‘สว.กิตติศักดิ์’  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558862

18 ก.ย. 2566

'สว.กิตติศักดิ์'  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ  ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

ประชุมวุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน จริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา กรณี” สว.กิตติศักดิ์” ถูกร้องเรียน ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลาน จ.พิจิตร ที่ ถูกแต่งตั้งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ผลการลงมติโดยสว. ชี้ชัดไม่พบว่ามีพฤติกรรม ถือว่าจบไปในที่สุด

 ที่รัฐสภา  นายศุภชัย สมเจริญ  รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณา รายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน จริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา ของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ( นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา )  ” สว.กิตติศักดิ์”  ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 ข้อ 42 โดยมีพลเอก สิงห์ศึกห์ สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการต่อที่ประชุม
  


โดยพลเอก สิงห์ศึก กล่าวว่า มีบุคคลยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการไต่สวน และวินิจฉัยพฤติกรรมของนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา  “สว.กิตติศักดิ์ ”  จากกรณีปัญหาความขัดแย้งที่วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งนายกิตติศักดิ์ถูกร้องเรียนว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลานที่ถูกแต่งตั้งอย่างถูกต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ พบพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม สมาชิกวุฒิสภา และ และกรรมาธิการ พ.ศ.2563

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเบื้องต้นแล้ว และส่งเรื่องร้องเรียนมายัง
คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา โดยคณะกรรมการ ได้มีมติในการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ ข้อมูล และข้อเท็จจริงว่ามีมูลที่จะรับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณาหรือไม่


เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนแล้ว เห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะรับเรื่องไว้พิจารณา จึงมีมติให้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับเรื่องจากวุฒิสภา แต่เรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คณะกรรมการ จึงขอขยายเวลาพิจารณาจำนวน 2 ครั้ง มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น 13 ครั้ง ก่อนที่เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาลงมติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาลงคะแนน เป็นการลับ


   
การลงคะแนนเสียงแบบลับ  ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ เห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา 93 คะแนน ไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรม คะแนน 33 และไม่ออกเสียง 37 คะแนน  จึงถือว่านายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ  สว. มิได้กระทำการในลักษณะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงหรือสงสัย ในการปฎิบัติหน้าที่ หรือให้ความเห็นในลักษณะการใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลอื่น หรือนำเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในการประชุม ตามข้อบังคับประมวลจริยธรรมข้อที่ 31 และ 36 วรรคหนึ่ง

'สว.กิตติศักดิ์'  เฮ ที่ประชุมวุฒิสภา ลงเสียงลับ  ไม่พบพฤติกรรมขัดจริยธรรม 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ( สว.พิจิตร)

ด้วยคะแนนเสียงที่เห็นชอบด้วย  กับความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือ ไม่ถึง 124 คะแนน ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 43 วรรคสาม  ถือว่าเป็นอันยุติ   ซึ่งผลการพิจารณาดังกล่าวจะแจ้งไปยังผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบตามระเบียบว่าด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการ จริยธรรมวุฒิสภาต่อไป

ณัฐวุฒิ เรียกร้องรัฐบาลเร่ง ‘นิรโทษกรรม’ ‘คดีการเมือง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558855

18 ก.ย. 2566

ณัฐวุฒิ เรียกร้องรัฐบาลเร่ง 'นิรโทษกรรม' 'คดีการเมือง'

อดีตแกนนำ นปช. เรียกร้องให้รัฐบาล เร่งพิจารณา ‘นิรโทษกรรม’ ‘คดีการเมือง’ ยุติความขัดแย้งที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาฯ นปช. เรียกร้องรัฐบาล เร่งนิรโทษกรรมคดีผู้เห็นต่างทางการเมือง ตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการโพส
เฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาสำคัญ ถึงการปลดพันธนาการเรื่องคดีความ ให้คนทุกฝ่ายที่เห็นต่าง และเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะเยาวชน คนหนุ่มสาวนับพันราย ซึ่งในจำนวนนี้หลายคนมีคดีติดตัวเกินกว่า 20 คดี

ณัฐวุฒิ เรียกร้องให้นิรโทษกรรมทุกคน ทุกข้อกล่าวหา ยกเว้นกรณีความผิดถึงแก่ชีวิต ส่วนกรณีทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เกี่ยวข้องและไม่รวมอยู่ในเรื่องนี้ เริ่มต้นใหม่ สร้างสังคมที่คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีคณะกรรมการพิจารณาการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ร้ายกัน

เมื่อรัฐบาลตั้งขึ้นโดยพรรคการเมืองที่ยืนขั้วตรงข้ามกันมาตลอด ก็น่าจะร่วมกันใช้โอกาสและเงื่อนไขทางการเมืองนี้ ทำให้คนทุกขั้วพ้นสถานะผู้ต้องหา กลับมายืนในฐานะประชาชน ตั้งต้นสร้างสังคมประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ชอบธรรม

พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็เคยประกาศนโยบายปรองดอง สมานฉันท์ ถึงเวลาต้องทำก็ไม่ควรชักช้า เมื่อบรรดาคณะรัฐประหารทั้งหลาย นิรโทษกรรมตัวเอง และเข้าสู่เวทีการเมือง
ก็ควรอย่างยิ่งที่จะนิรโทษกรรมให้คนหนุ่มสาว คืนอิสรภาพให้อนาคตของประเทศ

