‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

'ฮักชุมชน' ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

‘ฮักชุมชน’ ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

“ฮักชุมชน” ลุยพื้นที่ไชยปราการ ค้นหา-หนุนเด็กนอกระบบการศึกษา สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น

สมาคมฮักชุมชน พร้อมคณะทำงานโครงการ “ขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา” ในตำบลศรีดงเย็น และตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงพื้นที่ค้นหาและสร้างความเข้าใจเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการ ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยน้ำดิบ ตำบลศรีดงเย็น และอาศรมพระธรรมจาริกบ้านป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ
โครงการมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ คือ 1.สร้างกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบฯ
2.พัฒนาพื้นที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ 3.ออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต และ 4.สรุปและสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อขยายผลในอนาคต

นางสาวรักชนก จินดาคำ นายกสมาคมฮักชุมชน เผยว่า จากการลงพื้นที่พบว่า เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล หลายคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีค่ารถ ครอบครัวไม่สนับสนุน หรือไม่เห็นเป้าหมายของการเรียน บางคนต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็มีเด็กที่แม้ไม่ได้เรียนในระบบ แต่ยังพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่ออ่านออก เขียนได้ และพัฒนาตนเองต่อไป

ข้อค้นพบเหล่านี้จะถูกนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของแต่ละคน โดยมีเครือข่ายในพื้นที่ร่วมหนุน ทั้งอำเภอไชยปราการ พระสงฆ์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน กลุ่มฮักครอบครัวสันทราย/แม่ทะลบ อสม. และจิตอาสา เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เข้าถึงการศึกษา เท่าทันสื่อ มีพื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในอนาคต โครงการนี้ยึดหลักสำคัญว่า “วุฒิต้องได้ ไส้ต้องเต็ม เป็นเรื่องสื่อ ยึดถือพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง เด็กต้องได้วุฒิการศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดี รู้เท่าทันสื่อ และมีพื้นที่ที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และเติบโต

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค.

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘สอวช.’ชวนคนไทยค้นหาตัวตน พัฒนาทักษะ ตอบโจทย์ความต้องการประเทศ ที่บูท สอวช.ใน‘งาน อว.แฟร์’ 9–17 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

9 สิงหาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน อว. แฟร์(SCI POWER FOR FUTURE THAILAND) งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจําปี 2568 National Science and Technology Fair 2025) และพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เป็นประธานเปิดงาน

ในปีนี้งาน อว.แฟร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Creators of Tomorrow” ที่สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “นักสร้างสรรค์แห่งอนาคต” โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือในหลากหลายมิติ เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่ง สอวช. ได้หยิบยกประเด็นการพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ประเทศ มาร่วมออกบูทในงานดังกล่าวด้วย

สำหรับบูทของ สอวช. ในปีนี้ เปิดพื้นที่ชวนคนรุ่นใหม่ ครู ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา และแรงงานยุคใหม่ มาร่วมค้นหาตัวตน ทักษะ แนวทางการพัฒนาตนเอง เพื่อไปสู่เส้นทางอาชีพที่เป็นที่ต้องการของประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน กับบูทนิทรรศการสุดล้ำในชื่อ “The Nexploration Valley: ค้นหาตัวตน ค้นพบจุดหมาย” ที่ภายในบูทของ สอวช.ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและตัวอย่างผลการศึกษา กลไก และนโยบายสำคัญระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความท้าทายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ผลการสำรวจความต้องการกำลังคนทักษะสูง Thailand Talent Landscape ของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในช่วงปี พ.ศ. 2568–2572 ที่เป็นฐานข้อมูลเชิงลึกด้านกำลังคน เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงนโยบายและกลไกเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ทั้ง Thailand Job Guarantee ประกาศทักษะที่พึงประสงค์เพื่อพัฒนากำลังคน และ STEMPlusPlatform แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และผู้เรียนเข้าด้วยกัน รองรับการพัฒนาทักษะ อบรมงานจริง และสร้างความร่วมมือวิจัย (R&D) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคนไทยสู่เวทีโลก

