‘นายกฯ’โต้ข้ามประเทศ ปมทำ ‘ซูเปอร์แอปฯ’ แจก ‘เงินดิจิทัล’ปัดเอี่ยว แสนสิริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561250

17 ต.ค. 2566

‘นายกฯ’โต้ข้ามประเทศ ปมทำ ‘ซูเปอร์แอปฯ’ แจก ‘เงินดิจิทัล’ปัดเอี่ยว แสนสิริ

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โต้ข้ามประเทศ ปมเตรียมจะใช้เงิน12,000 ล้าน จ้างทำแอปพิเคชั่น เอื้อกลุ่มทุนเครือข่าย ท้าให้บันทึกเอาไว้เลย ปัด แสนสิริ-เอ็กซ์สปริงฯ ไร้พัวพัน

นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังเป็นปมปัญหาเกิดข้อถกเถียงในสังคมไทยอย่างกว้างขว่าง มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่เห็นต่างรวมทั้งเตรียมฟ้องร้อง และรัฐบาลยังคงเดินหน้าแจก “เงินดิจิทัล” ต่อไป ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนขณะเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2566 ถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจ้างบริษัทในเครือข่ายของนายกรัฐมนตรี จัดทำแอปพลิเคชั่นรองรับการแจกเงินดิจิทัล เป็นตัวเลขมากขึ้น 12,000 ล้านบาทว่า ยืนยันไม่มีเรื่องค่าคอมมิชชั่น ไม่มีการหักเบี้ยใบ้รายทาง หรือถูกหักเงิน 3% และไม่มีการจ้างเป็นหมื่นล้านบาทอย่างที่กล่าวหา แต่ตัวเลขน้อยมาก

และไม่ใช่ประเด็นแน่นอน ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการจ้างบริษัทในเครือข่ายของตนนั้น ขอให้ระบุชื่อมาให้ชัด เพราะแสนสิริไม่ได้ทำแอปฯ แน่นอน ส่วนบริษัทเอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPGX ) ที่ตนเคยเป็นกรรมการอยู่ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน ขอให้บันทึกว่า 2 บริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้ามารับงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกล่าวหาลักษณะนี้เหมือนเป็นการจงใจมากเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าววว่า ไม่เป็นไร เพราะตนเป็นบุคคลสาธารณะต้องพร้อมสำหรับการชี้แจงและตรวจสอบได้ ตนมั่นในว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี ส่งผลกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม และให้ประโยชน์กับประชาชน เรามั่นใจในความโปร่งใสของนโยบายนี้

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีมีความมั่นใจในข้อมูล แต่เหตุใดจึงไม่เลือกชี้แจงให้สังคมเข้าใจ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนอยากให้คณะกรรมการศึกษาเงินดิจิทัลฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้ชำนาญการจากหลายฝ่าย มีข้าราชการระดับสูง ซึ่งเห็นตรงและเห็นต่างกันบ้าง มีข้อแนะนำต่างๆ ได้มีสิทธิ์พูด เพราะเรามีคณะกรรมการกลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน ขอเวลาให้ได้ถกกันให้ดี ซึ่งต้องให้เกียรติกรรมการทุกคน ส่วนการชี้แจงอาจจะช้าก็น้อมรับ ซึ่งไม่อยากพูดอะไรเร็วเกินไป แต่หากมีประเด็นขึ้นมาตนก็พร้อมชี้แจง

“อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าหากทุกอย่างมีความพร้อม จะทำให้หมดสงสัย ยืนยันว่าทุกๆ ข้อสงสัย ทุกๆ คำแนะนำ จะถูกนำไปพิจารณาและปรับปรุงเพื่อให้เป็นนโยบายที่ดีที่สุด ปราศจากเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ส่วนความชัดเจนจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ประกาศเอาไว้”นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ กล่าวสรุป

ก้าวไกล ออกอาการเซ็ง ปม คุกคามทางเพศ เพื่อไทย ไม่ยอมจบ [ มีคลิป ]

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561251

17 ต.ค. 2566

ก้าวไกล ออกอาการเซ็ง ปม คุกคามทางเพศ  เพื่อไทย  ไม่ยอมจบ [ มีคลิป ]

รองโฆษกพรรคก้าวไกล ออกอาการเดือด ประเด็น “คุกคามทางเพศ” พัน “สส.ก้าวไกล” กลายเป็นฉายหนังซ้ำ วนอยู่แต่เรื่องเดิม หลัง อดิศร เพียงเกษ สส.รุ่นใหญ่ เพื่อไทย แนะนำให้ฝ่ายค้านไปซักฟอกตัวเองให้ดีก่อนที่จะมาซักฟอกรัฐบาล ระบุการย้ำอยู่กับความผิดพลาด ประชาชนไม่ได้อะไร

ที่พรรคก้าวไกล น.ส. ภคมน หนุนอนันต์  สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคก้าวไกล   เปิดเผยว่า  การที่นายอดิศร เพียงเกษ  สส.เพื่อไทย  ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)  ระบุว่า  ก่อนที่พรรคฝ่ายค้าน จะอภิปรายซักฟอกรัฐบาล   แนะนำให้ไปซักฟอกตัวเองก่อน  จัดการกับเรื่องสส.ก้าวไกล จากปัญหา คุกคามทางเพศ  เห็นว่าเรื่องนี้ ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะพูดอะไรก็ตาม ถ้าออกมาปกป้องตัวเองก็จะวนกลับมาเรื่องเดิมคือเรื่องความผิดพลาดในประเด็น สส.มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ โดยพรรคเอง ก็ได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว ว่าขอน้อมรับความผิดพลาดในการพิพากษาเรื่องนี้ ยอมรับว่ากระบวนการล่าช้า 

“ดิฉันเองเป็น สส.หญิง ยอมรับว่าอึดอัดต่อเรื่องนี้ และคือความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งเราก็ได้น้อมรับไปแล้ว อยากจะให้ทุกการตอบโต้ทางการเมืองลงเนื้อหาสาระ เข้าประเด็นกัน  เพราะไม่เช่นนั้น ไม่ว่าจะพูดอะไร ท่านก็จะวกกลับมาเรื่องนี้ ขอบคุณที่เป็นห่วงให้ซักฟอกตัวเองก่อน “


น.ส.ภคมน   กล่าวว่า  นายอดิศรน่าจะเข้าใจดีว่า ในอดีตก็เคยน้อมรับความผิดพลาด  เชื่อว่านายอดิศรคงไม่ได้มีความสุข ที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตอกย้ำความผิดพลาดอยู่ตลอด มองว่าบรรยากาศก็จะเป็นวนไปมา    ประชาชนไม่ได้อะไร ส่วนตัวเชื่อว่านายอดิศร ไม่ได้ชอบวิธีการทำการเมืองแบบนี้เท่าไหร่ เพราะพรรคเพื่อไทยก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาโดยตลอด

“รู้สึกกังวลว่าประชาชนจะเริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้ประโยชน์จากการตอบโต้ทางการเมือง และเกิดความเบื่อหน่ายการเมือง ส่วนจะเป็นการลากพรรคก้าวไกลไปสู่การเมืองแบบเก่าหรือไม่  ประชาชนสามารถตัดสินด้วยตัวเขาเอง อยากให้นักการเมืองไม่ว่ารุ่นใดก็ตามปรับตัว ประชาชนเขามองผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก อยากให้ทุกการตอบโต้มีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง  ส่วนเรื่องนี้ ( คุกคามทางเพศ )เราคงหนีไม่พ้น แต่อยากให้สังคม หรือคนในสิ่งแวดล้อมเดียวกันมีเหตุผล ตอบโต้เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะพูดปัญหาอะไรก็ตาม จะกลับมาที่เรื่องนี้ “

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ขณะนี้คดีความยังไม่ถึงที่สิ้นสุด แต่พรรคก้าวไกลก็น้อมรับ และนำไปเร่งรัดในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อตัดสินทางวินัยกรณีนี้โดยเฉพาะ และยืนยันว่า จะไม่นานเหมือนเรื่องอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ พรรคก้าวไกลน้อมรับความผิดพลาด ที่ไต่สวนหาข้อเท็จจริงใช้เวลานาน ซึ่งสังคมได้พิพากษาไปแล้ว และพรรคก้าวไกลก็ได้รับบทเรียนเหล่านั้นแล้วเช่นกัน  ” น.ส. ภคมน  ระบุ 

