‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735036

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.06 น.

3 เหล่าทัพ  ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิ.ย. 2566

3 มิถุนายน 2565 เวลา 12.00 น. บริเวณท้องสนามหลวง กองทัพบก โดย กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ยิงสลุต 21 นัด เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 45 พรรษา 3 มิถุนายน 2566 

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
ส่วน กองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง ด้วยปืนใหญ่ขนาด 76/40 มิลลิเมตร จำนวน 21 นัด  ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

สำหรับ การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

ในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณนั้นตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศสกล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิไชยเยนทร์ มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงมีรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม (มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อมในขณะนั้น อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่คือ สมเด็จพระเพทราชา ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป

 ธรรมเนียมการยิงสลุตได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือ การยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด สลุตข้าราชการ สลุตนานาชาติ พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483 จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยกำหนดข้อบังคับ

ไว้โดยสรุปดังนี้
 
– กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก มีขนาดลำกล้องไม่เกิน 120 มิลลิเมตร

– ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น

 แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท เช่นเดียวกับพระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131

ส่วนหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9 นัด
 

‘นายกฯ-ภริยา’คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735020

'นายกฯ-ภริยา'คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร'พระราชินี'

‘นายกฯ-ภริยา’คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.13 น.

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร “พระราชินี” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย.2566 

วันที่ 3 มิถุนายน 2566 สำนักพระราชวังเปิดให้สมาชิกราชสกุล องคมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้นำศาสนา นายกรัฐมนตรี ภริยา  คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส องค์กรอิสระ ผู้นำเหล่าทัพ บุคคลสำคัญ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566 พร้อมลงนามถวายพระพร ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904  ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. อาทิ  องคมนตรี, ราชสกุลทุกมหาสาขา, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และภริยา พร้อมคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส,  ประธานรัฐสภา,  ประธานวุฒิสภา,  ประธานศาลฎีกา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก,  ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการกองทัพไทย, ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์

นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, สมาคมแม่บ้านมหาดไทย, สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, ผู้บริหารอาวุโส บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์​, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, ธนาคารกรุงเทพ, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ผู้ริหารวชิราวุธวิทยาลัย และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักงาน กสทช. , พรรคไทยสร้างไทย , คณะผู้บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์, กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

ขณะที่ ประชาชนจากทุกสารทิศ ต่างนำแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของ เดินทางมาลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างไม่ขาดสาย 

 ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ได้ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัดด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้จัดสถานที่ลงนามถวายพระพร 6 แห่ง ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง, พระราชวังบางปะอิน, วังไกลกังวล, พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์, พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์, พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. 
 

‘มหาวิทยาลัยไทย’โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734798

'มหาวิทยาลัยไทย'โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

‘มหาวิทยาลัยไทย’โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.53 น.

มหาวิทยาลัยไทย สุดโดดเด่นในเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลกด้านความยั่งยืนของปี 66

2 มิ.ย. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นผู้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีที่สุดโลกที่เป็นที่ยอมรับแห่งหนึ่ง ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings ประจำปี 2566

โดยมีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 1,591 แห่ง จาก 112 ประเทศ และสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้ารับการจัดอันดับทั้งสิ้น 65 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2022 ซึ่งมีจำนวน 52 แห่ง โดยสถาบันอุดมศึกษาไทยในปีนี้ที่ติดอันดับ Top 100 แบบคะแนนรวม มีจำนวน 4 สถาบัน เพิ่มจากปีที่แล้วที่ติดอันดับ Top 100 มีจำนวน 2 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับที่ 17 มหาวิทยาลัยมหิดล ติดอันดับที่ 38 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดอันดับที่ 74 และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดอันดับที่ 97

รมว.อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่ได้รับการจัดอันดับ Top 10 ของโลกในด้านต่างๆ อีก 6 ประเด็น ดังนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 3 ใน SDG3 เรื่องสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย รวมทั้งอันดับ 5 ใน SDG7 เรื่องสร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยาว์ และยังได้อันดับ 5 ใน SDG17 เรื่องเสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ส่วนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้อันดับที่ 4 ใน SDG1 เรื่องขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 7 ใน SDG5 เรื่องบรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมอำนาจให้แก่สตรีและเด็กหญิง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อันดับที่ 9 ใน SDG2 เรื่อวยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“นี่คือความสามารถของสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ชาติใด ทุกสถาบันต่างมีความแตกต่างและความเป็นเลิศที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะการมุ่งสู่ความยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้อยู่บนหอคอยแต่ลงมาเดินเคียงข้างกับผู้คนในสังคม ร่วมรับรู้ทุกข์สุข ร่วมแก้ปัญหา เพื่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว.กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล และเรามีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีพื้นฐานที่ดีในการทำงานที่ตอบโจทย์ของประเทศรวมทั้งความยั่งยืนที่กำหนดโดยสหประชาชาติ ซึ่ง อว. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาไทยก้าวสู่ความสำเร็จและเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระราชินี’3 มิ.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734781

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษา'สมเด็จพระราชินี'3 มิ.ย.

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระราชินี’3 มิ.ย.

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.33 น.

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระราชินี” 3 มิถุนายน 2566

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เวลา 7.00 น. กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566

โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และข้าราชการ เข้าร่วม ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ 

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2566 ข้าพระพุทธเจ้า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ล้วนมีความปีติยินดีและชื่นชมโสมนัสเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ได้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ปฏิบัติงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะและความจงรักภักดี เป็นที่ประจักษ์แก่ผองพสกนิกร

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ปกอภิบาลประทานพร ให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจริญด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญสถิตเป็นมิ่งขวัญแห่งปวงประชาสถาพรตราบกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม.012

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734711

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.49 น.

เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก”

วันนี้ (1 มิ.ย. 66) เวลา 09.00 น.ที่อาคารหอประชุม มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก และประธานสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ  พระเถรานุเถระ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลก ร่วมพิธี โดยได้รับเกียรติจาก นายดิเนช คุณวาระเดนะ (H.E. Dinesh Gunawardena) นายกรัฐมนตรีศรีลังกา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” ในครั้งนี้ด้วย

การนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานสัมโมทนียกถาเปิดงาน ความโดยสรุปว่า “พระพุทธศาสนา” เป็นศาสนาอเทวนิยม มุ่งเน้นสั่งสอนว่าสิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปหาใช่เกิดจากการดลบันดาลของอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ถ้าท่านพิจารณาถึงอริยสัจสี่ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงพระมหากรุณาประทานให้แก่เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ได้ศึกษาใคร่ครวญ และน้อมนำไปเป็นวิถีทางแห่งการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ นั้น ย่อมเห็นประจักษ์ได้ว่า ถ้าต้องการไม่ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายคงมีทางเลือกสองทาง กล่าวคือ กําจัดเหตุ 1 และกําจัดเงื่อนไข 1 เมื่อทําได้ดั่งว่าแล้วทั้งสองประการ ผลที่ไม่พึงปรารถนาก็จะไม่บังเกิดอย่างแน่แท้ อันความตระหนักรู้แจ้งในหลักการเหล่านี้ ย่อมทำให้ไวเนยสัตว์ตื่นรู้ พร้อมความระมัดระวังโดยรอบคอบมากยิ่งขึ้น มีนัยประมวลสรุปรวมหมายถึง “ความไม่ประมาท” ซึ่งเป็นที่สุดแห่งพระบรมพุทโธวาททั้งปวงนั้นเอง โดยการที่ท่านทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อร่วมขบคิดใคร่ครวญในหัวข้อ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา เพราะเสมอด้วยการทำให้พระพุทธศาสนา ปลูกฝังหยั่งรากลงลึกสู่จิตใจของมวลมนุษยชาติ ในฐานะศาสนาแห่งเหตุและผล ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติ เป็นยอดศาสนา ที่ช่วยเกื้อกูลให้โลกนี้ สามารถก้าวข้ามพ้นวิกฤตการณ์ ไปสู่ภาวะแห่งศานติสุขได้อย่างแท้จริง

