พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตรกรรม แต่จากการสำรวจ พบว่าดินที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งปัญหาในภาพรวม นอกจากพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุ ในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปลูกข้าวและปาล์มน้ำมัน และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ได้อย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการ สำงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่ง สภาพดินในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงเป็นดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร รวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มาโดยตลอด

ที่ผ่านมาได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีนโยบายที่เน้นการขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแนวทางไว้ เช่น

การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางแก้ไข ที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่อง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำ

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช โดยบูรณาการร่วมกับกรมการข้าว ที่เข้ามาร่วมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูก

ผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมเคยได้ 10-20 ถัง ต่อไร่ ก็เพิ่มเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้

พร้อมกันนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีเป้าหมายที่จะขยายผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินไปสู่พื้นที่ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“กรมพัฒนาที่ดิน มุ่งเน้นการนำผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้น หรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง” นายปรีชา กล่าวในที่สุด

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จัดงาน ?มหกรรมตลาดเกษตรกร? ภายใต้แนวคิด ?ตลาดเกษตรกร นวัตกรรมตลาดเพื่อผู้บริโภค? ติดอาวุธทางปัญญา เสริมองค์ความรู้ด้าน ?การจัดการ? และ ?การตลาด? สู่เกษตรกร คัดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับพรีเมี่ยมโชว์ ระหว่าง วันที่ 30 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2559 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

สุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพด่านสินค้าเกษตรชายแดนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อติดตามประเมินผลโครงการ รวม 5 จังหวัด ได้แก่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อำเภอเชียงแสน และ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2559 พบว่า แต่ละด่าน มีการบูรณาการร่วมเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า และผู้ให้บริการขนส่งพึงพอใจมากต่อการให้บริการ เนื่องจากมีการให้บริการแบบไม่มีวันหยุด สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ด่านเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำได้ตลอดเวลา

คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจ้งว่า ปัจจุบัน จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่เพาะปลูกส้มโอขาวแตงกวา 2,726 ไร่ ผลผลิตประมาณ 3,788 ตัน ต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เตรียมจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ (International Congress of Meat Science and Technology หรือ ICoMST) ครั้งที่ 62 นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต แปรรูปและส่งออกด้านเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารของไทยที่ก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ และเพื่อสร้างความยั่งยืนด้านอาหารของโลก

โดยขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก ?เนื้อสัตว์เพื่อความยั่งยืนของโลก (Meat for Global Sustainability)? ระหว่าง วันที่ 14-19 สิงหาคม 2559 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย

นายมาซาโตชิ คิมาตะ (กลาง) President and Representative Director คูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย หรือ KUBOTA RESEARCH & DEVELOPMENT ASIA แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายฮิโรชิ คาวาคามิ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของเครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในระดับภูมิภาคอาเซียน และรองรับการออกแบบเครื่องจักรกลการเกษตรที่เน้นประสิทธิภาพที่หลากหลายสำหรับนาข้าวและทุกพืชไร่ ด้วยงบฯ การลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่ความเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ Global Major Brand

ร่วมมือ

เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ร่วมจับมือเดินหน้าเป็นสักขีพยานในการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อ-ขาย น้ำยาง ระหว่าง บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ?TRUBB? กับ ชุมนุมสหกรณ์ระยอง จำกัด หรือ ?ชสจ.ระยอง? และเครือข่าย ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ระยอง โดยมี นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กับ นายเฉลา ฉิมพู ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์จังหวัดระยอง จำกัด เป็นผู้ลงนามในการลงนามครั้งนี้มี นายเสนอ ชูจันทร์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ตลอดเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดระยอง ร่วมจับมือเดินหน้าเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วย

ร่วมงาน เฮลท์แคร์ 2016

นายวีระ โตสงคราม (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำผู้ประกอบการออกแสดงสินค้า ในงาน เฮลท์แคร์ 2016 ซึ่งจัดโดย เครือมติชน ระหว่าง วันที่ 16-19 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

?ข้าวไทย…อร่อย เปี่ยมคุณค่า

ข้าวไทยมีหลากหลายชนิด

แต่ละชนิด จะมีลักษณะเมล็ด สี และรสชาติอร่อย

และเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป

แต่ที่สำคัญยิ่ง ข้าวไทยทุกชนิดเป็นธัญพืช

ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

อุดมด้วยแร่ธาตุ กากใยธรรมชาติ และวิตามิน?

ข้อความจากแผ่นพับ กล่าวถึง ?ข้าวหอมมะลิไทย? โดย กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

?…ข้าวหอมมะลิไทย เป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาเรื่องการปลอมปน ทำให้ชื่อเสียงเรื่องคุณภาพข้าวหอมมะลิเสียไป กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกว่า ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 92 เพื่อรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยให้คงไว้ ซึ่งมาตรฐานด้านคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เราส่งออกข้าวหอมมะลิได้น้อยลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าไม่ได้ต้องการข้าวในมาตรฐานเดียวนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ คือลูกค้าสั่งข้าวหอมมะลิไปแล้วนำผสมเอง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า นำข้าวชนิดใด จากประเทศใดไปผสม แล้วไปติดตราสินค้าว่าเป็น ข้าวหอมมะลิไทย เลียนแบบบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า ว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย?

ส่วนหนึ่งของข้อความ ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาดข้าวหอมมะลิไทย ในทศวรรษที่ผ่านมา?? โดย DIT กรมการค้าภายใน ในเอกสารพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559

ข้าว เป็นทั้งพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย และรวมถึงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ ข้าวเป็นพืชดั้งเดิมที่เกษตรกรไทยปลูกกันมานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้การปลูกข้าวของไทยเป็นฐานของแหล่งประเพณี พิธีกรรม และวัฒนธรรมที่ดีงามต่อเนื่องกันมา อาชีพการทำนาในอดีตจึงเป็นอาชีพที่จำกัดและสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งมีประชากรไทยจำนวนมากที่ยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก เกิดเป็นแหล่งเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศ (ข้อความขึ้นต้นจาก คำนำ ในหนังสือ พลวัตเศรษฐกิจการผลิตข้าวไทย โดย อาจารย์สมพร อิศวิลานนท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิงหาคม 2552) และอีกส่วนหนึ่งของข้อความในบทนำจากเอกสารเล่มเดียวกันนี้ กล่าวไว้ว่า ?นับต่อนี้ไป อาจกล่าวได้ว่า สินค้าข้าวจะเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจของครัวเรือนในชนบท การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ทั้งทางด้านราคาข้าวและราคาพืชอื่นๆ รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิตจะส่งผลกระทบต่อภาวะการผลิตข้าวไทยอย่างไร และประเทศไทยควรปรับตัวในแนวนโยบายการผลิตข้าว พืชอาหาร และพืชพลังงานอย่างไร ถึงจะเอื้อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจข้าวของประเทศ เพื่อปรับตัวให้ทันกับความเป็นพลวัตของสถานการณ์ทางการตลาด ต่อภาวะวิกฤตอาหารของโลก และการสร้างความสมดุล ทั้งเพื่อการเป็นสินค้าส่งออก และการเป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ?

ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพดีที่ทั่วโลกเชื่อมั่น ไว้วางใจ เป็นอาหารหลักและรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยขึ้นอยู่กับวิถีการดำรงชีพ ประเพณี วัฒนธรรมในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความต้องการข้าวต่างชนิดกัน อาทิ ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือข้าวหอมมะลิ GI ข้าวนึ่ง ข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวสินเหล็ก โดยข้าวเหล่านี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถผลิตและส่งออกสนองความต้องการของผู้บริโภคไปทุกภูมิภาคทั่วโลก เป็นสิ่งยืนยันคุณภาพข้าวไทย เป็นที่นิยม เชื่อมั่น และวางใจตลอดมา

การส่งออกข้าวไทยไปภูมิภาคต่างๆ ตามแต่ละชนิดข้าวทั่วโลก ได้แก่

– ข้าวนึ่ง ส่งออกไปประเทศแอฟริกาใต้ เยเมน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย ฯลฯ

– ข้าวขาว ส่งออกไปประเทศเม็กซิโก เปรู ชิลี แคมารูน ไนจีเรีย อิรัก อิหร่าน โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

– ข้าวลักษณะพิเศษ ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ฯลฯ

– ข้าวหอมมะลิไทย ส่งออกไปประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เซเนกัล ตรินิแดด เปอร์โตริโก้ จาไมก้า สหรัฐอเมริกา แคนาดา โกตดิวัวร์ กานา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

จากเอกสาร พิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 โดย DIT กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 23 พฤษภาคม 2559 ได้บันทึกไว้ในหัวข้อเรื่อง ?เกิดอะไรขึ้นกับตลาด ?ข้าวหอมมะลิไทย? ในทศวรรษที่ผ่านมา?? ขออนุญาตสรุปเรื่องราวว่า ทำไม ประเทศไทยเราจะต้องปรับตัว เปลี่ยนยุทธวิธีมาสู้กับคู่แข่งการตลาดข้าว ซึ่งเราเคยเป็นผู้นำมาหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านั้น จัดได้ว่ากลายมาเป็นคู่ปรับ คู่แข่ง ที่ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์การตลาดโดยสรุป

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของโลกมาตลอด แต่ในระยะ 5 ปี มานี้ ส่วนแบ่งการตลาดของข้าวหอมมะลิไทย กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำสถานภาพเป็นรอง ถูกฉกชิง และแทนที่ด้วยข้าวสายพันธุ์กำเนิดเดียวกัน กับข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศส่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ ?ข้าวหอมมะลิ? อาจจะไม่ใช่ข้าวของคนไทย และของประเทศไทย เพียงหนึ่งเดียวดังที่ผ่านมา หรือต่อไป เนื่องจากข้าวหอมในตลาดโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวบาสมาติ (Basmati rice) ซึ่งมีประเทศอินเดีย และปากีสถาน เป็นผู้ผลิตหลัก เป็นที่นิยมบริโภคอย่างมาก ในตลาดแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลาง ส่วนข้าวหอมอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกว่า ข้าวหอมมะลิ (Jasmine rice) มีแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน โดยปัจจุบัน มีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญคือ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทย กับ ข้าวบาสมาติ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มข้าวหอมเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน โดยไม่ถือว่าเป็นสินค้าทดแทนกันได้ เพราะข้าวหอมมะลิมีค่าอมิโลสต่ำกว่าข้าวหอมบาสมาติ ทำให้ข้าวหอมมะลิมีรสชาติดี นุ่มนวล จึงเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชียตะวันออก และสหรัฐอเมริกา

ส่วนข้าวบาสมาติ มีค่าอมิโลสระดับปานกลาง และสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย ทำให้เมื่อหุงสุกแล้ว ข้าวมีลักษณะร่วน ไม่นุ่มเหมือนข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาตินิยมบริโภคกันในกลุ่มเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ข้าวทั้งสองชนิดจึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันของตัวสินค้าข้าว และลักษณะการนำไปปรุงอาหาร

ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิ ในชื่อ ?Thai Hom Mali Rice? เป็นข้าวที่มีมูลค่าการส่งออกสูง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถ้าเอ่ยถึงอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการส่งออกข้าวหอมมะลิ ทำให้มีชื่อเสียงในเวทีการค้าโลก เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย เดิมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ก่อนจะขยายตัวไปตลาดสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้

จากข้อมูลของ The Rice Trader ระบุปริมาณการค้าข้าวของโลก โดยเฉลี่ยประมาณ 40 ล้านตันข้าวสาร โดยในจำนวนดังกล่าวมีข้าวหอมที่เรียกกันว่า หอมมะลิ อยู่ 3 ล้านตันข้าวสาร ดูเหมือนจำนวนไม่มาก แต่ด้วยราคาซื้อ-ขาย ข้าวหอมมะลิในช่วงที่ราคาสูง เคยมากกว่าพันเหรียญสหรัฐ ต่อตัน จึงเป็นข้าวที่มีราคาสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากข้าวหอมกลุ่มบาสมาติ และข้าวหอมมะลิยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก จึงต้องหาคำตอบว่า ประเทศไทยผู้ซึ่งเคยเป็นแชมป์ตลาดข้าวหอมมะลิโลก จะยังคงรักษา หรือกลับมาดำรงตำแหน่งแห่งศักดิ์ศรีนี้ต่อไปได้หรือไม่ เพราะเป็นเวทีแห่งศักดิ์ศรีที่จะทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวไทย จึงต้องคำนึงถึงผลผลิตเชิงเศรษฐกิจ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อจะนำภาพลักษณ์ระดับพรีเมี่ยมกลับมาในระบบอีกต่อไป

ประเทศไทย กำลังเผชิญกับศึกรอบทิศในตลาดข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และกำลับขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทยจะต้องคำนึงถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อจะได้รีบหาคำตอบ ว่าจะดึงตลาดข้าวหอมของไทยในเวทีตลาดโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ประกอบกับปัจจุบัน ลูกค้ารายสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ต่างก็มีปริมาณการค้าที่ลดลง เช่นเดียวกับตลาดในแถบแอฟริกา ที่เคยเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของไทยในกลุ่มข้าวหอมหัก ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นการบริโภคข้าวหอมเต็มเมล็ดเกรดล่าง ซึ่งนำเข้าจากประเทศเวียดนามแทน และอีกปัจจัยที่มีผลให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณลดน้อยลง คือ มาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ถูกระบุชนิดและคุณภาพข้าวตามความต้องการของลูกค้า และด้วยความที่ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิดังที่กล่าวไว้ในช่วงแรกของคำขึ้นต้นมาแล้ว

ในปี พ.ศ. 2558 มีการจัดเกรดโรงสีข้าวโดยการติดดาว โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการจัดเกรดโรงสีข้าวด้วยการติดดาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การค้าข้าว ผู้ประกอบการโรงสีข้าวของประเทศไทยให้มีการบริหารจัดการทั้งด้านกระบวนการผลิต การดูแล และเก็บสินค้าข้าว จนถึงการรับซื้อผลผลิต และจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน การส่งออกข้าว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในประชาคมอาเซียน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ก็ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากเป็นประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าวหอมประเภทต่างๆ อย่างสำคัญยิ่ง

