เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงที่ไม่ใช่หมวด 1 หรือหมวด 2 แต่อย่างใดเลย 

“จึงเรียกร้องให้ทุกคน ทุกกลุ่ม รับฟังความเห็นเบื้องต้นนี้อย่างใจกว้าง และให้ตั้งอยู่บนเป้าหมายให้เกิดผลความสำเร็จในการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน มิใช่เป็นของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ จึงขอให้ช่วยกันพิจารณาสรุปผลจากการรับฟังประชาชนกลุ่มเฉพาะที่จะขอเปิดเผยให้ทราบในโอกาสนี้ เพื่อจะได้ร่วมกันพิจารณาด้วยความรอบคอบให้เกิดผลสัมฤทธิ์สำหรับประชาชนไทยกันต่อไป”นายนิกร กล่าว

’43 องค์กร’ แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นเกิดขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566325

29 ธ.ค. 2566

'43 องค์กร' แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน 'คำถามทำประชามติ' หวั่นเกิดขัดแย้ง

43 องค์กร ภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นนำไปสู่ความขัดแย้ง ขอให้รับรอง-นำคำถามประชามติที่ปชช.กว่า 211,904 ราย เสนอมา ใช้ทำประชามติคู่ขนาน ไปกับคำถามของคกก.ฯ

วันที่ 29 ธ.ค. 2566 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้คณะรัฐมนตรีใช้คำถามประชามติที่โอบอุ้มทุกความฝัน โดยมีเนื้อหาสาระความว่า…

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ได้แถลงผลสรุปการทำงาน โดยมีสาระสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ จะมีการจัดทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ 3 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 การทำประชามติถามประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ครั้งที่ 2 การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามที่มาตรา 256 กำหนดไว้

ครั้งที่ 3 การทำประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

และคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติครั้งที่หนึ่งจะมีเพียงคำถามเดียว คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไข หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

จากผลสรุปดังกล่าว ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังและมีความห่วงกังวลต่ออนาคตการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนอยู่อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

1. ภาคประชาชนผิดหวังที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ไม่สามารถออกแบบกระบวนการประชามติให้เป็นที่ยอมรับได้ ทั้งที่การทำประชามติครั้งแรกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็น ‘ประตูบานแรก’ ไปสู่การสร้างฉันทามติในสังคมว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ดังนั้น คำถามประชามติที่จะใช้ควร “เปิดกว้าง” เพื่อโอบรับทุกความฝัน และควร “ชัดเจน” ไม่มีวาระแอบแฝง เพื่อให้การทำประชามตินั้นสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน

2. ภาคประชาชนผิดหวังที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เป็นเพียงพิธีกรรม เนื่องจากตลอดระยะเวลาประมาณสามเดือนที่มีการรับฟังความคิดเห็น พบว่า มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทางรัฐบาล แต่เวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้งจะเข้าได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้นโดยเอา “ธงคำถาม” ที่รัฐบาลต้องการใช้ตั้งไว้เป็นหลักในการพูดคุยและไม่เปิดให้เสนอแตกต่างเป็นอย่างอื่น ทำให้ผลสรุปออกมาเป็นไปตามที่วางธงไว้ตั้งแต่แรก กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คำตอบของรัฐบาลเท่านั้น และทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญมีน้ำหนักมากขึ้น

3. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามประชามติของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหมวด 2 หรือ หมวดพระมหากษัตริย์ มาใส่ไว้ในคำถามประชามติ เนื่องจากจะทำให้บทบาทและสถานะทางกฎหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นประเด็นถกเถียงหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งและรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือ รัฐกับประชาชน ที่มองเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน และไม่ว่าผลการทำประชามติจะออกมาเช่นไร ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

นอกจากนี้ยังอาจทำให้ประเด็นการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลากหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา ยุทธศาสตร์ชาติ หรือระบบเลือกตั้ง ถูกลดความสำคัญลงและมุ่งไปที่เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แทน

4. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามที่มีเงื่อนไขซับซ้อนตามใจรัฐบาลอาจทำให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน เนื่องจากการตั้งคำถามเพียงคำถามเดียวแต่ประชาชนต้องพิจารณาถึงสองประเด็น ทั้งประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และการไม่แก้ไขหมวดที่ 1 และ หมวดที่ 2 จะทำให้ประชาชนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยการประเด็นใดประเด็นหนึ่งตกอยู่ในสภาวะจำยอมและเสียงที่ลงมติไปไม่สามารถถือได้ว่าเป็นเสียงที่ตรงตามเจตนามรมณ์ของผู้ออกเสียงได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการและตัวคำถาม หากลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสะดุดลง ประชาชนก็ยังคงอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไป

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไปลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความได้ว่า ต้องการแก้ไขหมวดที่ 1 และ 2 หรือแปลว่า ไม่เห็นชอบกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ทางภาคประชาชนทราบดีว่า ผลสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย เนื่องจากการ “เคาะ” คำถามประชามติเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ จะต้องทำรายงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณช่วงเดือนมกราคม 2567

ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญจึงขอใช้โอกาสนี้มีข้อเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ให้พิจารณาประเด็นนี้ให้รอบคอบยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนการตั้งคำถามประชามติที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เสนอ และใช้คำถามประชามติที่เปิดกว้าง ชัดเจน ต่อการสร้างฉันทามติว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบกับการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกัน เช่น การตั้งคำถามแต่เพียงว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”


ถ้าหากคณะรัฐมนตรีกังวลว่า คำถามดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมประเด็นรูปแบบของรัฐหรือสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีสามารถเติมเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 เข้ามาได้ เช่น “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนการจะไม่แก้ไขหมวด 1 หรือหมวด 2 หรือไม่ เป็นเพียงประเด็นในเชิงรายละเอียดที่รัฐสภาหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถถกเถียงและหาข้อยุติโดยใช้เสียงข้างมาก ไม่ต้องนำมาใส่ในคำถามประชามติ

2. ขอให้คณะรัฐมนตรีรับรองคำถามประชามติที่ประชาชนกว่า 211,904 รายชื่อ ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอตามกฎหมายเป็นหนึ่งในคำถามประชามติ โดยให้คณะรัฐมนตรีนำคำถามที่ประชาชนเสนอมาใช้ทำประชามติคู่ขนานไปกับคำถามของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ

โดยคำถามที่ประชาชนเสนอคือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรม และเพิ่มน้ำหนักของการมีส่วนร่วมจากประชาชนให้กับการทำประชามติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

รายชื่อองค์กรภาคประชาชนที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์

1. เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)

2. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

3. คณะรณรงค์เพื่อนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)

4. เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์เลือกตั้ง (We Watch)

5. ห้องทดลองนักกิจกรรม (ActLab)

6. ศิลปะปลดแอก (Free Art)

7. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)

8. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)

9. ประชาไท

10. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

11. สมัชชาคนจน

12. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)

13. ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม Lagel Center For Human Rights

14. ขบวนการอีสานใหม่ New Isan Movement

15. ขบวนการสามัญชน

16. ดาวดิน

17. ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ(CAN)

18. คณะก่อการล้านนาใหม่(Neo Lanna)

19. Cafe Democracy

20. สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)

21. ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย(PDMT)

22. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

23. เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ

24. สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

25. คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

26. องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

28. พรรคโดมปฏิวัติ

29. สหภาพคนทำงาน

30. พิพิธภัณฑ์สามัญชน

31. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

32. เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี

33. นครเสรีเพื่อประชาธิปไตย

34. เหนือเมฆเพื่อประชาธิปไตย

35. โมกหลวงริมน้ำ

36. ทำทาง

37. Secure Ranger

38. Law Long Beach

39. The Patani

40. We Volunteer

41. We Fair

42. WeVis

43. Vote62

‘ชัยธวัช’ เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม ‘ทักษิณ’ นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566311

29 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม 'ทักษิณ' นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

‘ชัยธวัช ตุลาธน’ ผู้นำฝ่ายค้าน เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ปม ‘ทักษิณ’ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว นำไปสู่วิกฤติศรัทธา หวั่น ระเบียบคุมขังใหม่เอื้ออภิสิทธิ์ชน-อิทธิพลการเมือง แซะ นโยบายเรือธง “รัฐบาลเศรษฐา” ไม่เห็นทางสำเร็จ ชี้ 3 เดือนยังทำงานไร้ทิศทาง

