13 ธันวาคม ลุ้นศาลอ่าน ‘คำพิพากษา’ ‘ไอซ์ รัชนก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564659

03 ธ.ค. 2566

13 ธันวาคม ลุ้นศาลอ่าน 'คำพิพากษา' 'ไอซ์ รัชนก'

‘ไอซ์ รักชนก’ ลุ้นพ้นเก้าอี้ สส. เตรียมขอศาลเลื่อนอ่าน ‘คำพิพากษา’ คดีอาญามาตรา 112 จากวันที่ 13 ธันวาคม ออกไปก่อน เพราะติดประชุมสภา

ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคก้าวไกล โพสเฟซบุ๊ก ถึงความคืบหน้าคดีหน้าการดำเนินคดีอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คดีหมายเลขดำที่ อ 683/2565 ซึ่งศาลนัดอ่านคำพิพากษา วันที่ 13 ธันวาคมนี้ว่า ได้ทำหนังสือขอเลื่อน
ฟังคำพิพากษา เนื่องจากติดประชุมสภาซึ่งต้องแล้วแต่ดุลยพินิจของศาล ว่าจะให้เลื่อนหรือไม่

ไอซ์ รักชนก บอกว่าคดีนี้สามารถมีคำพิพากษาออกได้ 2 แนวทาง คือ


1.หากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด ทุกอย่างก็จะจบลง ถ้าอัยการไม่อุทธรณ์
2.หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งก็แบ่งออกเป็น 2 แนวทางย่อย คือ
2.1 ศาลตัดสินว่ามีความผิด โดยให้รอลงอาญา (คดีนี้ก็จะสิ้นสุดเหมือนกันถ้าไม่มีการอุทธรณ์)
2.2 ศาลตัดสินว่ามีความผิด โดยตัดสินจำคุกระหว่าง 3-15 ปี

หลังจากศาลตัดสินแล้วตามหลักการ จำเลยสามารถประกันตัวได้ในศาลชั้นต้น เพื่ออุทธรณ์คดีและสู้คดีต่อได้ในชั้นอุทธรณ์  ถ้าศาลให้ประกันตัวตามสิทธิ์ที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด

ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวและส่งตัวเข้าเรือนจำ แม้แต่นาทีเดียว ก็หมายความว่าสถานะ สส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จะสิ้นสุดลง และ กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง

ภาพจากเฟซบุ๊ก ไอซ์ รักชนก ภาพจากเฟซบุ๊ก ไอซ์ รักชนก

ในฐานะประชาชน ไอซ์ รักชนก ยืนยันว่ายินดีที่จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดี 112 ถึงแม้ว่าจะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีปัญหาทั้งข้อกฎหมายและการบังคับใช้ก็ตาม และ เป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนนโยบายของพรรคก้าวไกลในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

โฆษก ปชป. การันตี 9 ธ.ค. มหากาพย์เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ จบบริบูรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564641

02 ธ.ค. 2566

โฆษก ปชป.  การันตี 9 ธ.ค. มหากาพย์เลือก 'หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์' จบบริบูรณ์

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกหน้าให้ความมั่นใจ เสาร์ที่ 9 ธ.ค. สิ้นสุดการรอคอย ต่อการสรรหา “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” คนใหม่ เชื่อผู้นำพาพรรคต่อจากนี้ จะนำพาฟื้นฟูพัฒนาพรรคให้เข้ากับสภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุดคือการทำงานรับใช้ประชาชน ประเทศชาติ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า  การเลือก หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ วันเสาร์ที่ 9  ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 8.30 น.  ขณะนี้ทางสำนักงานเลขาธิการพรรค และรักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคได้มีการจัดเตรียมสถานที่ และกำหนดองค์ประชุมตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อที่ 81 และที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองว่าจะต้องมีไม่น้อยกว่า 250 ท่าน แต่ในส่วนของข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเตรียมองค์ประชุมไว้เบื้องต้น 346 คน และมีมติของรักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคที่ให้มีการกำหนดองค์ประชุมสำรองอีก 150 ท่าน ซึ่งจะเป็นบุคคลที่จะไปร่วมประชุมเป็นองค์ประชุมในการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อที่จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


โดยขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรค จะไปยุติในวันที่ 9  ธ.ค.   อย่างไรก็ดีแม้ว่าขณะนี้จะมีความเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคที่ได้เปิดตัวไปบ้างแล้ว และอาจจะมีสมาชิกพรรคท่านอื่นที่ยังไม่เปิดตัวต่อสาธารณะ ซึ่งสมาชิกพรรคทั้งที่มีการเปิดตัว และยังไม่ได้เปิดตัวต่อสาธารณะขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นผู้แสดงเจตจำนงในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังไม่เรียกว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตามข้อบังคับพรรคก่อน ซึ่งในวันที่ 9 ธ.ค. เมื่อมีการเปิดประชุมแล้ว

จะมีการเข้าสู่ระเบียบวาระของการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่  ก็จะมีสมาชิกซึ่งเป็นองค์ประชุมเสนอชื่อของผู้แสดงเจตจำนง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อที่ประชุม พร้อมกับจะต้องมีผู้รับรอง และเมื่อมีการตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้อง ก็จะหมายความว่า ผู้แสดงเจตจำนงเหล่านั้น ก็จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าพรรค อย่างเป็นทางการ

“ผมมีความมั่นใจว่าในวันที่ 9 ธันวาคม พรรคจะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ และเชื่อมั่นว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะนำพาพรรคก้าวเดินต่อไปในอนาคต และก็เชื่อมั่นด้วยความเป็นสถาบันทางการเมือง บุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยึดหลักการของพรรคมุ่งมั่นฟื้นฟูพัฒนาพรรคให้เข้ากับสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดก็จะมาเป็นผู้นำในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนและประเทศ เป็นผู้นำพาพรรคให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาพรรค ให้มีความยั่งยืนในอนาคตต่อไป”

เขา  กล่าวว่า   เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าพรรคแล้ว ก็ยังทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศ พร้อมกับจัดการบริหารพรรคควบคู่กันไป ตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงฟื้นฟูพัฒนาพรรคในเรื่องต่างๆ โดยเชื่อว่าคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะนำพาพรรคไปเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้าได้

‘มาดามเดียร์’ ชวนชาว ‘ประชาธิปัตย์’ ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นศรัทธา-อุดมการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564614

02 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ชวนชาว 'ประชาธิปัตย์' ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นศรัทธา-อุดมการณ์

“มาดามเดียร์ วทันยา” โพสต์คลิปชวนชาว “ประชาธิปัตย์” ทั่วประเทศ ร่วมฟื้นฟูศรัทธา-อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม กลับมาเป็นสถาบันการเมืองที่ยั่งยืนด้วยกันอีกครั้ง ย้ำ 9 ธ.ค. จะได้พิสูจน์ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงของพรรค

2 ธ.ค. 2566 น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 4.59 นาที ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “เดียร์ วทันยา บุนนาค” เพื่อสื่อสารไปยังสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และประชาชนทั่วประเทศ หลังการแถลงเปิดตัวอาสาสมัครลงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 โดยระบุว่า 

ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนไว้วางใจได้หรือไม่ สงสัยในพลังประชาธิปไตยและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ และความฝันของประชาธิปัตย์ที่มีต่อประเทศนี้ในวันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งกว่า 77 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ผ่านร้อนหนาววิกฤตมากมาย มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จุดหัวใจความเป็นประชาธิปไตยที่อยู่ในสมาชิกพรรคทุกคนไม่เคยเปลี่ยน
 

มาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์  สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียมมาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะก้าวมาไกลแล้วจนถึงในวันที่เราต้องตั้งคำถามใหม่กับตัวเองว่า อนาคตของลูกหลานที่จะต้องอยู่ไปถึงศตวรรษหน้า อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในของพรรคประชาธิปัตย์ไปในลักษณะใด 

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า วันนี้คือห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดและเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เดินก้าวต่อไป จึงขออาสาเสนอตัวลงสมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอยากเชิญชวนทุกคนกลับเข้ามาร่วมฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ให้แข็งแรง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ร่วมสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ เป็นธรรม รักษาคำพูด ไม่ใช่การเมืองแสวงหาอำนาจและประโยชน์ของตัวเอง เพื่อให้กลับมาเป็นความหวังของประเทศ และเป็นทางเลือกของผู้คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้อีกครั้ง

ตนพร้อมที่จะยืนเคียงข้างกับทุกคนในทุกๆ ในความท้าทาย จะรับฟังทุกเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราไม่เห็นพ้องต้องกัน เพราะต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและทำให้พรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคที่เปิดกว้างพร้อมรับฟังและเคารพในเสียงของผู้คนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมได้อย่างตรงจุด มีการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม และมีคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พร้อมทั้งจะเปิดโอกาสให้คนทุกรุ่นที่มีไฟ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถสูง หลากหลายสาขาอาชีพโดยไม่ยึดติดกับระบบอุปถัมภ์ ได้เข้ามาช่วยกันนำประเทศชาติ สถาบันการเมืองต่างๆ และสถาบันสำคัญของชาติ ไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต 

‘มาดามเดียร์’ เปิดหน้าชิง หัวหน้า ‘พรรคประชาธิปัตย์’


ถือฤกษ์ 09.09 น. ‘มาดามเดียร์’ เปิดตัว ลงชิง ‘หัวหน้าพรรค ปชป.’คนที่ 9
 

มาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์  สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียมมาดามเดียร์ ชวนชาว ปชป.ร่วมฟื้นศรัทธา อุดมการณ์ สร้างการเมืองที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

ชัยชนะครั้งนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เรามองหา และการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ ไม่ว่าเดียร์จะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ แต่มันควรจะเป็นชัยชนะของทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์ ในการนำพาให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เติบโตงอกงามท่ามกลางใจของประชาชนอีกครั้ง นำพาความหวังของพี่น้องประชาชนที่เลือกเราไปสู่ความเป็นจริงและพบกับอรุณรุ่งวันใหม่ที่สดใสของประเทศไทย

และในวันที่ 9 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นอีกครั้งที่จะได้พิสูจน์ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาจากความคงมั่นของอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความหวัง โอกาส และ ความหวังอันแข็งแกร่ง จะยังมีหลงเหลืออยู่ในหัวใจของเราหรือไม่ เพราะนี่คือหลักการเริ่มต้นของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเหตุผลที่เราจะต้องร่วมกันฟื้นศรัทธาของประชาชนในวันที่ก่อตั้งพรรคกลับมาเหมือนวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์

ตนเชื่อมั่นในตัวพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะพาเราจะไปถึงจุดนั้น และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตนถึงมายืนในจุดนี้ และอยากจะขอให้ทุกคนมองไปยังเป้าหมายและเดินไปสู่อนาคตด้วยกัน เพราะเราจะไม่ใช่แค่พรรค แต่เราจะเป็นความหวัง และความศรัทธาของประชาชนเพราะประชาธิปัตย์เท่ากับประชาชน เพราะประชาชนคือประชาธิปัตย์

‘นฤมล’ เผยผลงาน ‘นายกฯ’ ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564608

02 ธ.ค. 2566

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

‘นฤมล’ เผย ‘นายกฯ’ ประชุมเอเปค สร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชนสหรัฐฯ จนนักลงทุนสนใจร่วมลงทุนในไทย โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัลฯ รวมถึงการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย ให้การต้อนรับ นายรอเบิร์ต เอฟ โกเด็ก (Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมหารือถึงประเด็นความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกัน

ศาสตราจารย์นฤมล เปิดเผยว่า ทูตสหรัฐ ฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของการเยือนสหรัฐฯ ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอปเค ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย. 2566 ณ นครซานฟรานวิสโก สหรัฐฯ ที่ผ่านมา 

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

โดยนายกรัฐมนตรีหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ สร้างความเชื่อมั่นเชิญชวนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า 10 ราย ซึ่งภาคเอกชนฝากให้ความสนใจและสนับสนุนนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของรัฐบาล โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีและดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยสัปดาห์ที่แล้วนักธุรกิจของ USABC ได้เข้าพบรัฐบาลไทยแล้ว และทูตสหรัฐฯ ย้ำความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่แน่นแฟ้น และเป็นหนึ่งในประเทศที่เอกชนสหรัฐฯ ให้ความสนใจมาลงทุน 

ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การส่งเสริมภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุน หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) ได้เสนอแนวคิด Five to Thrive เพื่อส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในไทยในอนาคต รวมถึงสนใจลงทุนด้าน Data center ของ AWS (Amazon Web Service) เพื่อสนับสนุนการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐเพิ่มเติมด้วย

สำหรับแนวทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ด้านตลาดทุนในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนา Green investment fund เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสนับสนุนโครงการภายใต้นโยบาย Green Economy 2) ด้านสาธารณสุขในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาร่วมสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศไทยให้เป็น Medical Hub ของอาเซียน 3) ด้านเกษตรกรรม ในการร่วมลงทุนพัฒนาเกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมการเพิ่มผลิตผลให้กับภาคการเกษตร และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรตามเป้าหมายของรัฐบาลปัจจุบัน

'นฤมล' เผยผลงาน 'นายกฯ' ดึงภาคเอกชนสหรัฐร่วมลงทุนในไทย

‘สมศักดิ์’ เผยข่าวดี ‘มาเลเซีย’ อยากลงทุนพื้นที่ชายแดนใต้ เสนอของดเก็บภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564550

01 ธ.ค. 2566

'สมศักดิ์' เผยข่าวดี 'มาเลเซีย' อยากลงทุนพื้นที่ชายแดนใต้ เสนอของดเก็บภาษี

‘สมศักดิ์’ เยือน ‘มาเลเซีย’ หาแนวทางพัฒนาชายแดนใต้ รับทราบคำแนะนำ ให้ความสำคัญสอนศาสนา เตรียมดึงเอกชนลงทุนด้านอุตสาหกรรมเพิ่ม หลังมีสัญญาณที่ดี

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชานแดนภาคใต้ (กพต.) พร้อมด้วย นายกิตติกร โล่ห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าพบคณะภายใต้การนำของ ดาโต๊ะ ซะรี ฟาลิดา ยูโซฟ (DATO’SRI HAJI FADILLAH BIN HAJI YUSOF) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเพาะปลูกและสินค้า ประเทศมาเลเซีย  DATUK CHAN FOONG HIN รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร และ YB DATUK MOHAMAD BIN ALAMIN รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้ง คณะภายใต้การนำของ ดาโต๊ะ สิรี ดร. อาหมัด ซาฮิด ฮามีดี (YAB Dato Seri Dr. Ahmad Zahid Hamidi) รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอรับคำแนะนำ แนวทางและประสบการณ์ที่นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทย-มาเลเซีย 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากการหารือกับรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ให้คำแนะนำด้านการศึกษา ที่ไทยควรให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษากับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะเป็นโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการมีโปรแกรมการฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อป้อนคนเข้าสู่การทำงานในทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุน ทางมาเลเซียมีข้อเสนอต้องการให้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนของประเทศมาเลเซียไปลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ในลักษณะของพื้นที่อุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรม ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของพื้นที่ทั้งสองประเทศ เพราะการมีธุรกิจและอุตสาหกรรมที่พัฒนาร่วมกัน จะทำให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างหลากหลาย รวมถึงจะนำไปสู่การเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ส่วนการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทางมาเลเซีย แนะนำการส่งเสริมการค้าขายที่เป็นไปโดยถูกต้อง และลดเงื่อนไขข้อจำกัดทางกฎหมายให้มากขึ้น เช่น การกำหนดเขตสินค้าปลอดภาษี หรือ สินค้านำเข้าต่างๆ ที่ประชาชนของทั้งสองประเทศ มีความต้องการร่วมกัน จึงมีข้อแนะนำให้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเขตเศรษฐกิจ และการกำหนดสำนักงานเขตพัฒนาร่วมไทยมาเลย์ เพื่อผลักดันกระบวนการทำงานต่างๆให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นกลไกสำคัญผลักดันการทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนเรื่องความมั่นคง มีความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น อาทิ การให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้เห็นต่างจากรัฐ ในกรณีของการเข้าเมือง เพื่อหลบหนีข้อกฎหมายจากการกระทำผิดกฎหมายในประเทศนั้น ความร่วมมือการแก้ไขปัญหายาเสพติด และความมั่นคงอื่นๆซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะทำงาน หรือ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและวางแผนร่วมกันต่อไป โดยการพูดคุยหารือในครั้งนี้ เป็นไปในทิศทางที่ดี หลังท่านเศรษฐา ได้เดินทางไปหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้นายสมศักดิ์นยังได้หารือการแก้ปัญหาอุทกภัยว่า เนื่องจากรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับการมอบหมายให้เป็นประธานในส่วนของการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอสำคัญในส่วนของการวางแผนการจัดการภัยพิบัติพื้นที่ร่วมชายแดนไทยมาเลเซีย โดยเฉพาะการทำแผนการจัดการป้องกันระบบน้ำท่วม การทำแผนอพยพย้ายประชาชนของทั้งสองประเทศ ในกรณีเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมกระทันหัน หรือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ โดยจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและกระบวนการทำงานร่วมกันของทั้งสองประเทศ ผ่านแผนปฏิบัติการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนทั้งสองประเทศ ประสบปัญหาและต้องได้รับการแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน ซึ่งตนในฐานะกำกับดูแล สทนช. ก็สนับสนุนที่จะดำเนินการส่วนของการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติร่วมกัน โดยถือว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทั้งสองประเทศ จะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

“จากคำมั่นของรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ที่จะดำเนินการทำทุกสิ่งเพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง และมาเลเซียพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในทุกประเด็นตามที่นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีการศึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกันในการทำงาน 4 ประเด็นได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านการค้าชายแดน ด้านการท่องเที่ยว และด้านการเกษตร ผมจึงมั่นใจว่า จะทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้นอย่างแน่นอน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายสมศักดิ์หารือมาเลเซียแนวทางพัฒนาชายแดนใต้นายสมศักดิ์หารือมาเลเซียแนวทางพัฒนาชายแดนใต้

นายสมศักดิ์หเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของมาเลเซียนายสมศักดิ์หเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของมาเลเซีย

ลุ้นคำพิพากษา ‘กบฏ’ ‘กปปส.’ ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564534

01 ธ.ค. 2566

ลุ้นคำพิพากษา 'กบฏ' 'กปปส.' ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา 7 ‘กปปส.’ คดี ‘กบฏ’ ก่อการร้าย ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จตุพร โผล่ให้กำลังใจทนายนกเขานิติธร ล้ำเหลือ

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี กปปส. ชุดเล็กร่วมกันกบฏ ก่อการร้าย หมายเลขดำอ.2732/2562   ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ4 เป็นโจทก์ฟ้องนายนัสเซอร์ ยีหมะ,นายอุทัย ยอดมณี,นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา น.ส.จิตภัสร์ หรือตั๊น กฤดากร ,นายพานสุวรรณ ณ แจ้ง ,นายประกอบกิจ อินทร์ทอง และนายกิตติศักดิ์ ปรกติ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7

ในความผิด ฐาน ร่วมกันมั่วสุม เป็นกบฏสมคบกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ฯ โดยมีนาย จตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวมประเทศไทยเดินทางมาให้กำลังใจด้วย

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย.2556-1พ.ค.2557 จำเลยกับพวกซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มคณะกรรมกาประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข( กปปส.) โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เป็นจำเลย

ศาลพิพากษาลงโทษได้ร่วมกันกับพวกจำเลยคดีนี้ มั่วสุม เป็นกบฏสมคบกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดินและขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้พ้นจากตำแหน่ง ยุยง ปลุกระดม ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง พวกจำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความในคดี กล่าวว่า คดีนี้เป็นกบฎ กปปส. ชุดกลาง จำเลย 7 คน โดยศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมฯ เช่นเดียวกับกรณีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำ กปปส.

ทนายความยังยอมรับว่า การชุมนุมมีผู้รักชาติรักแผ่นดินมาเป็นร่วมจำนวนมาก ดังนั้นพฤติการณ์ก็จะแยกออกเป็นกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มพฤติการณ์ก็จะต้องแยกออกเป็นรายบุคคลอีก ซึ่งมองว่า ตามหลักการทางอาญาแล้ว การจะพิจารณาแบบเหมารวมไม่สามารถทำได้

ส่วนแนวทางในการต่อสู้ทางคดียืนยันว่า เป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ใช้ความรุนแรง รวมถึงลักษณะของการปราศรัย มีการแปลเนื้อหาข่าวสารให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดความคาดเคลื่อนในการรายงานข่าว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศรายชื่อ กมธ.35 คณะ 525 ราย เช็คที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564525

30 พ.ย. 2566

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศรายชื่อ กมธ.35 คณะ 525 ราย เช็คที่นี่

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศรายชื่อ คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา 35 คณะ 525 ราย ตรวจสอบรายชื่อ สส.ในแต่ละ กมธ.ได้ที่นี่ อย่างละเอียด

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา หน้า 6 เล่มที่ 140 ตอนที่ 92 ง เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา

ด้วยในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 ลงนามประกาศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 โดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา  ประธานสภาผู้แทนราษฏร ดังต่อไปนี้

ทั้งนี้ ประกาศรายชื่อ คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา 35 คณะ 525 ราย เริ่มตั้งแต่ หน้า 6-หน้า 22 ดังต่อไปนี้ 

1.คณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน

1.นายกมล ลีวาเมาะ

2.นายกัณวีร์ สืบแสง

3.นายเกียรติคุณ ต้นยาง

4.นายคุณากร มั่นนทีรัย

5.น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว

6.นายชัยเกษม นิติสิริ

7.นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ

8.น.ส.นิตยา มีศรี

9.นายประยุทธ์ ศิริพานิช

10.นายมานพ ศรีผึ้ง

11.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์

12.นายวิทยา แก้วภราดัย

13.นายวีรวุธ รักเที่ยง

14.น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

15.นายองอาจ วงษ์ประยูร

2.คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฏร

1.น.ส.กุลวลี นพอมรบดี

2.นายฉลาด ขามช่วง

3.นายไชยวัฒนา ติณรัตน์

4.นายซูการ์โน มะทา

5.น.ส.ทิสรัตน์ เลาหพล

6.นายนิติพล ผิวเหมาะ

7.นายประเสริฐ บุญเรือง

8.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

9.น.ส.ภคมน หนุนอนันต์

10.นายภาณุ  พรวัฒนา

11.นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์

12.นายศุภปกรณ์  กิตยาธิคุณ

13.นายสนอง เทพอักษรณรงค์

14.นายสมมุติ เบญจลักษณ์

15.นายอดิศร เพียงเกษ

ติดตาม รายชื่อ คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา 35 คณะ 525 ราย ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรม แจง มอบงานใหม่ ‘อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ’ สางยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564516

30 พ.ย. 2566

รมว.ยุติธรรม แจง มอบงานใหม่ 'อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ' สางยาเสพติด

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำการโยกย้าย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มารับบทบาทในฐานะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นการพิจารณา โดยอิงถึงความรู้ ความสามารถ ส่วนภารกิจจากนี้คือการลุยเรื่องยาเสพติด ด้านผู้ที่จะมารับตำแหน่งอธิบดีฯสืบต่อ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเป็นใคร

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  เปิดเผยว่า  การโยกย้าย  พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ   ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม  โดยถูกเชื่อมโยงว่า ผลงานไม่เข้าเป้า หรือเจอตอในการทำคดี “หมูเถื่อน”   ขอชี้แจงว่า
 พันตำรวจตรี สุริยา เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ  ทั้งนี้เนื่องจากตำแหน่งรองปลัดรองปลัดกระทรวงยุติธรรมว่างอยู่ และตนต้องการให้มาแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งพันตำรวจตรีสุริยา เคยอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นิติวิทยาศาสตร์ และ  สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด ( ป.ป.ส.) จึงเหมาะต่อการที่จะเข้ามาทำหน้าที่  สำหรับงานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
จะทำคดีอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญ เป็นหน่วยงานที่
ทำงานเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง มีความเข้มแข็ง โดยใช้หลักนิติธรรมที่มีกฎหมาย ไม่ใช้อิทธิพลเป็นใหญ่ ใครทำผิดต้องได้รับผิดอย่างตรงไปตรงมา 


“แม้แต่คดีหมูเถื่อน คดีนี้ถือเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่มาทำลายความมั่นคงทางอาหาร  เราต้องสอบเป็นองค์กรอาชญากรรม มีความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งความผิดฐานฟอกเงินเป็นความผิดสองประเทศ ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ขอไม่ต้องห่วงว่าจะไปช่วยเหลือใคร พูดโดยพยานหลักฐานไม่ได้พูดโดยคน  ส่วนจะแต่งตั้งใครมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ   ตรงนี้มีกระบวนการอยู่แล้ว ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นใคร เพราะในกรมสอบสวน
คดีพิเศษยึดความเชี่ยวชาญ ทุกคนที่ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีเกียรติศักดิ์ และยืนยันไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอง แต่เราจะมาทำเรื่องที่เสริมกับตำรวจ”  พันตำรวจเอกทวี ระบุ

กกต. สรุปยอด ‘เงินบริจาคพรรคการเมือง’ ประจำ ‘เดือนกันยายน’ ปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564513

