มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732897

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มทร.ธัญบุรีได้ให้ความสำคัญด้านการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านพลังงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น พยายามรณรงค์ให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยตระหนักรู้ถึงการใช้ไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำหนดแผนและเป้าหมายการใช้พลังงานในแต่ละปีมีการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งแต่ละปีมีเป้าหมายที่จะลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 5% แต่สำหรับในปี 2565 ที่ผ่านมาสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 6% สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ หรือคิดเป็น 4.2 ล้านบาทต่อปี

“การที่ภาครัฐมีนโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (Float time : Ft) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งที่ตั้งแต่ต้นปี 2566 ใช้ไฟฟ้าลดลง และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องค่า Ft มทร.ธัญบุรี จึงเร่งดำเนินการหาพลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนภายในมหาวิทยาลัย โดยขณะนี้ได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ร่วมกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2566 ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี รวมถึงยังคงมีมาตรการควบคู่อื่นๆ เช่น ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุเกิน 10 ปี และการส่งเสริมให้คนในองค์กรช่วยการประหยัดพลังงานอีกด้วย” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732902

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง  ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาววรรลภา พันธ์ครุฑ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัทเอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินโครงการ “NTT DATA Critical Resource Preparation” ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้าน COBOL เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกที่กำลังขาดแคลนบุคลากร COBOL Programmer ในปัจจุบันธนาคารชั้นนําของโลก 45 แห่งจาก 50 แห่ง รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่อย่างเช่น ประกันสังคม, กองทุนรวม, โรงแรม และโรงพยาบาล ยังคงใช้ COBOL เป็นระบบหลังบ้านเพื่อประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เพราะยังคงเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงซึ่งสวนทางกับการพัฒนาบุคลากรไอที ที่มีมหาวิทยาลัยเพียง 30% ทั่วโลกที่ยังคงวิชานี้ไว้ ส่วนในไทยไม่มีสอนหลักสูตรนี้แล้ว หรือจะมีก็เป็นเพียงวิชาเลือกเท่านั้น และทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา COBOL ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ปี สะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรด้าน COBOL Programmer กำลังขาดแคลนทั่วโลก

ผศ.ดร.นรงค์ ฉิมพาลี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า โลกยุคนี้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอยู่เสมอ เพื่อสอดรับกับความต้องการตลาดแรงงาน ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งหลักสูตรระยะสั้น และระยะยาว ไปพร้อมการพัฒนาทักษะความรู้นักศึกษาที่ตลาดต้องการ และการเข้าร่วมโครงการก็เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงานจริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีที่เรียนจบ นับเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาได้เพิ่มทักษะ ภาษา COBOL หนึ่งในทักษะที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ออกไปทำงานสายนี้ได้ทั่วโลก

ผศ.ดร.นิพัทธ์ จงสวัสดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า COBOL เป็นภาษาโปรแกรมระดับสูงที่มนุษย์สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และปูพื้นวิธีคิด(Logic) หรือวิธีคิดด้าน Programming ก้าวสู่การเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพในการพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัยต่างๆ ในโอกาสนี้ได้องค์ความรู้จาก เอ็นทีที เดต้า ที่มีความรู้และมีทักษะแบบมืออาชีพ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานจริงจากรุ่นสู่รุ่น (train the trainer) และสร้างเป็น COBOL Community ของบุคลากรในคณะฯ มหาวิทยาลัย ขยายผลสู่ชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมต่อไป

อาจารย์อดิศักดิ์ เสือสมิง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทักษะ COBOL เป็นตลาดเฉพาะ หรือ Niche market นอกจากช่วยเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนสูงและมีโอกาสเติบโตในสายงานอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรในโครงการนี้ 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะเน้นทักษะสำคัญทางด้าน Software Development และ Networking และ Digital Business Information Technology (BI) ทักษะสำคัญทางด้าน Data, Business Intelligent และ Business Integration ซึ่งล้วนเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานด้าน IT และยังช่วยเสริม Soft Skill ที่สำคัญ สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีมซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันให้ความสำคัญ

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732896

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ  บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จัดประกวด “KITKASE Challenge 2023 by KitKat” ระดับอุดมศึกษาโดยให้ออกแบบซองบรรจุภัณฑ์คิทแคท รับเงินรางวัลรวมกว่า 180,000 บาท และทีมผู้ชนะได้เข้าร่วมโปรแกรม Nesternship เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานของเนสท์เล่ และเพิ่มพูนทักษะความสามารถจากการทำงานจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nestlé needs YOUth” ที่สนับสนุนพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลก ช่วยเหลือเยาวชนกว่า 10 ล้านคน ให้เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้มีทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน รวมถึง Nestlé Management Trainee Program เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต

สำหรับนิสิต นักศึกษา ผู้รับรางวัล KITKASE Challenge มี 3 ทีม คือ ทีมชนะเลิศได้แก่ Calico catคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม Triple Smash จากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และรองชนะเลิศอันดับสอง ทีม NMB35 คณะศิลปกรรม วิทยาลัยการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันคีตะมวยไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732893

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1  แข่งขันคีตะมวยไทย

รร.บ้านวังโพรง ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันคีตะมวยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางนัฏชนก แสงสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังโพรง เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านวังโพรง ได้ส่งนักกีฬาคีตะมวยไทย ในนามทีมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2เข้าร่วมการแข่งขัน “คีตะมวยไทยสู่นานาชาติ WMC Kita MuaythaiThailand Championships2023” เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) กรุงเทพมหานคร โดยมีดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณนายกสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยมิสเตอร์ สเตฟานฟ็อกซ์ เลขาธิการสหพันธ์มวยไทยนานาชาติ และผู้แทนองค์กรมวยจาก 5 ทวีปทั่วโลก มาร่วมในพิธีเปิด และชมการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน 12 ทีม จากทั่วประเทศ ทีมนักกีฬาคีตะมวยไทย โรงเรียนบ้านวังโพรง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยมีนักกีฬา ได้แก่ 1.ด.ช.ชลากร น้อยตั้ง 2.ด.ช.ศุภโชคกัณหา 3.ด.ช.ภาณุกร อินทอง4.ด.ช.ชชนน ชลีรมย์ 5.ด.ช.ธนัชชัย ศิริโสตร์ 6.ด.ช.ณัฐกิตติ์ สุขเจริญ7.ด.ช.ณภัทร โมคะรัตน์ ครูผู้ฝึกสอนได้แก่ 1.นายศิริพจน์ สุขเจริญ2.นางสาวปวริศา จันทร์ขำ

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732898

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา  นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

มูลนิธิโตโยต้า มอบทุนการศึกษา นักเรียน นักศึกษา 878 ทุนทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย มอบทุนการศึกษาประจำปี 2565 แก่นักเรียน นักศึกษาที่ รวมทั้งสิ้นจำนวน 878 ทุน มูลค่ากว่า 9.8 ล้านบาท ใน 4 ภาคทั่วประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน 295 ทุนมูลค่า 2.5 ล้านบาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 159 ทุน มูลค่า 3 ล้านบาท, ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 44 ทุน มูลค่า 0.88 ล้านบาท, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 120 ทุน มูลค่า 1 ล้านบาท, มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน จำนวน 188 ทุนมูลค่า 1.5 ล้านบาท และมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว จำนวน 72 ทุนมูลค่า 1 ล้านบาท

เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทย โดย มีแผนขยายการมอบทุนการศึกษาเพิ่มขึ้นให้แก่ เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในทุกระดับชั้น รวมถึงจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการส่งเสริมฝีมือแรงงาน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาด้านวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในกลไกที่ขับเคลื่อนภาคธุรกิจมากขึ้น รวมไปถึงปัญหาด้านความขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข เพิ่มการสนับสนุนทุนด้านอาชีวศึกษา และทุนนักเรียนพยาบาล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ตามสิ่งที่ตนเองถนัดและสนใจ รวมถึงช่วยสร้างบุคลากรเฉพาะทางในสายอาชีพต่างๆ ที่ภาคธุรกิจยังคงขาดแคลน

นอกจากนี้ มูลนิธิยังตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาด้านการขาดแคลนโภชนาการที่ดีของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก จากการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนหรือมีปริมาณที่ไม่เหมาะกับความต้องการของร่างกาย มูลนิธิจึงสนับสนุนให้มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนและชุมชนที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้เด็กในวัยเรียนได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนตามหลัโภชนาการ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732895

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.)เป็นประธานพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดยมี ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯและเลขานุการฯ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมอวานี พลัสเขาหลัก รีสอร์ท จังหวัดพังงา

การฝึกอบรมดังกล่าว ผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจแนวทางและมาตรการดำเนินงานในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) รวมถึงได้ศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และบทบาทมหาวิทยาลัยกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732952

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

เปิดมุมมอง‘ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช’ วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.25 น.

เปิดมุมมอง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช วิเคราะห์ระบบการศึกษา 5 ประเทศ แนะ สมศ. ให้เน้นความสำคัญกับรูปแบบเน้นประเมินเพื่อการเรียนรู้

24 พฤษภาคม 2566 ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช วิเคราะห์ระบบการศึกษาใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ แคนาดา ฟินแลนด์ เซี่ยงไฮ้ (จีน) และออสเตรเลีย มีรูปแบบการศึกษาภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาควบคู่การพัฒนาทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต  พร้อมแนะ สมศ. ให้ความสำคัญกับรูปแบบการประเมิน เน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้มากกว่าการประเมินเพื่อกำกับ รับข้อเสนอแนะและนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานและลดช่องว่างด้านคุณภาพการศึกษาของไทย

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสถาบันพระบรมราชนก เปิดเผยมุมมองระบบการศึกษาของไทยและต่างประเทศ ผ่านการบรรยายหัวข้อ “การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก” ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 23 สมศ. “2 ทศวรรษแห่งการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการศึกษา” ประจำปี พ.ศ. 2566 ว่า รูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่รูปแบบของโรงเรียนในอนาคต ดังนั้นการยกระดับระบบการศึกษาในโรงเรียนให้มีความทันสมัยจึงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาตลอดเวลา และบางครั้งต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง

สำหรับ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการประเมินสถานศึกษาที่รับการประเมินคุณภาพภายนอกทั่วประเทศ ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบการเมิน โดยระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ดีนั้นต้องเป็นระบบที่บูรณาการทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายมีบทบาทร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐ ทีมผู้บริหารโรงเรียน อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ประกอบการ ซึ่งแนวทางการดำเนินการควรเน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้มากกว่าการประเมินเพื่อกำกับ นั่นหมายความว่าการประเมินต้องเป็นการรับข้อเสนอแนะและนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เพื่อยกระดับมาตรฐานและลดช่องว่างด้านคุณภาพการศึกษา

หากจะวิเคราะห์ระบบการศึกษาในต่างประเทศ อ้างอิงจากหนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลกที่ยกตัวอย่างระบบการศึกษาของ 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ แคนาดา ฟินแลนด์ เซี่ยงไฮ้ (จีน) และออสเตรเลีย ซึ่งมีวิธีดำเนินการแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ แต่ทั้ง 5 ประเทศมีรูปแบบการศึกษาภายใต้เป้าหมายเดียวกันนั่นคือ 1.การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา และ 2.พัฒนาทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต

สำหรับประเทศสิงคโปร์ เน้นระบบการศึกษาคุณภาพสูง โดยระบบการศึกษาของสิงคโปร์ถูกออกแบบใหม่อยู่เสมอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในยุคที่ 3 เน้นความรู้ทั่วโลก เน้นนวัตกรรม เน้นการสร้างสรรค์และการวิจัย

ประเทศแคนาดา ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ดังนั้นสิ่งที่แคนาดาพยายามทำคือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาคุณภาพสูง ความโดดเด่นของแคนาดาคือ ครูเป็นผู้กำหนดคุณภาพการศึกษาและแผนพัฒนาด้วยตนเองเพื่อทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรเอง เรียกได้ว่าเป็นการมอบอำนาจให้แก่ครูและโรงเรียนในการดำเนินการ

ประเทศฟินแลนด์ พัฒนาจากประเทศเกษตรกรรมที่การศึกษาค่อนข้างล้าหลัง ใช้เวลา 30 ปี พลิกสู่ประเทศที่มีการศึกษาคุณภาพสูงระดับชั้นนำของโลก มีแนวทางในการออกแบบการศึกษาเพื่อเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ โดยภาครัฐได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ให้แก่เด็กทุกคน ไม่จำกัดฐานะ อาชีพ และที่อยู่อาศัย โรงเรียนสำหรับการศึกษานี้เรียกว่า Common School ศูนย์กลางของการพัฒนาระบบการศึกษาคือโรงเรียน และครูคือหัวใจของคุณภาพการศึกษาภายใต้หลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น

สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนพลิกฟื้นระบบการศึกษาที่ถูกทำลาย สู่การเป็นประเทศที่มีคุณภาพทางการศึกษาอันดับหนึ่งของโลกภายในระยะเวลา 20 ปี โดยการมุ่งปฏิรูปเพื่อสร้างพลเมืองยุคใหม่ ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่หลักการหรือความรู้แต่เป็นการประยุกต์หลักการหรือความรู้โดยเป้าหมายคือการเรียนรู้ของนักเรียน จัดตั้งโรงเรียนนำร่อง โดยมีการกระจายครูที่สอนเก่งไปทั่วมลฑล มีการทำงานเป็นทีมร่วมกันสังเกตพฤติกรรมเด็ก ปฏิกิริยาที่มีต่อการสอน และนำผลมาปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น

ประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีเด็กที่อยู่ห่างไกลจึงมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่ใช้ระบบเทเลคอนเฟอร์เรนจากที่ห่างไกลเข้ามาเรียนเป็นรูปแบบของลักษณะการเรียนทางไกล และสิ่งที่เป็นความท้าทาย คือโรงเรียนมีความแตกต่างและมีความหลากหลาย ดังนั้นนโยบายภาครัฐจึงมุ่งให้ความช่วยเหลือโรงเรียนที่อ่อนแอเป็นพิเศษและเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครูและพัฒนาครูประจำการให้ตอบสนองกับหลักสูตรใหม่

“หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาคุณภาพสูง เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในและนอกห้องเรียนเพื่อพัฒนาเยาวชนไปสู่การเป็นพลเมืองของโลก วงการการศึกษาควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและพลิกผันของโลกและสังคม เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทันและสามารถจัดการกับระบบการศึกษาในอนาคตได้” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว 

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732862

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.49 น.

สั่งชะลอใช้งบจัดซื้อหนังสือ สกร. หลังถูกร้องทุจริต อรรถพล ขีดเส้นสอบข้อเท็จจริง 15 วันเสร็จ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า  เมื่อเร็ว ๆนี้ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่จัดการศึกษาในสังกัด ศธ. ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนถึงระดัพบอาชีวศึกษา โดยได้เน้นย้ำในเรื่องความปลอดภัยของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารสถานที่ การเดินทางของนักเรียน และขอให้ดำเนินการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตามที่หลักสูตรกำหนด  รวมถึงขอให้แต่ละหน่วยงานบริหารจัดการทั้งเรื่องคนและงบประมาณ อย่างโปร่งใส  ต้องปลอดจากปัญหาทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะในส่วนของ  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกฐานะเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสการใช้งบประมาณ ในการจัดซื้อหนังสือเรียน รวมถึงการเรียกรับเงินแต่งตั้งผู้บริหาร กศน.จังหวัด ซึ่งเบื้องต้น ตนได้สั่งระงับการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายงบประมาณของ สกร. โดยอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะงบบุคลากร ส่วนงบใช้จ่ายในการจัดซื้อหนังสือเรียนให้เป็นไปตามความต้องการขอผู้ใช้ เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และขอให้รายงานการใช้จ่ายงบประมาณ ในทุกเรื่องให้สำนักงานปลัดศธ. รับทราบโดยตรง 

“เรื่องนี้ผมได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และได้เชิญ นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดี สกร. ในฐานะอดีตรักษาราชการแทน เลขาธิการ กศน.  มาสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้  ขอให้เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยขอให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ก็ต้องว่ากันไปตามระเบียบ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังไม่ตั้ง นายคมกฤช เป็นรักษาการอธิบดี สกร. เพราะยังมีเรื่องของการตรวจสอบอยู่ รวมถึงพิจารณาในเรื่องของฝีมือการทำงาน  และโดยหลักการบริหาร เห็นว่า ควรตั้งข้าราชการระดับ 10 มาดูแล สกร. ตามสายการบังคับบัญชา ไม่ใช่ให้ข้าราชการระดับ 9 มากำกับดูแลกันเอง  ส่วนการบริหารงานภายในกสร.นั้น  เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริต ดังนั้น จึงขอให้ชะลอการใช้งบประมาณในเรื่องต่าง ๆทั้งหมด ยกเว้นการทำงานในเรื่องปกติ ซึ่งเท่าที่ดูตามข้อร้องเรียน ในส่วนของการใช้งบปกติ คิดว่าไม่มีปัญหา แต่การใช้จ่ายงบประมาณอื่น ๆที่เป็นการเปลี่ยนแปลงงบประมาณนั้น ค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะการพัฒนากำลังคน ไม่ใช้เรื่องซื้อหนังสือเรียนอย่างเดียว ต้องดูเรื่องอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียนด้วย  โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน” นายอรรถพล กล่าว

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดี สกร. โดยหลักแล้ว ควรให้รัฐบาลต่อไป มาดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสม แต่เร็ว ๆนี้ตน กับ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รมว.ศธ. ว่าอาจจะต้องหาผู้ที่เหมาะสมมารักษาการก่อน เพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด  โดยควรจะต้องหาผู้ที่มีวุฒิภาวะ สามารถควบคุมการทำงานภายใน สกร. รวมถึงมีความเชียวชาญการทำงานด้านระเบียบและงบประมาณ เข้ามาดูแล เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของ กสร.มากยิ่งขึ้น  

“แม้จะยกฐานะจาก กศน. เป็น สกร. มีสถานเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้แล้ว แต่ก็ยังมีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของสำนักงานปลัด ศธ.เช่นเดิม เพียงแต่จะมีอิสระในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และบุคลากรมากขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้คือเรื่องการถ่ายโอนการทำงาน ที่ต้องจัดทำให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และกฎหมายต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับ กสร.จังหวัด  รวมถึงประเด็นที่ต้องตัดสินใจ อย่างเช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)  ซึ่งไม่น่าจะเป็นหน่วยงานทางการศึกษา เพราะไม่มีนักเรียน แต่สาเหตุที่ให้มีสถานะเหมือนสถาบันการศึกษา เพื่อให้บุคคลกร มีเส้นทางการเติบโตในสายงาน สามารถทำวิทยฐานะได้ ดังนั้น อาจจะเสนอให้มีการยกระดับเป็นกอง ภายใต้การกำกับของ สกร. ได้หรือไม่ ตรงนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านอีกครั้ง” นายอรรถพล กล่าว  

‘พื้นที่ออนไลน์’สมรภูมิการเมือง ‘เลือกตั้ง’66’ผ่านพ้นแต่ยังมีเรื่องน่าคิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732691

‘พื้นที่ออนไลน์’สมรภูมิการเมือง ‘เลือกตั้ง’66’ผ่านพ้นแต่ยังมีเรื่องน่าคิด

‘พื้นที่ออนไลน์’สมรภูมิการเมือง ‘เลือกตั้ง’66’ผ่านพ้นแต่ยังมีเรื่องน่าคิด

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

แม้จะผ่านพ้นไปแล้วกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 แต่ประเด็นหนึ่งที่ยังถูกพูดถึงอย่างมากคือ “สื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย- Social Media) กับการหาเสียง (หรือสร้างกระแส) ทางการเมือง” ถึงขนาดที่มีอดีตนักการเมืองใหญ่บางท่านยังเปรยๆ หลังวันเลือกตั้งเพียง 1-2 วันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองที่ตนให้กำลังใจพ่ายแพ้อีกพรรคหนึ่งเพราะสู้ไม่ได้ในเรื่องกลยุทธ์บนสื่อใหม่ดังกล่าว

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ยังมีการพูดถึง “รายงานการวิเคราะห์พฤติกรรมการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปในโซเชียลมีเดียไทย (ระหว่างวันที่ 1-17 เมษายน 2566)” ที่จัดทำโดย Digital Election Analytic Lab (DEAL) เผยแพร่ครั้งแรกทางเว็บไซต์ของ We Watch เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2566 หรือ 2 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้งจริง และยังถูกกล่าวถึงต่อเนื่องหลังวันเลือกตั้ง อาทิ ในวงเสวนา “ทำไมต้องมีการตรวจสอบข้อมูล ทั้ง ก่อน-ระหว่าง-หลัง การเลือกตั้งทั่วไป 2566” จัดโดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) วันที่ 18 พ.ค. 2566 รวมถึงสำนักข่าวไอทีอย่าง Blognone วันที่ 19 พ.ค. 2566

รายงานดังกล่าวระบุว่า ปรากฏการณ์การใช้โซเชียลมีเดียในสมรภูมิการเลือกตั้งได้รับความสนใจในโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พรรคการเมืองทั้งหน้าใหม่และเก่าสร้างบัญชีทางการของพรรค ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนพรรคทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการต่างก็สื่อสารนโยบายพรรค ความชื่นชอบ (และไม่ชื่นชอบ) ในตัวบุคคล รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่เริ่มหันจากการผลิตข่าวในโลกออฟไลน์มาเป็นโลกออนไลน์มากขึ้น

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ หลายฝ่ายกังวลว่าสมรภูมิการเลือกตั้งในโซเชียลมีเดียที่ดุเดือดมากขึ้นอาจนำไปสู่การเผยแพร่ข่าวลวงหรือข่าวบิดเบือนการจงใจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง การระดมมวลชนในโลกออนไลน์ที่อาจกลายเป็นการคุกคามในโลกออฟไลน์ต่อพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือกลุ่มภาคประชาสังคมที่จับตามองการเลือกตั้ง กระทั่งความพยายามส่งอิทธิพลต่อความเห็นผู้เลือกตั้ง ที่อาจกระทบต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

ในไทยเอง อาจกล่าวได้ว่าสมรภูมิเลือกตั้งในโซเชียลมีเดียทวีความเข้มข้นขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2562 โดยแปรผันตามความนิยมเสพสื่อออนไลน์ของประชากรไทย เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ในโลกที่กล่าวไปข้างต้น การใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียในการหาเสียงมิใช่เรื่องผิดปกติ ทว่าสิ่งที่อาจกระทบกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้งคือการฉวยใช้พื้นที่ดังกล่าวและเทคโนโลยีในการโจมตีคู่แข่งในการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ เช่น เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ลดทอนคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ (Discrimination of Identity)

ยั่วยุปลุกปั่นที่มุ่งร้ายให้เกิดความรุนแรงต่อผู้อื่น (Dangerous Speech and Incitement of Violence) รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อหวังผลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครที่ถูกมุ่งเป้า (Doxxing) และการใช้เครือข่ายบัญชีผู้ใช้งานปลอม (Network of Coordinated Accounts) ตลอดจนวิธีการหลากหลายเพื่อลดหรือเพิ่มแนวโน้มที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะเห็นข้อความของผู้สมัครคนหนึ่งหรือพรรคหนึ่งๆในหน้าฟีดของตน

ปฏิบัติการเช่นนี้มีพัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้นในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดการ ระดมสรรพกำลังพลและการออกแบบข้อความที่เป็นระบบ โดยมีทั้งตัวละครที่เป็นทางการและไม่ทางการ (คือมีลักษณะจิตอาสา) ซึ่ง Digital Election Analytic Lab (DEAL) มุ่งติดตามพฤติกรรมข้างต้นในโซเชียลมีเดียที่อาจส่งผลต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง และพลวัตความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง

โดยในรายงานฉบับแรกนี้เป็นบทวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (Social Network Analysis) ของบัญชีทางการของพรรคการเมือง บัญชีทางการของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และครอบคลุมถึงบัญชีเครือข่ายในแพลตฟอร์มอันเป็นพื้นที่สนทนาทางการเมืองที่สำคัญของไทยในขณะนี้อย่างทวิตเตอร์ (Twitter) ซึ่งบัญชีเหล่านี้ใช้โซเชียลมีเดียในสมรภูมิการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ และสะท้อนพฤติกรรมที่น่าสนใจเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ข้ามพรรคและผู้สนับสนุนพรรคนั้นๆ รวมถึงสื่อมวลชน

ทีมงานตั้งข้อสังเกตด้านล่างเกี่ยวกับพฤติกรรมอันน่าสงสัยของบางบัญชี อันจะเป็นฐานให้ทีมได้วิเคราะห์แนวโน้มของบัญชีเหล่านี้ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งต่อไป สำหรับข้อสังเกตเบื้องต้นต่อพฤติกรรมของเครือข่ายบัญชี จากรูปข้างต้น (รูปที่ 1) ตีความได้ว่ากลุ่มบัญชีที่เกี่ยวข้องกับพรรค A และพรรค C โต้ตอบกันไปมาข้ามชุมชนอย่างคึกคัก เมื่อเทียบกับกลุ่มบัญชีที่เกี่ยวข้องกับพรรค B ซึ่งดูเหมือนคุยกันภายในกลุ่ม และมีลักษณะแยกตัวออกจากเครือข่ายบัญชีของพรรค A และพรรค C

ซึ่งเมื่อเทียบกับพรรค B แล้วดูเหมือนพรรค A และพรรค C ใช้ทวิตเตอร์ในการสื่อสารอย่างมาก โดยบัญชีทวิตเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก เป็นบัญชีทางการของพรรคและบัญชีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค A รองลงพรรคคือบัญชีทางการของพรรค C ซึ่งข้อมูลนี้ตีความได้หลายทิศทาง เช่น หากผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ในไทยคือประชากรอายุราว 20-35 ปี อาจแสดงว่าฐานเสียงของพรรค A คือประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งใช้ทวิตเตอร์เพื่อสื่อสารกับพรรค

ทีมตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่าบัญชีในเครือข่ายของพรรค A อย่างน้อยสามบัญชีใหญ่ (ให้สังเกตดีๆ ที่จุดสีเทาในวงกลมสีฟ้าข้างต้น) มีพฤติกรรมที่ผิดปกติจากการใช้งานทวิตเตอร์ของผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป คือมีลักษณะเป็นบัญชีที่ไม่พักผ่อน ตื่นตัวตลอดเวลาทั้งการโพสต์ รีโพสต์และการตอบกลับ บางบัญชีโพสต์แบบไม่มีช่วงพักตลอด 24 ชั่วโมง มากกว่า 300 โพสต์ เฉลี่ย 5 โพสต์ใน 1 นาที

ทีมจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นบัญชีของคนทั่วไป จะมีช่วงที่นอนหรือพักบ้างต่อให้เสพติดโซเชียลมีเดียแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ บัญชีต้องสงสัยของพรรค A มักแห่แหนกันตอบข้อความที่มาจากบัญชีทางการของพรรค A โดยมากข้อความเหล่านี้ให้กำลังใจและสนับสนุนพรรค เช่น ใช้การแสดงสัญลักษณ์ การสนับสนุนด้วยอิโมจิอย่างเดียวเท่านั้นและโพสต์ค่อนข้างถี่ทั้งนี้อาจตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นไปเพื่อต้องการเพิ่มยอดการมองเห็น (visibility) หรือไม่

ในทางกลับกัน พรรค B มีเครือข่ายชุมชนในทวิตเตอร์ที่เล็กและหนาแน่นน้อยกว่าอีก 2 พรรค และแต่ละบัญชีค่อนข้างกระจายตัว อาจแปลได้ว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ในไทยมิใช่กลุ่มลูกค้าหลักของพรรค B หรือหากมีกลุ่มลูกค้าหลักอยู่บ้าง ดูเหมือนพฤติกรรมของผู้ใช้บัญชีในเครือข่ายพรรค B ในช่วงแรกของการหาเสียงมีความเฉื่อยในการสื่อสาร ซึ่งต่างจากธรรมชาติของทวิตเตอร์อันเป็นพื้นที่หลักของคนรุ่นใหม่ซึ่งมักโต้ตอบไปมา จนสร้างบรรยากาศการสนทนาทางการเมืองที่ร้อนแรงในบางครั้ง

แม้จะเล็กและเฉื่อย แต่การที่พรรค B ยังคงปรากฏตัวบนเครือข่ายบัญชีในทวิตเตอร์อยู่ พาให้ตั้งข้อสงสัยต่อเหตุจูงใจประการอื่น เช่น อาจจะบัญชีเหล่านี้มุ่งบ่มเพาะชุดความคิดผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่อาจมีอุดมการณ์ใกล้เคียงกับพรรคแม้จะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กก็ตาม หรือพยายามจุดกระแสในบางประเด็นเพื่อให้ผู้สนับสนุนพรรคกลุ่มเล็กๆในทวิตเตอร์ ขยายประเด็นนี้ต่อในพื้นที่โซเชียลมีเดียอื่น เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook)ไลน์ (Line) หรือ ติ๊กต็อก (TikTok) ซึ่งผู้สนับสนุนพรรค B ส่วนใหญ่อาจนิยมใช้มากกว่า

นอกจากนี้บัญชีต้องสงสัยในเครือข่ายของพรรค B มีอย่างน้อยสี่บัญชีใหญ่ (ให้สังเกตดีๆ ที่จุดสีม่วงเข้มในวงกลมสีม่วงข้างต้น) และแสดงพฤติกรรมบางประการที่ผิดปกติจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่เป็นบุคคล เช่น บางบัญชีไม่โพสต์อะไรเลยตลอดทั้งวัน ในทางตรงข้ามบางครั้งก็โพสต์ถี่ๆ แบบไม่มีช่วงพัก ตลอด 24 ชั่วโมง บางบัญชีก็โพสต์มากกว่า 300 โพสต์ โดยบัญชีที่ขยันที่สุดมีจังหวะพักเพียง 23 วินาที โดยเนื้อหาของโพสต์จำนวนมากมักโจมตีพรรค A และ C และถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายผู้สนับสนุน พรรค B อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันบางบัญชีที่ต้องสงสัยก็มุ่งโพสต์แต่ข้อความอวยพรรค B

เห็นได้ชัดว่า พรรค A มีผู้สนับสนุนจำนวนมาก โดยเอกลักษณ์ประการหนึ่งของบัญชีเหล่านี้คือ การเน้นรีทวิต (Retweet) ไลค์ (Like) ตอบกลับ ในทางหนึ่งเราหลายคนก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เวลาใช้โซเชียลมีเดีย แต่บัญชีของบุคคลทั่วไปมักจะมีรูปแบบของพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น มีการโพสต์เนื้อหา รีทวิต และตอบกลับข้อความคนอื่น แต่บัญชีผู้สนับสนุนของพรรค A หลายบัญชีมีพฤติกรรมเชิงเดี่ยวมากกว่ามีพลวัต แง่นี้จึงต่างจากพฤติกรรมของผู้สนับสนุนพรรค B และ พรรค C

ทำความเข้าใจเครือข่ายบัญชี “ขนาดก้อนกลม” ก้อนกลมแต่ละก้อนหมายถึงบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ได้แก่ พรรคการเมือง ผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง และบัญชีบุคคลที่มีการโต้ตอบกับบัญชีเหล่านั้นในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล โดยขนาดของแต่ละวงกลมสะท้อนระดับความมีอิทธิพลของบัญชีนั้นๆ ภายในเครือข่ายที่ตนมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่น ก้อนกลมขนาดใหญ่หมายถึงบัญชีที่มีศักยภาพส่งต่อข้อมูลภายในเครือข่ายตนได้มากกว่าบัญชีที่เป็นก้อนกลมขนาดเล็ก

“สี” ก้อนกลมสีต่างๆ แทนบัญชีที่ดูเหมือนว่าอยู่ในชุมชนเดียวกันเพราะโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์ในประเด็นที่ใกล้เคียงกัน ทว่าแม้บัญชีหนึ่งๆ ดูเหมือนเป็นสมาชิกของชุมชนหนึ่ง (มีสีเดียวกันกับบัญชีอื่นที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย) แต่ก็สื่อสารข้ามสีหรือข้ามชุมชนได้ เช่นที่เห็นในภาพข้างต้น บัญชีสีฟ้าและสีชมพูบางส่วนดูจะโต้ตอบกัน เมื่อลากเส้นวงกลมรอบชุมนุม จึงเห็นว่ามีส่วนที่ชุมชนบัญชีสีฟ้าและสีชมพูทับซ้อนกัน (คือคุยกันนั่นเอง)

“เส้นเชื่อมระหว่างก้อนกลม” เส้นสีเทาที่เชื่อมแต่ละก้อนกลมชี้ว่าแต่ละบัญชีสัมพันธ์กันอย่างไร และช่วยให้เราเข้าใจค่าความเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย (Network Centrality Measures) นั่นคือหากบัญชีใดมีเส้นสีเทาวิ่งผ่านมาก บัญชีนั้นมีความสำคัญเพราะสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกับบัญชีอื่นได้มาก ในทางกลับกัน หากบัญชีมีเส้นสีเทาวิ่งผ่านน้อย อยู่ห่างจากบัญชีศูนย์กลางของเครือข่ายมากหรืออยู่รอบนอกของชุมชนจะมีความเป็นศูนย์กลางน้อยกว่า

(หมายเหตุ : รายงานฉบับนี้ทีมงานผู้ศึกษายังไม่เปิดเผยชื่อของพรรคการเมือง โดยจะแทน 3 พรรคการเมืองที่ทำการศึกษาด้วยตัวอักษร A, B และ C เท่านั้น)

ปัญหารายล้อมทั้งออนไลน์-โลกจริง เปิดรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732690

ปัญหารายล้อมทั้งออนไลน์-โลกจริง เปิดรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวปี’66

ปัญหารายล้อมทั้งออนไลน์-โลกจริง เปิดรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวปี’66

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานเสวนาสาธารณะ “เด็กและครอบครัวไทยในสองทางแพร่ง : รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2566” โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank : 101 PUB)

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 กล่าวว่า ในปี 2565 มีอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์เพียง 502,000 คน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 595,965 คน มีอัตราผู้สูงอายุเพิ่มกว่า 800,000 คน เด็กและเยาวชนในปัจจุบันต้องเผชิญกับการแข่งขัน และความท้าทายต่างๆ มากขึ้น จากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหารากเหง้าของสังคมเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องรายได้ แต่รวมถึงโอกาส อำนาจ สิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“มีเด็ก 40% ที่พ่อแม่ต้องทิ้งให้อยู่กับปู่ยาตายาย ทิ้งภาคการเกษตรไปหารายได้ในภาคอุตสาหกรรม เชื่อมโยงเป็นปัญหาครอบครัวและสังคม การแก้ไขจึงต้องอาศัยหลายฝ่ายโดยยึดหลัก 3 ข้อ 1.วิธีการเชิงระบบ (System Approach) 2.ทำต่อเนื่อง 3.ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม” นพ.สุรเชษฐ์ กล่าว

นายฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ 101 PUB หัวหน้าโครงการศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว กล่าวว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา คิด for คิดส์ ได้ผลิตงานวิชาการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ เพื่อตอบโจทย์สังคมไทยในอนาคต ยิ่งเกิดกระแสความท้าทายใหญ่ๆ เช่น สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งทางความคิด ความผันผวนของโลกและเทคโนโลยี นโยบายเด็กและครอบครัวจึงยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็น “ฐานหลัก” สำหรับอนาคตของประเทศที่แท้จริง

“คิด for คิดส์ จัดทำข้อมูลสำรวจเยาวชน (Youth Survey 2022) ทั่วประเทศเกือบ 20,000 คนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่หลายเรื่อง ตั้งแต่พื้นฐานความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวและสังคม การเรียนรู้ การทำงานคุณค่าและทัศนคติทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ทำให้เข้าใจครัวเรือนเปราะบางซับซ้อนในสังคมไทย ภาวะการเรียนรู้ถดถอยระหว่างวิกฤตโควิด-19 และจินตนาการใหม่ของเยาวชนไทยถึงสังคมไทยที่พวกเขาอยากเห็น ด้วยวิธีวิจัย civic imagination ที่เคยถูกใช้ในไทยมาก่อน รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในระดับนโยบายด้วยการทำ Youth Policy Lab ที่นำเยาวชนมาร่วมคิดนโยบายออกแบบกรุงเทพฯ ด้วย” ผู้อำนวยการ101 PUB กล่าว

ภายในงานยังมีการนำเสนอ “รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2023” ของ คิด for คิดส์ โดย 2 นักวิจัย คือ นายวรดร เลิศรัตน์ และ นายสรัชสินธุประมา ระบุว่า เด็กและครอบครัวไทยกำลังเผชิญ 2 ทางแพร่ง ได้แก่ ทางแพร่งหลังโควิด และหลังเลือกตั้ง มี 6 สถานการณ์สำคัญ 1.เด็กและเยาวชนเติบโตในครอบครัวเปราะบางซ้ำซ้อนและยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตรายได้ครัวเรือนหดหาย เป็นหนี้มากขึ้นโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเด็กฟื้นตัวยากกว่าจนกระทบกับคุณภาพชีวิตและการพัฒนา

2.เยาวชนมีงานที่ดีและสอดคล้องกับความฝันได้ยากขึ้น 15% ไม่มีงาน ไม่ได้รับการจ้างงาน ไม่ได้เรียน หรือฝึกทักษะ ส่วนหนึ่งเพราะหางานที่ดีได้ยาก และต้องดูแลที่บ้านเป็นหลัก 3.เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยและพัฒนาทักษะจำเป็นจากระบบการศึกษา การปิดสถานศึกษาช่วงโควิดทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย 4.เด็กและเยาวชนเผชิญปัญหาเครียดและซึมเศร้า แต่เข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ไม่ทั่วถึง บริการดูแลสุขภาพจิตเหลื่อมล้ำสูง กระจุกในเมืองใหญ่

5.เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจำนวนมากขึ้นในรูปแบบซ่อนเร้นยิ่งขึ้น ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และเปราะบางต่อภัยคุกคามออนไลน์มากขึ้น 6.เด็กและเยาวชนฝันถึงสังคมใหม่ สังคมที่คุ้มครองเสรีภาพทางความคิด ทลายระบบอุปถัมภ์-เส้นสาย แก้ทุจริต ปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทุกคนกินดีอยู่ดี มีโอกาสเสมอกัน

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่เด็กและครอบครัวไทยเผชิญกับความพลิกผันของทั้งสังคมโลกและสังคมไทย 2 เรื่องใหญ่ คือสถานการณ์ “หลังโควิด” และ “หลังเลือกตั้ง” จึงจัดเวทีเพื่อชวนคิดและหาคำตอบว่า รัฐบาลใหม่ควรดำเนินนโยบายเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างไร จึงจะสนับสนุนคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของเยาวชนและครอบครัวได้ดีที่สุด ผ่านมุมมองของผู้แทนเยาวชน นักการเมือง และนักวิชาการ พร้อมสำรวจความคิดเห็นเยาวชน 20,000 คน ที่จะทำให้เข้าใจตัวตน-ความคิดของ “เด็กสมัยนี้” อย่างแท้จริง

“สสส. คาดหวังว่า การสานพลังจัดเวทีนี้ของทุกภาคส่วน จะทำให้ได้ข้อเสนอนโยบายที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นระบบ กลไก และมาตรการสนับสนุนทรัพยากรให้ครอบครัว มีขีดความสามารถในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก สนับสนุนโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้าน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเชิงนโยบายในระดับประเทศ เพราะการลงทุนกับเด็กเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เหมือนการสร้างฮาร์ดแวร์ให้พร้อมใส่ซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว