อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

คุณจเร ชีวะธรรม วัย 69 ปี หรือ ลุงโจ้ ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม “บ้านสวนลุงโจ้” อยู่ที่ เลขที่ 290 หมู่ที่ 6 บ้านนาดอกไม้ ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมก็เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีคู่ชีวิตคือ คุณศรีนิล รับราชการครู ปัจจุบันเกษียณแล้ว และหลังจากเกษียณตั้งใจว่าจะอยู่แบบเงียบๆ กับธรรมชาติ เพราะมีความชื่นชอบกับธรรมชาติเป็นทุน มีทุนส่วนหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินไว้ 8 ไร่เศษๆ ปลูกบ้านและหวังจะปลูกต้นไม้ใบหญ้า ตามแนวคิดของคนรักธรรมชาติ

ช่วงที่ทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชอบค้นคว้าหาตำรามาอ่านเกี่ยวกับการเกษตร ทดลองปลูกไปตามแนวคิดที่เข้าใจ และตั้งใจว่า หากจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ จะเริ่มต้นการทำเกษตรแบบใด พร้อมคิดว่าบนเนื้อที่สามารถปลูกอะไรได้บ้าง และก่อนที่จะเกษียณได้ไปพบเห็นการปลูกอินทผลัมกินผลที่จังหวัดเชียงใหม่ ลองศึกษาว่าสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่ของสกลนคร

ประกอบกับอินทผลัมกินผล เป็นพืชที่ตนเองจับตามองมานานและมีความชอบ เพราะเป็นได้ทั้งไม้ประดับและสามารถกินผลได้ สิ่งที่สำคัญตนเองก็ชอบกินผลไม้ชนิดนี้ด้วย กินได้ทั้งผลสดและสุก หวานฉ่ำชุมคอ เรียกว่าเป็นผลไม้ประจำตัวที่ชื่นชอบที่สุด

บ่อยครั้งที่ญาติหรือเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มาเยี่ยม จะซื้ออินทผลัมมาฝาก ก็จะเก็บเมล็ดไว้เพื่อนำมาศึกษาและปลูก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ช่วงทำงานได้มีโอกาสหรือเป็นความโชคดี ที่สายงานของตนที่ทำอยู่ มีโครงการที่ทำและสนับสนุนเกษตรพอเพียง ประกอบกับได้ศึกษาและมีความรู้ในส่วนนี้อยู่พอสมควร จากการได้เข้าฝึกอบรมหลายครั้งหลายโครงการ ส่งเสริมการปลูกพืชให้กับพี่น้องเกษตรกร ปลูกพืชทุกชนิดที่มีและที่กิน จึงทำให้หันกลับมามองที่ตนเองว่า น่าจะทำสวนที่บ้านของตนเองด้วย เพื่อให้เกิดความชำนาญและมีความเข้าใจ ซึ่งในช่วงนั้นก็ยังไม่เจาะจงว่าจะปลูกอะไรเป็นหลัก

จากการติดตามข่าวสารทางการเกษตร ทราบข่าวว่า มีการปลูกอินทผลัมกินผลได้แล้วในประเทศไทย จึงเกิดความสนใจ และสอบถามหาที่ปลูก และสุดท้ายทราบว่า ที่สวนโกหลัก จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้เดินทางขอไปเยี่ยมชม หลายครั้ง พบกับ คุณศักดิ์ ลำจวน เจ้าของสวน และพูดคุย ศึกษาการปลูก

ครั้งแรกก็หวั่นใจว่าอินทผลัมจะปลูกได้หรือไม่ แต่พอมาดูตำราหาหนังสืออ่านพบว่า แม้ในทะเลทรายยังปลูกได้ จึงตัดสินใจใช้เนื้อที่มีอยู่ลองทำดู

ลงมือปลูก ปี 51

อินทผลัม น่าจะปลูกได้ เพราะใกล้เคียงกับทางภาคเหนือ จึงได้ตัดสินใจซื้อต้นกล้าอินทผลัมจากสวนโกหลัก ที่จังหวัดเชียงใหม่มาปลูก เมื่อปี 2551 เป็นพันธุ์ KL1 (แม่โจ้ 36) เป็นชนิดแบบกินผลสด จำนวน 50 ต้น

ในช่วงปีแรก อินทผลัม ปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแลมาก แต่ต้องคอยตรวจสอบเอาใจใส่ทุกวัน เพราะสิ่งที่จะทำให้ อินทผลัมมีโอกาสเสียหายหรือตายได้คือ ด้วง เพราะหากผิดสังเกตต้องจัดการทันที เมื่อเริ่มปีที่ 2 อินทผลัมจะออกดอกและให้ผลผลิต สามารถตัดขายได้ เพราะกินผลสด

ต่อมาในปีที่สองได้เพิ่มอีกจาก 50 ต้น เป็น 100 ต้น บนเนื้อที่ 8 ไร่

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม ปลูกได้ทุกที่ในประเทศไทย ที่สำคัญปลูกและดูแลง่ายกว่าพืชชนิดอื่นๆ

สำหรับแนวการปลูกของตนเอง ใช้ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 8×8 เมตร ความกว้างของหลุม 50×50 เซนติเมตร และที่สำคัญอีกประการคือ อินทผลัม มีความต้องการน้ำพอสมควร และขาดไม่ได้

ในช่วงที่เริ่มปลูกนั้นอินทผลัมยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก เรียกได้ว่าได้รับความนิยมน้อย เพราะจากการสอบถามหลายคนก็บอกว่าหรือคิดว่ายังไงก็ปลูกไม่ได้ดีแน่นอน

ช่วงที่ตนเองคิดปลูกมีแต่คนหัวเราะเยาะเย้ยว่า เสียเวลาเปล่าแน่นอน และยังถามอีกว่า เมื่อไหร่จะได้กิน

“จำได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต้นปาล์มต้นแรกได้ฤกษ์ลงปลูก และ 1 ปีผ่านมา ก็เริ่มให้ผลผลิตออกมาให้เห็นแล้ว ในจำนวนนั้น มีทั้งตัวผู้และตัวเมียปนอยู่ ด้วยความที่มีการดูแลอย่างดี จนเกินไปหรือไม่ ไม่สามารถได้ลิ้มลองผลผลิตชุดแรกแต่อย่างใด” ลุงบอก

สาเหตุมาจากการห่อผลที่มิดชิดเกินไป ทำให้อินทผลัมร่วงก่อนเวลาอันควร

เมื่อเป็นอย่างนั้น ได้โทร.ปรึกษาทางสวนโกหลักที่เชียงใหม่ตลอดเวลา ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ผลร่วง ทำให้รู้และเข้าใจอินทผลัมมากขึ้น และหลังจากนั้นต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกออกมาเป็นตัวเมียกว่า 30 ต้น ทำให้เรียนรู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้นกับกระบวนการว่าจะดูแลอย่างใด ให้อินทผลัมได้ผล 100% และทำให้ได้กินผลสด

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม มีระบบรากที่แกร่ง ซึ่งระบบรากเหมือนหญ้าแฝก มีความยาวและชอนไชลงได้ลึก หาอาหารเก่ง หากปลูกบนพื้นที่ดินร่วนปนทราย ทำให้อินทผลัมหาอาหารได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังพบว่า ปลูกได้ในพื้นที่มีดินเค็ม จากประสบการณ์ที่พบเอง เมื่ออินทผลัมมีศัตรูเข้ากัดกิน ทำให้ใบเสียหายทั้งหมด เมื่อเข้าไปฟื้นฟูดีขึ้น กลับมีโรคเข้าโจมตีอีก ทำให้เฉาแห้ง จึงได้ทดลองดึงต้นขึ้นมาทั้งหมด พบว่ารากของอินทผลัมมีความยาวหลายเมตร เจาะลึกลงไป แสดงว่าปลูกได้ง่าย ตายยาก

การเตรียมพื้นที่ปลูก

สำหรับเกษตรกรรายใหม่

ลุงโจ้ แนะนำเกษตรกรที่ต้องการปลูกว่า ความจริงไม่ได้เชี่ยวชาญในการปลูก แต่จากการที่คลุกคลีอยู่กับอินทผลัมนั้น ทำให้มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ การเตรียมพื้นที่ปลูกก็เหมือนการเตรียมการปลูกพืชอื่นๆ ทั่วไป แต่จะแตกต่างเฉพาะบางพื้นที่อาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากสภาพอากาศ ทำเล ที่ตั้ง และแหล่งน้ำที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็มีผลเช่นกัน

แต่สำหรับพื้นที่ในจังหวัดสกลนคร ในสายตาตนเองมองว่าเป็นแหล่งปลูกอินทผลัมชั้นยอดทีเดียว สังเกตจากที่เห็นว่าเมื่อนำอินทผลัมมาปลูกไม่นานก็ให้ผลผลิตไวมาก บางช่วงใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ก็ออกผลผลิตมาให้ได้ชื่นใจแล้ว

ส่วนการปลูกจะมีการเตรียมร่องปลูกแบบยกโคกสูง (รูปกะละมังคว่ำ) เพราะเป็นการป้องกันน้ำท่วมขังโคน ทำให้รากเน่าได้หากน้ำมากเกินไปและขังนาน

หลังจากทำโคกสูงแล้วขุดพรวนดินผสมปุ๋ยคอก 1 ส่วน ยกให้สูงขึ้นอีกราว 25-30 เซนติเมตร ก้นหลุมรองด้วยฟางข้าวแห้ง ส่วนปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอกจากมูลโคเท่านั้น ส่วนความห่างระยะระหว่างต้นอยู่ที่ 8-9 เมตร หรือขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่นั้น

เมื่อเตรียมหลุมและนำต้นอินทผลัมลงปลูกแล้ว วิธีปลูกให้ดึงถุงแกะออกเล็กน้อย ดึงรากที่ขึ้นขดในถุงให้เหยียดตรง และให้ตัดรากออกเล็กน้อย นำลงปลูกในหลุม กลบให้แน่น รดน้ำตามไปพอดินยุบตัวลง ให้เติมดินที่เตรียมคลุกไว้ใส่ให้เต็ม สูงประมาณ 20 เซนติเมตร และทิ้งไว้อีกประมาณ 2 วัน จึงรดน้ำ การรดน้ำในสูตรของตนคือ ควรเว้นระยะ รด 3 วัน แล้วเว้นอีก 3 วัน แต่ต้องดูสภาพอากาศประกอบด้วย หากในช่วงระยะนั้นอากาศร้อน ควรเว้น 2 วัน

ส่วนการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยคอก 4 เดือนครั้ง และปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะใส่น้อยมาก หากจำเป็นใส่ จะให้สูตร 15-15-15 การใส่เท่ากับความกว้างของทรงพุ่ม แบ่งใส่ 2-4 ครั้ง ต่อปี

เมื่อยามที่อินทผลัมออกผล สิ่งที่แนะนำคือ ต้องการใช้ถุงพลาสติกคลุมช่อผล เพราะเป็นการป้องกันฝน เพราะเมื่อไรก็ตามที่อินทผลัมถูกฝนหรือน้ำ จะทำให้ผลไม่สวยและแตกเสียหายได้ เพราะอินทผลัมเป็นพืชชอบน้ำ แต่ทนแล้งได้ดี

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่อยากปลูกอินทผลัมคือ การต้องมาคอยผสมเกสรระหว่างที่ออกผลผลิต เพราะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย การที่จะทำให้ติดลูกดก บางทีจะรอวิธีธรรมชาติก็ยาก เพราะต้องมีการเลี้ยงผึ้ง นำผึ้งเข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องที่ลำบาก หากเกษตรกรที่ชอบและชำนาญก็ทำได้ แต่ผลผลิตจะไม่เท่ากับเราจัดผสมให้ เพราะได้ทดลองมาแล้ว หากเราผสมเองไม่รอธรรมชาติจะทำให้อินทผลัมมีผลผลิต ต้นหนึ่งตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป หรือที่ออกเป็นพวงอย่างน้อยอยู่ที่พวงละ 7 กิโลกรัม ส่วนการผสม จะนำมากล่าวจะทำให้ไม่ละเอียดมากนัก แต่ไม่ยุ่งยาก เรียนรู้ได้เร็ว เนื่องจากอินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์

ลุงโจ้ บอกว่า สายพันธุ์ที่ปลูกคือ KL1 เป็นพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทย และพัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทย เนื่องจากสายพันธุ์อินทผลัมยังไม่นิ่งมากนัก จึงทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ เกสรตัวผู้ได้ ว่าเกิดจากสายพันธุ์ใด ผลผลิตที่เกิดขึ้นใหม่จึงถูกตั้งชื่อใหม่ทุกครั้ง เมื่อมีการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งเมื่อออกมาจะไม่เหมือนต้นสายพันธุ์ เพราะเป็นรุ่นลูกแล้ว

ในประเทศไทยมีการปลูกมานานนับ 10 ปีแล้ว ผลผลิตก็ไม่น่าจะแพ้ที่ปลูกในต่างประเทศได้ เท่าที่ปลูกมา

ยืนยัน สุดอร่อย

แต่ในเรื่องรสชาติ บอกได้เลยว่า อินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทย อร่อยกว่าของต่างประเทศแน่นอน

เนื่องจากอินทผลัมของต่างประเทศรสไม่หวานเท่าเรา ไม่เหมือนอินทผลัมไทยรสหวานมากและฝาดน้อย ถูกใจคนไทยมากกว่า

สำหรับศัตรู ก็เป็นประเภทแมลง เพราะระยะหลังพบว่า เป็นเชื้อรา ทำลายใบ และต้นเหี่ยว ส่วนที่ร้ายกาจหนักเป็นที่ชอบของด้วง ด้วงแรด ด้วงงวงมะพร้าว จะเข้าทำลาย สังเกตดูต้น เพราะด้วงพวกนี้จะเจาะเข้าไปวางไข่แล้วแพร่ขยายทำลายต้นตายได้ง่าย ต้องตรวจทุกวัน ผิดสังเกตมีรอยเจาะ รีบทำลายทันที

สำหรับในเรื่องตลาดจำหน่าย ปัจจุบัน ผลผลิตมีไม่พอขาย มีการเข้าแย่งกันซื้อถึงในสวน แม้ปัจจุบันจะมีการหันมาสนใจปลูกกันมาก ความสำเร็จได้ผลผลิตที่ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้นจะยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญ

ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา มีการโหมประชาสัมพันธ์กันมาก และขายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรไปปลูก ในส่วนของที่นี่ก็มีการจำหน่ายต้นพันธุ์เหมือนกัน โดยทุกวันนี้ผลผลิตที่ออกมา จะอยู่ที่ 2,000-2,500 กิโลกรัม ต่อปี โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 500 บาท เป็นอินทผลัมกินผลสด

สำหรับท่านใดสนใจ อยากศึกษาเรียนรู้หรือปลูก ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณจเร ชีวะธรรม หรือ ลุงโจ้ โทร. (081) 873-3073, (085) 164-9098 ลุงโจ้ยินดีให้คำแนะนำ หรือศึกษาดูงานได้ ขณะนี้ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต จะมีผลผลิตอินทผลัมออกมาให้ได้ชิมกันมาก เป็นอีกผลไม้ชนิดหนึ่งของไทย

แนะเคล็ดลับ การทำสวนทุเรียนนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

แนะเคล็ดลับ การทำสวนทุเรียนนอกฤดู

ปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียนไทย เพราะราคาสูงกว่าทุกปี ราคาขายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 2,000 ไร่ ก็แห่ปลูกทุเรียนกันเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 ไร่ ส่วนจังหวัดชุมพร ก็ตัดโค่นต้นยาง 200,000 ไร่ เพื่อนำมาปลูกต้นทุเรียนมากขึ้นเช่นกัน แต่การทำสวนทุเรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของต้นทุเรียนเพื่อผลิตทุเรียนคุณภาพดีป้อนตลาดในอนาคต

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เคล็ดลับการผลิตทุเรียนนอกฤดู ของ คุณสุเนตร สุทธิสถิตย์ โทร. (089) 936-1214) ตั้งอยู่พื้นที่บ้านจำรุง หมู่ที่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง จังหวัดระยอง เกษตรกรต้นแบบที่มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนมากว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 600 ต้น จำนวน 4 แปลง กระจายอยู่ในพื้นที่ตำบลกองดิน ตำบลบ้านนา ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง และตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา

สำหรับสวนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเนินฆ้อ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกว่า 200 ต้น เป็นต้นทุเรียนอายุ 30 ปี จำนวน 100 ต้น อายุ 11 ปี จำนวน 30 ต้น อายุ 7 ปี จำนวน 50 ต้น อายุ 6 ปี จำนวน 15 ต้น และ อายุ 3 ปี จำนวน 5 ต้น สำนักงานเกษตรอำเภอแถลง ยกย่องให้สวนแห่งนี้เป็นแปลงสาธิตการผลิตทุเรียนนอกฤดูของอำเภอแถลง

คุณสุเนตร เป็นเกษตรกรที่ขยัน ดูแลจัดการสวนทุเรียนแบบประณีต ตั้งแต่เริ่มมีดอก คอยตัดแต่งกิ่ง ควบคุมทรงต้นให้ต้นทุเรียนมีโครงสร้างต้นที่แข็งแรง รับน้ำหนักผลผลิตได้ดี พร้อมกับดูแลป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุเรียนออกดอกเต็มที่และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

“ปีนี้ มีต้นทุเรียนที่มีผลผลิต ไม่เป็นไปตามเป้าหมายแค่ 5 ต้น สำหรับทุเรียนเบอร์สวย จะเก็บผลผลิตที่ความแก่ 75% ส่งขายให้กับบริษัทส่งออกไปขายตลาดจีน ส่วนทุเรียนเบอร์สวย ผลแก่จัดจะเก็บขายให้พ่อค้าขาประจำ ผลผลิตโดยรวมในปีนี้ ต้นทุเรียนให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 80 ผล น้ำหนัก ผลละ 2-3 กิโลกรัม ราคาขายส่งหน้าสวนประมาณ 80-90 บาท/กิโลกรัม” คุณสุเนตร กล่าว

“อากาศแปรปรวน”

อุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน

คุณสุเนตร บอกว่า ภาวะอากาศแปรปรวน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน เพราะทำให้ปีนี้ ต้นทุเรียนทยอยออกดอกติดผล 5 รุ่น เก็บเกี่ยวรุ่นละ 1 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน-กรกฎาคม ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาในการดูแลจัดการสวนมากขึ้นกว่าเดิม แต่จุดดีคือ ขายทุเรียนได้ในราคาสูง เพราะผลผลิตไม่กระจุกตัวเหมือนกับปีก่อน

สวนทุเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เจอผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวน ดอกกำลังบาน เจอฝนช่วงปีใหม่ ดอกร่วงกันหมด ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ 5-6 ตัน เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยทำได้ถึง 20 ตัน แต่สวนทุเรียนของคุณสุเนตรปีนี้กลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 32 ตัน จากเดิมที่เคยทำได้ 30 ตัน เมื่อปีก่อน เพราะคุณสุเนตรดูแลจัดการสวนตามคำแนะนำของ อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านอารักขาพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอทุเรียน” อาจารย์ดนัยแนะนำให้คุณสุเนตรใช้ “ฟอส ครอป. เค” เป็นปุ๋ยน้ำตัวใหม่ในรูปฟอสฟอรัสแอซิก เป็นทั้งสารอาหารพืช และเป็นวัคซีนป้องกันโรค ช่วยให้ต้นทุเรียนมีขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่าย สารฟอสไฟด์ ช่วยแก้ไขปัญหาโรครากลำต้นกิ่งผลเน่า จากเชื้อราไฟทอปทอร่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนะเคล็ดลับเพิ่มผลผลิต

ทุเรียน ปี 2559/2560

จากปัญหาภัยธรรมชาติที่ผ่านมา เป็นอุปสรรคต่อการปลูกดูแลต้นทุเรียน ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องดอกและผลที่เสียหายจากลมพายุ ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ต้นโทรม เพราะขาดการดูแลอย่างถูกวิธี ชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่สามารถทำให้ต้นทุเรียนออกดอกได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืช จึงร่วมกับนักวิชาการอิสระคือ อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ “หมอทุเรียน” จัดสัมมนาให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ในหัวข้อ “ไม้ผลปีการผลิตหน้าจะก้าวไปอย่างไร? เจียไต๋ มีคำตอบ” ที่จังหวัดจันทบุรี โดยชาวสวนทุเรียนที่สนใจเข้าร่วมงาน ประมาณ 300 ท่าน

อาจารย์ดนัย กล่าวว่า ผมศึกษาจากฐานข้อมูลของนักวิชาการและศูนย์อุตุนิยมวิทยา พบว่า ในฤดูการผลิต ปี 2559/2560 ปริมาณน้ำฝนจะอยู่ในเกณฑ์พอดี ไม่มีภัยแล้ง และไม่มีน้ำท่วม ช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีปัญหาฝนทิ้งช่วงระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ฝนจะตกเพิ่มขึ้นไปจนถึงเดือนตุลาคม หากย้อนดูข้อมูลปริมาณน้ำฝนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า หากมีฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม และมีฝนตกหนักในเดือนสิงหาคม-กันยายน ฝนจะไปหมดประมาณช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้น จะเผชิญกับภาวะอากาศหนาวเย็นลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ไม้ผลออกดอกพร้อมๆ กัน

จากการวิเคราะห์แนวโน้มสภาวะอากาศในปีนี้ คาดว่า ช่วงเดือนตุลาคมจะมีปริมาณการแตกใบอ่อนของไม้ผลรุ่นธรรมชาติเป็นจำนวนมากในทุกพืช เป็นเหตุให้ผลผลิตรุ่นแรกมีปริมาณการออกดอกน้อย และเข้าสู่ตลาดน้อย สินค้ามีราคาสูง ช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีลมหนาวเข้ามาส่งเสริมให้ไม้ผลได้รับความเครียด และจะออกดอกพร้อมๆ กัน เป็นจำนวนมากถึงเดือนธันวาคม ทุกๆ พืช ปริมาณดอกเริ่มมากขึ้น ผลผลิตจะล้นตลาด เป็นเหตุให้ราคาอ่อนตัวลงมาก

ส่วนเดือนธันวาคม ลมหนาวยังมีอิทธิพลให้ไม้ผลที่แตกใบอ่อนในเดือนพฤศจิกายนออกดอกรุ่นหลังในเดือนมกราคม แต่จะมีปริมาณไม่มากนัก เพราะพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ออกดอกหมดแล้วในเดือนธันวาคม ถึงจะแตกใบอ่อนมาจากเดือนตุลาคมก็ออกดอกได้ สำหรับเดือนมกราคม 2560 เป็นเดือนที่ดอกของไม้ผลกำลังอยู่ในระยะดอกบานเป็นส่วนใหญ่ คาดว่าจะพบปัญหาด้านแมลงศัตรูพืชรุนแรง โดยเฉพาะเพลี้ยไฟที่เป็นอาการของทุเรียนหนามจีบหรือหัวจีบ และการระบาดของไรแดง รวมถึงเพลี้ยแป้ง เพลี้ยต่างๆ ทำให้หนามล้มได้

เดือนมีนาคม-15 เมษายน เป็นช่วงระยะเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนนอกฤดู (กลุ่มทำสาร) และมังคุดที่ออกดอกรุ่นแรก ในวันที่ 25 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม ราคาและการตลาดคงดี เพราะมีปริมาณผลผลิตเข้ารุ่นแรกในปริมาณน้อย เดือนเมษายน-พฤษภาคม ตั้งแต่ วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไป จนถึง 20 พฤษภาคม คาดว่าผลผลิตของไม้ผลต่างๆ จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น อันเป็นผลมาจากลมหนาวในเดือนธันวาคม จึงคาดการณ์ว่าราคาผลผลิตจะเริ่มมีความแปรปรวนและผลผลิตล้นตลาด

เดือนมิถุนายน ผลผลิตของไม้ผลโดยรวมเริ่มมีปริมาณที่น้อยลง เป็นเหตุให้ความต้องการของตลาดเริ่มสูงขึ้น ราคาน่าจะขยับสูงขึ้นตาม แต่เกษตรกรจะต้องประสบกับความเสียหายของผลผลิต อันมีเหตุปัจจัยมาจากมีปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพ เช่น ทุเรียนเนื้อแข็งเป็นไต มังคุดอาการยางไหลไส้เหลือง และโรคผลเน่าของไม้ผลต่างๆ

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศในประเทศไทย และในภาคตะวันออก ในปีการผลิต 2558/2559 ที่ผ่านมาเป็นเหตุปัจจัยหลักที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้เป็นอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่การมีฝนตกต่อเนื่องผิดฤดูกาลคือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นระยะที่ไม้ผลควรจะออกดอก แต่กลับมีการแตกใบอ่อนเป็นจำนวนมาก และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์เกิดสภาวะลมหนาวเย็นและกระแสลมแรงมาก จนทำให้ผลไม้ร่วงหล่นเสียหาย ดอกที่กำลังบานก็ไม่สามารถติดผลได้ ยังประสบกับสภาวะภัยแล้งทุกพื้นที่ จากสภาพความเสียหายดังกล่าว ทำให้ไม้ผลพืชเศรษฐกิจบางส่วนไม่ได้ให้ผลผลิตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่บางส่วนเสียหายมากจนต้องได้รับการจัดการดูแลอย่างดี

เพื่อเตรียมการเข้าสู่ฤดูการผลิตต่อไป อาจารย์ดนัย มีข้อแนะนำดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การจัดการฟื้นฟูสภาพต้นทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยประมาณ) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องประเมินสภาพความสมบูรณ์ของต้นว่าอยู่ในระดับใด เพื่อส่งผลต่อขั้นตอนการจัดการฟื้นฟูสภาพต้น โดยดูจากสภาพใบ

ขั้นตอนที่ 2 การปรับโครงสร้างสวนการตัดแต่งกิ่งและการควบคุมโรครากลำต้นเน่า การตัดแต่งกิ่ง เป็นประเด็นสำคัญในความหมายตรงนี้ จะแตกต่างกันออกไปจากการตัดแต่งเพื่อปรับโครงสร้างสวน เพราะการตัดแต่งตรงนี้เป็นการตัดแต่งเพื่อส่งเสริมหรือสนับสนุนการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน เช่น การตัดกิ่งแขนง การตัดแต่งดอก การตัดแต่งผล และการตัดแต่งกิ่งเพื่อส่งเสริมการออกดอก

จากการศึกษาของอาจารย์ดนัย พบว่า ทุกขั้นตอนมีหลักการสำคัญที่สามารถยึดเป็นหลักในการนำไปสู่การปฏิบัติได้ดังนี้ เริ่มจากการตัดกิ่งแขนง แขนงคือ กิ่งที่มีขนาดเล็ก จะเกิดขึ้นภายในกิ่งใหญ่ โดยจะเกิดด้านข้างของกิ่งหรือด้านล่างกิ่งใหญ่ แขนงมีประโยชน์มากโดยสามารถที่จะสังเคราะห์แสงสำหรับต้นที่ไม่มีใบนอกทรงพุ่มหรืออาการเจ็บป่วยจากอาการยอดแห้งใบ แคระแกร็น และที่สำคัญยังเป็นตัวดึงพลังงานที่ใบด้านนอก ส่วนยอดผลิตแล้วให้ไหลลงมาสะสมตามกิ่งแขนง เพื่อสร้างตาดอกอีกด้วย จึงพบว่ามีการออกดอกได้ดีและทั่วต้น

อาจารย์ดนัย แนะนำหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ไม่ตัดแต่งต่อเมื่อหากพบว่าทุเรียนต้นนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบด้านนอก และขาดความสมบูรณ์ หรือมีการระบาดของโรครากลำต้นเน่า โรคใบแก้วหรือใบด่างเหลือง

2. เมื่อพบว่าเป็นระยะที่ทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในระยะไข่ปลาหรือตาปู และจะตัดแขนงได้เมื่อดอกมีปริมาณมากพอ อยู่ในระยะเหยียดตีนหนูขึ้นไป

อาจารย์ดนัย แนะนำให้ตัดแต่งกิ่งแขนงต่อ ใน 5 กรณี คือ

1. เมื่อต้องการให้ทุเรียนแตกใบอ่อน หรือเมื่อใบอ่อนเริ่มแตกและต้องการให้การแตกใบอ่อนดีขึ้น

2. เมื่อต้องการให้ทุเรียนออกดอกในรุ่นธรรมชาติ โดยต้องมีส่วนประกอบอื่นๆ คือ ต้นสมบูรณ์ ใบแก่ อากาศเริ่มมีความหนาวเย็น หรือมีสภาวะฝนทิ้งช่วง

3. เมื่อต้องการที่จะเตรียมต้นเพื่อผลิตทุเรียนนอกฤดู

4. เมื่อมีการตัดแต่งดอกทุเรียน ให้ดอกมีความสมบูรณ์ ไม่เป็นที่หลบอาศัยของศัตรูพืช

5. เมื่อพบว่าหลังจากการออกดอกแล้วหรือติดผลแล้วมีการแตกแขนงภายในตามตำแหน่งตาดอกหรือผลอ่อนที่หลุดร่วง โดยมักจะเป็นแขนงที่ท้องกิ่งด้านล่าง

อาจารย์ดนัย แนะนำการปรับโครงสร้างของสวนเพื่อผลในการป้องกันโรค โดยปรับปรุงระบบหัวจ่ายน้ำ ไม่ให้น้ำเหวี่ยงโดนบริเวณลำต้นตรงจุดนี้ ต้องให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม เกษตรกรต้องให้ทำทุเรียนแห้งนานถึง 6 เดือน ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคลำต้นเน่า จะลดลงอย่างมาก ยกเว้น ต้นที่มีอาการรากเน่าอยู่แล้ว หากเปิดหัวเหวี่ยงเข้าต้นได้เพียงเล็กน้อยกันอาการเปลือกแตกต้นโทรม และถ้าเป็นไปได้ให้ปรับระบบเป็นให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ รวมถึงสารเคมีหรือยาฆ่าเชื้อได้จะเป็นผลดีอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 การจัดการใบเพื่อเตรียมความพร้อมของต้นต่อแผนการผลิต การผลิตทุเรียน โดยทั่วไปจะมีแนวทาง 3 ประการ คือ การผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติและรุ่นหลัง หรือรุ่นล่า คือออกดอกเก็บเกี่ยวช้ากว่าแปลงอื่นๆ ซึ่งตามลักษณะของพื้นที่และในสภาพต้นทุเรียนในแปลงเดียวกัน ก็อาจจะมีความพร้อมที่แตกต่างกันได้ เกษตรกรต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้สภาพใบโดยรวมมีความสมบูรณ์และมีปริมาณใบที่ใกล้เคียงกัน ตรงจุดนี้คือความหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมของต้น

ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมความพร้อมของต้นและใบในใบชุดสุดท้ายก่อนการออกดอก อาจารย์ดนัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ความหมายของใบที่ 2 หรือ 3 ทำความเข้าใจได้ยาก โดยแต่ละคนจะเรียกไม่เหมือนกัน แต่หากได้ดำเนินการมาจาก ขั้นตอนที่ 3 แล้วเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจะทราบดีว่า “ใบสุดท้าย” คือใบรุ่นใดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในการผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติหรือรุ่นล่าหรือรุ่นหลัง จะแตกต่างกันที่ วัน เดือน ปี แต่การจัดการเหมือนกันคือ “การสะสมความสมบูรณ์ของต้นให้พร้อมต่อการออกดอก”

อาจารย์ดนัย ให้ข้อสังเกตว่า ใบอ่อนทุเรียนชุดสุดท้ายนี้จะแตกต่างกัน เช่น

ทุเรียนที่ผลิตนอกฤดู (ทำสาร) จะแตกใบอ่อนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ทุเรียนที่ผลิตหัวธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือนกันยายน

ทุเรียนที่ผลิตธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือการดูแลไม้ผลอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ ได้ที่เบอร์โทร. (092) 656-9529 เวลา 8.00-13.00 น. ได้ทุกวัน

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

โครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไก่พื้นเมือง ที่มีกรมปศุสัตว์เป็นแม่งาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่เกษตรกรเลี้ยงในแต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ และสืบค้น รวบรวมภูมิปัญญา เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้ในการเลี้ยง การผลิตให้ถูกหลัก วิชาการ และควบคุมโรคระบาด

ทั้งนี้ มีการประเมินเบื้องต้นว่าไก่พื้นเมืองจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ประดู่หางดำ ไก่ชี ไก่แดง และไก่เหลืองหางขาว มีศักยภาพในการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมกับมอบหมายภารกิจให้ศูนย์วิจัยเชียงใหม่ ดูแลรับผิดชอบไก่ประดู่หางดำ, ศูนย์วิจัยท่าพระขอนแก่น ดูแลรับผิดชอบไก่ชี, ศูนย์วิจัยสุราษฎร์ธานี ดูแลรับผิดชอบไก่แดง และศูนย์วิจัยกบินทร์บุรี ดูแลรับผิดชอบไก่เหลืองหางขาว

คุณธีระชัย ช่อไม้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี กล่าวว่า โครงการงานปรับปรุงพันธุ์ไก่เหลืองขาวได้ทำกันมาตลอดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี โดยในช่วง 5 ปีแรก เป็นความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากแผนงานจะเริ่มต้นด้วยการออกสำรวจพื้นที่ทุกแห่งเพื่อค้นหาพันธุกรรม ทั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องการแค่จะค้นพบสายพันธุ์ไก่เหลืองหางขาวที่แท้จริง แต่ควรมีการเก็บพันธุกรรมที่ดีไว้เป็นข้อมูลในคราวเดียวกันด้วย

จากนั้นจึงไปหาซื้อพันธุ์ไก่มาจากทุกแหล่งในประเทศ แล้วนำมาเลี้ยงแยกกลุ่ม มีการทำรหัส เลข และสี เพื่อระบุที่มาและประวัติไก่ทุกตัว ทั้งยังมีการบันทึกข้อมูลลำดับขั้นตอนการเจริญเติบโตตั้งแต่ในช่วงเป็นไข่จนกระทั่งโตเต็มวัยว่าเป็นไก่ตัวไหนเพื่อจะได้สืบค้นได้ถูก

สำหรับฝูงไก่ที่กำหนดไว้ในโครงการมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 400 ตัว ซึ่งประกอบด้วย แม่พันธุ์จำนวน 350 ตัว พ่อพันธุ์จำนวน 70-80 ตัว จากนั้นจึงให้มีการผสมพันธุ์ จนเมื่อได้ลูกไก่ออกมา พบว่ามีหลากหลายสีมาก จึงต้องจัดการคัดแยกลูกไก่ที่ดูแล้วมีลักษณะใกล้เคียงออกมาไว้ต่างหาก และต้องทำตามขั้นตอนเช่นนี้ทุกปี โดยจะต้องคัดเลือกให้ตรงตามคุณลักษณะเด่นของสายพันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว ไม่ว่าจะเป็นที่ปาก แข้ง รวมถึงสร้อยต้องมีสีเหลืองและหางมีสีขาว

ดังนั้น จึงต้องเลี้ยงด้วยกรงตับ แล้วเมื่อได้ไข่จะทำเครื่องหมายไว้ทุกใบ เพื่อต้องการจับคู่แม่-ลูกให้ถูกต้อง จะต้องมีการคัดแยกในทุกระยะ ทุกขั้นตอนของการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นระยะฟัก ระยะอนุบาล ระยะเล็ก ระยะรุ่น และระยะพ่อ-แม่พันธุ์ ทั้งนี้ เพื่อดูพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตลอดเวลา จึงต้องหมั่นสังเกตแล้วคัดแยกไก่ที่มีลักษณะถูกต้องไว้

นอกจากการคัดเลือกตัวไก่แล้ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการเก็บข้อมูลเรื่องไข่ของไก่พื้นเมืองด้วย เพื่อนำมาศึกษาว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร มีความเหมือนหรือแตกต่างจากไก่ไข่ทั่วไปอย่างไร แล้วผลจากการเก็บข้อมูลไข่พบว่าไก่เหลืองหางขาวมีสีเปลือกตั้งแต่เป็นสีครีม สีขาว และน้ำตาลอ่อน ซึ่งแตกต่างจากไข่ไก่ที่วางขายเนื่องจากมีสีน้ำตาลเข้ม ดังนั้น ถ้าไปเดินตามตลาดที่มีชาวบ้านนำไข่มาวางขายแล้วพบว่าไข่ไก่สีอ่อนขาวนวล แสดงว่าเป็นไข่ของไก่พื้นเมือง

ผอ. ศูนย์วิจัย เผยว่า ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์ไก่พื้นเมืองทั้งที่อยู่ในถิ่นและนอกถิ่น (อนุรักษ์ในถิ่นหมายถึง การนำไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบธรรมชาติ เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ ส่วนการอนุรักษ์นอกถิ่นหมายถึง ความรับผิดชอบของศูนย์วิจัยที่ต้องดูแลและอนุรักษ์ไก่ไว้)

สำหรับชาวบ้านนำไก่เหลืองหางขาวไปใช้ประโยชน์คือ กลุ่มที่ต้องการเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร หรือขายเป็นไก่บ้าน อีกกลุ่มเลี้ยงเพื่อใช้เป็นไก่สวยงาม มีการแยกเพศแล้วส่งประกวด โดยกลุ่มนี้ต้องการให้ไก่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ กลุ่มต่อมาเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน อาจไม่เน้นสีสันเท่าไร แต่ขอให้มีคุณสมบัติเด่นในการตี โดยกลุ่มนี้นิยมไก่ที่มีขนาดไม่เกิน 3 กิโลกรัม

“นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความต้องการจากสถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยเรียนรู้ ถึงแม้ความต้องการไก่ของกลุ่มนี้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการนำไปใช้ต่อยอดเพาะ-ขยายเป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว เห็นว่าจะสร้างคุณประโยชน์มากมาย”

ภายหลังจากการอนุรักษ์นอกถิ่นเสร็จแล้วจะต้องนำไก่พื้นเมืองกลับไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบอนุรักษ์ในถิ่น เพราะโดยแท้จริงแล้วไก่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ จะต้องหากินเอง ผสมพันธุ์กันแล้วฟักไข่เอง จึงจะเป็นไก่พื้นเมืองที่แท้จริง

สำหรับการผลิตพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อจำหน่าย คุณธีระชัย บอกว่า ที่ศูนย์มีการเพาะ-เลี้ยงลูกไก่ตลอดเวลา ในแต่ละสัปดาห์จะขายลูกไก่ออกไปประมาณ 300-400 ตัว อายุไก่ที่ขายเป็นลูกไก่ที่มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ ราคาขายตัวละ 15 บาท เป็นการขายเหมารวมเพศ

“ที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการมากเพราะยอดการสั่งจองมีเข้ามามากถึง 5,000-6,000 ตัว จนต้องมีการระงับการจองในบางคราวเพื่อให้สามารถเพาะลูกไก่ได้ทันเวลา โดยลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน และในบรรดาความต้องการเลี้ยงมีกลุ่มที่เป็นชาวบ้านนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นไก่พื้นเมืองจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่น”

ผอ. ศูนย์วิจัย แนะนำวิธีเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบถูกต้องและประหยัดว่า ควรมีการกำหนดพื้นที่เลี้ยงให้สอดคล้องกับโรงเรือน ทั้งนี้ มีการสำรวจออกแบบสถานที่สำหรับเลี้ยงไก่พื้นเมืองว่าควรมีพื้นที่ด้านนอกประมาณ 6 คูณ 6 เมตร เฉพาะโรงเรือนมีขนาด 2.50 คูณ 2.50 เมตร สามารถเลี้ยงไก่ได้จำนวน 15-20 ตัว โดยมีราคาคอกไก่และโรงเรือนประมาณ 8,500-9,000 บาท อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความประหยัดควรใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ในท้องถิ่น

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทางศูนย์วิจัยกบินทร์บุรีทำอยู่คือ การเลี้ยงไข่ไก่แบบอิสระ เนื่องจากเป็นการช่วยในเรื่องการลดต้นทุน เพราะที่ผ่านมาการเลี้ยงในกรง หรือในคอก พบว่ามีต้นทุนสูง แต่ในรูปแบบการเลี้ยงอิสระนี้จะปล่อยให้ไก่ออกหาอาหารตามธรรมชาติในบริเวณพื้นที่จำกัด ซึ่งไก่สามารถหาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืช/แมลง ครั้นเมื่อถึงเวลาให้อาหารตามปกติพบว่าไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ให้น้อยลงจากเดิมที่เคยกินปริมาณ 120 กรัม ต่อตัว ต่อวัน จะเหลือเพียง 70-75 กรัม ต่อตัว ต่อวัน

โดยวิธีการตามแนวทางนี้คือ เมื่อถึงเวลาการให้อาหารในช่วงเช้าจะยกถังอาหารให้สูงขึ้น แล้วปล่อยไก่ออกมาจากโรงเรือนเพื่อให้ออกไปหากินอาหารตามธรรมชาติ และควรเป็นพื้นที่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่-เล็ก แต่ไม่ควรปล่อยโล่ง จนกระทั่งตอนบ่ายให้นำถังอาหารลงพื้นตามปกติแล้วจึงต้อนไก่เข้าโรงเรือน เพื่อให้ไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ ซึ่งจะพบว่าอาหารที่เคยให้ตามปกติจะเหลือจากเดิมเพิ่มมากขึ้น

ไก่ที่เลี้ยงเป็นพันธุ์โรสไอแลนด์เรด ไก่พันธุ์นี้จะเริ่มไข่เมื่ออายุ 22 สัปดาห์ โดยจะสามารถให้ไข่ได้ประมาณ 1 ปี คุณธีระชัย เผยว่า คุณภาพไข่ที่ได้อยู่ในเกณฑ์ตามปกติ และน้ำหนักไก่โดยเฉลี่ยประมาณ 1.8-2 กิโลกรัม แต่ให้สังเกตว่าลักษณะโดยรวม ไก่จะมีความสมบูรณ์ มีสีขนเรียบมัน เนื่องจากไก่มีความสุข

แล้วยังชี้ว่า ความสามารถในการให้ไข่คงจะเทียบกับธุรกิจเอกชนไม่ได้ แต่อาจจะมีศักยภาพในการให้ไข่ได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากลับไปมองในเรื่องต้นทุนแล้วกลับช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าซึ่งถือเป็นเรื่องดี ดังนั้น แนวทางนี้จึงเหมาะกับชาวบ้าน

“ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นการยืนยันให้กับสังคมได้รับรู้อย่างแท้จริงว่า ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวของแท้นั้นมีตัวตนจริง สามารถทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและเห็นของจริงด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นช่องทางประกอบอาชีพของเกษตรกรรายย่อยได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับสินค้าที่เป็นผลผลิตจากธุรกิจรายใหญ่ แล้วช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง” ผอ. ศูนย์วิจัย กล่าว

ท่านที่สนใจต้องการพันธุ์ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวต้องโทรศัพท์มาสั่งจอง ระบุจำนวนที่ต้องการได้ที่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี โทรศัพท์ (037) 625-208 ในเวลาราชการ

ชื่อท้องถิ่น ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี

ถิ่นกำเนิด และแหล่งที่เลี้ยง ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี (Lueng Hang Kao Kabinburi) – เป็นไก่พันธุพื้นเมืองไทย กรมปศุสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์และให้ชื่อว่า “ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี” แหล่งที่เลี้ยงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย

ลักษณะประจำพันธุ์

– เพศผู้ มีสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีกสีเหลืองหรือเหลืองส้ม, ขนลำตัวสีดำแซมกระขาว, ขนหางสีดำแซมขาว, ใบหน้าสีแดง, หงอนถั่ว, แข้งและปากสีเหลือง

– เพศเมีย มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

– พ่อพันธุ์ รูปร่างสูงโปร่ง ขายาว มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำแซมกระขาวเล็กน้อย ขนหางดำแซมขาว ส่วนสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเหลืองหรือเหลืองส้ม

– แม่พันธุ์ มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

ลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ เมื่อเลี้ยงในฟาร์ม การเจริญเติบโตที่อายุ 12 สัปดาห์ มีน้ำหนักเพศผู้ 1,279?171 กรัม เพศเมีย 1047?130 กรัม อัตราการตาย 1.5% อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 189?12 วัน และผลผลิตไข่ 113?30 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี

– เมื่อเลี้ยงในหมู่บ้าน อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 226?29 วัน และผลผลิตไข่ 36.28 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี และให้ลูกไก่ 23?17 ตัว ต่อแม่ ต่อปี (เมื่อแม่ไก่ฟักไข่เองและเลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ)

การนำไปใช้ประโยชน์

– เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่

– สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว

– เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

จากข้อเขียนของนักวิชาการท่านหนึ่ง เมื่อปลายปี 2553 ถึงการมีพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2533 ว่า เป็นพระราชบัญญัติฉบับประวัติศาสตร์ที่ให้อำนาจการต่อรองและตัดสินชะตากรรมของเกษตรกรมาจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

และสรุปโครงสร้างของสภาเกษตรกรแห่งชาติไว้ว่า มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 100 คน จากผู้แทน 3 ประเภท คือ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้แทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ ประมง และเกษตรกรรมอื่นๆ ตามที่สมาชิกใน กลุ่มที่ 1 เลือก จำนวน 16 คน โดยต้องครอบคลุมทุกสาขา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ กลุ่มที่ 1 และ 2 เลือกเข้ามา ในขณะที่สภาเกษตรกรจังหวัด มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 21 คน จากผู้แทน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้แทนเกษตรกรระดับอำเภอ ตามจำนวนอำเภอในจังหวัดนั้น แต่ต้องไม่น้อยกว่า 16 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 5 คน

กล่าวโดยสรุปข้อเขียนนี้คือ ที่มาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การผลิต การแปรรูป การตลาด และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ระบบเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมแปรรูปแบบอื่นๆ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร การพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป แนวทางการประกันความเสี่ยงราคาและผลผลิตทางการเกษตร การกำหนดสวัสดิการให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานกับภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรม

แต่บทบาทสำคัญที่สุด ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือ การจัดทำแผนแม่บท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนแม่บทระดับจังหวัด สาระสำคัญของแผนแม่บท ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริม และสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และยุวเกษตร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมพัฒนา คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และการแก้ไขปัญหาดินและที่ดิน ด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนเองอย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน มี คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ระยะเวลานับตั้งแต่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติถึงปัจจุบัน หากไม่ได้อยู่ในแวดวงเกษตรกรรมอย่างแท้จริง อาจจะไม่เห็นบทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติชัดเจนนัก จึงหยิบยกมาเขียน เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางการทำงาน ผลงาน และสิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดำเนินไป

หากจะให้พิจารณา คงดูจากการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปี 2558 ที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์การทำงานให้ได้ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาตินำเกษตรกรไทยไปทางใด ซึ่งรายละเอียดในการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนไปแล้วหลายบริบท

บทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

กับกระบวนการทางกฎหมาย

ในการพูดคุยกับประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างบทบาทสำคัญของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ซึ่งมีกระบวนการทำงานคือ การตั้งคณะอนุกรรมการศึกษายกร่างกฎหมายในการบริหารจัดการด้านยางพารา เสนอให้มีผู้แทนเกษตรกร เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อมีสิทธิเสนอขอเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเกษตรกร

“ครั้งนี้ได้ คุณอำนวย ปะติเส สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลผู้ผลักดันแนวคิดตามร่างพระราชบัญญัติที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ และข้อเสนอที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอไปนั้น ได้นำไปบัญญัติในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา”

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า หลังพระราชบัญญัติประกาศใช้ มีการติดตามการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีของการเสนอให้การยางแห่งประเทศไทย จัดทำข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและพื้นที่ปลูกที่ไม่มีข้อมูลในระบบของราชการ เพื่อให้มีข้อมูลที่แท้จริงในการกำหนดนโยบายด้านยางพารา รวมทั้งเพื่อช่วยเหลืออย่างครอบคลุม ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้นำเข้าคณะกรรมการพิจารณาและกำหนดแนวทางดำเนินการแล้ว และผลดีที่ตามมาจากการเสนอประเด็นของสภาเกษตรกรแห่งชาติคือ ทำให้เจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ทำสวนยางและคนกรีดยาง ได้รับผลจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมเกษตรกรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ การมีตัวแทนเกษตรกร 5 คน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีน้ำหนักในการตัดสินใจใดๆ ของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อเกษตรกร

สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงมีส่วนในการผลักดัน พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 อย่างแท้จริง

คุณประพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า แม้ว่าระยะเวลาการก่อตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่นาน แต่บทบาทสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องขับเคลื่อนมีมาก ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการทำงานพัฒนาภาคการเกษตรประเทศไทย ยิ่งเมื่อ ปี 2557 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับอำเภอ และปี 2558 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับตำบล ทำให้การสื่อสารนโยบายรัฐบาลถึงเกษตรกรและการรับฟังปัญหาและความต้องการจากเกษตรกรเสนอถึงรัฐบาล มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ที่ผมเห็นชัดคือ การที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันแสดงความคิดเห็นผ่านสภาเกษตรกรระดับตำบล สภาเกษตรกรระดับอำเภอ มองเห็นถึงความเข้มแข็งที่มีอยู่แล้วในตัวของเกษตรกร โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่เป็นเวทีให้กับเกษตรกรทุกสาขาอาชีพได้แสดงความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและภาครัฐได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นกลไกในการรวบรวมข้อมูลด้านการเกษตรและสะท้อนปัญหาความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร”

หลังการผลักดันเนื้อหาในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ไปแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติ ยังเห็นว่า ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญระดับประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ตัวแทนองค์กรเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของประเทศ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน โดยนำเสนอในที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการลักษณะเช่นนี้ เป็นการเสนอกฎหมายจากล่างสู่บน หรือจากเกษตรกรสู่รัฐบาล ซึ่งเกษตรกรจะได้ประโยชน์ตรงกับความต้องการที่แท้จริง ทั้งนี้ จะนำมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ในการพิจารณาผลักดันให้เป็นกฎหมายต่อไป

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราพยายามผลักดัน ส่งเสริมและพัฒนา เช่น การผลักดันให้มีร่างพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ. … ขึ้น เพื่อให้มีตัวแทนของเกษตรกรในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมในการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกร การจัดสวัสดิการเกษตรกรตามระเบียบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยกำหนดจัดสวัสดิการด้านการดูแลสุขอนามัย การดำรงชีพ การประกันรายได้ การจัดบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น”

การผลักดันข้อกฎหมายต่างๆ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ต่อไป แต่อีกด้านของการทำงานที่มองเห็นความพยายามและมุ่งมั่นของเกษตรกร คือ การตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์วิถีเกษตรกร ให้มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิถีเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน ประเพณีวัฒนธรรมทางการเกษตร โดยคณะกรรมการมีมติให้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ สาขาเกษตรอินทรีย์ และสาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขยายผลการทำการเกษตร ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรกรไทย โดยใช้รูปแบบเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยวิธีการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว เผยแพร่ผลงานและความสำเร็จสู่สาธารณชน เป็นแนวทางในการขยายผล

เกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน

ต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรม

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน ว่า มีหลักเกณฑ์การประเมิน คัดเลือก และตัดสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย

ด้านที่ 1 คุณภาพเกษตรกร

ด้านที่ 2 ความเป็นวิชาการการเกษตรและกิจกรรมเกษตรกรรม

ด้านที่ 3 การบริหารจัดการ

ด้านที่ 4 ความสำเร็จหรือความดีเด่น

โดยผลการประเมิน ได้แก่ นายสมัย แก้วภูศรี จากจังหวัดลำพูน เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ และ นางจันท์นิภา หวานสนิท จากจังหวัดกระบี่ เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในข้อเสนอของเกษตรกร กับการพัฒนาเกษตรกรรม และการพัฒนาเกษตรกรรมที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งเป้าไว้นั้นยังมีข้อเสนออีกหลายแนวทางในการแก้ปัญหาเกษตรกรรม ได้แก่

1. ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ กล่าวโดยสรุป คือขอให้รัฐบาลออกมาตรการให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรตามมาตรฐานทะลายปาล์ม โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบที่สกัดได้ไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ โดยราคาน้ำมันดิบให้เป็นไปตามกลไกตลาด แล้วให้นำมาคำนวณเป็นฐานราคาที่รับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกร จะได้ราคารับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนและได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งคลังน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่เหลือจากการใช้ภายในประเทศ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดในการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ตามแนวเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

2. ข้อเสนออาชีพเสริมในสวนยาง หลังจากที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เสนอแนวคิดจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำจากเกษตรกร และผู้แทนองค์กรเกษตรกร เมื่อ วันที่ 3 ตุลาคม 2557 ด้านการสร้างอาชีพเสริมในสวนยางพารา ซึ่งทำให้รัฐบาลได้กำหนดมาตรการพัฒนายางพาราทั้งระบบ มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดยใช้สินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป้าหมายเกษตรกร 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลาการชำระเงินกู้ ไม่เกิน 5 ปี

3. ข้อเสนอให้มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เรื่องนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายในการปฏิรูปภาคการเกษตรให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรผสมผสาน โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เสนอแนวคิด 1 ตำบล 1 SME ต่อรองนายกรัฐมนตรี (ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ต่อมารัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบาย 1 ตำบล 1 SME เกษตร ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อ 72,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พัฒนากระบวนการผลิต การรวบรวมการแปรรูป การตลาด การบริการ ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ

การทำงานในระดับจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัด มีบทบาทไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ยกตัวอย่างการทำงานในระดับจังหวัดให้เห็น อาทิ การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ของสภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 229,906 ไร่ ผลผลิตรวม 815,885 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 3,200 กิโลกรัม ต่อไร่ จะพัฒนาตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พัฒนาตามแนวทางเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตของตนเอง พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เกิดความร่วมมือ ช่วยเหลือแบ่งปันโดยมวลชน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง สภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โรงงานมันเส้นสะอาด ขนาดเล็ก 200 ตัน ต่อวัน โรงงานเอทานอลชุมชน กำลังการผลิต 5,000 ลิตร ต่อวัน โรงงานพลังงานชีวมวล ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งไฟฟ้าชีวมวล

หรือการทำงานของสภาเกษตรกรจังหวัดยโสธร ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตร โดยการร่วมมือระหว่างสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม จังหวัดยโสธร ในการนำเอาระบบ QR CODE หรือ QUICK RESPONSE CODE ระบบสืบย้อนกลับจากมือผู้บริโภคถึงแหล่งผลิต โดยได้ดำเนินการจัดอบรมและลงมือจัดทำระบบ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแหล่งกระจายสินค้าเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าไปยังผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคข้าว เมื่อสแกนตัวคิวอาร์โค้ดบรรจุภัณฑ์ก็จะเห็นข้อมูลของชุมชนผ่านเว็บไซต์ ทำให้รู้ว่า ข้าวนี้มาจากนาแปลงไหน ผู้ผลิตเป็นใคร เป็นการสร้างตัวตนให้ชาวน้ำอ้อม อีกทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดในการส่งเสริมการขาย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ติดคิวอาร์โค้ด มีทั้งหมด 6 ชนิด วางจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา เบลเยี่ยม สเปน สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ใน ปี 2559 มีแผนสร้างความร่วมมือจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 5 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ จะจัดตั้งเป็นบริษัทการส่งออกข้าวของชาวนา บริหารจัดการโดยชาวนาไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท อีสานไทยออร์แกนิค จำกัด

ถอดบทเรียน เกษตรกรมืออาชีพ

แก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ด้วยวิธีธรรมชาติ

คุณเดชา บรรลือเดช เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว หนึ่งในสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิก เพราะมั่นใจในแนวทางการพัฒนาเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณเดชา บอกว่า การทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้วิธีหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมองว่า หากมีเกษตรกรที่มีโอกาสเข้าไปเป็นตัวแทน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเกษตรกรอย่างแท้จริง จะทำให้เกษตรกรได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น

“อย่างผมมองว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นองค์กรของเกษตรกร เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนให้กับภาคเกษตร ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเกษตรกรจะต้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่ระดับขึ้นไป กว่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไข ต้องใช้เวลา ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า เมื่อเรามีสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ ปัญหาตรงไปถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง การแก้ปัญหาก็จะรวดเร็วและตรงประเด็นที่เกษตรกรต้องการ”

คุณเดชา เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายหนึ่ง ที่ประสบปัญหาเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายอื่น คือโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ซึ่งคุณเดชาเองก็ประสบปัญหานี้มาหลายต่อหลายครั้ง และปัญหาโรคกุ้งตายด่วนก็เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับการส่งออก ทำให้ผลผลิตกุ้งของประเทศลดลงกว่าครึ่ง เกษตรกรจำนวนมากเลิกเลี้ยงกุ้งพร้อมกับขายทรัพย์สินชำระหนี้ที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับ คุณเดชา สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด เป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ต่อสู้กับปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนได้ด้วยตนเอง

กลวิธีการเลี้ยงกุ้ง เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนของคุณเดชา ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรด้วยกัน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแถบภาคตะวันตกไล่ลงไปถึงภาคใต้หลายจังหวัด เข้ามาศึกษาดูงานจากฟาร์มของคุณเดชา ซึ่งคุณเดชาพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เขาทดลองจนประสบความสำเร็จนี้ให้กับผู้สนใจทุกคน โดยไม่คิดค่าตอบแทน

จำนวนบ่อกุ้งที่คุณเดชาดูแลเอง มีจำนวน 4 บ่อ เมื่อรวมกับจำนวนบ่อของสมาชิกในสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งฯ ด้วยกันมีมากถึง 30 บ่อ ซึ่งทั้งหมดได้รับการถ่ายทอด เพื่อให้ความรู้ที่เริ่มจากบ่อกุ้งของคุณเดชา กระจายออกไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วยกัน ซึ่งปัจจุบัน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ประกาศให้บ่อเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System) ของคุณเดชา เป็นบ่อสาธิตการเลี้ยงกุ้งของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

“การเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ ที่ผมคิดขึ้นเป็นแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ซึ่งวิธีนี้เป็นการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมระบบตลอดระยะเวลาการเลี้ยง จึงทำให้ดินและน้ำมีคุณภาพดี การเลี้ยงใช้วิธีปล่อยปริมาณลูกกุ้งไม่หนาแน่น มีการดูแลสภาพน้ำที่ดี ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงกุ้งคือ การให้อาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากเกินไปในระยะแรกที่ปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ กุ้งจะกินอาหารจากธรรมชาติ ได้แก่ แพลงตอนและสาหร่ายไส้ไก่ เพื่อการเจริญเติบโตและมีภูมิต้านทานจากธรรมชาติ ส่วนในกระบวนการควบคุมระบบน้ำ นอกจากเติมออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องตีน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังใช้จุลินทรีย์บำบัดมาทำหน้าที่ย่อยสลายของเสีย”

คุณเดชา กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์เหล่านี้ ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกับที่ใช้บำบัดน้ำเสียทั่วไป เมื่อควบคุมระบบน้ำให้มีคุณภาพที่คงที่ได้แล้ว จะสามารถหมุนเวียนน้ำจากบ่อที่จับกุ้งขายกลับมาใช้ใหม่ โดยนำน้ำไปพักที่บ่อพักน้ำแล้วบำบัด เพื่อนำมาใช้เลี้ยงกุ้งชุดต่อไป เป็นการเลี้ยงแบบไม่มีการถ่ายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการไม่ให้เกิดโรคตายด่วน (EMS) ทำให้กุ้งมีอัตรารอด ถึงร้อยละ 80-85

เมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา ก็ถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด และได้พยายามสร้างรายได้จากกุ้งหวนคืนมาให้ประเทศด้วยการเผยแพร่ความสำเร็จนี้ แต่มาติดขัดตรงที่ทางราชการยังไม่ให้การรับรองว่าเป็นบ่อที่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วนของกุ้งได้ เนื่องจากต้องมีผลการเลี้ยงหลายรอบการผลิต จนกว่าจะยอมรับได้

จากสถานการณ์นี้ ได้มีการพิจารณาในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2558 ที่ประชุมเห็นว่าผลการเลี้ยงกุ้งของ คุณเดชา บันลือเดช เป็นที่ประจักษ์ และควรเผยแพร่อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสกลับมาเลี้ยงกุ้งสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงประกาศให้เป็นบ่อสาธิต เลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System)” ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

และต่อไปจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้ง “คลัสเตอร์กุ้ง” เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการยกระดับการเลี้ยงกุ้งของประเทศให้มีมาตรฐาน เกิดกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมทั้งระบบอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา และสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรต่อไป

บ่มเพาะฐานเกษตรกรรม ผ่านยุวเกษตรกร

นำร่อง 13 โรงเรียน จังหวัดกาญจนบุรี

อีกภาคของการเจริญเติบโตของประเทศ เยาวชน ยังคงเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ เพราะอนาคตของเยาวชนคือ ปัจจุบันที่ยังมาไม่ถึง หากได้รับการบ่มเพาะปลูกฝังอย่างดีมาก่อน แน่นอนว่าเยาวชนจะเจริญเติบโตมาเป็นเยาวชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของ “เยาวชน” ไป เพราะจากการเก็บข้อมูล พบว่า จำนวนเกษตรกรลดลงจาก 20 ล้านคน เมื่อ 20 ปีก่อน เหลือเพียง 17 ล้านคน ในปี 2554 โดยเกษตรกรที่มีอยู่ จะมีอายุเฉลี่ยใกล้ 60 ปี ซึ่งแนวโน้มการลดลงของเกษตรกรรายย่อยจะส่งผลต่อความเป็นประเทศเกษตรกรรมของไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมุ่งส่งเสริมให้บุตรหลานของเกษตรกรได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างสอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล โดยนำร่องที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้นักเรียนทั้งจังหวัดได้เรียนรู้ได้ปฏิบัติการเกษตร และเริ่มดำเนินการในปี 2559

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ คุณวรายุทธ์ ธนโชคสว่าง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร โดยการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อร่วมมือสร้างความน่าสนใจในการจัดการเรียนรู้การเกษตร มีการส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นยุวเกษตรกรของแต่ละโรงเรียน แล้วส่งตัวแทนมาอบรมความรู้ด้านการเกษตร ฝึกทักษะด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปอาหาร ที่ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จังหวัดนครปฐม

