“เศรษฐา” เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574980

19 พ.ค. 2567

09:09 น.

"เศรษฐา" เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน.

นายกฯ เสี่ยงผิด ถึงขั้นพ้นเก้าอี้ เหตุจงใจปฎิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน. สว.สายทหาร ยัน สว.มาจากหลายสายไม่เฉพาะ “สายลุงป้อม – ลุงตู่” ยันไม่มีใบสั่ง

19 พ.ค. 2567 หลังจากที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” นัดพิจารณาคำร้อง 40 สว. เรื่องคุณสมบัติของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนัก “นายกรัฐมนตรี” และการเสนอชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” โดยจะมีการบรรจุเข้าวาระการพิจารณา ของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. 2567 นี้

การประชุมของตุลาการ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.นี้ มีวาระพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะพิจารณาว่าต้องพักการทำหน้าที่ไว้ก่อนระหว่างพิจารณาคำร้องหรือไม่ หากมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา

นายประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งใน สว.ที่ร่วมลงชื่อในคำร้องส่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้วินิจฉัยสถานภาพการเป็นรัฐมนตรีของ นายพิชิต ชื่นบาน เพราะอาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี

โดยนายประพันธ์ กล่าวถึงกรณีมีกระแสโต้แย้งจาก สว.บางส่วนในการร่วมลงชื่อ จนอาจทำให้คำร้องไม่สมบูรณ์ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ระบุเอาไว้ชัด ให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 10 ก็คือไม่น้อยกว่า 25 คน ฉะนั้นจึงเป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้ว สมาชิกเสนอผ่านประธานวุฒิสภา จากนั้นประธานฯ ก็ส่งคำร้องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จึงไม่มีอะไรเป็นปัญหา

ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นคำร้อง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล ซึ่งศาลก็มีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้มาหลายครั้งแล้ว คือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัย อย่างกรณีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน กรณีมีข้อสงสัยว่าดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”  ครบ 8 ปี หรือ 2 วาระแล้วหรือยัง ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นดุลยพินิจของศาล และในคำร้องของ สว. ก็มีคำขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แนบไปด้วย

สว.ประพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหาก นายพิชิต ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี นายกฯ เศรษฐา ก็ต้องรับผิดชอบ อาจถึงขั้นถูกวินิจฉัยว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเปลี่ยนนายกฯ ใหม่ ต้องซาวด์เสียงกันใหม่ โดยเรื่องนี้ถือว่ามีมูล เพราะหลายฝ่ายท้วงติงมาตั้งแต่ต้นแล้ว และนายกฯ ก็รับทราบ ตัวนายกฯ เอง จึงถูกยื่นคำร้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ว่า  

“รู้อยู่แล้วว่านายพิชิต มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งแรก ก็ไม่ได้แต่งตั้งด้วยปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่มาครั้งที่ 2 กลับแต่งตั้ง ถือเป็นการจงใจกระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจริยธรรมของผู้บริหาร เสนอรายชื่อคนขาดคุณสมบัติขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ”

การดำเนินการในส่วนนี้ จึงมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ มีปัญหาการแต่งตั้งบุคคลขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160

สว.ประพันธ์ บอกด้วยว่า เรื่องนี้นายก ฯอาจไม่ได้คิด หรือ คิดไม่รอบคอบ เพราะกระทำไปตามความเห็นของผู้มีอำนาจเหนือกว่า เมื่อขอให้ตั้ง ก็ตั้งไป แต่นายกฯ ย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า กรณีของ “นายกรัฐมนตรี” ยังต้องรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีของนายพิชิต ไม่มีประเด็นน่าสงสัยเลย โดยเฉพาะคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) ที่ว่า ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือ มีการรอการลงโทษ

ฉะนั้นคุณสมบัติข้อนี้จึงเข้มกว่าคุณสมบัติการลงสมัคร สส. ที่เคยต้องโทษจำคุกได้ แต่ต้องพ้นโทษมาเกิน 10 ปีแล้ว (ซึ่งเป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ด้วย) แต่มาตราเดียวกัน ยังมีคุณสมบัติที่เข้มยิ่งขึ้นกว่าคุณสมบัติการลงสมัคร สส.

ส่วนกรณีที่นายพิชิต บอกว่า โทษจำคุกของตน มาจาก “คำสั่งศาล” ไม่ใช่ “คำพิพากษาของศาล” ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) นั้น สว.ประพันธ์ เผยว่า เป็นเรื่องที่นายพิชิตพูดและคิดเอาเอง  เพราะจริงๆ แล้วคำพิพากษาของศาล มี 2 ลักษณะ คือ “คำพิพากษา” กับ “คำสั่ง” แต่มีผลให้ต้องจำคุกเหมือนกันใช่หรือไม่ ฉะนั้นคำสั่งจึงมีผลตามคำพิพากษา อยากบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตีความอย่างแคบ จึงขอให้ไปศึกษาคำวินิจฉัยเก่าๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แค่ไปรับเงินบริษัทเอกชน ทำกับข้าวออกทีวี ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาจ้าง นี่คือการตีความแบบกว้าง และความเป็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่นำมาอ้าง ก็ไม่ใช่ถึงที่สุด

