‘คุรุสภา’จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

'คุรุสภา'จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

‘คุรุสภา’จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

‘คุรุสภา’สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า หากผิดจริงสั่งเพิกถอน หมดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณีผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ถูกจับกุมตัว ข้อหาค้ายาเสพติด พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 369 เม็ด ณ บริเวณห้องพักใน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นั้น

ล่าสุดวันที่ 26 ม.ค.2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข่าว พบว่า เป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หมดอายุใบอนุญาต 30 พ.ค.2568 และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา หมดอายุใบอนุญาต 25 มิ.ย.2570 และจากการประสานข้อมูลกับศูนย์บริหารความสุข และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทราบว่า หน่วยงานต้นสังกัด ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเร่งเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อนโดยไม่รอผลการสอบสวน เนื่องจากเป็นกรณีร้ายแรง และหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า หลังจากพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะเร่งดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดฯ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากดำเนินการครบขั้นตอนตามกฎหมายกำหนดแล้วพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของผู้บริหารสถานศึกษาคนดังกล่าวต่อไป 

“ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย ในกรณีนี้ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ยอมรับไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการเอาผิดทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพทันที เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม อีกทั้งโรงเรียนก็จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เปิดพื้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทีมนักศึกษาหลักสูตรความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 17 เข้าเยี่ยมชมพร้อมบรรยายให้ความรู้นโยบายและทิศทางสร้างตำรวจไทยให้ทันสมัยเท่าทันอาชญากรรมในโลกออนไลน์

คณะนักศึกษาการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) รุ่นที่ 17 (มส.17) จัดกิจกรรมเสริมองค์ความรู้ด้านความมั่นคง โดยหลังจากได้เยี่ยมชมกองทัพอากาศแล้ว ครั้งนี้คณะนักศึกษาและอาจารย์ เข้าเยี่ยมชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยปีนี้พิเศษมากเพราะ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้เกียรติเป็นผู้นำบรรยายและตอบคำถามนักศึกษาด้วยตนเอง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวตอนหนึ่งว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีความทันสมัย ทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ที่มีการพัฒนารูปแบบในการกระทำความผิดที่หลากหลายมากขึ้น  

พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง กล่าวว่า “ปีนี้หลักสูตรของเราดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 17 เป็น 17 ปีแห่งคุณภาพที่สร้างนักศึกษาคุณภาพมากมายต่อเนื่องนับเป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเรา การมาศึกษาดูงาน ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีนี้เป็นอีกปีที่พิเศษมากๆ เพราะว่าท่าน พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้เกียรติมาต้อนรับ บรรยายสรุป และตอบคำถามให้กับคณะนักศึกษาด้วยตนเอง ในนามหลักสูตร ต้องขอขอบคุณท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างสูงนะครับ หลักสูตรของเราเน้นการจัดการด้านความมั่นคงระดับสูง ดังนั้น นอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว เรายังมีการจัดให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้การจัดการด้านความมั่นคงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับชาติเช่นกองทัพอากาศ,กองทัพเรือ ,กองทัพบก เป็นต้น และยังมีการศึกษาดูงานที่สามารถนำผลการดูงานมาปรับใช้กับการทำงานของนักศึกษาได้จริงในทุกๆ ปีครับ”

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐ เอกชน เหล่าทัพต่างๆ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ โดยมีการศึกษาครบด้านทั้งความมั่นคงด้านทหาร ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านสังคม ฯลฯ มีวิสัยทัศน์หลักสูตร 4 สร้าง ได้แก่ สร้างความมั่นคงแห่งชาติ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

โดยมีคณาจารย์ผู้มากประสบการณ์หลากหลายด้าน นำโดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง/ประธานหลักสูตรฯ , พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ,พลเรือเอก ไพโรจน์ แก่นสาร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลอากาศเอก อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลโท ดร.กฤษฏา สุทธานินทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร ฝ่ายวิชาการ , พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร , ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,อาจารย์ลัดดาวัลย์ ชูช่วย ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณราย แสงวิเชียร กรรมการอำนวยการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต กรรมการอำนวยการ ,อาจารย์รัชพล สุวรรณโชติ กรรมการอำนวยการ และอาจารย์ประเวศ พิพิธสุขสันต์ เหรัญญิกหลักสูตร เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้วได้เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้การดำเนินชีวิตและการทำงานประสบความสำเร็จมากขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรยังดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 17 รุ่น ทำให้มีเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกภาคส่วน ที่จะสามารถร่วมมือประสานกันในการนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถมาร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป ตามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่งของหลักสูตรคือ การทำความดีเพื่อสังคม