คุณวรายุทธ์ กล่าวว่า ความรู้ที่นำตัวแทนเยาวชนแต่ละโรงเรียนของจังหวัดกาญจนบุรีไปอบรม ประกอบด้วย การเลี้ยงจิ้งหรีด การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกกล้วย การปลูกผักปลอดสารพิษ การเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงไก่อินทรีย์ การปลูกผักผสมผสาน ผักสลัด การทำน้ำยาอเนกประสงค์ น้ำหมัก ปุ๋ยปมัก การทำน้ำฟักข้าว โรตี เป็นต้น

สำหรับโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร มีทั้งสิ้น 13 โรง ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านท่าดินแดง โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม โรงเรียนวังศาลา โรงเรียนบ้านเขาตก โรงเรียนบ้านหินดาด โรงเรียนวัดแสนตอ โรงเรียนวัดเขามุสิ โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์ โรงเรียนบ้านสระลุมพุก โรงเรียนบ้านท่าทุ่งนา โรงเรียนบ้านหนองตายอด โรงเรียนบ้านหนองกร่าง และโรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรีทั้ง 13 แห่ง ได้เริ่มเรียนรู้การเกษตรในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยคุณวรายุทธ์ได้ประสานขอความอนุเคราะห์จากเกษตรกรต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานราชการ เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ และการจัดการเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียน ซึ่งโครงการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ หากมีการประเมินผลโครงการแล้ว จะมีการขยายผลสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตามเป้าหมายที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งไว้

ในท้ายที่สุดของการสนทนาถึงเป้าหมาย แนวทางการทำงาน วัตถุประสงค์ และการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และองค์กรการเกษตร กับ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลสรุปที่เป็นตัวจุดประกายแนวคิดให้กับเกษตรกรในการพึ่งพาตนเอง โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า หน้าที่ของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือการสร้างระเบียบ ข้อบังคับ วัฒนธรรมองค์กร ให้ดี ให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง แม้ว่าการทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นการทำหน้าที่โดยใครก็ตาม ก็จะต้องเดินไปยังวัตถุประสงค์ของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่วางไว้

“ความฝันสูงสุดและเป้าหมายของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ตั้งไว้คือ การที่เกษตรกรมีแผนตำบลในเรื่องเกษตรของตนเองทุกตำบลในประเทศ เพราะเกษตรกรในประเทศที่อ่อนแอมีมาก ส่วนที่เข้มแข็งมีน้อย ยิ่งเมื่อปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม หรือภัยแล้ง เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดหนี้สิน ความอ่อนแอก็จะตามมา ดังนั้น สิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำได้ ก็คือ การวางรากฐานในเชิงนโยบายต่างๆ ไว้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ให้ดำเนินไปตามแนวนโยบายที่ได้ตกลงร่วมกัน ผลประโยชน์ในท้ายที่สุดก็ตกอยู่กับเกษตรกร เพียงเท่านี้ก็ถือว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายแล้ว”

ราเม็ง กะละมัง ที่ปีนัง Chew Jetty

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ราเม็ง กะละมัง ที่ปีนัง Chew Jetty

“ราเม็ง” บะหมี่ในน้ำซุปร้อนๆ ซดอร่อยซู้ดซ้าด ถูกปากถูกคอของผู้คนมากมายนั้นถือว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นระดับ “B-class”

ไปเที่ยวปีนังกินอาหารพื้นเมืองมาหลายจานแล้ว ถึงคราวต้องแนะนำของอร่อยสัญชาติญี่ปุ่นในเมืองนี้ให้รู้จักกันบ้าง

ในเมื่อคนปีนังนิยมกินอาหารจำพวกเส้นกันมาก ดังนั้น อาหารญี่ปุ่นสุดยอดนิยมของชาวเมืองย่อมหนีไม่พ้น “ราเม็ง” ซึ่งเป็นบะหมี่น้ำญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องน้ำซุปเป็นพิเศษ

ร้านราเม็งที่โด่งดังของเมืองอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงริมทะเล “ชิวเจ็ตตี้” (Chew Jetty) เป็นร้านเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศต่างมาเข้าคิวรอกินกันแน่นขนัด ด้วยความที่ร้านนี้นำเสนอความแปลกใหม่ด้วยราเม็งแบบกะละมังชามใหญ่ยักษ์ระดับน้องๆ กะละมังซักผ้าที่ยังไม่เคยเห็นมีร้านไหนในเมืองไทยเทียบได้เลย

หมู่บ้านชิวเจ็ตตี้สร้างคร่อมอยู่บนผืนน้ำคล้ายกับหมู่บ้านประมงในศรีราชา เราต้องเดินผ่านสะพานไม้แคบๆ ที่ทอดยาวลงไปในทะเลโดยมีบ้านเรือนและร้านรวงขนาบข้างลึกเข้าไปจนสุดทางที่ศาลเจ้าของชุมชน

ตอนที่เดินเข้าไปใกล้ร้านราเม็ง คุณเอ๋ยกลิ่นน้ำซุปหอมหวานลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ พอเข้าไปยืนอยู่หน้าร้านรับรองว่าแทบจะไม่มีใครอดใจเอาไว้ได้

อยากกินของแปลกของอร่อยก็ต้องเสียเวลายืนคอยนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าไปถึงร้านในช่วงเวลาไหน ถ้าเป็นตอนเที่ยงล่ะก็คุณเอ๋ย รอเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว

แต่ฉากตรงหน้าก็ช่วยให้เพลินจนลืมเบื่อเพราะได้ยืนดูคนปรุงบะหมี่ทำงานมือเป็นระวิงไม่ได้หยุดพักเลย หมุนซ้ายหมุนขวาหยิบชามกระเบื้องยักษ์ออกมาวาง ลวกบะหมี่ลงไป ตามด้วยเครื่องเคราแต่งหน้าบะหมี่แล้วแต่ว่าลูกค้าจะสั่งอะไรแล้วราดน้ำซุป ยกไปเสิร์ฟร้อนๆ ควันฉุย…รู้สึกได้เลยถึงสวรรค์ความอร่อยลอยอยู่ตรงหน้า

และที่น่าทึ่งก็คือ ปริมาณบะหมี่มหาศาลในแต่ละชามนั้นมันบะละฮึ่มเสียจนไม่น่าเชื่อว่าแต่ละคนจะกินเข้าไปได้หมด…แต่…หมดค่ะ

ร้านนี้ใช้การตลาดเรื่อง “ชามยักษ์” เป็นจุดดึงดูดลูกค้าก็จริง แต่ปริมาณบะหมี่ในชามนั้นไม่ได้เท่ากันทุกชามหรอกนะ ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ามากันกี่คนสั่งกันแบบไหน เช่น มา 4 คน ถ้าชอบราเม็งชนิดเดียวกันก็สั่งชามใหญ่สำหรับ 4 คนชามเดียวไปเลยได้แล้วลุยกินด้วยกันจากชามเดียว แต่ถ้าชอบรสชาติของน้ำซุปต่างกันก็แยกสั่งเป็น 4 ชาม น้ำซุป 4 แบบได้เลย เพราะทางร้านมีขนาดให้เลือกสำหรับกินคนเดียว (แต่เสิร์ฟชามยักษ์เท่ากันหมด)

กำไรของการสั่งชามใหญ่ชามเดียวสำหรับหลายคนคือ ปริมาณอันจุใจ กินได้พุงกางในราคาที่จ่ายน้อยกว่าการสั่งทีละชาม โดยสนนราคาเริ่มต้นเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 20 ริงกิต สำหรับกินคนเดียว ไปจนถึง 80 ริงกิต ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุดสำหรับกิน 5 คน (อัตราแลกเปลี่ยนเงินริงกิต 20 ริงกิต เท่ากับ 172 บาท)

เทคนิคของร้านคือ จะลดราคาลงเรื่อยตามขนาดที่สั่ง เริ่มจากขนาด มี 5 ราคา คือ 20/39/56/70/และ 80 ริงกิต (588 บาท) ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุด และถือว่าไม่แพงเลยเมื่อหารเฉลี่ยกันออกมา เพราะราคาจำหน่ายราเม็งโดยทั่วไปในบ้านเรานั้นเฉลี่ยที่ชามละ 200 บาท เป็นอย่างต่ำอยู่แล้ว

อันว่าบะหมี่ราเม็ง (Ramen) ของญี่ปุ่นนั้นหลายคนอาจมองว่ามันก็หน้าตาแสนจะธรรมดาไม่ได้ต่างจากบะหมี่รถเข็นจับกังสักเท่าไรเลย ทำไมถึงได้มีราคาสูงกว่ากันนักหนา มันมีที่มาที่ไปค่ะ

ที่ญี่ปุ่นนั้นราเม็งมีขายกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกตรอกซอกซอย เป็นอาหารช่วยให้อุ่นท้องยอดนิยมที่กินกันได้ตั้งแต่ตื่นนอนยันดึกดื่น ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยคงสังเกตเห็นว่าร้านราเม็งจะเป็นร้านอาหารที่เปิดขายจนดึกดื่นถึงตีสองตีสามก็มี เพราะนักกินดื่มมักจะแวะรองท้องด้วยราเม็งสักชามก่อนกลับไปนอนที่บ้าน

ราเม็งในญี่ปุ่นขายกันตั้งแต่ชามละ 800 ไปจนถึงหลายพันเยน ขึ้นอยู่กับว่าทำจากวัตถุดิบอะไรและน้ำซุปชนิดไหน

น้ำซุปราเม็ง แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ น้ำซุปจากเนื้อสัตว์และน้ำซุปจากปลา ซึ่งแต่ละอย่างก็มีแยกประเภทย่อยอีกเยอะแยะ ยกตัวอย่างเช่น น้ำซุปกระดูกหมูชนิดหนึ่งเรียกว่า “ทงคัตสึ” น้ำซุปไก่ “โทริงะระ” น้ำซุปจากปลาโอตากแห้ง “คัทสึโอะ บูชิ” และน้ำซุปปลาซาร์ดีนตากแห้ง “นิโบชิ”

ราเม็งแต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดของน้ำซุปตัวเองและเคล็ดลับความอร่อยสุดยอดก็อยู่ที่น้ำซุปนี่แหละ ไม่ใช่ที่เส้นบะหมี่หรือองค์ประกอบอื่นเลย

เจ้าของร้านจะเติมส่วนผสมต่างๆ อาทิ หัวหอม และเห็ดชิตาเกะ ลงในน้ำซุปเพื่อสร้างรสชาติต้นตำรับของตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้า

ซุปที่มาจากน้ำซุปทงคัตสึจะขุ่นและมีรสชาติเข้มข้นที่สุด ส่วนน้ำซุปที่ทำจากปลาจะมีรสชาติที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะของปลาแต่ละประเภท

โดยทั่วไปรสชาติของน้ำซุปจะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ โชยุ เกลือ และมิโสะ ส่วนเครื่องโรยหน้ายอดนิยม ได้แก่ “ชาชู” (เนื้อสไลซ์) “เนงิ” (ต้นหอมญี่ปุ่น) และ “เม็นมะ” (เครื่องปรุงที่ทำจากหน่อไม้ดอง)

ของยอดนิยมอีกอย่าง คือ “นิทะมะโกะ” หรือไข่ต้มในโชยุ (เรียกอีกอย่างว่า “อะจิทะมะ” ซึ่งหมายถึง ไข่ปรุงรส) นอกจากนี้ ยังมีเครื่องโรยหน้าอื่นๆ อีกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับน้ำซุป เช่น “โมยะชิ” (ถั่วงอก) เนย ผัก “โนริ” (สาหร่ายแห้ง) กิมจิ และ “คะมะโบะโกะ” (ลูกชิ้นปลาแผ่น) แบบหนึ่งที่มีลายก้นหอย ซึ่งเรียกว่า “นะรุโตะ มะกิ” บางร้านจะเสิร์ฟ “เซมบุ โนเสะ” ที่มีเครื่องโรยหน้าทุกอย่างตามสั่ง

ดูจากรายละเอียดที่แตกต่างกันของน้ำซุปและเครื่องเคราที่เอามารวมกันปรุงเป็นบะหมี่ขึ้นมาก็คงจะเห็นว่าเหตุใดราเม็งจึงแพงกว่าบะหมี่เกี๊ยวแบบจีนที่ใช้เส้นหมี่เหลืองเหมือนกันแต่เป็นเส้นคนละประเภทกัน ส่วนน้ำซุปบะหมี่แบบจีนนั้นเป็นน้ำซุปรสชาติเดียว ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนัก

ส่วนผสมวัตถุดิบและความพิถีพิถันในการปรุงคือหัวใจสำคัญของการทำบะหมี่ญี่ปุ่นให้อร่อยเลิศและมีเอกลักษณ์ ร้านราเม็งอร่อยในไทยหลายร้านถึงขนาดลงทุนนำเข้าน้ำซุปแช่แข็งจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเลยทีเดียว เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบมาปรุงรสชาติได้เหมือน โดยเฉพาะบรรดาร้านแฟรนไชส์ทั้งหลาย ส่วนร้านที่ลงทุนปรุงน้ำซุปเองนั้นต้องใช้เวลาเคี่ยวไม่ต่ำกว่า 8-9 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยในแต่ละครั้ง พอทำแล้วเก็บได้ไม่เกิน 2 วัน ก็จะเสียรสชาติ

ทั้งหมดนั่นคือต้นทุนที่สูงลิ่วของน้ำซุป ดังนั้น เราจึงต้องจ่ายค่าราเม็งกันในราคาสูงถึง 200 บาท ขณะที่บะหมี่เกี๊ยวรสเด็ดที่ไม่ได้อร่อยน้อยหน้าไปกว่ากัน หากินได้ในราคา 40-50 บาท ก็ถือว่าแพงเต็มที่แล้ว

ส่วนเส้นราเม็งนั้นบางร้านยังเพิ่มมูลค่าขึ้นมาอีกด้วยการนวดเส้นสดๆ กันเดี๋ยวนั้นเพื่อให้ได้รสชาติความสดใหม่อย่างเต็มปากเต็มคำ

เส้นราเม็งที่ดีจะมีความเหนียวนุ่มหนุบหนับมากกว่าบะหมี่ไข่ เพราะราเม็งใช้แป้งสาลีที่มีโปรตีนสูงเป็นวัตถุดิบ ส่วนบะหมี่ไข่ใช้แป้งสาลีโปรตีนปานกลางถึงต่ำทำให้เส้นมีความนิ่มกว่า และเส้นราเม็งยังมีให้เลือกหลายแบบทั้งชนิดเล็ก กลาง หนา แล้วแต่ว่าร้านไหนจะมีสูตรน้ำซุปชนิดใดเข้ากันได้ดีกับเส้นประเภทไหน

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ราเม็งย่อมรู้ว่า ถ้าหากร้านราเม็งนั้นเป็นของคนญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ว่าจะไปเปิดขายที่มุมไหนของโลก พวกเขาก็จะสั่งวัตถุดิบไม่น้อยกว่า 80% ของที่ใช้ทั้งหมดมาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อรักษารสชาติดั้งเดิมเอาไว้ รวมทั้งเส้นราเม็งด้วย นั่นจึงทำให้บะหมี่ราเม็งมีราคาแพงกว่าบะหมี่พื้นเมืองทุกชนิด ไม่ว่าจะไปเปิดขายแบบภัตตาคารใหญ่หรือร้านในซอกมุมตึกเล็กๆ ก็ตาม

สำหรับเรื่องเส้นบะหมี่ญี่ปุ่นนั้นมี 3 ชนิดหลักๆ ด้วยกัน คือ โซบะ โซเม็ง และ อุด้ง

โซบะ หรือ บะหมี่เย็น เป็นอาหารเส้นยอดนิยมในหน้าร้อน ทำมาจากแป้งบักวีตสีน้ำตาล โดยทั่วไปโซบะจะเสิร์ฟพร้อมวาซาบิ หอมหัวใหญ่ฝาน และน้ำจิ้มทำจากเหล้ามิรินกับเกล็ดปลาแห้ง

