‘ก้าวไกล’ เมินเตะตัดขา ‘คุกคามทางเพศ’ – ลั่นตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561342

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' เมินเตะตัดขา 'คุกคามทางเพศ' - ลั่นตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

รองโฆษกพรรคก้าวไกล เคลียร์ปม “คุกคามทางเพศ” กระบวนการของพรรคเพื่อหาความจริง ได้ตั้งคณะทำงานชุดพิเศษเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีบุคคลภายนอกร่วมอยู่ด้วย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อ ยอมรับช่วงนี้ ก้าวไกล เจอพายุข่าวฉาว กระหน่ำทุกทาง แต่พรรคพร้อมทำทุกอย่างให้ชัดเจน

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ  สส.และรองโฆษกพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า การสอบสวน สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศ   จากกระแสสังคม ที่ต้องการคำตอบ  พรรคก้าวไกล จึงได้ตั้งคณะทำงานพิเศษในเรื่องนี้ เพื่อจบเรื่องให้เร็วที่สุด และเป็นคณะทำงานที่น่าเชื่อถือต่อสังคมมากยิ่งขึ้น และเปิดทางให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อทำให้ข้อครหานี้หมดไป แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ว่าเป็นใคร ซึ่งจะมีบุคคลที่อยู่ในสัดส่วนของสตรี นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชน 


ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีสส.พรรคก้าวไกลติดยาเสพติดนั้น  เป็นข่าวโคมลอย มีแต่คำกล่าวหา ซึ่งหากไปดูที่เพจต้นทาง ระบุว่าติดยาเมื่อปี 2016 – 2017  ผ่านมา  6 ปี แล้ว ตั้งแต่พรรคก้าวไกลยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย จึงมองว่าเรื่องนี้ไร้สาระ  เรื่องยาเสพติด ภายในพรรค ไม่มีแน่นอน     ส่วนที่มีข่าวว่า คณะทำงานจังหวัดสกลนครของพรรคก้าวไกล ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย   ยังไม่ทราบเรื่องนี้แต่ต้องดูว่าเป็น ทีมงานอดีตผู้สมัครสส. หรือทีมงานของพรรค  และเป็นการทำร้ายร่างกายในรูปแบบใด เรื่องนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ เป็นไปได้ทั้งการทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกายจริงๆ หรือเป็นข่าวที่ไม่มีมูล   ต้องใช้เวลาในการสืบสวนข้อเท็จจริง 


“ตอนนี้มีข่าวเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลค่อนข้างเยอะ   กระแสที่เข้ามา เมื่อพรรคก้าวไกลเพลี่ยงพล้ำ ก็พยายามที่จะเตะตัดขา ทำให้ความน่าเชื่อถือของพรรคน้อยลง แต่เราก็ยังคงยืนยันว่าเราชัดเจนจริงจัง ตรงไปตรงมา อะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดกฏหมาย  พรรคก้าวไกล พร้อมนำเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย อย่างชัดเจน และไม่หมกเม็ด เราไม่มีนโยบาย หรืออุดมการณ์ ปกป้องคนผิด หากคนผิดนั้นเป็นคนของพรรคก้าวไกล” 

เขา  กล่าวว่า   การตั้งคำถาม ต้องแยกเป็นกรณีไป ล่าสุดที่เห็นคือเวลาที่จะตรวจสอบรัฐบาล ก็จะมีเสียงพูดมาว่า ให้ไปตรวจสอบตัวเองก่อนไหม ตนจึงขอว่าอย่าเอาความผิดพลาดบางเรื่องของก้าวไกล มาเป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบทุจริตของรัฐบาล  และไม่ใช่ตีก้าวไกลแล้วจะถอย   ก้าวไกลยอมรับในสิ่งที่ทำผิด แต่สิ่งที่รัฐบาลทำทุจริต หรือทำไม่ถูกต้อง พรรคก้าวไกล ก็พร้อมที่จะตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก


“เรื่องคุกคามทางเพศที่ช้าเพราะผู้ร้อง ต้องเข้ามาให้ถ้อยคำด้วย เพราะเพียงข้อความจากแชตไม่กี่แชต กับโทษที่จะได้รับค่อนข้างสูงมาก ฉะนั้นการศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าตัดสินผิดไปหรือใช้ การตัดสินตามกระแสสังคม ว่าสส.เป็นผู้ล่วงละเมิดหรือคุกคาม  ก็เท่ากับว่าหมดอนาคตทางการเมืองตลอดชีวิตเลย กรรมการบริหารจึงจำเป็นจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จากทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง การเรียกผู้ร้องมาให้ถ้อยคำค่อนข้างใช้เวลา   เพราะผู้ร้องเองก็ยังรอเพื่อน  รอเอกสารหลักฐาน ขณะที่กรรมการวินัยที่เป็นสส.ก็ทำงานในสภา และบางส่วนเป็นบุคคลจากภายนอก ฉะนั้นเวลาที่จะนัดมาเจอกันค่อนข้างที่จะไม่ตรง ทำให้ต้องมีการเลื่อนนัดไปเรื่อย ๆ แต่ยืนยันว่าใกล้จะเสร็จแล้ว  ” นายกรุณพล  กล่าว 

‘ก้าวไกล’ เผย ‘รมช.คลัง’ ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ ‘แอปเป๋าตัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561330

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' เผย 'รมช.คลัง' ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ 'แอปเป๋าตัง'

วรภพ วิริยะโรจน์ ‘ก้าวไกล’ ในฐานะรองประธานกมธ.การเงินการคลังฯ เผย รมช.คลัง ยังไม่ได้ข้อสรุป แนวทางที่ชัดเจน เงินดิจิทัล 10,000 บาท สะท้อนปัญหาความเดือดร้อน ปชช. ทำงานไม่ตรงทะเบียนบ้าน ทบทวนเงื่อนไข ใช้ได้รัศมี 4 กม. แนะใช้ แอปเป๋าตัง กับโครงการได้เลย

ที่อาคารรัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการคลังและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการหารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รมช.คลัง) ถึงกรณีเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างคณะกรรมาธิการ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในประเด็นเงินดิจิทัล โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าอยู่ระหว่างกระบวนการหาข้อสรุปในระหว่างอนุกรรมการที่ ครม.แต่งตั้ง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะรีบชี้แจง เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ายังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้

นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.ก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯนายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.ก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ

เสนอรบ.ทบทวนรัศมีแจกเงินดิจิทัล

โดยตนได้สะท้อนความเห็นเรื่องนี้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่อยากจะให้ รัฐบาลหรือคณะกรรมการที่ ครม.แต่งตั้ง ทบทวนเงื่อนไขที่มีปัญหา เช่น การใช้ได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร(กม.) หรือภายในอำเภอ โดยสะท้อนไปในฐานะ ประชาชนที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้ให้คำตอบว่า เงื่อนไข 4 กม.ไม่ได้อยู่ เงื่อนไขที่คณะกรรมการพูดคุยกัน แต่ว่าจะใช้ในเขต ตำบลอำเภอ จังหวัดอย่างไร ยังไม่ได้ข้อสรุป 

จึงได้ยืนยันไปว่าในประชาชนที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปแล้ว แต่ทะเบียนบ้านอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง แล้วทำงานอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง มีจำนวนมาก หากดูจากการใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตที่มี 2 ล้านกว่าคน จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้เพราะมีประชาชนเดือดร้อนจริงๆ ถ้าต้องเดินทาง จ่ายเงินร้อยหลักพันเพียงเพื่อไปใช้เงินดิจิทัล รัฐมนตรีได้รับปากว่าจะนำกลับไปทบทวน

'ก้าวไกล' เผย 'รมช.คลัง' ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ 'แอปเป๋าตัง'

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถาม ว่าต้องการให้กระทรวงการคลังทำข้อสรุปออกมาว่ามีความคุ้มค่าอย่างไร และโครงการมีความเหมาะสม และมีความคุ้มค่าต่อทางเศรษฐกิจและการใช้ภาษีงบประมาณของประชาชนอย่างไร ซึ่งมีนักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่า ในส่วนนี้รัฐมนตรีได้รับเรื่องและจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำข้อสรุปเรื่องนี้ออกมาให้เร็วที่สุด

ส่วนเรื่องแอปพลิเคชั่น ที่จะใช้โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในส่วนนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนตัวยืนยันว่าแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง“แอปเป๋าตัง” สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้เลย ไม่จำเป็นที่ภาครัฐจะสร้างแอปฯใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะแอปเป๋าตังมีความพร้อมอยู่แล้ว จะวางเงื่อนไขอะไรแอปเป๋าตังก็สามารถทำได้ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการให้ความสนใจ แต่ขณะนี้ไม่ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมมาธิการติดตาม

อย่างไรก็ตาม นายวรภพ กล่าวว่าในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการจะเชิญผู้แทนจากกรมสรรพสามิตเข้าชี้แจงเรื่องยาสูบ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นเรื่อง ที่รัฐบาลจะส่งเรื่องมายังกรรมาธิการ

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา ‘แอมมี่’ วางเพลิงไม่ขัด รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561328

18 ต.ค. 2566

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา 'แอมมี่' วางเพลิงไม่ขัด รธน.

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา ‘แอมมี่’ วางเพลิงหน้าเรือนจำคลองเปรม เมื่อปี 2564 ไม่ขัด รธน. มาตรา 26 และมาตรา 34

กรณีศาลอาญาส่งคำโต้แย้งของจำเลย นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ ‘แอมมี่’ นักร้องวง The Bottom Blues จำเลยที่ 1 และ นายธนพัฒน์ กาเพ็ง จำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1199/2564 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมาย มาตรา 217 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 140,000 บาท  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34 หรือไม่ 

ซึ่งเป็นคดีที่นายไชยอมร ถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญา และดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, วางเพลิงเผาทรัพย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 บริเวณด้านหน้าเรือนจำคลองเปรม เช้ามืดวันที่ 28 ก.พ. 2564

ภายหลังถูกจับกุม แอมมี่โพสต์ข้อความว่า เหตุดังกล่าวเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเขาต่อกรณีนักกิจกรรมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยไม่ได้รับการประกันตัว ส่วน นายธนพัฒน์ เป็นเยาวชนอายุ 18 ปี ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 และวางเพลิงเผาทรัพย์จากเหตุดังกล่าวด้วย

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัย ว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 217 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34

กมธ.ที่ดิน ชี้ “ปฏิรูปที่ดิน” ‘ส.ป.ก.’ ไม่ปลดล็อคปัญหาให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561325

18 ต.ค. 2566

กมธ.ที่ดิน ชี้ "ปฏิรูปที่ดิน" 'ส.ป.ก.' ไม่ปลดล็อคปัญหาให้เกษตรกร

นโยบายแก้ ‘ปฏิรูปที่ดิน’ ทำกิน ไม่ได้ปลดล็อคปัญหาของเกษตรกร กมธ.ชี้ แค่เลี่ยงบาลี ไม่ได้เปลี่ยน ‘ส.ป.ก.’ เป็นโฉนด

อภิชาติ ศิริสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับฟังคำชี้แจงจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปฏิรูปที่ดินว่า ผลลัพธ์ของสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนั้น ที่ดิน ส.ป.ก. จะยังเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเหมือนเดิม

ประชุม กมธ.ที่ดิน สภาผู้แทนราษฎรประชุม กมธ.ที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งจะไม่แก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหากจะพัฒนาสิทธิต้องปลดล็อกที่ดินจากความเป็นที่ของรัฐ และออกโฉนดครุฑแดงให้ประชาชนเท่านั้น

เปรียบเสมือนการเลี่ยงบาลี ที่ทำเพียงแค่แก้ระเบียบและเงื่อนไข แต่ไม่ได้ปลดล็อกและมอบกรรมสิทธิ์ให้ประชาชนการยกระดับที่ดิน ส.ป.ก. ครั้งนี้ เป็นการยกระดับเพียงชื่อโฉนดเท่านั้น ส่วนลักษณะแนวทางจัดการยังเป็น ส.ป.ก. แบบเดิม แค่เพิ่มเงื่อนไข คือการได้สิทธิเปลี่ยนมือไปสู่เกษตรกรด้วยกันเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ

ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล โฆษก กมธ.การที่ดินฯ ตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการคัดกรองนอมินี เพราะหากที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโฉนด อาจมีการใช้นอมินีเกิดขึ้น กลับกันหากโฉนดอยู่ในมือของกรมที่ดิน จะไม่มีการกล้าใส่ชื่อนอมินี เพราะการโอนหรือการเปลี่ยนแปลงการถือครองจะมีความชัดเจนมากขึ้น

เปิดเงินเดือน ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ สูงครึ่งแสนอยู่ปี 4 รัฐบาลจ่าย 10 กว่าล้าน

18 ต.ค. 2566

เปิดเงินเดือน 'ที่ปรึกษานายกฯ' สูงครึ่งแสนอยู่ปี 4 รัฐบาลจ่าย 10 กว่าล้าน

เปิดเงินเดือน ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ เงินเดือนสูงครึ่งแสนทั้งเงินประจำตำแหน่ง และเงินเดือน อยู่ในตำแหน่ง 4 ปี รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายกว่า 10 ล้านบาท

หลังจากที่ประเทศไทยมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วอย่างเป็นทางการ และเริ่มทำงานมาแล้วกว่า 1 เดือน สิ่งที่คนไทยจะได้เห็นต่อไปนี้การแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมืองมากมาย หนึ่งในนั้นคือการแต่งตั้งตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ”เพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว แน่นอนว่าตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” ไมได้เข้ามาทำงานกันแบบไม่มีค่าตอบแทน เพราะตำแหน่งดังกล่าวมีเงินเดือนและค่าตำแหน่งให้ด้วย 

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 แต่งตั้ง “ที่ปรึกษานายกฯ” เพิ่มเติมอีก 4 คน ดังนี้

  • นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  • พลเอก นิพัทธ์  ทองเล็ก ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 
  • นายพิชัย  นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  • นายชัยเกษม นิติสิริ  ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ครม. มีมติ แต่งตั้ง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไปแล้ว นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังแต่งตั้ง เกณิกา อุ่นจิตร์ เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ 

สำหรับตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” แน่นอนว่าเป็นตำแหน่งที่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่ง โดยตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” จะมีเงินเดือน 47,250 บาท เงินประจำตำแหน่ง 10,000  รวมเงินเดือนตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” อยู่ที่ 57,250 บาท 

หากลองคำนวณเงินเดือนที่ปรึกษานายกฯ จำนวน 5 คน ในระยะเวลา 4 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 13,740,000 ล้านบาท  ทั้งนี้ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ จำเป็นจะต้องมีและจะต้องมีการแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านให้เข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ เพื่อคอยให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรี 

‘ก้าวไกล’ ตั้งคณะทำงานพิเศษ ป้องกัน ‘คุกคามทางเพศ’ ในพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561301

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' ตั้งคณะทำงานพิเศษ ป้องกัน 'คุกคามทางเพศ' ในพรรค

ปัญหา ‘คุกคามทางเพศ’ ในพรรค ‘ก้าวไกล’ ยังไม่จบ ล่าสุด มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษ มีคนนอกเข้าร่วมแก้ปัญหา ค่านิยม อย่างจริงจังแล้ว

เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า พรรคก้าวไกลได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือและการป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศ และความรุนแรงให้ทุกองคาพยพของพรรค มีความเข้าใจที่เท่าเทียมกัน สอดคล้องกับคุณค่าหลัก (Core Value) ของพรรคที่ยึดถือในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ต่อต้านการคุกคามและยุติความรุนแรงทางเพศเพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคม

คณะทำงานพิเศษชุดนี้ จะประกอบด้วยคนในพรรคก้าวไกลและคนนอกที่มีความรู้ มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ มาทำงานร่วมกัน  สำหรับองค์ประกอบเบื้องต้น ได้แก่  นักวิชาการ / สหวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ที่จะช่วยยกระดับความเข้าใจด้านการช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศหรือถูกกระทำความรุนแรง /

นอกจากนี้ ยังมีประธานคณะกรรมการวินัยของพรรค / ตัวแทนทีมนโยบายของพรรค / ฝ่ายจัดการอบรมของพรรค โดยในอนาคตอาจมีการร่วมออกแบบคู่มือ (Guidebook) สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่แก่บุคลากรฝ่ายต่างๆ และ ตัวแทนจากฝ่ายเครือข่ายของพรรค เพื่อให้สามารถนำเรื่องนี้ไปทำงานในระดับพื้นที่ด้วย

เบญจาระบุว่า สิ่งที่คาดหวังจากการมีคณะทำงานพิเศษฯ นี้ ไม่ได้ต้องการเพื่อยกว่าพรรคก้าวไกลมีมาตรฐานเรื่องนี้สูงส่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อยกระดับการทำงานของพรรค ด้านการรับมือและป้องกันปัญหาจากการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย สร้างกระบวนการบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ตรงกัน ส่งเสริมความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เกิดการละเมิดเสรีภาพทางเพศตามมา

โดยคณะทำงานพิเศษฯ จะจัดทำข้อเสนอต่อพรรคถึงแนวทางในปรับโครงสร้าง กระบวนการ และมาตรการต่างๆ เช่น การทบทวนองค์ประกอบและสัดส่วนกรรมการวินัย การทบทวนกระบวนการในการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศแก่บุคลากร การสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศ และความรุนแรงส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ ให้สมกับที่ประชาชนคาดหวัง

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561297

18 ต.ค. 2566

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

หลานปู่ โพสต์แจ้งข่าวสุดเศร้า ‘ขอให้ปู่ไปอยู่กับย่าบนสวรรค์นะครับ เราทุกคนรักปู่ครับ’ สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ ประเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ถึงแก่กรรมในวัย 96 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐ สะสมทรัพย์ หรือ ป๋าเสริฐ อายุ 96 ปี เสียชีวิตอย่างสงบที่โรงพยาบาลนครปฐม จังหวัดนครปฐมเมื่อเวลา 23.23 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2566

โดยในเฟซบุ๊กของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หลานชาย ได้โพสต์ภาพคุณปู่พร้อมหน้าครอบครัว พร้อมข้อความว่า “ขอให้ปู่ไปอยู่กับย่าบนสวรรค์นะครับ เราทุกคนรักปู่ครับ”

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี
สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ทางครอบครัวสะสมทรัพย์ เตรียมเคลื่อนร่างนายประเสริฐ สวดอภิธรรมที่ศาลา 3 วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

โดยจะให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น รดน้ำศพ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป แล้วจะมีพิธีน้ำหลวงอาบศพนายประเสริฐ สะสมทรัพย์ ในเวลา 17.00 น. และสวดพระอภิธรรม ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น.ต่อไป

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ประวัติ ป๋าเสริฐ ประเสริฐ สะสมทรัพย์ ตำนานบ้านใหญ่นครปฐม

นายประเสริฐ สะสมทรัพย์ หรือ ป๋าเสริฐ  เกิดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2469 สิริอายุ 96 ปี

นายประเสริฐ เป็นอดีตนายกสโมสรโรตารี นครปฐม และอดีตนายกสมาคมอึ้งศรี นครปฐม โดยเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจในนามบริษัทกลุ่ม 79 เริ่มก่อตั้งด้วยการวิ่งรถสิบล้อ และเปลี่ยนมาทำธุรกิจรถทัวร์สาย 79 รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง โกดังข้าว และบริหารสนามกอล์ฟหรูระดับโลก

ป๋าเสริฐ มีบุตรชาย 4 คน ประกอบด้วย

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตรมต.แรงงาน อดีตสส.นครปฐมหลายสมัย
นายไชยยศ สะสมทรัพย์ อดีตรมช.คลัง อดีตสส.นครปฐม
นายไชยา สะสมทรัพย์ (เสียชีวิต) อดีตรมต.พานิชย์ อดีตสส.นครปฐมหลายสมัย
นายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีตผช.รมต.ทส. รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สส.นครปฐมหลายสมัย

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ขณะที่หลานชายของป๋าเสริฐ คือ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม (บุตรนายไชยา) นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา (บุตรนายไชยา)

รอจังหวะปิดสภา ออก พรก. ‘เงินกู้’ มาแจก ‘เงินดิจิทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561282

18 ต.ค. 2566

รอจังหวะปิดสภา ออก พรก. 'เงินกู้' มาแจก 'เงินดิจิทัล'

อดีตกรรมาธิการงบฯดักทางรัฐบาล รอจังหวะ ปิดประชุมสภา คลอด พรก. ‘เงินกู้’ มาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ให้ทันวันที่ 1 ก.พ. 67

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการงบประมาณฯ มั่นใจว่า หากรัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัล 560,000 ล้านบาท ให้ประชาชน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 นั้น  รัฐบาลไม่มีทางใช้งบประมาณแผ่นดินที่ประหยัดได้มาดำเนินการได้ทัน เนื่องจาก พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 กว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ คือ หลัง 17 เมษายน 2567  ตามปฏิทินงบประมาณที่ ครม.เศรษฐาเองเคยอนุมัติ เมื่อ 13 กันยายน 2566

หากรัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ตามคำพูด  จำเป็นต้องกู้  และกู้ออมสินอย่างเดียวไม่พอ  ต้องกู้เงินภายนอกด้วยจึงต้องออก พรก. เงินกู้ ช่วงปิดสภา ซึ่งจะปิดสมัยประชุม วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ด้วยการอ้างเหตุความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี่เป็นที่มาว่า  ทำไมรัฐบาลไม่ยอมบอกแหล่งที่มาของเงิน แต่ให้รอถึงปลายเดือนตุลาคมก่อน 

จังหวะนี้ เลยจำเป็นต้องให้ประชาชนช่วยกันเรียกร้องให้มากว่าอยากให้รัฐบาลแจกเงิน  เพราะเดือดร้อนมาก ใช้เสียงประชาชนหนุน เพื่อสร้างเหตุผลเพียงพอให้กู้ เพื่อเป็นเหตุผลรองรับการออก พรก.เงินกู้  ซึ่งส่วนตัวล้างกระเป๋า รอรับเงิน 1 กุมภาพันธ์  2567   ส่วนพนักงานราชทัณฑ์ก็เตรียมรับด้วย

ได้ฤกษ์ ถกอนุกรรมการฯ ‘ประชามติ’ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ 25 ต.ค. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561279

18 ต.ค. 2566

ได้ฤกษ์ ถกอนุกรรมการฯ  'ประชามติ'  'แก้รัฐธรรมนูญ' 25 ต.ค. นี้

25 ต.ค. อนุกรรมการฯ ‘ประชามติ’ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ทาบกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯทั้งสองสภา แสดงความเห็น ง้อก้าวไกลที่ไม่ร่วมคณะกรรมการฯด้วย

นิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุธศักราช 2560 นัดประชุมคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเป็นครั้งแรก ในวันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 นี้ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยเตรียมเสนอให้คณะอนุกรรมการ เริ่มต้นเข้ารับฟังความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ที่ไม่สามารถรับเชิญเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ผ่านทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองของทั้งสองสภา

โดยทางวุฒิสภา ประสานงานผ่านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานฯ ไปเบื้องต้นแล้ว ส่วนทางสภาผู้แทนราษฎร ประสานผ่านไปที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นประธานคณะกรรมาธิการพัฒนการเมืองฯ ของสส. และขอเข้าพบ กับพรรคก้าวไกล ที่ยังปฏิเสธไม่ส่งตัวแทนที่ไม่ใช่สส.มาเข้าร่วม เพราะยังมีความเห็นไม่สอดคล้องในเชิงหลักการ ของการทำประชามติในครั้งนี้อยู่

นิกร บอกว่าในเบื้องต้นจะขอความเห็นชอบกรอบวาระงานเร่งด่วนจากที่ประชุมอนุกรรมการเพื่อออกเป็นหนังสือทางการส่งไปยังคณะกรรมาธิการเหล่านั้นต่อไป

การประชุมครั้งแรกที่จะมีขึ้นนี้ คณะกรรมการจำเป็นต้องกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน เพราะต้องเร่งรัดมากเนื่องจากเวลาจำกัด ต้องสรุปผลการรับฟังส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ในโอกาสแรก เพื่อให้ทันกับแผนงานในภาพรวมที่กำหนดไว้

โดยอาจต้องรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ จากกลุ่มหลักในภาคส่วนต่างๆของ และจะนำข้อมูลการรับฟังความเห็นของประชาชนในคณะกรรมการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วที่ทำไว้อย่างกว้างขวางดี เข้าประกอบการพิจารณาด้วย

‘สมชาย’ เตือน ‘เศรษฐา’อย่าดันทุรัง ‘แจกเงินหมื่น’-จี้กกต.ย้อนดูนโยบายพท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561253

17 ต.ค. 2566

‘สมชาย’ เตือน ‘เศรษฐา’อย่าดันทุรัง ‘แจกเงินหมื่น’-จี้กกต.ย้อนดูนโยบายพท.

‘สมชาย แสวงการ’ วุฒิสมาชิก เตือนสติ ‘เศรษฐา’ นายกฯ ฟังเสียงเตือน หยุดดันทุรัง ‘แจกเงินหมื่น’ ยกบทเรียนอดีตผู้นำหนีคดีซุกต่างประเทศ สงสัยปมสร้างบล็อกเชน มีนัยยะซ่อนเร้นหรือไม่-จี้กกต.ย้อนดูนโยบายพท.เข้าข่ายผิดกฏหมายเลือกตั้งหรือไม่

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เปิดเผย ถึงโครงการแจกเงิน​ดิจิทัล​ 10,000​ บาท​ ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี สัญญาว่าจะให้ไว้ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็จริง แต่ต้องรับฟังความเห็นต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ว่าการแบงค์ชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง​การคลัง และนักวิชาการด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเสียงของคนกลุ่มนี้ ออกมาสนับสนุนโครงการนี้ว่า จะได้คุ้มเสียอย่างไร

“แต่สิ่งที่ทุกคนออกมาเตือนคือ จะเกิดหายนะทางการเงิน และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งยังไม่เคยได้ยินเสียงชี้แจงใด ๆ จากรัฐบาล”

นายสมชาย ยังตั้งคำถามกับโครงการแจกเงิน​ดิจิทัล​ 10,000​ บาท นี้ ทั้งแหล่งเงิน เพราะข้อเท็จจริง คือรัฐบาลไม่มีเงินแล้ว และเหตุใดถึงไม่แจกเงินสดอย่างตรงไปตรงมา​ และยังต้องสร้าง บล็อกเชนใหม่ ทั้งที่มีแอปพลิเคชั่นอยู่แล้ว หรือมีนัยยะอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ ที่อาจจะมีมาเฟียที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ แปลงเงินดำเป็นเงินขาว เข้ามาซื้อ และมาเบิกกับรัฐ ซึ่งตรงนี้มีมูลค่าเป็นแสนล้าน 

อีกทั้งยังมีรายงานว่า การทำ “Super App” นี้ ต้องใช้เงินอย่างน้อย 12,000-​20,000 ล้านบาท และนโยบายแจกเงินดิจิทัล จะต้องแจกทุกคนด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้งเศรษฐี มหาเศรษฐี คนชั้นกลาง ข้าราชการ สส. สว. นักเล่นหุ้น 3,000,000 ล้านกว่าคน รับเงินตรงนี้ด้วยหรือไม่ เพราะรัฐบาลเคยประกาศ จะแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ แต่โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ทนั้นไม่ใช่ เพราะการแก้ปัญหาความยากจนจะต้องแก้แบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่ต้องการ

นายสมชาย ยังเห็นว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทย กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นจะต้องใช้การอัดฉีดสเตอรอยด์ ให้กับคนไข้แบบนี้ เพราะเป็นการกระตุ้นที่มากเกินไป และจะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ไม่ตาย ก็หายแบบชั่วคราวไม่มีทางฟื้นแบบถาวร จึงทำให้ตนเองตั้งคำถามกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท นี้หลายเรื่อง
 

จี้กกต.ย้อนดูนโยบายพท.-เข้าข่ายผิดกฏหมายเลือกตั้งหรือไม่

โครงการแจกเงินดิจิทัล ไม่ต่างอะไรจากโครงการรับจำนำข้าว และ กกต.ควรจะย้อนกลับไปดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า จะใช้งบประมาณจากแหล่งใด เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายอาจกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง นำไปสู่การร้องดำเนินคดียุบพรรคเพื่อไทยได้ เท่าที่ทราบตอนนี้ ปปช. สตง. และ กกต.ตั้งกรรมการติดตามเรื่องนี้แล้ว

“ยืนยันว่า ผมไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และเมื่อศึกษา และตรวจสอบแล้ว อยากจะสื่อสารถึงรัฐบาลให้เลิกนโยบายดังกล่าว อย่าดันทุรังและนำเงินประเทศ 560,000 ล้านไปคิดใหม่ว่า จะทำอะไรให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะผู้ที่มีความรู้ ออกมาคัดค้านแม้อาจจะจำนวนน้อย แต่เป็นการค้านแบบสร้างสรรค์ และหวังดี เหมือนพระชวนไปทำบุญ 1 องค์ กับ 10 คนที่ชวนไปปล้น และสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชนให้ชัดเจนคือ หากเกิดความเสียหายขึ้นจะทำอย่างไร เพราะผู้ทำความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่เคยได้รับความรับผิดชอบ บางคนก็หนีคดีไปต่างประเทศ ซึ่งบทเรียนตรงนี้ เป็นบทเรียนที่รัฐบาลต้องคิดให้ดี”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนข้ามประเทศขณะเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าไม่เป็นความจริง หากมีหลักฐานท้าให้บันทึกเอาไว้เลย