กล่าวโดยสรุป คำสั่งของศาลที่มีผลให้จำคุก ก็คือคำพิพากษา เพียงแต่บางเรื่องเป็นคำร้อง ศาลก็จะพิพากษาโดยใช้คำสั่ง แต่ถ้าเป็นคดีพิพาท 2 ฝ่าย ศาลจะใช้คำว่า “พิพากษา” แต่ก็มีผลบังคับแบบเดียวกัน คือบุคคลผู้นั้นต้องจำคุก

หากนายพิชิต และ นายกรัฐมนตรี ลาออกก่อนศาลมีคำวินิจฉัย ทุกอย่างจะจบหรือไม่ สว.ประพันธ์ กล่าวว่า หากลาออกทั้ง 2 คน ศาลอาจสั่งจำหน่ายคดี แต่ถ้านายพิชิต ลาออกคนเดียว คดียังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นวินิจฉัยเรื่องนายกฯอยู่ เพราะถือว่ากระทำผิดสำเร็จไปแล้ว

แหล่งข่าวจาก สว.สายทหาร ระดับ “ผู้คุมเสียง สว.” ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า การล่าชื่อของ 40 สว. ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายพิชิต ชื่นบาน และพฤติการณ์กระทำการขัดรัฐธรรมนูญของนายกฯ เศรษฐา นั้น ไม่มีใบสั่งจากใครแน่นอน

พร้อมยืนยันว่า สว.ที่ร่วมลงชื่อ ไม่ได้มีเฉพาะ “สายลุงป้อม – ลุงตู่” หรือสายลุงคนไหน แต่มาจากหลายสาย แม้แต่สายนักธุรกิจก็มี เพราะมองเห็นความไม่เป็นธรรมในบ้านเมือง

แหล่งข่าวบอกด้วยว่า เรื่องนี้มีน้ำหนักบานปลายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เพราะผู้มีอำนาจเหนือพรรคเพื่อไทย กระทำหลายเรื่องอย่าง “ย่ามใจ” ไม่เคารพกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน พวกตนในฐานะ สว.จึงต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก่อนที่ทุกอย่างจะพังไปกว่านี้

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574968

18 พ.ค. 2567

18:47 น.

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

“สมศักดิ์” จับมือ “ทวี” จ่อหารือเพิ่มเงื่อนไขสั่งบำบัด ย้ำ จับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประชุมหารือแนวทางการจัดการผู้เสพยาเสพติดที่ศาลสั่งคุมประพฤติตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ที่กระทรวงสาธารณสุข 

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การหารือระหว่าง 2 กระทรวงในวันนี้ เพื่อต้องการจัดการยาเสพติดแบบครบวงจร เพราะหากไม่ครบวงจร ก็จะมีการสะดุดทั้งหมด โดยการแก้ปัญหายาเสพติดในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม ก็จะเกี่ยวข้องกับการบำบัด ซึ่งในส่วนงานของกระทรวงยุติธรรม ต้องยอมรับว่า มีสถานที่บำบัดค่อนข้างจำกัด ดังนั้น จากนี้ จะมีการหารือแนวทางการบำบัดกัน โดยจะทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดครบวงจร เพราะถ้าได้คนเสพ ก็ต้องถูกสอบสวนว่า ซื้อยามาจากไหน ซึ่งต้องรู้ว่า คนขายคือใคร จะได้ขยายผลไปสู่ผู้ผลิต โดยต้องทำทั้งหมด และเชื่อว่า ยาเสพติด จะหมดไป

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า วันนี้อยากหารือ รมว.สาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการบำบัด เพราะที่ผ่านมา กรมคุมประพฤติ รายงานข้อมูลว่า มีคดียาเสพติด 135,444 คดี แต่ศาลสั่งบำบัด 34,484 คดี โดยถ้าศาลสั่งบำบัดก็ไม่มีปัญหา แต่อีกประมาณ 1 แสนคดี ที่ไม่ได้สั่ง เราก็มีความกังวล จึงมีความพยายามให้ศาล ช่วยสั่งบำบัด เพราะคนเหล่านี้ ยังอยู่ตามชุมชน ทั้งที่ควรได้รับการบำบัด

นอกจากนี้ ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ในวันนี้ ได้มีการหารือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ กระทรวงยุติธรรม ในเรื่องการบำบัดผู้ติดยาเสพติด เพราะที่ผ่านมา มีผู้เสพจำนวนหนึ่ง ผ่านขั้นตอนของศาลมาแล้ว ซึ่งศาลสั่งคุมประพฤติ แต่ไม่ได้สั่งบำบัด จึงทำให้เป็นปัญหา โดยระยะเวลา 3-4 ปี มีคดียาเสพติดที่ศาลสั่งคุมประพฤติ แต่ไม่สั่งบำบัด ประมาณ 1 แสนราย ซึ่งถ้าไม่บำบัดก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น ต้องมีการบูรณาการทั้ง สาธารณสุข ยุติธรรม มหาดไทย กลาโหม โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนจากนี้ ต้องหารือเรื่องกฎหมายให้บำบัดต่อไป 