ลูกหลานที่ยังติดคุกจะได้ออกมา ที่อดอาหารอยู่ในคุกจะได้คืนสู่อิสระ ที่ลี้ภัยต่างแดนจะได้กลับบ้าน  อย่าปล่อยให้คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ อยู่กับคดีความ และการจำขัง ต่อเนื่องไป ทั้งที่เราส่งมอบสิ่งที่ดีกว่าให้พวกเขาได้

เลขาธิการนายกฯ การันตี ‘ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” คุณภาพขั้น หัวกะทิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558856

18 ก.ย. 2566

เลขาธิการนายกฯ การันตี  'ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" คุณภาพขั้น หัวกะทิ

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจง การแต่งตั้ง “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ทั้ง 9 คน รวมทั้ง “พิชิต ชื่นบาน” ย้ำชัด ทั้ง 9 คน เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับเงินเดือน ในรายของเอกชนที่เข้ามาทำหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องลาออก การันตีความรู้ความสามารถ ระบุความท้าทายคือการทำประโยชน์ให้ประชาชน

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า   ในการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  รวม 9  คน  ด้วยกัน  โดยมี นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย มีบทบาทในเรื่องกฎหมาย    สำหรับ “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ”   ทั้ง 9 คน เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับเงินเดือนเพราะเป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง  ไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัทเอกชน เพราะเป็นการเชิญมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาทำงาน ส่วนกรณีที่มีการตั้งกรรมการบริษัทแสนสิริ จำกัด  ( มหาชน) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ด้วยนั้น สะท้อนว่าในหลายวงการ ล้วนมีความสามารถ

หากไม่มีความรู้ คงไม่เชิญมาเป็น “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”    ทั้งนี้มองว่านายกรัฐมนตรีได้จัดความสำคัญเรื่องนี้อย่างดี โดยทั้ง 9 คน ก็แบ่งงานตามความชำนาญในแต่ละเรื่อง  ”  กรณีนายพิชิต   ชื่นบาน ในส่วนของการปรึกษาด้านกฎหมาย จะเข้ามาดูมิติของกฎหมายด้านอื่นๆ ตามความเชี่ยวชาญ  ขณะที่ กรณีของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่เร็วๆนี้ จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีความ  เรื่องคดีก็ดำเนินไป แต่ส่วนที่เป็นความรู้ความสามารถ ความตั้งใจ ก็ต้องเคารพในเรื่องนี้  เพราะนายกิตติรัตน์ ได้ทำเรื่องนโยบาย และศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง  เป็นนักการเงิน แต่ได้ลงไปทำงานกับเกษตรกรต่างๆมากมาย  ส่วนจะมีข้อครหาเรื่องความสง่างามหรือไม่นั้น  มองว่าความสง่างามอยู่ที่ว่า จะทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่234/2566 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษา  คณะที่ปรึกษานานกฯ ประกอบด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ   , นายพิชัย ชุณหวชิร ,  นายศุภนิจ จัยวัฒน์ ,  ผู้ช่วยศาตราจารย์พิมล ศรีวิกรม์ ,  นายพิชิต ชื่นบาน , นายชลธิศ สุรัสวดี ,  นายชัย วัชรงค์ , และนายสุรยุทธ์ ทวีกุลวัฒน์ 

ในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า   ให้ส่วนราชการสนับสนุนการดำเนินงานของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตามที่ได้รับการร้องขอ และให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษาฯ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามระเบียบของราชการโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

เลขาธิการนายกฯ การันตี  'ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" คุณภาพขั้น หัวกะทิ

พิชิต ชื่นบาน   ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย   ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

มติ ครม.ไฟเขียว มท.แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง 24 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558848

18 ก.ย. 2566

มติ ครม.ไฟเขียว มท.แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง 24 ราย

มติ ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-ผู้ว่าราชการจังหวัด-อธิบดีกรมการปกครองรวม 24 รายชื่อ

วันที่ 18 ก.ย.  นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงและโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงมหาดไทย รวม 24 ราย ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็นรองปลัดกระทรวง 1 ตำแหน่ง อธิบดี 3 ตำแหน่ง และผู้ว่าราชการจังหวัด 20 ตำแหน่ง

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัด รวม 24 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

1. นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.)

3.นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)

4.นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

5.นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

6.นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

7.นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

8.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช

9.นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์

10.นายนฤชา โฆษาศิริไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

11.นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

12.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา

13.นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

14.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

15.นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

16.นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี

17.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

18.นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

19.นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล

20.นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

21.นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

22.นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

23.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

และ 24. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาพสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558844

18 ก.ย. 2566

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ระดับปานกลาง คะแนนเชื่อมั่นมากต่ำ นโยบายลดราคาพลังงานอยากให้เร่งทำมากสุด ต่อด้วยเงินดิจิทัล แก้ปัญหาหนี้ พักหนี้เกษตรกร ไม่แน่ใจนโยบายค่าแรง 600 บาท

เนชั่นโพลร่วมกับสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา(IFD) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง“ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลหลังแถลงนโยบาย 2566”โดยดำเนินการสำรวจในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน 2566 ในกลุ่มประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค อาชีพ และระดับการศึกษา ทั่วประเทศ รวมจำนวน 1,227 ตัวอย่าง

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี รัฐบาล เศรษฐา ทวีสินโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน

โดยการสุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น โดยสุ่มตัวอย่างด้วยวิธี Stratified Five-Stage Random Sampling แต่ละตัวอย่างที่ถูกเลือกมีค่าถ่วงน้ำหนัก (sampling weight) ที่แตกต่าง วิธีการสำรวจเป็นแบบผสม โดยลงพื้นที่สำรวจ 50% และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 50% ค่าความผิดพลาด (error) ของการสำรวจอยู่ที่ 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

สำหรับผลการสำรวจมีดังนี้

1. ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ในการบริหารประเทศ หลังรับฟังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พบว่า ประชาชน ร้อยละ 45.89 มีความเชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ 23.26 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 13.40 ไม่เชื่อมั่นเลย ในขณะที่มีประชาชนเพียง ร้อยละ 12.99 เชื่อมั่นมาก และร้อยละ 4.45 เชื่อมั่นมากที่สุด

โดยหากพิจารณาตามลักษณะทางประชากรและการเลือก สส. บัญชีรายชื่อในสังกัดพรรคต่างๆ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนกลุ่มอายุ 46-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอายุ 18-25 ปี และกลุ่มอายุ 26-35 ปี

ขณะที่ประชาชนที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณและรับจ้างทั่วไป จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ในขณะที่กลุ่มอาชีพนักเรียนและนักศึกษา จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ น้อยกว่ากลุ่มอาชีพอื่น

ประชาชนที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับอนุปริญญา/ปวส. จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ น้อยกว่ากลุ่มระดับการศึกษาอื่น ส่วนประชาชนที่เลือก สส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ มากกว่ากลุ่มอื่น ในขณะที่ ประชาชนที่เลือก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเศรษฐาฯ ต่ำที่สุด

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่าวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่าวันที่ 11-12 ก.ย. 2566

2. นโยบายที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. ลดค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (ร้อยละ 24.01)
  2. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 20.73)
  3. แก้ปัญหาหนี้สิน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้สิน SMEs ที่ได้รับผลจากโควิด-19 (ร้อยละ 14.48)
  4. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 7.08)
  5. ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ใช้บัตรประชาชนใบเดียว (ร้อยละ 5.74)
  6. เงินเดือนปริญญาตรี 25000 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 4.91)
  7. ปลุกท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ (ร้อยละ 4.60)
  8. ปฏิรูปการศึกษา ส่งเสริมวิจัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต (ร้อยละ 2.70)
  9. ปราบยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ผลิตและผู้ค้า เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย (ร้อยละ 2.47)
  10. สร้างรายได้เกษตรกรรม การประมง และปศุสัตว์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ (ร้อยละ 1.90)

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะทำให้นโยบาย 10 อันดับแรกที่โดนใจประชาชน ให้สำเร็จ พบว่า นโยบายที่โดนใจประชาชน ที่ประชาชนมากกว่าครึ่งให้ความเห็นว่า“เป็นนโยบายที่รัฐจะทำได้อย่างแน่นอน”ดังนี้

  1. สร้างรายได้เกษตรกรรม การประมง และปศุสัตว์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” (ร้อยละ 52.72)
  2. ปราบยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ผลิตและผู้ค้า เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย (ร้อยละ 51.08)
  3. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 50.68)
  4. ยกระดับ 30 บาท รักษาทุกโรค ใช้บัตรประชาชนใบเดียว (ร้อยละ 50.44)

ส่วนนโยบายที่โดนใจประชาชน ที่ประชาชนมากกว่าครึ่งให้ความเห็นว่า“เป็นโยบายที่ไม่ค่อยแน่ใจว่ารัฐบาลจะทำได้”ดังนี้

  1. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 67.94)
  2. ปฏิรูปการศึกษา ส่งเสริมวิจัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต (ร้อยละ 63.68)
  3. เดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 63.34)
  4. ลดค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (ร้อยละ 61.41)
  5. แก้ปัญหาหนี้สิน พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้สิน SMEs ที่ได้รับผลจากโควิด-19 (ร้อยละ 57.08)

3.นโยบายที่ประชาชนไม่อยากให้รัฐบาลทำมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. กัญชาทางการแพทย์และสุขภาพเพื่อสร้างมูลค่า ในเชิงเศรษฐกิจ (ร้อยละ 28.02)
  2. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (ร้อยละ 21.14)
  3. แก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ทำประชามติ โดยให้ประชาขนมีส่วนร่วม (ร้อยละ 10.21)
  4. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (ร้อยละ 6.35)
  5. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังมีอยู่ บัตรคนจน (ร้อยละ 4.62)
  6. เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี (ร้อยละ 3.46)
  7. พัฒนาหน่วยมั่นคง&กองทัพทันสมัย เช่น เกณฑ์ทหารสมัครใจ เรียน รด. ได้มาตรฐาน ลดทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง (ร้อยละ 3.24)
  8. ไม่มีนโยบายที่น่าผิดหวัง (ร้อยละ 3.08)
  9. ผลักดันกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียม (ร้อยละ 1.96)
  10. เปิดประตูการค้า เจรจา FTA (ร้อยละ 1.95)
‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

4. รัฐมนตรีที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้โดนใจประชาชนมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1.  เศรษฐา ทวีสิน (ร้อยละ 49.02)
  2. ไม่มีใครที่โดนใจ (ร้อยละ 11.38)
  3. อนุทิน ชาญวีรกูล (ร้อยละ 6.31)
  4. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 4.96)
  5. สุทิน คลังแสง (ร้อยละ 3.38)
‘เนชั่นโพล’ เผยคนไทยเชื่อมั่นรัฐบาล ‘เศรษฐา’ ปานกลาง-จี้เร่งลดราคาพลังงาน