โซเม็ง เป็นบะหมี่เส้นนุ่มสีขาวนวลขนาดเล็ก บางกว่าโซบะ นิยมกินในหน้าร้อนเช่นกัน ทำจากข้าวสาลี สามารถดัดแปลงทำอาหารได้หลายอย่าง นิยมเสิร์ฟแบบ 5 รส โดยโรยไข่เจียวซอย ไก่ฉีก และผักต่างๆ หรือเสิร์ฟแบบเย็น ใส่แต่ซอสถั่วเหลืองผสมน้ำมันงา เป็นอาหารเบาๆ ที่ช่วยทำให้สดชื่นในหน้าร้อน

อุด้ง เป็นบะหมี่ยอดนิยมในหน้าหนาว เพราะเส้นอุด้งทำจากข้าวสาลีมีขนาดใหญ่และเหนียวนุ่ม ให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดีในหน้าหนาว นิยมเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปซอสถั่วเหลืองร้อนๆ หอมหัวใหญ่ฝาน ผักหลายชนิด และไข่

เอาเรื่องนี้มาเล่าให้รู้จักกันเป็นพื้น จะได้ไม่วุ่นวายเวลาไปกินบะหมี่ตามร้านญี่ปุ่น

เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในสวนหลังบ้าน ขณะนี้ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และกิ่งก้านกำลังงาม ผมอยากลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าเพราะไม่เคยทำมาก่อน ครั้นจะลงมือเลยก็กลัวเสียการ ผมจึงเขียน จ.ม. มาขอคำปรึกษาจากคุณหมอเกษตร ได้กรุณาอธิบายขั้นตอนอย่างง่ายๆ ให้ด้วยครับ ขอขอบคุณ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ประพาส วงศ์ไพศาล

เลขที่ 135/8 หมู่ที่ 12 ตำบลลำลูกบัว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 75150

ตอบ คุณประพาส วงศ์ไพศาล

เทคนิค วิธีการตอนมะนาว ทำได้ไม่ยากครับ เริ่มจากเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์ดี ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป หรือถึงแม้เป็นกิ่งที่ยังมีเปลือกสีเขียวอยู่แต่สมบูรณ์ดีก็ใช้ได้ แถมยังงอกรากได้ดี ควรมีความยาว ประมาณ 50-60 เซนติเมตร ขึ้นไป วัดเส้นรอบวงได้ 2.0-2.5 เซนติเมตร หรือมีขนาดใกล้เคียงกับดินสอดำ เลือกตำแหน่งที่จะควั่น ให้ห่างจากต้นแม่ หรือกิ่งหลัก 8.0-10.0 เซนติเมตร เพื่อสะดวกขณะควั่นกิ่ง เลือกกิ่งและตำแหน่งที่เหมาะสมได้แล้วจึงควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ ห่างกัน 2.0 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องควั่นที่ตาใบหรือข้อต่อ จากนั้นลอกเปลือกออกพร้อมกับขูดเมือกเหนียวๆ ออกให้หมด ขั้นตอนนี้ต้องใช้มีดคมและสะอาด อย่าให้รอยแผลช้ำ เมื่อแผลสะอาดและไม่มีรอยช้ำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนแต้ม หรือทารอยแผลแต่อย่างใด นำถุงพลาสติกใส ขนาด 3×5 หรือ 3×6 นิ้ว ที่เรียกว่าถุงน้ำจิ้ม

นำขุยมะพร้าวแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1 คืน บีบน้ำออกพอหมาดๆ ใส่ลงในถุงที่เตรียมไว้เกือบเต็ม และผูกปากถุงให้แน่นเป็นตุ้มขนาดพอเหมาะกับมือ ผ่าครึ่งถุง หรือตุ้มตามแนวยาวด้วยมีดที่คม แหวกตุ้มและขุยมะพร้าวออกตามแนวที่ผ่า บรรจงสวมเข้ากับรอยควั่น ให้รอยควั่นอยู่กลางตุ้มพอดี ใช้เชือกฟางรัดให้แน่น 3 เส้น หรือ 3 เปราะ เพื่อไม่ให้ตุ้มหมุนหรือขยับเขยื้อนได้ เพราะจะมีผลต่อการงอกของราก โดยปกติใช้เวลา 20-22 วัน กิ่งมะนาวจะแทงรากสีขาว หรือสีเหลืองออกมาปรากฏให้เห็น

ข้อสังเกต รากมะนาวหรือพืชอื่นๆ ก็ตาม จะเกิดขึ้นที่บริเวณรอยควั่นด้านบนเท่านั้น ครบ 30 วัน จึงตัดกิ่งตอนแยกออกจากต้นแม่ และทารอยแผลด้วยปูนแดงหรือสีน้ำมันก็ได้ ตลอดเวลา 30 วัน ไม่จำเป็นต้องรดน้ำให้ตุ้มอีก เพราะขุยมะพร้าวมีความสามารถอุ้มน้ำได้อย่างเพียงพอ นำกิ่งที่ตัดออกมาปลูกลงในถุง ขนาด 11×23 เซนติเมตร อย่าลืมตัดเชือกฟางพร้อมดึงถุงพลาสติกที่ห่อตุ้มเอาไว้ออก ระวังอย่าให้รากขาด และขุยมะพร้าวแตกออก ภายในถุงเพาะชำมีวัสดุปลูก ประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี กลบด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียวกันพอแน่น ปักหลักไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะ ผูกกับกิ่งพันธุ์ให้แน่นป้องกันลมพัดโยก นำเข้าพักในเรือนเพาะชำอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้รากเดินเต็มถุง เมื่อนำไปปลูกลงแปลง หรือวงบ่อซีเมนต์ ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง

ช่วงเวลาการตอนกิ่งที่ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ในทางตรงกันข้าม ถ้าตอนในช่วงอากาศร้อนจัด หรือหนาวจัด รากจะงอกช้ากว่าในช่วงที่มีฝน เทคนิคการตอนกิ่งทั้งหมดดังกล่าว ผมได้ความรู้มาจากเกษตรกรชาวสวนเขตบางกอกน้อย เมื่อราว 30 ปีก่อน เสียดายที่ผมไม่รู้จักชื่อท่าน จึงขอยกความดีทั้งหมดให้กับเกษตรกรนิรนามท่านดังกล่าว ขอกราบคารวะท่านด้วยความเคารพอย่างสูง และไม่มีวันลืมครับ

รู้เฟื่องเรื่องปุ๋ย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหาค้างคาใจมานานเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย ผมอาจจะเชยไปก็ได้ คือเห็นปุ๋ยที่วางขายในตลาด มีสารพัดสูตร แต่ละสูตรใช้อย่างไร และปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร ผมขอรบกวนถามคุณหมอเกษตรเพียงเท่านี้ก่อน ผมจะติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตรต่อไป

ด้วยความนับถืออย่างสูง

อภิชัย บุญประสงค์สุข

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนนนท์-ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณอภิชัย บุญประสงค์สุข

ปุ๋ย เป็นอาหารที่ทำให้พืชหรือต้นไม้เจริญเติบโตและลืมเผ่าพันธุ์ได้ต่อไป ปุ๋ยแบ่งออกได้ 3 ชนิด ชนิดแรก ปุ๋ยอินทรีย์ ได้จากการหมักเศษซากพืช มูลสัตว์ และพืชสดสับแล้วไถกลบลงดิน แม้ว่าปุ๋ยชนิดนี้จะให้ธาตุอาหารกับพืชน้อยก็ตาม แต่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย เก็บและระบายน้ำได้อย่างพอเหมาะ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารให้กับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินอีกด้วย ชนิดที่สอง ปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่เกิดจากการอิงอาศัยกัน ระหว่างจุลินทรีย์กับต้นไม้ ตัวอย่างเช่น ไรโซเบียม และไมโครไรซาหลายชนิด ที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากต้นไม้ในเวลาเดียวกัน จุลินทรีย์เหล่านี้จะดักจับเอาก๊าซไนโตรเจน (N) ที่มีมากมายในอากาศให้เป็นประโยชน์กับต้นไม้ และ ชนิดที่สาม ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชนิดนี้เป็นแหล่งของธาตุอาหารจำเป็นสำหรับต้นไม้ ประกอบด้วย 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และ ธาตุโพแทสเซียม (K) ทั้งนี้ บทบาทของธาตุแต่ละชนิด มีดังนี้

ธาตุไนโตรเจน (N) ทำหน้าที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบในระยะแรก หากต้นไม้ขาดธาตุนี้แล้ว ใบจะเหลืองและแคระแกร็น

ธาตุฟอสฟอรัส (P) ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของระบบรากและกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ ส่วน ธาตุโพแทสเซียม (K) มีบทบาทในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล ที่เกิดจากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบ ส่งไปยังผล ลำต้น หรือหัว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด

มักมีคำถามเสมอว่า ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรอื่นนั้น มีความหมายอย่างไร คำตอบ คือ น้ำหนักปุ๋ยที่บรรจุในถุง หรือในกระสอบ 100 กิโลกรัม จะมีธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโพแทสเซียม (K) ชนิดละ 15 กิโลกรัม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อรวมกัน 3 ธาตุ จะได้ 45 (15+15+15) กิโลกรัม ส่วนเกินอีก 55 (100-45) กิโลกรัม เรียกว่าสาร ตัวเติม นิยมใช้ทราย หรือดินเหนียวเป็นส่วนผสม แล้วนำไปแต่งสี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกษตรกรนำไปใช้ได้สะดวก แม้จะบรรจุ ขนาด 20, 50 หรือ 100 กิโลกรัม ต่อถุง ตัวอย่างมีคำแนะนำว่า ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรก็สามารถชั่งน้ำหนักตามนั้น หว่านลงในแปลงข้าวโพดได้ทันที

ขออธิบายเพิ่มเติมปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เรียกว่า ปุ๋ยผสม เป็นชนิดครอบจักรวาล ใช้ได้กับทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ แต่เน้นไปที่การเจริญเติบโตในระยะแรก ส่วนปุ๋ยสูตร 12-24-12 เป็นปุ๋ยช่วยกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ และปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียงให้ใส่เมื่อต้นไม้ติดผลแล้ว จะช่วยให้ผลมีสีสวยและขนาดใหญ่ขึ้น

สำหรับยูเรีย แหล่งของธาตุไนโตรเจน (N) มีสูตร 46-0-0 นั้น มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ โดยได้มาจากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

สูตร 46-0-0 นั้น หมายถึงมีธาตุไนโตรเจน (N) เพียงธาตุเดียว ภาษาวิชาการเรียกว่า ปุ๋ยเดียว ใน 100 กิโลกรัม มีธาตุไนโตรเจน (N) ที่ต้นไม้นำไปใช้ได้เพียง 46 กิโลกรัม เท่านั้น ใช้ในกรณีที่ต้นไม้ทรุดโทรม ใบมีสีเหลือง ให้ละลายน้ำสะอาด อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร รดให้ชุ่มเป็นครั้งคราวก็พอ

ทั้งนี้ ธาตุฟอสฟอรัส (P) กับธาตุโพแทสเซียม (K) นั้น นำขึ้นมาจากใต้พิภพ หรือใต้ดิน โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม (K) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีอยู่มากมายมหาศาล แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมี นั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คำตอบของความต่างระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีนั้น โดยรวมแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้โครงสร้างของดินดี ส่วนปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอนินทรีย์นั้นให้เนื้อธาตุ ดังนั้น การปลูกต้นไม้เพื่อให้ผลดีต้องผสมผสานกัน ระหว่างอินทรีย์กับเคมี เป็นวิธีที่ดีที่สุด ผมขอนำผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ของกองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตรมาเขียนเป็นสูตรปุ๋ยที่ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ของมูลค้างคาว มูลไก่ มูลสุกร ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว มูลโค กระบือ และแกลบดิบ ได้ดังนี้ 2-14-1, 2-6-2, 1-2-1, 1-1-1, 1-0-2 และ 0-0-1 ตามลำดับ จากตัวเลขข้างต้น แม้ว่ามูลค้างคาวจะมีธาตุฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงมากก็ตาม แต่กว่าจะรวบรวมได้ 100 กิโลกรัม ก็หาได้ลำบากยากเย็น

อีกทั้งยังมีธาตุไนโตรเจน และธาตุโพแทสเซียม ต่ำมาก ดังนั้น ถ้าต้องการปลูกพืชให้ได้ผลดี ต้องใช้ร่วมกันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดตามที่ผมอธิบายมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ ผมได้รับการยืนยันจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรีว่าปุ๋ยไม้ผลนั้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีร่วมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ผลไม้จึงจะได้คุณภาพ แม้จะปรุงแต่งปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีแล้วก็ตาม

เลี้ยงปลากะพง แบบเข้าใจนิสัยปลา เป็นอาชีพทำเงินแบบสบายๆ ที่ชลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลากะพง แบบเข้าใจนิสัยปลา เป็นอาชีพทำเงินแบบสบายๆ ที่ชลบุรี

ปลากะพง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lates calcarifer ชื่อสามัญเรียกว่า Giant Bass เป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อปลามีรสชาติดีและค่อนข้างมีราคา

จึงนับได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีไม่แพ้ปลาน้ำจืดชนิดอื่น นอกจากจะเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้วยังส่งจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรนิยมผลิตลูกปลาชนิดนี้ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

นอกจากมีการเลี้ยงเพื่อการค้าแล้ว ยังสามารถพบปลาชนิดนี้ตามธรรมชาติ แถบชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ที่มีทางออกติดต่อกับทะเล เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของปลากะพงที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย ทำให้มีผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงแบบปลาตามธรรมชาติที่บ่อบริเวณบ้านมากขึ้น เมื่อปลามีขนาดใหญ่ก็สามารถจับจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้เช่นกัน

คุณสุทธิ มะหะเลา อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 3 ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากะพงมาเกือบ 20 ปี ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้นเขาเจอทั้งอุปสรรคมากมายนับครั้งไม่ถ้วน แต่จากปัญหาและอุปสรรคที่ประสบพบเจอ จึงทำให้เขาเป็นเกษตรกรตัวยง ในเรื่องการเลี้ยงปลากะพงเลยทีเดียว จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เขาได้เป็นอย่างดี

จากพ่อค้าอาหารกุ้ง

สู่เกษตรกรเลี้ยงปลากะพง

คุณสุทธิ เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษา ปี 2536 ได้มาประกอบธุรกิจเป็นพ่อค้าอาหารกุ้ง จากนั้นต่อมาจึงเริ่มทดลองเลี้ยงกุ้ง และปลากะพง ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลากะพงจะเน้นให้อาหารแบบเหยื่อสด

“ช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาอะไรมากเรื่องการเลี้ยงปลากะพง พอดีมันเริ่มจะมีการเลี้ยงแบบอาหารเม็ดเข้ามาด้วย เราก็เลยเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบอาหารเม็ดเลย ช่วงนั้นปลากินอาหารเม็ดไม่เก่ง เรียกว่าไม่ค่อยกินเลยดีกว่า ปลาที่ได้ก็แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เอง ของผลผลิตทั้งหมด เอาง่ายๆ ทุนหายกำไรหดเจ๊งสนิท” คุณสุทธิ เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อความสำเร็จที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ คุณสุทธิ บอกว่า ก็ยังไม่หยุดลดละความตั้งใจที่จะเลี้ยงปลากะพง เขาให้เหตุผลว่า ปลากะพง เป็นปลาที่เขาชอบและอยากเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงได้ศึกษาทดลองมาอีกเกือบ 10 ปี หลังจากที่ไม่ประสบผลสำเร็จในครั้งนั้น โดยนำความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา มาคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จนั้นเกิดจากอะไร