เมื่อถามถึงความพร้อมรองรับการบำบัดของกระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ใน 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ต้องบำบัดด้วยสังคม ส่วนกลุ่มสีส้ม และสีแดง ต้องบำบัดด้วยยา ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข มีความพร้อมเต็มที่ เมื่อถามถึงแนวคิด 1 ผู้เสพ ขยายผล 1 ผู้ขาย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้เสพ ถ้าสมัครใจบำบัด ไม่ต้องขึ้นศาล แต่ต้องบอกให้ได้ว่า ซื้อยาบ้ามาจากใคร ดังนั้น ต้องมีการสอบสวน และตำรวจต้องดำเนินคดีกับผู้ขายรายดังกล่าว และขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตัดวงจรการค้ายาเสพติดต่อไป ดังนั้น จากนี้ ถ้าจับผู้เสพ 1 ราย ก็ต้องมีผู้ขาย 1 รายด้วย 

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า วันนี้ เรามาติดตามเร่งรัดในการป้องกันปราบปรามและบำบัดยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมา เรามีความกังวลกลุ่มผู้เสพเดิม ที่ไม่ผ่านการบำบัด เพราะยังอยู่ตามชุมชน จึงมีการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการบำบัดต้องใช้สาธารณสุขนำ โดยหลังจากนี้ กรมคุมประพฤติ จะเสนอศาล เพื่อเพิ่มเงื่อนไขให้เข้ารับการบำบัดด้วย ซึ่งเมื่อเพิ่มการบำบัด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองของสาธารณสุขต่อไป 

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574956

18 พ.ค. 2567

16:57 น.

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง

ประธานคณะก้าวหน้า เปิดบ้านอองโตนี คืนความหมายทางประวัติศาสตร์ที่หายไป ให้กับสถานที่พำนักสุดท้ายของบิดาแห่งประชาธิปไตยไทย

บรรยากาศการจัดกิจกรรม ที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศสบรรยากาศการจัดกิจกรรม ที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส

18 พฤษภาคม 2567 ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง เมื่อคุณธนาธร ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ จัดการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live การแถลงข่าวการกลับมาของบ้านอองโตนี คืนความหมายทางประวัติศาสตร์ที่หายไป ให้กับสถานที่พำนักสุดท้ายของบิดาแห่งประชาธิปไตยไทย

                     บรรยากาศการจัดงานที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส ขอบคุณภาพจาก FB คณะก้าวหน้าบรรยากาศการจัดงานที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส ขอบคุณภาพจาก FB คณะก้าวหน้า

พร้อมกันนี้ยังได้พูดคุยกับ คุณสุดา และ คุณดุษฎี พนมยงค์ ทายาทของตระกูลพนมยงค์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยทั้งสองท่าน ได้บอกเล่าความเป็นไปของของบ้านอองโตนี และการดำเนินชีวิตในวาระสุดท้ายของอาจารย์ปรีดี หลังจากที่ท่านต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง                 Charnvit KasetsiriCharnvit Kasetsiri

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri ของนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการอาวุโส และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อมูลระบุว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ ประกอบด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นางสุดา พนมยงค์ บุตรสาวของนายปรีดี พนมยงค์ นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ได้ขึ้นเครื่องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส  พร้อมข้อความระบุว่า “On the way to Antony-Paris เดินทางไปบ้านที่อองโตนี บ้านเดิมของรัฐบุรุษอาวุโส ท่านปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข”
 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นกรุ๊ปไว้ว่า บ้านเพิ่งซื้อมาได้เดือนเดียวยังคิดไม่เสร็จว่าจะทำอย่างไรต่อไป อ.ปรีดีอยู่บ้านนี้มา 13 ปี ระหว่างนั้นบ้านอองโตนีเคยเป็นสถานที่รองรับคนไทยระดับสำคัญ มากินๆ นอนๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต

เมื่ออาจารย์ปรีดีเสียชีวิต ครอบครัวพนมยงค์ขายบ้านให้กับครอบครัวเวียดนามโดยมีข้อตกลงกันว่า ถ้าต่อไปจะขายก็ขอให้ขายคนไทยก่อน 

“ผมได้ยินเรื่องนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เราก็ไม่คิดว่าโดยส่วนตัวต้องเป็นคนที่เข้าไปซื้อ จริงๆ ผู้ซื้อที่เหมาะสมที่สุดคือรัฐบาลไทย แต่รัฐบาลไม่มีวันเข้าไปซื้อ  พอถึงวันที่เขาจะขายแน่ๆ ยังหาคนไทยไม่ได้ อาจารย์ปิยะบุตรก็บอกว่า คุณนี่แหละชอยส์สุดท้าย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่มีใครซื้อ ผมก็… อ่ะ ซื้อก็ซื้อ ก็เริ่มไปคุยปีที่แล้ว ทำธุรกรรมเสร็จเมื่อเดือนผ่านมา ก็ตั้งใจว่าจะใช้เวลาเดือนสองเดือนนี้ทำแผนให้เสร็จแล้วจะแถลงกับประชาชนในเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.” 
นายธนาธร ยืนยันว่า ณ จุดนี้ยังไม่มีความพร้อมที่จะแถลงว่า จะพัฒนาบ้านอองโตนีไปในรูปแบบใด เนื่องจากยังคิดไม่เสร็จ ตอนนี้แค่ซื้อไว้ก่อน 

สอบตกก็ไม่กลัว ‘หมอเหรียญทอง’ ประกาศลงสมัคร สว. หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574955

18 พ.ค. 2567

16:40 น.

สอบตกก็ไม่กลัว 'หมอเหรียญทอง' ประกาศลงสมัคร สว. หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

คำประกาศของ ‘ตาแป๊ะหลักสี่’ ไม่กลัวสอบตก ‘หมอเหรียญทอง’ เปลี่ยนใจประกาศลงสมัครเลือกตั้ง สว. 2567 หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

18 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ หมอเหรียญทอง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ได้เคลื่อนไหวผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เหรียญทอง แน่นหนา” ประกาศเปลี่ยนใจลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยมีรายละเอียด ระบุว่า

ผมขอเรียนว่าจากอดีตที่ผมไม่เคยคิดที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. หรือตำแหน่งในทางการเมืองหรือตำแหน่งใดๆ แต่สัปดาห์หน้าผมจะไปลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ถึงแม้จะต้องสอบตก ผมก็ไม่กลัว

นี่คือคำประกาศของ ‘ตาแป๊ะหลักสี่’ ทหารหมอผู้ไม่มีวันตายไปจากความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ความสั้นๆว่า

“ผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ในปี พ.ศ.2567”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ผมขอเรียนว่าผมไม่เคยมีความคิดที่จะลงสมัครเป็น สว เพราะการเลือกตั้ง สว นั้นเป็นระบบที่ผู้สมัคร สว เลือกกันเอง ดังนั้นจะมีการจัดตั้งผู้สมัคร สว เพื่อเลือกพวกเดียวกัน หากผมสมัครเป็น สว ผมก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้สมัคร สว ที่มีการจัดตั้งกันมาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ผมก็จะสอบตกตั้งแต่การเลือก สว ในระดับอำเภอ

แต่มีประชาชนจำนวนมากอยากให้ผมเป็น สว.เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ปกป้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 112 , การออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และการร่าง พ.ร.บ. ฯลฯ 

ทั้งทำหน้าที่ลงมติรับรองผู้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , ผู้ตรวจการแผ่นดิน , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) , ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน , คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

ตลอดจนการมีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ของรัฐ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น อัยการสูงสุด , ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา , เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ (ปปง.)

ในการเลือกตั้ง สว ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 112 หรือขบวนการสามานย์จึงมีการจัดตั้งผู้สมัคร สว เพื่อเลือกกันเองให้เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง สว.

มีหลายคนกลัวว่าผมจะสมัครเป็น สว. ถึงกับต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผมต้องถูกคุมขังโดยหมายของศาล จากกรณีตบไอ้กุ๊Xส้นตีXที่สูบบุหรี่ใน รพ.มงกุฎวัฒนะ

ผมขอเรียนว่าจากอดีตที่ผมไม่เคยคิดที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว หรือตำแหน่งในทางการเมืองหรือตำแหน่งใดๆ แต่สัปดาห์หน้าผมจะไปลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ถึงแม้จะต้องสอบตก ผมก็ไม่กลัว

แต่ถ้าผมได้เป็น สว ขึ้นมาจริงๆ สาธารณชนจะได้เห็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ ความสามารถ ชัดเจน กล้าหาญ เด็ดขาด ยุติธรรม ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีในระดับมากที่สุดคนหนึ่งของชาติ 

ผมจะใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้คนในชาติได้รับประโยชน์สูงสุดในทุกๆสถานการณ์

ผมจะใช้ความรู้ความสามารถในการปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะมาตรา 112 และจะพัฒนากฎหมายในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นความมั่นคงของชาติ

คนอย่างผมไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว การสอบตกเป็นเรื่องปกติของผมมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน แล้วคนอย่างผมจะไปกลัวอะไรกับการสอบตกในการสมัคร สว กันล่ะครับ

ผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว.ในสัปดาห์หน้า
พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ
18 พ.ค.67 เวลา 11.49 น.

หมายเหตุ ผมไม่เคยมีความคิด ความต้องการที่จะเป็น สว แต่ครั้งนี้ผมต้องการที่จะเป็น สว เพื่อความมั่นคงของชาติ การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการพัฒนาสังคมเข้มแข็ง แก้ปัญหาสังคมไทยที่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายชาติ พระมหากษัตริย์ และประชาชน

‘คณะก้าวหน้า’ บินลัดฟ้าฝรั่งเศสร่วมงานเปิดบ้าน อองโตนี ที่พำนัก ‘ปรีดี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574940

18 พ.ค. 2567

13:45 น.

