ปลูกมะนาวในกระถาง ทำไมต้องพันธุ์พิจิตร 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

หมอเกษตร ทองกวาว

ปลูกมะนาวในกระถาง

ทำไมต้องพันธุ์พิจิตร 1

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านวิธีปลูกมะนาวในกระถางที่คุณหมอเกษตรเคยเขียนไว้ ในคอลัมน์ หมอเกษตร แนะนำให้ใช้พันธุ์พิจิตร 1 ปลูก ผมอยากทราบว่า ถ้าใช้พันธุ์อื่นปลูกในกระถางแล้วให้ผลดกและสมบูรณ์เหมือนพันธุ์พิจิตร 1 จะได้หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

เชิดชาติ ศิริวงศ์วานิชย์

เลขที่ 75/3 หมู่ที่ 12 ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 73150

ตอบ คุณเชิดชาติ ศิริวงศ์วานิชย์

ผมได้ทดลองปลูกมะนาวหลายพันธุ์ในกระถางเคลือบลายมังกร ผลปรากฏว่า พันธุ์พิจิตร 1 หรือแป้นพิจิตร ให้ผลดีที่สุด เพราะให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากเป็นที่หนึ่ง มีระบบรากที่แข็งแรง ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ เคล็ดลับสำคัญ ต้องควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ ตั้งแต่เริ่มผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรก แต่อย่างไรก็ตาม พันธุ์พิจิตร 1 ก็ยังมีข้อด้อยบางอย่าง คือ เป็นมะนาวพันธุ์หนัก ต้องเก็บเกี่ยวผลหลังออกดอกแล้ว 6 เดือน แต่ถ้าหากเก็บผลเมื่อออกดอกเพียง 4 เดือนเช่นเดียวกับพันธุ์อื่นๆ จะได้มะนาวเปลือกหนา เมล็ดโต และมีน้ำน้อย เมื่อเก็บเกี่ยวตามกำหนดเวลา ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะประจำพันธุ์ของพิจิตร 1 จะเติบโตเร็ว อายุ 2 ปี จะสูงถึง 2 เมตร หากไม่ตัดแต่งกิ่ง จะทำให้เก้งก้าง ต้องผูกโยงกิ่งเมื่อออกผล เป็นการเพิ่มงานขึ้นไปอีก การปลูกในกระถางต้องตัดแต่งกิ่งให้สวยงาม แต่หากเสียดาย แนะนำให้ตอนกิ่ง นำไปจำหน่ายหรือขยายพันธุ์ต่อไป ส่วนรายละเอียดอื่นๆ กลับไปอ่านเทคนิคการปลูกมะนาวนอกฤดูในกระถาง คอลัมน์หมอเกษตร ฉบับที่ 622 วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ได้ครับ

ข้าว ยังเป็นพืชอาหารที่สำคัญของโลก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมดูข่าวบ้านเราพูดกันแต่เรื่องโครงการรับจำนำข้าววนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จะจบอย่างไร และมันก็ไม่ทำให้เราได้รู้ปัญหาเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย ผมถือโอกาสเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า สถานการณ์ข้าวของโลกปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร และ ทำไม ฟิลิปปินส์ ผลิตข้าวไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าจะมีสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติตั้งอยู่ เป็นเพราะเหตุใดครับ ขอความรู้จากคุณหมอเกษตรครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุรวิทย์ จันทร์มงคล

เลขที่ 52/2 เพชรเกษม 31 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160

ตอบ คุณสุรวิทย์ จันทร์มงคล

ข้าว ยังเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญของมนุษย์ ตามสถิติถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปริมาณการผลิตข้าวของโลก ผลิตได้ 470.6 ล้านตันข้าวสาร ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งขึ้นในหลายประเทศ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประจำเดือนพฤษภาคม 2559)

ประเทศไทย ยังเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้กันเลย มาดูประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก มี จีน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย มีปริมาณการผลิต 145, 103, 35, 28 และ 16 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ ข้อน่าสังเกต ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาภาวะแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง หากภาวะปกติ ประเทศไทยผลิตข้าวได้ 20 ล้านตันข้าวสาร และในปีนี้ ประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญ มี ไทย อินเดีย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา ส่งออกจำนวน 10.0, 9.0, 7.0 และ 3.0 ล้านตันข้าวสาร และสำหรับประเทศนำเข้าข้าว มี ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ อียู ในปริมาณ 2.5, 2.0, 2.0 และ 1.6 ล้านตันข้าวสาร

กลับมาที่ฟิลิปปินส์ ยังไม่สามารถผลิตข้าวให้พอเพียงบริโภคภายในประเทศ แม้จะเป็นที่ตั้งของ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Rescarch Institute : IRRI) ก็ตาม ทั้งนี้ เนื่องด้วยวัตถุประสงค์การวิจัยของ อีรี่ ต้องการช่วยเหลือประเทศผู้ผลิตข้าวทั้งโลก มิใช่เฉพาะฟิลิปปินส์ประเทศเดียว สาเหตุสำคัญที่ฟิลิปปินส์ผลิตข้าวไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงประชากรของประเทศ ด้วยพื้นที่ราบ เหมาะสำหรับปลูกข้าวมีจำนวนจำกัด อีกทั้งเป็นเกาะแก่งมากมาย ยิ่งเป็นทางผ่านของพายุไต้ฝุ่น ทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับนาข้าวเป็นประจำทุกปี ทำให้มีศักยภาพในการผลิตข้าวในแต่ละปีไม่เกิน 11.0 ล้านตันข้าวสารเท่านั้น

ยิ่งฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรมากถึง 77 ล้านคน และแนวโน้มมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความเชื่อทางศาสนาที่ว่า การคุมกำเนิดเป็นบาป จึงซ้ำเติมให้ฟิลิปปินส์ผลิตข้าวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้าจากไทย และเวียดนามเป็นประจำทุกปี จึงเป็นเรื่องยากที่ฟิลิปปินส์จะสามารถผลิตข้าวให้เพียงพอบริโภคภายในประเทศได้

ไก่ฟ้าพญาลอ ไม้เก่าแก่

แต่คนไม่ค่อยรู้จัก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปต่างจังหวัดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เห็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างเหมือนไก่หรือนก มีลายสีน้ำตาลเป็นตาข่าย สวยงามสะดุดตา แต่น่าเสียดายไม่มีเวลาได้สอบถามกับเจ้าของต้นไม้ ขอเพิ่มเติมรายละเอียด เป็นไม้เลื้อยเกาะอยู่ตามรั้วบ้าน ด้วยความสงสัย ผมจึง จ.ม. มาสอบถามคุณหมอเกษตรว่า ไม้ต้นนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สมชัย อนุสนธิ์สันติสุข

เลขที่ 125/8 ซอย 21 ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150

ตอบ คุณสมชัย อนุสนธิ์สันติสุข

ต้นไม้ตามที่คุณบอกมา มีชื่อเรียกว่า ไก่ฟ้า ไก่ฟ้าพญาลอ หรือ นกกระทุง ก็เรียกกัน ไก่ฟ้าพญาลอ ผมชอบชื่อนี้ เป็นไม้เถาเลื้อย เถามีสีเขียวตลอด เลื้อยได้ไกลถึง 5 เมตร มีอายุข้ามปี ใบเป็นใบเดี่ยวคล้ายใบโพธิ์ ยาว 5-6 เซนติเมตร ออกตามข้อ มีดอกรูปร่างคล้ายสัตว์ปีก ลีลาอ่อนช้อยสวยงาม มีลวดลายบนลำตัวเป็นตาข่ายสีน้ำตาลเข้ม พื้นลำตัวและอกเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลือง ลำตัวเป็นกระเปาะ ส่วนท้ายพลิ้วเป็นหางนก ส่วนก้านดอกมองเผินๆ คล้ายจงอยปาก สมส่วน สวยงาม ความยาวของดอกอยู่ระหว่าง 10-12 นิ้ว ออกดอกเดี่ยวตามข้อ ใน 1 ต้น หรือ 1 เถา มีหลายดอก ไก่ฟ้าพญาลอ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายและชุ่มชื้น ขึ้นได้ทั้งในที่ร่มรำไร และที่มีแสงแดดจัด การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งวิธีปักชำ และวิธีเพาะเมล็ด ความมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือ ไก่ฟ้าพญาลอ ออกดอกได้ตลอดปี

มทร. ศรีวิชัย พลิกวิกฤต แปรรูปยางพาราเป็นของชำร่วย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

คิดเป็นเทคโนฯ

อุทัยวรรณ ชาลีผล

มทร. ศรีวิชัย พลิกวิกฤต แปรรูปยางพาราเป็นของชำร่วย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้

อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม หัวหน้าสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร. ศรีวิชัย) วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ เล็งเห็นว่ายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ และในปัจจุบันมีราคาลดลงมากจากในอดีต ซึ่งน้ำยางสดที่กรีดได้จากสวนยางสามารถนำไปแปรรูปได้หลากชนิด ทั้งในรูปน้ำยางข้นและยางแห้ง

ด้วยเหตุนี้จึงคิดค้นการทำจานรองแก้วจากยางพาราขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาในสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงและได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งผลิตตามคำสั่งซื้อจากผู้ที่ต้องการ ซึ่งจะนำจานรองแก้วจากยางพาราไปใช้เป็นของชำร่วยในงาน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงต่างๆ

คุณสมบัติของยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เหนียว ทนทาน และเป็นฉนวนความร้อน การนำมาทำเป็นจานรองแก้วจะได้คุณสมบัติพิเศษคือ ตกหล่นจะไม่แตกและลดเสียงรบกวนจากการกระทบระหว่างจานรองแก้วกับภาชนะเซรามิก อีกทั้งจานรองแก้วจากยางพาราสามารถป้องกันความร้อนจากแก้วกาแฟหรือแก้วน้ำร้อนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถถือได้อย่างสะดวกและไม่ลื่นมืออีกด้วย โดยต้นทุนในการทำจานรองแก้วจากยางพาราจะมีต้นทุนในการทำที่เปลี่ยนแปลงตามราคาของยางพาราที่เป็นวัตถุดิบหลัก แต่โดยปกติแล้วสามารถนำยางและสารเคมีไปบดผสมในเครื่องผสมยางแบบ 2 ลูกกลิ้ง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จะได้ยางที่ผสมสารเคมีแล้วเรียกว่า ยางคอมปาวด์ ที่สามารถควบคุมต้นทุนได้