‘OKMD’ จับมือ ‘ธนาคารออมสิน’ ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

'OKMD' จับมือ 'ธนาคารออมสิน' ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

‘OKMD’ จับมือ ‘ธนาคารออมสิน’ ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

“OKMD” จับมือ “ธนาคารออมสิน” พัฒนามุมความรู้บนเกาะลิบง จ.ตรัง ให้ความรู้ ทักษะ วางแผนการเงิน ติดอาวุธทางปัญญาให้เด็กและเยาวชน

ในระหว่างวันที่ 22-23 มกราคม 2568 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคารออมสินและคณะ นำทีมลงพื้นที่ เกาะลิบง จ.ตรัง เพื่อร่วมกิจกรรม SOFT OPENNING “มุมความรู้ลิบง” ภายใต้โครงการ พัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก OKMD และธนาคารออมสินซึ่งเป็นหนึ่งภาคีเครือข่ายความรู้ด้านการเงินการลงทุน สำหรับเด็กและเยาวชน และได้ร่วมกันดำเนินโครงการคาราวานความรู้ตลาดทุนรุกสู่ภูมิภาค และบ่มเพาะต้นแบบ คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุน (Fin Lab) โดยมีกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งได้ดำเนินการมาตลอดปี 2567 และประสบความสำเร็จโดยมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมทะลุเป้าที่ตั้งไว้ และได้ปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารออมสินนั้น ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในมิติต่างๆ บนพื้นที่เกาะลิบง  ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการออมของประเทศ และเป็นธนาคารเพื่อสังคมที่เป็นผู้นำด้านการส่งเสริม การออมและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนนั้น สอดรับกับภารกิจของ OKMD ในการจัดระบบการเรียนรู้สาธารณะและการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ภูมิปัญญาของประชาชนโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ทันสมัย และพัฒนาขยายผลแหล่งบริการองค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีชีวิตชีวาและอุดมด้วยความรู้ที่สร้างสรรค์สอดประสานกันอย่างลงตัว 
“OKMD จึงผนึกกำลังกับธนาคารออมสินร่วมกันพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เพื่อจัดให้มีพื้นที่

การเรียนรู้ของชุมชนที่มีคุณภาพ ให้บริการองค์ความรู้แก่คนในชุมชน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความต้องการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ และค้นหาพันธมิตรในการร่วมดำเนินงาน ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการศึกษานอกระบบที่ให้การสนับสนุนการเรียนรู้ บริการความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัยในพื้นที่ด้วย” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ดร.ทวารัฐ กล่าวถึงเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ที่มีความต้องการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดจนค้นหาพันธมิตร ในการร่วมดำเนินงาน ว่า เราได้คัดเลือก ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการศึกษานอกระบบที่ให้การสนับสนุนการเรียนรู้ บริการความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัยในพื้นที่ ส่วนแนวทางการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง มีแนวทางในการพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านพื้นที่กายภาพ โดยการ ปรับปรุงพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ “มุมความรู้ลิบง” เพื่อให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน สร้างบรรยากาศเพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ 2) ด้านองค์ความรู้ โดยการสนับสนุนอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ภายในมุมความรู้ ให้มีเนื้อหาความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ หนังสือ บอร์ดเกม สื่อมัลติมีเดียต่างๆ 3) ด้านบริการ โดยการ ถ่ายทอดความรู้ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเหมาะสม สนับสนุนองค์ความรู้และ จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Creative Workshop สำรับเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการ 

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงาน ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน ในรูปแบบ “มุมความรู้ ลิบง” 2) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้สำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เช่น ความรู้ด้านการเงินการลงทุน ความรู้ด้านอาชีพหรือทักษะจำเป็นในศรวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับการบริการความรู้ที่เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อพัฒนาการเรียนการศึกษา การประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ รวมถึงส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

