‘อุ๊งอิ๊ง’ ลั่นพร้อมนั่งหัวหน้าพรรค ชมเปาะ ‘เศรษฐา’ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558906

19 ก.ย. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ ลั่นพร้อมนั่งหัวหน้าพรรค ชมเปาะ ‘เศรษฐา’ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

‘อุ๊งอิ๊ง’ พร้อมนั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ย้ำที่ผ่านมาทำงานเพื่อพรรคเต็มที่ รับตื่นเต้นนั่งรองประธาน กก.ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ชม ‘เศรษฐา’ ใจสู้ ทำงานไม่รู้จักเหนื่อย

วันที่ 19 ก.ย. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงวันครบรอบ 16 ปี ที่ก่อตั้งพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า พรรคเราผ่านอะไรกันมามาก ตลอดเวลา 16 ปี ที่ก่อรวมตัวกันขึ้นมา โดนยุบไปแล้ว 2 รอบแล้วกลับมา ทุกคนยังมีความเข้มแข็ง และหลายคนประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน ทุกวันนี้ที่เรายังสามารถมีพรรคอยู่และคิดนโยบายทำเพื่อประชาชนได้ ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้สรุป แต่ถ้าถามว่าพร้อมไหม ส่วนตัวทำงานที่นี่ ทุ่มเทเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย วันนี้วันเกิดพรรค เมื่อพูดว่า 16 ปี ความคิดหลายอย่าง ก็มีภาพย้อนกลับมาหมด ความรักความผูกพัน ก็พร้อมจะทำเพื่อพรรคเต็มที่ ด้วยการจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม จะได้เป็นหัวหน้าพรรค หรือไม่ได้เป็น คิดว่าเต็มที่กับพรรคเพื่อไทย ส่วนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยรุ่นใหญ่หลายคน สนับสนุนคนรุ่นใหม่ และเชียร์ให้ตนเองเข้ามาบริหารพรรคเพื่อไทย ในเจนของคนรุ่นใหม่ นั้นนางสาวแพทองธาร ตอบทันทีว่า

“อิ๊งค์พร้อมทำเพื่อพรรคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม เสียงเชียร์ สนับสนุน จะเป็นกำลังใจให้อิ๊งค์แน่นอน แต่หากเวลาที่เหมาะสม วันไหน เวลาไหน การที่ตัวเองจะเข้ามาและเกิดผลดีกับคนในพรรคมากที่สุด ที่พูดนั้นหมายความว่า ถ้ามีคนที่เหมาะสมกว่า นำพรรคได้ดีกว่า ก็พร้อม แต่ถ้าคิดว่าเป็นอิ๊งค์ แล้วดีที่สุด ก็ยอมเช่นกัน อิ๊งค์มองที่เป้าหมาย จึงไม่น้อยใจ ว่าจะได้เป็นหรือไม่ เพราะจุดยืนคือทำเพื่อพรรคเพื่อไทย” นางสาวแพทองธาร กล่าว

ส่วนที่มีชื่อนั่งรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินั้น ยอมรับว่าตื่นแล้ว และพร้อมทำงานแล้ว เพราะโครงการนี้ เป็นนโยบายที่ทำมาก่อนที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมนำไปขับเคลื่อนเต็มที่ คณะทำงานหลายคน ได้ฟอร์มทีมพร้อมเดินหน้าทันที และจะต้องเข้าไปนั่งทำงานในทำเนียบรัฐบาลบ้างแต่ขอเอาที่สะดวก จะให้ทำงานที่ไหนก็ได้หมด ที่ทีมงานสะดวก และผลงานออกมาเร็ว ส่วนจะไปนั่งประจำในทำเนียบรัฐบาลเลยหรือไม่ นางสาวแพทองธาร หยอกกลับผู้สื่อข่าวว่า “แหม มอบตำแหน่งให้ทุกครั้งหลังสัมภาษณ์ ต้องขอบคุณ แต่ยังไม่เข้าไปเพราะ ถ้ามีโอกาก็ตื่นเต้น เคยเข้าไปตอนเด็ก สมัยพ่อเป็นนายกฯ ถ้าได้เข้าไปอีกก็จะดูว่าเหมือนเดิม ที่เป็นภาพจำตอนนั้นได้หรือไม่ เพราะไม่ได้เข้าไปนานมาก” 

เมื่อถามว่า ได้ให้กำลังใจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีหลังจากปฏิบัติหน้าที่ และทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย นางสาวแพทองธาร ตอบทันทีว่า เหนื่อย และรู้สึกสงสาร ทั้งผู้สื่อข่าวได้คุยกัน และเห็นนายกฯสู้ อย่างมาก จึงถามแซวว่าเหนื่อยไหม ซึ่งนายกฯ​ตอบว่า ไม่เหนื่อย และมีงานเยอะมาก โดยระหว่างตอบ ก็ลิสต์งานมาเป็นข้อๆ จึงแซวต่อว่า ดูทีมงานด้วย เดี๋ยวจะสลบกันหมด ยอมรับว่า นายกฯ สู้และฟิตมาก ขอชมผ่านสื่อว่าขยันมาจริงๆ ฝากประชาชนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะอยากทำงานให้เต็มที่ เพื่อจะทำให้ประชาชนและประเทศไปสู่จุดที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล นั้น นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ทุกคน คงได้วางแผนชีวิตตัวเองไว้แล้ว ว่าจะเอายังไง แต่ไม่ว่าจะในสภา-นอกสภา ตนเองกับนายพิธา ก็รู้จักกันอยู่แล้ว ขอให้กำลังใจนายพิธา 

‘อุ๊งอิ๊ง’ อัพเดทอาการ ‘ทักษิณ’ พักฟื้นหลังผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558905

19 ก.ย. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' อัพเดทอาการ 'ทักษิณ' พักฟื้นหลังผ่าตัด

‘อุ๊งอิ๊ง’ เผย ‘ทักษิณ’ อยู่ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าตัดเมื่อสัปดาห์ก่อน รับอยากให้กลับไปรักษาที่บ้าน ย้ำยังไม่มีการขอพักโทษ

วันที่ 19 ก.ย. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าอาการของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับการผ่าตัดไป ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถามแพทย์ดีกว่า ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการพักฟื้น ส่วนเรื่องของความดันก็แล้วแต่วัน เพราะบางวันดี บางวันก็ไม่ดีโดยก็ยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลนานขนาดไหน

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า เราได้ศึกษาเรื่องกฎหมายว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอยู่ที่บ้านหรือไม่ หากมีอาการป่วย แต่ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

ส่วนการขอพักโทษที่จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการได้รับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลนั้นน.ส.แพทองธาร ระบุว่า ขอดูความเหมาะสมเรียบร้อยอีกที แต่ครอบครัวก็ทราบข้อนี้ และดูเอาไว้อยู่ แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการขอพักโทษ 

ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อปี 58 ได้พูดคุยกันบ้างหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่าไม่มีประเด็นอะไร เป็นการเข้าใจผิดด้วยซ้ำ เรื่องรูปคดีขอไม่พูดดีกว่า ให้ทางทนายเป็นคนพูด จะได้ชัดเจน และปลอดภัยด้วย ตอนนี้หลังจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษทำให้ นายทักษิณเหลือโทษ 1 ปี และไม่มีคดีอื่น ๆแล้ว

ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องอดีต ‘กกต.’ ข้อหา ‘หมิ่นประมาท’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558904

19 ก.ย. 2566

ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องอดีต 'กกต.' ข้อหา 'หมิ่นประมาท'

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต ‘กกต.’ ถูกพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ข้อหา ‘หมิ่นประมาท’ ด้วยการโฆษณา

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และทนายความ ยื่นฟ้อง อดีต กกต. เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท

นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย  ยื่นฟ้องนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.เรื่องที่ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนทำให้เสียหาย ถึงแม้นายสมชัยออกมาให้สัมภาษณ์เป็นการใช้สิทธิ์ตรวจสอบตามปกติ แต่ตอนหลังช่วงที่นายเศรษฐา ทวีสิน ตั้งคณะรัฐมนตรีนายสมชัยมีเจตนาไม่สุจริต ใส่ร้ายนายพิชิต ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย

โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมชัย ได้พูดเชื่อมโยงว่านายพิชิต เคยถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล และให้สินบน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย คดีละเมิดอำนาจศาล เป็นเรื่องทางแพ่ง ส่วนคดีสินบน พนักงานสอบสวนและอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว แต่นายสมชัย กลับนำข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกันตัดแปะมากล่าวหาว่านายพิชิตไม่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี

ในปี 2551-57 นายพิชิตเคยเป็น สส.มาแล้ว นายสมชัย ก็เป็น กกต.เคยตรวจสอบนายพิชิตมาแล้ว นายพิชิต เป็นมือกฎหมายของ นายกรัฐมนตรี แต่นายสมชัย กลับมากล่าวหาอย่างนี้จึงต้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาทและงานนี้ ไม่มีรับกระเช้า ไม่รับคำขอโทษ จะรับแต่เงิน หากชนะคดีหมิ่นประมาทจะไปบริจาคมูลนิธิเด็กที่มีปัญหาสมอง

ก่อนหน้านี้ อดีต กกต. ระบุว่า หากฟ้องมาก็ฟ้องกลับ ไม่ว่าอะไรเคยสมัคร สส. นั่นคุณสมบัติหนึ่ง คุณสมบัติ รัฐมนตรี ก็อีกคุณสมบัติหนึ่ง  ไม่เหมือนกันคนละมาตรา  จะมาอ้างว่า เคยสมัคร สส. แล้วไม่มีปัญหาไม่ได้

‘ภูมิธรรม’ ไม่ปิดทาง ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำอยากเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558901

19 ก.ย. 2566

‘ภูมิธรรม’ ไม่ปิดทาง ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำอยากเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่

พรรคเพื่อไทย ทำบุญครบรอบ 16 ปี ก่อตั้งพรรค ‘ภูมิธรรม’ ไม่ปฏิเสธ ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งหัวหน้าพรรค เชื่อคนรุ่นเก่าในพรรคพร้อมผลักดันคนรุ่นใหม่

วันที่ 19 ก.ย. พรรคเพื่อไทยทำบุญเลี้ยงเพลพระสงฆ์9รูปเนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งพรรคครบ 16 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยก่อตั้ง เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2550 โดยวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย , ส.ส. พรรค เดินทางมาร่วมทำบุญ กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทันทีที่มาถึง นส.แพรทองธาร ได้ขึ้นไปไหว้ศาลตาศาลยายที่ตั้งอยู่ชั้น 7 จากนั้นได้มาร่วมในพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพล ที่ชั้น 2 ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยได้บอกมือทักทายให้กับสื่อมวลชนและพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยซึ่ง นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประธานนโยบายพรรคเพื่อไทย นั่งอยู่ข้าง น.ส.แพทองธาร

โดยมีแกนนำคนสำคัญของพรรคเข้าร่วม เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรมเวชยชัย รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย นส.สุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงการในการทำบุญในวันนี้ว่า ถือเป็นการครบรอบก่อตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มาเจอกันหลังจากที่หลายคนแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ส่วนความคืบหน้าการสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น รักษาการเลขาธิการพรรค กำลังดำเนินการ จะเลือกให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่เราคงไม่รอให้ครบ 60 วัน คาดว่า 45 วันจะจัดการเรียบร้อย ส่วนจะเป็นใคร จะรวบรวมความคิดเห็น ฟังจากสมาชิกอีกครั้ง เพราะเป็นอำนาจของสมาชิกและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องที่จะแสดงความคิดเห็น 

เมื่อถามถึงกระแสที่คาดว่าจะมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขยับขึ้นมานั่งหัวหน้าพรรคเองหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า แพทองธาร เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ เอาสิ่งใหม่เข้ามาในพรรค เป็นคนที่มีศักยภาพในการทำงานแต่เรื่องหัวหน้าพรรค เป็นเรื่องของที่ประชุม ซึ่งคิดว่าแนวโน้มของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ เราพยายามให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารมากยิ่งขึ้น พวกเราที่เป็นคนมีประสบการณ์ รุ่นเก่ากันมาพอสมควรคิดว่าควรจะโอนถ่ายไปเป็นผู้สนับสนุนและที่ปรึกษา 

คลอดทันควัน ‘คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558890

19 ก.ย. 2566

คลอดทันควัน 'คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ'

นายกรัฐมนตรี สะบัดปากกาลงนามทำคลอด ‘คณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ’ ก่อนลัดฟ้าร่วมประชุมยูเอ็น ตั้งแต่วานนี้

นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพ โดยนั่งเป็นประธานเอง ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความสำคัญและความเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา วางรากฐานอนาคตให้กับคนไทยทุกคน

เพื่อให้การบูรณาการความร่วมมีอระหว่างกรุงเทพมหานครและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุวัตถุประสงค์ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นติน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนากรุงเทพมหานคร โดยมืองค์ประกอบ และหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

องค์ประกอบ

  1. นายกรัฐมนตรี ประธานคณะทำงาน
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองประธานคณะทำงาน
  3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองประธานคณะทำงาน
  4. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะทำงาน
  5. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะทำงาน
  6. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคณะทำงานและเลขานุการ
  7. ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะทำงาน

ให้มีหน้าที่และอำนาจดงนี้

  1. กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นในทุก ๆ ต้านในภาพรวมของพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  2. ฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสั่งการหน่วยงานปฏิบัติและบูรณาการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  3. ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึง ภาคเอกชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเชิงพื้นที่
  4. เชิญหน่วยงาน ส่วนราชการ หรือบุคคลมาชี้แจง ให้ข้อเสนอแนะ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานคร
  5. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร
  6.  ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

‘พงศ์พล’ เจ็บใจแทน ปชช. ‘หมออ๋อง’ ใช้ภาษี ‘บินหรู-พักหรู’ ดูงานสิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558871

18 ก.ย. 2566

'พงศ์พล' เจ็บใจแทน ปชช. 'หมออ๋อง' ใช้ภาษี 'บินหรู-พักหรู' ดูงานสิงคโปร์

‘พงศ์พล’ มอง ‘หมออ๋อง’ แจงทริปดูงานสิงคโปร์ ปั้นเรื่อง-ไม่สมเหตุสมผล เผยงบตลอดทริปต่อคน คนจนจ่ายค่าเช่าบ้านได้ทั้งปี เจ็บใจแทน ปชช. ใช้ภาษี

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีการเบิกงบ 1.3 ล้านบาท เพื่อพาคณะดูงานสิงคโปร์ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ว่า เป็นเอกสารที่เปิดเผยส่งไปที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ได้ดูน่าแปลกใจมาก หากไม่ได้ดูลงไปในรายละเอียดค่าใช้จ่าย แต่ตนมองว่า มีจุดที่ผิดปกติหลายจุด คือ เป็นรองประธานสภา ใช้จนหมดลิมิตตั๋วเครื่องบิน 52,000 บาท ไปสิงคโปร์เพื่อนบ้านใกล้ๆแต่ขนาดนี้ ระดับ first classเหมือนนั่ง business class ไป new york  ส่วนอีกจุด คือ ค่าที่พักอาศัยก็ใช้จนเต็มลิมิตคืนละ 12,500 บาท ซึ่งเป็นราคาต่อคน
 

หากเทียบแล้วเป็นราคาที่พรรคก้าวไกลต่อสู้เพื่อคนเมืองตัวเล็กๆ สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านได้ เป็นปีเลย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย 3 คืน 4 วัน เฉพาะค่าที่อยู่อาศัยคนจนคนที่ไม่มีฐานะในประเทศไทยสามารถเช่าบ้านได้เป็นปี มันเกินไปหรือไม่สำหรับค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความถูกต้องคณะที่ไปดูงาน ไม่มีจดหมายเชิญจากสิงคโปร์ เหมือนเป็นการออกตัวเพื่อไปเอง ซึ่งอาจจะไม่มีระเบียบข้อห้าม หากจะไปดูงานต่างประเทศ คนที่ไปเองได้ ส่วนใหญ่จะเป็นประธานกรรมาธิการต่างๆ แต่ถ้าเป็นประธานหรือรองประธานสภาก็น่าเกลียดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม 

นายพงศ์พล กล่าวต่อว่า การที่รองประธานสภาคนที่ 1 ออกมาชี้แจงมองว่าจิปาถะ เช่น บอกว่าต้องไปสายการบินไทย เพราะเป็นสายการบินแห่งชาติตามกฎที่เขียนไว้ จริงๆเรื่องนี้ก็ผิดอีก เพราะการบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว หลุดจากการเป็นสายการบินแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนที่บอกว่าอยากจะนั่งชั้นประหยัด economy แบบใจแทบขาด แต่ต้องไปแบบนี้ ตนมองว่าไม่จริงฟังดูแปลกๆ การที่เขามีลิมิตให้ว่า ตั๋วเครื่องบินไปถึง business class แต่ สส. หรือ รองประธานสภา อยากจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็คิดว่ามีช่องเปิดให้ทำได้อยู่แล้ว ส่วนตัวมองว่า เป็นการปั้นขึ้นมา เพราะนายปดิพัทธ์พูดถึงราคาตั๋ว maximum ราคาที่จะไปได้มากกว่า


เมื่อถามว่า เป็นไปตามสิทธิของรองประธานสภาที่สามารถทำได้ นายพงศ์พล กล่าวว่า ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะกับพรรคนี้บอกว่าจะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมหรือแม้กระทั่งนโยบายพรรคที่เคยมีเขียนว่า อยากจะลดค่าเดินทาง อยากจะลดการสัมมนาต่างประเทศ ทุกอย่างดูย้อนแย้งกัน และในฐานะที่พรรครวมไทยสร้างชาติดูในเรื่องของพลังงาน เรื่องอุตสาหกรรม กำลังรณรงค์ให้ลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน พยายามแทบตายให้คนประหยัด ให้ประเทศชาติไม่เสียดุลและภาษี แต่นี่คือเอาภาษีไปเล่นแบบนี้ ก็น่าจะเจ็บใจแทนพี่น้องคนไทยทุกคน ทั้งนี้การประชุม สส. ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ คาดว่าจะมีการถามถึงเรื่องดังกล่าวด้วย 

ล็อตแรก แต่งตั้ง ‘ผู้ว่าฯ’ โยก บิ๊กมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ผงาดคุม ปค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558867

18 ก.ย. 2566

ล็อตแรก แต่งตั้ง 'ผู้ว่าฯ' โยก บิ๊กมหาดไทย 'อรรษิษฐ์' ผงาดคุม ปค.