เรียกร้องรัฐบาลมีเอกภาพแจง ‘ตัวประกัน’ ‘แรงงานไทย’ ในอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561217

17 ต.ค. 2566

เรียกร้องรัฐบาลมีเอกภาพแจง 'ตัวประกัน' 'แรงงานไทย' ในอิสราเอล

รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่ารัฐบาล ไม่มีศักยภาพพอจะช่วยเหลือ ‘ตัวประกัน’ ที่ เป็น ‘แรงงานไทย’ ในอิสราเอล

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทั้งนายกฯ และรองนายกฯ ทำงานประสานเชื่อมข้อมูลตกลงกันให้ดี ถึงท่าทีที่จะชี้แจงในเรื่องสำคัญ เช่นเรื่องการช่วยเหลือตัวประกัน เพื่อให้ญาติพี่น้องของตัวประกัน และคนไทยที่เป็นห่วงกังวลกับการจับแรงงานไทยไปเป็นตัวประกันได้มั่นใจได้ว่า รัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอ

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ท่าทีของผู้นำระดับสูงในรัฐบาลที่แสดงออกต่อเรื่องการช่วยตัวประกันต่างทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถ และมีความตั้งใจที่จะดำเนินการในการช่วยตัวประกันมากน้อยแค่ไหนอย่างไรเพราะเมื่อนักข่าวถามนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และรองนายกฯ ปานปรีย์ พหิทธานุกร ว่า

เรื่องตัวประกันมีสัญญาณบวกหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ยังไม่มี แต่ รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ตอบว่า มีสัญญาณบวก คำตอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการดำเนินการช่วยเหลือตัวประกันที่เป็นแรงงานไทยหรือไม่

กรณีแรงงานไทยถูกกลุ่มฮามาส จับเป็นตัวประกัน การช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันอยู่ขณะนี้เป็นเรื่องพี่น้องคนไทยที่อยู่ทางเมืองไทยรู้สึกรู้สึกวิตกกังวลเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากไม่ทราบว่าถูกจับไปไว้ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร และมุ่งหวังให้รัฐบาลไทยหาทางช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยให้ได้โดยเร็ว

‘สมศักดิ์’ ชงตั้ง ‘ศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด’ เร่งพิจารณาคดี ยึดทรัพย์ทันควัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561201

17 ต.ค. 2566

'สมศักดิ์' ชงตั้ง 'ศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด' เร่งพิจารณาคดี ยึดทรัพย์ทันควัน

‘สมศักดิ์’ ชงตั้ง ‘ศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด’ เร่งพิจารณาคดี ก่อนยึดทรัพย์ ตัดวงจรนักค้ายาเสพติด ด้าน ‘ประธานศาลฎีกา’ เห็นด้วย หากฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติสนับสนุน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ แสดงความยินดี นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกา 

ในการพบปะกันนั้น นายสมศักดิ์ นำเรื่องแนวทางการพิจารณาคดียาเสพติด มาพูดคุย เนื่องจากปัจจุบันผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 85% เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด จึงอยากให้ช่วยยกระดับให้คดียาเสพติด เป็นคดีสำคัญ ถ้าประธานศาลฎีกาจะกรุณาแยกคดี เป็น “ศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด” ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้รัฐบาล แก้ปัญหายาเสพติดได้คล่องตัวขึ้น

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาล เน้นการยึดอายัดทรัพย์ของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ดังนั้น ถ้ามีการแยกคดีและพิจารณาด้วยความรวดเร็ว ก็จะสามารถยึดอายัดทรัพย์ของผู้กระทำผิดไว้ได้ทัน ไม่เปิดโอกาสให้มีการโยกย้ายทรัพย์หนี รวมถึงกฎหมายยาเสพติดใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับการยึดอายัดทรัพย์ ซึ่งต้องมีการขยายผลคิดตามมูลค่า Value-based หรือ คำนวนทรัพย์ตามความผิดที่เคยกระทำทั้งหมด โดยจะเป็นการช่วยตัดวงจรการค้ายาเสพติดได้

มองว่า เป็นการแก้ปัญหายาเสพติดแบบถึงแก่นแกน เพราะก่อนตนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ในแต่ละปีอายัดได้ไม่เกิน 900 ล้านบาท และยึดทรัพย์ได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท แต่หลังตนเข้ามาขับเคลื่อน สามารถยึดอายัดปีสุดท้ายได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท เพราะมูลค่ายาเสพติด สูงถึง 2 ล้านล้านบาท ตนจึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และขอยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนในเรื่องกฎหมาย ในการผลักดันเป็นศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด

นางอโนชา ชีวิตโสภณนางอโนชา ชีวิตโสภณ

ขณะที่ นางอโนชา กล่าวว่า คดียาเสพติด ไม่ว่าศาลใด ก็ให้ความสำคัญ เพราะเป็นคดีส่วนใหญ่ของเรา ดังนั้น คิดว่า ต้องเตรียมความพร้อมรับคดีเหล่านี้ และ ควรมีแผนกคดียาเสพติด เพราะจะเป็นการรวบรวมผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องยาเสพติดทั้งหมดมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะสามารถช่วยกันปรึกษาหารือในคำพิพากษาได้ ทำให้เกิดความรอบคอบมากยิ่งขึ้น 

การตั้งแผนกคดียาเสพติด ไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากเป็นเรื่องภายใน ส่วนแนวคิดการแยกคดียาเสพติด เป็นศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด เมื่อตนได้ยินท่านรองนายกรัฐมนตรีเสนอ ก็รู้สึกดีใจ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติด้วย 

'สมศักดิ์' ชงตั้ง 'ศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด' เร่งพิจารณาคดี ยึดทรัพย์ทันควัน

‘สว.ตวง’ ห่วง นศ.เกษตรใน ‘อิสราเอล’ หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561194

17 ต.ค. 2566

'สว.ตวง' ห่วง นศ.เกษตรใน 'อิสราเอล' หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน

‘สว.ตวง’ ห่วง นศ.เกษตรใน ‘อิสราเอล’ หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน วอนทบทวนหลักสูตรการศึกษาไทย สร้างอาชีพ ขอรัฐบาลไทยทำตัวเป็นกลาง เกรงกระทบความสันพันธ์

การส่งนักศึกษาไทยไปให้ความรู้เรื่องการเกษตรที่ “อิสราเอล” นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ไทยเราส่งนักศึกษาเกษตรไปจำนวนมาก รวมถึงการส่งออก ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของอิสราเอล 80 – 90% มาจากฝีมือของเด็กไทยที่มาจากวิทยาลัยการเกษตรที่อยู่ในอิสราเอล 

ในเรื่องนี้รัฐบาลไทยต้องทบทวน เพราะมีวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศ แต่ไม่สามารถสร้างอาชีพให้คนมีรายได้ มีงานทำได้ ขณะที่เราเอานักศึกษาไทยไปช่วยอิสราเอล ดังนั้นต้องทบทวนหลักสูตรการศึกษาไม่ต้องมีแล้ว ปวช. และ ปวส. แต่ต้องพูดถึงหลักความรู้ในการประกอบอาชีพ วิทยาลัยเกษตรบางที่ มีครูมากกว่านักเรียน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันหมดทั่วประเทศ หลักการพวกนี้ในอิสราเอลมี แต่ไทยไม่ได้ทำ

สำหรับเด็กนักศึกษาที่อยู่ในวิทยาลัยเกษตร เรา 79 คน ที่ไม่ใช่สัดส่วนของนักศึกษามหาลัย เป็นคนที่ไปช่วยอิสราเอลทำงาน จึงต้องแสดงความห่วงใย และไม่แน่ใจว่าจะเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ กลุ่มฮามาส จับไปหรือไม่

นายตวง ระบุว่า ขอให้รัฐบาลไทยไม่เลือกข้าง หากเราเลือกข้างเกินไป ก็จะส่งผลอันตรายต่อการทูตระหว่างประเทศ และส่งผลต่อความมั่นคงในอนาคต หลักสำคัญควรจะบอกทุกฝ่ายพูดคุยกัน ปกป้องคุ้มครองพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด หากเราพูดได้เช่นนี้ เราก็จะสามารถบินข้ามน่านฟ้าเขาได้ เพื่อปกป้องประชากร ทั้งจากประชาคมโลกและจากประเทศต้นทางที่เกิดปัญหา จะต้องไม่นำประเทศและพลเมืองของเราไปสู่ความขัดแย้ง และยังมองว่าประเทศต่างๆนำพลเรือนกลับมาได้ทั้งหมด แต่ของเรายังต้องอาศัยเงื่อนระยะเวลาทอดยาวออกไปพอสมควร

ขณะเดียวกันต้องทบทวนเรื่องความยากจน บางคนมองความปลอดภัยในชีวิตมาเป็นอันดับรอง ความยากจนหากใครไม่เผชิญคงไม่ทราบ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบางคนจะกลับไปทำงานเช่นเดิม หากสถานการณ์ปกติ รัฐบาลต้องคิดแล้วว่า ความยากจนทำให้คนไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสงครามได้ ซึ่งแรงงานเหล่านั้นก็เป็นหนึ่งในพลเมืองของเรา นอกจากนี้ต้องดูแลแรงงานกลุ่มที่ไม่ได้รับการดูแลจากผู้ประกอบการดีพอ และแรงงานกลุ่มที่ไม่ได้รับพาสปอร์ต 

นายตวง ยังมองว่า ช่วงหลังกระทรวงการต่างประเทศได้มีการปรับตัว และ ประเทศไทยต้องปรับระยะห่างของเรื่องนี้ให้ได้ 

” ผมไม่ได้ว่าอะไรใครนะแต่รัฐบาลที่แล้วทำมาดีแล้ว เช่นระยะห่างกับซาอุดิอาระเบีย แต่ครั้งนี้เราต้องกลับไปคุยกับเขาใหม่ ที่ผ่านมามันดีมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเราต้องไปเริ่มคุยกับซาอุใหม่ แต่ในเมื่อมันเกิดปัญหาเราก็ต้องกลับมาเรียนรู้และทบทวน” นายตวงกล่าว

‘รถไฟฟ้า’ ’20บาท’ ตลอดสาย ยังไม่ใช่นโยบายที่หาเสียงไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561189

17 ต.ค. 2566

'รถไฟฟ้า'  '20บาท' ตลอดสาย ยังไม่ใช่นโยบายที่หาเสียงไว้

ก้าวไกล ชี้ ‘รถไฟฟ้า’ สายสีแดงและสายสีม่วง ’20 บาท’ ตลอดสาย ยังไม่ใช่นโยบายที่เพื่อไทยหาเสียงไว้ เพราะไม่ครอบคลุมทั้งระบบ

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีมติคณะรัฐมนตรีปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง จาก 14-42 บาท เป็น 14- 20 บาท และสายสีแดงจาก 12-42 บาท เป็น 12-20 บาท เมื่อวานนี้ว่า การลดราคาค่าโดยสารใน 2 สายนี้สามารถทำได้ง่ายเพราะเป็นของรัฐ และก็เคยมีการลดค่าโดยสารแบบนี้มาแล้ว

โดยสายสีม่วงเคยลดราคาให้เหลือสูงสุดไม่เกิน 20 บาทในช่วงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 – 31 มกราคม 2564 และสายสีแดงเคยให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนกรกฎาคม – 28 พฤศจิกายน 2564 แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากปัญหาหลักอยู่ที่การเข้าถึงสถานี ซึ่งประชาชนเดินทางมาเชื่อมต่อกับสถานีได้ยากลำบากและแพงมาก 

การปรับลดดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่และยังไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตามที่รัฐบาลเคยหาเสียง เพราะตัวชี้วัดที่แท้จริงอยู่ที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีส้ม ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการขาดทุนของทั้ง 2 สายที่ขาดทุนอยู่แล้ว ให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 267 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าไม่มาก เนื่องจาก 2 สายนี้ไม่ค่อยมีผู้ใช้บริการ