นายวัชรพันธ์ สมพงศ์ ผู้อำนวยเขต ธนาคารออมสินเขตตรัง กล่าวว่า ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ณ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง ธนาคารออมสินให้การสนับสนุนในการพัฒนาพื้นที่ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การปรับปรุงพื้นที่พร้อมใช้งานและการสนับสนุนคอมพิวเตอร์เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ที่น่าสนใจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน อันนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพและทักษะของคนทุกช่วงวัยสำหรับการพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการพัฒนาอาชีพอันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และสังคมได้ในอนาคต
นางสาวทิวาวรรณ พิทักษ์จินดา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอกันตัง กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบลเกาะลิบง จัดการศึกษาในรูปแบบ การจัดการเรียนรู้นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ปัจจุบันมีนักศึกษาจำนวน 61 คน  

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีกิจกรรมที่สนใจมากมาย อาทิ “CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ด้วย Game-based Learning จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ การถ่ายภาพและการตลาดออนไลน์ กิจกรรม “เพื่อนสอนเพื่อน” และ “กิจกรรมพี่สอนน้อง” โดยคณะนักเรียนชมรม “BudgetBuddy” จาก NIST International school ในเรื่อง Financial Literacy ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ 

โดยกิจกรรม “เพื่อนสอนเพื่อน” เป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความรู้ด้าน Financial Literacy ให้กับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนบาตูปูเต๊ะ โดยน้อง ๆ จาก NIST ได้ถ่ายทอดแนวทางส่งเสริมการออม ที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความจำเป็น และความต้องการ (Need & Want) สร้างทัศนคติที่ดีด้านการเงิน การออม เพื่อให้เข้าใจและมีแนวทางในการตั้งเป้าหมายชีวิต และเป้าหมายทางการเงินของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งยังได้ตระหนักถึงความสำคัญวิธีสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนในการออม นอกจากนี้ยังสอนให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ทักษะด้านภาษาอังกฤษสำหรับการสื่อสารที่ดี และต่อยอดรายได้ในอนาคต ซึ่งเป็นช่องทางโอกาสโดยเฉพาะในพื้นที่เกาะลิบง ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาพักผ่อนระยะยาวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการจัดกิจกรรมในพื้นที่แล้ว น้อง ๆ จาก NIST ยังมีการให้คำปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอผ่านการพูดคุยออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมจิตอาสาที่น่าชื่นชมมาก 

ส่วนกิจกรรม “พี่สอนน้อง”เป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้ที่สนุกสนานด้านการเงินและการออมให้กับน้อง ๆ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านเกาะลิบง ให้มีความรู้เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายชีวิตและการเพื่อสิ่งจำเป็นมากกว่าการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยตามความต้องการที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายของตนเอง และยังได้สนุกสนานกับการเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่ายให้กล้าพูด กล้าสนทนา และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ในยุคการสื่อสารไร้พรหมแดนเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน 
“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงพลังของเครือข่าย และศักยภาพของเด็ก เยาวชน ตลอดจนชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ที่สามารถพัฒนาได้ หากได้รับโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม สอดรับกับเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เสริมทักษะการเงิน การอาชีพ และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนเกาะลิบง”

‘คุรุสภา’มอบ’รางวัลถิรคุณ’ยกย่องเชิดชูเกียรติ ‘2 ครู ตชด.’พ่อลูกผู้เสียสละ

'คุรุสภา'มอบ'รางวัลถิรคุณ'ยกย่องเชิดชูเกียรติ '2 ครู ตชด.'พ่อลูกผู้เสียสละ

‘คุรุสภา’มอบ’รางวัลถิรคุณ’ยกย่องเชิดชูเกียรติ ‘2 ครู ตชด.’พ่อลูกผู้เสียสละ

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

“คุรุสภา” มอบ “รางวัลถิรคุณ” แก่ 2 ครูตชด.พ่อลูก ผู้เสียสละ มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณในวิชาชีพครูรมว.ศธ. ลงพื้นที่ มอบรางวัลด้วยตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวช่วยเทวฤทธิ์

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ของตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครูใหญ่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ 13 และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ครู โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ 13 บุตรชาย เสียชีวิต เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมานั้น คุรุสภาได้พิจารณาและเห็นว่า บุคคลทั้ง 2 ท่าน เป็นบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณความเป็นครูดูแล ช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดในสังคม จึงเห็นชอบให้ประกาศเกียรติคุณยกย่อง พ.ต.ท. สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ด.ต. โดม ช่วยเทวฤทธิ์ เป็นผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ”

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบาการศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง จ.พัทลุง พร้อมทั้งได้มอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ให้แก่พ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม โดยมีภรรยาของบุคคลทั้ง 2 ท่าน เป็นผู้รับมอบรางวัล ซึ่ง รมว.ศธ. กล่าวยกย่องพ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม ว่า เป็นผู้ที่อุทิศตนในการปฏิบัติงาน มีความเสียสละ เป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู ตลอดจนมอบเงินช่วยเหลือส่วนตัวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวช่วยเทวฤทธิ์ด้วย

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับ “รางวัลครูถิรคุณ” เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์ และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวมและมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขจนเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกจาก1.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์ 2.เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน 3.เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจแก่เพื่อนครู และผู้เรียน 4.เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่องยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคมว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ 5.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะเป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ 6.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตนหรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและรับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก รมว.ศึกษาธิการ ประธานกรรมการคุรุสภา.

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

24 มกราคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เผยข้อห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รุนแรงระดับสีแดง มีข้อกังวลเรื่องการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่กระทบต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนและครู ซึ่ง ศธ.ได้กำหนดจัดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทยเป็นประจำทุกปี แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยจากฝุ่นพิษจึงต้องยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวที่สนามศุภชลาศัย ในปีนี้ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของผูเข้าร่วมงาน แต่ยังคงกิจกรรมออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ไว้

โฆษก ศธ. กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นว่าการจัดงานครบรอบวันสถาปนายุวกาชาดไทย “103 ปี ร่วมใจสร้างสรรค์ยุวกาชาดไทย” ส่วนกลาง ในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2568 ณ สนามศุภชลาศัย กรุงเทพฯ ที่กำหนดให้มีพิธีปฏิญาณตนและสวนสนาม  ซึ่งมียุวกาชาดจากสถานศึกษาสังกัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ต้องยกเลิกการจัดกิจกรรมในส่วนที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้งออกไปทั้งหมด จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

ทั้งนี้ แม้สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้จัดงานจะเตรียมงานไว้แล้วก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ภัยจากธรรมชาติครั้งนี้เกิดขึ้นรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งสุขภาพของผู้เรียนเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองให้มีความปลอดภัยสูงสุด จึงจำเป็นต้องประกาศยกเลิกการจัดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดที่สนามศุภชลาศัย คือ กิจกรรมปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด

ในส่วนของพื้นที่จังหวัดอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถพิจารณาจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ตามกำหนดการที่จัดเตรียมไว้ และในระยะนี้ขอให้สถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ติดตามข่าวสารสภาพอากาศและข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่อาจเป็นอันตราย ปรับกิจกรรมเป็นภายในอาคารเพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของนักเรียนและครูผู้สอน

“การที่กระทรวงศึกษาธิการตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของเด็กนักเรียนและครูและบุคลากรทางการศึกษา กว่า 5,000 คน ที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรม โดยจะคงกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สอดคล้องกับแนวทางการป้องกันมลพิษทางอากาศ และขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด” โฆษก ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานพิธีสงฆ์ เวลา 9.00 น. จะคงจัดขึ้นที่บริเวณใต้อัฒจันทร์สนามศุภชลาศัย และสามารถร่วมกิจกรรมกาชาดและยุวกาชาดรูปแบบออนไลน์ แบ่งเป็น ระยะที่ 1 วันที่ 20 – 31 มกราคม 2568 โดยรับชมคลิปวิดีโอผ่านช่องทาง Facebook “ศธ.360 องศา” พร้อมแบบประเมินเพื่อรับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ระยะที่ 2 วันที่ 21 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2568 โดยออกแบบกิจกรรมตามความเหมาะสมนำไปจัด กิจกรรมกับนักเรียน บันทึกเป็นคลิปวีดิโอหรือภาพถ่ายอธิบายใต้ภาพ ส่งในช่องทางที่กำหนด เพื่อรับเกียรติบัตรการส่งเสริมกิจกรรมกาชาดและ ยุวกาชาดออนไลน์ดีเด่น จากกระทรวงศึกษาธิการ

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

24 มกราคม 2568 สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรม รักสัตว์ในโรงเรียนและกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 คน

ศาตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.อัจฉริยา ไศละสูต กรรมการ TSPCA และนายกสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง กล่าวว่า  สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2519 โดยคุณบุณย์พัชรี บุญทรงไพศาลเป็นนายกสมาคมฯ คนแรกได้การรวมตัวของศิษย์เก่าของโรงเรียนฯก่อตั้งขึ้น นับถึงปัจจุบันสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้งได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 49 ปีแล้ว (พ.ศ. 2519-2568) ได้รับการสนับสนุนอย่างดี จากท่านอาจารย์บุญส่ง วรรธนะสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งคนแรกในขณะนั้น และได้รับคำปรึกษาความช่วยเหลือด้านกิจกรรมต่างๆ จากคณะอาจารย์ที่ปรึกษาได้แก่ ท่านรองผู้อำนวยการ (ตำแหน่งในขณะนั้น) คุณหญิงลักขณา แสงสนิท และปัจจุบันท่านเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ และผู้บริหารทุกท่าน สมาคมผู้ปกครองและครูฯ ชมรมครูอาวุโส มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนสานน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมี ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน

สมาคมฯมีวัตถุประสงค์  เพื่อส่งเสริมความสามัคคี  และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก   ความกตัญญูกตเวที และความเคารพต่อครูบาอาจารย์ จัดงานไหว้ครูเป็นประจำทุกปี งานลูกผึ้งคืนรัง รำลึกพระคุณครู เป็นโอกาสให้ศิษย์เก่าและปัจจุบันทั้งหลาย ได้มาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ เกิดความรักความสามัคคีระหว่างกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการร่วมมือกันทำงานเพื่อโรงเรียน จัดกิจกรรมเสริมให้กับนักเรียนให้มีความพร้อมในการเติบโตเป็นสมาชิกที่ดีในครอบครัว งานวาดรูปให้แม่ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม  จัดกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์

ในปีนี้ สมาคมฯ ได้จัดทำพฤกษศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยพืช ในโรงเรียนขึ้น โดยจัดพิธีเปิดสวนโดย คุณหญิงลักขณา แสงสนิทเป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2568  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสวนนี้จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ  ปลูกฝังทัศนคติ รักการปลูกและคุณประโยชน์ของต้นไม้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวาระของประเทศและของโลกในปัจจุบัน 

นอกจากส่งเสริมด้านการปลูกต้นไม้แล้ว สมาคมฯยังสนับสนุนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียน  โดย สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) จัดกิจกรรม “รักสัตว์ในโรงเรียน” ซึ่งเป็นโครงการในการปลูกฝังค่านิยม ให้กับเด็ก เยาวชน ให้มีจิตสำนึกเมตตากรุณาต่อสัตว์และรักสัตว์อย่างรับผิดชอบ โดย TSPCA เป็นองค์กรภาคเอกชนแห่งแรก ของประเทศไทยที่ได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา  นำกิจกรรมโครงการ “รักสัตว์ในโรงเรียน” ออกเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ที่สังกัดภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น โดยในครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับงานวันเด็กประจำปี 2568 และงานปีใหม่ของโรงเรียนฯ ในวันที่ 22 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นักเรียนได้รับความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ เสริมสร้างความเข้าใจด้านคุณภาพชีวิตที่ดีของคนและสัตว์

สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้งขอขอบคุณสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ (TSPCA) Cape & Kantary Hotels  บริษัทเกษมกิจ จำกัด บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA  และคณะกรรมการบริหารที่ปรึกษาทุกคน ที่สนับสนุน เงินค่าอาหารกลางวันแก่นักเรียน และของขวัญที่ระลึกจำนวนมาก ในการจัดกิจกรรมดีๆให้กับนักเรียนในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยผู้สนใจสามารถ ติดตามกิจกรรมของสมาคมฯได้ทาง เฟสบุ๊คของสมาคมฯ และ https://sn-aa.or “ความดียิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง”

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ ‘งดกิจกรรมกลางแจ้ง’ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ 'งดกิจกรรมกลางแจ้ง'ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ ‘งดกิจกรรมกลางแจ้ง’ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

“โฆษก ศธ.”กำชับสถานศึกษาถ้าปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ยังไม่หมด งดกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาด สุขภาพผู้เรียนสำคัญที่สุด

วันที่ 23 มกราคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าความเข้มข้นสูงถึงระดับวิกฤตสีแดงเข้ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากค่าฝุ่นที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หากผู้ปกครองกังวลใจสามารถแจ้งได้ที่เพจ “ศธ. 360 องศา“

โฆษก ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยเต็มไปด้วยปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ไม่ใช่แค่ใน กทม.แต่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนปรับเปลี่ยนกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การจัดการเข้าแถวหน้าเสาธง การแข่งขันกีฬา วิชาลูกเสือ หรือกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง ให้เป็นกิจกรรมภายในอาคารแทน พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เรียนและครูเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 และหลีกเลี่ยงการออกจากอาคารในช่วงที่ฝุ่นละอองมีค่าความเข้มข้นสูง

“พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยผู้เรียนที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และต้องการปกป้องสุขภาพของนักเรียนเป็นลำดับแรก จึงเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียน “งดกิจกรรมกลางแจ้งทุกรูปแบบ”  รวมถึงกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนอย่างเหมาะสมในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงเกินระดับมาตรฐาน สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อป้องกันการสัมผัสกับมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว” โฆษก ศธ.กล่าว

และว่า ศธ.ได้ติดตามสถานการณ์อากาศและได้กำชับทุกต้นสัปดาห์มาโดยตลอด และสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่กำชับกับ สพป. และ สพม.ให้อำนาจโรงเรียนใช้ดุลยพินิจหยุดทำการเรียนการสอนโดยปรับเป็นรูปแบบการเรียนออนไลน์ได้ 100 % ส่วนโรงเรียนโซนกลางเมืองที่มี “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” มีมาตรการรับมือที่พร้อมก็สามารถทำการเรียนการสอนได้ปกติ โดยให้พิจารณายืดหยุ่นตามความจำเป็นยึดถือเรื่องสุขภาพของเด็กเป็นหลัก

โฆษก ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนโรงเรียนสังกัด ศธ.ในกรุงเทพฯ มีทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งช่วงนี้เด็กกำลังเตรียมตัวสอบปลายภาค และสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางโรงเรียนมีความจำเป็นไม่สามารถหยุดการเรียนการสอนได้เนื่องจากเวลาสอนไม่เพียงพอ ก็ขอให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยให้จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น การสอนแต่ละที่มีข้อจำกัดตามบริบทพื้นที่ต่างกัน หากดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้จะช่วยให้การเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆภายในโรงเรียนดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสี่ยงกับฝุ่นพิษที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้เรียนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สพฐ.ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนในสังกัด ในพื้นที่สีแดงทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่น PM 2.5 หยุดเรียนทันทีตั้งแต่วันนี้ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์เป็นระยะเวลา 7 วัน หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยในเขตกรุงเทพฯ ปิดเรียนแล้ว 57 แห่ง แบ่งเป็น สพม. กทม. เขต 1 ปิดเรียน 7 แห่ง สพม. กทม. เขต 2 ปิดเรียนแล้ว 42 แห่ง และ สพป. ปิดแล้ว 8 แห่ง

“สุขภาพของนักเรียนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด ขอให้งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง และกำชับนักเรียนให้สวมหน้ากากอนามัยป้องกันอีกทาง หากผู้ปกครองเกิดความไม่สบายใจ ขอย้ำตรงนี้ว่า ศธ.ได้ประกาศออกไปอย่างชัดเจนว่าให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง ห้ามโรงเรียนใดฝ่าฝืนข้อสั่งการโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามีความผิด และสามารถแจ้งข้อกังวลได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ศธ. 360 องศา” ได้ทันที เราจะฟังรับความคิดเห็นเพื่อนำมาดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว” โฆษก ศธ. กล่าว

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

“เลขาธิการ กพฐ.” ย้ำ ผอ.โรงเรียนสั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

วันที่ 23 มกราคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่ช่วงเดือนมกราคม 2568 นี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในหลายพื้นที่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และมีพื้นที่อื่นที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้กำชับและแจ้งเตือนให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ และให้สถานศึกษาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เน้นย้ำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดูแล ติดตามและตรวจสอบให้สถานศึกษาทุกแห่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างเข้มแข็ง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. ได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ด้วยความห่วงใยในสุขภาพของนักเรียนทุกๆ คน ซึ่งหากโรงเรียนใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่าสีแดง) ได้ให้อำนาจแก่ผู้บริหารโรงเรียน สามารถสั่งปิดเรียนได้ทันทีเป็นเวลา 7 วัน หรือจนกว่าสถานการณ์ฝุ่นจะคลี่คลาย แล้วปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์หรือมอบหมายใบงาน ติดต่อกับครูทางออนไลน์แทน และเน้นย้ำผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตให้กำกับ ติดตามการดำเนินการตามมาตรการอย่างใกล้ชิด