ด้านท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต กล่าวถวายรายงานความโดยสังเขปว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ต่อมาได้มีการจัดงานฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก โดยผู้นำชาวพุทธ ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อ พ.ศ.2547 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการจัดกิจกรรมนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก และได้จัดกิจกรรมนานาชาติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลและมหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการจัดงาน โดยได้อาราธนา/เชิญสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ ผู้นำชาวพุทธ นักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนา และชาวพุทธจากนานาประเทศ มาร่วมประชุมพร้อมกัน ซึ่งการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกปีนี้เป็นครั้งที่ 18 คณะกรรมการบริหารของสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรที่ปรึกษาพิเศษของคณะมนตรี เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ มีฉันทามติร่วมกันให้จัดงานประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2566 ภายใต้หัวข้อเรื่อง พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน พุทธศักราช 2566 ซึ่งมีผู้นำชาวพุทธและนักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน จาก 55 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามาอย่างเสมอต้นเสมอปลายในทุกโอกาส ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการสนองงานคณะสงฆ์ผู้เป็นหลักชัยของสังคมไทย โดยการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาหรือสัปดาห์วิสาขบูชาโลก ประจำปี 2566 นี้ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ที่มีอยู่ทั้ง 76 จังหวัด 878 อำเภอ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เชิญชวนและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เสริมสร้างพลังการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รวมถึงศาสนิกชนอื่น ๆ ได้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ 1) เชิญชวนส่วนราชการ ห้าง ร้าน มูลนิธิ สมาคม บริษัทเอกชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน ร่วมกันประดับธงชาติและธงธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญเพื่อสร้างบรรยากาศที่คึกคักของสัปดาห์วันวิสาขบูชาโลกทั่วประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราคนไทยมีความเป็นสิริมงคลในห้วงของการเฉลิมฉลองจัดงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก 2) ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้นำการบูรณาการทุกภาคส่วน นำพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ร่วมกันทำบุญใส่บาตรและประกอบกิจกรรมที่เป็นสรรพสิริมงคล เช่น การไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยเต่า ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มพูนขึ้นตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะให้เราได้ดำเนินการที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติบูชาให้เพิ่มพูนมากขึ้น นอกเหนือจากการประดับธงที่ถือเป็นอามิสบูชา 3) ทุกจังหวัดและทุกอำเภอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ร่วมประกาศตนเป็นพุทธมามกะต่อคณะสงฆ์ และพิจารณาห้ามมีการอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันทั้งปวงตลอดสัปดาห์วิสาขบูชาโลก และตรวจตราไม่ให้มีการจำหน่ายสุรายามึนเมาแอลกอฮอล์ และขอความร่วมมืองดให้บริการสถานบริการในวันวิสาขบูชา เพื่อลดโอกาสคนจะไปมึนเมาทำผิดศีลธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ช่วยกันขยายผลเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราชบพิตร ที่กระทรวงมหาดไทยได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์เป็นหลักชัยขับเคลื่อนจนประสบผลสำเร็จเป็นบริบูรณ์ในหลายพื้นที่ อันเป็นแนวทางที่สำคัญที่ทำให้คนไทยอยู่รอด คนไทยไม่เป็นหนี้เป็นสิน สามารถช่วยเหลือพึ่งพากันในครัวเรือน ในชุมชน และช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชาและการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาศีล ปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม เข้าวัด ทำบุญตักบาตร บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม ตลอดสัปดาห์วันวิสาขบูชา 1 – 7 มิถุนายน 2566 และทุกโอกาสของชีวิต โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

โอกาสนี้ นายดิเนช คุณวาระเดนะ (H.E. Dinesh Gunawardena) นายกรัฐมนตรีศรีลังกา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) ความโดยสรุปว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประสูติตรัสรู้ และปรินิพพาน ท่านไม่ได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ความเป็นพุทธะ เกิดจากการฝึกฝนและปฏิบัติ พระองค์ได้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันวิสาขบูชาโลกนี้ เป็นโอกาสในการมารวมกันเพื่อนำคำสอนมาประยุกต์ใช้ในช่วงสถานการณ์วิกฤตของโลก นอกจากนี้ในอดีตที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบันของไทย ได้เสด็จไปเยือนเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกา โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ เกิดนิกาย สยามวงศ์ รวมทั้งเน้นการนำหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาไปพัฒนาสังคม ให้ยั่งยืนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ เน้นทางสายกลางในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการสู่การปฏิบัติ  การพบกันในครั้งนี้เป็นช่วงสถานการณ์วิกฤตที่มีผู้คนได้รับผลกระทบมากมาย เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกส่วนงานของสังคมต้องร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ปัญหา และหาทางออก เช่น ปัญหาเรื่อง อาหาร ยารักษาโลก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือกัน โดยสำหรับศรีลังกา ในช่วงที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ขอยกตัวอย่างหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับคฤหัสถ์ เรียกว่าความสุขของคฤหัสถ์ 4 ประการ คือ 1) สุข เกิดจากการมีทรัพย์ 2) สุข เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ 3) สุข เกิดจากการไม่มีหนี้ และ 4) สุข เกิดจากการมีอาชีพสุจริต และจากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ได้ยกตัวอย่างหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เน้นเชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทางด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำแนวทางปฏิบัติแบบเถรวาท คือ วิปัสสนาสมาธิ ในกลุ่มพระพุทธศาสนาเถรวาท และในโรงเรียนสอนการปฏิบัติธรรมในเน้นการฝึกฝนผู้เรียนตามแนวทางการฝึกสติ (Mindfulness)

– 006

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734661

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ทางการแพทย์  แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.48 น.

“ในหลวง-พระราชินี” พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระราชินี”  3 มิถุนายน 2566

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ สุขอนามัยพื้นฐาน และการมีโภชนาการที่ดีของประชาชน
ทุกหมู่เหล่า รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (COVID-19) ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2566

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2566 เวลา 09.10 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ จำนวน 3 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ  เชียงทอง  เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทานและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็ก และเยาวชนผู้พิการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวน 430 คน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านนนทภูมิ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายพิธาน  เหี้ยมโท้  เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทานและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้พิการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวน 667 คน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (ชาย)อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณหญิงจันทนี  ธนรักษ์  เชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทานและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็กพิการในอุปการะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวน 501 คน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (หญิง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการบำบัดทุกข์ และบำรุงสุขแก่ประชาชน
ทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี  และทรงให้ความสำคัญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่โรงพยาบาล วัด และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด ยังความปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้

โรงเรียนดัง ปรับเวลาเรียน ปล่อยกลับบ้านเวลา 14.30 น. ชี้อากาศร้อน ส่งผลเสียสุขภาพเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734641

โรงเรียนดัง ปรับเวลาเรียน ปล่อยกลับบ้านเวลา 14.30 น. ชี้อากาศร้อน ส่งผลเสียสุขภาพเด็ก

โรงเรียนดัง ปรับเวลาเรียน ปล่อยกลับบ้านเวลา 14.30 น. ชี้อากาศร้อน ส่งผลเสียสุขภาพเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.13 น.

วันที่ 1 มิถุนายน 2566  โรงเรียนไทรงามพิทยาคม ได้ออกประกาศโรงเรียน เรื่อง เลื่อนเวลาการจัดการเรียนการสอน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยระบุว่า 

ด้วย สภาพอากาศในปัจจุบัน ที่มีอุณหภูมิสูงและมีแสงแดดจ้ามาก ในขณะทำกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธงของนักเรียน และมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นในภาคบ่าย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของนักเรียนได้ นั้น

โรงเรียนไทรงามพิทยาคม จึงแจ้งเปลี่ยนแปลงเวลาเวลาจัดการเรียนการสอน ในภาคเรียนที่ 1/2566 โดยให้นักเรียนเข้าเรียนคาบเรียนที่ 1 ในเวลา 8.00 น.สิ้นสุดคาบเรียนที่ 7 ในเวลา 13.50 น. หลังจากเวลา 13.50 น. ให้ใช้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On Hand และปล่อยนักเรียนกลับบ้านในเวลา 14.30 น. โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2566 ถึงวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2566 หรือสภาพอากาศอุณหภูมิลดลง จะกลับมาใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม

ปรับเวลาเรียนใหม่ ดังนี้

คาบที่ 1 (เวลา 8.00 – 8.50 น.)

คาบที่ 2 (เวลา 8.50 – 9.40 น.)

คาบที่ 3 (เวลา 9.40 – 10.30 น.)

คาบที่ 4 (เวลา 10.30 – 11.20 น.)

คาบที่ 5 (เวลา 11.20 – 12.10 น.)

คาบที่ 6 (พักรับประทานอาหารกลางวัน)

คาบที่ 7 (เวลา 13.00 – 13.50 น.)

