‘อบต.’ขออภัยดราม่ากีฬาสีจับเด็กแก้ผ้า ชี้เป็นบทเรียนเรื่องละเอียดอ่อน เผยผู้ปกครองไม่ติดใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792515

'อบต.'ขออภัยดราม่ากีฬาสีจับเด็กแก้ผ้า ชี้เป็นบทเรียนเรื่องละเอียดอ่อน เผยผู้ปกครองไม่ติดใจ

‘อบต.’ขออภัยดราม่ากีฬาสีจับเด็กแก้ผ้า ชี้เป็นบทเรียนเรื่องละเอียดอ่อน เผยผู้ปกครองไม่ติดใจ

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 23.06 น.

คืบหน้าดราม่ากีฬาสีจับเด็กแก้ผ้า แท้จริงแล้วผู้ปกครองที่ออกมาร้องเหตุเกิดที่ประจวบฯ แต่ภาพที่ถูกเอามาแชร์คือเหตุการณ์ที่สุรินทร์ แต่บังเอิญเกิดเหตุการ์คล้ายกัน  เผยผู้ปกครองไม่ติดใจเพราะเป็นการเสริมทักษะให้กับเด็กได้เรียนรู้ในการช่วยเหลือตัวเองเรื่องการแต่งตัว

วันที่ ( 11 มี.ค. 67 ) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า จากกรณีที่เกิดกระแสดราม่าเรื่องที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความลงในกลุ่ม “จิตวิทยาเด็กและครอบครัว ปรึกษาเรื่องเลี้ยงลูก” แสดงถึงความไม่พอใจกับการแข่งขันกีฬาสี โดยให้เด็กแก้ผ้าล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงใน ก่อนจะให้แข่นขันกันกันสวมใส่เสื้อผ้า ต่อหน้าครู และผู้ปกครอง และผู้ที่เข้ามาร่วมงานนับร้อย จนเกิดเป็นกระแสดราม่าขึ้นมา

กระทั่งผู้สื่อข่าวสืบค้นข้อมูลจากภาพที่ถูกนำออกมาแชร์อยู่ในโลกออนไลน์จนทราบว่า กิจกรรมดังกล่าวนั้นถูกจัดขึ้นภายใต้ “โครงการแข่งขันกีฬาหนูน้อยประจำปี 2567 ( กีฬาสี 4+2 )” ณ โรงยิมเผ่าแผน สนามกีฬาศรีณรงค์ ต.นอกเมือง จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำเอานักเรียนปฐมวัยจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้สังกัดการดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลนอกเมือง มาเข้าร่วมกิจกรรม และมีการแข่งขันการใส่เสื้อผ้า เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะให้หนูๆนักเรียนได้เรียนรู้ในการช่วยเหลือตัวเองเรื่องการแต่งตัว

ล่าสุดทางด้านนายสุภณัฐ ศิริทอง  ผู้อำนวนการกลุ่มงานกฎหมายระเบียบ และร้องทุกข์ ( สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.สุรินทร์ ) ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมประชุม โดยมีนายอนุชา พิสมัย ( ปลัด อบต.นอกเมือง ) , นายเฉลิมพล พวงศิริ ( ผอ.กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบต.นอกเมือง ) , นายสุพล สดเขตต์ ( หัวหน้าบ้านพักเด็ก และครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ ) , คณะครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 6 ศูนย์ภายใต้สังกัด อบต.นอกเมือง และผู้ปกครอง ก่อนจะร่วมแถลงการณ์ต่อผู้สื่อข่าว

โดยนายอนุชา พิสมัย ( ปลัด อบต.นอกเมือง ) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ทาง อบต.นอกเมืองในฐานะเป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันต้องขอกราบขออภัยไปถึงผู้ปกครองในเรื่องที่เกิดขึ้น และจะนำไปเป็นบทเรียนในการกำชับครูที่มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ ต้องตระหนักและใส่ใจในประเด็นระเอียดอ่อนนี้ให้มากที่สุดมาก กว่าเท่าที่เป็นอยู่ ทาง อบต. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถือว่าเป็นบทเรียนอย่างมาก

ทางด้านนายสุภณัฐ ศิริทอง  ผู้อำนวนการกลุ่มงานกฎหมายระเบียบ และร้องทุกข์ ( สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.สุรินทร์ ) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ปกครองเด็กที่เข้าร่วมการแข่งขันการใส่เสือผ้าทั้ง 12 คน จาก 6 ศูนย์ฯ ไม่ได้ติดใจหรือคับข้องใจอะไร และผู้ปกครองของนักเรียนทั้ง 12 คน ไม่ได้เป็นผู้ออกมาร้องเรียนแต่อย่างใด และในขณะแข่งขันก็ไม่ได้มีผู้ใดออกมาทักท้วงหรือท้วงติงแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรก็ตามต่อให้ไม่เป็นผู้ปกครองของเด็กทั้ง 12 คน ที่เป็นผู้ร้องเรียน แต่ภาพกับกิจกรรมที่ถูกเผยแพร่ออกไป ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือว่าคนที่เห็น ก็มีสิทธิ์ในการท้วงติงหรือว่ากังวลใจกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทางจังหวัดเอง ก็คงต้องสั่งการมาที่อำเภอ เพื่อให้ทางอำเภอออกมาตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงให้ทางจังหวัดทราบ สิ่งไหนที่เป็นข้อบกพร่อง หรือสิ่งไหนที่ยังไม่ถูกไม่ต้องละเลย และต้องดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อแก้ไขต่อไป