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงทิศทางการเมืองในปี2567 ว่า ตนคิดว่าการเมืองปีหน้า ประชาชนกำลังเฝ้ารอการทำงานของรัฐบาลว่าจะมีความชัดเจน มีทิศทางที่ประชาชนจับต้องได้เป็นรูปธรรมอย่างไร ต้องยอมรับว่า 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลยังดูค่อนข้างที่จะสะเปะสะปะ ไร้ทิศไร้ทาง หลายสิ่งที่พูดไว้ยังไม่เห็นแผนงานและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม สำหรับฝ่ายบริหาร ประชาชนก็ต้องคาดหวังรูปธรรมในการทำงานมากกว่านี้

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถที่จะผลักดันผลงานของตัวเอง ทำให้ประชาชนพอใจ ก็จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของรัฐบาลด้วย ยังไม่ต้องนับว่านโยบายเรือธงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าในอนาคตจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ อย่างนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจนถึงวันนี้ความชัดเจนก็ไม่มี ล่าสุดก็บอกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะให้ความชัดเจนในปีหน้า ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ประชาชนก็ยังจับตาดูอยู่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งวุฒิสภา (สว.) จะหมดอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็คงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่าเงื่อนไขของ สว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหมดไปแล้ว จะส่งผลต่อเสถียรภาพหรือองค์ประกอบภายในรัฐบาลหรือไม่

นายชัยธวัช ยังระบุว่า ประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้คือกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลที่ โรงพยาบาลตำรวจ นำไปสู่คำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ หรือไม่ ถือว่าเป็นการได้รับการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานที่เหนือกว่ากรณีทั่วไปหรือไม่

รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ที่อนุญาตให้มีการควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำได้ ซึ่งหลักการใหญ่เป็นเรื่องที่ดี ควรจะสนับสนุน แต่เรื่องนี้ เท่าที่เราเห็นระเบียบที่ออกมา มีการให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในการพินิจว่าใครจะได้รับสิทธิบ้าง พอไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนก็เลยกลายเป็นใช้อำนาจโดยดุลยพินิจ ทำให้คนตั้งข้อสังเกตว่าเอื้อประโยชน์ให้คนที่มีเส้นสาย คนที่มีอิทธิพลทางการเมือง หรือคนที่มีฐานะหรือไม่ รวมถึงตัวนายทักษิณก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในต้นปีด้วยว่าถ้าเกิดกรณีที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเกิดกระบวนการยุติธรรมแบบอภิสิทธิ์ชนขึ้นมา ก็น่าจะส่งผลต่อรัฐบาลเช่นกัน

“อย่าปล่อยให้เกิดเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่นำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลได้ จะเห็นว่าตอนนี้รัฐบาลถูกถามทุกวันในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ดีที่สุด รัฐบาลควรจะให้คำตอบ ควรชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนให้สิ้นสงสัยให้หมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ทำถูกทุกอย่างและบอกได้ว่าไม่เป็นการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และกรณีที่จะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่จะไปคุมตัวนอกเรือนจำ จะไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนใดคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลยังตอบเรื่องนี้ไม่ชัดเจน มันก็จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้” นายชัยธวัช กล่าว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566309

29 ธ.ค. 2566

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล’ เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ ตามที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนอชื่อ พร้อมกรรมการรวม 28 คน ประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา ตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่ง สภาผู้แทนราษฎร ที่ 66/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านเสนอรายชื่อ

โดยตั้งนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกล เป็น ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รือ ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมตั้งกรรมการอีก 27 คน

โดยมีหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการหรือประสานงานในเรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เกี่ยวข้องกับการประชุมและกิจการของสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการอื่นตามที่ผู้นำฝ่ายค้านมอบหมาย และ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องอื่นๆโดยคำสั่งลงนามในวันที่ 26 ธันวาคม 2566

กรรมการ 27 คน ประกอบไปด้วย

นายเอกราช อุดมอำนวย ,นายธีรัจชัย พันธุมาศ ,นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล,นายชวาล พลเมืองดี,นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ, นางสาวชุติมา คชพันธ์,นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นาวสาวรัชนก สุขประเสริฐ , นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์,นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์, นายวีรนันท์ ฮวดศรี ,นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

นายรังสิมันต์ โรม,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ,นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ,น่ยวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ,นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ,นายประมวล พงศ์ถาวราเดช,นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ, นายชัยชนะ เดชเดโช ,นายร่มธรรม ขำนุรักษ์,นายชัชวาลทแพทยาไทย,นายกัณวีร์ สืบแสง

โดยมี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขานุการ และมี ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และนางสาวณัฐกุล หาญประโคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