โดยเฉลี่ยจานรองแก้ว 1 ชิ้น จะมีน้ำหนักประมาณ 35 กรัม มีต้นทุนการผลิตประมาณ 5 บาท ต่อชิ้น ซึ่งรวมค่าพลังงานและค่าแรงงานแล้ว โดยที่ผ่านมานั้นได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ในอนาคตจะมีการออกแบบจานรองแก้วจากยางพาราที่มีลวดลาย สีสัน และรูปแบบที่แปลกใหม่ และวางจำหน่ายในร้านที่จำหน่ายของชำร่วย และการจำหน่ายออนไลน์ เพื่อสามารถขยายกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจจานรองแก้วจากยางพารา ขายปลีกที่ราคาชิ้นละ 15 บาท แต่หากสั่งซื้อในปริมาณมาก (ตั้งแต่ 100 ชิ้น ขึ้นไป) จะจำหน่ายในราคาส่ง ชิ้นละ 10 บาท ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายอาจปรับเปลี่ยนตามคุณสมบัติพิเศษตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม โทรศัพท์ (082) 270-4367 หรือ (075) 773-336-7 ต่อ 120

พบความน่ารักและขี้อ้อน ของแมวขาสั้นและหูพับ จาก “มิเหมียวฟาร์ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

พบความน่ารักและขี้อ้อน ของแมวขาสั้นและหูพับ จาก “มิเหมียวฟาร์ม”

ขนยาวนุ่ม ลวดลายที่สวยงาม รวมถึงความขี้อ้อน ดูจะเป็นคุณสมบัติที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนหลงใหลนิยมเลี้ยงเจ้าแมวเหมียวสายพันธุ์ทั้งไทยและต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก

หากจัดลำดับแมวยอดนิยมที่เลี้ยงกันแล้ว สายพันธุ์แมวขาสั้น หรือ munchkin กับ แมวหูพับ Scottish Fold คงอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ถึงแม้ว่าแมวทั้งสองสายพันธุ์นี้จะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมจนทำให้มีรูปร่างลักษณะแปลกแตกต่างไปจากแมวทั่วไป แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ความน่ารักจนหลายคนอดที่จะต้องควักกระเป๋าหาซื้อมาเลี้ยงจนได้

หากเปิดดูกระทู้ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเลี้ยงแมวทั้งสองพันธุ์นี้จะพบว่า ทั้งกลุ่มผู้กำลังเลี้ยงอยู่ กับกลุ่มผู้กำลังจะซื้อมาเลี้ยงต่างมีข้อกังวลกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจหรือเชื่อมั่นเรื่องสายพันธุ์แท้เพราะเกรงว่าจะถูกหลอกเมื่อซื้อมาเลี้ยงแล้ว

แต่สำหรับ คุณวิไลรัตน์ กิจนันทิพัฒน์ หรือ คุณปุ๊ก เจ้าของธุรกิจเพาะพันธุ์แมวขาสั้น (munchkin cat) กับ แมวหูพับ (Scottish Fold cat) ที่ขอนแก่น ในชื่อ “mimeow farm” (มิเหมียวฟาร์ม) กล้ายืนยันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทุกตัวเป็นแมวแท้

คุณปุ๊ก เล่าว่า ทำอาชีพนี้มาได้สัก 5 ปี ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจทำ เพียงแต่เมื่อปี 2554 หลังจากอพยพหนีน้ำท่วมจากกรุงเทพฯ แถวบางแค มาอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดขอนแก่น ขณะเดียวกัน ด้วยความชอบแมวเป็นนิสัยส่วนตัวจึงติดต่อเพื่อนชาวต่างประเทศเพื่อหาซื้อแมวหูพับมาเลี้ยงไว้คลายเหงาสัก 1 คู่

แมวหูพับพันธุ์ Scottish Fold ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ในสกอตแลนด์ มีชื่อว่า Susie มีลักษณะเป็นแมวสีขาวที่มีหูพับไปมาทั้งด้านหน้าและหลัง ใบหน้ามีลักษณะคล้ายนกฮูก

แมวพันธุ์ Scottish Fold เป็นแมวขนาดกลางมีลักษณะตัวกลม หัวกลม มีช่วงคอสั้น ดวงตากลมใหญ่ มีช่องกว้าง และแสดงออกถึงความสดใส ความหวาน พวก Fold นี้ มีลักษณะหูแบบตั้งตรงขนาดกลางไปจนถึงหูพับขนาดเล็ก ที่มีมุมพับกว้าง ปลายหูส่วนใหญ่จะกลม หูของลูกแมวจะเริ่มพับในช่วง 2-3 อาทิตย์แรก มีคางที่กลมมน จมูกสั้นโค้ง กว้าง

แมวพันธุ์นี้มักไม่ค่อยส่งเสียง แล้วชอบที่จะคอยดูแลควบคุมในสิ่งที่เจ้าของกำลังทำอยู่ เป็นแมวที่ชอบทำกิจกรรมในระดับปานกลาง พวกมันชอบที่จะเล่น โดยเฉพาะถ้ามีเจ้าของของมันร่วมเล่นด้วย Folds บางตัวไม่ชอบนอนบนตัก แต่พวกมันกลับชอบที่จะอยู่ใกล้ๆ เคียงข้างกับเจ้าของมากกว่า

ไม่นานแมวคู่นี้ได้ให้กำเนิดลูกแมว คุณปุ๊กก็คิดว่าจะเลี้ยงไว้ แต่น้องสาวที่เป็นสัตวแพทย์ทักท้วงว่าไม่ควรเลี้ยงลูกแมวไว้ร่วมกัน เพราะอาจมีการผสมกันเอง จึงตัดสินใจนำไปขายในอินเตอร์เน็ต แล้วก็ขายได้ จึงทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะเพาะแมวขายนับจากนั้น

หลังจาก 3 ปีผ่านไป คุณปุ๊กจึงเกิดความคิดที่ทดลองนำแมวพันธุ์ขาสั้น (munchkin cat) จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงดูบ้าง เพราะมองว่าตลาดแมวพันธุ์นี้ในไทยยังมีไม่มาก จากนั้นจึงลงมือเพาะแมวขาสั้นขายอีก พร้อมกับการขยับขยายจากอพาร์ตเมนต์ไปสู่บ้านหลังใหญ่เพื่อทำธุรกิจเพาะเลี้ยงแมวเป็นอาชีพเต็มตัว แล้วดำเนินการจัดตั้งเป็นฟาร์มจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในชื่อ mimeow farm

แมวขาสั้น มีชื่อเรียกว่า มันช์กิ้น แคต (Munchkin cat) เกิดจากการเพาะพันธุ์ที่เกิดความผิดปกติทาง DNA หรือที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ นั่นเอง ซึ่งหากดูเพียงผิวเผิน มันช์กิ้น แคต ก็ไม่ต่างจากแมวทั่วๆ ไป เพียงแต่เป็นแมวขาสั้น ผิดปกติ กล่าวคือ ขาจะมีความยาวแค่เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของแมวทั่วไป

มันช์กิ้น แคต ถือเป็นแมวสายพันธุ์ใหม่ที่ถือกำเนิดได้ไม่นานมากนัก ถูกพบและเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศเยอรมนี เดิมทีแมวชนิดนี้ถูกเรียกว่า แมวจิงโจ้ (Kangaroo Cat) ต่อมาเมื่อประมาณปี 1980 นักผสมพันธุ์แมวในอเมริกา ได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่า มันช์กิ้น โดยตั้งตามชื่อของคนแคระในเรื่อง The Wizard of Oz

ลักษณะทั่วไปของ แมวมันช์กิ้น แคต จัดเป็นแมวขนาดกลางถึงขนาดเล็ก มีทั้งพันธุ์ที่เป็นขนสั้น และขนยาว ลำตัวค่อนข้างกลม แต่ไม่เท่าแมวเปอร์เซีย หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบหูขนาดกลาง ดวงตาโตคล้ายๆ ลูกวอลนัต มีทุกสี ทุกลาย และที่เด่นที่สุดคือเป็น แมวขาสั้น ซึ่งแม้มีรูปร่างแปลก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยหลงรักแมวมันช์กิ้น แคต อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เจ้าของฟาร์มแมว ชี้ว่า พ่อพันธุ์ที่ใช้ผสมทั้งสองสายพันธุ์จะต้องมีอายุประมาณ 1 ปีเศษ และกำหนดให้ผสมพันธุ์เพียงปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเมียโทรมเกินไป เนื่องจากมีผลต่อความสมบูรณ์ของลูกแมวที่เกิดขึ้นด้วย โดยแมวที่ปล่อยขายคือแมวที่มีอายุตั้งแต่ 3-4 เดือน และผ่านการฉีดวัคซีนที่กำหนดแล้ว เป็นแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง

“ในแต่ละครอกจะได้ลูกแมวจำนวน 3-4 ตัว และมีความสมบูรณ์ทุกตัว ทั้งนี้ เพราะการผสมแมวแต่ละครั้งจะต้องดูแลเอาใจใส่พ่อ-แม่พันธุ์อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนการผสมไปจนคลอด มีการให้อาหารหลักและอาหารเสริมตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะแมวขาสั้นที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากพันธุ์นี้มีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง ดังนั้น ทางฟาร์มจึงต้องให้สัตวแพทย์ประจำคือ น.สพ. สุรชัย พัฒนพิมลพันธ์ เข้ามาตรวจสุขภาพแมวอยู่ตลอดเวลาเป็นประจำทุก 3-4 สัปดาห์”

คุณปุ๊กใช้บ้านพัก เลขที่ 163 หมู่ที่ 22 ซอยนวลหง 3 ตำบลบ้านเปิด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตั้งเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงแมว มีเนื้อที่บ้าน 100 ตารางวา คุณปุ๊ก ชี้ว่า ถ้าหากต้องการทำอาชีพนี้จะต้องให้ความสำคัญทุกอย่างกับแมว ทั้งนี้ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง จึงต้องจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วน แล้วจะต้องทำให้โปร่ง สะอาด

ดังนั้น ภายในห้องที่เลี้ยงแมวขนาดยาว 12 เมตร กว้าง 6 เมตร ด้านขวาเป็นกรงแมวจำนวน 8 กรง ส่วนอีกฝั่งจะติดตั้งบ้านแมวไว้ที่ผนังห้องเพื่อให้แมวได้ใช้ปีนป่าย เล่นและพักผ่อน จะเปิดเครื่องปรับอากาศให้แมวทุกวันในช่วงกลางคืน แต่ถ้าเข้าหน้าร้อนจะต้องเปิดเกือบทั้งวันเพื่อป้องกันแมวเครียด