คาบที่ 8 (เวลา 13.50 – 14.30 น.) การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ On Hand

หลังจากนั้นมีคนจำนวนไม่น้อย เข้ามาคอมเมนต์แสดงความชื่นชม อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ระบุว่า เวลาบ่าย 2 ยังเป็นเวลาที่อากาศร้อนอยู่ดี

มมส ร่วม วช. สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734380

มมส ร่วม วช. สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่  ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม

มมส ร่วม วช. สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดโครงการฝึกอบรม “สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่”
(ลูกไก่) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยนายสมปรารถนา สุขทวี รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดโครงการผ่านระบบออนไลน์ รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี และ ศ.ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมต้อนรับผู้เข้าอบรม ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมโรงแรมตักสิลา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

โครงการดังกล่าวมีผู้เข้าฝึกอบรมจำนวน56 คน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การอบรมมีภาคการบรรยายและแบ่งกลุ่มภาคปฏิบัติด้านงานวิจัย โดยมีวิทยากรจากหลักสูตรการพัฒนานักวิจัย (แม่ไก่) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงานเครือข่ายด้านการวิจัยที่ลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการร่วมกัน ทำหน้าที่เป็นวิทยากร และให้คำปรึกษา

ยูนิเซฟชี้ ครัวเรือนมีเด็ก ฟื้นตัวช้ากว่าครัวเรือนไทยอื่นๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734384

ยูนิเซฟชี้ ครัวเรือนมีเด็ก  ฟื้นตัวช้ากว่าครัวเรือนไทยอื่นๆ

ยูนิเซฟชี้ ครัวเรือนมีเด็ก ฟื้นตัวช้ากว่าครัวเรือนไทยอื่นๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจชี้ว่า เกือบร้อยละ 90 ของผู้ให้สัมภาษณ์ในเดือนมีนาคม 2566 ระบุว่ามีงานทำ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 79 ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว นอกจากนี้ ร้อยละ 55 ของผู้ให้สัมภาษณ์ยังระบุว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น และเกือบครึ่งระบุว่ารายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลสำรวจพบว่าครัวเรือนที่มีเด็กมีการฟื้นตัวที่ช้ากว่าเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ และมักกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้ยากกว่าส่วนใหญ่เนื่องมาจากภาระการต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยมีแม่และย่าหรือยายเป็นผู้รับภาระดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับพ่อและปู่หรือตาซึ่งมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4

การที่ครัวเรือนที่มีเด็กและครัวเรือนที่ยากจนยังคงฟื้นตัวได้ช้าและเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูเด็ก การทำงาน และราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ความท้าทายเหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องหันมาเพิ่มการลงทุนในเด็ก โดยเฉพาะการจัดให้มีบริการเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในราคาเข้าถึงได้ตลอดจนการขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้แบบถ้วนหน้ารวมถึงการเพิ่มจำนวนเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

การสำรวจยังพบอีกว่า การหาบริการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมยังเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้ปกครอง ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชนบท ซึ่งระบุว่าบริการรับเลี้ยงเด็กมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปในขณะที่ร้อยละ 5 ของผู้ให้สัมภาษณ์ ระบุว่าบางครั้งต้องทิ้งบุตรหลานอายุ 0-6 ขวบไว้ลำพังหรือให้อยู่ในการดูแลของเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ และอีกร้อยละ 10 บอกว่ามักนำบุตรหลานไปทำงานด้วยเพราะไม่สามารถฝากไว้กับใครได้

นางคิมกล่าวเสริมว่า “เราหวังว่าการสำรวจนี้จะช่วยเติมเต็มความพยายามของรัฐบาลไทยในการทำให้ประเทศฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 อย่างครอบคลุมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังการกำหนดให้เด็กเป็นประเด็นหลักของวาระแห่งชาติจะช่วยให้เราไม่เพียงแต่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะช่วยนำเราไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกันได้รวดเร็วขึ้นด้วย”

สพป.ตาก เขต 2 รับครูผู้ช่วย 44 อัตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734379

สพป.ตาก เขต 2 รับครูผู้ช่วย 44 อัตรา

สพป.ตาก เขต 2 รับครูผู้ช่วย 44 อัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยประกาศ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพ.ศ.2566 โดยรับสมัครสอบ 6 วิชาเอก 44 อัตรา ดังนี้

เอกปฐมวัย 3 อัตรา, ประถมศึกษา20 อัตรา, คณิตศาสตร์ 8 อัตรา, ภาษาอังกฤษ8 อัตรา, ภาษาไทย 2 อัตรา และดนตรี/ดนตรีศึกษา 3 อัตรา

ผู้สนใจสมัครได้ที่โรงเรียนแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2566 เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือโทร.สอบถามได้ที่กลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โทรศัพท์ 055-536548-9 ต่อ 110