สิ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยคาดหวังจากการดำเนินนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คือการนำมาใช้กับสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน เพราะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากที่สุด รวมถึงการทำให้เป็นระบบ ค่าโดยสารร่วม กรณีเดินทางข้ามสายและข้ามบริษัทผู้ให้บริการ เช่น ขึ้นสายสีเขียวแล้วไปต่อสายสีน้ำเงิน ให้ค่าโดยสารร่วมสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดเส้นทาง ซึ่งในประเด็นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเคยกล่าวเอาไว้ว่าขอเวลา 2 ปีจะดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่หาเสียงไว้

ทนายอนันต์ชัย จี้ ป.ป.ช.ชี้มูลนายกฯ ฝ่าจริยธรรม ปมตั้ง ผบ.ตร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561179

17 ต.ค. 2566

ทนายอนันต์ชัย จี้ ป.ป.ช.ชี้มูลนายกฯ ฝ่าจริยธรรม ปมตั้ง ผบ.ตร.

ทนายอนันต์ชัย ยื่นหนังสือร้องเรียน ป.ป.ช. ไต่สวนชี้มูลกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ผบ.ตร. ขัดต่อกฎหมาย และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวน และมีความเห็นกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ทนายอนันต์ชัย จี้ ป.ป.ช.ชี้มูลนายกฯ ฝ่าจริยธรรม ปมตั้ง ผบ.ตร.

ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ได้แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2565 และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 219 หรือไม่

และยืนยันว่าการดำเนินการในวันนี้เป็นคนละกรณีกับของพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ร้องเรียนเรื่อง ม.157 ในส่วนตนดำเนินการในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับใครใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.

โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ได้เป็นประธานการประชุม ก.ตร. และได้เสนอชื่อ พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยใช้วิธีลงคะแนนอย่างเปิดเผย ปรากฏว่า ก.ตร. 9 ท่าน เห็นชอบตามที่นายเศรษฐา เสนอ

ทนายอนันต์ชัย จี้ ป.ป.ช.ชี้มูลนายกฯ ฝ่าจริยธรรม ปมตั้ง ผบ.ตร.

มีเพียงพลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่เห็นชอบ ส่วนนายเศรษฐา และนายประทิต สันติประภพ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ งดออกเสียง ซึ่งการแต่งตั้งดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย และมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

จึงได้มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง และหาก ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ให้พ้นจากตำแหน่ง หรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี ด้วยหรือไม่ก็ได้

‘เศรษฐา’ เชิญชวน CITIC ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและ EV

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561178

17 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ เชิญชวน CITIC ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและ EV

‘เศรษฐา‘ ชวน CITIC ลงทุนในไทยด้านพลังงานสะอาด- supply chain ของรถยนต์ EV ลั่นพร้อมร่วมมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วันที่ 17 ต.ค. เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่งซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.) นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า Mr. Zhu Hexin, Chairman CITIC Group Corporation เข้าเยี่ยมคารวะ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นบริษัทฯ ใหญ่ของจีนที่ดำเนินธุรกิจ ทั้งในส่วนของการบริการทางการเงินแบบครบวงจร และใช้เทคโนโลยีระดับสูง กลุ่ม CITIC ได้รับการจัด อันดับอยู่ใน Fortune’s Global 500 เป็นเวลา 15 ปีติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2552 และอยู่ในอันดับที่ 100 ในปี 2566 โดย CITIC สนใจลงทุนใน PPP Projects ขนาดใหญ่ของไทย มีความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทยในหลากหลายธุรกิจ

โดยนายเศรษฐา ได้หยิบยก เชิญชวนให้ CITIC มาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสาตร์5 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่ม BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy (โดยเฉพาะเกษตร อาหาร การแพทย์ และพลังงาน สะอาด) อุตสาหกรรมยานยนต์ (โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะต้นน้ำและ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ และการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนเชิญชวนให้มาตั้ง Regional Headquarter โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่

ฝ่ายบริษัทฯ ประสงค์ขยายความร่วมมือกับไทยในอีกหลายด้าน บริษัทมีธุรกิจครอบคลุมและมีบริษัทในเครือจำนวนมาก และมีศักยภาพการแข่งขันระดับโลก รวมทั้ง ด้านพลังงานสะอาดที่ไทยสนใจ

ไทยและ CITIC จะร่วมมือกันเพื่อต่อยอดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ด้วยความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล 

บริษัทต้องการขยายความร่วมมือและการลงทุนในไทย โดยเฉพาะสาขาที่ไทยสนใจ เช่น พลังงานสะอาด การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

นายกฯชวนมาขยายธุรกิจด้านการเงินในไทย ซึ่งCITIC มีธุรกิจเกี่ยวข้องการเงินอยู่ด้วยแล้ว เช่น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มีใบอนุญาตทางการเงินการธนาคารครบถ้วนและอยู่ในอันดับต้นๆในจีน จึงมีศักยภาพที่จะลงทุนในไทยได้ จะได้หารือในขั้นตอนต่อไป 

ไทยส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV จึงขอเชิญบริษัทฯ เข้ามาลงทุนลักษณะ supply chain เช่น ล้อแม็กซ์ฯ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยไทยสนับสนุนมาตรการและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่น่าสนใจด้วยมาตรการของ BOI 

ก้าวไกล แอ่นอกรับ ปิยบุตร วิจารณ์คุกคามทางเพศ – อดิศร ใส่ยับ ไล่ซักฟอกตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561158

16 ต.ค. 2566

ก้าวไกล แอ่นอกรับ ปิยบุตร วิจารณ์คุกคามทางเพศ - อดิศร ใส่ยับ ไล่ซักฟอกตัวเอง

โฆษกพรรคก้าวไกล รับสภาพต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาจาก ปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อประเด็นว่าด้วยเรื่อง “คุกคามทางเพศ”   มองเป็นบทเรียนสำคัญที่ถึงคราวยกเครื่อง ให้ความมั่นใจ ไม่มีลูบหน้าปะจมูกปกป้องกันเอง อดิศร เพียงเกษ แนะก้าวไกล ทำบ้านให้สะอาด ก่อนตรวจสอบรัฐบาล

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า  กรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหา สส.ภายในพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะปัญหาการ คุกคามทางเพศ พรรคก้าวไกล น้อมรับความเห็นของนายปิยบุตร รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงพรรค และ กระบวนการภายใน   ทำให้พรรคก้าวไกล สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศ รวมถึงรับมือต่อปัญหาดังกล่าว 

การเสนอแนะของนายปิยบุตร   มีหลายประเด็นที่สอดคล้องกับมาตรการที่พรรคก้าวไกลได้ประกาศไป 3 มาตรการ ทั้งการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการวินัย ให้มีสัดส่วนของคนนอกที่ไม่ได้เป็น สส.และเป็นผู้เชี่ยวชาญ และไม่ได้เป็นเพศชายมากขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก มีความเชี่ยวชาญ และลดข้อครหาในการตรวจสอบกันเอง และการทบทวนกระบวนการร้องเรียน ตั้งแต่เริ่มจนถึงการลงโทษ  หากพบการกระทำผิดให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ไม่ล่าช้า รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นในการอบรมบุคลากรให้ครอบคลุมทุกระดับ ไม่เฉพาะ สส. หรือผู้ช่วย สส.เท่านั้น ซึ่งจะมีการเพิ่มความถี่ และเพิ่มรูปแบบการอบรม และจะใช้หลักสูตรดังกล่าวมาคัดกรองบุคลากรด้วย 

“กรณีที่นายปิยบุตร กังวลว่า พรรคก้าวไกลจะลูบหน้าปะจมูกในลักษณะปกป้องกันเองนั้น  ยืนยันว่า พรรคก้าวไกล จะดำเนินการอย่างจริงจัง และการกระทำของพรรค จะเป็นเครื่องพิสูจน์ และไม่มีวัฒนธรรมการปกปิด หรือปกป้องผู้กระทำผิดภายในองค์กร เพราะพรรคฯ กังวลต่อชื่อเสียงองค์กร   พรรคฯจะพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ดำเนินการตามมาตรการที่ได้ประกาศออกไป”  โฆษก พรรคก้าวไกล ระบุ 

.

ติงฝ่ายค้านรัฐบาล ทำงาน 1   เดือน  จ้องจะซักฟอก

.


นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า  การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมในวันที่ 18-19  และนัดพิเศษวันที่ 20 ต.ค.  ทราบว่าฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล เตรียมพิจารณายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ภายหลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 เสร็จสิ้น โดยเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ 1 เดือน แต่มีผลงานมากมาย

จึงขอให้พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ดูจังหวะช่วงเวลาความเหมาะสมตามกาละเทศะด้วย เพราะในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ ก็เสมือนการอภิปรายย่อย ๆ โดยเฉพาะนโยยายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ก็เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนมาแล้วว่า ประชาชนร้อยละ 79 สนับสนุน

ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือญัตติซักฟอก เห็นว่าฝ่ายค้าน ควรจะซักฟอกตนเองให้ขาวสะอาดก่อน เพราะทราบมาว่า ฝ่ายค้าน ก็กำลังถูกซักฟอกเอง โดยเฉพาะการคุกคามทางเพศ  จึงขอให้ฝ่ายค้านซักฟอกตนเองให้สะอาดแล้วค่อยมาซักฟอก ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเองก็พร้อม และยินดี ไม่เกรงกลัว พร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหา 

.

เตือนอย่าใช้วิธีข่าวตัดแปะ นสพ. มาอภิปราย

ส่วนที่มีการคาดการณ์อาจจะมีการอภิปรายจริยธรรมรัฐมนตรีบางคนภายในรัฐบาลด้วยนั้น  บางครั้งฝ่ายค้าน อย่าเพียงนำแต่ข่าวตัดแปะในหนังสือพิมพ์มา เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือการไม่ให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไม่ใช่การแสดงโวหารภายในสภา และหากฝ่ายค้านมีข้อมูลใด ก็สามารถซัดรัฐบาลได้เลย แต่หากเป็นข้อมูลการกล่าวหาลอย ๆ ค้นหาข้อมูลตามโซเชียล ก็ไม่ได้สมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ


“ย้ำว่าฝ่ายค้านควรจะซักฟอกตนเองให้สะอาดก่อน และต้องการทราบผลการตรวจสอบภายในฝ่ายค้านด้วย เพราะถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ หากเกิดขึ้นจริงในพรรคการเมืองขนาดใหญ่  ” นายอดิศร  ระบุ

เช็กพื้นที่ ครม. ขยาย ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ ต่อ 3 เดือน ประกาศเพิ่มอีก 1 อำเภอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561149

16 ต.ค. 2566

เช็กพื้นที่ ครม. ขยาย 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน' ต่อ 3 เดือน ประกาศเพิ่มอีก 1 อำเภอ

ครม. เคาะ ขยาย ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ พื้นที่ จังหวัดชายแดนใต้ ต่ออีก 3 เดือน เพิ่ม อ.ศรีสาคร กลับมาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนอีก 3 เภอ ปรับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 20 ต.ค. 2566 – 19 ม.ค. 2567

โดยปรับเพิ่ม อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส กลับมาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน 3 อำเภอคือ อ.กรงปินัง จ.ยะลา, อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แทน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) กล่าวก่อนการประชุมว่า หลังจากดูจากข้อมูลและสถิติแล้ว ถ้าไม่ประกาศพื้นที่ อ.ศรีสาคร คงต้องยกเลิกพื้นที่อื่นทั้งหมด เราต้องเชื่อสถิติจะทำให้เป็นมาตรฐานว่ามีแนวคิดอย่างไร ไม่ใช่นึกเอา ทึกทักเอา 

อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานการณ์ในพื้นที่ปกติไปจนถึงปีใหม่ ก็มีแนวโน้มปรับลดพื้นที่ได้อีก 5-10 อำเภอ ซึ่งหลังปีใหม่จะประชุมอีกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ ครม.จะพิจารณา ซึ่งตามข้อกฎหมายจะต่ออายุได้ไม่เกินครั้งละ 3 เดือน