เสนารัฐวิทยาคาร ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เสนารัฐวิทยาคาร ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ตั้งอยู่พื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จัดเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวนนักเรียน 312 คน บุคลากรทางการศึกษารวมถึงอัตราจ้างที่จำเป็น 20 คน

เมื่อโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคารเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ การจัดงบประมาณสำหรับโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งปกติโรงเรียนจะบริหารจัดการภายในโรงเรียนเอง จึงจัดการด้วยการให้ผู้สนใจเข้ามาบริหารจัดการ แตกต่างจากการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบางแห่ง ที่นำผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรของเด็กนักเรียน นำมามีส่วนในโครงการอาหารกลางวันด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรส่วนหนึ่งก็ยังเข้าสู่โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน ด้วยการรับซื้อไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน

อาจารย์มานะ กอสูงเนิน ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร มีนโยบายในการปูพื้นฐานในภาคเกษตรให้กับนักเรียนทุกระดับชั้นของโรงเรียนไว้อย่างดี เพราะมองเห็นว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ที่จบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกับโรงเรียน และหลังจากนั้นเกือบทั้งหมดจะเลือกศึกษาต่อในสายวิชาชีพ ซึ่งการมีพื้นฐานในภาคการเกษตรให้ติดตัวนักเรียนไว้จะเป็นผลดี แม้จะยังไม่พบว่ามีนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนไปเอาดีในการทำการเกษตรก็ตาม แต่เชื่อว่าจะเป็นวิชาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเอาตัวรอดในเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันได้

พื้นที่ของโรงเรียนทั้งหมด 13 ไร่ โรงเรียนให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนไว้มากถึง 3 ไร่ และจัดแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ 8 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ การปลูกผัก การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การทำโรงเรือนเห็ด แปลงสาธิตไม้ยืนต้น การปลูกมะนาว และแปลงสาธิตพืชสมุนไพร

ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร อธิบายให้ฟังว่า เด็กนักเรียนที่ศึกษาในโรงเรียนนี้มีพื้นฐานครอบครัวเป็นเกษตรกรไม่มากนัก ส่วนใหญ่ครอบครัวมีอาชีพรับจ้าง ทำให้เด็กนักเรียนมีพื้นฐานทางด้านการเกษตรน้อย และไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรของครอบครัว จึงไม่มีประสบการณ์การทำการเกษตร ดังนั้น โรงเรียนจึงจำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียน เพื่อนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันและอนาคตต่อไป

“แต่ละฐานจะมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลน้องๆ จัดแบ่งหน้าที่ให้กับน้องๆ ตามความเหมาะสม แต่นักเรียนทุกระดับชั้นจะมีโอกาสลงแปลงเกษตร โดยเฉพาะในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ที่มีวิชาเกษตรเป็นส่วนหนึ่ง อย่างน้อยเด็กทุกคนจะได้หยิบจับการเกษตรในฐานต่างๆ สัปดาห์ละครั้งอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้น นักเรียนที่มีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมแต่ละฐาน ก็ต้องจัดแบ่งเวลาและแบ่งเวรกับเพื่อนในการดูแลกิจกรรมแต่ละวัน โดยใช้เวลาในช่วงเช้าและกลางวันในการดูแล”

พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน แต่เรียกพื้นที่ทั้งหมดว่าการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีทั้งสิ้น 8 ฐานการเรียนรู้

1. การทำแปลงผักสวนครัวตามฤดูกาล เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ต้นหอม ตะไคร้ และอื่นๆ ที่เป็นผักระยะสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว เด็กนักเรียนจะเรียนรู้การเจริญเติบโตที่สามารถจดบันทึกได้ในเวลาเรียน ผลผลิตที่ได้นักเรียนจะนำกลับไปรับประทานเองที่บ้าน และนำไปจำหน่ายยังตลาดนัดชุมชน

2. การเลี้ยงเป็ด เป็นเป็ดเทศ จำนวนกว่า 20 ตัว มีพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ สำหรับเป็ดเทศจะเลี้ยงเพื่อขายเนื้อ ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน จากนั้นจะจำหน่ายเป็นเป็ดเนื้อ ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท

3. การเลี้ยงไก่ไข่ เป็นการเลี้ยงแบบกรงตับภายในโรงเรือน จำนวน 90 ตัว สำหรับไก่ไข่ มีความพิเศษตรงที่อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารสูตรพิเศษที่มีธาตุไอโอดีนสูง ทำให้ไข่ที่ได้มีไอโอดีนสูงตามไปด้วย สังเกตได้จากไข่แดงที่มีสีแดงเข้มและเป็นทรงกลมสวยงาม ในแต่ละวันจะเก็บไข่ในช่วงเช้าและบ่าย ได้ไข่ไก่ 60-70 ฟอง ต่อวัน สามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าท้องตลาด ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 10 ใบ 50 บาท ซึ่งไข่ไอโอดีนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาก ในแต่ละวันจำนวนไข่ไก่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้สนใจจำเป็นต้องจองคิวล่วงหน้าไว้หากต้องการ

4. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน ขนาดบ่อ 25×25 เมตร 1 บ่อ ปล่อยปลาดุกครั้งละ 2,000 ตัว ในแต่ละครั้งใช้เวลาเลี้ยง 6-7 เดือน สามารถจับขายได้น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ต่อครั้ง

5. โรงเรือนเห็ดภูฏาน เป็นเห็ดที่สามารถหาก้อนเชื้อได้ง่ายในท้องถิ่น จึงเลือกทำเห็ดชนิดนี้ ในแต่ละครั้งจะลงก้อนเชื้อเห็ดไว้ประมาณ 500-600 ก้อน และสามารถเก็บจำหน่ายได้ในราคา 70 บาท ต่อกิโลกรัม

6. แปลงไม้ยืนต้น ปัจจุบันส่วนนี้ปลูกชะอมไว้ และนักเรียนจะตัดยอดชะอมไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับนักเรียนและโรงเรียนได้ในทุกวัน

7. การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ สำหรับแปลงมะนาวในวงบ่อซีเมนต์มีทั้งสิ้น 16 บ่อ เป็นมะนาวสายพันธุ์แป้นพิจิตร และกำลังให้ผลผลิต ซึ่งเมื่อผลผลิตได้ตามต้องการ นักเรียนจะนำไปจำหน่ายยังตลาดชุมชน

8. แปลงสมุนไพร เป็นการรวบรวมสมุนไพรไว้ประมาณ 20 ชนิด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน และได้ศึกษาถึงคุณประโยชน์ของสมุนไพรแต่ละชนิด

อาจารย์มานะ บอกด้วยว่า ไข่ไก่ไอโอดีน ถือเป็นไฮไลต์ของโรงเรียน และปริมาณไข่ไก่ที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ถึงกับต่อจองคิวกันล่วงหน้า แต่การเพิ่มจำนวนไก่ไข่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการดูแลอาจไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่ไม่มีนักเรียนมาโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ก็ดูแลได้ไม่เต็มที่ จึงจำเป็นต้องคงจำนวนไก่ไข่ไว้เพียงเท่านี้ ดังนั้น หากผู้สนใจต้องการรับประทานไข่ไก่ไอโอดีนแท้และถูก ก็ต้องจองคิวล่วงหน้าไว้ในแต่ละวัน

เด็กชายฉัตรมงคล ประพิณ หรือ น้องโอ๊ค นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกว่า เรียนที่โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคารตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถูกปลูกฝังให้รักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าที่บ้านจะค้าขาย แต่ก็ปลูกกล้วยและมะพร้าวไว้รับประทาน และช่วยดูแลตามความสามารถที่มี ซึ่งทุกวันนี้ก็มีผลไม้รับประทานไม่ต้องซื้อ ส่วนที่โรงเรียนดูแลรับผิดชอบโรงเรือนเห็ดภูฏาน ในการดูแลเห็ดภูฏานเห็นว่าต้องทำให้เห็ดมีความชื้นมากที่สุด เมื่อได้ผลผลิตก็นำไปจำหน่าย ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้จากแปลงเกษตรที่โรงเรียนมีความหมายมาก เพราะทำให้ได้รับความรู้มากมาย ในอนาคตอาจนำไปประกอบอาชีพของตนเอง หรือนำไปช่วยดูแลชุมชนได้อีกด้วย

ด้าน เด็กหญิงศรสวรรค์ ขุนเทียม หรือ น้องเตย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกว่า การเกษตรทำให้ได้เรียนรู้หลายสิ่ง ความรับผิดชอบและอาชีพ สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้ แต่น้องเตยไม่ได้ทำ เพราะที่บ้านไม่มีพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ในแปลงเกษตรที่โรงเรียนทำให้รู้ว่าตนเองชอบปลูกผัก เพราะผักมีระยะการปลูกสั้น นำไปรับประทานและจำหน่ายเป็นรายได้

“การปลูกผักทำได้ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกผักกวางตุ้ง เพียงแค่ต้องเตรียมดินก่อนปลูก โดยการพรวนดิน ตากดิน เพื่อให้เชื้อราในดินแห้ง ด้วยการทิ้งไว้หลังพรวนดิน 2-3 วัน จากนั้นเตรียมเพาะพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดเพาะ จากนั้นรอให้เมล็ดพันธุ์เจริญเติบโต ประมาณ 45 วัน ก็สามารถเก็บกินได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะนำไปเป็นอาหารกลางวันของโรงเรียน นำกลับไปรับประทานที่บ้าน และนำไปจำหน่ายหากมีปริมาณมาก”

ส่วน เด็กหญิงสุนิสา สวัสดิแสน หรือ น้องมด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่าว่า ชอบทำเกษตรมาก เพราะรู้ว่า การทำการเกษตรจะทำให้มีอาหารกิน ที่บ้านจึงปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เช่น บวบ ตะไคร้ และผักสวนครัวอื่นๆ ส่วนที่โรงเรียนได้รับผิดชอบฐานปลาดุกในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลาก็เป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเกษตรที่ไม่ใช่กิจกรรมที่ยาก เพียงแต่ให้อาหารให้ตรงเวลา ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป และการเลี้ยงปลาเมื่อทำไประยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถจับขายเป็นรายได้เช่นกัน

น้องมด ฝากบอกไปยังเยาวชนด้วยกันว่า การเกษตรไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ แต่การเกษตรเมื่อได้ทำแล้วจะเป็นผลดีต่อสุขภาพและร่างกาย เพราะเมื่อลงมือทำเองจะได้ผลิตผลที่ปลอดสารพิษ และมีประโยชน์ต่ออนาคตหากจะยึดเป็นอาชีพต่อไป