สำหรับการพัฒนาด้านการผลิตแปรรูปจากโรงสีข้าวให้มีระบบมาตรฐาน การผลิตข้าวสารที่มีความปลอดภัยในการบริโภค และการส่งออกซึ่งเป็นการผดุงรักษาชื่อเสียงและคุณภาพต่อประเทศลูกค้าผู้บริโภคนั้น ก็จะมีผลจากระบบมาตรฐาน GMP (GOOD MANUFACTURING PRACTCE ) และ HACCP (HAZARD ANALYSIS CRITICAL CONTROL POINT) จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ตามยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาสู่การสู้กับคู่แข่งเป็นเบื้องต้นเช่นกัน

มีรายละเอียดจากเอกสารในพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 ได้กล่าวถึงการเกิดอะไรขึ้นกับข้าวหอมมะลิไทย กับหัวข้อเรื่อง ?เมื่อคู่แข่งปรับ…ถึงเวลาเรา (ต้อง) เปลี่ยน? โดยวิเคราะห์ประเทศคู่แข่งที่จะมาช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมของไทยกันอย่างคึกคัก เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดจากข้อมูลในเอกสารฉบับดังกล่าวว่า…ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง? ในฉบับหน้าต่อไป

เพลง ชีวิตชาวนา

ศรเพชร ศรสุพรรณ

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายายด้วยใจสู้กับปัญหา ตากแดดตากฝน อาบเหงื่ออาบทั้งน้ำตา หน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า เกิดมาเป็นชาวนาไทย

ตื่นเช้าต้องรีบลุกจากที่นอน เก็บเสื่อเก็บมุ้งเก็บหมอน จากจรสู่ทุ่งนาไกล แม้แดดจะร้อน แม้ฝนเปียกปอนเพียงใด แต่ใจยังคงสู้ไหว ปลูกข้าวเรื่อยไปเพื่อไทยทุกคน

แม้เหนื่อยเพียงไหน ถ้าขายราคาตกต่ำ ถึงแม้เจ็บช้ำ แต่ใจก็ยังอดทน เหนื่อยใจ เหนื่อยกาย จากรายได้ผลิตผล ชีวิตชาวนาหลายคน เจ็บช้ำหลายหน ไม่มีคนรู้

ชีวิตเกษตรลูกชาวนาไทย เกิดจากปู่ย่าตายาย สืบสานไว้เป็นดั่งครู จะเป็นอย่างไรอยากจะให้ชาวไทยได้รู้ จะขอทำนาต่อสู้ เพื่อให้ได้รู้ ชีวิตไทย จะขอทำนาเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวดี

บทเพลงมุ่งมั่น ยอมรับในสัมมาชีพ ไม่ได้บ่นน้อยใจ แต่บอกความในใจที่สู้ทน ยลยิน สู้ดินและฟ้า เทิดทูนบูชาความรู้ที่สืบสานจากบรรพบุรุษ ไม่ยี่หระต่อคำว่าเป็น ?ชาวนา?

มาถึงยุคนี้ ซื้อขายข้าวคราวละเป็นแสนเป็นล้านตัน ปลูกข้าวได้มากเพียงใด ก็ส่งของดีออกขายเมืองนอก เพราะคำว่า ?ส่งออก? คือเศรษฐกิจของชาติ โดยอาจจะลืมว่า ?เศรษฐกิจครัวเรือน? คืออะไร สักกี่ล้านตันข้าวสาร หรือกี่ล้านโกดังข้าวเปลือกที่เป็นของพ่อค้า ชาวนาก็ยังคงยินดีเลือกทำนาปลูกข้าวเรื่อยไป เพื่อพี่น้องไทยได้กินข้าวหอมมะลิอย่างดี แต่ตัวชาวนานี้ ขอเพียงมี ?ข้าวสารกรอกหม้อ? ก็พอที่จะมีชีวิตสู้ต่อไป

ทำไม…วิศวกรไฟฟ้า อย่าง “อาวุธ ลึกมณี” จึงสนใจงานเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทำไม…วิศวกรไฟฟ้า อย่าง “อาวุธ ลึกมณี”

จึงสนใจงานเกษตร

เป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายปีมานี้ ได้เห็นภาพตามสื่อหลายสำนักถึงการก้าวเข้ามาทำอาชีพเกษตรกรรมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากขึ้น บางรายมีดีกรีถึงปริญญาโทหรือเอกเสียด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตภาคเกษตรกรรมของไทยได้ก้าวเข้าสู่การทำเกษตรกรรมแนวใหม่

จะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อได้พบกับวิศวกรหนุ่ม คุณอาวุธ ลึกมณี หรือ คุณเก่ง ขณะคุมงานก่อสร้างบ้านพักลูกค้าในบริเวณใกล้ที่พักผู้เขียน จนนำไปสู่การสนทนาที่ถูกคอขึ้น เนื่องจากคุณเก่งสนใจเรื่องการเกษตร แล้วยิ่งได้ทราบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านชนิดซื้อเกือบทุกเล่ม ยิ่งทำให้การพูดคุยดูจะมีรสชาติหนักมากขึ้น

คุณอาวุธ เป็นคนเพชรบูรณ์ ย้ายมาเรียนใน กทม. จนจบปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อ ปี 2540 หลังจากเรียนจบแล้วไปทำงานตรงตามสาขาที่เรียนมาอยู่ที่ชลบุรีนานถึง 5 ปี จากนั้นเส้นทางอาชีพหันเหไปด้านโยธา ด้วยการไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง

แล้วอะไรเป็นเหตุผล

ให้เกิดความชอบเกษตรกรรม??

สมัยเด็กเรียนระดับประถมศึกษา คุณเก่ง คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเกี่ยวกับการเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ บนบ่อปลา แล้วสงสัยว่าถ้าปลากินขี้หมู/ขี้ไก่ เป็นอาหารแล้ว คนจะนำปลาไปรับประทานได้หรือ??

ความสงสัยเช่นนี้ถูกปลูกฝังมายาวนานกว่า 30 ปี กระทั่งเขาโตขึ้น จึงแสวงหาความรู้จากตำรา เอกสารด้านการเกษตรที่เกี่ยวกับพืช/สัตว์ ทุกสำนัก พร้อมไปกับการแสวงหาความจริงด้วยการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปลูกดอกไม้ ปลูกผัก ผลปรากฏว่ามีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งก็มิได้ท้อแท้หรือถอดใจเลย แต่กลับมุ่งมั่นเติมเต็มความรู้ ตลอดจนฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้น

คุณเก่ง มีมุมมองในเรื่องงานเกษตรที่น่าสนใจว่า เมื่อมีการพูดถึงภาคเกษตรกรรมแล้ว ภาพที่สะท้อนออกมามักมองเรื่องความยากจน แต่ถ้ามองให้ลึกในทุกมิติแล้วมันไม่ใช่เกิดขึ้นจากตัวอาชีพเกษตรกรรม เพียงแต่การทำการเกษตรอาจไม่มีรูปแบบคงที่ตายตัวอย่างในอดีตเท่านั้น หรือถ้ามองอีกอย่างว่า การทำเกษตรอาจเป็นตรรกะที่ต้องใช้ความรู้ การทดลอง เหมือนอย่างที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากงานเกษตรก็ถือเป็นศาสตร์ประเภทหนึ่งเช่นกันคือ ต้องมีการค้นหาเหตุและผลในคราวเดียว

วิศวกรรายนี้ชี้ว่า ถ้าชาวนาพยายามหาแนวทางการลดต้นทุนการทำนาให้น้อยลงอย่างเต็มที่ อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้สำเร็จ โดยใช้กรอบแนวคิดคือ ความประหยัด ความจริง แล้วชาวนาทุกคนมีศักยภาพในการปลูกข้าวที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมีจุดอ่อนในเรื่องการสร้างแบบแผนที่ชัดเจน สมัยนี้เทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ลดการใช้แรงงาน อย่างเช่น เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถทำได้ 4-5 ไร่ ต่อวัน เพียงคนเดียว แถมยังลดการสูญเสียปริมาณข้าวจากการหว่าน ทำให้ช่วยลดต้นทุนได้มาก หรือแม้แต่แนวทางการใช้วิธีแกล้งข้าวที่ช่วยในเรื่องการลดการใช้น้ำ

“ฉะนั้น แนวทางแบบนี้ถ้าเลือกใช้อย่างถูกวิธี หรือจัดให้เป็นระบบแบบแผนจะเป็นเครื่องมือช่วยในเรื่องการทำนาได้อย่างดี อีกทั้งความทันสมัยเช่นนี้จึงทำให้ชาวนารุ่นใหม่สามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้ทั้งการกำหนดเวลา และงบประมาณ ซึ่งต่างจากแนวทางในอดีต แต่ที่น่าวิตกคงเป็นเรื่องราคาขายที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น”

คุณเก่ง ไม่ได้เพียงแค่พูดและคิด เขาได้ลงมือปลูกข้าวด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ แถวชัยภูมิ ก่อนลงมือปลูกได้รับการดูแคลนจากหลายคนที่ต่างเชื่อว่าไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะไม่เคยทำนามาก่อน แต่ก็มิได้โกรธเคืองประการใด แล้วยังถือเป็นตัวเร่งเพื่อกระตุ้นให้ต้องทำให้สำเร็จเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านั้นให้จงได้

ก่อนลงมือทำมีการหาความรู้ หารายละเอียดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม คือพันธุ์อีเหลืองกับหอมมะลิ ดูวิธีปลูกจริงในยูทูป แล้วลงมือปลูกทันที เป็นนาหว่าน พอได้เวลาเกี่ยวหารถเกี่ยวไม่ได้ เลยตัดสินใจเกี่ยวเอง โดยพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ ใช้เวลาเกี่ยวเองประมาณ 3 วัน ปรากฏว่าได้ผลดีในระดับมือใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 200-300 กิโลกรัม และเป็นครั้งแรก จึงถือว่าสอบผ่านในฐานะชาวนามือใหม่ เพราะระหว่างปลูกข้าวต้องทำงานประจำไปด้วย

ทำแปลงทดลอง

ปลูกมะนาว หาพันธุ์เหมาะ

เพื่อปลูกเป็นการค้า

พอเสร็จจากข้าว คุณเก่ง หันมาสนใจเรื่องมะนาวต่อ แล้วศึกษาเรื่องการปลูกมะนาวด้วยการซื้อตำรา เอกสาร หนังสือทุกชนิดมาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอยู่เป็นประจำเกือบทุกเล่ม

คุณอาวุธ มองมะนาวว่าเป็นพืชที่ไม่เคยโกหกมาตั้งแต่เด็กจนโต โดยพบความจริงอยู่เป็นประจำตรงที่ มะนาว มีราคาแพงมากในช่วงหน้าแล้ง แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมามีหลายคนเห็นปัญหาตรงนี้แล้วใช้โอกาสด้วยการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้แก้ไข จนทำให้ราคาถูกลงมาก แต่คงต้องใช้เวลาให้ยาวนานกว่านี้อาจเห็นความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเป็นการค้นหาความจริง คุณเก่ง จึงทำแปลงทดลองปลูกมะนาวในวงบ่อที่บ้านพักจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 บ่อ โดยวางแผนการปลูกด้วยการผสมผสานหลักคิดทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา เหตุผลที่คุณเก่งทำเช่นนี้เพราะต้องการหาข้อมูลมะนาว เพื่อเปรียบใช้ปลูกเชิงการค้าต่อไป

เริ่มจากการกำหนดดินปลูกให้เป็นชั้นๆ เพื่อเป็นการสะสมธาตุอาหาร เช่น ชั้นดิน ชั้นปุ๋ย และชั้นแกลบ และต้องวางระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพ แล้วการเลือกสายพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้น ถ้านำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาบูรณาการให้เหมาะสมกัน ก็น่าจะสัมฤทธิผลได้ไม่ยาก

สำหรับพันธุ์มะนาวในแปลงทดลองนี้ เลือกมา จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ แป้นรำไพ เอี้ยมเซ้ง (ซื้อต้นพันธุ์มาจากเทคโนฯ) และแป้นพิจิตร เพราะต้องการเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของแต่ละพันธุ์ ทั้งเรื่องการทนโรค การให้ผลผลิต ความทนแล้ง

ภายหลังจากลงมือปลูกไปได้สักพักหนึ่งพบว่า แป้นพิจิตร ทนแคงเกอร์ได้ดี รองลงมาเป็นเอี้ยมเซ้ง ส่วนแป้นรำไพถือว่าอ่อนแอ แต่เมื่อมามองในเรื่องคุณภาพ ปรากฏว่า แป้นรำไพ ให้ความสมบูรณ์ดีมาก แป้นพิจิตรมีลักษณะผลสวยแต่เปลือกหนา ส่วนเอี้ยมเซ้งเปลือกบาง น้ำดี

สำหรับผลผลิตที่ได้จากแปลงทดลองในปีแรก แป้นพิจิตร ได้จำนวน 500 ผล ต่อต้น เอี้ยมเซ้ง ได้จำนวนใกล้เคียงกับแป้นพิจิตร ส่วนแป้นรำไพได้น้อยมาก ซึ่งต้องกลับไปค้นหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นจากแปลงทดลองจึงเป็นข้อสรุป และข้อมูลตัดสินเพื่อนำพันธุ์ที่เหมาะสมมาปลูกในเชิงการค้าต่อไป

การใส่ปุ๋ยมะนาวเป็นปุ๋ยตัวหน้าสูง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น ใส่ปุ๋ยคอก ส่วนการให้น้ำในช่วงปลูกต้องให้ทุกวัน และดูแลเช่นนี้ไปเป็นเวลา 8 เดือน พอเข้าถึงเดือนกันยายน-ตุลาคม จึงเริ่มทำนอกฤดูด้วยการหยุดให้น้ำเด็ดขาด แต่ด้วยความที่ตัวเองทำงานอยู่กรุงเทพฯ จึงต้องใช้วิธีโทรศัพท์กลับไปบอกทางบ้านว่าไม่ต้องรดน้ำต้นมะนาวเลย