นอกจากเนื้อหาสาระที่เข้มข้นแล้ว สอวช. ยังสร้างสรรค์กิจกรรมแบบ Interactive ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ร่วมสนุก ฝึกทักษะ และค้นหาตัวตน ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรม AI Photobooth ถ่ายภาพสวมบทบาทอาชีพตามคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบพร้อมรับภาพเก๋ ๆ และข้อมูลอาชีพจาก Thailand Talent Landscape กลับบ้านได้ฟรี กิจกรรม Soft Skill Exploration ค้นหาศักยภาพและทักษะในตัวคุณ ทั้งการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ผ่านเกมและกิจกรรมสุดท้าทาย และกิจกรรม Job Journey Playground สนุกกับเกมบันไดงู พร้อมกับเรียนรู้อาชีพและทักษะ เปิดมุมมองใหม่ต่อสายอาชีพแห่งอนาคต

ดร.สุรชัย ได้กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนากำลังคนของไทยว่า ประเทศไทยต้องเร่งรับมือกับหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด, การขยับขั้วเศรษฐกิจโลกที่เปิดโอกาสให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและพลังงาน, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขา STEM และดิจิทัล

“เราจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชม และร่วมสนุกกับกิจกรรมในบูทของ สอวช. ในงาน อว.แฟร์ ที่ปีนี้เราตั้งใจจะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการค้นหาอาชีพ พัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะ ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบูทสอวช. ซึ่งจะเป็นเสมือนพื้นที่ให้ทุกคนได้เห็นทางเลือกของตนเองในอนาคต และกล้าที่จะเริ่มต้นอย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “อว.แฟร์ 2025” ได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 เวลา เวลา 09.00 – 20.00 น. (วันที่ 17 สิงหาคม 2568 เปิดจนถึงเวลา 18.00 น.) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 1-4 ชั้น G โดยบูทของ สอวช. คือบูท D3 ตั้งอยู่ในโซน D: The Valley of Growth นอกจากนี้ยังสามารถดูรายละเอียดของงานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.mhesifair.com และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/MHESIThailand

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ 'รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม' ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมยื่นหนังสือ ‘รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม’ ขอทบทวนอำนาจตำรวจตรวจบัญชีวัด

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

*กลุ่มพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิเตรียมเข้าร้อง”รมต.สุชาติ-ดร.มหานิยม”ช่วยเคลียร์ปมให้อำนาจตำรวจเข้าตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดสร้างความวิตกเกรงผิดไม่รู้ตัวถึงขั้นติดคุก*

“ดร.นิยม เวชกามา” หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้จะมีกลุ่มพระสงฆ์ซึ่งเล่าเรียนมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรีโทเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยคหลายรูป ขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และตน เพื่อแสดงความห่วงใย กรณีที่ทางตำรวจจะเข้าตรวจสอบบัญชีเงินและทรัพย์สินต่างๆของวัด โดยเฉพาะเจ้าอาสวัดและไวยาวัจกรทั่วประเทศ (โปรดอ่านเอกสารประกอบ) จนกลายเป็นกระแสว่อนไปทั่วโลกโซเชี่ยล เช่น 

“สถานการณ์คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลในขณะนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอ และน่าจะอ่อนแอที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจำความได้ มุมสะท้อนสภาพปัญหา มองให้เห็นดั่งความเป็นจริง ปัญหาเกิดขึ้นแก่พระสงฆ์บางกลุ่ม  แม้จำนวนจะไม่มากนัก ที่พลาดพลั้ง ทำความผิด แต่ผลกระทบทั่วทั้งสังฆมณฑล จนทำให้หลายคน หลายกลุ่ม จึงตีความเหมารวมทั้งคณะสงฆ์”

“คำถามคือ มันสมควรแล้วหรือ ตัวอย่างที่สำคัญเช่น สำนักงานตำราจแห่งชาติ ประกาศเป็นหมายมั่น ให้ตรวจสอบและเริ่มดำเนินการตรวจสอบบัญชีวัด บัญชีเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร ทั่วทั้งประเทศ (ผิด/ไม่มีความผิดใดๆ)”

“ที่สำคัญคือ แทบจะยังไม่มีใคร คณะใด กลุ่มใดได้ออกมาทำหน้าที่ปกป้อง แสดงความเห็นใด ๆ เพื่อหาทางออกในประเด็นดังกล่าว เพื่อระงับเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้างเลยหรือ ? หรือว่า ถ้าแสดงความเห็น คัดค้าน ไม่เห็นด้วยจะถูกมองว่า มีความผิดกินปูนร้อนท้อง จะถูกตรวจสอบก่อนก็เลยปล่อยไปตามยถากรรม อย่างนั้นหรือ (เอาตัวเองให้รอดก่อน)”

“ในทางกลับกัน อีกมุมที่น่าคิดสมมุติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ๆ กระทำผิดดังกล่าว คำถามคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องประจาน ประกาศให้สาธารณชนรับรู้และต้องตรวจสอบบัญชีทุกสถานีตำรววจทั้งประเทศและบัญชีของตำรวจทุกคนด้วยหรือไม่”

 “คำถามต่อที่น่าสนใจคือ มันสมควรหรือไม่ถึงกับทำกันอย่างวุ่นวายทั้ประเทศ

วัดทุกวัด/พระสงฆ์ทุกรูปต้องรับผลต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่ถูกที่ควรและยุติธรรมที่สุดควรจะเป็นอย่างไร”

“มหาเถรสมาคม สายปกครองสูงสุดมีความคิดเห็นอย่างไร คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลรู้สึกอย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีแนทางในการดำเนินการอย่างไร รัฐมนตรีที่รับผิดชอบสำนักงานพระพุทธศาสนามีความเห็นประการใด พี่น้องชาวพุทธที่รักแลหวงแหนพระพุทธศาสนาคิดเห็นอย่างไร”

ดร.มหานิยม กล่าวว่า ข้อความเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความปริวิตกในวงการสงฆ์ไทย หลังเกิดคดีฉาวเรื่องพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปไปมีสัมพันธ์กับสีกาแบบชู้สาวหรือฉันสามีภรรยา และยังมีเรื่องบัญชีเงินๆทองๆจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้วงการสงฆ์มัวหมอง สร้างความสะเทือนใจในหมู่พุทธศาสนิกชน

“ผมในฐานะชาวพุทธและทำงานด้านพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์มานาน อยากจะเรียนให้ทราบว่า กรณีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันเป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคล เฉพาะวัดบางแห่ง เท่านั้น ชาวพุทธอย่าได้เหมารวม”

“พระสงฆ์ไทยหลายแสนรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมากมาย รวมทั้งวัดอีกไม่น้อยเป็นหมื่นๆวัด ที่ยังเป็นสถานที่จรรโลงจิตใจให้กับพุทธศาสนิกชน จึงไม่ควรจะเหมารวมทั้งหมด”

 “ในขณะเดียวกัน ท่านรัฐมนตรีสุชาติ ตันเจริญ และผม ก็พร้อมที่จะเข้ามาประสานแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน จึงขอให้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดใช้สติ พิจารณา อย่าถึงกับต้องเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา”

“และผมขอเป็นกำลังใจให้กับบรรดาพระสงฆ์ ทั้งประเทศที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว อยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับชาวพุทธต่อไปอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจรรโลงวงการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป”

 “ซึ่งที่ผ่านมาทุกท่านก็คงจะทราบดีอยู่แล้วถึงผลงานต่างๆที่ได้ทำมาและจะยังเดินหน้าต่อไปครับ” ดร.มหานิยมกล่าว

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันที่ 8 ส.ค. 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับ     จรรยบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์ 

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว” 

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทน ครูผู้ชาย ชื่อว่าคุณครูบรรณ และคุณครูผู้หญิงชื่อครูจรรยา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ และเพื่อตอบสนองนโยบายของ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้พัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย”

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“วันนี้ กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงาน

เลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย
, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย

ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น 
 

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 'อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น'

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.17 น.