สำหรับ เด็กหญิงนราพร วระวิสัน หรือ น้องแอ้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีตำแหน่งประธานนักเรียน ซึ่งดูแลกิจกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ เล่าว่า การเลี้ยงไก่ไข่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการดูแลหลักๆ เพียงแค่ต้องให้อาหารและน้ำให้ตรงเวลา ทำความสะอาดโรงเรือน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เก็บไข่ในตอนเช้าและบ่ายของทุกวัน จำนวนไข่ไก่ที่ได้ในแต่ละวันอยู่ที่ 60-70 ฟอง สำหรับจำนวนไก่ไข่ 90 ตัว ไก่ไข่ของโรงเรียนมีความพิเศษกว่าที่อื่น คือ มีไอโอดีน เรียกว่า ไข่ไก่ไอโอดีน หากใครต้องการรับประทานไข่ไก่ไอโอดีนจะต้องจองคิวไว้ล่วงหน้า เพราะแต่ละวันไข่ไก่ไม่เคยพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

น้องแอ้ บอกทิ้งท้ายว่า หากเด็กหรือเยาวชนไม่รู้เรื่องเกษตร ก็จะไม่มีเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะคนจะซื้อของกินไม่รู้จักการปลูก ซึ่งประโยชน์ของการทำการเกษตรเอง อย่างน้อยก็เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

เห็นไฮไลต์ไข่ไก่ไอโอดีน จองคิวรอแบบนี้แล้ว หากท่านใดสนใจจะเข้าไปจองคิวบ้าง ก็ติดต่อไปที่โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร หมู่ที่ 4 บ้านซับม่วง ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ขอขอบคุณ : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

“การอ่าน” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนทุกคนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การสร้างนิสัยรักการอ่าน นับเป็นนโยบายสำคัญที่ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มุ่งเน้นและกำหนดเป็นนโยบายสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาการศึกษาตามอัธยาศัยของประชาชนในพื้นที่อำเภออู่ทอง ที่ กศน. อำเภออู่ทอง เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบดูแล

โดยอาศัยกลไกสำคัญ คือ ห้องสมุดประชาชน

การพัฒนาให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ เป็นสถานที่ปลูกสร้างภูมิปัญญาในศาสตร์แขนงต่างๆ จึงมีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนทำให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองมีความโดดเด่น กลายเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต จนได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ประเภทห้องสมุดประชาชนอำเภอดีเด่น ประจำปี 2559

“การอ่านนั้นช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อยากเรียนรู้อะไร อยากทราบเรื่องอะไร สามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ที่ตั้งอยู่ภายใน กศน. อำเภออู่ทอง เรายินดีต้อนรับทุกคน” ผอ. พรเทพ ฝากบอกกล่าวถึงผู้สนใจ

“ผมอยากให้ห้องสมุดเป็นที่ของทุกคนที่สนใจต้องการศึกษาเรียนรู้ได้เข้ามาใช้บริการ จึงมอบเป็นนโยบายในการพัฒนารูปแบบการนำเสนอ ห้องสมุดของเราไม่ได้มีเพียงหนังสือต่างๆ แต่ยังมีการนำเสนอองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและความรู้ด้านอาชีพต่างๆ ผ่านสื่อชนิดต่างๆ ให้ผู้สนใจได้เลือกที่จะเรียนรู้ตามความสนใจ”

ดังนั้น เมื่อเข้ามาสู่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จะได้พบกับความหลากหลายของหนังสือชนิดต่างๆ ที่ทาง กศน. อำเภออู่ทอง ได้จัดหามา ทั้งจากการใช้งบประมาณจัดซื้อและการเปิดรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ให้เลือกอ่านภายใต้มุมการอ่านที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเงียบสงบ อีกทั้งยังเรียนรู้ได้จากการดูสื่อวิดีทัศน์ที่จะหมุนเวียนเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนออย่างต่อเนื่อง

อีกมุมการเรียนรู้ที่น่าสนใจคือ มุมของศูนย์อาเซียนศึกษา ที่สามารถยังประโยชน์ให้กับผู้สนใจได้เต็มที่ในยุคที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ผู้สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ด้านภาษา แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี อาหารประจำชาติ ของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

นอกจากอาหารสมองที่จะช่วยในการเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ของทุกผู้คนแล้ว โดยรอบของห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ยังได้จัดแต่งให้มีความร่มรื่นสวยงาม ด้วยมุมพืชพันธุ์ทางการเกษตรที่เน้นการปลูกในลักษณะผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมได้เน้นให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากได้มาอ่านหนังสือมาเรียนรู้ยังได้มาเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมการเกษตร ที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ อันเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และหากเหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้ ได้อีกด้วย” ผอ. พรเทพ กล่าว

พืชพรรณที่ปลูกโดยรอบห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองในวันนี้ ประกอบด้วย พืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ ที่คนไทยนิยมบริโภค ไม่ว่า กะเพรา มะเขือ พริก ฟัก แฝง เป็นต้น ทุกอย่างสามารถปลูกและดูแลได้โดยง่าย และที่สำคัญพืชทุกชนิดที่ปลูกจะเน้นให้ปลอดจากการใช้สารเคมี พืชผักทุกอย่างสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์

ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จึงเป็นอีกแห่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเปิดโลกทรรศน์สู่โลกกว้างของทุกคนที่สนใจ โดยทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจอย่างเต็มร้อยของ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านงานวิจัย

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่ วช. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 11 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม อันเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

การพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย อันเป็นผลงานวิจัยของ นิฏฐิตา เชิดชู วีระศักดิ์ ชื่นตา และ ขนิษฐา แซ่ลิ้ม ในสังกัดหน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็น 1 ใน 600 ผลงาน ที่นำมาร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้

วัตถุประสงค์ในการพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย คณะผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า เพื่อออกแบบสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับออกซิเจนละลาย ค่าความเป็นกรด-ด่าง และอุณหภูมิ ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดจะแบ่งคุณภาพน้ำออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปกติ เฝ้าระวัง และวิกฤต ซึ่งข้อมูลระดับคุณภาพจะถูกนำไปสั่งการทำงานของเครื่องตีน้ำ

พร้อมกันนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้พัฒนาระบบให้อาหารกุ้งแบบอัตโนมัติ โดยคำนวณและสั่งการที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา และปริมาณการให้อาหารและระดับคุณภาพน้ำ

ข้อมูลจากการทำงานของระบบเซ็นเซอร์จะถูกผ่านระบบไร้สายไปยังเครื่องแม่ข่ายที่สถานีฐานในฟาร์ม เพื่อจัดทำเป็นรายงานและแจ้งเตือนผ่านระบบโทรศัพท์มือถือไปยังเจ้าของฟาร์ม

คณะผู้วิจัยได้นำระบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพ ณ ฟาร์มดอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามผสมกุ้งขาว โดยทำการทดสอบ 2 รอบการเลี้ยง รอบการเลี้ยงละ 2 บ่อ แบ่งเป็นบ่อทดลองที่เลี้ยงด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นและบ่อควบคุมที่ใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดิม จำนวนอย่างละ 1 บ่อ

ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดความเสียหายของการเลี้ยงที่เกิดจากปัญหาอันเนื่องมาจากคุณภาพน้ำที่มักจะส่งผลการเลี้ยงกุ้งไม่สามารถดำเนินการไปได้ครบรอบการเลี้ยงตามปกติ จากผลการทดลองพบว่า บ่อทดสอบที่ใช้ระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ สามารถยืดอายุการเลี้ยง จาก 74 วัน เป็น 89 วัน และยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิม คิดเป็น 12.55 เปอร์เซ็นต์ และ 73.3 เปอร์เซ็นต์

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาคุณภาพน้ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการเลี้ยงกุ้ง การมีระบบที่สามารถบริหารจัดการควบคุมคุณภาพน้ำแบบเวลาจริง เป็นสิ่งจำเป็นหากเกษตรกรต้องการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต นอกจากข้อดีของระบบที่สามารถยืดจำนวนวันของรอบการเลี้ยงได้ เมื่อเทียบกับบ่อควบคุม ระบบที่นำเสนอยังสามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการตีน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการฟาร์มจะช่วยให้การดูแลคุณภาพการเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หากสนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เลขที่ 85 ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 109-300 ต่อ 3000

Pork Ribs Braised in Onion

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Pork Ribs Braised in Onion

Pork has not been in Thai staple dish but shrimp, shellfish, crab, fish net from the nearby stream. Even chicken used to be only occasional; such as when civil officers came by for inspection. Pork has its debut after the migrated Chinese butchered, put it on a paddle boat, and retailed it to those living along the waterway. At first the Thais wouldn”t know how to make of it, until the Chinese made “5-spice Pork”, one of the earliest ready-to-eat and value-added dishes. Still, without spices like Star anise, Cloves, Chinese Cinnamon, Sichuan pepper and Fennel seeds, Thai housewives found it too cumbersome; so they adapted it to “Caramelized Pork Soup” using the same method as for Silver barb and mackerel.

Pork offal came worse with stench requiring arduous process.

Pork Ribs also finds no list in Thai traditional dishes.

Anyway, to research for more historical facts would rather make hungrier folks.

I bought 1 kilo of pork ribs 140 Baht, asking the butcher with sharp cleaver to chop it in 2-inch pieces; my kitchen knife would tire me out; and 1 bunch of coriander root 5 Baht.

Don”t forget 2 large onion bulbs 40-60 Baht. Though onion has its roots in Southeast Asia, it”s not commonly used locally until influenced by Chinese and Indian cooking. Shallot is more common: one of the main ingredients in all chili pastes and curry pastes.

At home, rinse the ribs; parboil in hot water and sieve up to rest; but don”t discard the water. This parboiling is standard cleaning method in Chinese and Vietnamese kitchen.

Next is the “3 Musketeers-coriander root, garlic and pepper”. Chop coriander root and pound it with garlic and pepper, with a dash of sea salt to get it done quicker.

Finely slice onion, saut? in oil over medium heat until transparent, add the “3 Musketeers” and saut? on until aromatic.

Add ribs, blend in the onion mixture, and add the parboiled water just over the ribs. Set to boil and simmer with ripples. I have a habit of adding a few dried chilis, not for hotness, but to ward off vermin or those food snatchers.

30 minutes gone, as fast as in fairy tale, and the ribs should be done. Test with folk tine to see the meat easily part with the bone. Sprinkle with the chopped coriander stem.

By now, onion and “3 musketeers” should melt into a thick sauce ready for tasting. If it”s not salty, add salt or light soy sauce or Japanese soy sauce. A dash of Worcestershire sauce should pep up the savoury of the ribs onion sauce.

It”s that simple. Mom liked it; for its simple seasoning but delicious flavour.