ด้านนอกบ้านยังติดตั้งบ้านพักแมวเป็นหลังไว้กับพนัง โดยในทุกวันตอน 6 โมงเช้า จะปล่อยแมวออกไปดูนกและปลา เพื่อให้พวกเขามีความเพลิดเพลินอารมณ์ดี อันจะส่งผลต่อสุขภาพจิตใจผ่องใส ทั้งยังใช้ตาข่ายคลุมบ้านพักไว้ด้วยเพื่อป้องกันแมวกระโดดหนี และป้องกันสัตว์อื่นที่จะเข้ามาในบริเวณฟาร์ม

แมวทั้งหมดที่คุณปุ๊กเลี้ยงไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ มีจำนวนกว่า 20 ตัว มีอายุตั้งแต่ปีเศษไปจนถึง 4 ปี ทุกตัวมีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร “ต” อย่าง Scottish Fold ชื่อ เต้าเจี้ยว อายุ 4 ปี เป็นแมวตัวแรกและเป็นเจ้าของเพจ และ munchkin ชื่อ ต้วมเตี้ยม อายุปีเศษ เป็นเจ้าของเพจชื่อ “ไอ้เตี้ยแมวต้วมเตี้ยม” ที่มีแฟนคลับติดตามมากมาย นอกจากนั้น ยังมีชื่อ ต้าฟู่ แต๊ดแต๋ ติ๊ดตี่ ตุ๋มติ๋ม เต้าฮวย เป็นต้น

ตลาดลูกค้าที่มาซื้อแมวสองสายพันธุ์นี้ คุณปุ๊ก เผยว่า มักเป็นดารา ศิลปิน นักดนตรี หรือตามร้านอาหารที่เลี้ยงแมว อย่างคาเฟ่แมวหลายแห่ง หรือแม้แต่ยังเป็นแมวเซเล็บให้กับผลิตภัณฑ์สินค้าดังหลายยี่ห้อด้วย ทั้งนี้ ลูกค้าของคุณปุ๊กมักมาจากการติดตามเพจและการบอกต่อกันมา

การเลี้ยงแมวอย่างมีคุณภาพ ใส่ใจทุกอย่างทั้งอาหาร สถานที่ ตลอดจนความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ โดยไม่คิดจะหลอกลวงลูกค้า รวมถึงการมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี ให้คำแนะนำการเลี้ยงแมวอย่างละเอียด ตลอดจนการติดตามผลการเลี้ยงของลูกค้าทุกรายอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่คุณปุ๊กไม่เคยละเลย

ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าของมิเหมียวฟาร์มต่างให้ความสนใจอย่างดี บางรายซื้อไปแล้วยังกลับมาซื้อไปเลี้ยงอีก โดยกลุ่มลูกค้าที่ซื้อไปมีทั้งแบบเลี้ยงไว้ดูเล่น แก้เหงา หรือบางรายซื้อไปเพื่อเพาะขาย อย่างไรก็ตาม เป็นการขายผ่านช่องทางทั้งเฟซบุ๊ก การสร้างเพจ เพื่อให้ลูกค้าติดตามความเคลื่อนไหว รวมถึงการบอกต่อกัน

“ทุกท่านที่ต้องการเลี้ยงแมวขอให้ใส่ใจกับแมวของท่านตั้งแต่เริ่มนำเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฉีดวัคซีน อาหาร สถานที่เลี้ยง อย่าใช้นมวัวเลี้ยงแมว เพราะนมวัวไม่ถูกกับแมว ควรใช้นมแพะเลี้ยง ควรมีการถ่ายพยาธิทุก 2 เดือน ต้องเข้าใจก่อนว่าการนำแมวมาเลี้ยงสักตัวจะเกิดต้นทุนทุกด้าน แล้วจะต้องดูแลกันไปจนจากกัน

ฉะนั้น เมื่อคิดจะเลี้ยงแมวต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมหรือไม่ อย่าไปเลี้ยงตามกระแส พอเบื่อแล้วปล่อยทิ้ง เพราะทุกชีวิตมีค่าควรแก่การดูแลและเอาใจใส่” เจ้าของฟาร์มแมว ฝากทิ้งท้าย

สนใจต้องการหาแมว munchkin หรือ Scottish Fold ที่รับรองคุณภาพ ไว้เลี้ยง เชิญได้ที่ “มิเหมียวฟาร์ม” (mimeow farm) โทรศัพท์ (084) 715-5591 หรือ Line : mimeow_farm หรือติดตามกิจกรรมต่างๆ ของน้องเหมียวที่น่ารัก น่ากอด ทั้ง munchkin cat และ Scottish Fold cat ได้ในเพจ Khonkaen Cattery

เอื้อเฟื้อข้อมูล : http://pet.kapook.com

เตือนฝนมา ระวังโรคสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีปศุสัตว์

เตือนฝนมา ระวังโรคสัตว์

เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคติดต่อที่สำคัญในโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้โดยการกินหรือสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง หรือเชื้อที่ปนเปื้อนจากคน ยานพาหนะ เป็นต้น เพราะเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาจากสัตว์ป่วยทางน้ำมูก น้ำลาย น้ำนม มูล ลมหายใจ และบาดแผล

สัตว์ที่ป่วยจะซึม มีไข้ เบื่ออาหาร มีเม็ดตุ่มพองเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก ช่องปากและไรกีบ ทำให้น้ำลายไหล กินอาหารไม่ได้ และเดินกะเผลก

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่มียารักษา แต่จะใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาม่วงลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

ส่วนโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย จะทำให้สัตว์มีอาการคอหรือหน้าบวมแข็ง หายใจเสียงดังหรือหอบ ยืดคอไปข้างหน้า

ส่วนใหญ่มักมีอาการแบบเฉียบพลันคือ ไข้สูง น้ำลายฟูมปาก หยุดกินอาหาร และตายภายในไม่กี่ชั่วโมง

โดยปกติเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคคอบวม สามารถอยู่ในระบบทางเดินหายใจสัตว์ปกติได้โดยไม่แสดงอาการป่วย แต่เมื่อสัตว์อยู่ในภาวะเครียดจากการเคลื่อนย้าย อากาศเปลี่ยนแปลง การอดอาหาร หรือการใช้แรงงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกสู่สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนอาหารและน้ำ

ส่วนการป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ มีหลังคาป้องกันฝน ลม ได้เป็นอย่างดี มีวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์ จัดเตรียมน้ำสะอาด อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น วิตามิน ให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงสัตว์ และพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์ที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป

โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้กับโค กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง และฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมียให้กับกระบือและโคปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ ในโค กระบือ แพะ แกะ ยังมักมีปัญหาเรื่องท้องอืด ท้องเสียจากการกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งแตกยอดเมื่อได้รับน้ำฝนเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพราะสัตว์จะกินแต่ฟาง หรือหญ้าแห้งตลอดในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับในสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น มีข้อแนะนำเพิ่มเติมถึงโรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โรคไข้หวัดนก และโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ ที่อาจสร้างความสูญเสียให้กับสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีกโดยตรง ทำให้อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง อาการที่พบได้ คือ คอตก คอบิด หายใจเสียงดัง หรืออาจมีน้ำมูกไหลได้

ดังนั้น เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องของการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ที่ดี มีหลังคา ป้องกันฝน ลม และละอองฝนได้เป็นอย่างดี หรือจัดเตรียมสถานที่ที่ให้สัตว์สามารถหลบฝนได้ มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างให้สุขภาพสัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย และที่สำคัญควรทำวัคซีนแต่ละชนิดให้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละชนิด

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สังเกตอาการสัตว์ที่เลี้ยง โดยเฉพาะโค กระบือ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเรื่องโรคสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์ (085) 660-9906

ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ เลี้ยงปลากดคัง แบบเข้าใจนิสัย ที่ฉะเชิงเทรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ เลี้ยงปลากดคัง แบบเข้าใจนิสัย ที่ฉะเชิงเทรา

ปลากดคัง เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด มีชื่อสามัญว่า Red tail Mystus มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mystus ruckioides ชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นยังมีอีกหลายชื่อ เช่น ปลากดแก้ว ปลากดเขี้ยว กดหางแดง กดข้างหม้อ เป็นต้น อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagriidae)

เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความยาวตัวราว 1.5 เมตร หนักได้ถึง 100 กิโลกรัม แต่ที่พบโดยเฉลี่ยจะมีขนาดประมาณ 50-60 เซนติเมตร ลำตัวมีสีดำเทาอ่อนอมฟ้าหรือเขียวมะกอก ครีบหางและครีบอื่นๆ มีสีแดงสดหรือสีส้มสด มีรูปทรงยาวเพรียว ส่วนหัวแบนกว้าง ด้านบนของหัวเรียบ ปากกว้าง จะงอยปากทู่ มีหนวด 4 คู่ ครีบหูมีสีเทาดำ

ปลากดคัง จัดเป็นปลาขนาดใหญ่ที่พบได้ตามธรรมชาติในแม่น้ำของไทยทุกภาค และในแหล่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ ในประเทศไทยพบที่แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ หรือแม้แต่ในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนรัชชประภา

คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้

ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

เลี้ยงปลาหลายชนิด

สู่ปลากดคัง สร้างรายได้ดีสุด

คุณชัยพร เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงปลากดคังเต็มตัวเหมือนเช่นปัจจุบัน อดีตนั้นได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลาเบญจพรรณ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว เรียกง่ายๆ ว่า เปลี่ยนไปมาสลับตามความต้องการของตลาด แต่สุดท้ายก็มาจบที่เลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้งเป็นทางเลือกสุดท้าย

“ช่วงประมาณ ปี 29 ผมก็เริ่มเลี้ยงปลามาเรื่อยๆ ก็มีเปลี่ยนไปมาหลายอย่าง มันก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สุดท้ายก็หันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้ง ต่อมาได้ไปเจอปลากดคัง ก็ได้เอามาทดลองเลี้ยงดู 1 บ่อ ผลตอบแทนของการเลี้ยงออกมาค่อนข้างดี เราก็เลยหันมาเลี้ยงปลากดคังแบบจริงจังประมาณปี 52 ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็ทดลองมาบ้างแล้ว ยังไม่ได้ทำจริงจังมากนัก พอเห็นว่าสำเร็จดี เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์เราเอง ก็คิดว่าต้องทำได้แน่นอน” คุณชัยพร เล่าถึงการประกอบอาชีพของตนในสมัยก่อน

คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเองและอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว

ที่แน่ๆ เลี้ยงมากกว่า 1 ปี

คุณชัยพร บอกว่า การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ อย่างน้อยๆ ใช้เวลามากกว่า 1 ปี และถ้าต้องการให้มีขนาดเกิน 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ระยะเวลาที่เลี้ยงถึง 3 ปี ก็เลี้ยงมาแล้ว ซึ่งวิธีการเลี้ยงในแบบคุณชัยพร มีวิธีดังนี้

ในช่วงแรกนำลูกปลากดคังมาอนุบาลในบ่อดิน ที่ขนาด 3 ไร่ ความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร โดยตากบ่อให้แห้งแล้วจึงโรยด้วยปูนขาว จากนั้นนำน้ำเข้าภายในบ่อ เพื่อทำน้ำเขียวโดยใช้ขี้ไก่กับน้ำอามิปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปล่อยลูกปลากดคังไซซ์นิ้ว ประมาณ 30,000 ตัว ลงภายในบ่อ

“ช่วงนี้เรียกว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เราต้องมาฝึกการให้อาหาร เพราะเราต้องรู้ด้วยว่าแหล่งปลาที่เขามาส่งขายเรา เขาอนุบาลในบ่อดินหรือว่าบ่อปูน เขาฝึกการให้อาหารแบบไหนมา เราจะได้เลี้ยงต่อได้ในแบบที่ปลาคุ้นเคย” คุณชัยพร กล่าวถึงการดูแลลูกปลาระยะอนุบาล

ซึ่งลูกปลากดคังในระยะนี้จะได้กินอาหารที่เป็นแพลงตอนจากธรรมชาติ และมีการเสริมอาหารกุ้งที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ คุณชัยพร บอกว่า ปลากดคังเป็นปลาที่ต้องใช้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง ปลาจะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี ให้อาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ใช้เวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 3-4 เดือน

“พอครบอายุอนุบาล ปลาจะได้ขนาดประมาณ 13-14 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็จะเตรียมย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ ซึ่งที่นี่มีบ่อหลายขนาด ตั้งแต่ 10 ไร่ ไปถึง 50 ไร่ แต่ถ้าเหมาะสมก็จะเป็น 10-15 ไร่ ให้มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร ปล่อยปลากดคังประมาณ 700 ตัว ต่อไร่ สมมุติเลี้ยงบ่อขนาด 10 ไร่ ก็เท่ากับว่าต้องปล่อยปลา 7,000 ตัว นี่ก็เป็นเทคนิคการปล่อยปลาของที่ฟาร์มเราใช้” คุณชัยพร อธิบาย

ปลาในช่วงอายุนี้จะเปลี่ยนอาหารเป็นเหยื่อสด ให้กินวันละ 1 มื้อ ซึ่งปริมาณของอาหารก็จะดูตามอายุและขนาดของปลา ยิ่งอายุเป็นปีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาหารก็จะต้องให้ในปริมาณที่มากขึ้นตามไปด้วย

ด้านการดูแลเรื่องโรคของปลากดคัง คุณชัยพร บอกว่า ปลาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้มากนัก การเกิดโรคจะเป็นเฉพาะช่วงของลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในรุ่นนั้นๆ ซึ่งการตายก็อาจมีบ้าง และจะหยุดตายลงมาเอง

“ในช่วงที่ปลาเป็นโรค จำเป็นที่ต้องหยุดให้อาหารปลา จนกว่าปลาจะหยุดตาย แต่ตั้งแต่ที่เลี้ยงปลากดคังมาเรื่องโรคไม่มีปัญหาเหมือนปลาอื่นๆ เพราะนานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง มันจะเป็นรุ่นๆ ไป ที่ติดมากับลูกพันธุ์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นหมด” คุณชัยพร กล่าว

เลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ปี ปลากดคังจะมีขนาดไซซ์กลาง น้ำหนักอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม ต่อตัว ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งจะจับหรือไม่ต้องดูที่ตลาดว่าต้องการไซซ์ขนาดใด

ไซซ์ยิ่งใหญ่ ยิ่งได้ราคา

คุณชัยพร เล่าว่า การทำตลาดในช่วงแรกที่เขาสามารถจำหน่ายได้นั้น ค่อนข้างมีอุปสรรค เพราะพ่อค้าที่รับซื้อมีเพียงเจ้าเดียวอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องการจับและขนส่งค่อนข้างมาก

“พอเราเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จดี คราวนี้พอถึงเวลาจำหน่าย ตลาดยังไม่ค่อยมีอีก พอจำหน่ายได้ยอมรับว่าผลตอบแทนถือว่าดี ช่วงนั้นบอกเลยนะว่ามีท้อ เพราะว่าเราเลี้ยงนาน 2-3 ปี กว่าจะได้จำหน่าย ช่วงนั้นโชคดีที่ทางนครสวรรค์เกิดน้ำท่วม พ่อค้าที่นั่นก็เลยต้องมารับซื้อปลาที่เรา หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ ตลาดเราก็เริ่มสร้างขึ้นมาเองบ้าง ซึ่งปลากดคังที่ฟาร์มเราขนาดไซซ์ใหญ่ เราเลี้ยงนานเขาก็เลยต้องการที่จะซื้อ จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้เราเลี้ยงปลากดคังอยู่ที่เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เราเลยมีปลาจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี โดยที่ปลาไม่ขาดตลาด” คุณชัยพร เล่าถึงปัญหาและการจัดการเรื่องตลาด

การจำหน่ายปลากดคัง ตลาดจะชอบปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป ซึ่งขนาดไซซ์ 2 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 140 บาท ขนาดไซซ์ 3 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 160 บาท และขนาดไซซ์ 4 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งที่ฟาร์มของคุณชัยพรสามารถส่งจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และมีกำลังเลี้ยงส่งจำหน่ายอยู่ที่ 20-30 ตัน ต่อเดือน เลยทีเดียว

“ในเรื่องการทำตลาด ถือว่าเราโชคดีหน่อยที่มีพื้นที่เลี้ยงเยอะ และก็ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาขนาดไซซ์ใหญ่ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเขาชอบปลาไซซ์ใหญ่ แต่ติดว่าไซซ์ใหญ่มันมีราคาแพง มันก็เลยเป็นว่าตลาดปลากดคัง จะมาสู้กันในเรื่องของขนาดไซซ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องราคา เพราะราคามันคงที่อยู่แล้ว ผันผวนน้อย ซึ่งการที่จะได้ไซซ์ใหญ่มันก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน แต่ผลตอบแทนกับระยะเวลาที่รอก็ถือว่าคุ้มค่า” คุณชัยพร กล่าวอธิบายถึงการแข่งขันของตลาด

นอกจากนี้ ปลากดคัง ที่ฟาร์มของคุณชัยพรยังส่งออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยผ่านทางพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อไปอีกทอดหนึ่ง

แนะมุมมองแก่ผู้สนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลากดคังเพื่อเป็นอาชีพทั้งเสริมหรือหลัก คุณชัยพร แนะนำว่า

“การเลี้ยงปลาชนิดนี้มันเป็นเหมือนวัฏจักร โดยเฉพาะเรื่องการตลาดที่ต้องวนมาแบบเดิมๆ ซึ่งไทยเราเองยังขาดเรื่องการรวมตัว อย่างที่ฟาร์มถามว่าเราประสบความสำเร็จไหม บอกเลยว่าเราประสบความสำเร็จ แต่การที่จะส่งเสริมให้คนเลี้ยง เราก็จะบอกเสมอว่า สภาวะการเลี้ยงมันเป็นแบบนี้นะ มันต้องใช้ต้นทุนยาว ต้องมีเงินทุนหมุนหน่อย ต้องดูว่าถ้าจะเลี้ยงแบบเป็นปลาเศรษฐกิจ 3 ปี นี่รอได้ไหม ทนไหวไหม แต่ถ้าจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ได้ โดยที่เราไม่หวังกับมันมาก ซื้อปลาไปปล่อยทิ้งไว้ในบ่อที่บ้าน มันก็เหมือนสะสมเงินใส่กระปุกออมสิน เราก็ทยอยจับจำหน่ายไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าสร้างรายได้ที่ดี มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นอะไรมากขึ้นก็ได้” คุณชัยพร กล่าวแนะนำด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากสอบถามเรื่องการเลี้ยงปลากดคัง ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 367-2111, (088) 490-1900

กศน. อำเภอถลาง ร่วมอนุรักษ์ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

กศน. ทั่วไทย

กศน. อำเภอถลาง ร่วมอนุรักษ์ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

ในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา นิทรรศการหนึ่งที่น่าสนใจและชวนให้ผู้ร่วมงานเกิดข้อสงสัยเป็นอย่างมากคือ นิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” สำหรับคนที่ไม่เคยไปจังหวัดภูเก็ต คงจะคิดว่าไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่อย่างไร เพราะผืนนาข้าวมีอยู่ทั่วไป แต่คนที่เคยไปเที่ยวภูเก็ตก็ตั้งคำถามในใจและเอ่ยถามทีมงานผู้จัดนิทรรศการว่า “ที่ภูเก็ต มีนาด้วยหรือ”

ในนิทรรศการมีภาพครูภูมิปัญญาท้องถิ่น “นายเนตร เดชากุล” เจ้าของผืนนา มีแปลงนาสาธิต มีแผ่นภาพแสดงกระบวนการจัดการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบล แต่ที่ประทับใจทีมงานผู้จัดเป็นอย่างมากคือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา มารายงานท่านนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

นายสมชาย จันทร์อยู่ ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอถลาง ได้เล่าถึงนิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ให้ฟังว่า ได้รับมอบหมายจาก ผอ. นิโอะ นิมุ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดภูเก็ต ให้นำเสนอนิทรรศการในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เนื่องจาก กศน. อำเภอถลาง ได้ดำเนินกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครอบคลุมทั้งพื้นที่

จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยว ที่ดินมีราคาแพงมาก บริเวณที่ตั้ง กศน. ตำบล มีเนื้อที่จำกัด ไม่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมการเรียนรู้ทางการเกษตรหรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบถ้วน จึงต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่เป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาร่วมจัดกิจกรรม เมื่อได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการดังกล่าว จึงรวบรวมข้อมูลแหล่งเรียนรู้ที่ร่วมจัดกิจกรรม กับ กศน. อำเภอถลาง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น

ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านเชิงทะเล เขามีความเด่นในการขยายผลไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาขอเศรษฐกิจพอเพียงบ้านป่าคลอก ตำบลป่าคลอก มีความโดดเด่นเรื่องการขยายพันธุ์พืช มีสวนลำไย ที่ใครจะคิดว่าที่เกาะภูเก็ตจะมีสวนลำไย ทุกตำบลมีแหล่งเรียนรู้ที่พร้อมจะนำเสนอได้

สาเหตุที่เลือกนำเสนอ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” เหตุผลแรกคือ นายเนตร เดชากุล ภูมิปัญญาผู้นำกลุ่มเป็นนักศึกษา กศน. ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จนปัจจุบันมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับ กศน. ถลาง เหตุผลข้อที่สอง เพื่อตอบข้อสงสัยของคนทั่วไปว่า ภูเก็ต มีนาด้วยหรือ และเหตุผลข้อที่สาม คือ ต้องการนำนิทรรศการนี้ไปจุดประกายความคิดเตือนสติผู้คนที่หลงไปกับความเจริญทางวัตถุ หลงลืมสิ่งดีงามของผืนนาท้องไร่ที่สร้างความเป็นไทย ความเอื้ออาทรของวิถีชีวิตแบบไทยๆ

ความเป็นมาของ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

“นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ 120 ไร่ มี นายเนตร เดชากุล เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมเพื่อนบ้านหันกลับมาทำนาข้าว ซึ่งเดิมเป็นนาร้าง โดยเสนอผ่าน นายมาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดทำโครงการเสนอทางจังหวัดภูเก็ต เริ่มทำเป็นโครงการเชิงอนุรักษ์อาชีพชาวนาภูเก็ตอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2554 ในช่วงที่ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ที่เน้น “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดงาน และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน พลังมวลชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมงาน มีหน่วยงานในพื้นที่ร่วมจัดนิทรรศการมาอย่างต่อเนื่อง

“เนตร เดชากุล” ผู้ริเริ่มทำนาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต

นายเนตร เดชากุล เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด เกิดวันที่ 9 ธันวาคม 2449 อยู่บ้านเลขที่ 56/2 หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรของ นายนัด เดชากุล นางข้อย เดชากุล เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าสู่อาชีพรับจ้างทั่วไป กับครอบครัว ทำงานบริษัทเอกชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (ยาม) ปฏิบัติที่สนามบินภูเก็ต

ในปี 2535 ได้สมัครเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษา กับ กศน. อำเภอถลาง เมื่อเรียนจบประถมศึกษา ก็เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากการศึกษาเล่าเรียนทำให้คิดว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีเงินใช้เพียงเดือนชนเดือน ถ้าทำอาชีพทางเกษตรหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง น่าจะมีรายได้เพียงพอและมีเงินเก็บ จึงลาออกจากงาน มาใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในเดือนแรกที่ออกจากงานมาทำอาชีพเกษตรผสมผสาน มีรายได้ 70,000 บาท จึงเกิดความภาคภูมิใจ ยึดมั่นในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำอาชีพทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมกับเรียนต่อ กศน. จนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เห็นพื้นนาร้างคนภูเก็ตไม่มีใครทำนาแล้ว เพราะเป็นงานหนัก หันไปทำงานสบายเป็นลูกจ้างภาคธุรกิจ จึงเกิดความคิดที่จะฟื้นฟูอาชีพทำนา ในตอนแรกชักชวนเพื่อนบ้านมารวมกลุ่มทำนาข้าว

ในปี 2554 ได้ทำโครงการ “ปลูกข้าววันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต โดยเชิญ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นมาเป็นประธาน ซึ่งโครงการนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถรักษานาข้าวผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ตไว้ได้ จากเดิมมีพื้นนา ประมาณ 70 ไร่ ปัจจุบัน มีผืนนามากกว่า 120 ไร่

นายเนตร เดชากุล กล่าวว่า “ลุงกับป้ามีที่นาของตนเองเพียง 3 ไร่ เช่าที่นาของเพื่อนบ้านในชุมชนอีก 14 ไร่ รวมพื้นที่นาของลุง 17 ไร่ ในที่ดิน 17 ไร่ ลุงได้แบ่งตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ คือแบ่งเป็นนาข้าวกับพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ตะไคร้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ดไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และที่ทำใหม่ คือทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่นในโรงเรือน ถือว่าเป็นการเรียนรู้ของใหม่ ลุงเรียนรู้ตลอดเวลา ปัจจุบัน มีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 20,000 บาท ต่อเดือน เพียงพอกับการดำเนินชีวิต ของที่ปลูกช่วงแรกลุงเอาไปแจกแบ่งกันกินมากกว่า สิ่งตอบแทนกลับมาคือ ทำให้ลุงขายของได้

ลุงเอาต้นข้าวใส่กระถางขายโรงแรม กระถางละ 150 บาท ลุงเพาะต้นพริกขาย ต้นละ 20 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่มีเข้ามาเสมอ ถ้าเราดำเนินชีวิตตามแนวทางของในหลวง เราไม่มีทางอดตาย จากเดิมตอนที่ทำงานบริษัท เมื่อเวลาเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องเจ็บป่วยไม่สบาย บางครั้งเรายังไม่สามารถไปเยี่ยมได้ ดูเป็นคนใจดำ เพราะลางานไม่ได้ ออกจากบ้านแต่เช้ากลับถึงบ้านก็ค่ำ กินข้าวเสร็จก็เข้านอนพักผ่อน ชีวิตหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ อย่าหวังว่าจะช่วยเหลือสังคมเลย แค่ในครอบครัวยังไม่ค่อยมีเวลา เมื่อกลับมาทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็พบเลยว่าเวลาที่เสียไปมันเป็นเวลาของเราอย่างแท้จริง ทำมาก ขยันมาก เราก็ได้มาก แต่ที่สำคัญคือ ครอบครัวทำแล้วมีความสุข ครอบครัวก็เป็นสุข มีเวลาช่วยเหลือชุมชน…รู้จัก คำว่า พอ ก็เป็นสุขแล้ว…”

กศน. ทำอะไร กับ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

นายสมชาย จันทร์อยู่ ผอ. กศน. อำเภอถลาง ตอบว่า ถ้าถามว่า กศน. ทำอะไรกับ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” เดิม กศน. เป็นพลังส่วนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรม ณ ผืนนาแห่งนี้ โดยทีมงาน คณะครู และนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมในการปักดำในวันแม่ (ช่วงเดือนสิงหาคม) และร่วมเก็บเกี่ยวข้าวในวันพ่อ (ช่วงเดือนธันวาคม)

กศน. อำเภอถลาง นำนักศึกษาเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มี “ตาเนตร” ที่ นักศึกษา กศน. อำเภอถลาง เรียกขานชื่อ “นายเนตร เดชากุล” ซึ่งเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เมื่อ กศน. ตำบลไม้ขาว ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ประจำตำบลไม้ขาว ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเครือข่ายที่สำคัญในการขยายผล ขยายความรู้สู่ประชาชนในพื้นที่ ทุกวันนี้ นายเนตร นับเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญในการดำเนินงานโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้กับ กศน. อำเภอถลาง

นิทรรศการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต”

ผลจากการจัดนิทรรศการ ทำให้ภาคีเครือข่ายเห็นความสำคัญของอาชีพชาวนามากขึ้น มีแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มากขึ้น แต่สิ่งที่ประสบความสำเร็จของทีมงานนิทรรศการคือ คำแนะนำจากท่านนายกรัฐมนตรี 2 ประเด็น คือ

1. การเพิ่มพื้นที่ทำนาข้าว และ

2. ศึกษาค้นหาข้าวพื้นเมือง พันธุ์ข้าวท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทีมงานต้องเร่งศึกษาค้นคว้าหาแนวทางในการดำเนินงานตามข้อแนะนำต่อไป

“กศน. กทม.” ส่งเสริมคนกรุงไร้หนี้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“กศน. กทม.” ส่งเสริมคนกรุงไร้หนี้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีชีวิตคนเมืองกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยสังคมแห่งการแข่งขัน ที่ไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการทำงานเพื่อการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) ภายใต้การนำของ คุณเรืองฤทธิ์ ชมพูผุดผ่อง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. กทม. ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทสังคมเมืองกรุง

เนื่องจากกรุงเทพฯ มีเนื้อที่มากถึง 50 เขต เพื่อให้สะดวกต่อการบริหารงาน สำนักงาน กศน. กทม. ได้แบ่งการดูแลในพื้นที่เป็น 6 โซน (แต่ละโซนมีพื้นที่ดูแล 8-10 เขต) ประกอบด้วย โซนกรุงเทพฯ เหนือ โซนกรุงเทพฯ กลาง โซนกรุงเทพฯ ใต้ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก โซนกรุงธนฯ เหนือ โซนกรุงธนฯ ใต้ หากเป็นจังหวัดอื่นๆ หน่วยย่อยลงไปคือ “กศน. ตำบล” แต่พื้นที่ กทม. ถูกเรียกว่า “กศน. แขวง” แทน

ปัจจุบัน มี สำนักงาน กศน. กทม. มีศูนย์ กศน. แขวง จำนวน 169 แขวง และมีครูอาสาสมัคร 400 คน และครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนอีก 300 คน ร่วมให้บริการการศึกษาแก่คนกรุงเทพฯ เช่น จัดอบรมการใช้โทรศัพท์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและธุรกิจการค้า เช่น การซื้อขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กหรือระบบไลน์ หากใครสนใจกิจกรรมนี้ สามารถรับการอบรมได้ฟรี เพียงติดต่อที่ ศูนย์ กศน. ทุกแห่งในพื้นที่ กทม.

นอกจากนี้ สำนักงาน กศน. กทม. ได้ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ในการเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่ กศน. แขวง ให้ชาว กทม. ได้มีโอกาสเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ยกตัวอย่าง เช่น

“กศน. เขตคลองสามวา” ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเขตคลองสามวา ชุมชนน้ำใสดอกไม้สวย จัดอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่บนบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ แปรรูปอาหารจากปลา การทำก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา และ “กศน. เขตคันนายาว” จัดอบรมความรู้เรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว

“กศน. เขตพญาไท” จัดอบรมความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเรื่องการจัดการขยะ ณ สวนพญาไทภิรมย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถคัดแยกขยะประเภทต่างๆ และนำขยะมาประดิษฐ์เป็นของใช้ เช่น กระเป๋าจากซองกาแฟ และกล่องทิชชู หมวกจากกล่องนม “กศน. เขตพระโขนง” จัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชุมชนเกตุไพเราะ 3-5 โดยมีทีมงานของชุมชนเป็นวิทยากร อบรมความรู้เรื่องน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำ EM BALL การเลี้ยงไส้เดือนและผลิตภัณฑ์จากไส้เดือน การทำถังดักไขมันในครัวเรือน ฯลฯ

“กศน. เขตบางแค” สอนหลักสูตรระยะสั้นเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกผักเป็นอาหารในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือปลูกผักเป็นอาชีพเสริม “กศน. เขตบางซื่อ” และ “กศน. เขตบางบอน” จัดอบรมความรู้เรื่องโรงเพาะเห็ด ขั้นตอนการเพาะเห็ด รวมทั้งการแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ด และ “กศน. เขตตลิ่งชัน” จัดอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช เพื่อใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

สวยๆ ใสๆ วัยรุ่นชอบ กับคอร์ส “แต่งหน้าสวยสั่งได้” By ครูแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สวยๆ ใสๆ วัยรุ่นชอบ กับคอร์ส “แต่งหน้าสวยสั่งได้” By ครูแมว

“ความสวย…ไม่ใช่ของคู่กันสำหรับผู้หญิงนะคะ…เพราะ ณ ปัจจุบันความสวยได้อยู่ในสายเลือดผู้หญิงทุกคนไปแล้ว”

ดูเหมือนคำนิยามข้างต้นของ อาจารย์กุลวดี จิตขจรวานิช (ครูแมว) Makeup Artist มากประสบการณ์คนหนึ่งของเมืองไทย จะไม่ใช่เรื่องห่างไกลจากความจริงซักเท่าใดนัก

เพราะขึ้นชื่อว่า “ผู้หญิง” แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องอยู่คู่กับพวกเธอทุกคน ก็คือ ความสวยงาม ไม่ว่าจะด้วยความงดงามทางหน้าตา, กิริยาท่าทาง, มารยาททางสังคม หรือจิตใจที่ดีงาม ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถสร้างได้ด้วยตัวเองทั้งนั้น

แต่ในวันนี้เราคงไม่ได้มาพูดถึง มารยาททางสังคม หรือเรื่องจิตใจที่ดีงาม เพราะเรากำลังจะมาพูดถึง คอร์สเรียนใหม่ล่าสุดจาก มติชนอคาเดมี อย่างหลักสูตร “แต่งหน้าสวยสั่งได้” By ครูแมว

ที่จะมาเนรมิตทำให้ผู้หญิงทุกๆ คน กลายเป็น สาวสวยสุดมั่น มีสไตล์ ตามแบบฉบับวัยรุ่นที่เขาชอบพูดกันว่า “ใสๆ วัยรุ่นชอบ” นั่นเอง

จุดเริ่มต้นของ “กูรูความงาม”

อาจารย์กุลวดี จิตขจรวานิช (ครูแมว) วิทยากรมากฝีมือ เจ้าของธุรกิจการให้บริการความงามแบบ Delivery ในกรุงเทพฯ และในอดีตยังเคยเป็นถึง Makeup Artist แต่งหน้าดารา-นักแสดงชื่อดัง กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณ-คุณแม่ของครูที่ช่วยจุดประกายความชอบให้กับครูแมว เนื่องจากว่าตอนครูแมวเด็กๆ ประมาณช่วงอายุ 8-9 ปี คุณแม่จะชอบพาครูแมวไป Workshop และพาไปชมการสาธิต การแต่งหน้าอยู่ตลอดๆ จนกระทั่งเราเองรู้สึก มหัศจรรย์กับความงามที่รังสรรค์โดยช่างแต่งหน้าทุกครั้งค่ะ ว่า Before/After มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

“ซึ่งตอนนั้นเองครู ก็คิดแค่ว่า การแต่งหน้า Makeup สามารถเนรมิตความสวยงามได้ขนาดนี้เชียวหรือ? ซึ่งนั่นก็คือ ความคิดเห็นตอนเด็ก และเก็บไว้อยู่ในใจตลอดมา และก็เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ครูเองสนใจ และความชอบในศาสตร์ของการ Makeup เป็นต้นมาค่ะ”

กว่าจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจ “Makeup Artist แบบ Delivery”

“ก่อนหน้านี้ครูแมวเป็น Makeup Artist แต่งหน้าดารา-นักแสดง ในกองถ่ายภาพยนตร์ และครั้งหนึ่งเคยได้มีโอกาสแต่งหน้าให้กับ Miss Universe อย่าง คุณนาตาลี เกลโบวา (เป็นช่วงการถ่ายทำหนังสั้นของกระทรวงวัฒนธรรม) ซึ่งถือเป็นความทรงจำที่ครูเองประทับใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังเคยมีโอกาสได้ร่วมเป็นช่างแต่งหน้าเบื้องหลังให้กับดารา-นักแสดงหลายๆ คน อาทิ สาวิกา ไชยเดช (พิ้งกี้), ซาร่า มาลากุล เลน และนักร้อง-นักแสดงท่านอื่นๆ อีกมากมาย

“นอกเหนือจากนี้ ก็ยังรับเป็นอาจารย์สอนแต่งหน้าตัวเอง-สอนแต่งหน้าเป็นอาชีพอีกด้วย กอปรกับพอดี คุณกุลชาติ จิตขจรวานิช ผู้กำกับหนังภาพยนตร์ (พี่ชายครูแมว) และ ดร. กุลสวัสดิ์ จิตขจรวานิช (น้องชายครูแมว) ทั้ง 2 ท่านนี้ ได้เข้ามาช่วยเหลือในการดำเนินการธุรกิจและมี Contact เกี่ยวกับการ Make Up ของทั้งในและต่างประเทศ”

“จึงทำให้ครูเองได้มีโอกาสไปเรียนรู้ และ Workshop ของทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในเรื่องของเทคนิคกลเม็ด เคล็ดลับ Mix & Match ในศาสตร์ของการ Makeup ให้เข้ากับโครงหน้าของแต่ละบุคคล และสภาพผิวของสาวเอเชีย ซึ่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นเครื่องการันตีทุกคนมั่นใจในประสบการณ์ของครูได้เป็นอย่างดีค่ะ” อาจารย์กุลวดี กล่าว

ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) จึงไม่พลาดโอกาสดีๆ ที่จะเปิดคอร์สเรียนความงามสุดพิเศษอย่าง แต่งหน้าสวยสั่งได้ ใน วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 นี้ โดยวิทยากรมากฝีมืออย่าง อาจารย์กุลวดี จิตขจรวานิช (ครูแมว) เจ้าของธุรกิจการให้บริการความงามแบบ Delivery ในกรุงเทพฯ และในอดีตยังเคยเป็นถึง Makeup Artist แต่งหน้าดารา-นักแสดงชื่อดัง

สำหรับสาวๆ ที่อยากเรียนรู้…แต่ไม่เป็นอะไรเลย…แม้กระทั่งจับแปรง ไม่ต้องห่วงเพราะในชั่วโมงเรียน ครูแมวจะสอนกันตั้งแต่ทฤษฎีการวิเคราะห์โครงหน้า, สัดส่วน และองศาของรูปหน้าต่างๆ รวมไปถึงวิเคราะห์สภาพผิวหน้า ไปจนถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ, การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับใบหน้า, ขั้นตอนการผสมสีรองพื้น-การเลือกเฉดสี, ไปจนถึงเทคนิคการเขียนคิ้วให้เข้ากับโครงหน้าของแต่ละคน, เทคนิคการคัดเบ้าตา, เทคนิคการเขียนขอบปาก และเทคนิคอื่นๆ เกี่ยวกับความงามของผู้หญิ้ง…ผู้หญิง เรียกได้ว่า เรียนจบไปก็สามารถแต่งหน้าสวย…ด้วยตัวเองได้ไม่ยากเลยทีเดียว

“สำหรับคอร์สเรียนนี้ ครูแมวต้องการให้ทุกคนมีบุคลิกภาพที่ดีและเกิดความมั่นใจในตัวเราเองค่ะ ซึ่งในชั่วโมงเรียนครูจะนำความรู้และเทคนิคกลเม็ดเคล็ด (ไม่) ลับมาให้บุคคลที่มีความสนใจได้เรียนรู้กัน ซึ่งต้องบอกว่า คอร์สนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่มีความสนใจในด้านของการ Makeup โดยไม่จำกัดเพศ-วัย-อายุ ขอแค่คุณมีความสนใจและความตั้งใจในการเรียนรู้ก็เพียงพอค่ะ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของครูเอง”

“ส่วนผู้เรียนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะโดยปกติครูจะสอนแต่คนที่ไม่เป็นอะไรเลย…แม้กระทั่งจับแปรง ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน เพราะครูแมวมีหลักและวิธีการถ่ายทอดแบบ Professional เน้นภาคปฏิบัติ ลงมือจริง กับทฤษฎีควบคู่กันเป็นหลัก เทคนิค-กลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ เราจะสอนให้เข้าใจในชั่วโมงเรียนเลย ซึ่งสิ่งที่ได้รับคือ คุณจะได้รับรู้ถึงเทคนิคต่างๆ ในการ Makeup อย่างรู้ลึก รู้ชัด รู้จริง ในศาสตร์ของการแต่งหน้า และทำให้คุณมีเทคนิคในการแต่งหน้าได้อย่างมืออาชีพได้อย่างเหมาะสมกับโครงหน้าของแต่ละบุคคลอีกด้วยค่ะ”

ครูแมว ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการทำธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ธุรกิจของครูแมวผลตอบรับดีเกินคาดค่ะ นอกเหนือจากการ Service ในพื้นที่ กทม. ซึ่งตอนนี้ครูแมวได้มีการขยายพื้นที่ในการให้บริการในเขตต่างจังหวัดเพื่อรองรับลูกค้าให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ส่วนปรัชญาในการทำธุรกิจของครูนั้น เราควรที่จะมี 2 ใจ คือ 1. ความจริงใจ และ 2. ความตั้งใจ ในการประกอบอาชีพ เพราะถ้าเรามี 2 สิ่งนี้ทุกอย่างที่ทำลงไป ผลงานจะออกมาดีและมีคุณภาพอย่างแน่นอนค่ะ”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือ ID Line : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ทัวร์กินเที่ยวครบสูตร แบบเกษตรควบคู่ศิลปวัฒนธรรม ที่เมืองโอ่ง…ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ท่องเที่ยวเกษตร

ธัญวรัตน์ คงถาวร

ทัวร์กินเที่ยวครบสูตร แบบเกษตรควบคู่ศิลปวัฒนธรรม ที่เมืองโอ่ง…ราชบุรี

เมื่อชีวิตที่เร่งรีบในเมืองใหญ่ ทำให้ใครหลายต่อหลายคนโหยหาเวลาพักผ่อน การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติดูดดื่มอากาศบริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยในยุคนี้ “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” คำขวัญประจำจังหวัดที่นับเป็นสถานที่พักผ่อนที่หลายคนนึกถึง “ราชบุรี”

มติชนอคาเดมี และ ททท. เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบติสต์ๆ ด้วยการจัดทัวร์เชิญสื่อมวลชนท่องเที่ยว กับทัวร์ “กินเที่ยว แบบอาร์ต ที่ราชบุรี” การพักผ่อนแบบครบสูตรด้วยกิจกรรม กินเที่ยวจัดเต็ม พร้อมดื่มด่ำศิลปวัฒนธรรมและอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งและโพธาราม เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ในโครงการอาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย ของ ททท.

วัฒธรรมมอญ ที่ไม่สูญหาย

กิจกรรมแรกหลังจากเดินทางถึงจังหวัดราชบุรี คือการชื่นชมวัฒนธรรมชาวมอญที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง วัดเก่าแก่ในชุมชนบ้านม่วง ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนแห่งนี้เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ภายในพิพิธภัณฑ์ได้มีการแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงนิทรรศการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติมอญ ไฮไลต์อยู่ที่คัมภีร์ใบลานผูกที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ก่อนเดินทางออกจากวัดม่วง ได้มีโอกาสลิ้มรสขนมหวานขึ้นชื่อที่หากินยากของบ้านม่วง นั่นคือ ขนมปลากริมไข่เต่าเผือก รสชาติหวานมัน เอกลักษณ์คือกลิ่นหอมของเผือกที่เข้ากันดีกับน้ำกะทิเข้มข้น

อนุรักษ์ไทย ชมหนังใหญ่วัดขนอน

สถานที่ต่อไปที่ได้เยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน ที่จัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่และกรรมวิธีการแกะสลักตัวหนังใหญ่ บนเรือนทรงไทยเดิมร่มรื่นด้วยต้นไม้ หนังใหญ่ได้รับการยกย่องให้เป็นการละเล่นชั้นสูง เนื่องจากตัวหนังมีการแกะสลักลวดลายที่วิจิตรบรรจง อีกทั้งดนตรีประกอบที่บรรเลงโดยวงมโหรีปี่พาทย์ที่มีความไพเราะ นอกจากการชมนิทรรศการแล้ว ยังได้ชมการละเล่นหนังใหญ่ที่น่าตื่นใจอีกด้วย

จากโอ่งมังกร สู่งานศิลปะร่วมสมัย

หลังจากพักกินอาหารกลางวันที่ร้านคาวบอยคาเฟ่ ร้านอาหารที่ตกแต่งร้านสไตล์ Country ก็เดินทางต่อมายัง โรงงานเซรามิก เถ้า ฮง ไถ่ โรงงานผลิตโอ่งมังกรแห่งแรกในจังหวัดราชบุรี ก่อตั้งมาเป็นเวลานานเกือบ 80 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบัน ส่งต่อกิจการเปลี่ยนรุ่นมา 3 รุ่นแล้ว แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนใช้โอ่งเพื่อกักเก็บน้ำน้อยลง คุณวศินบุรี สุพานิชวรรภาชน์ ผู้บริหารคนปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนางานเซรามิกให้มีความร่วมสมัย หลุดออกจากกรอบเดิมๆ กลายเป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์และใช้งานได้จริง อีกทั้งยังได้เวิร์กช็อป ระบายสีตุ๊กตาชาววัง ที่ศูนย์บันดาลไทย ศูนย์กลางการให้บริการและคำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

ครีเอทอาหารขึ้นชื่อแห่งอำเภอโพธาราม “เต้าหู้ดำ”

ตกเย็น หลังจากเก็บสัมภาระเข้าห้องพัก ณ Aristo chic resort & Farm ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ โอบล้อมด้วยขุนเขาแล้ว กิจกรรมต่อไปคือ การครีเอทเมนูอาหารจากวัตถุดิบหลักขึ้นชื่อของอำเภอโพธาราม “เต้าหู้ดำ” เต้าหู้ดำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลือง ก่อนจะนำไปต้มในน้ำสีดำคล้ายพะโล้ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทรายขาว เกลือ อบเชย ซีอิ๊วดำ โป๊ยกั้ก น้ำตาลทรายแดง แล้วนำไปต้มนานเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน จนได้ก้อนเต้าหู้สีน้ำตาลเข้ม รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม ซึ่งการเวิร์กช็อปทำอาหารครั้งนี้ มี คุณนภาวดี พยัคฆโส หรือ เชฟแน๊ตตี้ เป็นผู้สาธิตเมนูผัดกะเพราและสลัดเต้าหู้ดำ ซึ่งลูกทัวร์ที่ทำอาหารรสชาติดีและตกแต่งสวยงาม จะได้รับรางวัลจาก คุณสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

หลังจากพักผ่อน เช้าวันต่อมายังได้ คุณพรรณษร ปฐมาภินันท์ ผู้บุกเบิกเส้นทางการปั่นจักรยานในอำเภอสวนผึ้ง มาครีเอทเมนูอาหารที่มีเต้าหู้ดำเป็นวัตถุดิบหลักทั้งเมนูคาวและหวาน

แวะชมความน่ารักจากเหล่าสัตว์นำเข้า

อัลปาก้าฮิลล์ แหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมเหล่าสัตว์นำเข้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและสัมผัสกับบรรดาสัตว์นานาสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ตัวอัลปาก้า แพรี่ด็อก กวางลายจุด หนูแฮมสเตอร์ หนูยักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีบริการป้อนอาหารให้ได้ใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง

Coro Field ฟาร์มเกษตร สร้างแรงบันดาลใจ

Coro Field ฟาร์มเชิงเกษตรไลฟ์สไตล์ฟาร์มมิ่ง แห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่สำหรับแสดงโชว์ 7-8 ไร่ จากการทดลองของคนรุ่นใหม่ที่ชอบการเกษตร เป็นเวลากว่า 3 ปี และเปิดตัวเมื่อ 14 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา คำว่า “Coro” นั้น มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า เวลา คำว่า “Field” คือ สนามกว้างๆ สีเขียว คุณพันดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการจัดตั้ง Coro Field ว่า “ด้วยปัจจุบันนี้ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งตลอดเวลา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้วรู้สึกว่าเวลาช้าลง แรงบันดาลใจแรกคือ การอยากให้ผู้คนในยุคเร่งรีบนี้อยู่กับตัวเองมากขึ้น

แรงบันดาลใจต่อมาคือ ความรู้สึกที่ว่าการเกษตรของไทยกำลังจะหายไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่สนใจน้อยลง โครงการ Coro Field จึงจัดตั้งขึ้น เพื่อต้องการสื่อว่าการเกษตรมีมนต์เสน่ห์ อยากให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานเกษตรกรมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดินด้วยการเกษตรสมัยใหม่ คาดหวังอยากให้ในอนาคตหากพูดถึงประเทศที่มีนวัตกรรมทางการเกษตรเป็น อันดับ 1 ต้องมาที่เมืองไทย”

สำหรับในโครงการ Coro Field พื้นที่ เฟส 1 เป็นพื้นที่ในการแสดงนวัตกรรม การเพาะปลูก และระบบโรงเรือน แบ่งได้เป็น 5 เซ็กชั่น คือ

1. Coro House ระบบการเพาะปลูกที่นำเทคโนโลยีการปลูกจากอิสราเอลมาใช้ พื้นที่ใน Coro Field ที่มีต้นไม้จะมีระบบการควบคุมอยู่ เรียกว่า ระบบ Coro Brain

2. Coro caf?

3. Coro Market เกิดจากนิสัยชอบกินของเจ้าของฟาร์ม และจากความเชื่อที่ว่า อาหารจะอร่อย วัตถุดิบต้องดีก่อน ซึ่งเมนูอาหารที่จำหน่ายในเซ็กชั่นนี้มาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และเมนูอาหารปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล

4. Coro Garden หรือสนามเด็กเล่นพืช ฟรีโซนสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมพืชผักหรือผลไม้ที่ปลูกในโครงการ 5. Coro Me หรือ โซน DIY กระถางต้นไม้ คอนเซ็ปต์หลักคือ ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชม เห็นว่าต้นไม้คือสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นการเคารพ มีกิจกรรมการอุปถัมภ์ต้นไม้ ซึ่งต้องกล่าวคำปฏิญาณเพื่อสัญญาว่าจะดูแลต้นไม้เป็นอย่างดี

สำหรับพืชที่ปลูกใน โครงการ Coro Field นี้ จะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ส่วนใหญ่เป็นพืชสายพันธุ์จากเมืองนอกที่ปลูกได้ยากในเมืองไทย อาทิ เมล่อนญี่ปุ่น มะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์ แตงโมแอฟริกา เป็นต้น

หลังจากเยี่ยมชม Coro Field ฟาร์มสุดชิลล์ สไตล์ญี่ปุ่นแล้ว สองกิจกรรมท้ายสุดของทัวร์ในครั้งนี้คือ การแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของ ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม นั่นคือ “ไชโป๊” ที่ตลาดเก่า 119 ปี เจ็ดเสมียน และปิดทริปการเดินทางเที่ยวเมืองราชบุรีในครั้งนี้ ด้วยการเดินทางไปยัง ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก ร้านเต้าหู้ดำเจ้าเก่าเจ้าแรกของอำเภอโพธาราม

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กิตติภณ เรืองแสน

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

ซาลาเปา เป็นอาหารว่างอีกเมนูหนึ่งที่เรามักเห็นจำหน่ายอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากเป็นอาหารที่หารับประทานง่าย ใช้เป็นอาหารรองท้องสำหรับรอมื้อหลัก หรือรับประทานเป็นอาหารว่างก็เป็นที่นิยม เพราะราคาไม่สูงมากนัก และในปัจจุบันมีคนคิดและปรับปรุงสูตรของการผลิตไส้ซาลาเปาให้มีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการในรสชาติของผู้บริโภคทุกกลุ่ม มีทั้งไส้หวาน ไส้หมูสับไข่เค็ม ไส้หมูแดง ไส้ครีม และไส้แปลกใหม่อื่นๆ สำหรับไส้ที่ขายดิบขายดี เพราะมีคนติดใจในรสชาติดั้งเดิมของซาลาเปาคือ ไส้หมูสับไข่เค็ม หรือไส้หมูแดง

ที่หมู่บ้านภูเขาแก้ว ถนนสถิตย์นิมานกาล ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี (ริมถนน 4 เลน สายอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ด่านชายแดนช่องเม็ก) จะมีซาลาเปานึ่งขายกันสดๆ อยู่ริมถนนหลายเจ้า เรียงรายกันไป เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่สัญจรไปมาได้แวะซื้อรับประทานกันทั้งวัน ด้วยเพราะความอร่อยจริงไม่อิงการโฆษณา ซาลาเปาที่นี่จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไปในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากภาคอื่นๆ ที่เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งไปด่านชายแดนช่องเม็ก ต้องผ่านเส้นทางนี้ ส่วนใหญ่จะจอดรถซื้อซาลาเปาเพื่อลิ้มลองรสชาติบรรเทาอาการหิวและซื้อเป็นของฝากกันทั้งนั้น

คุณจิตรลดา ทรัพย์ศิริ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ถนนสถิตย์นิมานกาล ชุมชนภูเขาแก้ว ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ผ่านการประกอบอาชีพมามากมายหลายประเภท ทั้งค้าขาย เย็บผ้า ซักรีด ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้หันมาทำซาลาเปา และขนมจีบ ขายสร้างรายได้อย่างงดงามที่หน้าบ้านของตนเองมากว่า 5 ปี โดยตั้งชื่อร้านว่า ร้านคุณย่า จนสามารถพลิกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งคุณจิตรลดา บอกว่า เนื่องจากชุมชนของตนหรือหมู่บ้านภูเขาแก้ว ตั้งอยู่ริมทางหลวง (ถนน 4 เลน) ซึ่งเป็นเส้นทางจากตัวเมืองอุบลราชธานี มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมายหลายจุดของจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็น ผาแต้ม แก่งสะพือ แม่น้ำสองสี พัทยาน้อย ด่านชายแดนช่องเม็ก รวมทั้งน้ำตกอีกหลายแห่ง จึงทำให้ได้เปรียบในด้านทำเลการค้าอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเภทอาหารการกินจะขายดีมาก และหนึ่งในจำนวนสินค้าริมทางที่สร้างชื่อสร้างเงินให้กับชาวบ้านที่นี่ก็คือ ซาลาเปา เพราะซาลาเปาที่นี่มีความอร่อย รสชาติเป็นหนึ่งมาตลอดถึงขนาดที่ว่า ถ้าเอ่ยชื่อ ซาลาเปาพิบูล (พิบูลมังสาหาร) นักชิมจะรู้และนึกออกทันที ถึงกับมีคนเอาชื่อไปแอบอ้างวางขายซาลาเปาแล้วติดป้าย ซาลาเปาพิบูล ทั้งๆ ที่มิได้เป็นซาลาเปาพิบูล แต่คนที่เคยลิ้มลองรสชาติของซาลาเปาพิบูลจะรู้ทันทีว่าอันไหนของจริงหรือของปลอม ส่วนร้านของตนก็จะทำซาลาเปาทั้งไส้หวาน ไส้เค็ม ไส้หวานก็มี ไส้เผือก ไส้สังขยา ไส้ครีม ไส้ถั่วดำ ส่วนไส้เค็ม ก็จะมี ไส้หมูสับ ไส้หมูสับหน่อไม้ ไส้หมูแดง และขนมจีบที่สะอาด อร่อย ไว้คอยบริการลูกค้า

คุณจิตรลดา กล่าวต่อว่า การทำซาลาเปาและขนมจีบของพวกตนจะทำกันเองภายในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน ทำให้มีต้นทุนผลผลิตต่ำ แต่กำไรสูง แต่ละวันเราจะนึ่งขายกันสดๆ ที่หน้าบ้านและจะขายหมดทุกวัน ทำให้มีรายได้ดีกว่าที่คิดไว้ ส่วนการทำซาลาเปาจะมีหลายสูตรตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคน ซึ่งแต่ละเจ้า มีเทคนิคหรือสูตรแห่งความอร่อยเป็นของตนเอง และความอร่อยจะเริ่มต้นตั้งแต่การทำแป้งซาลาเปา สูตรผสมจะสำคัญมาก ทั้งผสมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เช่น ส่วนผสมที่ 1 แป้งสาลี (ไม่ขอบอกยี่ห้อ) เหลือง 1 ขีด น้ำ 370 ซีซี ยีสต์ 1 1/2 ช้อนโต๊ะโดยมีวิธีทำดังนี้ ร่อนแป้งด้วยตะแกรงตาถี่ใส่ในภาชนะ นำยีสต์ผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นนำมาเทใส่แป้ง ค่อยๆ ใช้มือนวดจนเป็นเนื้อเดียวกันประมาณ 30 นาที เมื่อแป้งเนียนได้ที่แล้วจึงใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้งคลุมไว้ เพื่อหมักให้แป้งฟู ประมาณ 2-3 ชั่วโมง และส่วนผสมที่ 2 ประกอบด้วย แป้งสาลี 5 ขีด 2 1/2 ออนซ์ น้ำตาลทราย 300 กรัม ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ และเนยขาว 100 กรัม โดยมีวิธีทำก็คือ เมื่อหมักส่วนที่ 1 ได้ที่แล้ว จึงเทน้ำตาลทรายลงไปในส่วนที่ 1 นวดจนน้ำตาลละลายเข้าไปในเนื้อแป้ง แล้วเทแป้งสาลี ผงฟู นมสดลงไป นวดให้เข้ากัน (ปัจจุบันใช้เครื่องนวดแทนมือ) จึงเติมเนยขาว นวดต่อไปจนเนื้อแป้งฟูนุ่มมือ ถ้าแป้งแห้งเกินไปให้ค่อยๆ พรมน้ำอุ่น แล้วนวดแป้งต่อไป ประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้ง 20 นาที ใส่ไส้แล้วนำไปนึ่งในน้ำที่กำลังเดือด เมื่อสุกแล้วยกลงพักให้เย็น

ด้านการทำไส้ซาลาเปาให้มีรสเป็นเลิศ คุณจิตรลดา บอกว่า คนที่ทำซาลาเปาขายมักจะมีสูตรคล้ายๆ กันทั่วประเทศ ส่วนจะให้อร่อยจริงๆ นั้น มันเป็นเคล็ดลับของแต่ละคน นอกจากการทำแป้งซาลาเปาให้นุ่มนิ่มอร่อยแล้ว อันดับต่อมาอยู่ที่ไส้ของซาลาเปา อยู่ที่ว่าใครจะทำให้รสชาติของไส้อร่อยได้กว่ากัน ยกตัวอย่าง ไส้หวาน ทุกคนมีสูตรคล้ายๆ กันคือ ส่วนผสมประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือ เผือก 8 ขีด น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม และมีวิธีทำคือ ถ้าเป็นถั่วดำหรือถั่วเขียว แช่น้ำ 1 คืน (เผือกหรือถั่วเหลืองไม่ต้องแช่น้ำ) ต้มให้สุกนำมาโขลกหรือบดให้ละเอียด นำมะพร้าวมาคั้นเอาแต่หัวกะทิ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เดือด ใส่ถั่วลงไป กวนเรื่อยๆ เติมน้ำตาลทราย กวนจนแห้งเป็นอันเสร็จ และขณะที่ทำใครมีความสามารถพิเศษ เคล็ดลับพิเศษ หรือมีดีตรงไหนก็จะใส่ลงไปแบบไม่ยั้ง และขอบอกว่าซาลาเปาของเราไม่หวงส่วนประกอบ อย่างมะพร้าวหรือกะทิ นี่เต็มที่ไปเลย น้ำตาลต้องให้ถึง รสชาติจะได้ออกมาอย่างละมุนละไม ไม่หนักแน่นหรือเลี่ยนจนเกินไป

คุณจิตรลดา บอกอีกว่า ราคาขายซาลาเปาของตน จะขายในราคา ชิ้นละ 5 บาท ส่วนขนมจีบก็ราคาเดียวกัน ทั้งนี้ จะเริ่มตั้งเตานึ่งขายตั้งแต่เช้าตรู่ยันสี่หรือห้าโมงเย็น ซึ่งก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ส่วนรายได้จากการขายซาลาเปาและขนมจีบของตนเมื่อหักต้นทุนผลผลิตแล้วจะได้กำไรตกวันละ 500-1,000 บาท เดือนหนึ่งๆ ก็ประมาณ 15,000-30,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าช่วงไหนเป็นเทศกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะทุกฤดูกาล จะมากหน่อยก็เป็นช่วงฤดูแล้ง นอกจากจะนึ่งซาลาเปาขายหน้าร้านแล้ว ยังมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งทำ เพื่อนำไปจำหน่ายยังต่างหมู่บ้าน ต่างอำเภอ อีกด้วย และในแต่ละวันที่ร้านของตนยังมีขนมจีบที่ทำเอง รสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ไว้จำหน่ายให้ลูกค้าด้วย

หากท่านใดมีโอกาสผ่านไปเที่ยวที่แก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร หรือด่านชายแดนช่องเม็ก หรือผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี อย่าลืมแวะชิมรสชาติซาลาเปา-ขนมจีบ ร้านคุณย่า หากออกจากตัวเมืองอุบลราชธานี ก่อนถึงตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านคุณย่า จะอยู่ริมถนนทางด้านซ้ายมือ แต่ถ้าหากขากลับเข้าตัวเมืองอุบลราชธานี พอออกจากอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านจะอยู่ทางขวามือ มองเห็นป้ายบอกชื่อ ร้านคุณย่า อย่างโดดเด่นชัดเจน หรือสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมากก็โทร. (087) 454-7116 รับรองว่า ร้านคุณย่า ไม่สร้างความผิดหวังในเรื่องของความอิ่มอร่อยอย่างแน่นอน