5. รัฐมนตรีที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้น่าผิดหวังมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1. อนุทิน ชาญวีรกูล (ร้อยละ 26.94)
  2. ไม่มีใครที่น่าผิดหวัง (ร้อยละ 19.30)
  3. เศรษฐา ทวีสิน (ร้อยละ 13.57)
  4. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 9.49)
  5. สุทิน คลังแสง (ร้อยละ 5.05)

6. ความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาธิปัตย์พบว่า ประชาชน ร้อยละ 52.02 มีความเชื่อมั่นอย่างแน่นอน และ 42.28 ไม่แน่ใจ

7. สส. ฝ่ายค้านที่แถลงและชี้แจงนโยบาย ได้โดนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก

  1. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ร้อยละ 26.28)
  2. รังสิมันต์ โรม (ร้อยละ 25.97)
  3. ชัยธวัช ตุลาธน (ร้อยละ 10.91)
  4. ชวน หลีกภัย (ร้อยละ 8.45)
  5. พริษฐ์ วัชรสินธุ (ร้อยละ 4.62)

นายชวน หลีกภัย นายชวน หลีกภัย

ที่มา: เนชั่นโพล 

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า – ส่วนราชการ ย้ำ 10 นโยบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558820

18 ก.ย. 2566

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า - ส่วนราชการ  ย้ำ 10 นโยบาย

มท.1 มอบนโยบายผู้ว่าฯ – หัวหน้าสำนักงานจังหวัด – ปลัดจังหวัด ย้ำ 10 นโยบายสำคัญ ชูความเป็นทีมมหาดไทย ทำงานแบบพี่น้อง

ที่ห้อง Convention ชั้น 4 อาคาร Convention Center โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า - ส่วนราชการ  ย้ำ 10 นโยบาย

เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า - ส่วนราชการ  ย้ำ 10 นโยบาย

หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานระดับกอง/สำนัก ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุม โดยถ่ายทอดสดการประชุมไปยังศาลากลางจังหวัด ที่ทำการปกครองอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านระบบ DOPA Channel

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า - ส่วนราชการ  ย้ำ 10 นโยบาย

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนเป็นคนที่คุ้นเคยกัน เราทุกคนเป็นพี่ เป็นน้อง  เป็นทีมมหาดไทย ที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 จึงถือได้ว่ารัฐบาลมีภารกิจและอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่ จึงเป็นคำสัญญาที่เราจะต้องทำร่วมกันเพื่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งก็คือพี่น้องประชาชนของเรา ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้นำแนวนโยบายของรัฐบาลสู่นโยบายสำคัญ 10 ประเด็น ของกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่า - ส่วนราชการ  ย้ำ 10 นโยบาย

1. การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ โดยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมไปถึงการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน

จึงขอให้ทุกหน่วยงานน้อมนำเอาแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้หลักการทรงงาน การนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการและการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน

2. น้ำดื่มสะอาดฟรี ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ปัจจุบันประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเพิ่มสูงขึ้นจากการซื้อน้ำดื่ม ดังนั้น เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน จึงขอให้การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับภารกิจจากเดิมที่ผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภค (น้ำใช้) ให้เพิ่มการผลิตน้ำประปาสะอาดดื่มได้ รวมทั้งขอให้จัดเตรียมความพร้อมรถน้ำดื่มน้ำใช้เพื่อรับมือสถานการณ์เอลนีโญ ติดตั้งเครื่องกรองน้ำในชุมชน ให้บริการน้ำดื่มสะอาดแก่ประชาชนฟรี ในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำ ให้ใช้รถบรรทุกน้ำ ติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ให้บริการประชาชนฟรี และในระยะยาว การประปาต้องพัฒนา ปรับปรุง ให้ประชาชนเชื่อมั่น น้ำประปาดื่มได้

3. การลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันของทุกส่วนราชการ เน้นการสร้างต้นแบบให้ประชาชนได้เห็นตัวอย่างของการใช้พลังงานทางเลือก ด้วยการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Cell/ Solar Rooftop ในสถานที่ราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และใช้กับไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้สถานที่ราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Roadmap) ของแต่ละหน่วยงานเพื่อเป็นแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่การขับเคลื่อนนโยบาย Carbon Neutrality ในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายน้ำมันของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพิจารณาจัดหารถพลังงานสะอาด อาทิ รถพลังงานไฟฟ้า (EV) ทั้งนี้ ขอให้พิจารณาจัดลำดับหน่วยงานที่มีความพร้อมและทำให้เป็นต้นแบบ เพื่อนำไปสู่การขยายผลนะครับ

4. พลังงานสะอาด มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด โดยสนับสนุนให้มีการติดตั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย กระแสไฟฟ้าให้กับประชาชน รวมไปถึงการเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ให้แก่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนสร้างรายได้จากพลังงานสะอาด โดยการจัดตั้งธนาคารคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ทุกจังหวัด เช่น การปลูกไม้ยืนต้น การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน เพื่อจำหน่ายคาร์บอนเครดิตอย่างยุติธรรม และได้รับการยอมรับในระดับสากล 

5. การจัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล แน่นอนว่าเรื่องนี้กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อพูดถึงคำว่า ปราบปรามผู้มีอิทธิพล คนทั่วไปมักคิดไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร ก็ต้องมาตั้งหลักกัน ว่าคำว่า “ผู้มีอิทธิพล” ในที่นี้ หมายถึงคนที่ใช้อำนาจที่ตนมีในทางมิชอบ ไม่ว่าจะอำนาจเงิน หรืออำนาจจากสายสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งโดยสามัญสำนึก ทุกคนจะรู้ดีว่าการกระทำอย่างไร คือการใช้อำนาจเหล่านั้นในทางมิชอบ หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย คือ มุ่งเน้นการจัดระเบียบสังคมเพื่อสร้างสังคมให้สงบสุข บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดอบายมุข ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งใดที่ขัดกับความมุ่งหมายนี้ ก็คือสิ่งที่เราต้องใช้กลไกของรัฐในการกำจัดให้สิ้นไป

6. การบริการประชาชนแบบ One Stop Service การมุ่งหน้าสู่ระบบรัฐบาลดิจิทัล เป็นแนวทางสำคัญของรัฐบาล ที่ถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เราจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติราชการ การทำธุรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส ซึ่งนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติราชการ และให้บริการประชาชนมากยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ขจัดช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริตอีกด้วย โดยเราจะยกระดับแพลตฟอร์มที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Service ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เกิดระบบที่เสถียรและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

7. การอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว หลักการดูแลนักท่องเที่ยวที่สำคัญ คือการสร้าง “ความปลอดภัย  ความสะดวก และแรงดึงดูด” จึงต้องส่งเสริมให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วางแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยบูรณาการจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ประชาสัมพันธ์กิจกรรมแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ด้วยระบบ AI อัจฉริยะ ทั้งในด้านสาธารณภัย อุบัติภัย และความปลอดภัยทางถนน

8. การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การผลิต การตลาด และการจำหน่าย “มุ่งเน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยกำหนดมาตรการเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน เช่น การน้อมนำหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต การใช้ประโยชน์จากทุนชุมชน การพักหนี้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมทั้งกำหนดมาตรการ และแนวทางเพื่อเพิ่มรายได้ หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ท่านดำเนินการต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ขอเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนตามอัตลักษณ์ที่โดดเด่น (OTOP) ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการประสานกับภาคเอกชน เพื่อให้เข้าใจแนวโน้มตลาดมากขึ้น การสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ซึ่งจะนำสู่การส่งออกสินค้าเชิงวัฒนธรรม และนำหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้ผู้ประกอบการในชุมชนท้องถิ่นเป็นหน่วยธุรกิจในการสร้างงานสร้างรายได้ตามแนวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Economy) ด้วย

9. การแก้ไขปัญหายาเสพติด ต้องเป็นมาตรการเชิงรุก ต้องเน้นป้องกันไม่ใช่ปราบปราม และต้องกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องรับผิดชอบ หากมียาเสพติดในพื้นที่ ผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่ต้องรับผิดชอบและรับผิดทางวินัย ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุกและเชิงรบ เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้าพื้นที่ตนเอง ต้องล้อมรั้วเขตปกครองตนเอง หากยาเสพติดอยู่บ้านใคร เจ้าของบ้าน เจ้าของพื้นที่ต้องรับผิดชอบและรับผิดฐานปล่อยปละละเลยให้ยาเสพติด ยาบ้า เข้ามาในบ้าน ในพื้นที่ตัวเอง ต้องมองว่าลูกบ้านคือลูกของเรา เราป้องกันลูกของเราอย่างไร ต้องป้องกันลูกบ้านแบบนั้น ใครเอายาเสพติดเข้าบ้านเรา เราจะจัดการเด็ดขาดอย่างไร ใครเอายาเสพติดเข้าพื้นที่ที่เรารับผิดชอบ เราก็ต้องจัดการเด็ดขาดแบบนั้น ฝ่ายปกครองต้องตื่นตัวและป้องกันยาเสพติดเข้าพื้นที่ตัวเอง ถ้าทุกพื้นที่ป้องกันได้ ยาเสพติดจะไม่มีที่อยู่ในประเทศไทย 

10. สนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ และการเตรียมความพร้อมท้องถิ่นรองรับสังคมผู้สูงอายุ เพิ่มประสิทธิภาพระบบสาธารณสุขขั้นปฐมภูมิ และการสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน โดยสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินีและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยกระดับให้ รพ.สต. เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้านที่มีคุณภาพ มีความพร้อมในการให้บริการ โดยให้ความสำคัญกับบุคลากรทางด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน และสวัสดิการ และในประเด็นสังคมผู้สูงวัยนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องทำงานกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ให้มีสถานชีวาภิบาลประจำท้องถิ่น เพื่อบริบาลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนวาระสุดท้าย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างครอบคลุมในทุกมิติ

คปท. จี้ ‘ผบ.ตร.’ สั่งด่วน ‘แพทย์ใหญ่ ‘ เปิดอาการป่วย-ทีมแพทย์รักษา ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558818

18 ก.ย. 2566

คปท. จี้ 'ผบ.ตร.' สั่งด่วน 'แพทย์ใหญ่ ' เปิดอาการป่วย-ทีมแพทย์รักษา 'ทักษิณ'

‘คปท.’ เรียกร้อง ‘ผบ.ตร.’ สั่งการ ‘แพทย์ใหญ่รพ.ตร. ‘ เปิดอาการป่วยและทีมแพทย์รักษาตัว ‘ทักษิณ’ ใกล้ครบ 30 วัน สังคมยังสงสัยป่วย-ไม่ป่วย เตรียมบุกหา ‘อธิบดีกรมราชทัณฑ์’ พิจารณายืดเวลารักษาต่อหรือไม่

นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วยนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เพื่อเรียกร้องขอให้ทางโรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยอาการป่วยและรายชื่อแพทย์ที่ทำการรักษาน.ช.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ขณะนี้ หลังอ้างสิทธิ์เป็นผู้ป่วยแล้วย้ายมารักษาตัวนอกเรือนจำ คืนวันที่ 22 สิงหาคม เป็นต้นมา 

นายพิชิต กล่าวว่า การป่วยของนายทักษิณเป็นการกล่าวอ้างไม่ใช่การอ้างป่วยเก่าที่เคยรักษาตัวจากต่างประเทศ เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สังคมเห็นพร้อมกันว่า นายทักษิณมีอาการปกติ เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย

ดังนั้นการอ้างป่วยด้วยเอกสารรักษาตัวจากต่างประเทศ จึงไม่สามารถนำมาอ้างในการรักษาตัวนอกเรือนจำได้ การป่วยต้องเป็นการป่วยใหม่หลังจากเข้าสู่เรือนจำแล้วและที่สำคัญจำเป็นถึงขั้นต้องรักษาตัวนอกเรือนจำหรือไม่ 

ซึ่งสังคมมีคำถามถึงการใช้อภิสิทธิ์และการปกปิดความจริงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนายทักษิณเป็นกรณีพิเศษ และที่ผ่านมานายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีของการเป็นทั้งตำรวจและนายแพทย์ไม่สามารถตอบข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน 

คปท.เห็นว่าการเงียบผิดปกติของคณะแพทย์ที่อ้างก่อนหน้านี้ว่าป่วยหนักต้องใช้แพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางเท่านั้นเท่ากับ เป็นการร่วมกันปกปิดทำลายกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น คปท.ขอเรียกร้อง ให้ผบ.ตร. ในฐานะผู้บังคับบัญชาของนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ดังนี้

1. สั่งการเปิดเผยรายชื่อคณะแพทย์ต่อสาธารณะชน เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านไหน 

2.สั่งการให้คณะแพทย์ชี้แจ้งข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ถึงอาการป่วยของนายทักษิณ เหมือนที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เคยอธิบายอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวานที่ป่วยหนักต้องรับการรักษาเร่งด่วนที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ 

3.สั่งการให้คณะแพทย์ดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณของแพทย์และรักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจในการแสดงความเห็นต่ออาการของนายทักษิณที่แจ้งต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษาตัวนอกเรือนจำ ซึ่งจะครบ 30 วันในวันที่ 21 กันยายน 2566

นายพิชิต กล่าวว่า ขอให้ ผบ.ตร. สั่งการโดยเร่งด่วนให้ชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนครบกำหนด 30 วันและคปท.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและหวังว่าในฐานะผู้บังคับบัญชาตำรวจแห่งชาติจะได้ช่วยให้สังคมมีความยุติธรรมเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน 

ด้านนายนัสเซอร์ กล่าวเพิ่มเติม หากนายทักษิณต้องทำการรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ ถือว่าเป็นอำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งวันที่ 22 กันยายนนี้ กลุ่ม คปท. จะไปถามข้อมูลการป่วยของนายทักษิณเพียงพอกับการต่อเวลารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ ซึ่งจะต้องตอบให้ได้ 

เพราะเป็นผู้ที่ดูแลกระบวนการยุติธรรมโดยตรงเกี่ยวกับการกักขังนักโทษ ไม่เกินวิสัยที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะต้องตอบ หากตอบคำถามสังคมได้ คนป่วย ป่วยจริงสังคมก็ไม่คลางแคลงใจ

‘พีระพันธุ์’ ลั่น เดือนหน้าลดราคาเบนซินภายในสิ้นปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558817

18 ก.ย. 2566

‘พีระพันธุ์’ ลั่น เดือนหน้าลดราคาเบนซินภายในสิ้นปีนี้

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าลดราคาน้ำมันเบนซินภายในสิ้นปีนี้ ย้ำต้องแก้โครงสร้างให้ถูกต้อง จ่อเข้าหารือกรมศุลกากรพรุ่งนี้

วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการลดราคานํ้ามันเบนซินว่า ตนได้ไปหารือที่กระทรวงพลังงาน และได้ให้ทางกรมธุรกิจพลังงานไปหาแนวทางที่จะช่วยดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องราคาน้ำมันเบนซิน

นายพีระพันธ์ กล่าวถึงผลการหารือเบื้องต้นระบุว่า ปัญหาแรกคือการลดค่าน้ำมันกับค่าไฟฟ้าต่างกัน เพราะเรื่องค่าไฟฟ้าเรามีคณะกรรมการคอยดูแล แต่เรื่องค่าน้ำมันไม่มี ในส่วนอำนาจทางกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปสั่งการหรือตรวจดูต้นทุนเขา จึงทำให้เป็นปัญหา ทราบแต่เพียงว่าราคาต้นทุนขึ้น แต่ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง ขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งคงต้องแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการกํากับดูแลเรื่องนี้ต่อไป เพราะน้ำมันเป็นสินค้าพิเศษ ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคธรรมดา เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของผู้คน และเกี่ยวข้องกับต้นทุนสินค้าอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคง จึงต้องกำกับดูแลให้รอบคอบและรัดกุม และต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่านี้ 

เมื่อถามว่า จะได้เห็นการลดราคาภายในสิ้นปีนี้หรือไม่ นายพีระพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน ตนจะพยายามทําให้โครงสร้างถูกต้องมากขึ้น

เมื่อถามต่อว่า จะเป็นของขวัญปีใหม่หรือไม่ นายพีระพันธ์ กล่าวว่า ตนจะพยายาม โดยในวันที่ 19 กันยายน ตนจะเดินทางไปยังกรมศุลกากร เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีข้อมูลอะไรเลย ต้นทุนราคาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นจะยาก ไปสอบถามกรมศุลกากรก็ได้ ว่าใครเอาอะไรมาเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ ภาษีเท่าไหร่ แค่นี้ก็ทำให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว

เมื่อถามว่า เบื้องต้นจะเน้นที่กลุ่มเปราะบางหรือไม่ นายพีระพันธ์ กล่าวว่า คงต้องทำอย่างนั้น คงต้องปรับราคานํ้ามันเบนซินให้ตํ่าที่สุดเท่าที่จะทําได้

เปิดเอกสาร ‘หมออ๋อง’ งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558813

18 ก.ย. 2566

เปิดเอกสาร 'หมออ๋อง' งบดูงาน 1.3 ล้าน บินหรู อยู่สบาย ผลาญจริงหรือ?

สรุปประเด็นดราม่า ‘หมออ๋อง’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 บินหรู อยู่สบาย ‘งบดูงาน’ 1.3 ล้าน นอนห้องหลักหมื่น ผลาญจริงหรือ?

ดังไม่แผ่วมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล ที่เจอ ดราม่าล่าสุดกับประเด็น “งบดูงาน” พา สส.ก้าวไกล และ เพื่อไทย พร้อมคณะ รวม 12 ชีวิต เหินฟ้าไปดูงานที่สิงคโปร์ บินหรู อยู่สบาย ด้วยงบประมาณ 1.3 ล้านบาท แถมค่าที่พัก 12,500 บาท/คืน จนถูกตั้งคำถาม ว่าเหมาะสมหรือไม่ และ #หมออ๋อง #ภาษีกู ก็ขึ้นเทรน X (ทวิตเตอร์) ทันที

หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา

1. บนโลกโซเชียล  #ภาษีกู #หมออ๋อง ขึ้นเทรน X หลังชาวเน็ตร่วมตรวจสอบ “หมออ๋อง” เบิกงบประมาณ 1.3 ล้านบาท พา สส.บินไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นการผลาญงบก่อนปิดรอบปีงบประมาณ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

2. ต่อมา นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความ ตั้งคำถาม การเบิกจ่าย “งบดูงาน” ที่ประเทศสิงคโปร์ ของ “หมออ๋อง” ระบุว่า “หรูหราภาษีหลวง ..ท่านรองจองที่พัก 12,500 บาทต่อคืน” โดยนายพงศ์พล ยกเอกสารการเบิกจ่ายงบ ที่ส่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ วันที่ 11 กย. 2566 ปรากฎการเบิกงบทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท เพื่อให้รองประธานสภา และ สส. 6 คน ไปดูงานสิงคโปร์ ในเรื่องที่ไม่มีวาระเร่งด่วนอย่างใด เช่น ดูระบบสารสนเทศน์ ส่องระบบแรงงาน ชมสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ เอาง่ายๆ ก็คือไปเที่ยว

              https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Florypongpol%2Fposts%2Fpfbid02r1jzYi4MKMtuBdN1SieZQ4ECWah1kHaovyaduKz4zMzsC5VtsRyX3VCBxRUMoqr2l&show_text=true&width=500

3. นายพงศ์พล จับจุดสำคัญที่ผิดสังเกต และเพิกเฉยไม่ได้คือ ค่าใช้จ่ายเกินจริงของทริป เช่น ที่พักหรู 4 คืน คืนละ 1.25 หมื่นบาท รวมเป็น 5 หมื่นบาทต่อคน ทั้งๆ ที่โรงแรมคืนละ 2-4พัน ก็อยู่ได้สบายใจกลางเมืองสิงคโปร์ พงศพล ระบุว่า เงินจำนวนนี้คนไทยทั่วไปไม่มีฐานะ เค้าสามารถเช่าที่ซุกหัวนอนได้ทั้งปี

ตั๋วเครื่องบินหรู 51,250 บาท ต่อคน ทั้งที่บินไปใกล้ๆ แค่สิงคโปร์ ราคาตั๋วธรรมดาทั่วไปอยู่ที่ 4 พัน (คนทั่วไปสามารถบินไปกลับ ได้เป็น 10 รอบ) นี่คือความเท่าเทียมแบบไหน ..พูลวิลล่า ปาร์ตี้ จิบไวน์พรีเมี่ยมบนเครื่องบิน วิวดีที่เซ็นโตซ่า แถมท้ายว่า “พวกคุณนอนหลับสบายดีมั้ย ..บนภาระภาษีพี่น้องคนไทย?”

ขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ - พงศ์พล ยอดเมืองเจริญขอบคุณโพสต์จาก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

4. ฟากฝั่งของ “หมออ๋อง” ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านกรรมกรข่าว ชี้แจงทันทีว่า การไปดูงานที่สิงคโปร์ เป็นการไปดูงานในนามกรรมการขับเคลื่อนสภาโปร่งใส, เบิกงบตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต้องเต็มเพดานไว้ก่อน ใช้จริง และ เหลือได้, การนั่งเครื่องบินชั้น บิสสเนสคลาส หรือ นอนโรงแรมห้องเดี่ยว คือระเบียบกระทรวงการคลัง ในการรับรอง สส. รัฐมนตรี ประธานสภาฯ หรือ ผบ.เหล่าทัพ แต่ค่าห้องพัก ให้นโยบายไปว่า เอาที่ถูกที่สุด 7-8 พัน ไม่ถึง 1.25 หมื่น/ห้อง จนได้โรงแรมที่เหมาะสม แต่เอกสารการเบิก เป็นการเบิกเต็มที่ตามสิทธิที่อยู่ในระเบียบของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ จากประเด็นดราม่า “งบดูงาน” เริ่มจาก “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และคณะรวม 12 คน มีกำหนดการเดินทางเยือนสิงคโปร์ วันที่ 21-25 ก.ย. 2566 เพื่อศึกษาดูงานด้านระบบสารสนเทศการประชุม การบริหารจัดการแรงงานของคนไทย และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยประธานสภาฯ ได้อนุมัติการเดินทาง และเลขาธิการสภาฯ ได้อนุมัติงบประมาณ 1,379,250 บาท คณะผู้ร่วมเดินทาง 12 คน มี 7 คน ที่เป็น สส. โดยเป็น สส.ก้าวไกล 6 คน และ เพื่อไทย 1 คน

  1. นายปดิพัทธ์  รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในฐานะหัวหน้าคณะ
  2. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  3. นายวรภพ วิริยะโรจน์
  4. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
  5. น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ
  6. น.ส.ทิสรัตน์ เลาหพล
  7. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย

ส่วน 4 คน และนายไกลก้อง ไวทยการ อดีตนายทะเบียน และผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่อยู่ระหว่างการตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ติดตามของนายปดิพัทธ์ และออกค่าใช้จ่ายเอง

เอกสารงบดูงานต่างประเทศเอกสารงบดูงานต่างประเทศ

สำหรับงบประมาณ 1,379,250 บาท แบ่งเป็น

  • ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 438,750 บาท
  • ค่าเบี้ยเลี้ยง 120,400 บาท
  • ค่าเช่าที่พัก 425,000 บาท
  • ค่ารับรอง 200,000 บาท
  • ค่าของที่ระลึก 30,000 บาท
  • ค่าเช่าพาหนะในต่างประเทศ 150,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจัดทำหนังสือเดินทางราชการ 11,000 บาท
  • ค่ายานพหนะขนสัมภาระเดินทางไป-กลับท่าอาศยาน 4,000 บาท

โดยงบประมาณที่เบิกจ่ายสำหรับ สส. อยู่ที่คนละ 114,650 บาท ทั้งหมดจึงเป็นที่มา ให้เกิดประเด็นดราม่า #หมออ๋อง #ภาษีกู ถูกตั้งคำถามผลาญจบจริงหรือไม่

‘แพทองธาร’ – ‘ศิริกัญญา’ 2 นักการเมืองหญิง มาแรงแห่งยุค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558815

18 ก.ย. 2566

'แพทองธาร' - 'ศิริกัญญา' 2 นักการเมืองหญิง มาแรงแห่งยุค

เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ อุ๊งอิ๊ง ‘แพทองธาร’ ดาวเด่นเมืองกรุง – ‘ศิริกัญญา’ ตันสกุล ดาวรุ่งภูธร ยึดหัวขบวนพรรคส้ม-แดง

เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ถึงคราวต้องไร้หัว เพราะหัวหน้าพรรคลาออกด้วยกันท้ั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็น ชลน่าน ศรีแก้ว แห่งพรรคเพื่อไทย และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล  ซึ่งมีกำหนดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่วันที่ 24 ก.ย. นี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทย ยังไม่กำหนดว่า จะเลือกกันวันไหน แต่ทั้งสองพรรคมีนักการเมืองที่น่าจับตาเป็นสตรีด้วยกันทั้งคู่

เริ่มกันที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เกิด 21 สิงหาคม พ.ศ. 2529 ปัจจุบัน อายุ 38 ปี จบการศึกษา

  • สาขาวิชา Msc International Hotel Management ที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ
  • ปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย

ถือเป็นดาวเด่นเมืองกรุง เพราะนอกจากจะเป็นบุตรของทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซอฟพาวเวอร์ ที่เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมตรี นั่งหัวโต๊ะ

เป็นประธานประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทยและเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย บทบาทที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งล่าสุด ข้อมูลในปี พ.ศ. 2565 ระบุว่าถือหุ้นรวมทั้งหมด 21 บริษัท มูลค่าประมาณ 68,000 ล้านบาท

ส่วน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล วัย 42 ปี  เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2524 ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เจ้าของกิจการเดินรถเมล์ในจังหวัดชลบุรี
จบการศึกษา

  • ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส
  • ระดับปริญญาตรีและโท จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • มัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
  • มัธยมต้นที่โรงเรียนชลกันยานุกูล

ถือเป็นดาวรุ่งภูธร เพราะเคยทำงานให้กับมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย

ได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีชื่อเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคก้าวไกล