“วันนี้ก็อยากสื่อสารให้ผู้ปกครองทุกคนให้รับทราบ และเชื่อมั่นในการบริหารการศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท้องถิ่น ยืนยันที่จะดูแลบุตรหลานของท่านให้ดีที่สุด สำหรับปัญหาที่มันเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการสื่อสารที่ไม่รอบครอบ ก็เลยเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงต้องเป็นบทเรียนสำคัญให้ทางต้นสังกัดที่เป็นผู้จัด ได้ตระหนักถึงทุกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบ ทั้งตัวเด็กและความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง”

ล่าสุด เพจของรายการโหนกระแสได้ออกมาชี้แจง แล้วว่า จริงแล้วผู้ปกครองที่ ออกมาเผยแพร่ข้อความที่มีการพูดคุยกับครูและเพื่อนผู้ปกครองในกลุ่มไลน์ และออกไปโพสต์ลงในกลุ่ม “จิตวิทยาเด็กและครอบครัว ปรึกษาเรื่องเลี้ยงลูก” นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทางผู้ปกครองรายนั้น ก็ได้พาทนายความ เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.หัวหิน เพื่อรอ ผอ.และครู ในศูนย์ฯ มาเจรจาต่อหน้าเจ้าหน้าที่

แต่ภาพที่ถูกแชร์อยู่ในโลกออนไลน์นั้นเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งบังเอิญ เป็นเหตุการณ์คล้ายกัน จนเกิดความเข้าใจผิดและผู้ปกครองที่พาเด็กเข้าร่วมกิจกรรม ก็ไม่มีใครออกมาร้องเรียนหรือท้วงติงแต่อย่างใด

วธ.บูรณาการ 33 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานมหาสงกรานต์ 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792458

วธ.บูรณาการ 33 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานมหาสงกรานต์ 2567

วธ.บูรณาการ 33 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานมหาสงกรานต์ 2567

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.22 น.

“เสริมศักดิ์”บูรณาการ 33 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานมหาสงกรานต์ 2567 ภายใต้แนวคิด”มหาสงกรานต์เย็นทั่วหล้าทั่วไทย สู่ความภูมิใจระดับโลก” เน้นย้ำเผยแพร่คุณค่าสาระอัตลักษณ์สงกรานต์ไทย มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 โดยมี ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมบูรณาการ ณ ศูนย์ประชุมชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

นายเสริมศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ว่า ในโอกาสที่ “ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา นั้น ถือเป็นการกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เกิดความสนใจ เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศงานประเพณีในประเทศไทย ซึ่งเป็น Soft power (Festival) เป็นเทศกาลยอดนิยมเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะนำมาซึ่งรายได้มหาศาลที่เกิดจากนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนมีรายได้เพิ่มขึ้น การประชุมบูรณาการในครั้งนี้ จึงเป็นการกำหนดแนวทางเพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมเนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ในภาพรวมของประเทศ ให้ดำเนินการจัดกิจกรรมสงกรานต์เป็นไปอย่างเรียบร้อยและสร้างสรรค์ เน้นเผยแพร่คุณค่าสาระ ความงามของประเพณีให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีส่วนร่วม อย่างถูกต้องและเหมาะสม มีความสุขร่วมกันตลอดเทศกาล

รมว.วธ.เปิดเผยต่อว่า เพื่อให้กิจกรรมประเพณีสงกรานต์หมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นไปด้วยความงดงามและเหมาะสม รวมถึงป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จึงได้การประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมการท่องเที่ยว กรมควบคุมโรค กรมทรัพยากรน้ำ กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมสารนิเทศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสมุทรปราการ สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร มูลนิธิเมาไม่ขับ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวม 33 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุป แนวทางในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 โดยให้สอดคล้องกับแนวคิดกับการจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ 2567” ของรัฐบาล ประกอบด้วย 10 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1.จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ที่เป็นการสร้างการรับรู้ ต่อประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย ได้รับการประกาศจาก UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

2.จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์โดยเน้นเผยแพร่คุณค่าและสาระ ที่ถูกต้องของวัฒนธรรม ประเพณี คำนึงถึงความเหมาะสม บริบทของแต่ละท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเปิดกว้างทางความคิดและเปิดรับความหลากหลายทางอัตลักษณ์

3.ส่งเสริมให้จังหวัดต่างๆ ใช้พื้นที่จัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมในประเพณี สงกรานต์ เพื่อร่วมกันสืบสานประเพณีที่ดีงาม เหมาะสม

4.รณรงค์ให้ประชาชนสืบสานคุณค่าสาระและสิ่งที่ควรทำของประเพณีสงกรานต์ เช่น การทำความสะอาดบ้านเรือน วัด ศาสนสถานที่นับถือ สถานที่สาธารณะ ทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ และใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างประหยัด รู้คุณค่า

5.รณรงค์ให้ประชาชนสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยในการเข้าร่วมกิจกรรมประเพณี สงกรานต์ เช่น แต่งกายด้วยชุดสุภาพผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น ชุดไทยย้อนยุค เสื้อลายดอก หรือเสื้อผ้าที่เป็น Soft Power ของท้องถิ่น (เช่น กางเกงลายช้าง กางเกงลายแมวโคราช เป็นต้น) เพื่อสร้างภาพลักษณ์และเพื่อสร้างการรับรู้ อัตลักษณ์ความเป็นไทยในประเพณีสงกรานต์ต่อชาวต่างชาติ

6.ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนศิลปินพื้นบ้านในการจัดกิจกรรม การละเล่น และการแสดงทางวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น เพื่อเป็นการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และให้เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันสืบสานประเพณี โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และร่วมกันเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม

7.รณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมประเพณีสงกรานต์โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เช่น การไม่คุกคามทางเพศ การเคารพและให้เกียรติผู้ที่ไม่ประสงค์จะเล่นสาดน้ำสงกรานต์ การไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่สร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ

8.ขอความร่วมมือประชาชนที่ขับขี่ยานพาหนะและใช้ถนนหนทาง ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงช่วยสอดส่อง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ในกรณีพบเห็นผู้ที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม

9.การดำเนินการจัดงานตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด โรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำโรค ขณะเดียวกัน ก็คำนึงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงประเพณีสงกรานต์และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการรักษาความปลอดภัยในด้านอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10.ส่งเสริมกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระ ของประเพณีสงกรานต์เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ในชุมชน และยังคงอัตลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น

นายเสริมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า ทางยูเนสโกยังได้อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ UNESCO และตราสัญลักษณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ควบคู่กับตราสัญลักษณ์ของหน่วยงาน ในการจัดงานส่งเสริมและรักษาประเพณีสงกรานต์ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2567 ทั้งนี้ หน่วยงานใดประสงค์จะใช้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ให้ส่งคำร้องขอใช้ตราสัญลักษณ์ UNESCO ไปยังกลุ่มมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ที่อีเมล saraban@culture.mail.go.th

นายเสริมศักดิ์ ยังได้กล่าวเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ ที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะจัดขึ้นในปีนี้ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค อาทิ งานรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ เนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 10 เมษายน 67 การจัดงานนิทรรศการ สงกรานต์ไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ระหว่าง 10 – 12 เมษายน 67 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ลานกลางแจ้ง หน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร (BACC) การจัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ระหว่าง 12 – 15 เมษายน 2567 (พิธีเปิด 13 เม.ย.) ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร กิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม ในงานใต้ร่มพระบารมี 242 กรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย การแสดงแสงสีเสียงตำนานนางสงกรานต์ โดย แอนโทเนีย โพซิ้ว นางสงกรานต์ประจำปีพุทธศักราช 2567 และ การแสดงบทเพลง “รำวงเริงสงกรานต์” ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ และเพลง “สงกรานต์” แต่งใหม่ ดนตรีโดยวงดนตรีเฉลิมราชย์ เป็นต้น ในวันที่ 13 เมษายน 2567 ณ เวทีการแสดง สังคีตศาลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทั้งนี้ ในส่วนภูมิภาคกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ร่วมมือกับจังหวัดและสนับสนุนเครือข่ายวัฒนธรรม ในการจัดกิจกรรมเพื่อสืบสานคุณค่าสาระประเพณีของแต่ละท้องถิ่น เผยแพร่อัตลักษณ์วัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดภูเก็ต ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถติดตามความเคลื่อนไหวรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ดาวโหลดเพลงสงกรานต์ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ได้ทางเว็บไซต์ http://www.culture.go.th แฟนเพจกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสายด่วนวัฒนธรรม 1765

– 006

‘รมว.ยุติธรรม’ไม่นิ่งนอนใจ ยื่นมือช่วยผู้ปกครองเด็กหญิง ป.6 หลังถูกเพื่อนรุมทำร้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792355

'รมว.ยุติธรรม'ไม่นิ่งนอนใจ ยื่นมือช่วยผู้ปกครองเด็กหญิง ป.6 หลังถูกเพื่อนรุมทำร้าย

‘รมว.ยุติธรรม’ไม่นิ่งนอนใจ ยื่นมือช่วยผู้ปกครองเด็กหญิง ป.6 หลังถูกเพื่อนรุมทำร้าย

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.35 น.

“เกณิกา” เผย “รมว.ยุติธรรม”ไม่นิ่งนอนใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ปกครองเด็กหญิง ป.6 หลังถูกเพื่อนรุมทำร้าย พร้อมแนะนำขั้นตอนดำเนินคดี 

11 มี.ค. 67 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช ถูกกลุ่มนักเรียนหญิงรุมทำร้ายร่างกายถึงในห้องเรียน เนื่องจากไม่ยอมให้แอบถ่ายในห้องน้ำนั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเอง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเยาวชน โดย มอบหมายให้สำนักงานยุติธรรม จ.นครศรีธรรมราช ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ และได้แจ้งสิทธิและหลักเกณฑ์ในการยื่นขอรับค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 เพื่อประสานแจ้งสิทธิและหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้กับผู้เสียหายทราบด้วยอีกทางหนึ่ง และให้ช่วยดำเนินการในส่วนของเอกสารทางคดีที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ผู้เสียหายต้องการจะยื่นขอรับความช่วยเหลือ

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า กระทรวงยุติธรรมยังได้ติดต่อไปถึงผู้ปกครองของผู้เสียหาย เพื่อสอบถามเหตุการณ์และให้กำลังใจแก่ครอบครัวของผู้เสียหาย พร้อมทั้งได้ให้คำปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับขั้นตอนในการดำเนินคดี แนะนำช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้คู่กรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44/1 “ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุที่ตนได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” และหากไม่ได้ดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44/1 ก็สามารถฟ้องคดีแพ่งได้ภายในอายุความ 1 ปี 

ทั้งนี้ หากกรณีผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แนะนำการจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอรับความช่วยเหลือจากพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรมในกรณีขอค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวด้วย

‘ทุนเสมอภาค’ตัวแปรหนุน ลดปัญหาขาดเรียน‘เด็กยากจน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792247

‘ทุนเสมอภาค’ตัวแปรหนุน ลดปัญหาขาดเรียน‘เด็กยากจน’

‘ทุนเสมอภาค’ตัวแปรหนุน ลดปัญหาขาดเรียน‘เด็กยากจน’

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.45 น.

ก่อนหน้านี้ “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า” ได้นำเสนอสรุปการบรรยายหัวข้อ “ผลกระทบของเงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ” โดยผู้บรรยายคือ รศ.ดร.ภัททา เกิดเรือง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ : หน้า 17 ฉบับวันจันทร์ที่ 26 ก.พ. 2567 หน้าเว็บไซต์หมวดในประเทศ-การศึกษา-ศิลปวัฒนธรรม)ไปแล้ว ส่วนฉบับนี้จะเรียกว่าเป็นตอนที่ 2 ก็ได้ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังคงเป็นเจ้าภาพจัดบรรยายเช่นเดิม

ผศ.ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายเรื่อง “ผลกระทบของทุนเสมอภาคต่อการมาเรียนและการเรียนต่อ” โดยทุนเสมอภาคนั้นเป็นเงินสนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บนความคาดหวังว่าเมื่อเด็กซึ่งอยู่ในครัวเรือนยากจน-เปราะบาง-ด้อยโอกาส ได้รับเงินสนับสนุนไปแล้ว จะสามารถมาเรียนหนังสือจนจบในระดับการศึกษาต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน ซึ่งเด็กที่เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือจาก กสศ. จะมีลักษณะดังนี้

1.อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน ซึ่งถือเป็นครัวเรือนยากจน กับ 2.สภาพความเป็นอยู่ในครัวเรือนที่เข้าข่ายยากลำบากต้องได้รับความช่วยเหลือ เช่น เป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้มีภาระพึ่งพิง (ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง) สภาพที่อยู่อาศัยไม่เอื้ออำนวยต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี (โดยครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและถ่ายรูปบ้านของนักเรียน) การเข้าถึงแหล่งน้ำดื่ม การมีไฟฟ้าใช้ เครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ในครัวเรือน เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะนำมาจัดเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มยากจนพิเศษ กลุ่มยากจน และกลุ่มใกล้ยากจน

สำหรับเด็กที่ผ่านการคัดกรองว่าสมควรได้รับทุนเสมอภาค จะได้รับเงิน 3,000 บาทต่อปี ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2561-2565 กสศ. ได้สนับสนุนนักเรียนกลุ่มนี้ไปแล้ว 2,217,517 คน ในสถานศึกษา 31,175 แห่ง จึงเป็นที่มาของการวิจัยครั้งนี้ กับ 2 คำถามที่ว่า “เงินสนับสนุน 3,000 บาท/คน/ปี จาก กสศ. ช่วยเพิ่มอัตราการมาเรียนของนักเรียนได้หรือไม่?” และ “เงินสนับสนุนจาก กสศ. ช่วยเพิ่มอัตราการมาเรียนของนักเรียนที่มีอัตราการมาเรียนต่ำได้หรือไม่?”

งานวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ป.1-ม.3 ทั่วประเทศที่เคยสมัครขอรับความช่วยเหลือจาก กสศ. ช่วงปีการศึกษา 2563-2565 ทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านการคัดกรอง (ได้รับและไม่ได้รับทุน) โดยจะนำทั้ง 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน ดูตัวชี้วัดจากวันมาเรียนของนักเรียน ใน 5 ภาคเรียน (1/2563-1/2565) และข้อมูลอื่นๆ ในครัวเรือนของนักเรียน ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้จะมาจากแบบประเมิน นร.01 ที่จัดทำโดย กสศ.

ทั้งนี้ “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นข้อจำกัดสำคัญในการนำข้อมูลมาใช้” เนื่องด้วยการเรียนการสอนต้องทำผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นเรื่องยากมากที่ครูจะ “เช็คชื่อ” ใครมาหรือไม่มาเรียนท้ายที่สุดจึงจำเป็นต้องตัดโรงเรียนที่ลงรายงานว่ามีอัตราการมาเรียน 100% แม้เพียงภาคการศึกษาเดียวจาก 5 ภาคการศึกษาออกไป เพื่อให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ทำให้จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 27,772 แห่ง มีการดึงข้อมูลมาใช้ศึกษาเพียง 7,283 แห่งเท่านั้น เพราะเป็นกลุ่มโรงเรียนที่่ไม่มีภาคการศึกษาใดเลยที่มีอัตราการมาเรียนครบ 100%

และด้วยความที่ช่วงภาคเรียนที่ 1/2563-2/2564 ซึ่งเน้นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ การเช็คชื่อว่าใครมาหรือไม่มาเรียนอาจไม่สะท้อนความจริงอีก สรุปแล้วจึงเลือกใช้เฉพาะข้อมูลภาคเรียนที่ 1/2565 ซึ่งเป็นภาคเรียนเดียวที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน (On Site) อย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งการเลือกศึกษาการเรียนการสอนแบบ On Site ยังสอดคล้องกับแนวโน้มการเรียนการสอนหลังจากนั้นเมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลง

“ข้อค้นพบของการวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ” มีดังนี้ 1.การได้รับทุนจะเพิ่มวันมาเรียน 1.225 วันโดยเฉลี่ยต่อ 100 วัน แต่เมื่อดูตามเพศ พบว่ามีผลต่อเพศชายมากกว่า ที่เพิ่มได้ 1.657 วัน ส่วนเพศหญิงเพิ่มได้ 0.742 วัน 2.ด้วยความที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่แม้จะเป็นนักเรียนยากจนแต่ก็มีอัตราการมาเรียนสูงอยู่แล้ว (เฉลี่ยราวร้อยละ 97 ของวันที่มีการเรียนการสอน) เงินทุนจึงเพิ่มการมาเรียนได้ไม่มากนัก (เฉลี่ย 1 วันโดยประมาณ) แต่จะมีผลมากกับนักเรียนที่มีอัตราการมาเรียนต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 85 ของวันที่มีการเรียนการสอน) โดยเฉลี่ยเพิ่มร้อยละ 13.53 เช่น หากเดิมมีอัตราการมาเรียนร้อยละ 50 ก็จะเพิ่มเป็นร้อยละ 63.53

3.ยิ่งยากจนมากยิ่งมีอัตราการมาเรียนน้อย โดยกลุ่มที่อัตราการมาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 85 ดัชนีความยากจนอยู่ที่ -0.491 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมอยู่ที่ -0.0241 4.เพศชายมีแนวโน้มมีอัตราการมาเรียนต่ำกว่าเพศหญิง ซึ่งอธิบายได้ว่าอาจมีสิ่งอื่นให้ต้องไปทำมากกว่า 5.ระดับการศึกษาของผู้ปกครองมีผลต่อการมาเรียนของบุตรหลาน ยิ่งผู้ปกครองมีการศึกษาสูงก็จะยิ่งสนับสนุนให้บุตรหลานมาเรียนอย่างสม่ำเสมอ 6.เด็กที่มีอัตราการขาดเรียนสูงอยู่เดิม ยิ่งเรียนสูงขึ้นก็พบการขาดเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยพบการขาดเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมากในชั้น ม.2-ม.3

7.นักเรียนที่มีอัตราการมาเรียนไม่ถึงร้อยละ 85 มีไม่มาก (ประมาณร้อยละ 2.5) แต่มีการกระจายตัวมาก ตั้งแต่ร้อยละ 10 ของกลุ่มนี้ มีอัตราการมาเรียนร้อยละ 12.5 หรือน้อยกว่า หรือร้อยละ 25 มีอัตราการมาเรียนร้อยละ 21.1 เป็นต้น โดยมากที่สุดคืออัตราการมาเรียนอยู่ที่ร้อยละ 83.8 (จำนวนในกลุ่มตัวอย่างคือประมาณ 3.6 พันคน และหากคำนวณกับนักเรียนจริงในประเทศจะอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นคน) ส่วนค่าเฉลี่ยอัตราการมาเรียนของเด็กกลุ่มนี้คือร้อยละ 55.83 โดยเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาทั้งการเรียนไม่ทันเพื่อน หรือมีปัญหาทางบ้าน