ซี่โครงเคี่ยวหอมใหญ่

เรื่องหมูนี่ คนไทยแต่ก่อนไม่ได้กินกันเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนใหญ่จะกินแต่ กุ้ง หอย ปู ปลา ตกเบ็ด หว่านแห หรือ ลงอวนเอาในลำน้ำ ลำคลองหน้าบ้าน แม้แต่ไก่ก็เป็นจานอดิเรก สำหรับโอกาสพิเศษ เช่น เมื่อมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาตรวจราชการเท่านั้น ส่วนหมู มาเริ่มกินก็เมื่อคนจีนเขาชำแหละ เอาลงเรือ พายขึ้นพายล่อง ขายให้ชาวบ้าน ใหม่ๆ ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไรกินด้วยซ้ำ คนจีนเขาถึงทำหมูพะโล้สำเร็จรูป เรียกว่า “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อจะทำกินเองบ้าง เครื่องปรุงอย่าง โป๊ยกั้ก กานพลู อบเชย พริกหอมเสฉวน (ชวงเจีย) และผักชีล้อม มันแสนจะเยอะ และยุ่งยาก แม่บ้านก็เอามาแปลงเป็นหมูต้มเค็ม ใช้วิธีปรุงอย่างที่ทำปลาตะเพียน ปลาทู ต้มเค็ม แค่นี้ ก็กินอร่อยถูกปากคนในบ้านแล้ว

ยิ่งเครื่องในหมู กลิ่นแรงจัด ต้องใช้กรรมวิธีอีกมาก เอาเวลาไปทำงานบ้านอย่างอื่นดีกว่า

ซี่โครงหมู ก็เหมือนกัน เพียรหาตำรากับข้าวไทยเดิมๆ ที่ใช้ซี่โครง หาเท่าไรก็ไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี

แต่เอาเถอะ มัวพิรี้พิไรคิดโน่นค้นนี้ให้มันเป็นสาระขึ้นมา คนในบ้านหิวแล้ว

เข้าครัวเสียที

ไปซื้อซี่โครงหมูมากิโลหนึ่ง 140 บาท ให้เขาสับท่อนขนาด 2 นิ้วมาด้วย เพราะมีดในครัวเราไม่คมเท่ามีดเขียงหมู กว่าจะสับเสร็จพานซี่โครงบานเปล่าๆ แวะร้านผักเอารากผักชีมากำเล็ก 5 บาท

อย่าลืมหอมใหญ่เขื่องๆ สัก 2 หัว 40-60 บาท หอมใหญ่แม้จะมีถิ่นกำเนิดในเอเชียอาคเนย์นี่ แต่ครัวไทยไม่ค่อยได้ใช้ จนได้อิทธิพลจากกับข้าวจีนและแขก เราคุ้นกันแต่หอมแดง เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำพริกและเครื่องแกงสารพัด

ถึงบ้าน แกะห่อซี่โครงล้างน้ำเดียว ต้มน้ำให้เดือด เอาซี่โครงลงลวกแล้วช้อนขึ้นพักไว้ อย่าทิ้งน้ำ การลวกนี้เห็นจะมีก็ในครัวจีนและครัวญวน เป็นวิธีทำความสะอาดที่ชะงัดอย่างหนึ่ง

ต่อไป “สามเกลอ คือ รากผักชี กระเทียม พริกไทย” สับรากผักชีเอาไปตำกับกระเทียมและเม็ดพริกไทย เวลาตำอย่าลืมเหยาะเกลือเม็ดลงไปด้วยปลายช้อนเล็ก จะช่วยให้ละเอียดง่ายและเร็วขึ้น

หอมใหญ่ ซอยละเอียด เอาลงเจียวน้ำมันไฟกลาง พอสุกใสจึงใส่สามเกลอลงไปผัดให้หอม

ลงซี่โครง ผัดเคล้าให้เข้ากับเครื่อง แล้วเติมน้ำลวกซี่โครงพอท่วม เร่งไฟให้น้ำเดือด แล้วหรี่ไฟเหลือแค่พรายปุดๆ ผมติดนิสัย เคี่ยวอะไรมักใส่พริกแห้งลงไปด้วย ไม่ได้ให้เผ็ด แต่ไว้กันหนู หรือพวกที่ชอบมาแอบตักกินก่อนเวลาอันควร

30 นาทีผ่านไป ไวเหมือนโกหก ซี่โครงสุกแล้ว ทดสอบโดยใช้ปลายส้อมเขี่ย ดูว่าเนื้อล่อนจากกระดูก แปลว่าใช้ได้ โรยส่วนโคนรากผักชีที่สับไว้ลงไป

ถึงขั้นนี้ ทั้งหอมใหญ่และสามเกลอ จะ “ละลาย” กลายเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำข้นๆ พร้อมสำหรับการชิมรส ถ้าไม่เค็ม เติมเกลือหรือซีอิ๊วขาว หรือซอสปรุงรสญี่ปุ่น จะให้เด็ด เหยาะซอสเปรี้ยวตรากระต่าย หรือตราไก่งวง ไม่เอาเปรี้ยว แค่เอากลิ่น และให้มันส่งรสน้ำเคี่ยวขึ้นมา

ง่ายไหมครับ แม่กินแล้ว บอกชอบ เพราะรสชาติไม่ยุ่งยาก แต่อร่อย

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

จากพนักงานบริษัท

ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นประมาณ ปี 2558 สามีของเธอได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จึงเกิดความสนใจ ได้ออกเดินทางไปศึกษาในแหล่งที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และได้หาซื้อกุ้งก้ามแดงมาทดลองเลี้ยงในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่ากุ้งเจริญเติบโตได้ดี จึงอยากยึดเป็นอาชีพอีกทางเพื่อสร้างรายได้

“ตอนนั้นดูอะไรไปเรื่อย บังเอิญไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตร ว่ากุ้งชนิดนี้มันสามารถเลี้ยงในน้ำจืดได้ ก็เลยลองไปดูที่เขาเลี้ยงกับสามี ก็เลยซื้อมาทดลองเลี้ยงดู ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 58 เอาแบบไซซ์เล็กๆ มาลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็ประมาณ 100 ตัว พอเห็นว่าตัวเล็กพวกนั้นโตดีตายน้อย เพราะในฐานะที่เราเป็นคนเลี้ยงมือสมัครเล่น แต่ประสบผลสำเร็จได้แบบนี้ ก็เริ่มอยากจะยึดเป็นอาชีพน่าจะได้” คุณสุมิตรา เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่เห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คุณสุมิตรา เล่าว่า จึงหาซื้อพ่อแม่พันธุ์มาทดลองเพาะลูกกุ้งก้ามแดง เพื่อทดแทนการซื้อลูกกุ้งเข้ามาเลี้ยงเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทาง

“ช่วงแรกที่เราคิดว่าเราจะเลี้ยง เราก็สั่งแบบหลากหลายที่มาเลย ลงทุนช่วงแรก แต่คนที่อยากจะเริ่มลองดู ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งเริ่มเยอะ ซื้อมาทีละน้อยก่อน เพราะว่าแม่พันธุ์ 1 ตัวนี่ ก็ให้ลูกประมาณ 300-400 ตัว เราเลี้ยงลูกพวกนั้นไปอีกประมาณ 4 เดือน เราก็จะได้ลูกพวกนั้นมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป แต่อย่างของที่ฟาร์มเรานี่จะเน้นจำหน่ายลูกที่เกิดมาเสียมากกว่า ค่อนข้างมั่นใจเรื่องตลาด ก็จะเอามาเลี้ยงเยอะไปเลย” คุณสุมิตรา กล่าว

ใช้พื้นที่น้อย

กุ้งกินอาหารได้หลากหลาย

การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอาจเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย เพราะสามารถใช้พื้นที่บริเวณบ้านเลี้ยงได้แบบไม่ใช้พื้นที่มากนัก ซึ่งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราเลี้ยงทั้งในผ้าใบพลาสติกและในโอ่งใหญ่ที่มีอยู่เดิมภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า อะไรที่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์นำมาทำเพื่อประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด

“อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยง เลือกอะไรก็ได้ที่สามารถใส่น้ำได้ อย่างน้อยต้องใส่น้ำให้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อที่จะใช้ในการผสมพันธุ์ เพื่อให้กุ้งอยู่ได้อย่างสะดวก แล้วก็จะเอาพ่อแม่พันธุ์มาลงปล่อย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 ก็แล้วแต่ ดูตามความเหมาะสม” คุณสุมิตรา กล่าว

การเพาะกุ้งก้ามแดงเพื่อการผสมพันธุ์ที่ฟาร์มแห่งนี้ จะให้กุ้งอยู่รวมกันในผ้าใบพลาสติก ขนาด 3×4 เมตร ปล่อยกุ้งพ่อพันธุ์ 30 ตัว และปล่อยแม่พันธุ์ 60 ตัว จากนั้นรออีกประมาณ 30 วัน จึงเช็กแม่พันธุ์กุ้งทั้งหมดว่าตัวใดเริ่มมีไข่ที่ท้องแล้ว ก็จะนำมาแยกใส่ลงในตะกร้าขังแบบเดี่ยวเพื่อให้ฟักลูกออกให้หมดจากหน้าท้อง

“ช่วงที่เราเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์ อาหารที่ให้กุ้งจะเป็นอะไรก็ได้ ต้องบอกเลยว่ากุ้งชนิดนี้กินง่ายมาก มันกินได้หมด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งฝอย ไส้เดือน หรือว่าหอยขม ทั้งสัตว์น้ำ พืชน้ำตามธรรมชาติมันกินได้หมด แต่ที่ฟาร์มนี้ไม่ค่อยมีเวลาก็จะเน้นให้อาหารเม็ดเสียมากกว่า อาหารมีโปรตีน ตั้งแต่ 40-45 เปอร์เซ็นต์ ให้เวลาเย็นอย่างเดียว เพราะกุ้งเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตอนกลางคืน” คุณสุมิตรา เล่าถึงสิ่งที่เป็นอาหารของกุ้งก้ามแดง

แม่พันธุ์ที่มีไข่ติดอยู่ที่ท้องเมื่อนำมาแยกใส่ลงในตะกร้า ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้อีกประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวลูกกุ้ง ซึ่งจะค่อยๆ สลัดออกจากท้องแม่ ประมาณ 7 วัน ก็จะย้ายลูกกุ้งมาใส่ลงในบ่อผ้าใบพลาสติก ในอัตราประมาณ 2,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งไซซ์นี้เรียกว่าไซซ์ลงเดิน สามารถจำหน่ายได้เลยหากมีลูกค้าต้องการ

หากทางฟาร์มต้องการต่อยอด ไม่ได้จำหน่ายไซซ์ลงเดิน ก็จะนำลูกกุ้งเหล่านั้นมาเลี้ยงอีกประมาณ 30-45 วัน เพื่อให้เป็นลูกกุ้งขนาดไซซ์นิ้วไว้รองรับความต้องการของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“เรื่องการดูแลรักษาโรค ต้องบอกก่อนว่ากุ้งพวกนี้ ถ้าเลี้ยงที่น้ำสะอาดกุ้งพวกนี้จะแข็งแรงมาก แต่ถ้าเกิดปล่อยให้สกปรกเมื่อไหร่ เรื่องโรคก็จะเกิดขึ้นทันที ทั้งหางพอง ปรสิตเข้าทำลาย เราก็จะแก้ด้วยการนำกุ้งพวกนี้ไปแช่ในน้ำเกลือ เดี๋ยวมันก็จะลอกคราบ โรคมันก็จะหาย ส่วนออกซิเจนเราก็จะเปิด 24 ชั่วโมง และก็มีการถ่ายน้ำภายในบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง” คุณสุมิตรา กล่าวถึงการดูแลรักษา

นอกจากกุ้งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราจะเลี้ยงให้เป็นไซซ์นิ้วแล้ว ยังนำกุ้งที่มีขนาดไซซ์นิ้วลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน ขนาด 30×40 เมตร ความลึก 1-2 เมตร เลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็จะได้กุ้งขนาดไซซ์ 4 นิ้ว เพื่อให้กุ้งเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ชุดต่อไป เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์

“ภายในบ่อดินที่ปล่อยเลี้ยง หรือแม้แต่ในบ่อพลาสติกและโอ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่ซ่อนตัว เราต้องจัดสรรพื้นที่ให้ดี แล้วก็กระจายไปให้ทั่ว ไม่ว่าจะท่อหรือจะเป็นซาแรน กิ่งไม้ ได้หมด เพื่อให้มีการหลบซ่อนตัว เพราะเวลาที่มันลอกคราบมันจะได้ไม่กินกันเอง” คุณสุมิตรา กล่าว

ตอบโจทย์ลูกค้าทุกด้าน

ตามที่ลูกค้าต้องการ

ด้านการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งก้ามแดงนั้น คุณสุมิตรา บอกว่า จะเน้นออกตามสื่อโซเชียลมีเดียและติดป้ายประกาศในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้จะเน้นจำหน่ายลูกกุ้งแบบเป็นพ่อแม่พันธุ์ ลูกกุ้งไซซ์นิ้ว และลูกกุ้งลงเดิน

“ราคาลูกกุ้งที่เป็นไซซ์ลงเดินจะอยู่ที่ราคา ตัวละ 5-10 บาท ส่วนกุ้งที่เป็นไซซ์นิ้วก็จะอยู่ที่ ราคา ตัวละ 15-20 บาท และกุ้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ 4 นิ้วขึ้นไป ก็จำหน่ายอยู่ที่ คู่ละ 500-700 บาท ซึ่งลูกค้าที่มาที่ฟาร์มนี้ก็จะซื้อทุกไซซ์ เรียกง่ายๆ ว่า เขาต้องการอะไร เรามีให้หมด โดยที่เขามาแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง ว่าจะไม่มีแบบที่เขาต้องการ” คุณสุมิตรา เล่าถึงหลักการทำตลาด

สีที่คนนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จะเน้นสีให้ออกเป็นสีน้ำเงินฟ้าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไปเลี้ยงเพื่อดูเป็นความสวยงาม ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อหรือเพื่อขยายพันธุ์ จะไม่เน้นเรื่องสีสันมากนัก

เลี้ยงง่าย ใช้ทุนน้อย

คุณสุมิตรา บอกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเมื่อเทียบกับเลี้ยงปลากระชังที่เคยเลี้ยงมา ยอมรับว่ากุ้งก้ามแดงตอบโจทย์สำหรับเธอมากกว่า เพราะกุ้งที่เลี้ยงทั้งหมดสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ผิดกับปลาที่ต้องซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดลูกปลาได้เอง

“เราสามารถมีพ่อแม่พันธุ์เองได้ ต่อจากนั้นเราก็เอาพวกนั้นมาต่อยอดได้ตลอด คือมันไม่เหมือนกับปลาบางชนิด ที่ต้องทำเป็นปลาหมัน เราต้องซื้อลูกพันธุ์ปลามาเลี้ยงตลอด ซึ่งผิดกับกุ้งก้ามแดงที่เราสามารถนำมาพัฒนาพันธุ์เองได้ ส่วนเรื่องของอาหาร กุ้งเป็นสัตว์ที่กินอาหารน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลากว่าจะโตจนจำหน่ายได้” พร้อมทั้งกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักต่อไปว่า

“สำหรับคนที่อยากทำเป็นอาชีพ อันดับแรกต้องบอกก่อนว่า ต้องชอบมันเสียก่อน ต้องมีใจรัก โดยเริ่มเลี้ยงใส่ภาชนะเล็กก่อนจากที่เรามีภายในบ้าน แล้วดูสักระยะว่าเราชอบไหมที่จะเลี้ยง ถ้าชอบจริง ก็ศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เสร็จแล้วก็ลงมือทำเต็มที่ แล้วค่อยขยายลงมือทำต่อไป ต่อไปคิดทำเพื่อสร้างอาชีพเสริม คราวนี้มันก็จะกลายมาเป็นหลักแทน ก็จะเป็นงานที่สร้างรายต่อไป” คุณสุมิตรา กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุมิตรา ศรีเดช ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 640-0326

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

ปลาทองหัวสิงห์ ได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในสนนราคา ตัวละ 2,000-3,000 บาท ในขณะที่ข้าวราดแกง จานละ 5 บาท ถือได้ว่าในสมัยนั้นใครที่เลี้ยงปลาทองหัวสิงห์จะต้องเป็นผู้มีฐานะมีอันจะกิน ปลาที่นำเข้าจะนำมาจากประเทศจีน หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้ทรงนำเข้าปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยงเล่นในวังละโว้ ต่อมาได้ทรงแจกจ่ายให้กับผู้สนใจเลี้ยงไปจำนวนมาก ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นจึงแพร่หลายในประเทศไทย ภายหลังจึงมีเอกชนผู้นำเข้าสั่งปลาชนิดนี้เข้ามาโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายอีกทีหนึ่ง

ปลาทองหัวสิงห์จีน (Chinese lionhead) มีลักษณะเด่นที่ตัวค่อนข้างกลมสั้น หัววุ้นฟูก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ส่วนด้อยคือ ตัวมีขนาดเล็ก สันหลังเล็ก ส่วนครีบหางบางและห้อย ส่วนปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น (Ranchu) มีลักษณะเด่นคือ หัววุ้นจะยื่นออกมา นักเลี้ยงเรียกว่า เขี้ยว สันหลังหนาใหญ่ ครีบหางค่อนข้างหนาและกางออก มีจุดด้อยคือ ตัวมีขนาดยาวเกินไป ความจริงแล้วที่มาของปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นนี้นำมาจากประเทศจีนและปรับปรุงพันธุ์จนมีความแตกต่างกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น

เมื่อมาถึงผู้นิยมปลาสวยงามในเมืองไทยเห็นจุดดีจุดด้อยของปลาทองหัวสิงห์ทั้งสองสายพันธุ์ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ได้พันธุ์ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งรวบรวมเอาความสวยงามของปลาทองหัวสิงห์ทั้ง 2 พันธุ์ เข้าด้วยกัน

การพัฒนาของนักเลี้ยงชาวไทย เกิดจากการเลี้ยงในบ้านเราใช้ภาชนะที่ใส่ปลาไม่เหมือนกับต้นฉบับ เพราะจีนและญี่ปุ่นเลี้ยงปลาในอ่างใหญ่หรือบ่อ ไม่สามารถมองเห็นปลาจากด้านข้างได้ สามารถเห็นปลาได้ด้านเดียวคือด้านบน ส่วนเมืองไทยเลี้ยงปลาในตู้กระจกวางไว้ค่อนข้างสูง มองเห็นภาพปลาจากด้านข้าง ทำให้มุมมองเปลี่ยนไป มุมมองด้านข้างเห็นตัวปลาได้มากกว่าการมองจากด้านบนด้านเดียว จึงเกิดการพัฒนาได้ดีกว่าต้นฉบับ

คุณอดุลย์ ดอนปิ่นไทย บ้านหนองสะพาน ตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม บอกให้ฟังว่า “ปลาทองหัวสิงห์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพันธุ์มานับ 10 ปี โดยการคัดเลือกเอาลูกผสมระหว่างปลาทองหัวสิงห์จีนกับญี่ปุ่นมาผสมกัน แล้วคัดเลือกและผสมกันซ้ำไปมาหลายครั้ง จนได้ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งต่างชาติยกย่องว่ามีความสวยงามมาก เพราะได้จุดเด่นของพ่อแม่มาทั้งหมด และได้เรียกชื่อว่า Thai Ranchu ให้เกียรติว่าเป็นการพัฒนาพันธุ์จากชาวไทย”

สร้างเรือนหอ

เตรียมบ่อผสมพันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ปลาจะถูกเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกัน ในสภาพที่ไม่หนาแน่นมาก เมื่ออายุ 6 เดือน ก็สามารถนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ อากาศร้อนของบ้านเราได้เปรียบจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอากาศหนาว พ่อแม่พันธุ์ของเขาจะใช้เวลาหลายปีจึงสามารถนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ วิธีการผสมพันธุ์ของคุณอดุลย์ จะเริ่มทำเมื่อปลาอายุได้ 6 เดือน ขั้นแรกจะเตรียมล้างบ่อให้สะอาด โดยการใช้แปรงขัดล้างออกให้หมด ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน หรืออื่นๆ ที่เป็นสารเคมี ไม่เช่นนั้นปลาจะไม่วางไข่ ถ้าเป็นน้ำประปา ควรพักไว้หลายๆ วัน ในบ่อปูนซีเมนต์ ขนาดความกว้างยาว 1.5 คูณ 2 เมตร เติมน้ำให้มีความสูง ขนาด 1 ฟุต ใส่ออกซิเจน 1-2 หัว ใช้เชือกฟางฉีกฝอยหลายเส้นใส่ในน้ำ ใช้หินทับให้เชือกฟางกึ่งลอยกึ่งจม หรือใช้สาหร่ายหางกระรอก เพื่อสำหรับเป็นที่ปลาวางไข่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่สำหรับปลาทองหัวสิงห์เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

1 หญิง 2 ชาย

นำพ่อแม่พันธุ์ปลาที่สมบูรณ์ ในอัตรา ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว ถือเป็น 1 ชุดปลา บ่อขนาด 1.5 คูณ 2 เมตร ไม่ควรใส่พ่อแม่ปลาเกิน 10 ชุด คือ 30 ตัว เมื่อเตรียมบ่อพร้อมตั้งแต่เช้า เว้นระยะไปช่วงบ่ายค่อยใส่พ่อแม่ปลา ในช่วงเช้ามืดของวันต่อไป ปลาจะเริ่มผสมพันธุ์ โดยจะเห็นมีการว่ายไล่กันของพ่อแม่ปลา เหมือนหนังอินตระเดียที่พระเอกกับนางเอกจีบกัน หลังจากนั้น ให้จับพ่อแม่ปลาออกทั้งหมด เพราะพ่อแม่ปลาจะกินไข่ตัวเอง ทุกๆ 10 วัน สามารถนำพ่อแม่ปลาชุดเดิมมาผสมได้ใหม่อีก และพ่อแม่พันธุ์ปลาจะใช้ผสมพันธุ์ได้จนถึงอายุ 1 ปี หลังจากนี้ไม่เหมาะทำพ่อแม่พันธุ์ เนื่องจากไข่มีจำนวนน้อย และเชื้อตัวผู้ไม่แข็งแรง

หลังจากปลาไข่แล้ว ประมาณ 3 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ในระยะนี้ ลูกปลายังว่ายน้ำไม่เป็น แต่จะลอยอยู่ผิวน้ำเคลื่อนไปมาตามการไหลของน้ำ ยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากมีไข่แดงที่ติดหน้าท้องเป็นอาหารได้ระยะ 2-3 วัน อีก 2 วัน ปลาจะเริ่มว่ายน้ำได้ ก็จะให้ไข่แดงที่ต้มสุกแล้ว ใส่ผ้าขาวบางบีบให้เล็กที่สุดลงในบ่อให้ลูกปลากิน เช้า-เย็น แต่วิธีนี้ต้องหมั่นสังเกตให้ดี อย่าให้ไข่แดงเหลือค้าง เพราะจะทำให้น้ำเสีย สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้ไรแดง เพราะถึงให้มากน้ำจะไม่เสีย เพราะไรแดงก็จะอยู่ในบ่อเพื่อเป็นอาหารปลาต่อไปได้

จากเมืองสู่ชนบท

เมื่อเลี้ยงลูกปลาจนอายุได้ 1 เดือน ก็จะเตรียมย้ายลูกปลาทั้งหมดไปลงบ่อดิน ของคุณอดุลย์ใช้บ่อดินที่เลี้ยงขนาดกว้างยาว 10 คูณ 20 เมตร แต่ก่อนจะนำมาปล่อย ต้องเตรียมบ่อโดยการดูดน้ำทิ้ง หว่านปูนขาว ตากบ่อไว้ประมาณ 10 วัน จึงเติมน้ำ ใส่ให้สูงประมาณ 1 เมตร กลับมาคัดลูกปลาอายุ 1 เดือน โดยจะต้องคัดลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เช่น หางเป็นสามเหลี่ยม หางเป็นแง่งปลาทู หางขาด ออกไป ใน 1 บ่อ จะใส่ลูกปลาได้ ประมาณ 2,000 ตัว อาหารในระยะนี้จะเปลี่ยนจากไข่แดงและไรแดงเป็นอาหารลูกกบระยะแรก จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ประมาณ 1 กระป๋องนม แต่ให้สังเกตไปเรื่อยๆ ว่า มีอาหารตกค้างหรือไม่ เพราะอาหารกบเป็นอาหารลอยน้ำ ซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงจะจม ไม่ควรให้มีอาหารตกค้าง เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย เพราะฉะนั้นปลาควรจะกินอาหารกบที่หว่านไปแต่ละครั้งให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ถ้าเหลือหลังจากนี้แสดงว่าอาหารมากเกินไป ในการเลี้ยงเมื่อปลาโตขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ให้ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน การให้อาหารมากน้อยขนาดไหนเป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงต้องหมั่นสังเกต และในบ่อดินนี้ไม่ควรมีสาหร่ายหรือไม้น้ำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะปลาชนิดนี้ไม่ชอบ

จากชนบท

เหินฟ้าสู่ทั่วโลก

ปลาทองหัวสิงห์นี้จะถูกเลี้ยงต่ออีก 3 เดือน ในบ่อดิน เมื่อนับรวมบ่อปูนซีเมนต์ 1 เดือน ก็จะใช้เวลา 4 เดือน จึงสามารถจับมาขายได้ ปลาทองหัวสิงห์ในรุ่นบ่อเดียวกันนี้ จะถูกลากขึ้นมาทั้งหมดด้วยอวนตาถี่อย่างทะนุถนอมในช่วงเช้ามืด ไม่เกิน 9 โมงเช้า แล้วจึงถูกลำเลียงโดยใส่ถุงพลาสติกใสมาคัดที่บ้าน คุณอดุลย์ บอกว่า ลูกปลาที่ปล่อยไปบ่อละ 2,000 ตัว จะเหลือไม่เกิน 1,700 ตัว แล้วจึงนำมาคัดปลาที่มีลักษณะสวยงาม จาก 1,700 ตัว ก็จะได้ปลาสวยงาม ประมาณ 800 ตัว โดยเกือบทั้งหมดจะมีบริษัทมารับซื้อกันหลายบริษัททุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 600-800 ตัว โดยบริษัทเกือบทั้งหมดจะส่งปลาทองหัวสิงห์ไปที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเอเย่นต์ที่จะจำหน่ายปลาทองหัวสิงห์ของไทยไปทั่วโลก ส่วนราคาในแต่ละรุ่นจะมีการตกลงราคากันตอนที่คัดเสร็จ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ของแต่ละรุ่นของปลา ส่วนที่เหลือก็จะขายเป็นปลาเกรดบีให้แก่ตลาดภายในประเทศ

การเลี้ยงปลาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแล การสังเกตพฤติกรรมของปลาเป็นสิ่งที่ควรมีในนิสัยของนักเพาะพันธุ์ ซึ่งกว่าจะได้รายละเอียดที่แท้จริง ก็ต้องผ่านวันเวลามามากพอสมควร เรื่องการทำผลผลิตทางการเกษตรเราก็ไม่เป็นรองใคร แต่เรื่องการตลาดเป็นเรื่องตลกที่สิงคโปร์เพาะปลาไม่ได้สักตัว แต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ได้

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

ขึ้นชื่อว่าเป็นพันธุ์ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler) หลายๆ บ้านที่ได้ฟังอาจจะไม่ให้ความนิยมว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่สวยงามนัก แต่ความเป็นจริง ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีโครงสร้างและกล้ามเนื้อสวยงาม และหากได้รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของสุนัขพันธุ์นี้แล้ว อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่มีความฉลาดเฉลียว ฝึกอบรมได้ง่าย และมีความจงรักภักดีกับเจ้าของมากที่สุด

เพราะความพิเศษของเจ้าสุนัขพันธุ์นี้ในด้านของความจงรักภักดีกับเจ้าของ ผนวกไปถึงเรื่องของความขี้สงสัยและความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในตัว ทำให้ดูเหมือนจะเป็นสุนัขที่ไม่อยู่นิ่ง ยิ่งด้วยใบหน้าที่ดูทะมึนด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความรู้สึกให้ผู้เห็นเกรงขามและไม่กล้าเข้าใกล้

แต่เมื่อได้พูดคุยกับเจ้าของฟาร์มธารารัตน์ ซึ่งการันตีให้ฟังว่า สุนัขสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์นี้ เป็นสุนัขที่สามารถฝึกได้ และไม่ใช่สุนัขดุอย่างที่คิด

คุณธารา เลี้ยงอำนวย เด็กหนุ่มวัย 26 ปี ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของฟาร์มสุนัขร็อตไวเลอร์ ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว

คุณธารา เล่าให้ฟังว่า ชอบสุนัขมาตั้งแต่เด็ก คุณตาและคุณยายเลี้ยงสุนัขก็ช่วยเลี้ยง เริ่มแรกก็ชอบทุกสายพันธุ์ แต่เมื่อได้รู้จักสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ก็รู้สึกว่าใช่ เพราะเห็นความสง่างาม รูปลักษณ์บึกบึน มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี น่าเกรงขาม จึงมีความคิดจะซื้อพ่อแม่พันธุ์ร็อตไวเลอร์มาเพาะขาย แต่ด้วยความเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึง 20 ปี ครอบครัวจึงไม่อนุญาต กระทั่งคุณธารา เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จึงเริ่มเก็บเงินอย่างจริงจัง และตัดสินใจซื้อแม่พันธุ์จากฟาร์มที่มีชื่อเสียงในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และโชคดีที่เจ้าของฟาร์ม ถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ให้อย่างหมดเปลือก ทั้งยังให้โอกาสผสมพ่อพันธุ์ โดยไม่คิดราคา

ระยะแรกที่นำมาเลี้ยง ครอบครัวก็ยังไม่ถูกใจนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มอย่างคุณธารา แสดงให้ครอบครัวเห็นว่า การดูแลสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ และการทำฟาร์มสุนัข เมื่อมีความตั้งใจจริงก็สามารถทำได้ ทำให้ได้รับการยอมรับและส่งเสริมจากครอบครัวในที่สุด

เทคโนโลยีชาวบ้าน ถามถึงข้อข้องใจ เมื่อสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ตกเป็นข่าวกัดเด็กบ่อยครั้ง คุณธารา ให้ความเห็นในมุมของผู้เลี้ยงว่า น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิด เพราะสุนัขทุกตัวนิสัยไม่เหมือนกัน และโดยนิสัยปกติทั่วไปของพันธุ์ร็อตไวเลอร์แล้ว เป็นสุนัขที่ไม่ชอบการบังคับ การกดดัน การกักขัง นิสัยคล้ายเด็ก ชอบการตามใจ ชอบเข้าสังคม ร่าเริง แต่ด้วยมุมมองของผู้เลี้ยงที่ไม่เข้าใจสุนัขพันธุ์นี้จริง คิดว่าดุ จึงเลี้ยงโดยแยกออกจากสังคม เมื่อสุนัขไม่เคยเข้าสังคม ไม่เคยพบคนอื่นนอกจากคนในบ้าน ทำให้กลายเป็นสุนัขที่มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สนใจใคร และดุในที่สุด ส่วนกรณีที่กัดเด็ก เมื่อมีความกดดันหลายอย่างก่อนหน้านี้แล้ว และสุนัขมองเด็กเสมือนของเล่น แต่ด้วยวิธีการเล่นที่แรงเกินไป นอกจากนี้ เสียงเด็กยังอยู่โทนเสียงแหลมเล็ก ซึ่งเป็นเสียงที่สุนัขไม่ชอบ อาจจะรบกวนโสตประสาท ทำให้มีโอกาสเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดได้

“ผมอยากบอกให้คนที่คิดอยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ควรเริ่มต้นจากการไม่อคติกับสุนัขพันธุ์นี้ก่อน จากนั้นศึกษานิสัยของเขา และเลี้ยงดูโดยไม่กดดัน กักขัง หรือบังคับ ให้สุนัขมีสังคม รู้จักกับคนในบ้านและนอกบ้าน ร็อตไวเลอร์ก็เหมือนสัตว์เลี้ยงอื่นที่น่ารัก และสามารถอยู่รวมกับคนในบ้านได้”

คุณธารา เล่าว่า ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีความเป็นจ่าฝูง หากต้องการเลี้ยงหลายตัว ควรเลี้ยงมาพร้อมๆ กันตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าไม่ได้เลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ควรให้อายุห่างประมาณ 4-5 ปี เพราะเมื่อสุนัขที่เคยเลี้ยงไว้เริ่มแก่ สุนัขเด็กที่เข้ามาใหม่ก็จะโตเต็มวัย โอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันค่อนข้างน้อย แต่หากวัยเดียวกัน ไม่ได้เลี้ยงมาด้วยกัน เมื่อนำมารวมฝูงจะแย่งกันเป็นจ่าฝูง เกิดการกระทบกระทั่งกัน ไม่ยอมกัน สุดท้ายก็กัดกัน เกิดปัญหาอื่นตามมา