มหาดไทย แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ล็อตแรก โยก ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์’ ผงาดนั่ง อธิบดีกรมการปกครอง ให้ ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ นั่งตำแหน่งเก่าแทน ส่วน ‘ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ พ้นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ มานั่งคุม ปภ. ‘โสภณ สุวรรณรัตน์’ขยับ มานั่ง ผู้ว่าฯภูเก็ต มีผล 1 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงและโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้เป็นต้นไป 

โดยแบ่งเป็นรองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง อธิบดี 3 ตำแหน่ง และ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” 20 ตำแหน่ง

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 24 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย 

  1. นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.)
  3. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)
  4. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทยนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าฯตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง

แต่งตั้ง-โยกย้ายผู้ว่าฯ 20 ราย

5.นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

6.นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

7.นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

8.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

9.นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

10.นายนฤชา โฆษาศิริไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

11.นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

12.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

13.นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

15.นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

16.นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี

17.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

18.นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

19.นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

20.นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

21.นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

22.นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

23.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

24. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาพสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าฯภูเก็ต

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

เส้นทาง ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ จากผู้ว่าฯ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง ‘อธิบดี พช.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558866

18 ก.ย. 2566

เส้นทาง 'ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม' จากผู้ว่าฯ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง 'อธิบดี พช.'

เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ‘ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม’ จากเด็กปั่นสามล้อ สู่ ผู้ว่าฯ สมถะ ปั่นจักรยาน ผงาดนั่ง ‘อธิบดี พช.’

จากมติที่ประชุม ครม. “เศรษฐา” มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง และโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย และหนึ่งในนั้น มีชื่อของ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกโยกย้ายให้เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (อธิบดี พช.) หากใครรู้จัก ก็ต้องบอกว่า กว่าจะมีวันนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ภาพจำของผู้ชายที่ชื่อ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” คือการปั่นจักรยานไปทำงาน เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯเลย

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

“ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” มีชื่อเล่นว่า “ติ๊ก” เป็นชาว ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย เกิดเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2510 ปัจจุบันอายุ 56 ปี ตอนเด็กที่บ้านค่อนข้างมีฐานะยากจน ต้องรับจ้างซักผ้า ขายเมล็ดมะขามคั่ว จนกระทั่งจบ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ต้องไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ และถีบรถสามล้อรับจ้าง แต่ด้วยความเป็นคนรักเรียน เลยไปสมัครสอบเทียบชั้น ม.3 ของสำนักงานศึกษาธิการ จ.เลย และเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำจนจบ ม.6  จากนั้น ศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจบปริญญาตรี เขาไปสมัครเป็นพนักงานบริษัทในเครือ เอส.ซี.จี. หรือปูนซิเมนต์ไทยเดิม ซึ่งเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลแห่งหนึ่ง ไม่เอาเปรียบพนักงาน จนสอบได้ทุนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้สิทธิ์ยกเว้นค่าหน่วยกิต และทุนค่าใช้จ่ายส่วนตัว ยังไม่ทันจบ ไปสอบของกรมพัฒนาชุมชนได้จนไปรับราชการเป็นพัฒนากรชุมชน ที่อำเภอปากชม และสอบปลัดอำเภอได้เป็นปลัดอำเภอครั้งแรกที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งรู้สึกชอบมาก เนื่องจากเรียนมาทางสาขานี้ จนมาสอบเข้า โรงเรียนนายอำเภอ รุ่นที่ 49

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

ประวัติการทำงาน

  • ปี 2555 – 2557  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ปี 2557 – 2558  หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2558             รองผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา
  • ปี 2558 – 2559  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  • ปี 2559 – 2560  ที่ปรึกษาด้านการปกครองสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2560             ผู้ว่าราชการ จ.ราชบุรี
  • ปี 2560             ผู้ว่าราชการ จ.เลย
  • ปี 2563             ผู้ว่าราชการ จ.ปทุมธานี
  • ปี 2564     รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • ปี 2566  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม

แต่หลายคนคงจดจำ ภาพของ “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” ที่เรียกกันติดปากว่า “ผู้ว่าฯติ๊ก” ปั่นจักรยานไปทำงาน เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับข้าราชการ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าราชการ จ.เลย จนกลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียล หลายคนชื่นชม ด้วยความเป็นผู้ว่าฯ ติดดิน ใช้ชีวิตเรียบง่าย และลุยงาน

นอกจากนี้ เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯปทุมธานี เขาก็ได้สร้างความฮือฮาขึ้นอีกครั้ง ด้วยการสละเงินเดือน 3 เดือน เดือนละ 72,000 บาท เพื่อสมทบช่วยเหลือประชาชนชาวปทุมธานี ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ก่อนหน้านั้น ช่วงที่นั่งเป็น ผู้ว่าฯ เลย ก็เคยเดินเข้าโรงรับจำนำ เพื่อไปไถ่ถอนเครื่องมือทำกินให้กับชาวบ้านมาแล้วเช่นกัน

ปี 2564 เมื่อครั้งพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯ ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” แจ้งบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ทั้งของตัวเอง, ภรรยา และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อ ป.ป.ช. มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 147,204,877 บาท เป็นทรัพย์สินของชัยวัฒน์ 38,977,937 บาท เป็นทรัพย์สินของกุลทรัพย์ 108,215,197 บาท เป็นทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 11,742 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 4,495,097 บาท

แบ่งงาน ‘กระทรวงเกษตรฯ’ รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง – แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558865

18 ก.ย. 2566

แบ่งงาน 'กระทรวงเกษตรฯ' รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง - แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

รมช.เกษตร ไชยา พรหมา จากเพื่อไทย มาในแบบ”กระต่ายขาเดียว” ยืนยันปมแบ่งงาน “กระทรวงเกษตรฯ” ระหว่างรัฐมนตรีว่าการ กับ 2 รัฐมนตรีช่วย ไม่ถึงขั้นเป็นความขัดแย้ง แต่ควรอยู่บนพื้นฐานให้เกียรติและกัน ส่วนกรณีที่ไม่ความคืบหน้าต่อการหาทางออก ให้เป็นหน้าที่รองนายกฯ ต้องลงมาดู

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ( พรรคเพื่อไทย)  เปิดเผยว่า
ประเด็นที่ทั้งตนเองและนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ( พรรครวมไทยสร้างชาติ)   ไม่พอใจการแบ่งงาน  “กระทรวงเกษตรฯ” จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ( พรรคพลังประชารัฐ )   ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความขัดแย้งกัน และไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องการแบ่งงาน เพียงแต่ว่าได้ท้วงติงว่าการแบ่งงาน ต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการทั้งบุคคลและงบประมาณ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถสั่งงานได้   ย้ำว่าไม่ใช่ไม่พอใจแต่คำสั่งต้องชัดเจน

เพราะหากเปรียบเทียบจากกระทรวงอื่นก็มีการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยฯ อย่างชัดเจน ในบริหารจัดการบุคคลและงบประมาณ ซึ่งถือว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ต่างไปจากที่เกิดขึ้นกับ “กระทรวงเกษตรฯ” ในขณะนี้     สาเหตุที่มองว่าคำสั่งไม่ชัดเจนนั้น จากการที่ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำคำสั่งเดิมสมัยรัฐมนตรีรัฐบาลที่ผ่านมา นำมาเปรียบเทียบดู ก็มีหลักฐานว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยมีคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน   ซึ่งการมอบงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ในขณะนี้ไม่สามารถตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลได้เลย โดยเฉพาะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมวลชนส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานและภาคเหนือ 

”  ถ้ารัฐมนตรีช่วย 3 คน แบ่งเช่นนี้ก็สมเหตุสมผล แต่วันนี้รัฐมนตรีช่วยเหลือ 2 คน ท่านรัฐมนตรีว่าการได้ไป 11 หน่วยงาน และช่วยได้ไปคนละ 4 หน่วยงาน ผมว่าท่านจะงานหนักนะ ท่านว่าการ(ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  ) เราอยากแบ่งเบาภาระท่าน เราก็คิดว่าท่านว่าการ จะทำงานหนักเกินไป แบ่งมาให้ทำบ้าง เราอยากทำงาน อันนี้ไม่ได้เรียกร้องว่ากรมน้อยนะ ” 

นายไชยา กล่าวว่า  หากไม่ได้ตามเป้าหมาย  ก็เป็นเรื่องของพรรคที่จะเจรจา ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงเกษตร เพราะต้องทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ  ยืนยันว่าไม่เป็นรอยร้าวในรัฐบาล เพราะสามารถพูดคุยกันได้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

“จะคุยเร็วๆ นี้ ผมไม่มีปัญหา   เพราะไม่ได้ยืนบนความขัดแย้ง เพราะกระทรวงเกษตรฯ เราทำงานร่วมกัน หลักการทำงานร่วมกันคือต้องให้เกียรติกัน ไว้ใจกัน และต้องมีธรรมาภิบาล  ผมและท่านอนุชา ( อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)  มีความรู้สึกเดียวกัน   และเหมือนกันท่านอนุชาก็ไม่ต่างจากผมหรอก ”  นายไชยา  ระบุ  

แบ่งงาน 'กระทรวงเกษตรฯ' รมช. ไชยา ยันไม่ขัดแย้ง - แต่อยากให้เกียรติกันและกัน

ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

.

ขอขอบคุณภาพ จาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘หมออ๋อง’ แจงละเอียดยิบ ดราม่าเบิกงบดูงาน 1.3 ล้านบาท ยินดีให้ตรวจสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558861

18 ก.ย. 2566

'หมออ๋อง' แจงละเอียดยิบ ดราม่าเบิกงบดูงาน 1.3 ล้านบาท ยินดีให้ตรวจสอบ

‘หมออ๋อง’ แจงเบิกงบดูงานสิงคโปร์ 1.3 ล้านบาท บินหรู ด้วยเงื่อนไขล็อกไว้ สายการบินประจำชาติเบิกแบบmaximum ที่พัก จนท. ได้หาอย่างเหมาะสมที่สุด

จากการวิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะทำงานนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 พา สส.รวม 12 คน ดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ย. 2566 ด้วยงบประมาณ 1,379,250 บาท นายปดิพัทธ์ ชี้แจงอย่างละเอียดในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงค่าใช้จ่าย 

ระเบียบการคลัง กำหนดเงื่อนไขการเดินทาง 

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรที่เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมา โดยมุ่งชี้ไปที่ประเด็นการใช้งบประมาณ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตนเคยถูกถามก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกการดูงานทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าไม่ยกเลิก แต่จะดูเท่าที่จำเป็นและให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูว่ากระบวนการของราชการมีขั้นตอนของกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าบุคคลระดับต่างๆ ต้องได้รับการดูแลให้เดินทางอย่างปลอดภัยและสมฐานะของประเทศอย่างไร

“ตอนที่ผมยังไม่ทราบระเบียบเหล่านี้ ผมก็เรียกเจ้าหน้าที่มา บอกว่าเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง บินด้วยสายการบินต้นทุนต่ำได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมาปรากฏว่าไม่ได้ เพราะมีระเบียบกระทรวงการคลังล็อกไว้ว่าบุคคลเช่น รัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภา จะได้รับการดูแลให้เดินทางโดยสายการบินประจำชาติ เป็นการเบิกแบบสูงสุด (maximum) ตั้งเรื่องไว้ก่อน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าถ้าใช้จริงจะเป็นเท่าไรแน่ ผมจึงให้นโยบายไปเลยว่าใช้ให้ถูกที่สุด เพราะสัมภาระไม่เยอะ”

“ส่วนการนอนโรงแรมก็อย่าให้ถึงงบสูงสุดคือ 12,000 บาท เอาแค่ 7,000-8,000 ก็พอ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมา ได้โรงแรมที่เหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม เอกสารการเบิกเป็นการเบิกแบบเต็มที่ ตามสิทธิ์ที่บรรจุในระเบียบกระทรวงการคลัง ดังนั้น ทั้งหมดมีเงื่อนไขอยู่ ต้องมีการพูดคุยให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนเรื่องสายการบิน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่การคลังของสภาได้ทำการบ้านดีที่สุดแล้ว สรุปเป็นชั้นธุรกิจของการบินไทย”  

เมื่อถูกถามว่า ประชาชนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องเป็นชั้นธุรกิจ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ขอยกตัวอย่าง ตนเคยเสนอให้การเดินทางของ สส. สามารถจองตั๋วเองแล้วมาเบิกได้ แต่สภามีเงื่อนไขกับเอเจนซี่ในการจองตั๋ว ซึ่งเรื่องนี้มี 2 มุม มุมหนึ่งถ้า สส. ต้องจัดการชีวิตตัวเองหมด ก็อาจเดินทางไม่ทัน แต่พอใช้เอเจนซี่ เขาก็ให้เราได้ที่นั่งที่ดีสุด เป็น Priority Seat เช่นเดียวกับข้าราชการอื่นๆ ตนจะบอกว่าไม่รับอาหารบนเครื่องบินก็ไม่ได้ เพราะเบิกมาแล้ว ต้องใช้วิธีเซ็นว่าไม่รับอาหารแล้วค่อยคืนไป อย่างไรก็ดี ในตั๋วเครื่องบิน เป็นแพ็กเกจรวมทั้งหมด

สส.ก้าวไกลร่วมทริป มีภารกิจชัดทุกคน 

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ส่วนเหตุใดในคณะผู้เดินทาง จึงเป็น สส. ก้าวไกลเยอะ เนื่องจากคณะนี้ไม่ได้เป็นกรรมาธิการที่มีสัดส่วนสมาชิกจากแต่ละพรรคชัดเจน ตอนที่ตนตั้งกรรมการ 4 ชุดเพื่อขับเคลื่อนงานสภาโปร่งใส ตนประกาศในสภาฯ เลยว่าพรรคไหนสนใจมาร่วมกัน ให้ส่งรายชื่อมา ปรากฏว่าก็ไม่มีส่งมา 

ตอนแรกคณะเดินทางมี 12 คน แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ 4 คน ตนจึงขอให้มี สส. รัฐบาล 4 คนไปด้วย แต่เป็นการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ เพราะยังไม่มีวิป จึงเดินไปบอกพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ว่าขอพรรคละ 2 คน ให้เป็นคนที่สนใจกิจการสภา สนใจพัฒนาสภาให้ smart ทางพรรคเพื่อไทยจึงส่งรายชื่อมา 2 คน คือ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ และ พชร จันทรรวงทอง ส่วนภูมิใจไทยส่งชื่อไม่ทัน แต่ต่อมาศรัณย์ติดภารกิจเรื่องวิปรัฐบาล จึงตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินทางไปด้วยกันแต่กลับก่อน หรือยกเลิกทริปไปเลย 

ส่วน สส.พรรคก้าวไกลที่ร่วมเดินทางไปนั้น ล้วนมีภารกิจทั้งสิ้น เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับ Smart Parliament โดยตรง เก่งที่สุดในเรื่องเทคโนโลยี ส่วนเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นประธานของอนุกรรมการเกี่ยวกับ Young Parliament ดังนั้น ยืนยันว่าทั้งหมดมีที่มาที่ไปและเหตุผล 

เตรียมส่งรายงานการดูงาน ต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่า อาจมีการมองว่า เรื่องฝุ่นหรือเรื่องอัตราการจ้างงาน เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ไม่เกี่ยวกับสภาหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ในการบริหารประเทศ เรื่องฝุ่นแค่เรื่องเดียวมีกฎหมายที่ต้องออกหลายฉบับมาก และยังมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องเจรจากับอินโดนีเซีย ดังนั้น การที่สภากับรัฐบาลมีนโยบายใกล้เคียงกัน การออกกฎหมายและการดำเนินนโยบาย ก็จะใกล้เคียงกันไปด้วย ตนจึงคิดว่าเราสามารถทำงานคู่ขนาน ที่ทำให้ปัญหาระดับโลก สามารถแก้ไขอย่างมีเอกภาพได้ 

“ผมคิดว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยล้มเหลวมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา และปัญหาหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เรารอไม่ได้ โดยผมจะส่งรายงานทั้งหมดให้ รมว.ต่างประเทศ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ รมว.เกษตรฯ รับรองว่ารายงานการดูงานแน่นปึ๊ก และพร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะถ้ามีหน่วยงานใดร้องขอ”


พร้อมแสดงใบเสร็จให้ตรวจสอบ 

เมื่อถามต่อว่า รู้สึกอย่างไรที่เหมือนโดนจับผิด นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่จะทำสภาโปร่งใส ถ้าเราตั้งใจจะโปร่งใส ก็ต้องพร้อมโดนตรวจสอบ ไม่ใช่ส่งเอกสารแบบถมดำ นอกจากนี้คิดว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ควรไปไกลกว่าตน ต้องไปดูว่าระเบียบกระทรวงการคลังที่ใช้อยู่ปัจจุบันโบราณหรือไม่ เพราะอยู่มาหลายสิบปี และมีการปรับปรุงเมื่อปี 2560 ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้มีนโยบายรัดเข็มขัด การดูงานไม่ใช่แค่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่รวมถึงองค์กรอิสระ รวมถึงข้าราชการ ก็ต้องรัดเข็มขัดด้วย และปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังไปด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ตนจะมีความยินดีอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่ายืนยันพร้อมให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตรวจสอบได้เลย พร้อมแสดงใบเสร็จ เรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อตนเดินทางกลับมาจะมีการสรุปอย่างชัดเจนว่าใช้กับเรื่องอะไร เท่าไรบ้าง หากใครต้องการตรวจสอบ เรายินดีเปิดเผย