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’ เวทีแห่งการเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างแรงบันดาลใจให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่

ในยุคที่ “เนื้อหา” คือพลังขับเคลื่อนความคิด พฤติกรรม และการตลาด “CP ALL Influencer Trend 2025” ครั้งที่ 7 จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” โดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนใจการสื่อสารยุคใหม่ ได้มาร่วมเติมพลังความรู้ แลกเปลี่ยนไอเดีย และก้าวสู่การเป็น “อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ” ที่ยั่งยืน

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของบทบาทอินฟลูเอนเซอร์ในโลกปัจจุบัน ว่าไม่ใช่เพียงแค่การมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่คือการเป็นผู้นำความคิด ถ่ายทอดเนื้อหาที่สร้างสรรค์ มีคุณค่า และมีผลเชิงบวกต่อสังคม

ทุกวันนี้ ‘Content’ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสำหรับการสื่อสาร ทั้งแบรนด์ องค์กร และตัวอินฟลูเอ็นเซอร์เองต่างต้องสร้างความน่าสนใจ สร้างความเป็นตัวตน เพื่อให้อยู่ในใจของผู้คน ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารมหาศาลที่เกิดขึ้นทุกวินาที แต่สิ่งที่จะทำให้คอนเทนต์แตกต่าง ดึงดูดใจ และมีพลัง คือการเข้าใจเทรนด์ เข้าใจผู้คน และต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” ยังคงจัดเต็มด้วยเนื้อหาและวิทยากรที่มาสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ในการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนดูในปัจจุบัน

คุณว่านไฉ – อคิร วงษ์เซ็ง จากช่อง “อาสาพาไปหลง” ที่เผยถึงเบื้องหลังการทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เน้นแค่ภาพสวย แต่สื่อสาร “มุมมองใหม่” ที่ผู้ชมไม่เคยเห็น

“อาชีพนี้ที่มักถูกมองว่า “สวยหรู” แต่แท้จริงแล้วมี “มุมลึก” ที่ต้องพิจารณา เช่น ต้นทุนและการผลิตเนื้อหา นักสร้างคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญของการ “หาตัวตน” และ “กำหนดกลุ่มเป้าหมาย” ที่ชัดเจน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างกระแสไวรัล นอกจากนี้ ยังอยากส่งกำลังใจให้กับผู้เริ่มต้นว่า อาชีพนี้ “ยากจริง ๆ” แต่หาก “ทำด้วยความชอบและความรัก” ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้”

คุณน้ำ – สุพัตรา บุญกมลสวัสดิ์ จากเพจ “ของกินในเซเว่น” ที่สร้างความโดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องอาหารแบบเรียล ใช้ภาษาที่เรียบง่าย ตรงประเด็น และเป็นกันเอง ด้วยความรักและความชอบสิ่งใกล้ตัว จนเกิดกระแสไวรัลแบบต่อเนื่อง ฝากว่า นักครีเอเตอร์ต้องตอบโจทย์ความขี้สงสัยแบบไม่ต้องถามใคร และกลายเป็นเพื่อนผู้ช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ทันที

คุณหงษ์ – หงษ์ชัย ภูบุตตะ จากเพจ “ผู้บริโภค” ที่ย้ำว่า คอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่บอกเล่า แต่ต้องมี “พลังในการเปลี่ยนแปลง” และสร้างการรับรู้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

คุณแอ๊ม – ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต จากเพจ “การตลาดการเตลิด” ฝากว่า “คอนเทนต์ที่ดี” ไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องมีคุณค่า โดยเฉพาะในยุคที่คนเสพสื่อไวและเลือกเสพเฉพาะสิ่งที่สะท้อนตัวตน พร้อมเน้นว่า “ความจริงใจ ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์” คือหัวใจของคอนเทนต์ พร้อมแนะให้เลี่ยงคอนเทนต์ที่หวือหวา เพราะแม้จะได้ยอดวิว แต่ไม่อาจสร้างความยั่งยืน พร้อมทั้งอัปเดตเทรนด์คอนเทนต์ในอนาคตที่เน้น “ความรู้” บวก “ความสนุก” บวก “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

คุณแซม – พลสัน นกน่วม จากช่องเล่าเรื่องแบรนด์กับ แซม พลสัน ที่มาพูดในหัวข้อ “3 เสาหลัก สู่การทำให้ช่องเรายั่งยืน” เน้นเรื่องการทำให้คอนเทนต์ของช่องยั่งยืน สามารถเดินต่อไปได้ แม้เทรนด์จะเปลี่ยนไป

“3 เสาหลัก สำหรับการสร้างช่องให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยเน้นย้ำที่ การสร้างแบรนด์ เพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรู้จักและเชื่อมั่น เสาหลักที่สองคือ การสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเอกลักษณ์ ที่สามารถดึงดูดและผูกพันผู้ชมได้ และสุดท้ายคือ ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ เพื่อให้ช่องยังคงเข้ากับกระแสและไม่ถูกลืมเลือนไป นอกจากนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ เข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และการผลิต เนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากอัลกอริทึมปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างมาก การสร้างจุดเด่นเฉพาะตัวของช่องจะช่วยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีผู้สร้างจำนวนมากได้”

การอยู่รอดในโลกโซเชี่ยล ไม่ใช่แค่การสร้างกระแส แต่ใครที่จริงใจกับผู้ติดตามมากที่สุด และสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าที่สุด คือคนที่จะยืนระยะได้ยาวที่สุดเช่นกัน

ซีพี ออลล์  ยังคงเดินหน้าจัดเต็มกับงานสัมมนาสร้าง Community Influencer เพื่อเติมเต็มความรู้

และ Connection ให้ทุกคนได้ไปต่อในแบบฉบับของตัวเอง

รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่มีคุณภาพต่อไป

ตามเป็นนโยบาย “สร้างคน” ของซีพี ออลล์

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน'วันรพี'

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน “วันรพี” ประจําปี 2568

เวลา 07.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณหน้าอาคารศาลยุติธรรม ถนนราชดำเนินใน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายอุทัย ไสยสาลี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สภาทนายความ  นางสาวณัฐสินี วันทมาตย์ กรรมการทดสอบ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมการทนายความ รุ่น 55,58,59,60,61,62 ร่วมวางพวงมาลาถวายสักการะพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เนื่องในวันรพีประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”  .

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

’ในหลวง-พระราชินี‘ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 7 สิงหาคม 2568  เวลา  10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายวสันต์ ชิงชนะ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   สิบเอก ภูฤทธิ์  แสงสว่าง  และพลทหาร ภัทรกร  สมสา กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้
 

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด'FutureED Fest 2025'ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัด “FutureED Fest 2025” ต่อเนื่องปีที่ 3 ต่อยอดการศึกษาแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ลดความเหลื่อมล้ำเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ร่วมกับ Google for Education, Starfish Labz, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, กรุงเทพมหานคร, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Pและภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดงานแถลงข่าว “FutureED Fest 2025” ภายใต้ธีม The Future of Learning: AI-Driven, Human-Centered, and Equitable for All  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ ด้านการศึกษาแห่งอนาคต พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ณ อาคารอำนวยการ ไทยพีบีเอส

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสม และสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ จึงมุ่งมั่นพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ให้เข้าถึงง่าย สนุก น่าติดตาม และเหมาะสำหรับทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือครอบครัว ผ่าน “ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก” พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกคน”  และ FutureEd Fest 2025 นับเป็นเวทีสำคัญที่ผู้มีบทบาทในระบบการศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อออกแบบอนาคตของการเรียนรู้  ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันออกแบบอนาคตของการเรียนรู้ให้มีความเท่าเทียม ยั่งยืน และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทางด้าน นายสมยศ เกียรติอร่ามกุล นักพัฒนาวิชาชีพสื่อ และที่ปรึกษาโครงการ FutureEd Fest กล่าวว่า ได้ติดตามพัฒนาการของโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นการขยายตัวของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะปีนี้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ที่เน้นการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการศึกษา

“ห้องเรียนที่มี AI ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิตนักเรียนที่เก่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบและขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน สิ่งสำคัญคือ เราต้องส่งเสริมให้นักเรียนและผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาเข้าใจการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ใช้อย่างมีจริยธรรม และตระหนักถึงทั้งคุณและโทษของเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงศ์ จันทนะศิริ นายกสมาคมนักวิชาการไทย ได้พูดถึงเรื่องของความเท่าเทียมทางการศึกษาว่า ทุกคนต่างก็เข้าใจว่ามีความสำคัญ แต่สิ่งที่เราควรให้ความหมายเพิ่มเติมคือ การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เต็มไปด้วยคุณค่า เป็นพื้นที่ที่รู้สึกพร้อมจะเรียนรู้อย่างอิสระและเต็มใจ พื้นที่การเรียนรู้ที่ดีจึงไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือบรรยากาศที่เอื้อต่อการเติบโต ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี โดย AI ไม่ควรถูกมองว่าศัตรูของครู แต่ควรมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยเสริมพลังในการสอน หากใช้อย่างเข้าใจและมีกลยุทธ์ จะยิ่งทำให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวแทนครูจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย นายคมปกร ไพอนนท์ กล่าวว่า การเตรียมการเรียนการสอน จำเป็นต้องเลือกใช้ Metrology ที่เหมาะสม เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ตามกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นจากความสนใจของเด็กเป็นหลัก ครูทำหน้าที่ออกแบบทั้งสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องไปพร้อมกัน ในยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนด้านการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันโลก ครูจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์” ที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนตลอดเส้นทางการเรียนรู้ เสมือนเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยพาเด็ก ๆ ไปให้ถึงเป้าหมาย

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education กล่าวถึงจากความสำเร็จของงานในปีที่ผ่านมาและการต่อยอดนวัตกรรมด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ได้นำมาสู่การออกแบบกิจกรรมในปีนี้ภายใต้ 4 แกนหลัก (Key Pillars) ที่จะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้แห่งอนาคต ได้แก่ 1.AI and Human Potential: Transforming Education 2.Innovation and Maker Education for Future-Ready Learners 3.Equity in Education: Local Solutions for Inclusive Learning 4.Shaping Future-Ready ขณะเดียวกัน Schools & Lifelong Learners  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่อนาคตของการศึกษาไทยที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยมี AI และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสําคัญ และมีครูผู้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

งาน FutureED Fest 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ไปรษณีย์กลาง กรุงเทพฯ โดยพบกับไฮไลต์สำคัญของงาน อาทิ Keynote Speech จาก ดร.วิทย์  สิทธิเวคิน  กับหัวข้อ “บทบาททีเปลียนแปลงของครูไทยในยุคที AI มีบทบาทในห้องเรียน” และวงเสวนา Panel Discussion หลายหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ อนาคตการเรียนรู้: การผสมผสานการเรียนรู้ระหว่าง AI และมนุษย์, จากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงาน: ทักษะทีนักเรียนต้องมีในยุค AI, From Schooling to Learning: โรงเรียนต้องเปลี่ยนอย่างไรในโลกแห่งความไม่แน่นอน, AI Assistant สู่ AI Partner: เครืองมือ AI ช่วยลดภาระงานของครูได้จริงหรือ? และปัญญาประดิษฐ์เพื่อทุกคน: ทําอย่างไรให้ AI ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมด้วย Workshop จากวิทยากรชั้นนํา และองค์กรเครือข่าย เสริมความรู้จากนักนวัตกรรมการศึกษาถ่ายทอดเครืองมือ How to มากมาย ตลอดทั้งวัน

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ได้ที่: https://bit.ly/3TFt690 ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.futureedfest.com

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin
 

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

บริติชฯ เปิดศูนย์สอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ยกระดับทักษะภาษาสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ภาษาอังกฤษกลายเป็นทักษะจำเป็น ไม่ว่าจะเพื่อการศึกษา การทำงาน หรือการย้ายถิ่นฐาน การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแบบทดสอบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ได้แก่ IELTS ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือและทันสมัยที่สุด สำหรับการเรียนต่อต่างประเทศและการย้ายถิ่นฐาน

นอกเหนือจากนั้น Aptis ซึ่งพัฒนาโดยบริติช เคานซิล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นในฐานะแบบทดสอบภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่เน้นการวัดทักษะการสื่อสารในชีวิตจริง ผู้สอบจะได้รับผลสอบภายใน 48 ชั่วโมง โดยผลคะแนนจะสอดคล้องกับการวัดระดับความสามารถทางภาษามาตรฐาน CEFR หรือ Common European Framework of Reference for Languages ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ยิ่งไปกว่านั้น Aptis ยังมีจุดแข็งในเรื่องความยืดหยุ่น องค์กรสามารถเลือกประเมินเฉพาะทักษะที่ต้องการเพื่อให้ตรงกับเป้าหมายขององค์กรมากที่สุด และยังสามารถจัดสอบเองภายในองค์กรได้ทันที โดยไม่ต้องรอรอบสอบหรือต้องเดินทางไปยังศูนย์สอบเฉพาะทาง

นับเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทยเมื่อการสอบ Aptis ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก 3 หน่วยงานด้านการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งการรับรองครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผลสอบ Aptis สามารถใช้ยื่นในระบบการศึกษาไทยได้อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

ในส่วนของช่องทางการสอบ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสอบผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEMC) ของโรงเรียนภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นพันธมิตรได้ และล่าสุดบริติช เคานซิล ได้จับมือกับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKUIC) เพื่อเปิดศูนย์สอบ Aptis อย่างเป็นทางการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้สอบในภูมิภาค

แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า บริติช เคานซิล รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนทั่วประเทศไทยมีโอกาสในการใช้แบบทดสอบ Aptis เพื่อก้าวสู่เป้าหมายทั้งด้านอาชีพและชีวิตส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับองค์กรไทยในการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเครื่องมือประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือที่สุด การที่ สพฐ. ให้การรับรอง Aptis อย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ Aptis ไม่ใช่แค่แบบทดสอบ แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารในชีวิตจริงอย่างแม่นยำ และเสริมสร้างศักยภาพด้านภาษาสากลให้กับคนไทย เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นพันธมิตรที่มั่นคงในการสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั่วประเทศมาโดยตลอด สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th/english-assessments-teachers

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

อพวช.จัด ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ’68’ เทิดพระเกียรติ ‘พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติในวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีคุณูปการต่องานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นไปตามนโยบายและภารกิจสำคัญของ อว.ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และกำลังคน ภายใต้นโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ซึ่งครอบคลุมภารกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากำลังคน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างคนให้มีทักษะที่สอดรับกับอนาคต เพื่อให้เยาวชนและแรงงานไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ผ่านนวัตกรรมการศึกษา เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เสริมสร้างระบบนิเวศที่พร้อมผลักดันผลงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อพวช. ในฐานะผู้จัดงานหลัก เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงเยาวชนในทุกภูมิภาค  ส่วนกลางจัดงานระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG โดยความร่วมมือจาก 8 ประเทศ 97 หน่วยงาน

ในส่วนภูมิภาคขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ 3 ภาคหลัก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ยังจะเดินทางไปจัดใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ วันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา , ภาคเหนือ วันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น

ทั้งนี้ อพวช.จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนเข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.thailandnstfair.com และ Facebook: NSTFair Thailand