เมื่อถามถึงสภาพอากาศที่เหมาะสม เพราะร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี แต่เมื่อนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งสภาพอากาศร้อนชื้น ก็ควรให้อยู่ในพื้นที่ที่อากาศปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ไม่จำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศหรือพัดลม และด้วยร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีพลังงานในตัวสูง จำเป็นต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อต้องออกกำลังกาย จึงควรช่วยเรื่องช่วงเวลาการออกกำลังกาย โดยเลี่ยงพาไปออกกำลังกายในช่วงเช้ามืด หรือพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หรือในกรณีที่จะให้ร็อตไวเลอร์นั่งตากแดด สามารถทำได้ แต่ต้องผ่านการปรับสภาพอากาศมาก่อนหน้าแล้ว

“สุนัขที่นี่ให้อยู่สภาพอากาศปกติ ยกเว้นลูกสุนัข ที่ยังจำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศ”

สำหรับการออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับร็อตไวเลอร์ เพราะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน พลังงานสูง การออกกำลังกายในแต่ละวัน ควรวิ่งอย่างน้อย 5-10 นาทีเท่านั้น หรือระยะทางอย่างน้อย 1 กิโลเมตร หรือจะให้สุนัขเดินก็ทำได้เช่นกัน แต่ถ้าให้แนะนำ คุณธาราอยากแนะนำให้พาไปว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด

ปัญหาทางพันธุกรรมของสุนัขสายพันธุ์นี้คือ โรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งอาการของโรคจะเริ่มแสดงเมื่อสุนัขอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าต้องการคัดกรองสุนัข ไม่ต้องการสุนัขที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ก็ควรเลือกซื้อสุนัขที่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี เพราะจะทราบประวัติของสายพันธุ์ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย รวมถึงพ่อแม่ของสุนัขตัวดังกล่าว ก็จะสามารถคัดกรองได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจพบได้คือ โรคผิวหนังและไข้หวัด ผู้เลี้ยงก็รักษาตามอาการ ไม่น่าวิตกแต่อย่างใด

เมื่อเอ่ยถึงการเลือกซื้อสุนัข เพื่อคัดกรองปราศจากโรคทางพันธุกรรมแล้ว คุณธาราจึงแนะนำต่อว่า ลักษณะของร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่มียีนเด่น แม้จะได้รับการผสมข้ามสายพันธุ์ ลูกสุนัขที่ได้ก็จะได้รับยีนเด่นไป และลักษณะเด่นของลูกสุนัขก็จะเหมือนกับร็อตไวเลอร์ ทำให้การพิจารณาแค่การดูรูปร่างลักษณะ เพื่อให้ได้สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์แท้นั้นยาก แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสุนัขไม่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี ก็ควรพิจารณาเลือกซื้อลูกสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เพราะจะช่วยเรื่องการสังเกตได้

ร็อตไวเลอร์ยังเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างใหญ่ ดังนั้น เมื่อตั้งท้องจะให้ลูกมาก 8-10 ตัว

การตั้งท้องใช้เวลา 60 วัน บวกลบ 2 วัน นับจากวันผสม

การผสมพันธุ์ ฟาร์มธารารัตน์จะปล่อยให้สุนัขผสมกันเอง ยกเว้นในบางตัวจะช่วยจับ เพื่อย่นระยะเวลาการผสม

การคลอด ร็อตไวเลอร์จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือระหว่างคลอด หลังคลอด ฟาร์มธารารัตน์จะนำลูกสุนัขแยกออกจากแม่สุนัข เพื่อป้องกันการถูกทับจากแม่สุนัข เพราะแม่สุนัขมีลักษณะโครงร่างใหญ่ โอกาสทับลูกสุนัขเสียชีวิตมีสูง แต่การแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขทันทีนั้น ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างละเอียด เพราะต้องพาลูกสุนัขมากินนมแม่สุนัขทุกๆ 2 ชั่วโมง และค่อยๆ ห่างชั่วโมงออกไป จนกว่าลูกสุนัขจะลืมตาและขยับร่างกายเองได้

สุนัขที่จะใช้เป็นแม่พันธุ์ คุณธาราจะให้อาหารเสริมตั้งแต่ยังเป็นสุนัขเด็ก และจะเริ่มผสมเมื่อลูกสุนัขมีอายุอย่างน้อย 1 ปี แต่การออกกำลังกายยังทำได้ไม่มากนักในสุนัขเด็ก เนื่องจากสุนัขเด็กกระดูกยังไม่แข็งแรงพอ การออกกำลังกายมากจะทำให้กระดูกสึกได้

ในแต่ละวัน ฟาร์มธารารัตน์จะเริ่มต้นการดูแลสุนัขในฟาร์มด้วยพาวิ่งออกกำลังกายครั้งละ 1 ตัว กรณีเป็นพ่อพันธุ์หรือรอการประกวด จะเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายมากกว่า จากนั้นทำความสะอาดคอกสุนัข และเริ่มให้อาหาร

อาหารที่ให้ประจำเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารเสริม ได้แก่ เนื้อสัตว์สดขนาดพอคำ ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรต้ม เพราะน้ำย่อยของร็อตไวเลอร์ สามารถย่อยอาหารสดได้ดี แต่ถ้าต้องการให้กินชนิดต้ม ไม่ควรให้เป็นโครงไก่ กระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกเป็ด หรือก้างปลา ส่วนปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละวัน ให้พิจารณาจากโครงสร้าง ความสูง และน้ำหนักของสุนัขแต่ละตัว

ในแต่ละปี ฟาร์มธารารัตน์จะผลิตลูกสุนัขออกสู่ตลาดคนรักร็อตไวเลอร์ได้เพียง 4-5 คอกเท่านั้น เพื่อคัดคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ นอกจากนี้ ยังคัดสุนัขไว้ส่งเข้าประกวดในรายการต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 6 ปี คุณธาราให้ความสำคัญกับการส่งสุนัขเข้าประกวดด้วยเช่นกัน เพราะความมุ่งมั่นในสนามประกวด ส่งผลให้ฟาร์มธารารัตน์ ขึ้นชื่อและติดอันดับในการประกวดอยู่หลายประเภท

ใครสนใจฟาร์มธารารัตน์ คุณธารายินดีเปิดฟาร์มให้ชมอย่างใกล้ชิด ขอแค่ติดต่อมาก่อนล่วงหน้า ตั้งอยู่ไม่ไกล แค่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ฟาร์มธารารัตน์ คุณธารา เลี้ยงอำนวย โทรศัพท์ (082) 778-0919 หรือติดต่อผ่าน โฟแนนา : ฟาร์มธารารัตน์ ร็อตไวเลอร์ และ Line : tararat Rottweiler

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05097010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

ในสมัยโบราณ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยต่างได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีจากพระมหากษัตริย์ เกิดเป็นศิลปินประจำราชสำนักขึ้นมา และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ “ช่างสิบหมู่” ประกอบด้วยงานช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างปั้น ช่างปูน ช่างรัก ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างกลึง และช่างหล่อ ซึ่งกลายเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของแผ่นดินจนถึงทุกวันนี้

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

กาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริเกี่ยวกับศิลปะโบราณ ที่มีอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และตามสถานที่ทั่วไปว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการอนุรักษ์ ให้คงอยู่ต่อไป จึงทรงเห็นสมควร จัดให้มีการเรียนรู้ และการฝึกอบรมงานช่างฝีมือต่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในงาน อนุรักษ์ศิลปะโบราณวัตถุได้ สำนักพระราชวัง ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดตั้ง โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย (วิทยาลัยในวังชาย) ขึ้น ในพระบรมมหาราชวัง และเริ่มทำการเรียนการสอน ตั้งแต่ ปี 2532

ต่อมา ปี 2539 ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) ที่ขยายมาจากวิทยาลัยในวังชาย อันเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงห่วงใยการสืบสานงานช่างสิบหมู่ (ใช้กับวังและวัด) ที่ร่อยหรอหายาก

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อ ปี 2538 ได้ขยายวิทยาลัยในวังออกมาอยู่ในที่ดิน เนื้อที่ 4 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ตั้งอยู่ริมถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณทล จังหวัดนครปฐม

ปัจจุบัน ครูผู้สอนของวิทยาลัยในวัง มี 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่จบมาจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงโดยตรง ครูภูมิปัญญา ที่ทำเป็นอาชีพหรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง และวิทยากรที่เคยเป็นลูกศิษย์แล้วไปฝึกไปเรียนเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมาย ต้องการให้นักศึกษาที่เข้ามาเรียนรู้กับวิทยาลัยในวังได้มีความเข้าใจทางด้านศิลปะในเชิงสร้างสรรค์ และมีงานอาชีพที่มั่นคง และสามารถพัฒนาคุณภาพชิ้นงานสู่ตลาดสากลได้ในอนาคต

ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย

ปัจจุบัน วิทยาลัยในวัง ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ทำงานวิชาการร่วมกับคณะวัฒนธรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยมีเป้าหมายนำศิลปะไปขัดเกลาจิตใจเด็กและเยาวชนที่ต้องคดี รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมกับภาคีเครือข่ายประเภทวัด พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นต้น

คุณวุฒิศักดิ์ ศรีเสมาเมือง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ได้ร่วมมือกับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เดอะศาลายามอลล์ จัดการแข่งขันทำอาหาร “เชฟกระทะเด็ก” เพื่อฝึกเยาวชนสู่เส้นทางอาชีพ

ทั้งนี้ ทางศูนย์และภาคีเครือข่ายต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของการฝึกฝนเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้เกิดทักษะวิชาชีพในการทำอาหาร เป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า เสริมสร้างความสามัคคีให้รู้จักการทำการเป็นหมู่คณะ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในการนำความรู้ ความสามารถ ไปประกอบอาชีพได้จริง และเพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงออกในทางที่ถูกต้องอีกทางหนึ่งด้วย

สอนวิชาชีพช่างสิบหมู่

สืบสานบุราณศิลป์

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงาน กศน. เปิดสอนวิชาชีพ ช่างสิบหมู่ หลักสูตร 800 ชั่วโมง (ประมาณ 8 เดือน) ได้แก่ หมู่ช่างเขียน (งานจิตรกรรมไทย) หมู่ช่างปั้น (งานปั้นปูนสด) หมู่ช่างหุ่น (หุ่นกระบอก หุ่นหัวโขน) หมู่ช่างลายรดน้ำ หมู่ช่างภัสตราภรณ์ และงานสดึงไหม ในราชสำนัก หมู่ช่างสลักกระดาษและหนังใหญ่

นอกจากนี้ ยังเปิดหลักสูตรระยะสั้น 40 ชั่วโมง ประมาณ 20-30 หลักสูตร รับสมัครตลอดปี เพื่อสอนวิชางานในวิถีชีวิตหญิงไทยในอดีต ประเภทงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย อาหารขนม เครื่องสด เช่น วิชางานแกะโฟม งานจัดดอกไม้สด วิชาร้อยมาลัย เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ปัจจุบัน เปิดรับนักศึกษาแบบ ไป-กลับ และขยายเครือข่ายการเรียนการสอนไปต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (ช่างบุดุน) นครสวรรค์ และยโสธร (จิตรกรรม)

เรียนต่อยอด

วิชางานจิตรกรรมไทย

ศิษย์รุ่นปัจจุบันที่สนใจเข้ามาเรียนรู้งานศิลปะกับวิทยาลัยในวัง ไม่ได้มีแค่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีครูศิลปะอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้านงานช่างสิบหมู่ ยกตัวอย่าง เช่น ครูนพพล โอฬาร ครูภูมิปัญญาไทย สาขาศิลปกรรมงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง สังกัดสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่สมัครเข้ามาเรียนรู้ด้านงานจิตรกรรมไทยกับวิทยาลัยในวัง

ครูนพพล กล่าวว่า ปัจจุบันผมสอนงานศิลปะหลายแห่ง เช่น วัดยานนาวา สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และที่จังหวัดลพบุรี ผมสอนลูกศิษย์ให้เขียนภาพโดยใช้สีอะคริลิก หลักสูตรจิตรกรรมไทย ของวิทยาลัยในวัง สอนให้ผมเรียนรู้ลวดลายไทยโบราณและเรียนรู้เทคนิคการใช้สีฝุ่นจากธรรมชาติถึง 50 ชนิด เช่น ผงชาดแดงที่ทำจากยางไม้ สีเหลืองมาจากยางต้นรง สีดำมาจากเขม่าไฟ สีเขียวตังแช มาจากสนิมเขียว (เกิดจาก แผ่นทองแดงแช่อยู่ในกรดน้ำส้มสายชู) ฯลฯ นอกจากนี้ ภูมิปัญญาช่างศิลป์ไทยโบราณยังมีเทคนิคการผสมสีที่น่าทึ่ง ช่วยให้งานจิตรกรรมลายไทยมีเสน่ห์งดงามจับตามาถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น นำสีเขียวตังแชผสมกับเขม่าดำจะได้สีเขียวใบเตย เป็นต้น

งานจิตรกรรมไทย ถูกผลิตด้วยความประณีตพิถีพิถันทุกขั้นตอน และมีอายุยาวนานนับร้อยปี เพราะช่างศิลป์จะใช้เมล็ดมะขามเปรี้ยวมาคั่วไฟจนสุก กะเทาะเปลือกและนำเมล็ดมะขามที่อยู่ภายในมาเคี่ยวไฟจนได้กาวธรรมชาตินำมาผสมกับดินสอพองสะตุ (ดินสอพองที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน จนได้เนื้อแป้งที่เนียนสะอาดมากกว่าดินสอพองทั่วไป) หลังจากนั้น จะนำกาวทาบนพื้นผิวกระดาษก่อนเขียนภาพสีฝุ่น เมื่อเขียนภาพเสร็จจะใช้หอยเบี้ยกดบนภาพสีฝุ่น เพื่อให้สีติดแน่นลงในเนื้อกระดาษ คุณครูนพพล กล่าวว่า งานจิตรกรรมนับเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่งแขนงหนึ่งของไทย อยากฝากให้คนไทยร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่สืบไป

คนรักศิลปะเรียนฟรี

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เปิดโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศที่สนใจเรียนรู้ด้านงานศิลปะ ขอเพียงมีใจรักและมีความขยัน สามารถสมัครเรียนได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เลขที่ 301 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (02) 431-3623 ต่อ 12 และ (087) 097-8898

สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงทีเดียว สำหรับการจัดสวนย่อส่วนระบบนิเวศทางธรรมชาติมาอยู่ในภาชนะที่มีพื้นที่จำกัด อาทิ ขวดโหล ขวดแก้ว กระถางขนาดเล็ก ฯลฯ ด้วยรูปแบบการตกแต่งที่เก๋ไก๋ โดนใจวัยรุ่น-วัยทำงานกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง

กอปรกับในปัจจุบันพื้นที่สำหรับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่พักอาศัยมีค่อนข้างจำกัด จึงทำให้สวนโหล-สวนถาดประเภทต่างๆ เหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ส่วนในบ้านเราที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจนถึงขนาดทำขายเท่าไร…ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คงต้องพูดถึง “สวนโหลทะเลทราย”

คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ หรือ อาจารย์หนุน เจ้าของธุรกิจสวนกระบองเพชร-ไม้อวบน้ำ ในนาม Exoflora และยังเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกพืชอวบน้ำ กล่าวว่า สำหรับความนิยมสวนโหล-สวนถาดในบ้านเรานั้น มีมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่สำหรับ สวนโหลทะเลทราย นั้น จะมีความสนใจอยู่ที่เราจะใช้ กระบองเพชรและไม้อวบน้ำประเภทต่างๆ มาจัดแบบย่อส่วนในโหลแก้วดีไซน์ต่างๆ พร้อมตกแต่งภายในด้วยหิน ขอนไม้ หรือตุ๊กตาขนาดจิ๋ว ตามแต่จินตนาการที่จะนำมาตกแต่งสวน สร้างเรื่องราวในสวนของเราเอง

สำหรับจุดเด่นของสวนโหลทะเลทรายนั้น อยู่ที่กลุ่มของต้นไม้ที่นำมาใช้จัดสวนมีความทนทานและไม่ต้องรดน้ำมาก สามารถดูแลรักษาได้ง่าย แค่ให้อยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว สามารถตอบโจทย์คนที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม-อพาร์ตเมนต์ ซึ่งพื้นที่จำกัดในการปลูกต้นไม้ได้เป็นอย่างดี

หรือหากใครจะนำไปสร้างเป็นชิ้นงานไอเดียเพื่อการค้า ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยครับ เพราะตลาดยังคงเปิดกว้างมากๆ และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันอีกด้วยครับ

เร็วๆ นี้ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) ได้จับมือกับ คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ หรือ อาจารย์หนุน เจ้าของธุรกิจสวนกระบองเพชร-ไม้อวบน้ำ ในนาม Exoflora มาเปิดสอนหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

โดยภายใน 1 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ เทคนิคการแต่งสวนสวยในโหลแก้วดีไซน์สุดเก๋ไม่เหมือนใคร แถมแนะนำเทคนิคการขยายพันธุ์ไม้อวบน้ำ และกระบองเพชรหลากหลายชนิด พร้อมตอบทุกข้อสงสัยในชั่วโมงเรียน และแนะแนวทางการทำธุรกิจให้อีกด้วย ใน วันที่ 24 กันยายน 2559 นี้

“ในคอร์สเรียนนี้ทุกคนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การขยายพันธุ์กระบองเพชรและไม้อวบน้ำ, พร้อมเรียนรู้เทคนิคขั้นตอนการปาดยอด, การปักชำใบ, การเพาะเมล็ด พืชในกลุ่มกระบองเพชร และฮาโวเทีย โดยทุกคนจะได้ฟังการบรรยายและลงมือปฏิบัติจริงในการเรียนวันแรก”

“ส่วนวันที่สองจะเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องเทรนด์ของสวนโหลแก้วในตลาด และการเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมลงมือปฏิบัติสวนโหลทะเลทรายไปพร้อมกับวิทยากร โดยทุกท่านจะได้รับคำแนะนำตั้งแต่การจัดวางตำแหน่งหิน, สอนการเลือกต้นไม้, สอนการวางตำแหน่งของต้นไม้ เป็นต้น ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการแนะนำแหล่งซื้อ แหล่งขายวัสดุอุปกรณ์ และการตีราคาชิ้นงานแต่ละชิ้น พร้อมพูดคุยแนะนำเรื่องการนำไปขายเป็นอาชีพเสริม และบอกช่องทางการจัดจำหน่าย และชี้แนวทางการตลาดปิดท้ายอีกด้วย” อาจารย์หนุน กล่าว

งานนี้คนที่หลงใหลในการจัดสวน หรือชื่นชอบธรรมชาติย่อส่วน ก็น่าจะตอบโจทย์อยู่ไม่น้อย หรืออยากนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” หรือนำไปทำเป็นธุรกิจเสริมเพิ่มรายได้ ก็ดีเยี่ยม…ไม่แพ้กัน

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร สร้างสวนโหลทะเลทราย กับ คุณปฐม ตั้งประดิษฐ์ (วันที่ 24 กันยายน 2559) นี้ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

“เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต (ตอนจบ)

คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ หรือ เบลล์ ได้เปิดตัวให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักในฐานะ “สตาร์ท อัพ” (Start Up)” หนึ่งในผู้ชนะการประกวดโครงการ “ดีแทค แอคเซอเลอเรท บาธ 4” (dtac accerelerate batch 4) สนับสนุนโดย บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)

ปัจจุบันคุณพงษ์ลดา มีตำแหน่งเป็นผู้ก่อตั้ง (Founder) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของแพลตฟอร์ม ที่ชื่อว่า “เฟรชเก็ต” (Freshket) ที่ดำเนินการภายใต้แนวคิด (concept) ที่ว่า ต้องการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อ (buyer) และผู้ผลิต (supplier) ในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย

เฟรชเก็ตได้ใช้พื้นที่ของ “ฮังก้า โค เวิร์กกิ้ง สเปซ” (Hangar Co working space) บนอาคารจามจุรี สแควร์ พื้นที่ในโลกดิจิตอลของกลุ่มสตาร์ท อัพ เป็นพื้นที่ทำงานในแต่ละวัน

ความทุ่มเทและความพยายามของคุณพงษ์ลดาน่าสนใจตรงที่ความสำเร็จก้าวแรกในฐานะผู้ชนะนั้น ไม่ได้เป็นก้าวแรกอย่างที่เห็นในเบื้องหน้า เพราะเบื้องหลังของเธอผ่านความยากลำบาก ลองผิด ลองถูก มาไม่รู้เท่าไร ที่ต้องลงพื้นที่เพื่อวิจัยตลาดมาอย่างเข้มข้นและคลุกฝุ่น รวมทั้งต้องใช้ชีวิตอย่าง “นกฮูก” มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะอย่างงดงามบนเวที “ดีแทค แอคเซอเลอเรท บาธ 4”

“กว่าจะมาเป็นแพลตฟอร์ม “เฟรชเก็ต” เคยลองทำอาชีพเป็นคนกลาง (supplier) ในการส่งผักสด จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีรายละเอียดมาก เช่น ต้องลงไปหาลูกค้า, ตัดแต่งผัก, คุมคนงาน, ซื้อของ และทำบิล กว่าจะปิดร้าน 4 ทุ่ม กว่าจะเช็กสต๊อก 5 ทุ่ม ถึง ตี 1 เบลล์ต้องลงรายชื่อลูกค้าทั้งหมด เวลาร้านอาหารสั่งมา สั่งผ่านทางไลน์ ผ่านทางอีเมล จากนั้นก็ลงออเดอร์ภายใน 3 นาที แล้วมาเขียน เพื่อจะดูว่า มะเขือเทศเท่าไร ฟักทองเท่าไร ผักกาดเท่าไร เราก็ให้เด็กไปซื้อ หรือไปซื้อเองที่ตลาด”

“ยากมากเลย จึงมาคิดว่า ทำไมมันไม่รวมกันเป็นที่ที่เดียวล่ะ ทุกอย่างต้องทำเองหมด ต้องเขียนเบอร์ ทำบิลอีก ทีละร้าน ใช้เอ็กซ์เซลล์ บ้าง แต่ก็คือ ต้อง in put เข้าไปใหม่หมด” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟังถึงอดีตเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว พร้อมกับเล่ารายละเอียดประสบการณ์ที่คลุกฝุ่นว่า

“จากประสบการณ์ที่ยากลำบากของเบลล์ ในการลงพื้นที่สำรวจตลาด ขับรถไปในซอยอารีย์ ใช้คอนเน็กชั่นทั้งหมดของเราที่เป็นร้านอาหาร ลงพื้นที่ไปสอบถามตามร้านอาหาร ตอนแรกก็เจอแบบเจ้าของร้านไม่อยู่ค่ะ เดี๋ยวมาใหม่นะคะ ไปอีกร้านหนึ่ง เด็กในร้านบอกว่าต้องเจอผู้จัดการ ผมตัดสินใจไม่ได้ครับ รอก่อน ผ่านไป 3-4 ชั่วโมง ได้มา 1-2 ร้าน เขาจะเอาเราหรือเปล่า ก็ไม่รู้ รู้ว่ายาก รู้สึกเสียเวลา”

“ขั้นตอนการทำงานแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ตอนนั้นก็ท้อเหมือนกัน ถ้าเราเจอเจ้าของร้าน เขาจะใช้บริการเรา เพราะเชื่อว่าโปรดักต์เราดี จะไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือ ไม่เจอเจ้าของร้านอาหาร ไม่เจอผู้ที่ตัดสินใจได้ ตรงนี้เราเลยต้องเป็นผู้ทำโปรดักชั่นเอง ตั้งแต่รับออเดอร์ รวมของ ไปซื้อของ เปิดบิล ลองคิดดูซิ เวลาทำงานของเบลล์ คือ ตี 1 ถึง ตี 4 เป็นรูปแบบการทำงานที่มีขั้นตอนเยอะแยะไปหมดเลย เราก็มาคิดว่า เฮ้ย! ทำงานอย่างนี้ ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว และรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมเด็กรุ่นใหม่จัดระบบการทำงานได้” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟัง

หลังจากพบความยุ่งยากอย่างมากในการประกอบธุรกิจ และต้องตื่นพร้อมตลาดสดเปิด เพื่อจับจ่ายสินค้าให้ทันกับร้านอาหารที่สั่งซื้อเข้ามาผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คุณพงษ์ลดาคิดสูตรการทำธุรกิจใหม่เพื่อแก้โจทย์ที่เจอ นั่นคือ การเดินเข้าสู่เส้นทางสตาร์ท อัพ อย่างเต็มตัว

“ถ้าเรารวบรวมซัพพลายเออร์มาได้จากหลายๆ แหล่ง จะเป็นตัวเลือกให้กับคนกลางที่รับซื้อ แต่ที่ผ่านมา อย่างที่เบลล์ทำคือ ซัพพลายเออร์ ฟู้ด เซอร์วิส (supplier food service) ไปหาผลผลิตมา จากนั้นนำไปทำให้สะอาด ตัดแต่ง ส่งให้กับร้านอาหาร ตรงนี้จึงมานั่งคิดว่า ถ้าเรามีผลผลิตเยอะ มีตัวเลือกเยอะ ผู้ซื้อจะตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องผ่านหลายต่อจนเกินไป”

“เมื่อมีความต้องการผลผลิตสามารถเข้ามาในระบบของเฟรชเก็ตได้เลย ทางเราพร้อมบริการ หลายแห่งที่เป็นร้านอาหารเดิมใช้วิธีซื้อตรงกับเกษตรกร แต่เมื่อเรามีบริการ เขาก็ใช้บริการของเบลล์ ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้เลยว่า สามารถสร้างตลาดได้เร็วขึ้นด้วยเฟรชเก็ต และตอบโจทย์ด้วยมาร์เก็ต เพลส เพราะเมื่อคน 2 ฝ่าย หากันไม่เจอ ด้วยพลังของมาร์เก็ต เพลส จะเป็นการรวม 2 คนนี้ คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้มาอยู่ใน มาร์เก็ต เพลส ได้ง่ายๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เบลล์ก็เลยทำเฟรชเก็ตขึ้นมา เพื่อเป็นทั้งตลาดสำหรับของสดและเป็นร้านอาหารไปพร้อมๆ กัน” คุณพงษ์ลดา เล่าถึงต้นกำเนิดไอเดียที่นำมาสู่ความเป็นเจ้าของเฟรชเก็ต

มาถึงวันนี้ คุณพงษ์ลดาก้าวเข้าสู่เส้นทางสตาร์ท อัพ มาเป็นเวลา 5 เดือน แต่ชีวิตจริงอยู่กับวัฏจักรของเกษตรกรมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวมีอาชีพเป็นผู้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร (trading local) ทำให้เธอคลุกคลีกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่อายุน้อย และมีโอกาสไปสัมผัสตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง มาตลอด จนกระทั่งเรียนจบ นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบที่เธอเห็นภาพกว้างของธุรกิจซื้อขายผักสด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้เป็นที่มาของคำพูดหนึ่งซึ่งคุณพงษ์ลดาพูดไว้อย่างกินใจว่า การเข้ามาเป็นสตาร์ท อัพ ด้วยแพลตฟอร์มของ “เฟรชเก็ต” มาจากใจที่เธอต้องการทำให้ “ราคาสินค้าเกษตร” เกิดความเป็นธรรม เกษตรกรควรได้ราคาขายที่สมเหตุสมผล และไม่ถูกกดราคาเหมือนในอดีต

“เบลล์รู้สึกว่า เกษตรกรได้เงินน้อย และไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างบางทีของล้น มีคนกดราคาหน้าสวน จากกิโลกรัมละ 5 บาท เหลือกิโลกรัมละ 1-2 บาท เรารู้สึกว่า อุตสาหกรรมนี้ควรมีความยุติธรรม เบลล์เติบโตมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ เห็นตั้งแต่เกษตรกร ไปจนถึงร้านอาหาร เห็นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เบลล์เข้าใจในระดับหนึ่ง และอยากจะค่อยๆ แก้ไป ทีนี้เราแก้ในฝั่งของซัพพลายเออร์ก่อน ต่อไปซัพพลายเออร์ จะมีวิถีทางของซัพพลายเออร์ แล้วเราจะทำให้เขาเจอเกษตรกร ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ ส่วนเฟรชเก็ต มีตลาดให้จัดจำหน่าย ซึ่งเราอยากจะมีช่องทางให้เกษตรกร ให้มีผู้ผลิต มีผู้ขาย เป็นช่องทางหนึ่ง” คุณพงษ์ลดา เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

คำว่า “สตาร์ท อัพ” ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นความหมายที่มาพร้อมกับคำว่า เริ่มเมื่อยังไม่พร้อม และคุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ได้ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการแนะนำหนังสือ “สร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มตอนที่ไม่พร้อม” (THE LEAN STARTUP) เขียนโดย อีริค ไรส์ (ERIC RIES) อ่านแล้วมี 2 อย่าง คือ เข้าใจสตาร์ท อัพ มากขึ้น กับอยากเป็นสตาร์ท อัพ

ล้อมกรอบ

“คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์” ผู้มาพร้อม “หัวใจ”

คุณพงษ์ลดา จบการศึกษาสาขาอะไร?

เบลล์ จบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้น มาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด (consult marketing) อยู่ปีหนึ่ง ก่อนทำงานด้านสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer products) จริงๆ โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนเทคโนโลยีต่ำ (low tech) มาก เมื่อปีที่แล้วมีรุ่นพี่คนหนึ่งชวนไปทำแอพพลิเคชั่น (application) ทำให้ดึงเราเข้ามาในโลกสตาร์ท อัพ และโลกเทคโนโลยี เรารู้สึกว่าเทคโนโลยีพวกนี้เปลี่ยนแปลงวงกว้างได้จริงๆ แค่ในมุมที่เรามีพื้นฐานเรื่องของคอนซูมเมอร์ รีเซิร์ส อยู่แล้ว เราไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องเทคโนโลยี แต่พอมีพื้นฐานเรื่องเทคโนโลยีปั๊บ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้ามาจับในตลาดเฟรชเก็ต ปุ๊บ เบลล์ว่ามันสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งอินดัสเตรียลได้เลย มันมีพลัง

เคยอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมาก่อนไหม?

ใช่ค่ะ เคยทำแอพพลิเคชั่นมา ก็เลยคิดว่าโปรแกรมช่วยได้ พอสักพักหนึ่งก็คิดว่า จริงๆ ฝั่งซัพพลาย เราสามารถที่จะดีลกับเขาเข้ามา เราไม่จำเป็นต้องทำให้เราคนเดียว แต่เราก็ทำให้เขาด้วยสิ เพราะทุกคนก็มีปัญหาเหมือนเรา พอเราไปคุยกับซัพพลายเออร์รายอื่นๆ ก็มีปัญหาเดียวกัน หาลูกค้าลำบาก เป็นเวย์ทูเวย์ (way to way) เราก็เลยทำโปรแกรมขึ้นมา เพราะในเมื่อคนอื่นก็มีปัญหาเหมือนเรา แล้วเบลล์ก็รู้สึกว่า ตั้งแต่เด็กๆ ที่เบลล์อยู่ในวงการเกษตรมา เบลล์มีความฝัน เบลล์อยากช่วยเกษตรกร ตั้งแต่เห็นเกษตรกร เราอยากช่วยเขา เรารู้สึกว่าเกษตรกรทำงานหนักจังเลย เหมือนกับเราไปสวน บางทีก็เห็นว่า เกษตรกรไทยขาดความรู้ เขาก็ใช้ยาฆ่าแมลง

ประสบการณ์ทำอะไรในแอพพลิเคชั่น?

เคยเป็นผู้ก่อตั้ง (hold founder) มาก่อน เพราะมีพี่คนหนึ่งสนิทกันมาก เราไปทำงานด้วยกันตั้งแต่การวิจัยผู้บริโภค (consumer research) จากนั้นก็ไปคิดว่าจะสร้าง (generate) หรือจะทำอะไรกันดี ก็ไปทำ คอนซูมเมอร์ รีเสิร์ช สืบค้น (keyword) ไป สืบค้นมา จนมาเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ (solid idea) ที่จะทำ แล้วก็รับสมัครคนมาสร้างแอพ

โจทย์ก็คือ ต้องการสร้างแอพ 1 แอพ เราก็จะมีฐานลูกค้า เราดูเรื่องฐานลูกค้า พี่เขาดูเรื่องของเทคโนโลยี มาเจอกันพอดี และความที่เราสนิทกัน พูดกันด้วยทุกเรื่อง และความที่เราก่อตั้งมาด้วยกัน ก็ต้องเข้าไปยุ่งในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเทคโนโลยีต่ำ (low tech) ยังไง ก็ต้องเข้าไปยุ่ง และเราก็ว้าว ว้าว ว้าว ขึ้นเรื่อยๆ ฮึ้ย! มันเป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ เป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากๆ (fast learning)