30 พ.ย. 2566

กกต. สรุปยอด 'เงินบริจาคพรรคการเมือง’ ประจำ 'เดือนกันยายน' ปี2566

‘กกต.’ สรุปยอด ‘เงินบริจาคพรรคการเมือง’ ประจำ​เดือนกันยายน ปี2566 พบ ‘ก้าวไกล’ คนบริจาค 70 ราย จำนวนเงินมากที่สุด 5 ล้านบาท ตามด้วย ‘ภูมิใจไทย’ 2 ล้านบาท ‘พรรคเปลี่ยน’ 1 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ เผยแพร่เอกสารสรุปยอด เงินบริจาคของพรรคการเมือง ประจำเดือนกันยายน  ปี2566 จำนวน 10 พรรคการเมือง โดยมีผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง ที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 154 ราย เป็นจำนวนเงิน 9,205,927.12 บาท

ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล มีผู้บริจาค 70 คนจำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 5,080,001.12 บาท ประโยชน์อื่นใด17,800 บาท 

พรรคภูมิใจไทย มีผู้บริจาค 68 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 2,040,000 บาท พรรคเปลี่ยน มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 1,000,000 บาท

พรรคกล้าธรรม มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 370,000 บาท พรรคไทยภักดี มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 280,000 บาท พรรคกล้า มีผู้บริจาค 2 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 160,000 บาท พรรคใหม่ มีผู้บริจาค 7 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค121,126 บาท

พรรคท้องที่ไทย มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 100,000 บาท พรรคประชาชาติ มีผู้บริจาค 1 คน จำนวนเงินที่ได้รับบริจาค 16,000 บาท พรรครักษ์ธรรม มีผู้บริจาค 2 คนประโยชน์อื่นใดจำนวน 21,000 บาท

กกต. สรุปยอด 'เงินบริจาคพรรคการเมือง’ ประจำ 'เดือนกันยายน' ปี2566

‘สุวัจน์’ แจง ‘กรณ์’ ลาออกไม่เกี่ยว ‘สส.แจ้’ ย้ายซบ ‘พรรคชาติพัฒนากล้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564505

30 พ.ย. 2566

'สุวัจน์' แจง 'กรณ์' ลาออกไม่เกี่ยว 'สส.แจ้' ย้ายซบ 'พรรคชาติพัฒนากล้า'

‘สุวัจน์’ แจงการลาออกของ ‘กรณ์ จาติกวณิช’ จากสมาชิกพรรค เป็นเจตนาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง66 ไม่เกี่ยว สส.แจ้ เข้า ‘ชาติพัฒนากล้า’ ยันตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้อง ให้โอกาสพิสูจน์ตัวเองกับประชาชน

วันที่ 30 พ.ย. 2566 เวลา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) เปิดเผย ถึงกรณี สส.แจ้ วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี เข้าสังกัดเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า ว่า นายทะเบียนพรรคก็ได้ตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ของนายวุฒิพงศ์ แล้วว่าถูกต้อง และได้แจ้งไปยัง กกต.และประธานสภาผู้แทนราษฎรให้รับทราบตามขั้นตอนแล้ว 

 สส.แจ้ วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.แจ้ วุฒิพงศ์ ทองเหลา

ทั้งนี้ ตัวของ สส.แจ้ วุฒิพงศ์ เองก็ได้ชี้แจงต่อสาธารณะไปแล้ว จากนี้ไปก็เป็นโอกาสของเขาที่จะมาทำงานในแนวทางของพรรคชาติพัฒนากล้า เพื่อพิสูจน์ผลงานให้พี่น้องประชาชนได้เห็น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวน สส.เป็น 3 คนนั้น ไม่ได้ผลมีผลต่อการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้านายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

ส่วนการลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า ของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า นั้น นายสุวัจน์ ย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายวุฒิพงศ์ เพราะนายกรณ์ ได้มาแจ้งกับตนตั้งแต่ หลัง เลือกตั้ง66 แล้วว่า ขอยุติบทบาทชั่วขณะ โดยจะขอลาออกทั้งจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค

“แต่ผมได้ขอให้เป็นสมาชิกพรรคอยู่ต่อไปอีกสักระยะ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เนื่องจากเพิ่งเลือกตั้งเสร็จ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็สุดแล้วแต่ท่าน กระทั่งเมื่อวานท่านก็แจ้งมาขอลาออก ผมก็รับทราบ และไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด” ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ระบุ

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้านายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า