โดยสรุปแล้ว “เงินทุนสนับสนุนของ กสศ. ไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการมาเรียนของนักเรียนส่วนใหญ่ เพราะเดิมโดยเฉลี่ยอัตราการมาเรียนก็สูงอยู่แล้ว (เฉลี่ยราวร้อยละ 97 ของวันที่มีการเรียนการสอน) แต่จะช่วยเพิ่มสำหรับนักเรียนในกลุ่มที่มีอัตราการมาเรียนต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 85ของวันที่มีการเรียนการสอน)” เช่นในกลุ่มที่อัตราการมาเรียนร้อยละ 12.5จะเพิ่มได้อีกร้อยละ 5.2 , อัตราการมาเรียนร้อยละ 21.1 เพิ่มได้อีกร้อยละ 14.4 และอัตราการมาเรียนร้อยละ 69.8 เพิ่มได้อีกร้อยละ 13.6

“กลุ่มนักเรียนที่มีอัตราการมาเรียนต่ำ ซึ่งจำนวนเด็กในกลุ่มนี้มีไม่ถึงร้อยละ 3 ของนักเรียนทั้งหมด ก็คือมีเพียงหลักหมื่น ดังนั้น การช่วยเด็กกลุ่มนี้จะช่วยเขาได้มาก แล้วการเพิ่มเงิน นัยของผลอาจจะส่งผลไปถึงว่าสำหรับเด็กกลุ่มนี้ถ้าเราเพิ่มเงินให้เขาอีก เกินกว่า3,000 บาทต่อปี เป็นเช่น 6,000 บาทต่อปีอะไรอย่างนี้ มันจะเพิ่มให้เขามาเรียนได้เพิ่มกว่านั้นอีกไหม? ก็คือเข้ามาถึงแบบใกล้ๆ เพื่อนๆ เลยไหม?

จากเดิมที่เขามาร้อยละ 21.1 เพิ่มมาร้อยละ 14.4 มันก็ยังเป็น 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดเราอยากให้เขามาเกือบทุกวันเหมือนเพื่อนๆ เราให้เขาปีละมากขึ้น มันจะเป็นไปได้ไหม? อันนี้มันก็จะเป็นในส่วนหนึ่งที่นโยบายสามารถจะเจาะกลุ่มได้แล้วช่วยแก้ปัญหาของเด็กที่มีปัญหาจริงๆ” ผศ.ดร.วรรณวิภางค์ กล่าว

‘Sasin BRIDGES Nobel Laureate Talk: A Financial Approach to Climate Risk’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792250

‘Sasin BRIDGES Nobel Laureate Talk:  A Financial Approach to Climate Risk’

‘Sasin BRIDGES Nobel Laureate Talk: A Financial Approach to Climate Risk’

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ International Peace Foundation จัดงานสัมมนา “Sasin BRIDGES Nobel Laureate Talk : A Financial Approach to Climate Risk” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.โรเบิร์ต เอฟ. เองเกิล ที่ 3 (Robert F. Engle III) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2546 จาก Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก บรรยายหัวข้อ “A Financial Approach to Climate Risk” ซึ่งกล่าวถึงความเสี่ยงด้านต่างๆ ในการดำเนินนโยบายการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านกายภาพ ด้านการยกเลิกมาตรการที่ทำอยู่ และด้านการเปลี่ยนผ่าน เป็นต้น รวมทั้งไห้ข้อเสนอแนะในด้านการ Diversify สำหรับประเทศที่ยังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยมี ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการ ศศินทร์ กล่าวเปิดงาน ณ ศศินทร์ ฮอลล์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา

รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/sasinschoolofmanagement/videos/372077565745986/

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792248

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอ่ยคำว่า “ทรมาน-อุ้มหาย” ในความเข้าใจของคนทั่วไป หากเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะนึกถึงการควบคุมตัวโดยตำรวจ ดังกรณีของคดีอื้อฉาว “ถุงดำคลุมหัว”เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 จนกลายเป็นกระแสให้เกิดการผลักดัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ออกมาบังคับใช้หรือหากเป็นพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษก็อาจเป็นโดยทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำ (ผู้คุม)ในกรณีของผู้ต้องโทษจำคุก

อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมานั้น ต้องบอกว่า “ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพราะก่อนหน้านี้ไม่น่าจะมีใครในสังคมไทยที่มองว่า “พฤติกรรมการลงโทษนักเรียนที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา” จะเข้าข่ายความผิดเรื่องทรมาน-อุ้มหาย ถึงกระนั้นก็ต้องเตือนกันไว้ “หลังจากนี้ต้องระวัง” ดังมุมมองที่ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไว้ในวงเสวนา “ก้าวต่อไปกับการป้องกันการทรมาน” เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2567 เนื่องในโอกาสครบ 1 ปี ที่กฎหมายกำหนดความผิดฐานทรมานและอุ้มหายมีผลบังคับใช้

วงเสวนานี้ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผศ.ดร.รณกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันเป็นตำแหน่งตามมาตรา 14 (4) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 กล่าวว่า เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีความก้าวหน้า ซึ่งหลายประเทศแม้มีการระบุความผิดฐานทรมานหรืออุ้มหาย แต่น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ระบุความผิดฐานลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมักจะไปอยู่ในหมวดความผิดทางอาญาตามกฎหมายทั่วไป

แต่กฎหมายของไทย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เขียนไว้ใน “มาตรา 6” ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ ที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”, การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงอันตรายอันเป็นผลปกติหรือสืบเนื่องจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย

โดย มาตรา 5 ของ พ.ร.บ. นี้ ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม (3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน

ขณะที่ “มาตรา 3” ให้นิยาม “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับการแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยายจากผู้มีอำนาจรัฐให้ดำเนินการตามกฎหมาย” ซึ่งตัวอย่างหนึ่งคือ “ครูในสถาบันการศึกษาของรัฐ” ไม่ว่ามีสถานะเป็นข้าราชการหรือครูอัตราจ้าง หากลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่เข้าข่ายโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย และ “มาตรา 36” ระบุว่า ผู้กระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“โรงเรียนรัฐเป็นอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ได้มีอำนาจ ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ให้อำนาจเขาอยู่แล้วในการที่เขามาตีเรา ในการมากล้อนผม ในการมาทำร้ายร่างกายเราอันนี้เป็นอยู่แล้ว เพราะไปประเทศอื่นปกติมันต้องถึงขั้นทรมาน แต่กฎหมายไทยลดระดับแม้ไม่ถึงทรมาน ลดระดับมาแค่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี แค่ทำให้เราอับอายขายหน้า ลดศักดิ์ศรีปฏิบัติกับเราเหมือนเราไม่ใช่คนเท่าเทียมกับครู แบบนี้ก็ผิดมาตรา 6” ผศ.ดร.รณกรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ปกติเวลาพูดถึงกฎหมาย พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ก็จะเน้นไปที่ตำรวจ ทหาร ราชทัณฑ์ แต่จริงๆ ใน คกก.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีแนวคิดว่า ในปี 2567 เป้าหมายอีกกลุ่มที่จะเดินสายไปพูดคุยทำความเข้าใจ หรือทำ Outreach Program (การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์) ก็คือโรงเรียน แต่ก็ต้องรอให้ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ผ่านออกมาบังคับใช้เสียก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณมาทำงานในส่วนนี้

ลดเหลื่อมล้ำ‘ม.มหิดล’แนะรัฐช่วยเหลือ ‘เด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792249

ลดเหลื่อมล้ำ‘ม.มหิดล’แนะรัฐช่วยเหลือ ‘เด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์’

ลดเหลื่อมล้ำ‘ม.มหิดล’แนะรัฐช่วยเหลือ ‘เด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์’

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คำว่า “ด้อยโอกาส”, “เปราะบาง” หรือ “ชายขอบ” ที่ดูเหมือนเป็น “การตีตรา” จะหมดไป หากทุกฝ่ายหันกลับมามองถึงจุดเริ่มต้นของ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ “จุดเริ่มต้นของชีวิต” ซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล คือเบื้องหลังสำคัญของการมอบคำนิยาม “เด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์” แทนคำว่าด้อยโอกาส เปราะบางและชายขอบ

โดยหวังให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญต่อจุดเริ่มต้นของชีวิต โดยนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึง 8 ปีแรกของชีวิตว่า เป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่กำลังคุกคามความยั่งยืนของโลก ซึ่งที่ผ่านมารัฐมุ่งขจัดปัญหาความยากจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การใช้ “เครื่องมือวัดภาวะยากจน” จากการคำนวณต้นทุน หรือมูลค่าของการได้มาซึ่งอาหาร และการเข้าถึงบริการที่สนองตอบความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต ก่อนขยายผลสู่มาตรการเยียวยาต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้มากขึ้นดังเช่นที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ยังพบข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงการฯ จากการกำหนดคุณสมบัติและจำนวนที่จำกัดของผู้ลงทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ยังไม่เข้าข่ายและครอบคลุมการลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง รศ.นพ.อดิศักดิ์ มองว่า ระบบออกแบบไว้ดีอยู่แล้ว ตั้งแต่การค้นหา และให้การช่วยเหลือ แต่จะยั่งยืนยิ่งขึ้นหากใช้กระบวนการเดียวกันขยายผลต่อยอดช่วยเหลือเด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้มีฐานะยากจนเช่นเดียวกันให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

ทั้งนี้ ถือเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นพ่อแม่ หรือทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก ยังรวมถึงผู้ที่อยู่รอบตัวเด็ก ทั้งในระดับชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งจากที่ผ่านมา สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทุ่มเทค้นคว้าวิจัยจนพบจุดสมดุลของการประเมินความเสี่ยงภาวะเปราะบางในเด็กไทย จากเกณฑ์ที่ทั่วโลกพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ย้ำว่า “แม้เพียงคะแนนเดียวก็เห็นได้ถึงความแตกต่าง และยิ่งมากคะแนน ยิ่งมากความเสี่ยง ซึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคต” โดยยังมีเด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์อีกเป็นจำนวนมากที่รอคอยการช่วยเหลือ และฟื้นฟูจากครอบครัวที่ล่มสลาย ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่รัฐจะต้องลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศชาติโดยเร่งด่วน

‘สำนักจุฬาราชมนตรี’ประกาศ 12 มีนาคม เริ่มนับวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792289

'สำนักจุฬาราชมนตรี'ประกาศ 12 มีนาคม เริ่มนับวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน

‘สำนักจุฬาราชมนตรี’ประกาศ 12 มีนาคม เริ่มนับวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.10 น.

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2567 สำนักจุฬาราชมนตรี ประกาศเรื่อง กำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 โดยระบุว่า ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ในวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้นปรากฏว่า “ไม่มีผู้เห็นดวงจันทร์”


จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ตรงกับวันอังคารที่ 12 มี.ค. 2567

สพฐ.ห่วงใยสุขภาพจิตเด็ก วอนโซเชียล งดแชร์ภาพรุนแรงต่อเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792219

สพฐ.ห่วงใยสุขภาพจิตเด็ก วอนโซเชียล งดแชร์ภาพรุนแรงต่อเด็ก

สพฐ.ห่วงใยสุขภาพจิตเด็ก วอนโซเชียล งดแชร์ภาพรุนแรงต่อเด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.19 น.

สพฐ. ห่วงใยสุขภาพจิตเด็ก วอนโซเชียล งดแชร์ภาพรุนแรงต่อเด็ก

วันที่ 10 มีนาคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอภาพความรุนแรงต่อเด็กผ่านทางสื่อออนไลน์จำนวนมาก ทั้งการทะเลาะวิวาท หรือการทำร้ายร่างกายกัน โดยที่มีการนำคลิปเหตุการณ์มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสะเทือนต่อความรู้สึกนั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้นำความห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีต่อเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากเด็กและเยาวชนอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้และยังมีความเปราะบางทางอารมณ์ การนำเสนอภาพความรุนแรงต่อเด็กอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก หรือเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้ ซึ่งปัจจุบันความรุนแรงที่เกิดกับเด็กมีหลากหลายปัจจัยมาก ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงกับเด็ก ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรง เช่น การเสพสื่อต่างๆ ที่มีเนื้อหารุนแรงโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยชี้แนะ ไม่ว่าจะเป็นสื่อในโทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดีย อินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเป็นผลร้ายต่อเด็กที่กระทำ ถูกกระทำ และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ในคลิปทั้งหมด รวมถึงเด็กที่ดูคลิปที่ถูกส่งต่อกันมาเช่นกัน

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ขอวิงวอนผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทาง งดเผยแพร่ภาพความรุนแรงต่อเด็กในทุกกรณี และนำออกจากสื่อต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก รวมถึงป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กทางสื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยมีเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อจิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์ของเด็ก เป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ 2546 มีโทษตามมาตรา 79 ของ พ.ร.บ.เดียวกัน จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก สามารถแจ้งความเกี่ยวกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อโซเชียลที่กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีได้

ซึ่งในการนี้กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เข้าใจในความห่วงใยของผู้ส่งต่อเช่นกันที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่หากพบเหตุการณ์ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก สามารถประสานแจ้งมาที่หน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองเด็กของกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง สายด่วน ศธ. 1579 ได้ตลอดเวลา  และจะรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน 

‘คุรุสภา’ไม่รอช้า สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792148

'คุรุสภา'ไม่รอช้า สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

‘คุรุสภา’ไม่รอช้า สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.06 น.

“คุรุสภา”ไม่รอช้าสั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาฯ

9 มี.ค.67 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (กก. 1 บก.กส.บช.ปส.) ได้ดำเนินการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นั้น

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา และทราบว่าหน่วยงานต้นสังกัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อพิจารณาในส่วนของความผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภทของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า หลังจากมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ จะเร่งดำเนินการสอบสวนการประพฤติผิดฯ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากดำเนินการครบตามขั้นตอนแล้วพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวต่อไป

“ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย กรณีที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องรีบดำเนินการทันที เพราะครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม อีกทั้งโรงเรียนก็จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.