'คณะก้าวหน้า' บินลัดฟ้าฝรั่งเศสร่วมงานเปิดบ้าน อองโตนี ที่พำนัก 'ปรีดี'

‘ธนาธร’ ประธานคณะก้าวหน้า นำทีมบินลัดฟ้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ร่วมวงปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’

18 พ.ค. 2567  หลังจากที่เพจเฟซบุ๊ก คณะก้าวหน้า โพสต์กำหนดการจัดงาน แถลงข่าวการกลับมาของบ้านอองโตนี ซึ่งเป็นบ้านที่นายปรีดี พนมยงค์ และครอบครัว   พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งหลังจากที่ นายปรีดี  ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี 2526 ครอบครัวได้ขายบ้านอองโตนีให้กับชาวฝรั่งเศส และย้ายกลับประเทศไทย 

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส

โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า   พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช  , นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ง นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ , น.ส.สุดา พนมยงค์ บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ,นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ  ร่วมเดินทางไปประเทศฝรั่งเศศร่วมงานเปิดบ้านอองโตนี  

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส
 

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส

ล่าสุด  นายธนาธร นายปิยบุตร และ น.ส.พรรณิการณ์ พร้อมด้วยกลุ่มคนไทยในประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันจัดงานปิคนิกในสวนโดยมีผู้เข้าร่วมงาน จากหลายประเทศ โดยในงานมีการจัดเลี้ยง ข้าวต้มกุ๊ย ซึ่งเป็นอาหารที่นายปรีดี ชอบรับประทาน ก่อนที่จะมีการร่วมสนทนาโดย น.ส.สุดา และ นางดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวของ นายปรีดี 

บุตรสาว นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมสนทนา ก่อนแถลงข่าวเปิดบ้านอองโตนีบุตรสาว นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมสนทนา ก่อนแถลงข่าวเปิดบ้านอองโตนี

23 พค. ชี้ชะตา ‘นายกฯ-พิชิต’ ไปต่อหรือถูกพักการทำหน้าที่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574930

18 พ.ค. 2567

11:55 น.

23 พค. ชี้ชะตา 'นายกฯ-พิชิต' ไปต่อหรือถูกพักการทำหน้าที่

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ บรรจุคำร้อง 40 สว. ขอให้วินิจฉัยความสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นัด 23 พ.ค. นี้

18 พ.ค.2567 จากกรณี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมกันเข้าชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ยื่นผ่านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  ขอให้วินิจฉัยความสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   หลังมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) และ (5) ประเด็นที่ว่าด้วยขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 


ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคำร้อง 40 สว. ปมคุณสมบัติของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และการเสนอชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน โดยจะมีการบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.นี้ หลังจากเมื่อวานสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ในเชิงธุรการ 

โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ มีวาระพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะพิจารณาว่าต้องพักการทำหน้าที่ไว้ก่อนระหว่างพิจารณาคำร้องหรือไม่ หากมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา 

“บิ๊กแจ๊ส” แจงปม ดราม่า ปิดตำนาน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ยังเคารพเหมือนเดิม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574911

18 พ.ค. 2567

07:49 น.

"บิ๊กแจ๊ส" แจงปม ดราม่า ปิดตำนาน "มีวันนี้เพราะพี่ให้" ยังเคารพเหมือนเดิม

“บิ๊กแจ๊ส” แจงชัด ปม ดราม่า ปิดตำนาน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ยืนยัน ยังเคารพรัก “ทักษิณ” เหมือนเดิม ตำนานจะต้องคงอยู่

ที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งนายก อบจ. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง มูลนิธิมงคลจงกลธูปกระจ่าง คลินิกแพทย์แผนไทย ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี“บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เบอร์ 3 ได้ชี้แจงกระแสข่าวแตกหักอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หลังไม่ลงสมัครในนาม พรรคเพื่อไทย

“บิ๊กแจ๊ส” กล่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร กับผม ผมยังคงเคารพรัก ระบบในโรงเรียนนายร้อยตำรวจเรา พี่เขารุ่น 26 ผมรุ่น 30 อย่างไงรุ่นก็ตามไม่ทัน ผมรุ่น 30 ก็ติดตัวผมจนตาย พี่ษิณรุ่น 26 ผมก็เป็นน้องเขาตลอดชีวิต แต่วันนี้การเมืองพี่เขาจะลงมาถล่มผมอย่างไรก็ไม่มีปัญหา พี่เขาก็มีเหตุผลของเขา แต่ผมยืนยันว่าผมเป็นน้องเขาตลอดชีวิต แล้วผมจะเคารพนับถือเขาตลอดชีวิต ผมจะไม่ไปละลาบละล้วง ไปด่าพี่ ไปว่าพี่ จะไม่มีออกจากปากผมโดยเด็ดขาด 

“ผมเคารพพี่เขาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ใครจะพูดใส่ร้ายผมอย่างไร ซึ่งไม่เคยออกจากปากผม แล้วผมขออยู่แค่ท้องถิ่นผม ผมไม่ได้ไประดับประเทศ ตลอดเวลาผมเคารพพี่เขาเหมือนเดิม ข้ามน้ำข้ามทะเลผมก็ไป ด้วยความรักความห่วงใย ด้วยความเป็นน้อง แต่มาวันนี้ผมมาอยู่ท้องถิ่น ผมไม่ทราบว่าพี่เขายังไงก็แล้วแต่พี่เขา แต่ผมก็ยังคงเคารพรักพี่เขาเหมือนเดิม โดยที่ผมจะไม่เปลี่ยนคำพูดนี้โดยเด็ดขาด” 