“ช่วงสัปดาห์นี้ จนถึงอย่างน้อยวันที่ 26 มกราคม ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งหลายโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์และประกาศหยุดเรียนในช่วงสัปดาห์นี้ จำนวน 57 แห่ง เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.) จำนวน 8 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กทม. เขต 1) จำนวน 7 แห่ง และสังกัด สพม.กทม. เขต 2 จำนวน 42 แห่ง จึงขอเน้นย้ำให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ติดตามระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซักซ้อมการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ให้แก่นักเรียนและครู สังเกตอาการนักเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และหากสถานการณ์ค่าฝุ่นอยู่ในระดับวิกฤตสามารถปิดเรียนได้ทันที เพื่อสุขภาพของนักเรียนทุกคนเป็นสำคัญ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’ ต้อนรับนักศึกษาเสริมความแกร่งทักษะสู่เส้นทางนักข่าวมืออาชีพ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมมือกันเดินหน้าสานฝันคนรุ่นใหม่ไฟแรง จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวพิราบน้อย” รุ่นที่ 27 ภายใต้โครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่ออัดแน่นเนื้อหา 4 วันเต็ม มุ่งติวเข้มทักษะและเตรียมความพร้อมนักข่าวรุ่นใหม่รับมือภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

สำหรับโครงการอบรมพิราบน้อยรุ่น 27 จัดเต็มเนื้อหาเข้มข้นเจาะลึกทุกมิติของงานสื่อสารมวลชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจอาชีพนักข่าวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง โดยมีนักศึกษา 30 คน จาก 22 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำข่าวจริง พร้อมรับคำแนะนำจากนักข่าวรุ่นพี่มากประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมอาชีพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนสื่อ มีความยินดีที่ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดกิจกรรม การอบรม “พิราบน้อย” รุ่น 27   ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนนักศึกษาได้มาเรียนรู้ทักษะจากมืออาชีพในวงการสื่อมวลชน  สำหรับการจัดงานอบรมพิราบน้อยมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะนักศึกษานิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์อีกต่อไป แต่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาจากทุกสาขา ทุกสถาบันการศึกษาเพราะใครๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้ในยุคดิจิทัล  น้อง ๆ ที่เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ทักษะการทำข่าว โดยตรงจากวิทยากรมืออาชีพมากประสบการณ์

นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการพิราบน้อยดำเนินมาถึงรุ่นที่ 27 โดยเฉพาะปีนี้นักศึกษาสนใจสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมากจาก 28 สถาบันการศึกษาทำให้คณะกรรมการต้องคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯเหลือเพียง 30 คน ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ม.ค. 2568 ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะเน้นย้ำให้นักข่าวรุ่นใหม่เข้าใจว่านอกจากจะส่งต่อข้อมูลข่าวสารได้แล้วสื่อมวลชนยังต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จริยธรรม และความถูกต้องของข้อมูล เพื่อนำเสนอข่าวสารที่รอบด้านและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อมวลชนไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักข่าวรุ่นใหม่ให้เท่าทัน รวมถึงทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องประชาชน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ จัดการประชุมสัมมนาแนวทางการจัดทำแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีระดับจังหวัดและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานกรณีฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่วันที่ 20-23 มกราคม 2568 ณ โรงแรมโกลเด้นบีช รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ เพื่อยกระดับศักยภาพการตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินทางรังสีสำหรับเจ้าหน้าที่ โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ

นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวในพิธีเปิดว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเจ้าหน้าที่จะได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การจัดการภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงการดูแลด้านการแพทย์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเข้าใจในแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีประจำจังหวัดกระบี่ เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจังหวัดกระบี่ถือเป็นจังหวัดที่มีสถานประกอบการทางรังสีที่นำวัสดุกัมมันตรังสีมาใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี

ด้าน นายภานุพงศ์ พินกฤษ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างแพร่หลาย ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจนอาจเกิดเป็นสาธารณภัยซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าความถี่จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเห็นว่าผลกระทบและความร้ายแรงของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสี สามารถส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ว่า อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถกระทำได้ คือ การเตรียมการให้พร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ ปส. ได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงจัดการสัมมนาและการฝึกอบรมในครั้งนี้ขึ้น และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปส. ได้จัดการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีร่วมกับ ปภ. มาอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2558 ถึงปัจจุบัน มากกว่า 15 ครั้ง

นอกจากนี้ การฝึกอบรมในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนเป็นการเตรียมพร้อมระงับเหตุฉุกเฉินสาธารณภัยทางรังสีในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับกับภัยรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