เมื่อสังเกตว่าเริ่มมีใบเหี่ยวงอ แล้วร่วง ต้นดูโทรม เป็นสัญญาณบอกว่าต้นมะนาวขาดน้ำเต็มที่ จึงเริ่มให้น้ำและปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทันที เมื่อออกดอก พบว่า แป้นพิจิตรกับเอี้ยมเซ้ง ให้ดอกดกมาก แต่แป้นรำไพมีน้อย พอเข้าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลมะนาวเริ่มมีขนาดใหญ่เก็บได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงให้ดอกไปจนถึงติดผล ไม่มีการบำรุงต้นอะไรเลย เพราะเห็นว่าเป็นแปลงทดลอง เพียงแต่ต้องการหาข้อมูลที่แท้จริงมากกว่า เพื่อเป็นแนวทางการวางแผนปลูกมะนาวพันธุ์ที่เหมาะสมกับตลาดอย่างจริงจัง พร้อมไปกับต้องการสรรหาพันธุ์แปลกใหม่เข้ามาปลูกเพื่อ เพาะ-ขยาย ต่อไป

สนใจปลูก เพกา เพื่อการค้า

ต้นเพกา หรือ ลิ้นฟ้า คือพันธุ์ไม้ชนิดต่อไปที่คุณเก่งสนใจต่อจากมะนาว เขาบอกว่า ความจริงไม้ชนิดนี้ปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่คนมักมองข้ามความสำคัญของไม้ชนิดนี้ หากไปเดินตามตลาดมักหายาก ดังนั้น คุณเก่งจึงมองพืชชนิดนี้ทางการตลาด เพราะหายากและมีราคาดีมาก เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพร ทั้งนี้ เพราะมีเพื่อนปลูกอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีขนาดยาวมากเป็นเมตร

คุณเก่ง ปลูกเพกาพันธุ์เตี้ย ปลูกมาได้ปีกว่าแล้ว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพียงแต่ไม่ควรให้ขาดน้ำ ในกรณีที่ต้องการเร่งให้เจริญเติบโตและมีผลผลิตรวดเร็ว ควรใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ปลูกลงดินระยะระหว่างต้น 2 เมตร ต้นพันธุ์ที่ซื้อมาเพาะจากเมล็ด ราคาต้นละ 20 บาท ขณะนี้ปลูกเพกาไว้ จำนวน 20 ต้น และเป็นพืชที่ปลูกในลักษณะการทดลองเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ปลูกเพกา เพราะต้องการเพาะขายต้นพันธุ์

หลักคิดการทำเกษตรของคุณเก่งจะให้ความสำคัญไปที่การลดต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ คุณเก่งบอกว่าเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะถูกปลูกฝังแนวคิดมาจากสาขาวิชาที่ร่ำเรียน ซึ่งพยายามหาวิธีลดต้นทุนในเชิงอุตสาหกรรม หาวิธีทำให้ประหยัด และเกิดความแข็งแรง เลยทำให้มีความคิดประยุกต์แล้วนำมาปรับใช้ในวงการเกษตรกรรม

คุณเก่ง วางแผนชีวิตไว้ว่า ในอนาคตคงเดินหน้าทำสวนเกษตรเต็มตัว แล้วต้องการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งนี้เพราะมองว่าการปลูกพืชควรมีความหลากหลาย เพราะพืชแต่ละชนิดมีลักษณะทางธรรมชาติต่างกัน อีกทั้งความเป็นสวนผสมผสาน สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าได้ทุกตารางนิ้ว เพียงแต่ว่าจะหยิบจับอะไรขึ้นมาทำเท่านั้น อย่างที่ผมทดลองทำอยู่ คือระหว่างต้นมะนาวได้ปลูกพืชอื่นแซม เพื่อเป็นการไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างโดยไร้ประโยชน์

เนื้อที่บ้าน จำนวน 1 ไร่ คุณเก่ง แบ่งมาทำแปลงทดลองปลูกพืชชนิดต่างๆ ประมาณ 1 งาน โดยตอนนี้ยังไม่คิดทำในเชิงธุรกิจ เพราะอยู่ระหว่างการทดลองศึกษาหาข้อมูล เสมือนเป็นห้องเรียน

ปัจจุบัน คุณเก่ง ลาออกจากการเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างแล้ว และไปเปิดร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ โดยได้นำไม้ผลอย่างมะนาว รวมถึงพืชผักชนิดอื่นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ถือเป็นการยึดหลักแนวคิดของการลดต้นทุน ทำให้ประหยัด สร้างกำไรเพิ่ม

ถึงแม้คุณเก่งจะไม่ได้ร่ำเรียนหรือคลุกคลีกับแวดวงเกษตรอย่างชนิดเข้มข้น แต่ด้วยความมีใจรัก การใฝ่รู้ การเสาะแสวงหาข้อมูลในแหล่งต่างๆ ตลอดถึงการนำหลักคิดของความมีเหตุและผลเข้ามาวิเคราะห์ กระทั่งนำไปสู่ความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ฉะนั้น การแสดงความคิดของเขา ถือเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจ…ใครที่สนใจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล โทรศัพท์ไปหา คุณเก่ง (คุณอาวุธ ลึกมณี) ที่ โทร. (091) 490-7611

ไปตะลุยสวนออร์แกนิก สัมผัสวิถีเกษตรกรอินทรีย์ กับมูลนิธิสังคมสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ไปตะลุยสวนออร์แกนิก สัมผัสวิถีเกษตรกรอินทรีย์ กับมูลนิธิสังคมสุขใจ

จากการเปิดเผยข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงผลการสุ่มตรวจหาสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้อินทรีย์ หลายรายการพบสารเคมีตกค้างที่สูงเกินค่ามาตรฐานกำหนด ข้อมูลนี้สร้างความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

และเมื่อค่ามาตรฐานความปลอดภัย ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ พฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย ก่อนหยิบจับสินค้าใส่ตะกร้าต้องสืบค้นหาข้อมูลให้รู้ชัด มาจากแหล่งไหน รูปแบบการปลูกเป็นอย่างไร มีวิธีการตรวจสอบไหม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทางมูลนิธิสังคมสุขใจ หนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนวิถีเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ สามพรานโมเดล จึงจัดทริปพิเศษ พาลูกค้าตลาดสุขใจสัญจร ที่สนใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทั้งพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ สื่อมวลชน และภาคเอกชน อย่าง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี และนครปฐม ไปพบคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของเกษตรอินทรีย์ ภายใต้กิจกรรม ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ครั้งที่ 2 ขึ้น เพื่อสัมผัสวิถีชีวิต แนวคิด และการเอาใจใส่ดูแลผลผลิตของเกษตรระบบอินทรีย์

ความพิเศษของทริปนี้ เป็นการขยายเรื่องราวเกษตรอินทรีย์ที่มากกว่าเรื่องของพืชผัก ผลไม้ แต่เป็นการลงไปดูวิธีการเลี้ยงหมูหลุมอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดูการทำสวนเกษตรผสมผสานที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ไปลิ้มรสชาติอาหารอินทรีย์สดจากไร่ ในบรรยากาศกลางสวนด้วยเมนูพิเศษ ทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูหลุมอินทรีย์ สลัดอินทรีย์ น้ำปั่นผักอินทรีย์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น อีกทั้งการเดินทางในครั้งนี้ใช้รถที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นั่นคือ นิสสัน เอ็กซ์ เทรล ไฮบริด

คุณอรุษ นวราช เลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดล กล่าวถึงกิจกรรม ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ว่า เป็นหนึ่งแผนงานที่สำคัญของโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นคนปลายน้ำให้มาเจอกับคนต้นน้ำ ได้เห็นกระบวนการคิด การพัฒนาแปลงปลูก ความเอาใจใส่ของเกษตรกร เห็นแหล่งที่มาอาหารของเขา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่จากภาพการพูดคุย การซักถามในเชิงลึกของลูกค้า ความสนใจของสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา ความเพียรพยายามลองผิด ลองถูก ในการพึ่งพาตนเอง หลังลดและเลิกการใช้เคมี มั่นใจว่าจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทั้งผู้บริโภคและสื่อมวลชน จะเห็นความสำคัญของการเลือกอาหารปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรเองก็จะตระหนักถึงการสะสมองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาต่อไป

สำหรับทริปนี้เป็นการคัดเลือกลูกค้าตลาดสุขใจสัญจร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ที่ร่วมทำแบบสอบถามของโครงการ และได้คะแนนสูงสุด 10 ลำดับแรก พร้อมเพื่อน 1 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยกำหนดออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ด้วยขบวนรถยนต์นิสสัน รุ่น เอ็กซ์ เทรล ไฮบริด มุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ตามเส้นทาง ?Shop สุขใจพาเที่ยวสวน? ครั้งที่ 2

มารู้จักหมูหลุมอินทรีย์

จุดหมายแรก แวะกันที่ ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบทตำบลดอนแร่ พูดคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล กับ คุณอรุษ นวราช ก่อนไปทำความรู้จักกับ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี เจ้าของฟาร์มหมูหลุมอินทรีย์และผลิตภัณฑ์หมูหลุมอินทรีย์ แบรนด์ G-PORK

จุดนี้หลายคนถึงกับแปลกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าฟาร์มหมูขนาดใหญ่ที่เลี้ยงหมูกว่า 300 ตัว แต่กลับไม่มีกลิ่นขี้หมู หรือแมลงวันมากวนใจแม้แต่น้อย ซึ่งได้รับคำอธิบายจาก คุณสุพจน์ ว่า

หมูหลุมอินทรีย์ คือหมูที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้วิธีขุดหลุม รองพื้นคอกด้วยแกลบ ใช้จุลินทรีย์ที่หมักจากวัสดุธรรมชาติราดทับ และใช้ผสมน้ำให้หมูกิน เพื่อช่วยขจัดกลิ่น อาหารที่หมูกินก็มีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องมีน้ำเสียจากการล้างคอก ตัดวงจรแมลงวัน ทำให้หมูอารมณ์ดี สร้างภูมิคุ้มกันได้เองโดยไม่ต้องใช้วัคซีนหรือยาปฏิชีวนะใดๆ เนื้อหมูที่ได้มีคุณภาพดี ไม่มีกลิ่นคาว และไม่ส่งกลิ่นรบกวนด้วย ซึ่งต่างจากการเลี้ยงหมูทั่วไป ที่หมูต้องใช้ชีวิตอยู่ในคอกปูน ต้องทนร้อน แถมยังต้องสูดดมกลิ่นไนโตรเจนของมูลตัวเอง ตลอด 120 วัน ทำให้ปอดเป็นจุด ป่วยง่าย จึงต้องฉีดวัคซีนและยาปฏิชีวนะ

?หมูที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มปิด เมื่อผ่าซากดูจะเจอจุดที่เรียกว่า จุดวิกาฬในตับและปอด สิ่งที่บ่งบอกกลิ่นเหม็น แต่ในหมูหลุมหายไป 6 เท่า หากเทียบกับหมูในระบบฟาร์ม และจะไม่มีจุดวิกาฬ ปอดและตับ จึงใสสะอาด เมื่อหมูคุณภาพดี ก็จะทำให้ขายได้ราคาดีกว่าหมูทั่วไปกิโลกรัมละ 20 บาท ขณะที่แกลบรองพื้นกลายเป็นปุ๋ยคอกชั้นดี เพราะมีค่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูงกว่าระบบฟาร์มหมูทั่วถึง 4 เท่า สร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันผมมีหมู 300 ตัว เลี้ยงในระบบหมูหลุมทั้งหมด โดยผลผลิตที่ได้ส่งขายโรงเรียนปัญโญไทย ตลาดสุขใจ และในห้างสรรพสินค้าทั่วไป ภายใต้แบรนด์ G-Pok? คุณสุพจน์ ให้ข้อมูล

พบคนต้นน้ำ @ ไร่รวงข้าว

ออกจากฟาร์มหมูหลุมมุ่งหน้าสู่ไร่รวงข้าว ตำบลน้ำพุ ทำความรู้จักกับ คุณป้าลำพึง ศรีสาหร่าย หญิงแกร่งร่างเล็กในวัยกว่า 50 ปี ที่กลับใจจากเคมี หันมาพลิกฟื้นผืนดิน 15 ไร่ ที่เคยผ่านการทำเกษตรกรรมเคมีจนทำให้หน้าดินเสีย ให้คืนกลับมาอุดมสมบูรณ์และเขียวขจีไปด้วยสวนป่าและพืชผักผสมผสาน อาทิ แครอต ไชเท้า คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด มันญี่ปุ่น ต้นหม่อน กล้วย มะม่วง เป็นต้น

คุณป้าลำพึง หนึ่งในเกษตรกรคนต้นน้ำ เล่าถึงจิตวิญญาณและความตั้งใจของคนทำเกษตรอินทรีย์ ให้กับคนปลายน้ำฟังว่า คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีใจรัก ขยัน และอดทน ทนเหนื่อย ทนร้อน เพราะทุกอย่างต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างวัชพืชบางชนิดต้องถอนด้วยมือ เพราะเราไม่ใช้สารเคมี น้ำหมัก ปุ๋ยหมักต่างๆ เราก็ทำเองทั้งหมด แต่ป้าก็มีความสุขที่ได้ทำอาชีพนี้ ได้ผลิตอาหารดีๆ ให้คนอื่นได้กิน เราเองก็ได้กินของดีๆ ด้วย และขอตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า จะเกิดสักกี่ชาติก็จะขอเป็นเกษตรกรอินทรีย์ เดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่เอาเปรียบใคร จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะสิ่งค้นพบคือความสุขที่ยั่งยืน

ที่ไร่รวงข้าว นอกจากได้ฟังเสียงสะท้อนจากหัวใจที่กล้าแกร่งในการยืนหยัดทำเกษตรอินทรีย์ให้ทุกคนได้มีสุขภาพดี คุณป้าลำพึงยังนำคณะเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมกิจกรรมไปชมแปลงปลูก พร้อมอธิบายถึงวิธีการปลูก การดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย รวมถึงการทำปุ๋ย น้ำหมักต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังได้เห็นภาพการทำงานของเกษตรกร สองมือที่กำลังถอนหญ้าในแปลงอย่างเอาใจใส่ สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการผลิตอาหารอินทรีย์ให้ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ยิ่งได้ลิ้มชิมรสผักสลัดที่คุณป้าลำพึงเก็บสดๆ จากสวน จัดเตรียมไว้ต้อนรับ ก็ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความต่างของเกษตรอินทรีย์ได้โดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ

ด้าน คุณพรประไพ เสือเขียว หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมและเป็นลูกค้าประจำของตลาดสุขใจ บอกว่า โดยปกติเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว เวลาเลือกซื้ออาหารออร์แกนิก ก็จะถามแม่ค้าหรือดูตรารับรองมาตรฐานความปลอดภัยทุกครั้ง เพราะเราไม่รู้แหล่งที่มา กิจกรรมนี้ถือว่าดีมากๆ อย่างน้อยเราเองได้มารู้จักคนปลูก ได้เห็นกระบวนการผลิตในพื้นที่จริง รู้ได้ถึงความยากลำบากของเกษตรกร ที่กว่าจะผลิตอาหารอินทรีย์ออกมาให้เราได้บริโภค แถมยังได้เกร็ดความรู้ในการเลือกซื้ออาหารปลอดภัยโดยเฉพาะเนื้อหมู ที่เราไม่เคยรู้ข้อมูลมาก่อน ถือเป็นหนึ่งวันที่คุ้มค่าและได้ประโยชน์อย่างมาก

จากการลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เห็นการทำงานของเกษตรกรอินทรีย์ ได้ชิมรสชาติเกษตรอินทรีย์แท้ๆ ความตระหนักและความเชื่อมั่นในโครงการสามพรานโมเดล จึงทำให้การเดินทางมาตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน จุดแวะสุดท้ายของเส้นทางในวันนี้ จึงมีความมั่นใจที่จะเลือกชิม เลือกช็อป พืชผัก ผลไม้ เกษตรอินทรีย์ แบบไร้กังวล

?ยังมีคนปลายน้ำอีกมากมายที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ในฐานะคนกลางน้ำ ก็จะต้องหาทางน้ำ คนต้นน้ำ และปลายน้ำ มาเจอกันอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะสิบปากว่า ยังไงก็ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ก็ยังไม่เท่าได้ลงพื้นที่มาสัมผัสด้วยตนเอง? คุณอรุษ กล่าวทิ้งท้าย

สะละอินโดฯ ปลูกแซมในสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

สะละอินโดฯ ปลูกแซมในสวนยาง

สะละอินโดฯ เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย เกษตรกรไทยได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว โดยเริ่มในจังหวัดทางภาคใต้ก่อน เนื่องจากมีอากาศชื้นและฝนชุกคล้ายภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกไปหลายจังหวัด เช่น จังหวัดในภาคตะวันออก และจังหวัดภาคกลางบางจังหวัด

มีโอกาสได้ชิมรสชาติสะละอินโดฯ ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจในความล่อนของเนื้อและความกรอบ ในสมัยนั้นสะละพันธุ์ดีๆ ของไทย เช่น สุมาลี เนินวง ยังไม่มีแพร่หลาย มีแต่ระกำหวาน ซึ่งคุณภาพยังเทียบกับสะละในปัจจุบันไม่ได้ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสะละบ้านเราก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากสะละอินโดฯ มีราคาแพงกว่าสะละบ้านเรา

เกษตรกรชาวสวนยางในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา คุณดอเลาะ สะตือบา อยู่ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลบาโร๊ะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ แซมในสวนยาง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ เป็นจำนวน 400 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4 ไร่ ได้ขุดบ่อปลา เลี้ยงไก่ และทำการเกษตรผสมผสานอย่างอื่น โดยการปลูกยางพาราจะใช้ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร ในช่วงว่างระหว่างต้น 8 เมตรนั้น คุณดอเลาะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ ลงไป 3 ต้น ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และสะละอินโดฯ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา

เริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2549 คุณดอเลาะ ได้มีโอกาสชิมสะละอินโดฯ ก็ถูกใจในความกรอบล่อน จึงนำเมล็ดพันธุ์จากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกเพียง 20 ต้น เพียง 3 ปี ก็ได้ผลผลิต สามารถจำหน่ายในสวนขณะนั้นได้กิโลกรัมละ 50 บาท ลูกค้าที่ได้ชิมก็ติดใจ จำนวนผลผลิตที่ได้ไม่พอขาย จึงเกิดความคิดจะปลูกสะละอินโดฯ เพื่อจำหน่าย แต่ติดขัดที่พื้นที่ ต่อมาคิดได้ว่าช่วงว่างระหว่างต้นยางยังมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงได้ปลูกสะละอินโดฯ ในระหว่างร่องยาง ร่องละ 3 ต้น

คัดเมล็ดที่ดีทำพันธุ์

การปลูกโดยใช้เมล็ดจะต้องเลือกใช้เมล็ดที่มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์เต็มที่ จากต้นที่มีผลดกและรสชาติดี นำมาผึ่งลมให้แห้ง ประมาณ 7 วัน อย่าตากแดด เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกลดลง นำเมล็ดมาเพาะในถุงดำที่ใส่ดินผสมกับขี้วัวแห้ง ใส่เมล็ดลงไปให้เมล็ดพอจม แล้วนำดินผสมโรยปิดหน้าด้านบนอีกเล็กน้อย วางไว้ในที่ร่มรำไร หรือใต้ร่มไม้ รดน้ำเช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เมล็ดก็จะเริ่มงอก รดน้ำเหลือแค่วันละครั้ง จนกระทั่งครบ 5 เดือน เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ก็จะเปลี่ยนถุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ดูแลต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน ต้นสะละอินโดฯ ก็โตพร้อมที่จะจำหน่าย ปัจจุบัน คุณดอเลาะ จำหน่ายหน้าสวน ในราคาต้นละ 30 บาท การปลูกสะละอินโดฯ จะขุดหลุมลึกและกว้าง 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้วัวหรือปุ๋ยมูลสัตว์และใบไม้แห้ง ฤดูปลูกที่เหมาะสมคือช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และควรเป็นที่ร่มรำไร ต้นจะเจริญเติบโตได้ดี

ในสวนคุณดอเลาะ ให้น้ำต้นสะละอินโดฯ ด้วยระบบสปริงเกลอร์ วันละครั้งหรือ 2 วันครั้ง แล้วแต่สภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ไม่เคยเจอโรคโคนเน่า เพราะบริเวณโคนจะต้องดูแลให้โล่งเตียน ไม่ให้รก ซึ่งจะเป็นแหล่งอาศัยของแมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช การตัดแต่งใบของต้นสะละอินโดฯ ก็จำเป็นเพียงเพื่อไม่ให้รกคลุมดินมากเกินไปเท่านั้น ไม่ควรตัดแต่งจนโคนโล่งเกินไป

การให้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ

ในสวนจะเน้นการใช้ปุ๋ยคอก โดยใช้ในอัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อปี ต่อต้น ส่วนปุ๋ยเคมีจะใช้น้อยมาก โดยจะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 60-0-0 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น เมื่อสะละเริ่มติดผลอ่อน และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน ก็จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สูตรของคุณดอเลาะใช้น้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร นม ยูเอชที 10 กล่อง หมักไว้ในที่ร่ม ประมาณ 20 วัน อัตราการใช้คือ น้ำหมัก 1 แก้ว ต่อน้ำ 1 ฝักบัว หรือประมาณ 20 ลิตร ใช้สำหรับรด 1 ต้น จะรดเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเก็บผล 3 ครั้ง โดยรดห่างกัน 10 วัน จะทำให้สะละอินโดฯ มีรสชาติดีขึ้น

ต้องช่วยผสมเกสร

ดอกของต้นสะละอินโดฯ จะเริ่มบานจำนวนมากตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม ในช่วงเวลาเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า คุณดอเลาะ จะเอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย โดยเด็ดเกสรตัวผู้จากต้นตัวผู้มาเคาะใส่ดอกตัวเมีย สังเกตได้ว่าเกสรดอกตัวเมียจะใหญ่กว่าเท่าหนึ่งของเกสรดอกตัวผู้ โดยใช้จำนวนดอกต่อดอกจึงจะทำให้ติดผลได้ดี ตรงนี้มีเทคนิคของคุณดอเลาะ ซึ่งบอกว่า ?จะต้องดูลมด้วย ถ้าลมแรง เกสรตัวผู้ที่ผสมจะโดนลมพัดปลิวทำให้ผลติดน้อย เมื่อผสมเกสรแล้วควรเอาใบที่ตัดทิ้ง หรือใบกล้วยมาปิดทับไว้ 2-3 วัน ค่อยเอาใบกล้วยออก จะทำให้ผลติดดี และเกสรตัวเมียจะบานเพียง 2 วัน จึงต้องเร่งผสมให้ทันเวลา?

ในช่วงที่สะละอินโดฯ ติดผล จำเป็นต้องหมั่นดูแลและตัดแต่งผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อให้ผลอื่นในช่อมีความสมบูรณ์ หลังจากที่ผสมติดแล้ว ผลของสะละอินโดฯ จะใช้เวลา 5 เดือน จึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ คือประมาณช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ในสวนที่มีการจัดการอย่างดี จะจำหน่ายผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปถึงเดือนสิงหาคม อย่างสวนของคุณดอเลาะ ในช่วงเวลาที่ติดผล คุณดอเลาะ จะสังเกตเห็นว่าการที่ช่อผลของสะละอินโดฯ โดนน้ำจากการรดด้วยสปริงเกลอร์จะสมบูรณ์กว่าช่ออื่น ส่วนการเก็บผลผลิตจะสังเกตจากผิวที่เงามันและขนจะหลุดร่วงไป โดยไม่จำเป็นต้องชิม เนื่องจากมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มานาน

ปัจจุบัน ต้นสะละอินโดฯ 400 ต้น ในสวนคุณดอเลาะ อายุได้ประมาณ 7 ปี มีผลผลิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ในปีที่ผ่านมาผลผลิตสะละอินโดฯ ทั้งปี ประมาณ 1,500 กิโลกรัม จำหน่ายหน้าสวน กิโลกรัมละ 80 บาท มีรายได้เฉพาะสะละอินโดฯ อย่างเดียวปีละ 120,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อคือ ปุ๋ยเคมี ปีละ 3 กระสอบ ส่วนปุ๋ยคอก ได้จากการเลี้ยงไก่ในสวน ไม่ต้องซื้อหา นอกจากการทำสะละอินโดฯ แล้ว คุณดอเลาะ ยังทำเกษตรผสมผสานอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ไว้มีโอกาสจะนำมาเสนอให้อ่านอีก

คุณไมตรี สุขเกษม หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ? การปลูกสะละอินโดฯ มีปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ

1. การตัดแต่งหน่อและใบสะละจะทำให้แตกหน่อออกรอบลำต้น ถ้าไม่ดูแล จะมีหน่อที่เจริญเติบโตออกเป็นลำต้นจำนวนมาก ใน 1 กอ ควรเลี้ยงต้นไว้ไม่เกิน 3 ต้น ส่วนการตัดแต่งใบ ให้ตัดทางใบออกตั้งแต่เริ่มแทงช่อดอก เพื่อไม่ให้มีใบมากเกินไป เป็นการลดการใช้อาหารและช่วยให้การติดผลรวมถึงทะลายมีพื้นที่มากขึ้น ไม่เบียดกัน ผลก็จะโตขึ้นและสะดวกในการปฏิบัติงาน

2. ต้องช่วยผสมเกสร เนื่องจากสะละอินโดฯ เป็นพืชที่มีดอกแยกเพศ คือเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่คนละต้นกัน การติดผลตามธรรมชาติต้องอาศัยแมลง การช่วยผสมเกสรจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

3. การดูแลเอาใจใส่มีส่วนสำคัญ การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ ต้องศึกษาพฤติกรรมของสะละว่าช่วงเวลาไหนต้องการน้ำ ช่วงไหนต้องการปุ๋ย จะต้องให้ตรงกับความต้องการของพืช ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเรื่องการลดต้นทุน โดยการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการให้ปุ๋ยตามช่วงระยะการเจริญเติบโตของผล การตัดแต่งผล จะทำให้ผลผลิตได้คุณภาพ เกรด เอ ตรงกับความต้องการของตลาดและขายได้ราคา

ส่วนเรื่องการตลาด สะละอินโดฯ นั้น มีปลูกใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูก ประมาณ 2,300 ไร่ รสชาติและคุณภาพเป็นเครื่องการันตี ราคาขายหน้าสวนของสะละอินโดฯ กิโลกรัมละ 80 บาท จำนวนผลผลิตในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการ?

สนใจที่จะปลูกสะละอินโดฯ สามารถสั่งซื้อต้นพันธุ์ของคุณดอเลาะได้ ในราคา ต้นละ 30 บาท ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 096-9047 คุณดอเลาะ สะตือบา แนะนำการปลูกสะละอินโดฯ ทิ้งท้ายว่า ?สะละอินโดฯ ควรปลูกแซมใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ และจะต้องมีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงติดผล ถ้าทำไม่ได้อย่าปลูกเด็ดขาด? นิ

ปรีชา ใจบาล ปลูกองุ่นไร้เมล็ดได้ผล ที่พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

ปรีชา ใจบาล ปลูกองุ่นไร้เมล็ดได้ผล ที่พะเยา

คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวไว ใจสู้ พักอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 4 บ้านดอกบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ด้วยวัย 43 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เห็นเรื่ององุ่น ในสื่ออินเตอร์เน็ต มีความสนใจ จึงศึกษาดู ประกอบกับแรงบันดาลใจอยากจะปลูกพืชยืนต้น ลงทุนครั้งเดียวสามารถอยู่ได้นาน จึงติดต่อกับ อาจารย์ชินพันธ์ ธนารุจ อาจารย์ประจำสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาชมรมผู้ปลูกองุ่นระดับประเทศและภาคเหนือ เพื่อขอความรู้และได้ติดต่อซื้อต้นพันธุ์จากการแนะนำของอาจารย์ จนแน่ใจแล้วจึงตัดสินใจที่จะปลูกองุ่น โดยเลือกปลูกองุ่นไร้เมล็ด ซึ่งยังมีปลูกกันน้อยในจังหวัดพะเยา

ในปี 2558 คุณปรีชา ใจบาล จึงลงมือปลูกทั้งหมด 175 ต้น รวมต้นรองที่ใช้เชื่อมต้น แต่คิดเป็นต้นหลักเพียง 35 ต้น ใช้เวลาเพียง 7 เดือน ทำให้กิ่งใบเต็มเร็ว โดยซื้อต้นพันธุ์ต้นตอป่าเปลี่ยนยอด ในราคาต้นละ 180 บาท แต่ราคาขายปลีกเขาจะขายในราคา 250 บาท ต่อต้น การปลูกองุ่นในพื้นที่ราบ สิ่งสำคัญคือ น้ำ ที่ให้จะต้องปราศจากคลอรีน เพราะฉะนั้นน้ำประปา ทั้งของการประปาและประปาหมู่บ้าน ไม่สามารถให้ได้ ที่แปลงคุณปรีชาใช้น้ำประปาภูเขา ในระยะหลังประสบปัญหาภัยแล้งจึงขุดบาดาลน้ำลึก แต่ก็มีปัญหาออกไซด์สูง จึงต้องสูบขึ้นมาพักไว้ในสระที่ทำขึ้นก่อนให้องุ่น

องุ่น ที่คุณปรีชาปลูกคือ พันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด ทรงผลรี ขนาดปานกลาง สีดำช่อใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย รสชาติอร่อย หวาน กรอบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีราคาแพง อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 4 เดือนครึ่ง (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู และสภาพพื้นที่ด้วย) ส่วนอีกพันธุ์ที่โครงการหลวงกำลังจะส่งเสริม คือ พันธุ์ ?รูบี้ซีดเลส? เป็นองุ่นไม่มีเมล็ดเหมือนกัน ผลโต ยาวรี ผลมีสีแดงช่อใหญ่ เปลือกหนาพอๆ กัน พันธุ์บิวตี้ซีดเลส มีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ และเป็นพันธุ์ที่มีราคาแพงเช่นกัน อายุตั้งแต่เริ่มตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 5-6 เดือน

ข้อมูลทางวิชาการของการปลูกองุ่นคือ การปลูกในที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 3×4-3.50×5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

วิธีการปลูก…ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต เข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ยกถุงกล้าต้นองุ่นวางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา) ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

ทำค้าง…การทำค้าง จะทำหลังจากที่ปลูกองุ่นไปแล้วประมาณ 1 ปี ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ ค้างต้นองุ่นมีหลายแบบด้วยกัน แต่แบบที่นิยมกันมากคือ ค้างแบบเสาคู่ แล้วใช้ลวดขึง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

การเลือกเสาค้าง…เสาค้างอาจใช้เสาซีเมนต์หน้า 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว ก็ได้ เสาค้างซีเมนต์จะแข็งแรงทนทานอยู่ได้นานหลายปี แต่มีราคาแพงและหนัก เวลาทำค้างต้องเสียแรงงานมาก ถ้าใช้เสาไม้ให้ใช้ไม้เนื้อแข็ง ขนาดหน้า 2×3 นิ้ว หรือ หน้า 2×4 นิ้ว หรือเสากลมก็ได้ เสาควรยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรือยาวกว่านี้ ซึ่งเมื่อปักลงดินเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 1.50 เมตร

วิธีการปักเสา…ให้ปักเป็นคู่ 2 ข้าง ของแปลงในแนวเดียวกัน โดยให้เสาห่างกัน 2 เมตร และเมื่อติดคานแล้ว ให้เหลือหัวไม้ยื่นออกไปทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 50 เซนติเมตร ถ้าปักเสาห่างกัน 3 เมตร เมื่อติดคานบนแล้วจะพอดีหัวไม้ การติดคานเชื่อมระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ใช้น็อตเหล็กเป็นตัวยึด ไม่ควรยึดด้วยตะปู เพราะจะไม่แข็งแรงพอ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละคู่ ประมาณ 10-20 เมตร ยิ่งปักเสาถี่จะยิ่งแข็งแรงทนทานแต่ก็สิ้นเปลืองมาก บางแห่งจึงปักเสาเพียง 3 คู่ คือ หัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง และระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ค้างไม้รวกช่วยค้ำไว้เป็นระยะๆ ซึ่งก็สามารถใช้ได้และประหยัดดี แต่ต้องคอยเปลี่ยนค้างไม้รวกบ่อย

ขึงลวด…ลวดที่ใช้ทำค้าง ให้ใช้ลวดขนาดใหญ่พอสมควรคือ ลวดเบอร์ 11 ซึ่งลวดเบอร์ 11 หนัก 1 กิโลกรัม จะยาวประมาณ 18 เมตร ให้ขึงลวดพาดไปตามคานแต่ละคู่ตลอดความยาวของแปลง โดยใช้ลวด 4-6 เส้น เว้นระยะลวดให้ห่างเท่าๆ กัน ที่หัวแปลงและท้ายแปลงให้ใช้หลักไม้ขนาดใหญ่ตอกฝังลงไปในดินให้แน่น แล้วใช้ลวดโยงจากค้างมามัดไว้ที่หลักนี้เพื่อให้ลวดตึง หลังจากขึงลวดเสร็จแล้วให้ตรวจดูว่าลวดหย่อนตกท้องช้างหรือไม่ ถ้าหย่อนมากให้ใช้ไม้รวกขนาดใหญ่ปักเป็นคู่ตามแนวเสาค้าง แล้วใช้ไม้รวกอีกอันหนึ่งพาดขวางผูกด้านบนในลักษณะเดียวกับค้าง เพื่อช่วยรับน้ำหนักเป็นระยะๆ ไปตลอดทั้งแปลง เพราะเมื่อต้นองุ่นขึ้นค้างจนเต็มแล้วจะมีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องช่วยรองรับน้ำหนักหรือค้ำยันไว้ไม่ให้ค้างหย่อน

ตัดแต่งทรงต้นในระยะเลี้ยงเถา…องุ่น เป็นพืชที่เจริญเติบโตและมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ต้นองุ่นที่ปลูกเสร็จแล้วให้หาไม้รวกปักขนาบลำต้น แล้วจึงผูกต้นชิดกับเสาเพื่อบังคับให้ต้นตั้งตรง ในระหว่างนี้ตาข้างจะเจริญพร้อมกับตายอด ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การเจริญส่วนยอดลดลง ดังนั้น จึงต้องตัดตาข้างทิ้งเสมอๆ และผูกให้ยอดองุ่นตั้งตรง เมื่อต้นองุ่นเติบโตจนมีความสูง 1.5 เมตร หรือจากยอดถึงระดับค้าง หรือเสมอระดับลวด ต้องตัดยอดทิ้ง จัดกิ่งให้อยู่ตรงข้ามกันเพื่อให้ตาข้างที่อยู่บริเวณยอดเจริญออกมา 2 ยอด ตรงข้ามกัน ซึ่งจะเอาไว้ทั้ง 2 กิ่ง หรือกิ่งเดียวกันก็ได้ ถ้าเอาไว้ 2 กิ่ง ให้จัดกิ่งทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน

ไว้ทั้ง 2 กิ่ง มักพบปัญหาคือ…กิ่งทั้ง 2 เจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทำให้การกระจายของผลไม่สม่ำเสมอกัน จึงมักนิยมไว้กิ่งเพียงกิ่งเดียว คือหลังจากที่ตัดยอด และตาแตกออกมาเป็นกิ่งแล้ว ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไว้เพียงกิ่งเดียว อีกกิ่งหนึ่งตัดออก กิ่งที่คงค้างไว้ของทุกต้นให้จัดกิ่งหันไปในทิศทางเดียวกัน คือหันไปทางหัวแปลงหรือท้ายแปลง หลังจากที่จัดกิ่งให้หันไปในทิศที่ต้องการแล้ว เมื่อกิ่งนั้นยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดออก กิ่งนั้นจะแตกตาใหม่เติบโตเป็นกิ่งใหม่ 2 กิ่ง ให้คงเหลือไว้ทั้ง 2 กิ่ง และเมื่อกิ่งใหม่ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ก็ตัดยอดอีกและเหลือไว้ทั้ง 2 กิ่ง เช่นเดียวกัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งองุ่นเต็มค้างจึงหยุดการตัดยอด ในระหว่างที่ตัดยอดให้กิ่งแตกใหม่นั้น จะต้องจัดกิ่งให้กระจายเต็มค้างอย่างทั่วถึง อย่าให้ทับกันหรือซ้อนกันมาก จัดให้กิ่งอยู่บนค้างเสมอ อย่าให้กิ่งชูโด่งขึ้นไปด้านบนหรือห้อยย้อยลงด้านล่าง การจัดกิ่งให้อยู่ในที่ที่ต้องการอาจจะใช้เชือกกล้วยผูกมัดกับลวดก็ได้ เพราะเชือกกล้วยจะผุเปื่อยเร็ว ทำให้การตัดแต่งกิ่งในครั้งต่อไปทำได้สะดวก กิ่งเหล่านี้ เรียกว่า ?เคน? ซึ่งเป็นกิ่งที่ใช้ตัดแต่งเพื่อการออกดอกต่อไป ช่วงการเจริญเติบโตของต้นองุ่นตั้งแต่ปลูกตัดแต่งทรงต้นจนต้นมีอายุพอที่จะตัดแต่งกิ่งได้ เรียกว่า ?ระยะเลี้ยงเถา? ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน

การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ออกดอก…ต้นองุ่นที่นำมาปลูกในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งแล้วจะไม่ออกดอกหรือออกเพียงเล็กน้อยให้ผลที่ไม่สมบูรณ์ การจะให้ต้นองุ่นออกดอกได้ต้องตัดแต่งกิ่งช่วยหลังจากต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่แล้ว และก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องงดการให้น้ำ 7 วัน เพื่อให้องุ่นออกดอกได้มาก อายุการตัดแต่งให้ออกดอกในครั้งแรก หรือ ?มีดแรก? ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น อายุของต้น และพันธุ์ เป็นต้น เช่น

แต่งกิ่งและการจัดกิ่ง…หลังจากการตัดแต่งกิ่งได้ 15 วัน องุ่นจะแตกกิ่งใหม่ออกมาจำนวนมาก มีทั้งกิ่งที่มีช่อดอก กิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียว และกิ่งแขนงเล็กๆ ซึ่งกิ่งแขนงเล็กพวกนี้ให้ตัดออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะกิ่งที่มีช่อดอก และกิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียวที่เป็นกิ่งขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ ใบที่อยู่โคนๆ กิ่ง ก็ให้ตัดออกด้วย เพื่อให้โปร่ง ไม่ทึบเกินไป เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้ว และเห็นว่ากิ่งยาวพอสมควร จัดกิ่งให้อยู่บนค้างอย่างเป็นระเบียบ กระจายตามค้างและไม่ทับซ้อนกันหรือก่ายกันไปมา เพราะกิ่งที่แตกออกมาใหม่จะแตกออกทุกทิศทุกทางเกะกะไปหมด วิธีจัดกิ่งคือ โน้มกิ่งให้มาพาดอยู่บนลวดแล้วอาจผูกด้วยเชือกกล้วย หรือใบกล้วยแห้งฉีกเป็นริ้วๆ ไม่ให้กิ่งที่ชี้ขึ้นไปด้านบนหรือห้อยย้อยลงด้านล่าง เพราะจะไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เวลาจัดกิ่งต้องระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนดอก เพราะจะฉีกขาดเสียหายได้ง่าย พยายามจัดให้ช่อดอกห้อยลงใต้ค้างเสมอ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงานต่างๆ ในสวน

การตัดแต่งช่อดอก…หลังจากจัดกิ่งเรียบร้อยแล้ว ช่อดอกจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งต้นองุ่นออกดอกมากเกินไป ถ้าปล่อยไว้ทั้งหมดจะทำให้ต้นโทรมเร็ว คุณภาพของผลไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้น ถ้าเห็นว่ามีช่อดอกมากเกินไป ให้ตัดออกบ้าง การตัดแต่งช่ออาจทำตั้งแต่กำลังเป็นดอกอยู่ก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยม เพราะไม่แน่ว่าช่อที่เหลือจะติดผลดีหรือไม่ จึงแนะนำให้ตัดแต่งช่อที่ติดเป็นผลเล็กๆ แล้ว โดยเลือกช่อที่เห็นว่ามีขนาดเล็กรูปทรงไม่สวย ติดผลไม่สม่ำเสมอ มีแมลงทำลาย และเหลือช่อที่มีรูปทรงสวยไว้ให้กระจายอยู่ทั่วทุกกิ่งอย่างสม่ำเสมอ

ตัดแต่งผล…องุ่นที่ปลูกกันอยู่ปัจจุบันในบ้านเรามักติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ตัดแต่งผลในช่อจะแน่นเกินไป จะทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยว ทำให้ดูไม่สวยงาม จำเป็นต้องตัดแต่งผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดี ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การตัดแต่งผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร ผลองุ่นอ่อนที่ตัดออกมาไปดองไว้ขายได้

วิธีการ ให้ใช้กรรไกรขนาดเล็กสอดเข้าไปตัดที่ขั้วผล อย่าใช้มือเด็ดหรือดึง เพราะจะทำให้ช่อผลช้ำเสียหาย ฉีกขาด และมีส่วนของเนื้อผลติดอยู่ที่ขั้ว ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย

ข้อควรระวัง เมื่อองุ่นติดผลแล้ว ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในสวน ต้องสวมหมวกหรือโพกศีรษะเสมอ อย่าให้เส้นผมไปโดนผลองุ่น จะทำให้ผลองุ่นเน่าเสียได้

การใส่ปุ๋ย…ปุ๋ยนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะองุ่นเจริญเติบโตทั้งปี ให้ผลผลิตมาก ดังนั้น จึงต้องใช้ธาตุอาหารต่างๆ มาก ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่

ปุ๋ยอินทรีย์…เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ถึงแม้จะมีแร่ธาตุอาหารที่พืชต้องการจำนวนน้อย แต่มีคุณสมบัติทำให้โครงสร้างของดินดี ดังนั้น ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุกปีๆ ปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง ครั้งละ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น แต่ต้องคำนึงเสมอว่าปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่จะนำมาใส่นั้น ต้องเป็นปุ๋ยที่มีการย่อยสลายหมดแล้ว โดยเฉพาะปุ๋ยมูลค้างคาวใช้ได้ผลดี

ปุ๋ยเคมี…

ระยะเลี้ยงเถา การใส่ปุ๋ยช่วงนี้เพื่อบำรุงรักษาต้นให้มีการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง ก้าน ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราที่ใส่ ไม่ควรมากนัก แต่ควรใส่บ่อยครั้ง เช่น อัตรา ต้นละ 50 กรัม ใส่ทุกๆ 1 เดือน จนถึง 3 เดือน แล้วเพิ่มเป็น 100 กรัม ต่อต้น ทุกเดือน แต่อัตราการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นองุ่นด้วย

องุ่นที่ให้ผลแล้ว ควรแบ่งใส่ 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 หลังการเก็บเกี่ยวมีดแรกใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 12-24-12 อัตราขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น เพื่อบำรุงต้นพร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

ระยะที่ 2 หลังตัดแต่งกิ่ง 7-15 วัน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพื่อบำรุงยอด ใบ และดอก ที่ผลิขึ้นมาใหม่

ระยะที่ 3 หลังตัดแต่งกิ่ง 45 วัน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หรือ 12-12-17 หรือ 16-24-4 ใส่เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผล ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น

ระยะที่ 4 หลังตัดแต่งกิ่ง 75 วัน ระยะนี้ควรใส่ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50 หรือ 13-13-21 ประมาณ 100 กรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพผลองุ่น สีผิวและรสชาติ

ธาตุอาหารเสริม ต้นองุ่นที่มีสภาพค่อนข้างโทรม ขาดการบำรุงที่ดี ควรเร่งให้รากเจริญเติบโต เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของต้นให้พัฒนาการได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือ 10-20-30 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม ผสมกรดฮิวมิค 100-200 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณใต้ทรงพุ่มให้ทั่วทุกสัปดาห์ รวม 3 ครั้ง หรือฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบ สูตร ?ทางด่วน? ซึ่งประกอบด้วย สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ครอปไจแอน โพลีแซค มอลตานิค และฟลอริเจน เป็นต้น อัตรา 20-30 ซีซี (อาจใช้น้ำตาลกลูโคส) หรือเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิค อัตรา 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 หรือ 10-20-30 ที่มีธาตุอาหารรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 40-60 กรัม สารจับใบส่วนผสมทั้งหมดผสมรวมกันในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นทุก 7 วัน ติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์

การให้น้ำ…องุ่นมีความต้องการน้ำมาก จึงควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้แห้ง โดยเฉพาะหลังจากตัดแต่งกิ่ง ต้องให้น้ำเพื่อให้ดินชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้ถึงกับแฉะ ในระยะแรกแปลงองุ่นจะโล่งไม่มีใบปกคลุม การให้น้ำ อาจจะต้องให้ทุกวัน สังเกตดูว่าอย่าให้ดินในแปลงแห้งมาก การให้น้ำนี้ควรให้อย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ จนถึงระยะที่ผลแก่ จึงควรงดการให้น้ำ 2-4 สัปดาห์ ก่อนวันตัดผล เพื่อให้องุ่นมีคุณภาพดี รสหวานจัด และสีสวย การให้น้ำก่อนตัดผลจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นบ้าง แต่ผลองุ่นที่ได้จะมีคุณภาพไม่ดี เน่าเสียเร็ว เก็บไว้ได้ไม่นาน

การห่อผล…หลังจากตัดแต่งผลแล้ว ควรห่อผล เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลาย เช่น เพลี้ยแป้ง แมลงวันทอง อีกทั้งยังทำให้ผลองุ่นผิวสวย ลูกโตกว่าปกติ และป้องกันความเสียหายจากเส้นผมของผู้ปฏิบัติงานไปโดนผลองุ่นอีกด้วย

วัสดุที่ใช้ห่อผลองุ่น อาจทำเอง…โดยใช้กระดาษ เช่น กระดาษกระสอบปูน ซึ่งทนต่อน้ำฝน ไม่ค่อยเปียกน้ำ และเมื่อถูกน้ำจะแห้งเร็ว ทำให้ไม่ฉีกขาดง่าย แต่ถ้าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ จะใช้ได้ไม่นาน เพราะกระดาษหนังสือพิมพ์เมื่อโดนน้ำแล้วจะซับน้ำและเปื่อยยุ่ยได้ง่าย หรืออาจจะซื้อวัสดุห่อผลองุ่นแบบสำเร็จรูปก็ได้ ปัจจุบัน จะมีบริษัทผลิตจำหน่ายหลายแบบ แต่ก่อนห่อผลจะต้องฉีดพ่นยากันเชื้อราก่อน หรือใช้วิธีการจุ่มช่อผล เหมือนกับการจุ่มฮอร์โมนยืดช่อดอกก็ได้ เพื่อป้องกันโรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย

การเก็บเกี่ยว…ผลองุ่นเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่ง เพราะองุ่นเป็นผลไม้บ่มไม่ได้ กล่าวคือ เมื่อเก็บมาจากต้นเป็นอย่างไร ก็จะยังคงสภาพอยู่อย่างนั้น ไม่หวานขึ้น และไม่สุกมากขึ้นอีกแล้ว การเก็บผลองุ่นจึงต้องเก็บในช่วงที่ผลแก่เต็มที่ และไม่แก่เกินไป ผลองุ่นที่ยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสเปรี้ยว รสฝาด คุณภาพของผลไม่ดี สีไม่สวย ส่วนผลองุ่นที่แก่เกินไป จะหวานจัดเกินไป เน่าเสียง่าย เก็บไว้ไม่ได้นาน ผลหลุดร่วงง่าย เป็นต้น ผลองุ่นที่แก่จัดสังเกตได้หลายอย่าง เช่น การนับอายุตั้งแต่ตัดแต่งจนถึงแก่จัด ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่พันธุ์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดการแก่ของผลโดยการนับอายุตั้งแต่ตัดแต่งนี้ มีข้อสังเกตบางประการ เช่น ผลองุ่นที่ใช้ฮอร์โมนจะสุกเร็วกว่าผลที่ไม่ใช้ฮอร์โมนหลายวัน และฤดูกาลก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น ฤดูแล้ง ผลจะสุกเร็วกว่าฤดูฝน เป็นต้น จึงต้องใช้อย่างอื่นประกอบด้วย เช่น สีของผลที่แก่จัดจะเปลี่ยนจากสีเขียว (องุ่นทุกพันธุ์ตอนที่ผลยังเล็กอยู่จะเป็นสีเขียว) เป็นสีตามพันธุ์ นอกจากสีของผลแล้ว อาจดูจากความหวานของผลโดยการทดลองชิมดู หรือใช้เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์ความหวาน (น้ำตาล) หรืออาจดูจากขั้วช่อผล ถ้าผลแก่จัด ขั้วของช่อผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล ดังนั้น การเก็บผลองุ่นที่แก่จัดควรอาศัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เพื่อให้แน่ใจและที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ควรงดการให้น้ำแก่ต้นองุ่นสักระยะหนึ่งก่อนการตัดผล เพื่อให้ผลองุ่นมีคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม บางครั้งผู้ปลูกอาจจำเป็นต้องเก็บผลองุ่นที่จะแก่จัดด้วยเหตุหลายประการ เช่น ฝนตกขณะผลกำลังแก่จัดจะทำให้ผลแตกเสียหายมาก และเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พ่อค้าจะเป็นคนกำหนดให้เก็บผลองุ่นตามเวลาที่เขาต้องการ ถึงแม้ว่าผลองุ่นจะยังไม่แก่จัดก็ตาม เพราะว่าองุ่นขาดตลาด เป็นต้น สำหรับองุ่นที่ปลูกอยู่ในแปลงเดียวกันจะแก่ไม่พร้อมกัน การเก็บจำเป็นต้องเก็บหลายครั้ง โดยเลือกเก็บเฉพาะช่อที่แก่เต็มที่ก่อน และทยอยเก็บไปเรื่อยๆ จนหมด การเก็บใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผลแล้วบรรจุลงเข่ง หรือลังไม้ที่บุหรือรองด้วยกระดาษห่อฝอยหรือใบตอง เพื่อป้องกันการชอกช้ำในขณะขนส่ง การขนส่งก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ชอกช้ำมาก และอย่านำเข่งที่บรรจุผลองุ่นวางซ้อนกัน

เมื่อช่วงสงกรานต์ คุณปรีชา ได้เก็บเกี่ยวองุ่นบิวตี้ซีดเลสขาย จำนวน 50 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 250 บาท ตามข้อตกลงของชมรมผู้ปลูกองุ่นภาคเหนือ ที่กำหนดราคาขายให้เหมือนกัน หากเป็นพันธุ์เฟรม ราคาขายจะอยู่ที่ 300-350 บาท ต่อกิโลกรัม เพราะรสชาติหวานอร่อยตรงกับรสนิยมของคนไทย แต่บิวตี้ซีดเลส จะมีรสหวานอมเปรี้ยวถือเป็นรสนิยมของคนยุโรป

คุณปรีชา ใจบาล ฝากบอกสำหรับคนที่สนใจปลูกองุ่นว่า ต้องศึกษาและตั้งใจจริง เพราะองุ่นถือเป็นพืชมรดก สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดอายุ 30-40 ปี สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชิญที่บ้านดอกบัว เลขที่ 106 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (085) 720-1658 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพราะเป็นเกษตรกรครับ

นักธุรกิจปลูกทุเรียนในพื้นราบ ที่เชียงใหม่ สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

นักธุรกิจปลูกทุเรียนในพื้นราบ ที่เชียงใหม่ สำเร็จ

ทุเรียน ได้รับขนานนามว่าเป็น ราชาแห่งผลไม้ ในบ้านเรามีปลูกกระจายทั่วไป เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ในภาคใต้หลายจังหวัด ทางภาคเหนือที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ละพื้นที่ก็ปลูกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งสายพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก และสายพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมปลูกและรับประทาน ในจังหวัดภาคเหนือได้มีเกษตรกรปลูกทุเรียนกันมากเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะปลูกในพื้นที่สูง เช่น อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอแม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ และฝาง จังหวัดเชียงใหม่

แต่มีนักธุรกิจรายหนึ่งที่มีสายเลือดเกษตรกรจากบรรพบุรุษ ทดลองปลูกทุเรียนในพื้นที่ราบร่วมกับลำไย ไม้ผล พืชผักอื่นๆ ใช้เวลา 5 ปี ได้รับผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมี

คุณพัชราภรณ์ พิลาศลักษณ์ หรือ คุณหน่อย สาวใหญ่วัย 54 ปี เล่าให้ฟังว่า ตนเองพื้นเดิมเป็นคนบ้านน้ำโท้ง หมู่ที่ 2 ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ คุณพ่อมีศักดิ์เป็นน้องชายของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ ปี 2439 ชาวจีนนำต้นลำไยรุ่นลูกจากต้นแม่ที่เป็นลำไยต้นแรกของไทย จำนวน 5 ต้น มาถวาย คุณพ่อนำมาปลูกในพื้นที่บ้านน้ำโท้ง จำนวน 3 ต้น คุณพ่อชอบปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ มีเวลาว่างก็จะเข้าสวนเพื่อปลูกต้นไม้หลายชนิด ใน ปี 2556 ต้นลำไย 3 ต้น ที่ปลูกนับอายุกว่า 100 ปี ก็ปลูกและอยู่ในสวนของคุณพ่อเอง แต่ตนเองจะใช้ประโยชน์ในที่ดิน ประกอบกับได้มีกลุ่มอนุรักษ์ที่ต้องการจะอนุรักษ์ต้นลำไยโบราณนี้ไว้ จึงได้ขนย้ายไปปลูกที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 1 ต้น โครงการพัฒนาพื้นที่ดิน มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดลำพูน 1 ต้น เทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน 1 ต้น พื้นที่เดิมจึงได้ปรับปรุงเป็นตลาดบ้านน้ำโท้ง แล้วเพิ่มพื้นที่ทำสวนมากขึ้น รวมถึงไม้ผลไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร มะพร้าว ลำไย ส่วนตัวเองนั้นได้ออกจากบ้านไปทำธุรกิจหลายประเภทในเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ย้ายมาประกอบธุรกิจที่บ้านเดิมควบคู่ไปกับการทำสวน

ด้วยที่เป็นคนชอบรับประทานทุเรียน ประมาณ ปี 2552 จึงทดลองปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่สั่งซื้อจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูกในพื้นที่ของตนเองที่บ้านน้ำโท้ง จำนวน 3 ต้น ปลูกระหว่างต้นกล้วยและต้นลำไยดั้งเดิมที่มีอายุมากกว่า 30 ปี มอบหมายให้คนงานเป็นคนปฏิบัติดูแลรักษา โดยไม่ให้ใช้สารเคมีทุกประเภทอย่างเด็ดขาด ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ฉีดพ่นน้ำหมักจากปลา ใช้สารชีวภัณฑ์เท่านั้น ฯลฯ ตนเองได้เข้าไปดูที่สวนบ้างเป็นครั้งคราวที่มีเวลาว่าง เพราะส่วนใหญ่จะใช้เวลาดูแลธุรกิจของตนเองที่ร่วมกับเพื่อน ชื่อ คุณเกล็ดเพชร ไทยสวัสดิ์ ร้านอาหารหัวปลาหม้อไฟ ซึ่งเป็นกิจการที่ทำชื่อเสียงให้ตนเองและเพื่อนมานานแล้ว ตั้งแต่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่ที่กำแพงดิน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ทำได้ระยะหนึ่งเห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายร้านใหม่มาเปิดที่บริเวณเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ ไม่มีสถานที่จอดรถยนต์ของลูกค้า ในปี 2558 จึงได้ย้ายมาอยู่ที่ริมถนนเชียงใหม่-แม่โจ้ ใกล้กับศูนย์การค้ารวมโชคมีชัย ตรงกันข้ามกับศูนย์จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิจนถึงปัจจุบัน

คุณหน่อย เล่าเรื่องของทุเรียนต่อว่า ประมาณ ปี 2557 คนงานที่สวนได้ขนทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาวางไว้ที่ร้านหัวปลาหม้อไฟจำนวนมาก ตนเองตกใจและดีใจที่ผลผลิตทุเรียนในสวนของตนได้ผลแล้ว จึงชักชวนเพื่อนๆ ไปแสดงความยินดีในสวนด้วยการเฉลิมฉลองรับประทานกันเองทั้งหมด พันธุ์หมอนทองที่ปลูกผลขนาดใหญ่มาก แต่ละผลน้ำหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม เนื้อแน่น เมล็ดลีบ คล้ายกับทุเรียนที่ปลูกในจังหวัดจันทบุรี ต่อมาเกิดแนวคิดว่าทุเรียนสามารถปลูกและขึ้นได้ดีในทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สูงหรือที่ต่ำ สภาพอากาศของอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ก็ปลูกให้ผลได้ จึงได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนมาปลูกเพิ่มอีก 100 ต้น ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง ชะนี หลงลับแล หลินลับแล ปลูกระยะห่าง 6×6 เมตร คาดว่าอีก 3-4 ปี คงจะได้ผลผลิต และจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและจุดท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 951-8599, (081) 671-2998

…………….

หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์

เป็นกิจการของ คุณพัชราภรณ์ พิลาศลักษณ์ หรือ คุณหน่อย และ คุณเกล็ดเพชร ไทยสวัสดิ์ หรือ คุณก้อย ผู้มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพมานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดิน เครื่องสำอาง อุปกรณ์การก่อสร้าง ตั้งเป็นบริษัทขายตรง ฯลฯ จนเรียกได้ว่า ทำมาทุกอย่างจนจำได้ไม่หมด แต่ที่มีชื่อเสียงมีลูกค้ามากในขณะนี้คือ การทำร้านอาหาร ใช้ชื่อว่า ?หัวปลาหม้อไฟ?

เริ่มทำมาตั้งแต่ ปี 2547 ร้านเดิมอยู่ที่สี่แยกเหม่งจ๋าย ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพฯ ติดทางด่วนรามอินทรา ชื่อสวนอาหารวังทอง ร้านตกแต่งในรูปแบบล้านนาประยุกต์ ต่อมาได้ขายธุรกิจร้านอาหารวังทองให้นักธุรกิจ และเปลี่ยนชื่อเป็น ร้านโฮ คิดเช่น ตนเองจึงย้ายมาทำร้านอาหารอีกที่จังหวัดเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า ?หัวปลาหม้อไฟ? ที่บริเวณชุมชนกำแพงดิน แต่เห็นว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายไปอยู่ที่ โครงการจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามาใช้บริการมากจนร้านคับแคบไปถนัดใจ อีกทั้งสถานที่จอดรถยนต์มีน้อย ลูกค้าต้องเดินมาที่ร้านไกลมาก ในปี 2558 จึงได้ย้ายอีกครั้งหนึ่ง มาเช่าที่ดินว่างเปล่าอยู่ที่ 186 หมู่ที่ 6 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ใกล้กับสี่แยกศูนย์การค้ารวมโชคมีชัย ถนนสายเชียงใหม่-แม่โจ้ ขอเช่าที่ดิน จำนวน 3 ไร่ เป็นเวลา 12 ปี สถานที่จอดรถยนต์ได้ 70 คัน เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างอาคาร จัดการตกแต่งภายใน ฯลฯ

ได้มีพิธีเปิดร้านใหม่ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2558 ได้รับความกรุณาจาก เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เป็นประธานเปิด แต่ด้วยร้านหัวปลาหม้อไฟที่เคยตั้งอยู่ที่โครงการเชียงใหม่แลนด์ มีลูกค้ามากมายมาใช้บริการ ที่ร้านใหม่ จึงใช้คำว่า ?หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์? เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเป็นร้านเดียวกัน เจ้าของและกุ๊กคนเดิมเพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นและมั่นใจในอาหารของร้าน

วัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารมีคุณภาพ ผักที่ใช้ประกอบอาหารปลอดภัยจากสารพิษ เพราะซื้อจากตลาดเจเจย่านตลาดคำเที่ยง เป็นตลาดที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงสาธารณสุข วัตถุดิบหลายอย่างซื้อมาจากมูลนิธิโครงการหลวง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2559 กรมอนามัย ได้จัดโครงการยกระดับร้านอาหารไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ร้านหัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์ ได้รับการรับรองยกย่องเชิดชูเกียรติแบบอย่างร้านอาหารไทยปลอดภัย สุขภาพดี ปี 2559 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ?ป้ายทอง? ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ท กรุงเทพฯ โดยมี น.พ. ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธาน นับเป็นป้ายทองแผ่นที่ 2 ของร้านที่เปิดบริการในจังหวัดเชียงใหม่

หัวปลาหม้อไฟ เชียงใหม่แลนด์ มีอาหารไทย จีน และซีฟู้ด อาหารที่แนะนำ ได้แก่ หัวปลาหม้อไฟ หัวปลาต้มเผือก หมึกไข่ผัดไข่เค็ม ฮ่อยจ๊อ แฮ่กึ๊น เย็นตาโฟทะเล ยำสามกรอบ ปลากะพงทอดน้ำปลา กุ้งทอดครีมสลัด ปูผัดผงกะหรี่ สาวสองหน้า ฯลฯ เปิดบริการ 10.00-22.00 น. ติดต่อสอบถามและสั่งจองอาหารได้ที่ โทร. (081) 951-8599, (081) 671-2998 หรือที่ http://www.หัวปลาหม้อไฟเชียงใหม่แลนด์.com

“ไผ่” พืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ไผ่” พืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง ลำปาง

ถือว่าเป็นที่ฮือฮากันในกลุ่มพลังงาน เมื่อชุมชนผาปัง สามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยการนำถ่านไม้ไผ่มาใช้เป็นพลังงานแก๊สในรถยนต์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จจากการนำไผ่มาผลิตเป็นถ่านให้พลังงานความร้อน รวมถึงยังนำผงถ่านไผ่ประสิทธิภาพสูงไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเป็นยาเวชภัณฑ์ เวชสำอางสบู่ไผ่ ครีมขัดหน้า ครีมบำรุงผิว น้ำยาสระผม น้ำยาทำความสะอาด ฯลฯ พร้อมไปกับการเป็นชุมชนต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากร อย่างไรก็ตาม คงมีหลายคนเกิดความสงสัยว่า พวกเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำไมจึงเก่งจัง??

เชื่อแน่ว่ามีหลายคน

ยังไม่รู้จักชุมชนแห่งนี้

ชาวผาปัง เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 1,774 คน เป็นตำบลที่อยู่ในอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน เช่น บ้านนาริน บ้านผาปังกลาง บ้านห้วยไร่ บ้านเด่นอุดม เป็นต้น

คำว่า “ผาปัง” เป็นชื่อท้องถิ่นที่มีประวัติว่าตำบลแห่งนี้มีขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาอย่างโดดเดี่ยว และเป็นทางตันที่ไม่อาจเดินทางด้วยรถยนต์ เพื่อจะผ่านไปยังอำเภอลี้ จังหวัดลำพูนได้ ทั้งที่อยู่คนละฟากของภูเขา ที่มีชื่อเรียกว่า “ดอยอานม้า” และ “ดอยหลวง”

ขุนเขาทั้งสองลูกนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของผาปัง อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าเหตุผลที่มาของชื่อผาปังก็สืบเนื่องมาจากขุนเขาที่เป็นภูเขาหิน เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือฝนตกเซาะพื้นดินเป็นเวลานานจำนวนมาก จึงทำให้หินกร่อนแล้วนานวันเข้าจึงได้พังทลายลงมา (“ปัง” เป็นภาษาคำเมือง หมายถึง พัง)

การเดินทางที่ไม่มีรถยนต์เข้าถึงได้สะดวก จึงทำให้ตำบลผาปังมีความบริสุทธิ์ด้วยสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม มีทิวทัศน์ที่ยังไม่ได้เปิดเผยหลายแห่งที่ถือเป็นจุดขายของตำบลผาปัง และประการสำคัญพื้นที่ในตำบลผาปังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เห็ดโคน เห็ดเผาะ และเห็ดอีกหลายชนิดที่ทำให้เศรษฐกิจของผาปังดีขึ้น รวมไปถึงสัตว์ป่าอนุรักษ์ที่จัดว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ อึ่ง แย้

ทั้งยังมีผักป่าพื้นบ้านเก่าแก่ ซึ่งเมื่อได้รับน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาต่างเจริญเติบโตงอกงามสร้างรอยยิ้มให้แก่พี่น้องชาวผาปังด้วยความสุขจากอาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดอกก้าน ผักหวาน ผักก้อแก้ ผักบอนเต่า ฯลฯ

แม้ภาพรวมดูเหมือนว่า ผาปัง จะมีความสมบูรณ์จากธรรมชาติ แต่ทว่าทำเลของตำบลนี้ตั้งอยู่ด้านหลังเขา เนื่องจากด้านหน้าเขาเป็นป่า มีเมฆฝนมาก เพราะความชื้นสูง และเย็น เมฆกระทบความเย็นกลายเป็นฝนตกหมด จนทำให้อีกด้านฝนตกน้อย ไม่ค่อยตกหรือได้รับน้ำแค่เพียงละอองเท่านั้น จึงถูกเรียกว่าเป็นพื้นที่อยู่ในเขตเงาฝน

เมื่อประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจนเกิดความแห้งแล้งติดต่อยาวนาน จึงทำให้คนในชุมชนผาปังขาดทรัพยากรในการทำกิน ทุกคนต้องดิ้นรนออกไปหางาน หาอาชีพในต่างถิ่น พอนานวันจึงเกิดเป็นลักษณะการอพยพต่างถิ่นถาวร ทิ้งบ้านเรือนไม่ยอมกลับมา หรืออาจจะกลับบ้านเกิดเฉพาะเทศกาลเพื่อมาเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ยังมีชีวิตอยู่

สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเครือญาติอาศัยอยู่แล้วก็ปล่อยให้เป็นบ้านร้างกว่า 20 หลังคาเรือน ประชากรมีไม่ถึง 2,000 คน อันมีผลทำให้ไม่สามารถจัดตั้งเป็น อบต. ได้ และจำเป็นต้องไปรวมการบริหารท้องถิ่นกับตำบลแม่พริกที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า จึงทำให้ผาปังได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับการพัฒนาชุมชน

ดังนั้น ในปี 2547 จึงเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการมีส่วนร่วมของ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ครูอาจารย์-พระสงฆ์-เด็กและเยาวชนตำบลผาปัง-(บ.ว.ร.ส) ร่วมกันออกแบบความคิด ร่วมทำ ร่วมกันตัดสินใจ และร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาชุมชน โดยจัดตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางการพัฒนาชุมชนตำบลผาปังขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการเชิงโครงสร้างชุมชน และแยกออกเป็นการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนตามสาขาต่างๆ

จากนั้นจึงนำมารวมกันเป็นเครือข่าย และได้พัฒนาเป็นหน่วยงานนิติบุคคล ชื่อ “มูลนิธิพัฒนาชุมชนตำบลผาปัง” มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ด้วยการ สำรวจ ดิน น้ำ ป่า ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเอง แล้วนำไปบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น จัดตั้ง “คณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง” เพื่อเป็นหน่วยงานศูนย์กลางภาคประชาชนในการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างองค์กร

และในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวชุมชนผาปังได้เปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง หันมาปลูกไผ่ เพื่อต่อยอดเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด “มีป่า มีน้ำ มีพลังงาน มีชีวิต” แล้วต่อยอดด้วยการตั้งกลุ่มกิจกรรมย่อยด้านต่างๆ ที่เป็นลักษณะสอดคล้องกัน อีกทั้งวิสาหกิจเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง อาทิ วิสาหกิจผลิตตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น ก้านธูป เครื่องจักสาน ส่วนเศษวัสดุที่เหลือ เช่น ข้อไผ่ นำมาเผาและบดเป็นถ่านอัดแท่ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม

มีผลพลอยได้จากการเผาถ่านเป็นน้ำส้มควันไม้ ที่สามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ใช้ผสมน้ำสำหรับฉีดพ่นขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา เป็นผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ ส่วนเศษวัสดุส่วนที่เหลือจะเก็บสต๊อกไปบดอัดเป็นเชื้อเพลิงใช้ในสถานีวิสาหกิจโรงไฟฟ้าชุมชน นอกจากนั้น ยังมีวิสาหกิจอื่นอีกมากมาย เช่น วิสาหกิจผลิตอิฐ วิสาหกิจผลิตปุ๋ยชุมชน วิสาหกิจผลิตผักปลอดสารพิษ วิสาหกิจผลิตสมุนไพรพื้นบ้าน วิสาหกิจผลิตข้าวกล้อง วิสาหกิจผลิตกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

โดยในแง่ของการบริหารจัดการทางชุมชนมีการจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังขึ้น เพื่อมากำหนดขอบเขตกติกาต่างๆ ที่เป็นผลประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การจัดหาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผาปัง การจัดการบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงการดำเนินโรงไฟฟ้าชุมชนจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยร่วมลงทุนกับบริษัทลูกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อขายไฟฟ้าให้กับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนแห่งนี้สู่ความพอเพียง

อย่างไรก็ตาม โมเดลวิสาหกิจชุมชนผาปัง เป็นที่สนใจจากหน่วยงานหลายแห่ง พร้อมกับมีการเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมดูงานเป็นจำนวนมาก และกำลังถูกขยายผลเป็นต้นแบบไปอีก 10 ชุมชน

การปลูกไผ่

มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ได้ร่วมมือกับจังหวัดลำปาง โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้เพาะกล้าพันธุ์ไผ่ซาง เพื่อนำไปปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ ที่ดินสิทธิทำกิน และที่ดินบริเวณป่าชุมชน ด้วยความตระหนักว่า “ไผ่” เป็น พืช “เศรษฐกิจ พืชกินได้ พืชใช้สอย” ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

จากสภาพพื้นที่มีความสมดุลระหว่างคนในตำบลผาปัง จึงมีการออกแบบพัฒนาไผ่ ให้เป็นพืชเศรษฐกิจชุมชน พืชดูแลสิ่งแวดล้อม และรักษาสุขภาพ มีการศึกษาการจัดการไผ่ชุมชนอย่างครบวงจร เพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำ วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพได้ เพราะไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้า อุ้มดิน อุ้มน้ำ ดูดซับความชื้น เพิ่มออกซิเจนให้กับป่ามากกว่าไม้ชนิดอื่น ร้อยละ 35

อีกทั้งยังเป็นพืชที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ตำบลผาปัง สอดคล้องกับการดำรงชีพของชุมชนตำบลผาปัง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างไรก็ตาม เนื้อที่การปลูกไผ่ทั้งหมด ได้แก่การปลูก และการบริหารจัดการไผ่บริเวณที่ดินสิทธิทำกิน สทก./ส.ป.ก. 145 ไร่ (เดิม) และมีการปลูกเพิ่มของสมาชิกเครือข่ายไผ่ชุมชนตำบลผาปัง จำนวน 200 ไร่/ปี 5 ปีต่อเนื่อง มีการปลูก และการจัดการไผ่ ในที่ดินกรรมสิทธิ์ โฉนด น.ส. 3 ก จำนวน 50 ไร่ (เดิม) และการปลูกเพิ่มของเครือข่ายสมาชิก จำนวน 100 ไร่/ปี 5 ปีต่อเนื่อง

การนำไผ่ไปใช้ประโยชน์

ในตำบลผาปัง ได้นำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต พัฒนาอาชีพ สร้างการเรียนรู้ วิจัย ปัญญาปฏิบัติศึกษาจริง ก่อนนำมาสรุปสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นระบบครบวงจรที่ยั่งยืน โดยออกแบบประเมินรายละเอียดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจชุมชน Detail design จับคู่ทางธุรกิจชุมชน Business Matching กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิสาหกิจในแต่ละด้าน

โดยวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานความร่วมมือจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิด เสนอแนะ ร่วมทำ ร่วมตัดสินในการพัฒนาวิสาหกิจร่วมกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การขายลำไผ่ ขายหน่อไผ่ มีระบบการตัดมาใช้ประโยชน์ตามวงจรชีวิตของไผ่ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ โดยหมุนเวียน 3 ปี ตัด 30 ไร่/ปี ใช้ปริมาณไผ่ วันละ 3 ตัน ทำให้เครือข่ายสมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกไผ่มีรายได้ เฉลี่ย 1,080,000 บาท/ปี เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการแปรรูป

แนวทางการใช้ประโยชน์จากต้นไผ่จะต้องมีการศึกษา วิจัย ทดสอบ ในทุกส่วนของไผ่ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดบ้าง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าอย่างเต็มที่ และเป็นการสร้างมูลค่าด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น การนำเศษขี้เลื่อยอันเกิดจากการตัดไผ่ การขัดเหลาตะเกียบ มาผลิตเป็นก้อนเชื้อเพลิงอัดแท่ง Pellets เพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน หรือก๊าชธรรมชาติ ก๊าชหุงต้ม

ในกรณีของการใช้ประโยชน์จากถ่าน ข้อไผ่ สามารถผลิตเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ Black Charcoal เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก หรือนำไปเป็นพลังงานก๊าชสะอาด Syngas ที่ให้พลังงานสูง การเผาไหม้ สมบูรณ์ ไม่มีมลภาวะ เป็นระบบการผลิตก๊าชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการผลิตด้วยระบบก๊าชซิฟิเคชั่นที่ใช้ วัตถุดิบชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานความร่วมมือ คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิสร้างสุขชุมชน และวิสาหกิจผลิตเชื้อเพลิงพลังงานชุมชนผาปัง กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย การประยุกต์ใช้เชื้อเพลิงพลังงานถ่านไผ่ พร้อมไปกับการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ในเดือนสิงหาคม 2559 มีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี 8 เดือน

ส่วนประโยชน์ที่เกิดจากปล้องไผ่ เป็นการนำส่วนปล้องของไผ่ มาผลิตเป็นตะเกียบ และไม้เสียบอเนกประสงค์ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ราษฎรในพื้นที่มีงานทำ สร้างรายได้เฉลี่ยให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปและสมาชิก

นอกจากนั้นแล้ว ซังไผ่ที่เกิดจากเศษตะเกียบยังนำมาอบเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ ผลิตเป็นถ่านเชื้อเพลิงอัดแท่งนำไปขายสร้างรายได้, มีการนำฝอยตะเกียบไผ่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตภาชนะไบโอ Biopack,ใช้ฝอยใยไผ่ผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเยื่อใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

หรือแม้แต่การใช้ประโยชน์จากถ่านไผ่ เป็นการศึกษาวิจัย จากการนำเศษวัตถุดิบจากไผ่มาผลิตเป็นถ่านประสิทธิภาพต่ำ Black Charcoal นำมาเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ผลิตเป็น Syngas เพื่อนำมาทดแทนก๊าชหุงต้ม LPG และน้ำมัน ในการดำรงชีวิตประจำวัน

ล่าสุด…มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ยังได้พัฒนาและทดลองใช้เชื้อเพลิงจากถ่านไผ่ ในรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องยนต์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือก ที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ถ่านไผ่ไม่เพียงสร้างประโยชน์ทางด้านพลังงาน แต่ในด้านความสวยงามแล้วถือเป็นวัตถุดิบสำคัญ แล้วยังได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้ด้วยการนำผงถ่านไผ่ประสิทธิภาพสูงนี้ Activated Charcoal มาผลิตเป็นยาเวชภัณฑ์ เวชสำอางสบู่ไผ่ ครีมขัดหน้า ครีมบำรุงผิว น้ำยาสระผม น้ำยาทำความสะอาด รวมถึงการนำผงถ่านไผ่มาใช้ในอุตสาหกรรมโรงกลั่น เป็นต้น และทางด้านการตลาดได้จับคู่องค์กรความร่วมมือสร้างธุรกิจชุมชน (Business Matching) กับองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างๆ

ขณะเดียวกันทีมงานเทคโนฯ ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับบุคคลสำคัญในคณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ได้แก่ คุณรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง คุณธวัชชัย เทวราช กำนันตำบลผาปัง คุณวิรัตน์ สีคง ประธานเครือข่ายฯ และ คุณไพรัตน์ คันธชุมภู อบต. เป็นการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพื่อเข้าสำรวจพื้นที่ปลูกไผ่ตามแหล่งปลูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ ที่ดินสิทธิทำกิน ที่ดินบริเวณป่าชุมชนและไผ่ตามธรรมชาติที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา

กำนันผาปัง ขอร้อง

ชาวบ้าน อย่าเผาป่า

คุณธวัชชัย เทวราช กำนันตำบลผาปัง กล่าวว่า ผืนป่าที่เห็นเบื้องหน้าเป็นป่าไผ่ธรรมชาติ บริเวณนี้เรียกว่า ป่าแม่ขะยาก เป็นไผ่ซางนวล อายุต้นไผ่น่าจะราวร้อยกว่าปี ไผ่ตามธรรมชาตินี้ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดที่ร่วงหล่นลงพื้น หรือขุยไผ่ตามภาษาทางภาคเหนือ และเมื่อได้น้ำจากธรรมชาติก็จะเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันถ้าชาวบ้านเผาป่าแล้วไปโดนต้นไผ่อ่อนก็จะตายทันที แล้วกว่าจะมีต้นอ่อนใหม่เกิดขึ้นต้องใช้เวลานานมาก ดังนั้น หากชาวบ้านงดการเผาป่าแล้วในอีกต่อไปก็จะพบว่าป่าไผ่แห่งนี้มีความสมบูรณ์

สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ของชาวบ้านคงตัดไปใช้ได้เพียงเล็กน้อยเฉพาะในเรื่องการก่อสร้างบ้านเรือน ทำอุปกรณ์เครื่องมือ หรือหาหน่อเท่านั้น ขณะเดียวกันกำลังมีการหารือกับทางป่าไม้เกี่ยวกับการนำไผ่ในป่าชุมชนมาสร้างมูลค่า ซึ่งต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะป้องกันไม่ให้ชาวบ้านตัด มิเช่นนั้นป่าไผ่หมดเกลี้ยงแน่ ขณะเดียวกันชาวบ้านทุกคนต้องช่วยกัน ร่วมมือกันอนุรักษ์ และรักษาผืนป่าไว้ด้วย

กำนันให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า กำลังจะมีพิธีบวชป่าและทำบุญต้นน้ำ ถือเป็นประเพณีความเชื่อของชาวบ้านในท้องถิ่นนี้ก่อนถึงช่วงเวลาทำนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในระยะยาว ได้มีการทำฎีกาของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อทูลเกล้าฯ เมื่อปี 2554 เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยต้อง ตามโครงการตามแนวพระราชดำริ เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่มีความเดือดร้อนในเรื่องแหล่งน้ำสำหรับไว้ใช้บริโภคและการเกษตร โดยอ่างเก็บน้ำแห่งนี้สามารถเก็บน้ำได้ถึง 700,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่ทางการเกษตรได้ถึง 800-1,000 ไร่

ต้องสางป่า

เพื่อจัดระเบียบให้ถูกต้อง

ช่วยสร้างธรรมชาติให้ยั่งยืน

คุณรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง เสริมว่า ชาวบ้านที่ขึ้นมาตัดไผ่ไปใช้ประโยชน์ ยังตัดไม่ถูกวิธี เพราะอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต การตัดไผ่อย่างถูกวิธีตามวงจรชีวิตของไผ่ โดยการใช้เสียมตัดที่โคนต้น เพื่อไม่ให้ออกกิ่งข้าง และบังคับให้ออกเป็นหน่อใหม่ทดแทน เฉลี่ยตัด 1 แม่ จะออกลูกใหม่เพิ่ม 3 หน่อ

ที่ปรึกษามีความเห็นว่า ควรมีการสางป่า หมายถึง การจัดระเบียบในป่าไผ่ใหม่ ด้วยการเริ่มต้นจากการให้ความรู้แก่ชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ประกาศเป็นป่าชุมชนแล้ว เพียงแต่รอให้ทางกรมป่าไม้เข้ามาจัดการออกระเบียบ ข้อบังคับ และกติกาต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยหารือเพื่อทำตามแผนงานที่วางไว้ต่อไป

“ในอนาคตมีแผนร่วมกับทางการท่องเที่ยวและตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีแนวคิดว่า จะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ และไม่ต้องการให้ตัดไผ่มาใช้ เพราะต้องการเก็บไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ทุกวันนี้ปัญหาอยู่ตรงที่ชาวบ้านต้องให้ความร่วมมือสอดส่องดูแล”

ในอดีตถึงแม้บ้านผาปังจะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก และมีความเป็นอยู่แบบทุกข์ยาก แต่ด้วยความสามัคคี ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทุ่มเท มุ่งมั่น แล้วไม่ยอมแพ้แม้จะต้องฝึกฝนกันอย่างหนักและยาวนาน จนเมื่อเวลาผ่านไป ความวิริยะ อุตสาหะ พาพวกเขาฝ่าด่านความยากเข็ญออกมาได้

แต่วันนี้ชุมชนผาปังกลับเป็นที่รู้จักดีในฐานะชุมชนต้นแบบที่มีความเป็นอยู่แบบพอเพียง เป็นชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ผืนดินเกิดในทุกตารางนิ้ว ชาวผาปังทุกคนมีใบหน้าสดใส อันเป็นผลมาจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทุกบ้านอยู่อย่างมีความสุข ไม่มีโจรผู้ร้าย บ้านแต่ละหลังรวมถึงถนนหนทางมีความเป็นระเบียบ สะอาด ไม่ต้องจ้างคนเก็บขยะ เพราะทุกคนต่างมีวินัย รักษากฎกติกาอย่างจริงจัง

แล้วในที่สุดพวกเขาสามารถก้าวมายืนแถวหน้าเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมจะต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน และจากทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ไผ่” เป็นพืชหล่อเลี้ยงชีวิตชาวผาปัง จังหวัดลำปางอย่างแท้จริง

สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของชุมชนกลุ่มวิสาหกิจผาปัง ติดต่อได้ที่ สำนักงาน เลขที่ 2/1 วัดผาปังกลาง (บริเวณดอยพระบรมธาตุเจดีย์หลวง 12 นักษัตร) หมู่ที่ 3 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง โทรศัพท์/โทรสาร (054) 837-202 มือถือ (081) 805-9889 FB : วิสาหกิจชุมชนตำบลผาปัง Web : มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง

ขุนแผนแสนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สรรหามาฝาก

ขุนแผนแสนรู้

ที่ร้านอาหารสี่ภาค ริมถนนวงแหวนตะวันตก พื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี มีไก่ชนลูกผสม ระหว่างไก่เวียดนามและไก่พม่า ชื่อว่า ?ขุนแผน? เจ้าของนำมาเลี้ยงไว้ที่ร้านตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ ปัจจุบัน อายุกว่า 6 เดือนแล้ว อาหารของเขาก็จากร้านนั่นแหละ ที่โปรดปรานมากคือ หมูทอด ชิ้นเล็กๆ

เจ้าขุนแผน เชื่องและแสนรู้มาก ใครไปใครมาจึงอดทักเจ้าขุนแผนไม่ได้