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง

“ผมไม่เคยคิดร้ายกับพี่เขา ในทางการเมืองพี่เขาจะทำอะไรก็ทำผมไม่ว่า แต่ผมอยู่แค่ท้องถิ่นอยู่แค่ปทุมธานี หลังจากที่พี่เขากลับมาผมไม่ได้ติดต่อเลยเพราะว่า ผมไม่รู้ว่ามีใครไปใส่ร้ายอะไรผมไว้บ้าง ผมไม่รู้พี่เขาฟังใคร แต่ไม่เคยคุย หลายคนว่าปิดตำนาน มีวันนี้เพราะพี่ให้ จะปิดไปได้อย่างไง ตำนานคือตำนาน ตำนานจะต้องคงอยู่ แต่อนาคตใครจะคิดอย่างไงเราไม่รู้ ผมก็ยืนยันตามตำนานเดิมถ้าผมเปลี่ยนผมก็เลวเต็มที ในฐานะที่ผมทำงานนายก อบจ.ปทุมธานี มา 3 ปี 3 เดือน เรามีผลงานอะไรบ้างพี่น้องประชาชนเขาเห็นอยู่แล้ว”

ผมจึงคาดหวังว่าพี่น้องชาวปทุมธานีขอให้คิดถึงผลงานที่ของแต่ละท่าน เพราะนายก อบจ.อยู่ติดกับพี่น้องประชาชน อะไรที่เป็นปัญหาของประชาชน นายก อบจ.ต้องลงไปแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด แต่ถ้านายก อบจ.มัวแต่ไปสังกัดพรรค แล้วไปขอนโยบายพรรคว่าจะอย่างไง ผมถามว่าจะแก้ปัญหาให้ประชาชนทันมัย จะต้องไปถามนโยบายพรรค แล้วพรรคจะรู้ดีกว่าคนที่ใกล้ชิดประชาชนหรือ ก็อยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ 

“อย่างกรณีที่ผมเอา ซิโนฟาร์ม มาฉีดให้ประชาชน ผมยังต้องไปถามพรรคหรือ ในเมื่อประชาชนเดือดร้อน ผมต้องแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุด จะให้ประชาชนเดือดร้อนไปแล้ว จะค่อยมาหาจังหวะเยี่ยวยาแบบนี้ก็ไม่ใช่ ผมจึงมาลงอิสระครับ และผมถึงได้ลาออกไง ผมไม่ยอมให้ประชาชนเดือดร้อนแบบปี 54 แล้วผมไม่ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าผมไม่ได้กลับมา เมื่อผมไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับมา ผมก็กลับไปรักษาคนไข้ของผม”

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง

โดย : นายอนันต์ วิจิตรประชา

“เศรษฐา” เสียใจ ตัวประกันไทย ใน ฉนวนกาซา เสียชีวิต 2 ราย เร่งช่วยคนที่เหลือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574871

17 พ.ค. 2567

08:37 น.

"เศรษฐา" เสียใจ ตัวประกันไทย ใน ฉนวนกาซา เสียชีวิต 2 ราย เร่งช่วยคนที่เหลือ

นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” โพสต์ แสดงความเสียใจ ตัวประกันไทย ใน ฉนวนกาซา เสียชีวิต 2 ราย เร่งช่วยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด

จากกรณีที่ กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ การเสียชีวิตของ “ตัวประกันไทย” 2 รายใน กาซา ในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” ซึ่งอยู่ในช่วงเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศสได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin กล่าวแสดงความเสียใจที่ตัวประกัน คนไทย เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย

“ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งครับที่ได้รับรายงานการเสียชีวิตของ ตัวประกันชาวไทย สองรายในกาซา ได้แก่ คุณสนธยา อัครศรี และคุณสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ซึ่งทางการ อิสราเอล เพิ่งพบหลักฐานยืนยัน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้งสองท่าน และผมได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ครับ รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินทุกวิถีทางให้ตัวประกันที่เหลือทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุดครับ”

นายกรัฐมนตรี เศรษฐานายกรัฐมนตรี เศรษฐา

I am deeply saddened to learn that the two Thai hostages in Gaza, namely Mr. Sonthaya Oakkharasri and Mr. Sudthisak Rinthalak are now confirmed deceased. I offer my deepest condolences to both their families. The Ministry of Foreign Affairs and our Embassy in Tel Aviv will provide all necessary assistance required.

The Thai Government will continue to do our utmost to secure the release of the remaining hostages.

‘กลุ่มทะลุฟ้า’ เรียกร้อง กมธ.นิรโทษกรรม คืนสิทธิประกันตัวคดีทางการเมือง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574859

16 พ.ค. 2567

19:20 น.

'กลุ่มทะลุฟ้า' เรียกร้อง กมธ.นิรโทษกรรม คืนสิทธิประกันตัวคดีทางการเมือง

‘กลุ่มทะลุฟ้า’ พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือขอ กมธ.นิรโทษกรรม เร่งพิจารณาข้อกำหนดให้คดี ม.112 ได้รับการนิรโทษกรรม

16 พ.ค. 2567 น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล​ หรือ มายด์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง​ นายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน ทะลุฟ้า นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และเครือข่าย เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม (กมธ.นิรโทษกรรม) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เร่งพิจารณากำหนดให้คดีกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้รับการนิรโทษกรรม 

กลุ่มทะลุฟ้า เรียกร้อง กมธ.นิรโทษกรรม คืนสิทธิประกันตัวคดีทางการเมืองกลุ่มทะลุฟ้า เรียกร้อง กมธ.นิรโทษกรรม คืนสิทธิประกันตัวคดีทางการเมือง

ส่วนการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ผู้ต้องหาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ระหว่างการคุมขังในเรือนจำ

น.ส.ภัสราวลี กล่าวว่า เชื่อว่าคนที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในใจย่อมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะคนที่เห็นต่างมากเพียงใด แสดงออกอย่างไร ถ้าเขาไม่ได้ไปละเมิดสิทธิ ทำร้ายผู้อื่น เขาไม่ควรถูกขังอยู่ในลักษณะนั้น ย้ำว่าคดีบุ้งและคดีคนอื่นๆที่ถูกจองจำอยู่ตอนนี้ ส่วนใหญ่คดี ม.112 และคดีมูลเหตุทางการเมืองอื่นๆ ด้วย คดีเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิประกัน เหมือนคดีอื่นทั่วไป เช่น ฆ่าคนตาย ค้ายา ค้ามนุษย์ ที่ได้รับสิทธิประกันตัว 

แต่บุ้ง คือ คนที่ต้องใช้ร่างกาย ต้นทุนสุดท้ายของชีวิต ประท้วงอดอาหารเรียกร้องถึงการคืนสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น และเรียกร้องว่า ต้องไม่มีใครเดินเข้าเรือนจำเพราะถูกดำเนินคดีทางการเมืองอีก 

ดังนั้นขอให้ กมธ. พิจารณาหลายเรื่อง เช่น พิจารณา ม. 112 อย่างจริงจังอีกครั้ง ชะลอคดีความในคดีทางการเมืองก่อน ไม่ป้อนคนเข้าเรือนจำอีกได้หรือไม่ ป้องกันขังจนตาย ปล่อยพวกเขาออกมาได้หรือไม่ ให้ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเหมือนคดีอื่นๆ ควรมีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้ใช้สิทธิต่อสู้ในคดีอย่างเต็มที่

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการนิรโทษกรรมฯ แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของบุ้ง และไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียขึ้นอีก ยืนยันจะรับข้อเรียกร้องในวันนี้มาพิจารณา ถูกบันทึกไว้ในที่ประชุมกรรมาธิการแล้ว ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นในกระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล

ส่วนรัฐสภาหรือรัฐบาลนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบ ไม่ใช่ผู้บริการกระบวนการยุติธรรม แต่เรื่องที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับนโยบาย เพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ พูดคุยและทำความเข้าใจในกระบวนการทำงาน 

ส่วนการนิรโทษกรรม คดี ม.112 กรรมาธิการฯ ไม่ตัดออก แต่อยู่ระหว่างหารือ ข้อดี ข้อเสีย ซึ่งกรรมาธิการฯ พยายามทำเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด ตามสติปัญญาของกรรมาธิการฯ แต่สิทธิการประกันตัวถูกกำหนดให้เป็นดุลยพินิจของตุลาการ ซึ่งกำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดไว้ในกรอบกว้างๆ ดังนั้น อาจต้องรื้อฟื้นการแก้รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา และยืนยันว่า ข้อเสนอของภาคประชาชนนั้น กรรมาธิการฯ รับไว้ และจะพิจารณาอย่างจริงจัง และเต็มที่

กู้วิกฤตศรัทธา ‘อุ๊งอิ๊ง’ บทพิสูจน์ ‘ดีเอ็นเอชินวัตร’ คิดเร็วก็พลาดเร็ว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574798

15 พ.ค. 2567

17:12 น.

กู้วิกฤตศรัทธา ‘อุ๊งอิ๊ง’ บทพิสูจน์ ‘ดีเอ็นเอชินวัตร’ คิดเร็วก็พลาดเร็ว

ฝ่าด่านทดสอบ อุ๊งอิ๊ง พิสูจน์ดีเอ็นเอชินวัตร คิดเร็วทำเร็ว ชิงแก้เกมทั้งเรื่องทิ้งบอมบ์แบงก์ชาติ พ่อเจรจาลับเมียนมา และเยียวยาเจ๊แจ๋น

อุ๊งอิ๊ง หลบกระแสร้อนไปร้อยเอ็ด ก่อนจะกลับมาพบสื่อในสัปดาห์นี้อุ๊งอิ๊ง หลบกระแสร้อนไปร้อยเอ็ด ก่อนจะกลับมาพบสื่อในสัปดาห์นี้

่าวิกฤตผู้นำ อุ๊งอิ๊ง เจอด่านทดสอบดีเอ็นเอชินวัตร คิดเร็วทำเร็ว พลาดแล้วก็รีบแก้เกม ทั้งเรื่องทิ้งบอมบ์แบงก์ชาติ และเยียวยาเจ๊แจ๋น

คิดไวทำไวสไตล์ทักษิณ ตกทอดมาถึงอุ๊งอิ๊ง ด้วยประสบการณ์น้อย คิดเร็วก็พลาดเร็ว จึงต้องอาศัยพ่อเป็นพี่เลี้ยงไปอีกยาวๆ

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กลายเป็นตำบลกระสุนตก เมื่อเธอลุกขึ้นมาวิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติ

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กลายเป็นตำบลกระสุนตก เมื่อเธอลุกขึ้นมาวิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติ

ตอนที่พรรคเพื่อไทยจัดงาน 10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10 ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงลูกสาวผ่าน VTR ว่า “ผมมั่นใจว่าอิ๊งค์จะนำทีมพลิกเกมได้ไม่ยาก คือเป็นดีเอ็นเอระหว่างผมกับคุณหญิง…ผมทำได้ ดีเอ็นเอผมก็ต้องทำได้”

คำว่า พลิกเกมในที่นี้หมายถึงพลิกจากตกเป็นรองคู่แข่งอย่างพรรคก้าวไกล เพราะการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว แถมถูกข้อกล่าวหาพรรคอนุรักษ นิยมใหม่

เฉพาะหน้า อุ๊งอิ๊งเพิ่งถูกทดสอบภาวะวิกฤตผู้นำ กรณีวิพากษ์วิจารณ์แบงก์ชาติ ต้องหลบพายุทัวร์ลงไปพักใหญ่ เพิ่งกลับมาออกงานสังคม

ล่าสุด วันที่ 15 พ.ค.2567  แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของ ส.ก. ประกอบด้วย ชูศักดิ์ ศิรินิล, ภูมิธรรม เวชยชัย, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ พวงเพ็ชร ชุนละเอียด

ถ้าจำกันได้ หลังปรับ ครม.เศรษฐา 2 หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบฯ ส.ก. โดยอุ๊งอิ๊งนั่งประธานกรรมการ และปรากฏว่า ไม่มีชื่อ เจ๊แจ๋น-พวงเพ็ชร ชุนละเอียด อยู่ในกรรมการชุดนี้

กรณีดังกล่าว จึงมีเสียงตัดพ้อทำนองว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เพราะเจ๊แจ๋น เพิ่งถูกปรับออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถูกปรับพ้นตำแหน่งแม่ทัพเมืองหลวง

ผ่านมาสองสัปดาห์ หัวหน้าอิ๊งค์ มอบตำแหน่งที่ปรึกษาฯ ให้เจ๊แจ๋น แสดงว่าได้มีการปรับความเข้าใจกัน และมีการเยียวยาจิตใจให้เจ๊แจ๋น

บทเรียนกรณีแบงก์ชาติ

ในงาน 10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10 ที่พรรคเพื่อไทย อุ๊งอิ๊ง ขึ้นเวทีกล่าวปาฐกถา โดยตอนหนึ่งได้วิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติว่า ‘ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ’

ปรากฏว่า มีกระแสทัวร์ลงอุ๊งอิ๊ง และวิจารณ์ถึงวุฒิภาวะผู้นำ ทำนองว่าไปยืนอ่านสคริปต์ โดยไม่ได้รู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2567 อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ได้มีโอกาสชี้แจงกับนักข่าวเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า จริงๆแล้ว มีวัตถุประสงค์อยากให้รัฐบาลและแบงก์ชาติ มีเป้าหมายร่วมกันคือประชาชน เพราะหากมีเป้าหมายร่วมกัน ก็จะสามารถทำงานจนบรรลุเป้าหมายได้

หัวหน้าอิ๊งค์บอกว่า การพูดครั้งนั้นเป็นการพูดเพื่อสนับสนุนการผลักดันนโยบายของรัฐบาล หากจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งรัฐบาลและตนเองก็สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้

กรณีวิจารณ์แบงก์ชาติ น่าจะบทเรียนเรื่องวุฒิภาวะและการสื่อสารของลูกสาวทักษิณ ในวันที่ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

คิดเร็วทำเร็วแบบทักษิณ

ในยุคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร มีลักษณะความเป็นผู้นำสูง คิดเร็วทำเร็ว คิดไวทำไว แต่หลายครั้งก็เกิดความผิดพลาด

อย่างเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวว่า ทักษิณได้นัดตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ รวมถึงตัวแทนรัฐบาลต่อต้านรัฐบาลทหารมาพูดคุยเรื่องการสร้างสันติภาพในเมียนมา ซึ่งมีการวิพากษ์ถึงบทบาทของทักษิณมากมาย

ทักษิณไม่ได้ออกมาชี้แจง มีเพียงอุ๊งอิ๊งที่ออกมาพูดแทนพ่อเมื่อวันก่อน โดยอ้างว่า สมัยที่เป็นนายกฯ ได้ดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติด จึงได้รู้จักทั้งชนกลุ่มน้อย รวมไปถึงทหารผู้ใหญ่ในเมียนมา เลยขอพูด คุยเรื่องสันติภาพแบบวงปิด

เรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดของทักษิณ คิดเร็วทำเร็ว ทำไปแล้วก็คาดไม่ถึงว่า จะถูกกลุ่มชาติพันธุ์นำเรื่องในวงลับมาเปิดเผย จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั้งโลก

ดีเอ็นเอชินวัตรแบบอุ๊งอิ๊ง ยังต้องผ่านด่านทดสอบทางการเมืองอีกเยอะ กว่าจะก้าวขึ้นไปสู่ปลายทางคือนายกฯหญิงคนที่ 2