“ประมาณ ปี 45 ได้ไปประเทศเวียดนาม ก็ได้เห็นคนเวียดนามเขาทำอาหารปลาสวาย เขามีแง่คิดว่าทำอาหารให้ปลากิน ไม่ได้ทำให้คนดม เพราะคนบ้านเราชอบดมอาหารที่หอมๆ แต่คุณค่าอาหารมีหรือเปล่าไม่รู้ ที่นั่นเขาศึกษากันอย่างจริงจัง เราก็เลยเอาข้อคิดจากเขาตรงนั้นมาวิเคราะห์ ว่าเราจะไปคิดเองไม่ได้ ว่าปลาต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราก็เลยกลับมาเรียนรู้นิสัยปลากะพง ก็ใช้เวลาอยู่นาน ว่าเราต้องทำยังไงให้มันกินอาหารเม็ดให้เป็น เรียนรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับปลากะพงเลย สุดท้าย ปี 49 มันก็ประสบผลสำเร็จ สมกับที่เราศึกษาอย่างจริงจัง” คุณสุทธิ กล่าว

เลี้ยงปลากะพง

ให้ได้ทรงดี จำหน่ายมีราคา

คุณสุทธิ บอกว่า เนื่องจากชีวิตเป็นพ่อค้าที่มีระบบในเรื่องการจัดการ ดังนั้น การเลี้ยงปลากะพงของเขาต้องไม่มีขั้นตอนอะไรที่ยุ่งยาก เพราะสมัยก่อนที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆ จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปหาซื้อเหยื่อสดมาบดให้ปลากิน แต่เมื่อได้ทดลองมาหลากหลายวิธี จนปลากินอาหารเม็ดได้แล้ว ก็จะจัดการเลี้ยงไปในรูปแบบให้อาหารเม็ดแทน

“คนทั่วไปมองว่า ปลากะพง ไม่น่าจะเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดได้ ควรเลี้ยงด้วยเหยื่อสด แต่ผมมองว่าไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีวิธีที่ทำให้ปลากินเป็น สมัยก่อนยอมรับเลยว่าเหยื่อสดนี่ถูกมาก กิโลละไม่กี่บาท แต่เราคิดว่าเราต้องจัดการให้ดีกว่านี้ ไม่อยากเหนื่อย ต้องตื่นตี 3 เพื่อไปหาซื้อเหยื่อ แล้วก็เอามาบดให้ปลากินไปมาแบบนี้ ก็เลยมองว่ากุ้งยังกินอาหารเม็ดได้ ทำไมปลาจะทำไม่ได้ เราก็เลยมารู้สาเหตุว่าปลามันไม่ได้ถูกฝึกให้กินเหยื่อเม็ดนี่เอง” คุณสุทธิ กล่าวถึงความสงสัยที่มีในสมัยก่อน

ในขั้นตอนแรกเตรียมบ่อเลี้ยงปลากะพงให้มีขนาด ประมาณ 3-5 ไร่ เป็นขนาดที่เหมาะสม แต่ถ้าหากใครมีพื้นที่มากกว่านี้ ก็สามารถเลี้ยงได้ถึงขนาด 10 ไร่ จากนั้นนำปูนขาวมาโรยที่ก้นบ่อเพื่อฆ่าเชื้อ ดักตาข่ายกันไว้สำหรับปล่อยลูกปลากะพงตัวเล็กลงไปในบ่อเสียก่อน

“เราก็เตรียมใส่น้ำ โดยเอาน้ำมาบำบัดก่อน แล้วค่อยใส่ลงในบ่อเลี้ยง ก็จะมีทั้งฆ่าเชื้อ หรือจะเป็นการลงจุลินทรีย์เพื่อเตรียมน้ำ พร้อมทั้งเช็กค่า pH และก็ค่าอัลคาไลน์ แต่จริงๆ แล้ว ปลากะพงมันก็เลี้ยงได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่ที่เราต้องเช็กความเค็มที่บ่อ ก็เพื่อจะได้รู้ว่า ลูกปลาที่เราเอามาเลี้ยงเนี่ย เคยอยู่ที่น้ำเค็มประมาณเท่าไหร่มาก่อน เราก็จะได้มาปรับถูก ไม่ให้ลูกปลารู้สึกว่าอยู่ในน้ำที่มีค่าความเค็มแตกต่างกันไปมากนัก ในช่วงที่เราเอามาเลี้ยง” คุณสุทธิ กล่าว

เมื่อใส่น้ำลงไปในบ่อเลี้ยงแล้ว เช็กค่า pH และอัลคาไลน์อีกครั้ง ซึ่ง pH ที่เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 7.5-8.5 ค่าอัลคาไลน์อยู่ที่ 100 ขึ้นไป และความเค็มที่เหมาะสมอยู่ที่ 7-15 ppt ซึ่งคุณสุทธิ บอกว่า ความเค็มสามารถขึ้นไปสูงถึง 30 ppt ได้ จากนั้นนำลูกปลากะพงที่ฝึกการกินอาหารมาปล่อยลงภายในบ่อ

“ปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง อย่าให้ไซซ์ขนาดต่างกันมากเกินไป ถ้าเป็นไซซ์ ขนาด 4 นิ้ว และ 5 นิ้ว อยู่รวมกันได้ แต่ถ้าเป็น 2 นิ้ว กับ 4 นิ้ว แบบนี้ห่างกันมากเกินไป ปลากะพงมันจะกินกันเอง อันนี้ในกรณีที่ลูกปลาที่ซื้อมาเลี้ยงไม่พอจริงๆ นะ แต่ถ้าลูกปลาพอ ก็ปล่อยไซซ์เดียวกันได้เลย ที่นี่บ่อขนาด 5 ไร่ ก็จะปล่อยปลาเลี้ยง ประมาณ 15,000 ตัว ถึง 30,000 ตัว” คุณสุทธิ กล่าว

อาหารสำหรับปลาจะเริ่มให้เป็นอาหารเบอร์เล็ก ที่มีโปรตีน 45 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาปลาเจริญเติบโตมีขนาดไซซ์กลาง ก็จะเปลี่ยนอาหารเป็นเบอร์ที่ใหญ่ขึ้น โปรตีนลดลงอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็นต์ และส่วนปลาใหญ่อาหารก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น โปรตีนลดลงอยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยอาหารจะเปลี่ยนเบอร์ทุก 15-20 วัน ซึ่งเบอร์ของอาหารเล็กสุด อยู่ที่เบอร์ 1 ส่วนเบอร์ใหญ่สุด จะเป็นเบอร์ 7 อาหารจะให้ปลากะพงกินในเวลาเช้าและเย็น

ด้านโรคที่เกิดกับปลากะพง คุณสุทธิ บอกว่า ไม่ค่อยมีเกิดเท่าที่ควร เนื่องจากที่ฟาร์มของเขาควบคุมเรื่องน้ำได้ดี และอาหารที่ให้ปลากะพงกินก็ไม่ตกลงไปสะสมที่ก้นบ่อ ทำให้ไม่มีของเสียสะสมที่ก้นบ่อจนทำให้ปลาเกิดโรคได้

ปลากะพง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงทั้งหมด ประมาณ 5 เดือน ก็จับจำหน่ายได้

พลิกวิกฤตจากความผิดพลาด

สร้างตลาดได้แบบยั่งยืน

คุณสุทธิ เล่าว่า เมื่อปลากะพงทั้งหมดที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดประสบผลสำเร็จดีแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่จบ ซึ่งปลากะพงที่เลี้ยงได้ แต่ตลาดก็ยังไม่ยอมรับมากนัก เพราะตัวของปลามีขนาดที่อ้วนเกินไป

“ตลาดช่วงแรกๆ นี่ไม่เป็นที่ยอมรับเลย เพราะปลากินอาหารเม็ด ตัวปลากะพงก็เลยไม่ค่อยได้ทรง มันจะมีลักษณะอ้วน ไขมันเยอะ ซึ่งแม่ค้าสมัยก่อนจะติดว่าปลากะพงต้องเป็นทรงเรียวยาว รูปทรงดี พอเขาเห็นปลาเราอ้วนนี่ ไม่มีใครซื้อเลย ต้องไปขอร้องให้เขามาจับให้ เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที เขาบอกซื้อไปก็เอาไปขายลำบาก แต่ก็พอขายได้บ้าง คราวนี้เราก็เลยต้องมาปรับเรื่องอาหารใหม่อีกครั้ง คราวนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ ปลาทรงสวย ขายได้ดี” คุณสุทธิ กล่าวถึงอุปสรรคของการจำหน่ายในสมัยก่อน

ปลากะพง ที่ตลาดต้องการน้ำหนักอยู่ที่ 700 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมขึ้นไป มีคนมาจับถึงบ่อ จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 125 บาท ดูตามเกณฑ์ที่กำหนดของตลาด ถ้าปลามีไซซ์ขนาดต่ำกว่าที่ตลาดต้องการ หรือพิการ ราคาก็จะต่ำลงมาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

“เราเป็นเกษตรกร การที่เราจะได้ปลากะพง รูปทรงดี ได้ราคาที่ดีเวลาขาย หลักของการเลี้ยงปลากะพงเลย คือลูกปลาต้องดี ต้องฝึกกินอาหารเม็ดมาแล้ว ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของคุณภาพอาหาร ต้องดีมีคุณภาพ ไม่แพงแต่มีคุณภาพเลี้ยงแล้วปลาโตดี หรือแพงหน่อย แต่ผลตอบแทนเราดี ก็ต้องเลือกให้ดี” คุณสุทธิ กล่าว พร้อมแนะนำในช่วงท้ายเสริมว่า

“การจะทำอะไรให้ประสบผลสำเร็จ ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ โดยผู้ที่เลี้ยงทั้งหมดต้องร่วมมือกัน เพราะราคาปลาก็มีขึ้นมีลง ส่วนการเลี้ยงถ้าจัดการดีๆ เราก็จะได้กำไร มันก็มีช่วงน้อยที่จะขาดทุน ใครสนใจก็ลองมาศึกษาดูได้ ถ้าจะทำเป็นอาชีพ” คุณสุทธิ กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุทธิ มะหะเลา ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 244-1344, (089) 894-3709

หนุนสู่ชุมชน ผลิตเตาชีวมวล ไม่ง้อแก๊ส แถมได้ขี้เถ้าปรับปรุงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

คิดเป็นเทคโนฯ

กิตติพจน์ กาญจนเพ็ญ

หนุนสู่ชุมชน ผลิตเตาชีวมวล ไม่ง้อแก๊ส แถมได้ขี้เถ้าปรับปรุงดิน

อาจารย์ประจำหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ประกอบด้วย อาจารย์พลชัย ขาวนวล อาจารย์สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ และ ดร. สุปราณี วุ่นศรี ได้ออกแบบ “เตาชีวมวลประหยัดพลังงาน” สำหรับประกอบอาหารในครัวเรือน โดยแปรสภาพจากวัสดุเหลือใช้สู่ชิ้นงานยอดนิยมในครัวเรือน ต้นทุนต่ำ คุณภาพ 100%

อาจารย์พลชัย ขาวนวล ได้กล่าวถึงแนวคิดในการผลิตเตาชีวมวลว่า มาจากปัญหาสภาวะวิกฤติทางด้านพลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน พลังงานส่วนใหญ่ใช้แล้วหมดไป และไม่มีการสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมีการคิดริเริ่มสรรหาพลังงานจากแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานทดแทน และพลังงานชีวมวล เป็นต้น

การนำพลังงานทดแทนมาใช้ในปัจจุบัน จึงได้รับความนิยมสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานความร้อนจากเตาชีวมวล เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่นำวัสดุเหลือใช้ในบ้านเรือนหรือชุมชน นำกิ่งไม้ เศษไม้ ที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์มาแปรสภาพเป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการหุงต้ม ประกอบอาหาร ทำให้ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้

นอกจากนี้ ยังเป็นการลดมลพิษที่เกิดจากการเผาขยะบางส่วน และยังนำขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาชีวมวลไปใช้ประโยชน์ในการทำวัสดุปรับปรุงดินเพื่อการเพาะปลูกพืชได้อีกด้วย

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ในการประกอบเตาชีวมวลเพื่อใช้ในครัวเรือน อาจารย์สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ กล่าวว่า สามารถหาได้ทั่วไป หรือหาซื้อได้ที่ร้านรับซื้อของเก่าในงบประมาณไม่เกิน 500 บาท ซึ่งประกอบด้วย ท่อเหล็ก หรือแผ่นเหล็กที่เหลือจากการใช้งาน เศษเหล็กดัดหน้าต่าง เศษเหล็กเส้น ขนาด 0.25 นิ้ว และถังสีโลหะ ขนาด 18 ลิตร ซึ่งวัสดุดังกล่าวหาได้ในท้องถิ่นและสามารถประกอบเองได้ที่บ้าน

วิธีการใช้งานเตาชีวมวล เริ่มจากการเรียงกิ่งไม้ ขนาดยาว 6 นิ้ว หรือ 1 ฝ่ามือ ลงในเตาชีวมวล และควรเรียงแบบขัด เพื่อลดออกซิเจนในห้องเผาไหม้ โดยวางกิ่งไม้ขนาดใหญ่สุดลงก้นเตาและไล่ระดับขึ้นมาจนถึงกิ่งไม้ขนาดเล็กสุดอยู่ด้านบน และความสูงของการเรียงกิ่งไม้ไม่ควรเกินช่องอากาศด้านบน จากนั้นให้จุดกิ่งไม้ในเตาชีวมวล จากด้านบน เนื่องจากจะทำให้มีควันไฟน้อยกว่าจุดจากด้านล่าง รอจนไฟติดกิ่งไม้ก็สามารถใช้งานในครัวเรือนได้ตามปกติ

ดร. สุปราณี วุ่นศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากครัวเรือนใดที่ไม่สามารถหาท่อเหล็กหรือแผ่นเหล็กที่จะนำมาสร้างเตาชีวมวลได้ ก็สามารถดัดแปลงโดยการใช้ปีบเป็นวัสดุทดแทน และไม่ต้องทำขาตั้งเตาเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

ด้าน คุณธนินธรณ์ ขุนจันทร์ ประธานศูนย์การเรียนรู้หมู่บ้านพลังงานทางเลือก ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 บ้านป่าพงศ์ ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า เตาชีวมวล เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อย่างหลากหลายและช่วยประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

“เพราะโดยปกติการใช้แก๊สหุงต้ม ต้นทุนจะอยู่ที่ราคาเดือนละ 400 บาท/ถัง ใช้ได้ประมาณ 1 เดือน แต่เตาชีวมวลลงทุนไม่เกิน 500 บาท ใช้ได้ตลอดทั้งปี”

เชื้อเพลิงที่นำมาใช้ก็เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เรียกได้ว่าทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะพอสมควร

“รู้สึกประทับใจมาก ที่ทาง มทร. ศรีวิชัย เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลตะโหมด ชาวบ้านทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะสามารถนำผลงานมาใช้ได้จริง และยังต่อยอดในการผลิตเตาชีวมวลจำหน่ายเพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้คนในชุมชนได้” คุณธนินธรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า เตาชีวมวล มีประโยชน์หลากหลายทั้งในด้านครัวเรือน และด้านการสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน หากสนใจและต้องการเรียนรู้วิธีการผลิตเตาชีวมวล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ อาจารย์พลชัย ขาวนวล อาจารย์ประจำหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย สงขลา โทร. (089) 653-5235

กศน. สุราษฎร์ธานี พัฒนาคนให้พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. สุราษฎร์ธานี พัฒนาคนให้พอเพียง

“สุราษฎร์ธานี” เป็นจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 6 ของประเทศ และมีประชากรหนาแน่น อันดับ 59 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลักฐานทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเก่าแก่ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง

ประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามากขึ้น พ่อแม่ส่วนใหญ่สนับสนุนให้บุตรหลานของตนได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับมัธยม ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ จนถึงขั้นอุดมศึกษา ส่วนผู้ด้อยโอกาส เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ก็อาศัยช่องทางการเรียนรู้จากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ช่วยเติมเต็มความรู้แก่เยาวชนและประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ คุณธนกร เกื้อกูล ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับการให้บริการด้านการศึกษาในชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งบทบาทของคุณธนกรในฐานะแกนนำกลุ่ม สำนักงาน กศน. จังหวัดภาคใต้ กลุ่มอ่าวไทย ซึ่งทุกประเด็นมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประจำตำบล

ภายหลังจาก สำนักงาน กศน. ได้ร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล จำนวน 7,424 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านกลไกทางการศึกษาของ กศน. และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาชนทั่วประเทศ พร้อมจัดตั้งหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

ปัจจุบัน ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลครบทุกแห่ง โดยจัดฝึกอบรมเรื่องการเพาะปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ การทำบัญชีครัวเรือน เรียนรู้การสร้างอาชีพสร้างรายได้ ฯลฯ อบรมแก่นความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ใช้ความรู้ คุณธรรม นำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ หลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถช่วยฝึกฝนประชาชนได้รู้จักตัวเอง รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการรวมกลุ่ม รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สำหรับประชาชนที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้ ทาง กศน. จะประเมินผลสัมฤทธิ์ โดยวัดจากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น ฐานรายได้และความสุขของประชาชนทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ

ร่วมกับ ซีพี สอนธุรกิจค้าปลีก

สำนักงาน กศน. ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการจัดการศึกษาด้านพาณิชยกรรม ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก ในรูปแบบทวิภาคี ให้แก่นักศึกษา กศน. ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมีความประสงค์ที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ได้ร่วมกับ กศน. อำเภอเกาะสมุย เปิดรับนักศึกษา กศน. ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก เข้าไปเรียนรู้ภาคปฏิบัติในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวน 1 เทอมการศึกษา ผู้จัดการร้านสะดวกซื้อ ทำหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครู กศน.ติดตามเข้าไปนิเทศงานเพื่อประเมินผลนักศึกษาระหว่างฝึกงาน

กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษา กศน. ได้รับประสบการณ์ตรงจากการทำงานแล้ว ยังได้รับเงินค่าฝึกงานเป็นเบี้ยเลี้ยงด้วย ที่ผ่านมา นักศึกษา กศน. บางคน ไม่ได้เป็นคนว่างงาน แต่เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ใช้เวลาว่างมาเรียนวิชาพื้นฐานกับ กศน. และฝึกงานที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เรียกว่ามีเงินรายได้จากเงินเดือนและค่าล่วงเวลา นักศึกษาบางคนมีรายได้ต่อเดือนกว่าหมื่นบาท นับว่าโครงการนี้ตอบโจทย์เรื่องการมีงานทำ และตอกย้ำความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับงานอาชีพ เด็กๆ ได้เรียนด้วย ทำงานด้วย

ภารกิจ กศน. จังหวัดภาคใต้กลุ่มอ่าวไทย

สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ จังหวัดชุมพร โดย คุณธนกร เกื้อกูล ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหัวหน้ากลุ่ม มีการจัดประชุม คณะทำงานภายในกลุ่มเป็นประจำทุกเดือน เพื่อร่วมวางแผนและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาการจัดการศึกษาในกลุ่มจังหวัดให้ก้าวหน้า รวมทั้งการให้บริการวิชาการและการสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่สมาชิกจังหวัดในกลุ่ม

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ถูกจัดแบ่งเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ตามลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่จะมีจุดเด่นในเรื่องการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการ ยกตัวอย่าง เช่น สำนักงาน กศน. จังหวัดพัทลุง โดดเด่นในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ส่วน สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นในเรื่องศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งตักศิลา ส่วน สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย และมีอุตสาหกรรมการเกษตร สำนักงาน กศน. จังหวัดชุมพร ก็เด่นในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมันและสวนผลไม้

สำหรับ ปีการศึกษา 2558/2559 ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย ได้ลงพื้นที่ นิเทศโครงการเสริมสร้างค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ในพื้นที่ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างชุมชนแห่งการอ่าน และติดตามกิจกรรม กศน. ตำบล นอกจากนี้ เมื่อ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2559 ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดในกลุ่มอ่าวไทย (สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช และพัทลุง) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดโครงการอบรมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รุ่นที่ 2 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี

“พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์วงเดือน สร้างอาชีพชาวอุทัยธานี”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์วงเดือน ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ตามพระราชดำริ โดยมี นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย รศ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. ตลอดจนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สำนักงาน กศน. เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยถึงความเป็นมาของศูนย์วงเดือนว่า เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นการส่วนพระองค์ในจังหวัดอุทัยธานี เมื่อ ปี 2557 ที่ผ่านมา นางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน เนื้อที่ 3 งาน 31 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยพระองค์ได้มีพระราชดำริให้ สำนักงาน กศน. ดำเนินการจัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรบนพื้นที่พระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อศูนย์ตามรายนามของผู้ถวายที่ดินว่า “ศูนย์วงเดือน” ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2560 นี้

เมื่อก่อสร้างศูนย์วงเดือนเสร็จสมบูรณ์ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี จะใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น 147 หลักสูตร ให้แก่ประชาชนที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการมีงานทำ รวมไปถึงการพัฒนาอาชีพเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูความเป็นมาดั้งเดิมของคนอุทัยธานี ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า โดยได้ร่วมจัดทำหลักสูตรนำร่องในแต่ละอำเภอ อำเภอละ 1 หลักสูตร ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่เพื่อรองรับภารกิจของ “ศูนย์วงเดือน” อีกด้วย

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 ได้มีการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาอาชีพเพื่อการอนุรักษ์ของศูนย์วงเดือน แบ่งออกเป็น ด้านคหกรรม 14 หลักสูตร ได้แก่ การทำขนมด่าง ขนมดอกดิน แป้งข้าวหมาก ขนมกง และกับข้าวโบราณ เป็นต้น และ ด้านหัตถกรรม 8 หลักสูตร ได้แก่ การทอผ้าลายโบราณ เครื่องประทินผิวชาววัง จักหยวก เป็นต้น

ส่วนการพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานทำ (หลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน

1. ด้านคหกรรม 77 หลักสูตร เช่น การจัดดอกไม้สด แปรรูปปลาแรด ไอศกรีมข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น

2. ด้านหัตถกรรม 18 หลักสูตร เช่น การเพนต์เล็บ นวดเพื่อสุขภาพ ซาลาเปา ขนมจีบ เป็นต้น

3. ด้านอุตสาหกรรม 14 หลักสูตร เช่น การซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมโทรศัพท์มือถือ โฮมสเตย์เชิงวัฒนธรรม เป็นต้น

4. ด้านเกษตรกรรม 9 หลักสูตร เช่น การขยายพันธุ์ วิธีควบแน่น ปุ๋ยหมัก ขยายพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ และสุดท้าย

5. ด้านพาณิชยกรรม 7 หลักสูตร เช่น การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการบรรจุภัณฑ์สินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจ สามารถสมัครเรียนได้ที่ กศน. อำเภอ ทั้ง 8 แห่ง เพื่อเป็นการพัฒนาอาชีพ เสริมสร้างรายได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

พาเหรดสารพัดเมนู “อาหารสร้างอาชีพ” ส่งท้ายเดือนสิงหาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

อคาเดมี

พี่ปาเป้า…พาชิม

พาเหรดสารพัดเมนู “อาหารสร้างอาชีพ” ส่งท้ายเดือนสิงหาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ผ่านพ้นไปแล้วกับโปรเจ็กต์พิเศษ อย่าง Celebrating Mom ที่มติชนอคาเดมี ได้รวบรวมหลักสูตรอาหารยอดฮิตกว่า 13 หลักสูตร มาจัดโปรโมชั่นให้ทุกคนได้เรียนกันในราคาสุดคุ้ม สำหรับคนที่พลาดโอกาสนี้ไป…ไม่ต้องเสียใจครับ เพราะในวันนี้ทีมงานของเราอยากนำเสนอหลักสูตรอื่นๆ ในเดือนสิงหาคม 2559 ที่น่าสนใจอย่าง “อาหารสร้างอาชีพ” ที่อาจกลายเป็น “กุญแจลับ” เป็นแนวทางนำพาทุกท่านไปสู่การทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรืออาจกลายเป็นธุรกิจใหม่สำหรับใครหลายคนก็ได้เช่นกัน

ว่าแล้วก็เริ่มที่…หลักสูตร ครัวสาธิต ก่อนแล้วกันครับ

ถ้าพูดถึง “กวยจั๊บน้ำข้น” หลายคนคงรู้จักกับเมนูอร่อยเด็ดนี้แน่นอน แต่ถ้าจะให้พูดถึงเจ้าดังที่ขายดิบขายดี พูดถึง…และอยู่ไม่ใกล้…ไม่ไกลแถวๆ ซอยจรัสลาภ ย่านบางพลัด ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 30 ปี แม้จะไม่มีชื่อร้านที่ชัดเจน แต่ใครหลายคนแถวนี้เรียกชื่อร้านกวยจั๊บนี้ว่า “ร้านกวยจั๊บน้ำข้น ป้าเจี๊ยบ ซอยจรัสลาภ” ของ คุณชนันพร ชัยประภา หรือ ป้าเจี๊ยบ โดยสูตรนี้สืบทอดมาจากคุณแม่ยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งสูตรของเรานั้น นำมาพัฒนาต่อยอดอีกครั้งหนึ่งให้เข้ากับยุคสมัย และความนิยมของคนรับประทาน ขายเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ 30 กว่าปีแล้ว มีทั้งลูกค้าขาประจำ ลูกค้าขาจร รวมไปถึงคนมีชื่อเสียงก็แวะเวียนมารับประทานกวยจั๊บที่ร้านอยู่เรื่อยๆ จนถึงวันนี้ ส่วนเคล็ดลับการทำกวยจั๊บให้อร่อยนั้น ป้าเจี๊ยบ บอกว่า การทำกวยจั๊บเราต้องไม่หวงเครื่องปรุง และใส่ใจในการทำทุกขั้นตอน ประเภทเครื่องในหมู อย่าง ไส้, ม้าม, ปอด ฯลฯ หรืออย่างพวกเครื่องปรุงที่เราต้องทำซุปก็ต้องไม่หวง ไม่งั้น…น้ำซุปจะเหม็นคาวพานทำให้กวยจั๊บไม่อร่อยไปด้วย เป็นต้น ถ้าไม่อยากพลาดสูตรเด็ด สำหรับนำไปทำรับประทาน หรือทำขาย ก็มาเรียนพร้อมกันใน วันที่ 20 สิงหาคม นี้ได้เลย

นอกจากนี้ เรายังหลักสูตรครัวสาธิตอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ ข้าวต้มมัด ไส้กล้วย, ไส้ถั่ว (20 สิงหาคม), ของทอดเจ๊วา ไข่หงส์, ไข่นกกระทา, ขนมงา และข้าวเม่าทอด (20 สิงหาคม) เมนูหมูๆ หมูฝอย, หมูสวรรค์, หมูเส้น, หมูแดดเดียว แถม แคบหมู (21 สิงหาคม), ไก่ทอดสไตล์เกาหลี รสสไปซี่โคเรียน, น้ำผึ้งออริจินอลซอยซอส, วีนิก้าร์กาลิค, บาร์บีคิว (21 สิงหาคม) กล้วยปิ้งเจ๊เล้ง เจ้าดังย่านดอนเมือง (27 สิงหาคม), การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร (อ่อนนุ่มและหนึบเด้ง) เฉาก๊วยนมสด, ชาเย็น-ชาเขียว (27 สิงหาคม), แซนด์วิชหลากไส้ (27 สิงหาคม), เครปญี่ปุ่น (27 สิงหาคม), เมนูฉาบเจ๊วา (28 สิงหาคม), เมนูเชื่อมสูตรการค้า (28 สิงหาคม), เปิดตำรับโฮจิมินห์ซิตี้ เปาะเปี๊ยะสไตล์เวียดนาม (28 สิงหาคม) และ เย็นตาโฟทรงเครื่อง สูตรลับเฉพาะ (28 สิงหาคม)

สำหรับคนที่อยากเรียนกับร้านดัง…เจ้าของสูตรเด็ด ก็มาต่อกันที่ หลักสูตร สูตรเด็ดร้านดัง กันต่อดีกว่า…

พอนึกถึงเมนู “หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน” ที่อร่อยเด็ดใน ย่านพลับพลาไชย ก็อดที่จะพูดถึงร้านดังในตำนานที่เปิดร้านสำแดงความอร่อยมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว ก็ต้องนึกถึง “ร้านอาหารนายโซว” หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ร้านอาหารนิวโซวหอยกระทะ” ซึ่งมีเมนูทีเด็ดที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมจากนักชิมมากมาย อาทิ หอยแมลงภู่กระทะร้อน, หอยนางรมกระทะร้อน (ออส่วน), หัวปลาเผือกหม้อไฟ, ขาหมูเย็น, เผือกหิมะ และเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งแต่ละเมนูล้วนได้รับความนิยมจากทั้งขาจรและขาประจำที่แวะเวียนมาร้านนี้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่า…อร่อยเด็ดขนาดนี้ มติชนอคาเดมี ไม่พลาดที่จะเทียบเชิญ “ร้านอาหารนายโซว” มาเปิดเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับ 4 เมนูอร่อย อย่าง หอยแมลงภู่กระทะร้อน, หอยนางรมกระทะร้อน (ออส่วน), หัวปลาเผือกหม้อไฟ ตบท้ายด้วยเมนูของหวานแสนอร่อยอย่าง เผือกหิมะ โดย คุณพิทักษ์ วรุณโกญจนาท (เฮียยืน) เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 มาเปิดเผยสูตรเด็ด-เทคนิค ใน วันที่ 21 สิงหาคม นี้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ สูตรเด็ดร้านดัง ตี่โภชนา กับเมนู ขาหมู-หมั่นโถว ที่สร้างตำนานความอร่อยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ที่ ย่านโชคชัย 4 เปิดสอนกัน วันที่ 28 สิงหาคม หรือถ้าใครมีใจรักในการทำอาหาร-เบเกอรี่ และอยากลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆ กับเชฟดัง เรายังมีหลักสูตร ครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ ที่น่าสนใจ รอทุกท่านอีก 3 หลักสูตร อย่าง สุดยอดสเต๊กโรงแรม (27 สิงหาคม), นนท์เบเกอรี่ 2 เอแคร์วานิลลา, ฟรุตเค้ก, แยมโรล (21 สิงหาคม) และปิดท้ายด้วย ขนมปังนะจ๊ะ เบอร์เกอร์ชาโคล, โดนัทยีสต์, ขนมปังหน้าต่างๆ (28 สิงหาคม)

เกริ่นมาเยอะขนาดนี้…คงต้องบอกคำเดียวว่า พลาดไม่ได้จริงๆ เพราะแต่ละหลักสูตรการเรียนการสอนของมติชนอคาเดมีนั้น เราได้คัดเลือกเมนูเด็ดยอดนิยม, ร้านดัง-คนดัง มาสอนเทคนิค-เคล็ดลับให้นำกลับไปลองทำรับประทานกันที่บ้าน แถมยังบอกแนวทางการนำไปทำขายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน มาเรียนเถอะครับ…รับรอง 1 วัน ทำได้จริง และอาจเป็น “กุญแจลับ” นำพาคุณไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจอาหารในอนาคตอย่างแน่นอน

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID Line : matichonacademy หรือ http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand