เทคนิคการตอนอินทผลัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิคการตอนอินทผลัม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกอินทผลัมไว้ในสวน มีอยู่ต้นหนึ่งติดผลแล้ว รสชาติค่อนข้างดี หวาน กรอบ ผมมีปัญหาจึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า ผมเคยแยกหน่อออกจากต้นอินทผลัมแล้วไม่เคยรดน้ำสักครั้ง ดังนั้น ผมจะต้องทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

เลขที่ 27/8 บ้านปากพู่ หมู่ที่ 10 ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

อินทผลัม เป็นไม้ทะเลทราย มีน้ำอดน้ำทนสูง เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยก็ได้ผลดีน่าพอใจ โดยเฉพาะชนิดรับประทานผลสด ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาอินทผลัมเมื่อปีก่อน จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน โดยผู้แทนจากห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน สรุปว่า เมื่อปี พ.ศ. 2557 มูลค่าการซื้อขายอินทผลัมที่ห้างสรรพสินค้า ที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง และผลผลิตภายในประเทศ คิดเป็นเงิน 2.5 และ 2.8 ล้านบาท ตามลำดับ อีกทั้งตลาดมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

กลับมาเรื่องการขยายพันธุ์อินทผลัมกันอีกครั้ง ปัจจุบัน การขยายพันธุ์อินทผลัมทำได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการตอน หรือการแยกหน่อ ทั้งนี้ ผมขออธิบายเฉพาะวิธีตอนเท่านั้น เริ่มจากการเลือกหน่อที่มีขนาดพอเหมาะ ความยาวไม่เกิน 70 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของหน่อ อยู่ระหว่าง 30-40 เซนติเมตร ทำความสะอาดบริเวณรอยเชื่อมต่อของหน่อกับต้นแม่ เรียบร้อยแล้ว โปะโคนหน่อด้วยขุยมะพร้าวแช่น้ำ บีบน้ำให้หมาด หุ้มด้วยพลาสติกสีดำ ผูกเป็นกระเปาะเช่นเดียวกับตอนกิ่งไม้ทั่วไป แต่กระเปาะตอนอินทผลัมมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ระวัง อย่าให้กระเปาะหมุน หรือขยับเขยื้อนได้

ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หน่อจะสร้างรากออกมารอบทิศทาง ครบ 45-60 วัน ตัดให้ขาดด้วยเลื่อยคม และสะอาด แยกออกจากต้นแม่ แล้วทารอยแผลทั้งต้นแม่และหน่อด้วยปูนแดง หรือสีน้ำมัน อย่างใดอย่างหนึ่ง นำหน่อที่ตัดออกมาปลูกลงในถุงเพาะชำขนาดพอเหมาะกับหน่อ ที่มีวัสดุปลูกสะอาด และระบายน้ำได้ดี เก็บในเรือนเพาะชำ เมื่อตั้งตัวได้ดี และนำปลูกลงในแปลงได้ตามความต้องการ

ปีนี้ ทุเรียน มีราคาแพงมาก เพราะติดผลน้อย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบว่า เพราะเหตุใด ปีนี้ราคาทุเรียนจึงแพงมาก ผมเป็นผู้หนึ่งที่นิยมบริโภคทุเรียน ได้รับผลกระทบบ้างพอสมควร นอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย ผมเกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด การที่ผลผลิตที่มีน้อยนั้นเป็นจริง หรือเป็นข้ออ้างของนักธุรกิจค้าผลไม้ครับ ที่กล่าวว่าเป็นสาเหตุจากสภาวะแห้งแล้ง ขอคำอธิบายครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

เลขที่ 72/15 เพชรเกษม 78 แยก 22 บางแคเหนือ บางแค กรุงเทพฯ 10160

ตอบ คุณวิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้ เกิดสภาวะแห้งแล้งค่อนข้างรุนแรง บางช่วงลมพัดจัด ส่งผลให้การผสมเกสรของทุเรียนที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสภาพธรรมชาติก็ตาม ทุเรียนเป็นพืชมีการผสมเกสรในเวลาเย็นถึงพลบค่ำ เพื่อหลบหลีกช่วงแสงแดดจ้า อากาศร้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสมบูรณ์ของละอองเกสรตัวผู้

อย่างไรก็ตาม ความแห้งแล้งมิได้เกิดขึ้นมาในเฉพาะปีที่ผ่านมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งเกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกันมาก่อนนี้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร นำปริมาณน้ำฝน จาก 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี แล้งพอทน 2 ปี และแล้งอย่างรุนแรง 2 ปี น้ำท่วมอีก 3 ปี มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเพียง 3 ปี เท่านั้น มีบันทึกไว้ว่า ในความแห้งแล้งในอดีต การทำนาไม่ได้ผล ชาวบ้านต้องนำขุยไผ่ หรือ เมล็ดไผ่ มาขัดสีไปหุงรวมกับเผือกและกลอย ใช้บริโภคแทนข้าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในปี พ.ศ. 2485 เกิดสภาวะน้ำท่วมรุนแรงในบริเวณภาคกลางของประเทศ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเรามีป่าไม้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม มีผลกระทบทำให้ข้าวพันธุ์ดีสูญไปหลายพันธุ์

สภาวะแห้งแล้งปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่าทุกๆ ปี ประเทศไทยผลิตทุเรียนได้ไม่น้อยกว่า 550,000 ตัน แต่ปีนี้ผลิตได้เพียง 310,000 ตัน เท่านั้น แน่นอน ราคาทุเรียนย่อมแพงขึ้นตามกลไกตลาดครับ

ปลูกเฟิร์นเขากวาง ไม่นานกลับเหี่ยวเฉาตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อเฟิร์นเขากวางที่ติดไว้กับแผ่นไม้จากร้านขายต้นไม้นำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน เจ้าของร้านบอกว่า ไม่ควรรดน้ำบ่อยๆ ให้รด 2-3 วัน ต่อครั้ง เดือนแรกๆ ก็ โอเค แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 6-7 ต้นเฟิร์นกลับเหี่ยวแห้งตายอย่างช้าๆ ผมเกิดความสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่ผมทำตามคำแนะนำจากเจ้าของร้านค้าต้นไม้ทุกอย่าง ขอข้อคิดเห็นด้วยครับ ว่าผมต้องแก้ไขอย่างใด หากจะนำมาเลี้ยงอีกสักครั้งครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

โกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เลขที่ 118/5 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

ตอบ คุณโกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เฟิร์นเขากวาง เป็นไม้ประเภทเกาะอาศัยอยู่บนคาคบไม้ เฟิร์นชนิดนี้ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง กระเปาะที่สร้างสปอร์อยู่ที่ใบด้านล่างดังกล่าว ด้วยรูปร่างของใบคล้ายเขากวาง จึงเรียกกันว่า เฟิร์นเขากวาง แหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ต้องการร่มเงา และมีความชื้นในบรรยากาศสูง การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งการแยกต้นและเพาะสปอร์ วิธีหลังทำได้ไม่ยาก โดยการนำวัสดุปลูกใส่ลงในภาชนะบรรจุ แล้ววางไว้ใกล้กับต้นเฟิร์นที่เป็นหนุ่มสาวแล้ว เมื่อสปอร์ตกลงในวัสดุปลูก เช่น ขี้เลื่อยชุ่มน้ำ มันจะงอกเป็นต้นอ่อน และเติบโตเป็นต้นสมบูรณ์ต่อไป

การนำเฟิร์นเขากวางมาปลูกเลี้ยงในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ให้แซะต้นเฟิร์นออกจากแผ่นไม้ ปลูกลงในกระถางที่มีขนาดพอเหมาะกับต้นเฟิร์น โดยใช้ขี้เลื่อยแช่น้ำ คั้นให้หมาดเป็นวัสดุปลูก เก็บในที่ร่มรำไร หากต้องการให้เติบโตดี ควรรดด้วยปุ๋ยยูเรีย ละลายในน้ำสะอาดอย่างเจือจาง 2 เดือนครั้ง เมื่อเห็นว่าเติบโตจนล้นกระถาง ให้เปลี่ยนลงปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น

ความมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเฟิร์นชนิดนี้ คือ เมื่อต้นสมบูรณ์เต็มที่ จะสร้างใบออกมาครอบปากกระถางจนมิด เพื่อรักษาความชื้นไว้ในวัสดุปลูกไม่ให้ระเหยไปในอากาศ หมั่นดูแลให้น้ำพอชุ่มอย่างสม่ำเสมอ คุณจะปลูกเฟิร์นเขากวางได้สวยงามเกินความคาดหมายครับ

Serpenthead Fish in Swaying Soup

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Serpenthead Fish in Swaying Soup

For Tom Khlong you use dried or salted fish only; while fresh or dried for Kaeng Sohm which calls for salted shrimp paste, garlic and palm sugar, the whole lot. The main ingredient for Tom Sohm is shredded ginger. Kaeng Liang is heavy on vegetable but do stay clear from young corn, carrot and Climbing Wattle omelet which will defy the essence of the soup.

Our ancient recipe has passed trials through generations to acquire the taste into a menu set fit to each season for decades and centuries. Why do we have to compromise our food culture for cash or unsustainable fusion trend?

I told mom the other day that, at Wat Krachaeng Bang Sai in Ayuttaya, I found delicious folk dishes: Tom Khlong longtail-tuna and winter melon, creamy green curry of shredded fresh bamboo shoo and chicken and chili-fermented-fish dip of roasted catfish. Mom stopped me and asked for some simple soup; with fresh fish subdued with galangal and shallot; seasoned with salt and tamarind juice; no coconut milk or any curry paste; with stress on fresh fish and not too chili hot; to soothe her in this balmy weather of the missing rain.

So comply did her son. However, I found Kaeng Sai Bua (lotus stem soup) using the same recipe. To simply title this article Kaeng Pla Chon (serpenthead fish soup) would be too drab; so I call it ?Serpenthead Fish in Swaying Soup? – without breaching food terminology.

Serpenthead fish price has gone up to Bht180 per kilo. It used to be cheap, a staple for folks; as ample as catfish; with tasty meat – solid when fried, stir-fried or boiled unlike others.

Most ingredients are kitchen items, so at the market I bought a stick of galangal, spring onion, culantro and, for a treat, fresh black mushroom 200 gram at Bht250 per kilo; mom is allergic to straw mushroom while others are redundant.

At home I set a cauldron of water to boil with peeled 5-6 bulbs of shallot gently crushed, sliced galangal, a dash of salt and fish head. While waiting, I made tamarind juice, cut washed spring onion, culantro, and mushroom to spoon size; roasted dried bird chili.

In a wok, I fried chunk fish fillet until crisp and golden brown; sieved up to rest and drip.

When the soup boils again, sieve up fish head, add mushroom and season with tamarind juice, premium fish sauce letting the sourness ahead by a nose. If the soup is not fish-savoury enough, add a bit of palm sugar; then, down with spring onion, culantro, fried chili and the fried fish chunk. Season to taste and turn off the stove. Wash up, dress and take the cauldron of ?Serpenthead Fish in Swaying Soup? to mom?s house.

Of the dishes done through seasons, this recipe took the least time and labour, but second to none in savoury.

ต้มโคลงปลาช่อน

ชื่อกับข้าวหม้อนี้ไม่ผิดหรอกครับ ?ต้มโคล้ง? นั้นต้องใช้ปลาแห้งหรือปลาเค็มเท่านั้น ถ้าเป็น ?แกงส้ม? ใส่เนื้อแห้งหรือสดก็ได้ แต่เครื่องปรุงต้องลงหมด ทั้งกะปิ กระเทียม น้ำตาลปี๊บ ส่วน ?ต้มส้ม? พระเอกคือ ขิงสดซอย ?แกงเลียง? ก็หนักสารพัดผัก แต่ผักประหลาด เช่น ข้าวโพดอ่อน แครอต หรือชะอมชุบไข่ทอด อย่าไปใส่เลย เสียรสเสียชาติกำเนิดของแกงเลียงเปล่าๆ

กับข้าวตำราโบราณท่านทดลองทำมาหลายชั่วคน จนรสชาติจัดสำรับได้เข้าที่ เหมาะสมกับฤดูกาลมาเป็นสิบเป็นร้อยปีแล้ว จะเอาวัฒนธรรมของเราไปทำลายเสียทำไม เพื่อเงินเพียงชั่วสมัยนิยมไม่จีรังยั่งยืนกระนั้นหรือ

เล่าให้แม่ฟังวันก่อนว่า ที่วัดกระแชง บางไทร อยุธยา เจอกับข้าวชาวบ้านอร่อยมาก มีแกงคั่วปลาโอชิ้นฟักเขียว แกงเขียวหวานขลุกขลิกหน่อไม้สดสับกับไก่ และน้ำพริกปลาร้าปลาดุกย่าง อร่อยนัก แม่บอกอย่าเล่าเลย ทำต้มอะไรง่ายๆ ให้แม่กินดีกว่า มีปลาสด เอาข่าดับคาวเสียหน่อย ใส่หัวหอมแดงเท่านั้น ปรุงรสด้วย เกลือ น้ำส้มมะขาม ไม่เข้ากะทิหรือเครื่องแกงอะไร ไม่ว่าแกงไทยหรือแกงเทศ ย้ำว่า ขอให้เป็นปลาสด ปรุงรสไม่ต้องเผ็ด ให้แม่ซดแก้หงุดหงิดอบอ้าวจากฝนฟ้าผิดฤดูกาลก็แล้วกัน

คนลูกก็จัดให้ตามนั้นซีครับ เมื่อจะตั้งชื่อ เห็นตำราหนึ่ง เป็น ?แกงสายบัว? ใช้เครื่องอย่างที่กะ แต่ในเมื่อเราไม่ได้แกงสายบัว ถ้าเรียก ?แกงปลาช่อน? อ่านแล้วเหงาพิกล จึงขอเรียก ?ต้มโคลงปลาช่อน? ไม่มีไม้โทให้ผิดปาก์ศัพท์ก็แล้วกัน

ปลาช่อนเดี๋ยวนี้ กิโลละ 180 แล้วนะครับ แต่ก่อนเป็นปลาราคาถูก ยอดนิยมของชาวบ้าน เพราะหาได้ง่ายไม่แพ้ปลาดุก เนื้อก็หวาน จะทอด ผัด ต้ม ไม่เละเหมือนปลาอื่น

เครื่องส่วนใหญ่มีในครัวแล้ว ที่ตลาดผมซื้อข่ามาแง่งหนึ่ง ต้มหอม ผักชีฝรั่ง และทีเด็ดคือ เห็ดหอมสด กิโลละ 250 ซื้อแค่ 2 ขีด ไม่เอาเห็ดฟางเพราะแม่แพ้ เห็ดอย่างอื่นก็ดื่นดาษงั้นๆ

ถึงบ้านเลือกหม้อแกงใบย่อมต้มน้ำ ปอกหอมแดง 5-6 หัว บุบพอช้ำ ข่า ขูดผิดฝานบางๆ พอน้ำเดือดลงหม้อไปกับดอกเกลือ 1 ช้อนชา กับหัวปลา (ขอร้องว่า อย่าคน) ว่างๆ ละลายมะขามเปียก ล้างต้นหอม ผักชีฝรั่ง หั่นท่อน หั่นเห็ดหอมเป็นชิ้นพอช้อนตัก เจียวพริกขี้หนูแห้งพอเต่งหอม

ตั้งกระทะ เอาเนื้อปลาหั่นชิ้นย่อมลงไปทอดพอให้ผิวสุกเป็นสีทอง ช้อนขึ้นมาซับมันรอ

น้ำต้มเครื่องกับหัวปลาเดือดอีกที ช้อนหัวปลาขึ้น ลงเห็ดหอมแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มมะขาม น้ำปลาดี ให้รสเปรี้ยวนำหน้าแค่ปลายจมูก ถ้าน้ำหวานปลาไม่พอ อนุญาตให้เติมน้ำตาลปี๊บได้แค่ปลายก้อย แล้วลงต้นหอมท่อน ผักชีฝรั่ง พริกทอด และเนื้อปลาที่ทอดไว้ ชิมรสอีกที พอเดือดก็ยกลงจากเตา อาบน้ำแต่งตัว เอาหม้อ ?ต้มโคลงปลาช่อนเห็ดหอมสด? ขึ้นรถ ขับไปกินกับแม่ได้เลย

กับข้าวที่ทำมาหลายพรรษานั้น ดูเหมือนจะมีตำรานี้แหละ ที่ใช้เวลาและแรงงานน้อยที่สุด แต่ก็อร่อยไม่แพ้สำรับไหนเลย

แปลงเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เด็กวิเศษชัยชาญ ทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

แปลงเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เด็กวิเศษชัยชาญ ทำได้

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ยังคงสภาพเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่แม้จะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ แต่จำนวนนักเรียนและบุคลากรครูผู้สอนก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม โรงเรียนก็ยังคงเป็นโรงเรียนที่เพียบพร้อมไปด้วยกิจกรรมและการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนในมุมของภาควิชาการ เพื่อให้ศักยภาพนักเรียนเทียบเท่ากับโรงเรียนในระดับจังหวัดและภูมิภาคอื่นได้

ปัจจุบัน ศักยภาพด้านวิชาการยังคงดำเนินไปอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาให้เห็นและเป็นกิจกรรมที่จัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นมากกิจกรรมหนึ่งของโรงเรียน คือ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ให้กับชุมชน ตำบล อำเภอ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการ โดยศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2540 โดย อาจารย์ไพศาล มั่นอก ครูชำนาญการพิเศษ ดูแลด้านการเกษตรของโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ซึ่งการดำเนินการค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งเป็นที่รู้จักและเป็นต้นแบบให้กับชุมชนหลายแห่ง สนใจพาเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้

อาจารย์ไพศาล บอกว่า เดิมกิจกรรมการเกษตรของโรงเรียน เริ่มต้นภายในพื้นที่ของโรงเรียนที่มีอยู่ 19 ไร่ เท่านั้น แต่เป็นการทำการเกษตรแบบเล็กๆ เช่น การปลูกแก้วมังกร ฟักข้าว มะนาว เมื่อโรงเรียนจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการประกอบกิจกรรมด้านวิชาการ จึงทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนนี้ลดน้อยลง อาจารย์ไพศาล จึงตัดสินใจหารือเจ้าของที่ดินใกล้เคียง ขอใช้พื้นที่ในการสอนการทำการเกษตรแบบครบวงจรให้กับนักเรียน จำนวน 5 ไร่ และเป็นที่มาของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน

?ตอนเราได้พื้นที่มาใหม่ๆ เราก็ค่อยๆ เริ่ม ระยะแรกสอนเด็กนักเรียนทำนา เริ่มจากการทำนาโยนข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากนั้นก็เริ่มพัฒนาเป็นแปลงสวนผสม สร้างบ้านดิน ขุดบ่อเลี้ยงปลา และปลูกพืชน้ำ มีแปลงผักสวนครัว ไม้ผล การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ และการเลี้ยงกบ รวมถึงการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยพื้นที่ทุกตารางนิ้วรับรองว่าปลอดสารเคมีอย่างแน่นอน?

เพราะโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ทำให้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน จึงไม่มีโครงการอาหารกลางวัน ผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรโดยนักเรียนของโรงเรียน อาจารย์ไพศาล จึงปรับให้เป็นรูปแบบของบริษัท ให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องของต้นทุนและกำไร มีการบริหารจัดการโดยนักเรียนเอง ซึ่งกำไรจากการบริหารจัดการภายในบริษัท ซึ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทั้งหมด นักเรียนผู้ลงมือปฏิบัติทุกคนจะได้รับการจัดสรรปันส่วนอย่างลงตัว ถือเป็นการตอบแทนในสิ่งที่นักเรียนลงทุนลงแรงไป

?ที่นี่ก่อตั้งชุมนุมยุวเกษตรกร มีนักเรียนในชุมนุมเพียง 15 คน ตามข้อกำหนดของกลุ่มยุวเกษตรกร แต่แท้จริงแล้ว เด็กนักเรียนที่สนใจต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มยุวเกษตรกรมีมากทุกระดับชั้น จึงใช้วิธีให้นักเรียนที่มีชื่อในกลุ่มยุวเกษตรกร เป็นแกนนำสำคัญในแต่ละกิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้ฯ โดยปกตินักเรียนจะได้ลงแปลงเกษตร เมื่ออยู่ในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ (เกษตร) แต่นักเรียนที่นี่ ลงแปลงกันมากกว่าเวลาเรียนที่มีให้เสียอีก?

สิ่งที่การันตีได้ว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชน เป็นพื้นที่ที่เป็นฐานความรู้ให้กับเด็กนักเรียน ชุมชน และบุคคลที่สนใจ คือ รางวัลที่ 1 เรื่องอาหารปลอดภัย และ รางวัลที่ 1 ยุวเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ของจังหวัดอ่างทอง

อาจารย์ไพศาล บอกว่า ตลอดชีวิตการทำงานอาชีพครู เป็นครูสอนเกษตรมานานเกือบ 40 ปี เล็งเห็นว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ จะเป็นสถานที่สำหรับให้นักเรียนผลัดกันมาเรียน ใครสนใจด้านใดก็ให้หยิบจับด้านนั้น หรือหากต้องการเรียนรู้ในทุกด้านก็สลับสับเปลี่ยนให้ครบทุกกิจกรรมที่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสนใจของนักเรียน

แปลงเกษตรทั้งหมด 5 ไร่ นับว่าครบถ้วนทุกกิจกรรมด้านการเกษตร ได้แก่

1. การเลี้ยงกบ

2. การเลี้ยงไก่ไข่

3. การเลี้ยงปลากินพืช การเลี้ยงปลาเป็นการปล่อยในบ่อบัวสี

4. การเลี้ยงเป็ด

5. การปลูกไม้ผล อาทิ มะละกอ กล้วย หม่อน โดยหม่อนเป็นพันธุ์กินสดและดกเป็นพิเศษ ทำให้มีความต้องการกล้าหม่อนจำนวนมาก เด็กนักเรียนเล็งเห็นโอกาส จึงตอนกิ่งหม่อนจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก

6. การปลูกบัวสี และบริเวณปลูกบัวสี ปลูกพืชน้ำร่วมด้วย เช่น ผักกระเฉด

7. การปลูกผักสวนครัว รวมถึงไม้เลื้อยที่เป็นพืชสวนครัว เช่น ฟัก แฟง ฟักข้าว เสาวรส มะนาวในกระถาง พริก มะเขือ เป็นต้น ทั้งนี้ พืชชนิดใดที่สามารถตอนกิ่งขายเป็นกิ่งพันธุ์ได้ นักเรียนก็จะตอนกิ่งเพื่อจำหน่ายด้วย

8. การทำบ้านดิน

9. การทำปุ๋ยอินทรีย์

10. การเพาะเห็ด

11. โรงเรือนเพาะชำ เป็นสถานที่เพาะกล้าไม้ทุกชนิดที่ปลูกในโรงเรียน และจำหน่ายตามความต้องการของลูกค้า

12. การแปรรูป เช่น ทำมะนาวผง น้ำฟักข้าว มะละกอกวน ทอฟฟี่มะละกอ เป็นต้น

นอกเหนือจากกิจกรรมหลักทั้ง 12 กิจกรรมแล้ว ยังดำเนินตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปลูกแฝก ซึ่งที่ผ่านมาได้นำเกี่ยวแฝกมัดเป็นโครง นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างบ้านดิน

?กิจกรรมทั้งหมดเริ่มสอนตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว แปรรูป บรรจุภัณฑ์ จำหน่าย ซึ่งหมายถึงครบทุกกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกถึงการตลาด สอนทุกขั้นตอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ให้เด็กคิดทุกกระบวนการเอง มีครูเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น ดังนั้น เด็กที่นี่จะเก่ง?

อาจารย์ไพศาล บอกด้วยว่า การจำหน่ายของนักเรียน ไม่ได้เก็บผลผลิตเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ครู เช่นที่อื่น แต่เป็นการดูตลาดที่เหมาะสม แล้วทำการค้าเชิงรุก โดยการเข้าหากลุ่มเป้าหมาย ทั้งโรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาล ตลาดสด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก

เมื่อถามถึงทุนในการดำเนินงาน แม้ว่าโรงเรียนจะบริหารจัดการในรูปแบบบริษัท อาจารย์ไพศาล บอกว่า เริ่มแรกเป็นทุนรอนของอาจารย์ไพศาลเพียงผู้เดียว ต่อมามีผู้ใหญ่ใจดีให้การสนับสนุนพันธุ์พืชและสัตว์ ทั้งยังมีเงินทุนหมุนเวียนมาให้ ทำให้เด็กได้เรียนรู้การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทได้อย่างลงตัว ซึ่งถือเป็นความโชคดีของเด็กนักเรียนที่นี่ที่มีคนช่วย เพราะระบบทั้งหมดไม่ได้เข้าระบบของโรงเรียนแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทั้งหมดยังไม่แน่ว่า อนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบไปอีกหรือไม่ เนื่องจากอาจารย์ไพศาล แกนนำหลักด้านเกษตรของโรงเรียน จะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และพื้นที่แปลงเกษตร 5 ไร่ ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ ก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ของเอกชน ที่อาจารย์ไพศาลขออนุญาตใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์แก่เด็กนักเรียนและส่วนรวม จึงประมาณการล่วงหน้าได้ยากนัก ทั้งนี้ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ อาจารย์ไพศาล ยืนยันว่า จะดำเนินกิจกรรมภาคเกษตรให้ถึงที่สุด และพร้อมให้สถานที่แห่งนี้เป็นองค์ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม รวมถึงสถาบันการศึกษาและชุมชนแห่งอื่น

หากต้องการเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม สามารถติดต่อได้ที่ อาจารย์ไพศาล มั่นอก โทรศัพท์ (085) 173-0878

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นวัตกรรมเพื่อสายน้ำ ฝีมือกรมชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

คิดเป็นเทคโน

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นวัตกรรมเพื่อสายน้ำ ฝีมือกรมชลประทาน

?กรมชลประทาน เตรียมนำนวัตกรรมเรือเก็บวัชพืชน้ำ เพื่อกำจัดผักตบชวาในคลองขนาดเล็ก ซึ่งเรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ ทำให้ผักตบชวาแพร่ขยายพันธุ์ครอบคลุมแหล่งน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ผักตบชวาจะไหลไปกองปิดกั้นทางน้ำชลประทาน เช่น ประตูระบายน้ำ หรือตามเสาตอม่อใต้สะพาน

?พอเข้าฤดูฝน น้ำหลากก็พัดพาเอาวัชพืช โดยเฉพาะผักตบชวามากองเป็นผืนใหญ่ ซึ่งจะทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลง 40% ซ้ำร้ายผลการศึกษายังพบด้วยว่า ผักตบชวาทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมาก เพราะดูดน้ำไปหล่อเลี้ยงตัวเองมากถึง 4 เท่า ของอัตราการระเหยของน้ำ จึงต้องพยายามกำจัดออกไปให้ได้มากที่สุด?

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานนวัตกรรมเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ณ ริมคลองรังสิตประยูรศักดิ์ บริเวณหน้าศูนย์ซ่อมสร้าง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่กรมปชลประทานได้คิดค้นขึ้น อันนำประโยชน์คืนสู่สายน้ำของประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมชลประทานใช้เรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ดำเนินการเก็บผักตบชวาในแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่แล้ว เช่น อ่างเก็บน้ำ หรือคลองขนาดใหญ่ แต่ในคลองขนาดเล็ก ความกว้างคลองน้อยกว่า 10 เมตร ไม่อาจใช้เรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ได้ ต้องอาศัยแรงงานคนเข้าดำเนินการ ซึ่งทำได้ในปริมาณจำกัดและมีค่าใช้จ่ายสูง

ในปี 2553 เป็นปีแรกของการเริ่มคิดค้นพัฒนาเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก โดยเป็นผลงานนักวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน นายปริญญา กมลสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชลประทาน ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2559 กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ ได้ให้ความร่วมมือพัฒนารูปแบบทุ่นลอยไฟเบอร์กลาส

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนในการผลิต เพียงราคาลำละ 3.5 แสนบาท มีขีดความสามารถเก็บผักตบชวาได้ ลำละ 58 ตัน ต่อวัน (7 ชั่วโมง ทำงาน) ต้นทุน ตันละ 26.80 บาท เทียบกับต้นทุนที่ใช้แรงคน ตันละ 39.15 บาท เท่ากับลดต้นทุนเก็บ ตันละ 13 บาท คิดเป็น ร้อยละ 30

องค์ประกอบของเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบใหญ่ คือ ส่วนของตัวเรือที่ด้านล่างจะติดตั้งทุ่นลอยไฟเบอร์กลาสรูปทรงกระสวย กว้าง 0.5 เมตร ยาว 5.5 เมตร ลึก 0.55 เมตร ซึ่งจะติดตั้งชุดเครื่องยนต์พร้อมหางเสือสำหรับขับเคลื่อนเรือ และส่วนของบุ้งกี๋ที่ใช้สำหรับตักยกวัชพืช ขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.60 เมตร ซึ่งจะมีรอกใช้สำหรับหมุนดึงคานยกบุ้งกี๋ขึ้นลง

ในส่วนของการทำงาน จะใช้คนขับเรือ 1 คน และคนขับเครื่องตักเก็บ 2 คน โดยทำงาน 2 ลักษณะ หนึ่ง ดันวัชพืช เป็นการดันให้วัชพืชเข้าหาฝั่งหรือเข้าพื้นที่ควบคุม และ สอง ตักยกเทวัชพืช เป็นการตักยกเทวัชพืชเพื่อนำมาเทบนตลิ่ง

ด้วยความโดดเด่นของเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้ รางวัลที่ 1 ผลงานสร้างสรรค์ดีเด่น ของกรมชลประทาน และ รางวัลที่ 1 ทีมงานสร้างสรรค์ดีเด่นของกรมชลประทาน

นายทองเปลว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้นำเรือต้นแบบไปแสดงในงานนิทรรศการเงินทุนหมุนเวียน เมื่อ วันที่ 21 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ณ เมืองทองธานี ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนใจซักถามความเป็นมาของผลงานวิจัยชิ้นนี้ และสั่งการให้เร่งผลิตเพื่อเก็บผักตบชวาที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยกรมชลประทานได้วางแผนผลิต 50 ลำ ในปี 2559 และเพิ่มเป็น 115 ลำ ในปี 2560 เพื่อนำไปใช้งานในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ชลประทานต่างๆ ที่มีความจำเป็น และจะขยายการผลิตให้ครอบคลุมต่อการใช้งานทั่วประเทศต่อไป

สำหรับ ผักตบชวา ที่ดำเนินการขึ้นมาจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ อันเป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินการนั้น ในแต่ละปีจะมีวัชพืชและผักตบชวามากถึง 600,000 ตัน ต่อปี ต้องใช้งบประมาณถึงปีละ 18 ล้านบาท ในการกำจัดและทำลาย ดังนั้น ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ สำนักงานชลประทานที่ 11 ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ จึงมีนโยบายนำผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักจากผักตบชวา โดยปุ๋ยหมักที่ผลิตขึ้น ได้มีนโยบายที่จะแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้สนใจและเกษตรกรนำไปใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรฟรี ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. โทร. (02) 531-2913

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีปศุสัตว์

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิด สัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีสัตว์อีก 1 ชนิด ที่มีความน่าสนใจในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม และอาจสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้คือ การเลี้ยงแพะ ซึ่งการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี มีการเลี้ยงกันมานานแล้ว ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการต้อนเลี้ยงแบบไล่ทุ่งแพะเนื้อพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อเกษตรกรมีความต้องการใช้เงิน ก็จะแจ้งให้พ่อค้ามารับซื้อแพะในราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้า (50-60 บาท ต่อกิโลกรัม)

ในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะตามโครงการไทยเข้มแข็ง ทำให้ราคาแพะเนื้อเพิ่มสูงขึ้นจากการที่พ่อค้ารายใหญ่ต้องการจัดหาแพะจำหน่ายเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ประกอบกับในปีงบประมาณ 2554 จังหวัดลพบุรี ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณของจังหวัดให้กับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบบูรณาการ กิจกรรมส่งเสริมทดลองการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ (แพะ) ซึ่งดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงแพะให้กับเกษตรกรเป้าหมาย จำนวน 50 ราย โดยสนับสนุนแพะพ่อ-แม่พันธุ์ ให้กับเกษตรกรจำนวนดังกล่าว รายละ 8 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 7 ตัว) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอาชีพการเลี้ยงแพะก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

ปัจจุบัน จังหวัดลพบุรีมีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 391 ราย จำนวนแพะ 19,523 ตัว แบ่งเป็นแพะเนื้อ 18,602 ตัว เกษตรกร 372 ราย และแพะนม 921 ตัว เกษตรกร 20 ราย ซึ่งถือว่าจังหวัดลพบุรี มีปริมาณมากที่สุดในพื้นที่เขต 1 การเลี้ยงแพะกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี และจากนโยบายการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ที่ต้องการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความเข้มแข็ง จึงได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิตและการตลาดแพะ ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อีกทั้งยังมีการกำหนดให้มีการก่อตั้งชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี อีกด้วย ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักของชมรม

ในส่วนของการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัจจุบัน มีการเลี้ยงการจัดการแบบประณีตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์นั้น ตลาดมีความต้องการแพะเนื้อลูกผสมพันธุ์บอร์ เพราะเป็นแพะที่มีน้ำหนักแรกคลอด อัตราการเจริญเติบโต และเปอร์เซ็นต์ซากสูง เกษตรกรจึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แพะในฟาร์มของตนเองโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี จัดซื้อพ่อพันธุ์แพะเนื้อพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาคุมฝูง และบางรายดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมเทียมซึ่งใช้น้ำเชื้อแพะพันธุ์แท้ของกรมปศุสัตว์ ในส่วนของการจัดการฟาร์ม เกษตรกรมีการจัดแบ่งโรงเรือนเลี้ยงแพะออกเป็นสัดส่วนตามประเภทของแพะเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการฟาร์ม

ด้านการให้อาหารนั้น เกษตรกรจังหวัดลพบุรีถือว่ามีความโชคดีอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีปริมาณของอาหารสัตว์ทั้งที่เกิดจากการปลูกสร้างได้เอง หรือจากการจัดหาได้ในท้องถิ่น ตลอดจนมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่มีผลพลอยได้ทางการเกษตรซึ่งสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปรับปรุงคุณภาพร่วมกับใบกระถินซึ่งมีโปรตีนสูงและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้เลี้ยงแพะ บางรายมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับใช้เลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบสดและหมักร่วมกับใบกระถิน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพแพะให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการพัฒนาปรับปรุงฟาร์มให้ปลอดโรค และเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ปัจจุบันจังหวัดลพบุรี มีฟาร์มแพะปลอดโรคระดับ B จำนวน 7 ฟาร์ม ฟาร์มปลอดโรคระดับ A จำนวน 15 ฟาร์ม มีฟาร์มแพะมาตรฐาน จำนวน 26 ฟาร์ม ตลาดจำหน่ายแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นตลาดทางภาคใต้ ส่วนตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายเวียดนาม ลาว จีน เป็นต้น ราคาแพะเนื้อเพศผู้ขุนที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในปัจจุบันกิโลกรัมละ 105-110 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้น้ำหนักตัวละไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม แต่ต้องไม่เกิน 42 กิโลกรัม การรวบรวมแพะให้มีปริมาณเพียงพอกับการที่ผู้รับซื้อจะมาจับในแต่ละครั้งในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เพราะเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยง นำเข้าแพะรุ่นเข้ามาขุนครั้งละ 40-50 ตัว ต่อราย ขุนนานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการของตลาดก็จะแจ้งให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อโดยเฉลี่ยหากเลี้ยงขุนแพะครั้งละ 40-50 ตัว จะมีรายได้สุทธิต่อปี 100,000 บาท

ส่วนการเลี้ยงแพะนมในจังหวัดลพบุรี ยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนมจะรีดนมและส่งจำหน่ายให้กับตลาดรับซื้อในจังหวัดใกล้เคียง หรือบางส่วนรีดนมเพื่อทำกิจกรรมป้อนนมแพะในสวนสัตว์ หรือตามสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของจังหวัด โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจะประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพเสริม หากรีดแพะนม จำนวน 20 ตัว จะมีรายได้สุทธิเดือนละ 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของตลาดแพะในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อและนมแพะ ในอนาคต หากเราพึ่งพิงเพียงตลาดภายนอก แต่ไม่มีตลาดภายในรองรับ หรือไม่มีมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร อาชีพการเลี้ยงแพะอาจไม่สดใสเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้

เพื่อพัฒนาแพะของจังหวัดลพบุรีทั้งระบบ ทางจังหวัดจึงกำหนดจัด ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี โทร. (036) 626-089 หรือที่ คุณรักษิณา สัตย์ชาพงษ์ โทร. (089) 859-3292

กำหนดการ

?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1?

ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

ณ บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2559

1. พิธีเปิดงาน ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.15 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติ

เวลา 09.30 น. – ผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติพร้อมกันบริเวณพิธีเปิด

เวลา 10.00 น. – นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ประธานในพิธีเดินทางถึง

– ประธาน ขึ้นบนเวที

– ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี กล่าวรายงานการดำเนินการจัดงาน

– ประธาน กล่าวเปิดงาน

– ประธาน และแขกผู้มีเกียรติ เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากเนื้อแพะ การแข่งขันปรุงอาหารเมนูแกงพะแนงแพะ ฯลฯ

เวลา 12.00 น. – ร่วมรับประทานอาหารเมนูแพะ

2. กิจกรรมสาธิตปรุงอาหาร 4 เมนู ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.30-10.00 น. – กิจกรรมการสาธิต

เมนูที่ 1 ซี่โครงแพะทอดกระเทียม

เมนูที่ 2 น้ำตกแพะ

เมนูที่ 3 แพะแดดเดียว

เมนูที่ 4 ต้มแซ่บซี่โครงแพะ

ให้ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วเข้าชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะ เพื่อรอประธานเปิดงาน โดยกำหนดให้ประธานเปิดงานและแขกผู้มีเกียรติชิมอาหารเมนูต่างๆ ในช่วงเวลาประมาณ 10.15 น.

3. กิจกรรมแข่งขันปรุงอาหาร เมนูแกงพะแนงแพะ ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมแข่งขันปรุงอาหาร จำนวน 11 ทีม

(1 ทีม ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมแข่งขัน 2 คน)

เวลา 10.30-11.30 น. – แข่งขันปรุงอาหาร

เวลา 11.30-12.00 น. – กรรมการดำเนินการตัดสินการแข่งขันปรุงอาหารคัดเลือกรางวัลที่ 1, 2, 3 รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท

เกณฑ์การตัดสินให้คะแนน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

1. ความสะอาดของผู้ปรุง ผู้ช่วยปรุง มีความสะอาด และถูกหลักสุขวิทยา 25 คะแนน

2. รสชาติของอาหาร 30 คะแนน

3. ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งทางด้านการนำอาหารมาประยุกต์ และการจัดตกแต่งอาหารเพื่อให้ชวนรับประทาน 15 คะแนน

4. เครื่องปรุง และวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารมีคุณภาพ และถูกหลักอนามัย 15 คะแนน

5. ความสะอาดของภาชนะ อุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการปรุงอาหาร มีความสะอาด ถูกสุขอนามัย 10 คะแนน

6. งานเสร็จทันเวลาตามที่กำหนด 5 คะแนน

4. กิจกรรมเสวนา ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 13.00-16.00 น. – กิจกรรมการเสวนาชาวแพะ ในหัวข้อ ?แพะไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน?

ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย

1. ดร. แสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์เล็ก กรมปศุสัตว์

2. นายเกษม มหันตเกียรติ ประธานเครือข่ายแพะเขต 1

3. นายดำรง สังวงษ์ ประธานชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี

4. นางสาวจรินทร สุขประเสริฐ ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

5. นายอิสรามันต์ ทิพยานนท์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงแพะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

5. กิจกรรมสัมพันธ์ ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 16.30-17.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสัมพันธ์

เวลา 17.00-21.00 น. – ดำเนินงานกิจกรรมสัมพันธ์ ประกอบด้วย

1. การประกวดหนุ่มสาวชาวแพะ

2. การประกวดเลียนเสียงแพะ (เด็กๆ)

3. การมอบรางวัลการแข่งขันปรุงอาหาร

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 25529

6. กิจกรรมประกวดแพะ ณ บริเวณเวทีประกวดแพะ

เวลา 08.00-10.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประกวดแพะ จำนวน 10 รุ่น ประกอบด้วย

1. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

2. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

3. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

4. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

5. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

6. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

7. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

8. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

9. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

10. แพะแฟนซี ไม่จำกัดพันธุ์ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ

เวลา 10.00-15.00 น. – ดำเนินกิจกรรมการประกวดแพะ ตาม กฎ กติกาที่คณะกรรมการตัดสินกำหนด เรียงลำดับตามรุ่นที่กำหนด

รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

* มอบถ้วยรางวัลแกรนด์แชมป์ 1 รางวัล โดยคัดเลือกจากแพะที่ชนะเลิศ ของแต่ละรุ่น

ผู้นำแพะเข้าประกวดจะได้รับค่าขนย้ายแพะ ตามที่กำหนด

เวลา 15.00 น. – การมอบถ้วยรางวัลการประกวดแพะ

โดย นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

* หมายเหตุ : การแต่งกายชุดคาวบอยตลอดทุกกิจกรรม

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

?การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ตัวเราต้องพร้อม มีความใส่ใจ ปลาที่เราเลี้ยงจะว่าไปมันก็เหมือนคน ไม่ใช่ปล่อยลงบ่อเลี้ยงแล้วก็ไม่สนใจให้อาหารเลย คืออย่างที่ทำอยู่นี่ ถึงจะไม่ค่อยให้อาหารทุกมื้อ แต่เราก็ต้องหามาให้ แบบเอาเศษอาหารต่างๆ แบบต้นทุนต่ำ ซึ่งจากการที่ได้มาทำตรงนี้ มองจากบ่อรอบๆ พื้นที่เราที่เลี้ยงเหมือนกัน เราน่าจะได้กำไรดีกว่า อีกอย่างทำให้เราเหมือนได้ออกกำลังกาย เพราะได้เดินไปมาดูแลบ่อปลา เมื่อเราสุขภาพกายดี จิตใจเราก็จะเป็นสุข มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ก็เป็นการใช้เวลาช่วงอายุวัยเกษียณได้เป็นอย่างดี ไม่มีคำว่าเหงา? คุณสมใจ กล่าว

คุณสมใจ ไวทยกุล อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือการเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา

จากชีวิตแม่บ้าน

ก้าวสู่เกษตรกรเลี้ยงปลา

คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ดำรงชีวิตเป็นแม่บ้าน แต่เนื่องจากพี่ชายของเธอมาขอยืมที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา ต่อมาพี่ชายเสียชีวิต เธอจึงได้หันมาประกอบอาชีพนี้โดยตรง

?ช่วงแรกประมาณ ปี 54 หลังจากที่ต้องมาเลี้ยงต่อจากพี่ชาย ช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ปลาก็จะต้องหากินเอง เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่มีความพร้อมทำด้านนี้มากนัก พออายุปลาครบกำหนดจำหน่ายได้ ก็ให้เขามาจับไปทั้งบ่อ คราวนี้เราก็เลยเริ่มที่จะมาทำด้านนี้เต็มตัว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกปลาขนาดเล็กๆ ไปเลย? คุณสมใจ เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อคิดที่จะทำสัมมาอาชีพนี้อย่างจริงจัง การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณสมใจ บอกว่า จึงเข้าสอบถามข้อมูลกับประมงในพื้นที่ และอาศัยอ่านหนังสือที่บอกถึงวิธีการเลี้ยงปลาต่างๆ ที่มีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านหนังสือ จึงทำให้เธอเริ่มมีโลกทรรศน์มากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนการเลี้ยงปลา ให้เป็นแบบลดต้นทุนเสริมกำไรสร้างรายได้ให้มากขึ้นอีกด้วย

การเลี้ยงปลาของคุณสมใจจะเน้นเป็นการเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม แต่ที่สำคัญปลาตะเพียนที่นำมาเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ได้ขึ้นทะเบียน จีเอพี (GAP)

?การที่ตัดสินใจเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม เราได้รับคำแนะนำจากกรมประมงเวลาที่ไปสัมมนาต่างๆ ก็จะนำความรู้มาช่วยในการเลี้ยง เราก็จะได้ความรู้เรื่องการเช็ก พีเอช (pH) ของน้ำ ตลอดจนระบบน้ำต่างๆ เรื่องการปรับสภาพดิน เลยมองว่าการเลี้ยงปลาแบบเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะได้ดีเท่าไหร่ เพราะพื้นที่แถวนี้เขาก็ทำกัน ก็เลยศึกษานิสัยปลา พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา ของเราดีกว่า น้ำหนักปลาเพิ่มขึ้น อัตราการตายของปลาก็น้อยลง รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น? คุณสมใจ กล่าว

เคล็ดไม่ลับของการเลี้ยงปลา

แบบ คุณสมใจ มีขั้นตอนดังนี้

ในขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการเตรียมบ่อ คุณสมใจ บอกว่า ที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่ ประมาณ 30 ไร่ โดยแบ่งขุดเป็น 2 บ่อ ให้มีขนาด บ่อละ 15 ไร่ ความลึกของบ่อ มีตั้งแต่ 1.50-2 เมตร ให้มีระดับที่แตกต่างกันไป

?พอเราเตรียมบ่อเสร็จ ก็เตรียมโรยปูนขาวให้ทั่ว จากนั้นวิดน้ำใส่ให้เต็ม และที่สำคัญต้องเตรียมหาขี้ไก่มาลงในบ่อด้วย เพราะว่าเราต้องเตรียมน้ำให้พร้อม เพื่อให้มีอาหารตามธรรรมชาติให้กับลูกปลา ประมาณอาทิตย์หนึ่งก็จะเกิดพวกไรแดง เป็นอาหารได้ดีมากในช่วงนั้น? คุณสมใจ กล่าวถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อ

เมื่อบ่อพร้อมสำหรับเลี้ยงปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสมใจ บอกว่า จะเตรียมปล่อยปลาทุกชนิดลงไปพร้อมกันหมดไม่มีเว้นระยะ โดยแหล่งปลาที่ซื้อต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

?ปลาแต่ละชนิดที่ซื้อมาปล่อย อยู่แต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน อย่างปลาตะเพียนกับปลานิลจะสั่งมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ถ้าเป็นปลาสวายต้องจากจังหวัดนครสวรรค์ เราก็ต้องดูให้ดี เพราะจะว่าไปลูกปลานี่ถือว่าสำคัญมาก ถ้าเป็นคนที่ผลิตแล้วเขามีความน่าเชื่อถือ ปลาที่เราเลี้ยงก็จะได้ผลดีตามไปด้วย? คณสมใจ กล่าว

บ่อ ขนาด 15 ไร่ เลี้ยงปลาแบบรวม คุณสมใจ บอกว่า จะปล่อยปลานิล จำนวน 5 หมื่นตัว ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาจีน และปลาสวาย อย่างละ 1 หมื่นตัว เลี้ยงรวมกันทั้งหมดภายในบ่อเดียว

ในระยะแรกลูกปลาทั้งหมดจะกินอาหารจากธรรมชาติที่เตรียมไว้ จากนั้นผ่านไปประมาณ 7 วัน จึงจะให้อาหารในรูปแบบอื่นบ้าง เช่น รำข้าว มะละกอสุก กล้วยสุก ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องให้วันละกี่ครั้ง แต่จะดูจากอาหารที่หามาได้เสียมากกว่า

?เศษอาหารที่จะให้ปลาก็จะเป็นกากถั่วเหลือง พวกขนมปัง เศษขนมอะไรพวกนี้ ดูตามความเหมาะสม ถ้าวันไหนมีเราก็จะให้ วันไหนไม่มีมาปลาก็อดไป คือเรียกว่าหาอะไรในบ่อกินเอาเอง ซึ่งจากที่ศึกษามากากถั่วเหลืองนี่ จะให้เปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 11-12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าจะน้อยกว่าอาหารทั่วไป แต่ดูแล้วมันคุ้มค่า เพราะว่าเราก็ติดต่อขอมาฟรี ต้นทุนเราก็จะถูกลง ไม่เน้นเลยอาหารเม็ด? คุณสมใจ กล่าวถึงการให้อาหาร

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในการเลี้ยงปลาของคุณสมใจคือ ตัวเงินตัวทอง และนก เพราะชอบมากินปลาในบ่อ ส่วนเรื่องการตายก็อาจมีเกิดขึ้นบ้างถือเป็นเรื่องปกติ เพราะบางครั้งที่วิดน้ำเพิ่มเข้ามาภายในบ่อ ปลาปรับตัวไม่ทันก็ตายได้เช่นกัน

คุณสมใจ บอกว่า ใช้เวลาเลี้ยงปลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี จึงจะจับจำหน่าย แต่ช่วงที่ปลาอายุได้ 6 เดือน ก็จะมีการจับจำหน่ายบ้าง เพื่อให้จำนวนปลาภายในบ่อไม่หนาแน่นจนเกินไป

นอกจากปลาแล้ว คุณสมใจยังได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยภายในบ่ออีกด้วย ซึ่ง คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ ผู้แทนจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า

?หลังจากที่เรามีโครงการปล่อยกุ้งลงคลองแล้ว ก็เลยมีแนวคิดกันว่า น่าจะให้ชาวบ้านได้มีทดลองเลี้ยงดู เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตไปในตัว พอชาวบ้านที่มีบ่อเลี้ยงปลาได้ไปทดลองเลี้ยง หลังจากผ่านมา 6 เดือน กลับได้กุ้งไซซ์ใหญ่เหมือนที่เลี้ยงในแม่น้ำ มันจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน อย่างที่เราเห็นชัดๆ ก็ป้าสมใจ ซึ่งราคากุ้งเองก็ไม่ตก ซึ่งการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องเน้นว่า ควรให้บ่อมีความสะอาดพอสมควร อย่างบ่อที่เลี้ยงปลาดุกบางทีก็เลี้ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรเลี้ยงคู่กับปลากินพืชจะดีมาก ลองนำไปทดลองกันดูครับ? คุณมณเฑียร กล่าว

เมื่อปลาได้อายุจำหน่าย

มีคนมารับซื้อถึงบ่อ

คุณสมใจ บอกว่า เรื่องตลาดส่งจำหน่ายยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลาจะมีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อเลี้ยง ซึ่งเธอจะต้องเป็นผู้เช็กราคาอยู่เสมอว่า ช่วงนี้ราคาปลาอยู่ที่เท่าไหร่ หากพอใจก็สามารถสั่งให้เขามารับซื้อได้เลยถึงที่

?ช่วงนี้เรียกว่าปลาตะเพียนราคาดีหน่อย เขารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 45-49 บาท ส่วนปลานิลขนาดตัวประมาณ 700 กรัม ได้กิโลกรัมละ 22-25 บาท ส่วนสวายที่จำหน่ายก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท อันนี้น่าจะถูกกว่าปลาอื่น แต่จำนวนตัวมันใหญ่กว่า ก็ถือว่าพอได้ในเรื่องราคา? คุณสมใจ กล่าวถึงราคาปลาแต่ละชนิด

คุณสมใจ บอกว่า จากการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ยังถือว่าราคาปลายังดีอยู่ เพราะได้ราคาที่หลากหลายเมื่อเทียบกับปลาที่เลี้ยงแบบเดี่ยวๆ ซึ่งปลาที่จับจำหน่ายก่อนช่วง 6 เดือน อาจจะเล็กหน่อย แต่ก็คือเงินต้นทุนที่ลงไปในครั้งแรก ส่วนปลาที่เหลือก็เลี้ยงให้ครบ 1 ปี ขนาดไซซ์ก็ใหญ่ขึ้น ซึ่งผลกำไรทั้งหมดจึงอยู่ที่การจับในครั้งที่ 2

จากสิ่งที่ทำโดยไม่ได้ตั้งใจ

กลับกลายเป็นสิ่งที่รัก สร้างความสุข

คุณสมใจ บอกว่า บ่อปลาที่ได้มาลงมือทำนั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้คิดที่จะทำ ถ้าจะให้คนอื่นเช่าทำต่อก็ใช่ว่าจะได้เงินมากนัก จึงตัดสินใจลองเลี้ยงดู ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แต่ ณ เวลานี้กลับกลายเป็นสิ่งเพลิดเพลินและหลงรักไปเสียแล้ว

?พอได้มาทำตรงนี้ ตั้งแต่เช้าก็จะออกมาให้อาหารปลาเองตลอด ก็ให้ไปเรื่อยๆ ให้ปลาได้กินทุกตัว อย่างมะละกอ 1 ลูก นี่นั่งได้เป็นชั่วโมง เหมือนเราชอบ ในทุกๆ วัน ว่าต้องมานั่งให้อาหาร รู้สึกมีความสุขมาก มันเพลินดี ซึ่งจากการที่ได้มาสังเกตทุกวัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องให้อาหารปริมาณเท่าไหร่ เพราะเราไม่ให้มากเกินไป มันก็เลยทำให้น้ำในบ่อสะอาด เพราะไม่มีของเสียมากเกินควร ณ เวลานี้บอกเลยทำอย่างนี้เราอยู่ได้ แล้วก็มีรายได้ มีเงินเป็นก้อนด้วย? คุณสมใจ กล่าว

จากการลงมือทำไปพร้อมกับการเรียนรู้ บวกกับการเอาใจใส่ของคุณสมใจ ทำให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนจบในสาขาด้านนี้ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสามารถมีและก่อร่างสร้างมาได้จากการศึกษาเรียนรู้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า การมี ?พรแสวง? นั้นเอง

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมใจ ไวทยกุล หมายเลขโทรศัพท์ (081) 255-5422

ขอบพระคุณ คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิ.ย. ถึง 31 ก.ค. 2559

และแจ้งเตือนชาวประมง ห้าม ใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 พร้อมแจ้งเตือนชาวประมง ห้ามใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร เพราะตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ที่ออกภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น กำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทำการประมงที่อนุญาตให้ใช้ได้นั้น ต้องมีขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร โดยถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE) สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม และต้องไม่ติดโซ่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต กรมประมงย้ำว่า มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า มาตรการปิดอ่าวส่งผลดี พบสัตว์น้ำมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น

ตามที่ กรมประมง ได้ประกาศปิดอ่าวไทยตอนใน หรืออ่าวไทย รูป ตัว ก ระหว่าง วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2556 ที่ประกาศห้ามใช้เครื่องมือทำการประมง 6 ประเภท ในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี และยังมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันนั้น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งได้มีการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 แล้ว และได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทําการประมง ที่ผู้ทําการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคย ที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทําการประมงต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2559 โดยกำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคย ประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทําการประมงได้จะต้องเป็นเครื่องมืออวน ที่มีลักษณะคล้ายถุง ถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE)

สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม ขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร เชือกคร่าวล่างปากอวนอาจมีตาปะทัง หรือไม่มีก็ได้ และต้องไม่ติดโซ่ การทําการประมงให้ใช้วิธีการนําถุงอวนประกอบคันรุน ปากอวนมีลักษณะเป็นคันช้อนกาง ออกเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม ติดตั้งอยู่ด้านหน้าเรือยนต์ แล้วใช้เรือยนต์ผลักดันเครื่องมืออวนรุนเคย ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ดังนั้น เครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้เนื้ออวนไนลอน หรืออวนมุ้งพลาสติก ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร หรืออวนไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ซึ่งที่ผ่านมาเคยได้รับการยกเว้นให้สามารถใช้ได้ตามประกาศ เมื่อปี 2556 ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

กรมประมง จึงขอประกาศย้ำให้ชาวประมงทราบ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยจะมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจและออกปฏิบัติการร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล) ออกลาดตระเวน 24 ชั่วโมง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

รู้หน้าไม่รู้ใจ คำโบราณว่าไว้ และน่าจะใช้ได้กับสุนัขสายพันธุ์นี้ ?ปั๊ก? สุนัขที่ได้ชื่อว่า หน้าตาทะเล้น บางครั้งก็ดูจริงจัง แต่โดยนิสัยของปั๊กแล้ว ร่าเริงตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าหน้าตาที่เห็นอยู่หมายความว่าอารมณ์แบบไหน ธรรมชาติของปั๊ก จะเป็นสุนัขที่อารมณ์ดี น้อยนักที่จะได้ยินว่าปั๊กดุหรือกัดใคร เว้นเสียแต่ว่าขู่ตามอารมณ์หวงเจ้าของและหวงของเท่านั้น

กลุ่มคนรักปั๊กในไทยมีไม่น้อย จากการพูดคุยกับ คุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ทำให้ทราบว่า ตลาดต้องการสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมาก เมื่อพิจารณาจากจำนวนพ่อแม่พันธุ์ในฟาร์มปั๊กบ้านยาย ที่มีอยู่เกือบ 40 ตัว ลูกปั๊กที่ได้มีลูกค้าจองหมดทุกคอก ถึงแม้ว่าฟาร์มปั๊กบ้านยายจะไม่ได้มีที่ตั้งทำเลฟาร์มอยู่ในแหล่งที่ไปมาได้สะดวกก็ตาม

?ปัจจุบัน เรามีพ่อแม่พันธุ์ปั๊กมากเกือบ 40 ตัว แต่ละปีก็มีลูกสุนัขหลายคอก แต่ละแม่ให้ลูกสุนัข 1-11 ตัว ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก?

ฟาร์มปั๊กบ้านยาย ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือแหล่งที่เดินทางสะดวก เพราะคุณฉันทลักษณ์ เห็นว่าการเลี้ยงสุนัขควรมีพื้นที่ ควรตั้งอยู่ห่างแหล่งชุมชน เพื่อไม่ให้เสียงหรือกลิ่นที่อาจเกิดขึ้นจากสุนัขไปรบกวนเพื่อนบ้าน อีกทั้งครอบครัวของคุณฉันทลักษณ์ ก็มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ในเขตอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จึงเป็นเรื่องดีที่จะทำฟาร์มสุนัขให้ห่างจากชุมชน

คุณฉันทลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มของการทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊ก เพราะพี่สาวและพี่ชายทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊กอยู่แล้ว เมื่อเห็นครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะความมีเสน่ห์ที่หน้าตาของสุนัขพันธุ์นี้ ที่มักจะทำหน้าย่น ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา ในบางครั้งหน้าย่นของสุนัขพันธุ์ปั๊กมองดูเหมือนหน้าบึ้ง แต่แท้จริงแล้วแฝงความตลกไว้ รวมถึงนิสัยของสุนัขพันธุ์ปั๊กที่ออกแนวนิสัยแบบไฮเปอร์ คือไม่อยู่นิ่ง ชอบสำรวจ รื้อ ค้น ขี้สงสัย ด้วยนิสัยเช่นนี้จะสามารถสร้างความสุขให้กับผู้เลี้ยงได้ ทั้งหมดคือเสน่ห์ที่หาได้ยากในสุนัขสายพันธุ์อื่น

?เริ่มต้นด้วยการซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กมาเลี้ยง 1 คู่ ไม่นานก็ได้ลูกสุนัขคอกแรก และคอกต่อๆ มา แรกๆ ก็เก็บไว้เลี้ยงเอง พอเริ่มเยอะ ก็เริ่มขายให้กับคนที่อยากได้ ราคากันเองในจังหวัดกำแพงเพชร กระทั่งวันหนึ่งมีพ่อค้าคนกลางติดต่อขอซื้อลูกสุนัขในราคาเหมา ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก จนเราคิดว่า เราน่าจะทำฟาร์มขายสุนัขเองจะดีกว่า?

คุณฉันทลักษณ์ มองเรื่องการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคิดจะทำฟาร์มจริงจัง ก็เริ่มมองตลาดมากขึ้น โดยเริ่มแรกทำเพจทางเฟซบุ๊กขึ้นมา เริ่มจากการโพสต์รูปลูกสุนัขน่ารักในอิริยาบถต่างๆ โดยไม่โพสต์ราคาขาย ทำเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะทำให้มีคนติดตามเพจเพิ่มมากขึ้น เมื่อเห็นความน่ารักของสุนัขก็จะเป็นที่มาของการสนใจซื้อของลูกค้าเอง

เหตุผลหนึ่งที่คุณฉันทลักษณ์ มองว่า สุนัขพันธุ์ปั๊ก น่าจะยังคงขายดีตลอด เพราะตามความเชื่อของชาวจีน เชื่อว่าสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขสายพันธุ์ชั้นสูงของจีน เพราะมีรอยพับย่นบริเวณหน้าผากที่คล้ายอักษรจีน หมายถึง ?เจ้าชาย? ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ดีมาก นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสัตว์เลี้ยงมงคล หากเลี้ยงไว้ในบ้านจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข เงินทองไหลมาเทมา ทั้งยังเป็นสุนัขขนสั้นดูแลง่าย จึงเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย

การผลัดขนของสุนัขพันธุ์ปั๊ก จะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้งในฤดูร้อน การผลัดขนก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องช่วยสางเหมือนกับสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาว เพราะขนของสุนัขพันธุ์ปั๊กสั้นและเกรียน

สำหรับการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กให้ตรงตามสายพันธุ์นั้นไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ แนะนำว่า สุนัขพันธุ์ปั๊กมี 4 สี คือ 1. สีขาว เป็นสีที่หายาก แต่ไม่ได้รับความนิยม 2. สีดำ ค่อนข้างหายาก 3. สีฟางข้าว และ 4. สีลูกวัว คล้ายสีฟางข้าวแต่เข้มกว่า ซึ่งการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊ก นอกจากจะเลือกสีตามใจชอบแล้ว ควรพิจารณาจากลักษณะที่บ่งบอกได้ว่าเป็นพันธุ์ปั๊กแท้ หลักๆ ได้แก่ กะโหลกใหญ่ ตากลมโปน ขาใหญ่ ตัวเตี้ยตัน หน้าผากมีรอยย่นเยอะ ขนสองชั้นหนานุ่มเหมือนกำมะหยี่ โดยสีที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากที่สุด คือ สีฟางข้าว

การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์ปั๊กของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ปฏิบัติกับสุนัขตามธรรมชาติ ในทุกเช้าจะพาเดินเหยาะๆ หรือวิ่งช้าๆ ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายน้องหมา เนื่องจากสุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสุนัขที่มีจมูกสั้น ไม่มีระบบกรองอากาศ หากอากาศร้อนจะดึงอากาศร้อนเข้าสู่ร่างกายได้เร็วมาก ในช่วงอากาศหนาวก็เช่นกัน จะดึงอากาศหนาวเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว ดังนั้น หากฤดูร้อนหรืออากาศชื้นให้สวมเสื้อ กินน้ำอุ่น พาออกมายืนกลางแดดในช่วงสาย แต่ถ้าอากาศร้อนก็จะให้อยู่ห้องปรับอากาศ ช่วยระบายความร้อนจากร่างกายของสุนัขพันธุ์ปั๊กได้

?การออกกำลังกายของสุนัขเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้กับพ่อพันธุ์? คุณฉันทลักษณ์ กล่าวและว่า หากพ่อพันธุ์ไม่แข็งแรง ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลยจะมีผลต่อการผสมพันธุ์ เมื่อต้องผสมจะขึ้นทับตัวเมียได้ยาก เมื่อเหนื่อยก็จะหมดความพยายามและไม่ขึ้นทับตัวเมียอีกเลย ดังนั้น นอกจากจะเตรียมความพร้อมด้วยการให้ออกกำลังกายเพื่อฟิตร่างกายแล้ว ยังต้องช่วยเมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ โดยหากตัวเมียเตี้ยกว่าก็ให้ตัวเมียยืนบนเก้าอี้ หรือขุดหลุมให้กับตัวผู้ยืน เพื่อให้ระดับความสูงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่แตกต่างกัน

ในกรณีที่สุนัขทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ไม่ยอมให้ผสม ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือด้วยการผสมเทียมให้ แต่ทั้งนี้ หากทำได้จะพยายามให้สุนัขผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ เพื่อให้การผสมได้ผลตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน

การช่วยเหลือนอกจากเทคนิคระหว่างการผสม คุณฉันทลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า นำไข่ขาวดิบให้กับสุนัขเพศผู้กินจะช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรง ส่วนเพศเมียจะให้กินกล้วยก่อนผสมเล็กน้อย รวมถึงให้กินน้ำหวาน จะช่วยบำรุงแม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดี

การให้ลูกในสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมากที่สุดคือ 11 ตัว น้อยที่สุดเพียงตัวเดียวก็เคยมี ส่วนสีที่ได้ในลูกสุนัขก็ขึ้นอยู่กับการเลือกสีจากพ่อและแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาร้อยละ 90 จะได้สีเหมือนพ่อและแม่อย่างละครึ่ง

สุนัขหลังการผสมจะตั้งท้องประมาณ 60 วัน เมื่อใกล้คลอดในสุนัขพันธุ์ปั๊ก 2-3 วัน สุนัขจะไม่กินอาหาร ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกต เมื่อคลอดต้องเข้าไปช่วย เพราะสุนัขพันธุ์นี้จะไม่จัดการการคลอดด้วยตัวเอง นับตั้งแต่คลอดออกมาตัวแรกต้องเข้าไปฉีดถุงรก ใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำที่ตกค้างในตัวลูกสุนัข ตัดสายสะดือ เขย่ากระตุ้นให้ลูกสุนัขร้อง เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด หลังจากจัดการกับลูกสุนัขตัวแรกเสร็จสุนัขตัวต่อมาก็จะคลอดออกมาพอดี แต่ในกรณีที่แม่สุนัขเหนื่อย หมดแรง ไม่ยอมเบ่งคลอดลูกสุนัข จำเป็นต้องฉีดยาเร่งคลอด แต่ถ้าฉีดยาเร่งคลอดแล้วสุนัขยังไม่ยอมเบ่งคลอดอีก จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์เพื่อให้ผ่าคลอด มิฉะนั้นอาจจะเสียทั้งลูกสุนัขและแม่สุนัข

เมื่อได้ลูกสุนัขครบตามจำนวนแล้ว ควรแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขนำไปกกไฟใต้หลอดไฟ 80 แรงเทียน โดยสังเกตจากการนอนของลูกสุนัข หากนอนเกยกันแสดงว่ายังหนาว ควรเพิ่มขนาดไฟให้ แต่ถ้านอนกระจาย แสดงว่าไฟร้อนเกินไป ควรเลื่อนระดับไฟออกมาให้พออุ่น อย่างไรก็ตาม ต้องคอยอุ้มลูกสุนัขไปให้กินนมทุก 2 ชั่วโมง หรือค่อยๆ ห่างออกเมื่อลูกสุนัขเริ่มโตขึ้น กรณีที่ไม่ได้ให้ลูกสุนัขนอนกับแม่สุนัข เนื่องจากโอกาสแม่สุนัขทับลูกตายมีสูงมาก

ปัญหาในสุนัขสายพันธุ์นี้คือ ควรระวังดวงตาที่ปูดโปนออกมา ระหว่างการเล่นหรือซนอาจชนเกิดการบาดเจ็บที่ตา ควรระวังไม่ให้มีวัสดุอุปกรณ์แหลมคมอยู่ใกล้ นอกจากนี้ ตาที่ปูดโปนจะทำให้ฝุ่นเข้าตาได้ง่าย ควรหมั่นสังเกตหากพบว่าตาเริ่มอักเสบ มีขี้ตาเขียวๆ ควรเช็ดตา หยอดตา หาก 2-3 วันผ่านไปยังไม่หาย ควรพาไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขภาพที่มักพบในสุนัขพันธุ์ปั๊กคือ โรคผิวหนัง หากถูกละอองฝุ่นมากจะเกิดผื่นคัน รวมถึงปัญหาโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคเรื้อนเปียก ซึ่งจะออกอาการเมื่อสุนัขอายุได้ประมาณ 4 เดือน โรคดังกล่าวนี้ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถเลือกสุนัขที่จะนำมาเลี้ยงได้ โดยการทราบพันธุกรรมของสุนัขตัวนั้นๆ เมื่อต้องการซื้อมาเลี้ยง หรือไปให้เห็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ด้วยตนเอง จะช่วยเลือกให้ได้ลูกสุนัขที่ดีที่สุดได้

เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขขี้เล่นตลอดเวลา การกินก็เช่นเดียวกัน หากไม่ต้องการให้กินเยอะ เพราะสุนัขอ้วนแล้ว ก็ควรหยุดให้อาหาร เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊กนี้จะกินไม่หยุด ไม่รู้ตัวว่าอิ่มหรือไม่ แต่ถ้ายังผอมอยู่ก็ควรให้อาหารอย่างเต็มที่

กลเม็ดเคล็บลับของการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก แท้จริงแล้วไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ ยืนยันว่าเป็นเรื่องง่าย และสุนัขเองก็เลี้ยงง่ายด้วยเช่นกัน หากสนใจเข้าไปขอคำแนะนำในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก ฟาร์มปั๊กบ้านยาย แสดงความจำนงมาว่า ยินดีอย่างยิ่ง หรือหากจะเข้าไปดูลูกสุนัขที่ฟาร์มก็ขอให้ติดต่อสอบถามกันมาก่อน ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (083) 952-1646 และ (082) 405-4093 หรือทักทายผ่าน id line : pugja และเฟซบุ๊ก ปั๊กกำแพงเพชร ปั๊กบ้านยาย ฟาร์มตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองแม่ลาย อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ยินดีต้อนรับ

วัดร้างในบางกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เรียนรู้จากหนังสือ

ศรีจุฬาลักษณ์

วัดร้างในบางกอก

ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงของข้าวยากหมากแพง ผู้มีรายได้น้อยจึงชักหน้าไม่ถึงหลัง

ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็หมายความว่า รายรับไม่พอกับรายจ่าย

เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เกิดอาชญากรรมตามมา

ผู้ที่ก่อก็จะอ้างอย่างที่กล่าว

นายทุนเงินกู้นอกระบบก็หน้าเลือด ออกเงินกู้ คิดดอกเบี้ยรายวัน ร้อยละยี่สิบ

ยิ่งเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ

ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพที่คิดไม่ซื่อก็พยายามหาช่องทางลักเล็กขโมยน้อยของชาวบ้านที่พยายามทำมาหากินเล็กเล็กน้อยน้อยเพื่อความอยู่รอด

จนชาวบ้านหลายคนเดือดร้อน

มีตัวอย่างที่ประสบมากับตัว มีพ่อค้าแม่ขายที่ขายข้าวแกง ข้าวถุง อยู่ย่านงามวงศ์วาน ต้องถูกมิจฉาชีพหลอกตุ๋นซื้อข้าวซื้อแกงหลายร้อยบาท

วิธีการที่มิจฉาชีพใช้ก็ง่ายง่าย คือ สั่งข้าวกล่อง ข้าวถุง หลายรายการ

แต่พอถึงเวลาจะจ่ายเงินค่าอาหารที่สั่งไว้ ก็ทำเป็นล้วงกระเป๋า แล้วบอกว่าลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่รถเพื่อน เดี๋ยวจะเอามาให้

ว่าแล้วก็หิ้วถุงอาหาร ทำทีเดินไปที่รถซึ่งมีจอดอยู่หลายสิบคัน

พ่อค้าแม่ขายก็ง่วนอยู่กับการขายของ เห็นไปนานจนผิดสังเกต จึงเดินตามไปดู

ปรากฏว่า เจอแต่ความว่างเปล่า เสียทีมัน

มาหาความรู้ติดตัวไว้ดีกว่า จะได้มีสติคอยเตือนตัวเองไม่ให้ประมาท

?วัดร้างในบางกอก? ดั้นด้นไปหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร

ได้ครูใหญ่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนคำนำเสนอให้ หลังจากยุให้ไปค้นหาแล้ว

?วัดร้าง? ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถานที่มีแต่ซากปรักหักพัง หากแต่วัดร้างยังเป็นเสมือนพื้นที่ความทรงจำของชุมชนโบราณ ในย่านบางกอก

?ในแผนที่กรุงเทพฯ เก่า มีรายชื่อวัดจำนวนไม่น้อยที่หายไปจากพื้นที่จริงในปัจจุบัน

?วัดเหล่านี้หายไปไหน? เช่นเดียวกับชุมชนโบราณ เรือกสวนไร่นา ที่ถูกแทนที่ด้วยโครงการบ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า

?ใครจะรู้ได้บ้าง ท่าเรือคลองเตย เคยมีวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ เช่นเดียวกับ เอเชียทีค ที่พื้นที่เดิมเคยเป็นศาสนสถานมาก่อน?

อยากรู้ว่าตรงไหนวัดร้าง ตรงไหนวัดสร้างใหม่ ต้องไปหาซื้อมาศึกษา

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์วางแผงและตามร้านหนังสือทั่วไป จำหน่ายราคา เล่มละ 325 บาท

ก็ยังหวังอย่างลมลมแล้งแล้งว่า สังคมก้มเขี่ย จะหันกลับมาก้มเปิดอ่านทีละหน้า ทีละหน้า

เพราะยังเชื่อว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

ทุ่ง (ลวง) ทอง

สิงหา สัตยนนท์

ปีนี้ พ่อทำนาเศรษฐกิจ กรีดเลือดเชือดชีวิตให้พิษแผล

ธรณีเป็นพยาน วิมานแด จะไถแปรแผ่นดิน กสิกรรม

ปวดร้าวกระดูกสันหลังของชาติ เหนื่อยขนาด ผอมแห้งจนแก้มหวำ

อดทนความทุกข์ยากแม้ตรากตรำ ตั้งแต่เช้ายันค่ำก้มดำนา

ระหว่างแดดแผดร้อน ความคิดเย็น เฝ้ามองเหม่อเป็นไป ไถหว่านกล้า

จะแกล้งทุ่งชีวิต อนิจจา ทุนขาดปรารถนาอยู่ทุกปี

แล้วสร้างหุ่น ไล่กา รูปนายทุน สกุลกาฝากบุญนายทุนผี

หน้าตาจีนเหี่ยวย่น หม่นขจี ข้าวตั้งท้องฝากผีเข้าฝากไข้

เผลอพักเที่ยงหลับฝันถึงพรุ่งนี้ เปลือกสีทองข้าวสุกแสงไสว

ชโลมเลือดเชือดเถือเยื่อหัวใจ เกี่ยวเนื้อในน้ำเหลืองแห่งเนื้อทอง

แล้วบอกค่าชีวิตทั้งชีวิต เศรษฐกิจข้าวขึ้นเป็นเท่าสอง

ฝันของพ่อกลางแดดก็แผดพอง ตกใจตื่นยืนมองเหนือท้องน้ำ

แม่บอกว่าอย่าเลย เฒ่าเราพ่าย ตั้งแต่เกิดจนตาย หมากไข่หำ

ข้าวไม่มีทางขึ้นถึงทองคำ ปีนราคาตกต่ำ กำไลผ้า

ทำได้เพียงผูกฝ้ายรอบข้อมือ ขายข้าวเสร็จจะซื้อความรื้อหา

เปิดประตูยุ้งฉางนะเถิดตา เก็บซากหุ่นไล่กา ให้หลับนอน

สามัญญลักษณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

ธรรมะจากวัด

สามัญญลักษณะ

สามัญญลักษณะ แปลตรงตัวว่า ลักษณะที่เหมือนกันของสิ่งทั้งปวง มีอยู่ 3 ประการ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนได้ยาก อนัตตา มิใช่ตัวตน

สามัญญลักษณะนี้เป็นอมตธรรมดำรงอยู่ตลอดกาล ทำหน้าที่ควบคุมสรรพสิ่งตั้งแต่ธุลีดินไปถึงโลกและดวงอาทิตย์ในสากลจักรวาลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิยามสูตรอันว่าด้วยเรื่องพระธรรมเป็นผู้กำหนดว่า พระตถาคต จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มีอยู่ตลอดเวลา พระองค์เป็นผู้มาตรัสรู้และนำมาบอกกล่าวเล่าให้ฟังเปิดเผยให้ทราบเท่านั้น

พระองค์ตรัสว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายวิธีพิจารณาความไม่เที่ยงและความเป็นอนัตตาไว้ในคิริมานนทสูตรว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง

แม้เรื่องความไม่เที่ยงจะเป็นกฎธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งครอบคลุมไปทั่วสากลจักรวาลก็ตาม แต่หากพิจารณาเพื่อความพ้นทุกข์พระองค์ทรงนำพระพุทธสาวกให้กลับมาสู่ชีวิตเพื่อพิจารณาขันธ์ 5 อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตว่า ไม่เที่ยง

พระองค์ได้ทรงสั่งสอนวิธีพิจารณาอนัตตาเอาไว้ว่า ตา เป็นอนัตตา หู เป็นอนัตตา จมูก เป็นอนัตตา ลิ้น เป็นอนัตตา กาย เป็นอนัตตา ใจ เป็นอนัตตา นี่คือ อายตนะภายใน ที่แปลว่า รอยต่อ หรือจุดเชื่อมแห่งองค์ความรู้ซึ่งเชื่อมกับอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แล้วเกิด วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามลำดับ

พระพุทธเจ้าสอนว่า ทั้งอายตนะภายนอกและอายตนะภายในที่ทำหน้าที่ต่อกันเพื่อให้เกิดความรู้นี่แหละเป็นอนัตตาหมด ไม่มีอะไรที่เป็นอัตตาเลยแม้แต่เรื่องเดียว ดังที่พระองค์ทรงตรัสสอนเสมอว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

คำว่า ธรรมในที่นี้แปลว่า ธรรมชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งนาม ทั้งรูป ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พระนิพพานอันเป็นสภาวธรรมสูงสุด

ในอนัตตลักขณสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสลักษณะของอนัตตาไว้ชัดเจนว่า จะไม่สามารถบังคับบัญชาหรือขอร้องขันธ์ 5 ว่า อย่าให้ป่วย อย่าให้เป็นอย่างนั้น อย่าให้เป็นอย่างนี้ จงเป็นอย่างนั้น จงเป็นอย่างนี้ ใดๆ ได้เลย

ในอนัตตลักขณสูตรเช่นกันพระองค์ตรัสลักษณะเด่นของทุกข์ไว้ว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

คำว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาคือ คำจำกัดความของคำว่า ทุกข์ ที่ครอบคลุมสังขารทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมไปได้ทั้งหมด สิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏแล้วย่อมแปรปรวนไป เป็นธรรมดา ความแปรปรวนนี้เป็นผลตามกระบวนการลูกโซ่มาจาก ความไม่เที่ยงนั่นเอง

เป้าหมายของความเข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ หรือกระทำให้แจ้งเรื่องไตรลักษณ์อยู่ที่ การไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราหรือเป็นของเราก็ตาม

พระพุทธพจน์ที่ว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

พระองค์ได้ทรงแสดงสัจธรรมนี้แก่ปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสี เมื่อปัญจวัคคีย์สดับธรรมตามพระองค์ไปได้ประจักษ์แจ้งตลอดธรรมนั้น แล้วตอบพระพุทธองค์ว่า ไม่ควรเลยพระพุทธเจ้าข้า

ตามประวัติเล่าว่า ครั้งแรกพระพุทธเจ้าแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยบทสรุปว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากเหตุเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงก็ดับไปเพราะเหตุเป็นธรรมดา

ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเบ็ดเตล็ดอีกระยะหนึ่ง ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดบรรลุพระโสดาบัน จากนั้นพระองค์จึงเรียกประชุมพระปัญจวัคคีย์มาฟังอนัตตลักขณสูตรพร้อมกันนำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหันต์ พร้อมกัน

เป้าหมายหลักของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงขันธ์ 5 ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้สาวกเข้าถึงความจริงปล่อยวางทุกสิ่งเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง

แม้พระองค์จะตรัสถึง ทั้งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อย่างละเอียดลออยิ่ง แต่เพราะจุดเน้นเป้าหมายปลายทางอยู่ที่อนัตตา จึงเรียกสูตรนี้ว่า อนัตตลักขณสูตร

เนื้อหาสาระแห่งไตรลักษณ์หลักๆ ที่พอจะประมวลมาเล่าสู่กันฟังย่อๆ ขอยุติแค่นี้ก่อน โอกาสหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านจงเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ถอนรักถอนชังในขันธ์ 5 เข้าถึงความร่มเย็นแห่งบรมธรรมตามลำดับเทอญ

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกร นอกจากขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ แล้ว การใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพก็เป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยปลอม สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ได้คุณภาพ หรือเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการบางรายที่ขาดความซื่อสัตย์

ดังนั้น ในฤดูการผลิต 2559/60 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมาย และทำหน้าที่ในการดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมายและหน้าที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของชาติ ได้เห็นความจำเป็นในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ในราคาที่เป็นธรรม และส่งเสริมให้ภาคเอกชนและสถาบันเกษตรกรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร และภายใต้แนวทางประชารัฐ ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบตราสัญลักษณ์และเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ?โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร? ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 (สวพ.1-8) เร่งมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

?โดยช่วงเปิดตัวโครงการจะมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ (Q shop) จำนวนกว่า 2,600 ร้านค้า ร้านค้าเครือข่ายสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ประมาณ 500 ร้านค้า รวมถึงร้านของสหกรณ์การเกษตร และร้านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ที่ผ่านการประเมิน? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ซึ่งจากการให้ข้อมูลของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้ว่า ในช่วงเดือนแรกนี้คาดว่าจะมอบป้ายสัญลักษณ์ฯ ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำตราสัญลักษณ์ไปติดบนผลิตภัณฑ์ และให้ร้านจำหน่ายปัจจัยผลิตนำป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าวไปติดตั้งในร้านให้เกษตรกรเห็นเด่นชัด เพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการ และให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐได้ง่ายขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลผลิต ปี 2559/60 นี้

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรได้รับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย เนื่องจากสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ที่เข้าร่วมโครงการได้มีเจตนารมณ์ที่จะจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพในราคายุติธรรมและถูกกว่าราคาท้องตลาด

?วันแรกที่เปิดตัวโครงการ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไปแล้วกว่า 1,600 ร้านค้า อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนเร่งตรวจประเมินร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าส่งเสริมให้เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไม่น้อยกว่า 20,000 ร้านค้า จากนั้นจะผลักดันและยกระดับให้เป็น ร้าน Q Shop ต่อไป? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ สวพ. ทั้ง 8 เขต ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งยังแนะนำให้เลือกใช้ปุ๋ย วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมทั้งใช้อย่างถูกวิธี ปลอดภัย และคุ้มค่าการลงทุน ไม่ใช้เกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังเร่งประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อร่วมจัดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ โดยเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ปทุมธานี อุทัยธานี นครราชสีมา ชัยนาท ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์ ซึ่งมีแผนดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้ทุก สวพ. ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดดังกล่าว ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อและเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

?ขณะเดียวกัน ยังให้จัดแล็บ (Lab) เคลื่อนที่ เพื่อบริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพปัจจัยการผลิตที่นำเข้ามาจำหน่ายในตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า เกษตรกรที่เข้ามาเลือกซื้อปัจจัยการผลิตในตลาดฯ ประชารัฐ จงมั่นใจได้ว่าได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพแน่นอน หากตรวจพบว่า ปัจจัยการผลิตไม่มีคุณภาพและด้อยมาตรฐาน จะไม่อนุญาตให้นำมาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด? อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด