เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722362

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ'ผอ.สพท.'

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

เลขาธิการ กพฐ.เผยเยียวยา ผอ.สพท.4 รายแล้ว ย้ำ ผอ.เขตฯ วิเคราะห์ผลจัดการศึกษา 1 ปีที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ประจำเดือนเมษายน 2566 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า ตนได้ชี้แจงผลกระทบจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย 4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น ว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผู้สอบแค่ 8 คนเท่านั้น คือ ผู้ถูกเพิกถอน 4 ราย และผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ 4 ราย ซึ่งทั้ง 8 ราย ได้รับการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว และตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องร้อง

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจากการดำเนินงานของ มสด. ที่เป็นผู้รับจ้างจัดสอบและออกข้อสอบ โดยมี ก.ค.ศ. เป็นผู้ว่าจ้าง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ปฏิบัติมีหน้าที่บรรจุผู้สอบผ่านตามบัญชีที่คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯออกประกาศ โดย สพฐ.ทำการบรรจุตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2565 แล้ว ก็ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะมีคนที่ไม่มีความมั่นในกับผลสอบครั้งนี้ ซึ่งผมได้พูดคุยกับ ก.ค.ศ.แล้วจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มั่นใจเข้ามาตรวจสอบคะแนนของตนเอง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ขอให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงด้วย” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนจะทำความเข้าใจกับผู้ที่เสียสิทธิและจะไปฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกและสอบบรรจุใหม่หรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลเราห้ามไม่ได้ แต่หากมีการฟ้องศาลจริง ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามดุลพินิจของศาล ในส่วนของ สพฐ.นั้น เป็นเพียงผู้ใช้บัญชีและปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่ ก.ค.ศ.วางไว้เท่านั้น

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ วิเคราะห์ผลการดำเนินการจัดการศึกษาหลังจากจบปีการศึกษา 2565 ในเขตพื้นที่ของตนเองว่า ในด้านโอกาสนั้นเด็กสามารถเลื่อนชั้นได้ครบทุกคนหรือไม่ มีเด็กกี่คนที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ ดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นอย่างไร  หรือส่งต่อเด็กไปเรียนต่อในปีการศึกษา 2566 ได้ครบทุกคนหรือไม่ และมีเด็กตกหล่อนออกกลางคันหรือไม่ หากพบแล้วดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร พร้อมกับให้เขตพื้นที่ฯ ทำการวิเคราะห์ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา จากที่สพฐ. จัดทำคู่มือความปลอดภัยในสถานศึกษาให้โรงเรียนไปปฏิบัติตาม มีโรงเรียนกี่แห่งที่สามารถปฏิบัติตามได้ดีและประสบความสำเร็จ  มีโรงเรียนกี่แห่งที่ยังมีปัญหา และปีหน้าจะปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างไร เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนเตรียมการรับมือเปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะการเตรียมคน ที่จะต้องหาครูให้ครบชั้น และให้โรงเรียนทุกแห่งมีผู้อำนวยโรงเรียน รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงมีแผนในการทำงานเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722297

ศธ.ชูแนวคิด'อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance'ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.44 น.

ระบบการศึกษาไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เผชิญหน้ากับความท้าทายต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาเชิงระบบมากมาย ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หลักสูตร รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จากภาคเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เด็กไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา และบางส่วนที่ได้รับการศึกษาได้ไม่เต็มที่ 

หนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันอนาคตประเทศ

กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าดูแลทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาไทยไปพร้อม ๆ กัน โดยผุดแนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ ในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ไปพร้อมกันทั้งระบบ ผ่านนโยบายมากมายจากกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเสนอเรื่องราวที่อิงจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กไทยที่ได้รับโอกาส ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 10 ตอน โดยสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ที่ลงลึกไปถึงโครงสร้างและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ


  
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องมีการเข้าไปแก้ไขและวางนโยบายในระยะยาวเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และในโอกาสที่กระทรวงศึกษาธิการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 131 ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการขับเคลื่อนการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่บริหารจัดการด้านศึกษาอย่างเต็มความสามารถในสถานการณ์ท้าทายรอบด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพ 

โดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับสาขาอาชีวะ ซึ่งเป็นกลไกหลักและยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellent Center ที่กระจายอยู่จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สู่สาขาวิชาที่รองรับ 43 สาขาอาชีพใหม่ สู่การเพิ่มขึ้นของจำนวนกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการยังมีอีกหลายโครงการที่ได้คิดริเริ่ม ต่อยอด ร่วมสร้างและผลักดัน เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งสนับสนุนทุกโอกาสและทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ”

ทางด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงด้านปัญหาของระบบการศึกษาไทยว่า “เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เราได้มองเห็นถึงปัญหาและวางนโยบายการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจให้กับสังคมเสมอมา รวมถึงพัฒนาวิธีการจัดการศึกษาให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน, โครงการโรงเรียนคุณภาพ, โครงการอาชีวะทวิภาคี, โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ภายใต้แนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นและคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยกระดับในปัจจุบัน 

โดยเนื้อหาใน 10 ตอน จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นถึงการยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะปัญหาความยากจนของครอบครัว ทำให้อนาคตเขาหายไป กระทรวงศึกษาธิการจึงเข้าไปอัพเลเวล เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้เขาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของเด็กยากจนคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสอัพเลเวลในการเรียนสายอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคี ที่ให้ได้เรียนในหลักสูตรที่ทันสมัยและได้รับโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ ช่วยให้มีโอกาสในชีวิตที่ดีและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจบการศึกษา รวมถึงตอบโจทย์กับอาชีพใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคต เป็นต้น”

การศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่าน กระทรวงศึกษาธิการอัพเลเวลการศึกษาไทยทางด้านใดบ้าง ติดตามชมภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ในซีรีส์ อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance โดยสามารถรับชม 3 ตอนแรก ได้ทางช่องยูทูป “สํานักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ” หรือ https://www.youtube.com/@user-jy5tm3xk1l

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722253

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  บุคคลต้นแบบ  โครงการ Money Management and Investment

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.23 น.

  นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  “ บุคคลต้นแบบ “ โครงการ Money Management and Investment  สร้างความสุขทางการเงิน พัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจและครอบครัว 

วันที่ 4 เมษายน 2566 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ    คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกให้เป็น “บุคคลต้นแบบ” ของโครงการ Money Management and Investment  ของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่จัดอบรมนำร่องในระดับจังหวัดเป็นที่แรก โดยมีคุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร กรรมการบริหารสมาคมฯ และที่ปรึกษาโครงการ คุณพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณชยุต ปริญญาธนกุล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พล.ต.ต. ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว. จันทบุรี  พล.ต.ต.วิทยา สมานุหัตถ์ ผบก.สก. คุณทัชยา รักษาสุข ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ร่วมเป็นกรรมการคัดเลือก

ในครั้งนี้มีข้าราชการตำรวจได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์และรับการสัมภาษณ์ ทั้งหมด 8 นาย จาก 8 โรงพัก ได้แก่ 1. ร.ต.ท.ชัยยศ บุตรชาดี รอง สว. (ป.) สภ.ทุ่งเบญจา 2. จ.ส.ต. ณัฐวุฒิ ไพรศรี ผบ.หมู่ (สส.) สภ.ขลุง 3. พ.ต.ท.ปรีชา สามารถ สว.อก.สภ.นายายอาม 4.ส.ต.ต. พีรวิชญ์ บุญศรีกุล ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ตกพรม 5.ส.ต.ต.ภานุพงศ์ ตักโพธิ์ ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.บ้านแปลง 6.ร.ต.ต.ยศวัจน์ โพธิ์พิทักษ์ รอง สว.(ป.) สภ.แหลมสิงห์ 7.ร.ต.อ.หญิง สุขใจ ดอกไม้ รอง สว.ธร.สภ.ท่าใหม่ และ8.ส.ต.ต. เอกบดินทร์ วิเศษศรี ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.เกาะเปริด
    ตัดสินคะแนนตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะมีการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลในลำดับถัดไป

 สำหรับ โครงการ Money Management and Investment  นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้  เดินหน้าความร่วมมือภายใต้กรอบ 3 C คือ Cure แก้ไขเยียวยา Caution ป้องกัน และ Cultivate  เพื่อปลูกฝังทักษะ มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งนักเรียนนายสิบตำรวจ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ข้าราชการตำรวจ คู่สมรส และบุคคลในครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน สนับสนุนการบริหารจัดการเงินของข้าราชตำรวจและครอบครัว อาทิ การมีรายได้จากอาชีพเสริม เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหลักสูตรด้านการเงิน การบริหารจัดการหนี้ และการลงทุน ปลูกฝังแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ได้ด้วยตนเอง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างขวัญกำลังใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722191

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.06 น.

วันที่ 4 เม.ย.66 ที่ห้องประชุมเมืองโบราณยะรัง บ้านจาเละ ต.ยะรัง จ.ปัตตานี นายซุลกิฟลี เฮงปิยา นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลยะรัง พร้อมด้วยนายอับดุลเลาะ เจ๊ะแฮ อีหม่ามมัสยิดบ้านยือแรในฐานะประธานกองทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรัง นำคณะกรรมการกองทุนเด็กกำพร้าจัดกิจกรรมมอบทุนให้เด็กกำพร้าในพื้นที่ตำบลยะรังประจำปี พ.ศ.2566 จำนวน 48ราย ปีนี้คณะกรรมการกองทุนฯได้มีมติร่วมกันจพมอบเป็นเงินสดให้กับน้อง ๆรายละสามพันบาท(3,000ยาท)ทั้งนี้เพื่อให้น้องๆสามารถเป็นค่าใช้จ่ายในการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายออิดิ้ลฟิตรีที่จะถึงในไม่กี่วันที่จะถึงนี้อย่างมีความสุขเหมือนครอบครัวอื่นๆเช่นจักหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ อาหารการกินในวันดังกล่าว

โดยมีนายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอยะรังร่วมให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานและร่วมกล่าวโอวาทแก่น้อง ๆกำพร้าและผู้ปกครอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปกครองและน้องกำพร้าว่า”การดูแลเด็กกำพร้านั้นเป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องดูแลให้เหมือนเขาไม่ได้กำพร้าบุพการี เป็นหน้าที่ที่อัลลอฮได้บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน

นายซุลกิฟลี เฮงปียา นายก อบต.ยะรัง กล่าวว่าวันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญแล้วเป็นโอกาศที่ดีที่ทางกองทุนเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสตำบล.ยะรัง ได้จัดกิจกรรมมอบทุนเด็กกำพร้า ศึ่งกิจกรรมนี้เราได้ร่วมกันกับคณะกรรมการกองทุนเด็กกำพร้า ประกอบด้วยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชมรมโต๊ะอีหม่าม และสมาชิก อบต.ยะรัง และผู้นำชุมชนต่างๆได้ร่วมไม้ร่วมมือในการจัดงบเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสซึ่งเราได้ดำเนินการมาแล้วรวมระยะเวลา11ปี ทุกปีช่วง10วันสุดท้ายของเดือนรอมาฎอนเราก็จะมีการจัดกิจกรรมมอบทุนลักษณะนี้ ซึ่งจากการดูรายชื่อของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในส่วนของตำบลยะรังมีเพิ่มขึ้น

นอกจากมอบทุนเงินสดให้กับน้องๆกำพร้า เรายังได้มอบถุงยังชีพที่มีปัจจัยข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืชเพื่อเป็นปัจจัยให้กับครอบครัวใช้ในการหุ้งข้าวอาหารเฉลิมฉลองในวันฮารีรายอนี้อย่างมีความสุข

ด้านนางรอกีเยาะห์ เจะแล วัย 40ปี ได้จูงลูกสาวทั้ง 4 คน เพื่อมารับทุนเด็กกำพร้าในครั้งนี้ และได้เปิดใจกับทีมสื่อว่าสามีจากไปเมื่อห้าปีมาก่อนหน้านี้มีลูกด้วยกัน 9 คน มีลูกชาย 2 คน มึลูกสาวอีก7คน ก็ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวบับบั่นเดินหน้าสู้ชีวิตอาศัยกรีดยางเลี้ยงดูลูกทั้ง9คน เป็นสวนยางที่สามีทิ้งไว้เป็นมรดกจนสามารถมีรายได้เฉลี่ยเดือน 4-5 พันบาทก็นำรายได้มาแบ่งสัดส่วนให้กับลูกๆเพราะเป็นกองมรดก ลูกชายคนโต 2 คนก็ได้ไปเรียนที่สถาบันปอเนาะไปเรียนกีตาบ ส่วนน้องที่ยังเล็กอยู่อีก4 คน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เด็กกำพร้าจึงได้เดินทางมารับทุน ก็รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนให้กับลูกๆสาวทั้งสี่คนคนละ3พันบาท ก็จะได้นำเงินดังกล่าวไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ ร้องเท้าใหม่เพื่อสวมใส่ในวันฮารีรายอนี้

ด้านนางรุส นะกะ วัย41 ปี ได้นำลูกชาย 2 คน เพื่อมารับทุนเด็กกำพร้าเช่นกัน คนหนึ่งชื่อ ดช.มูฮัมหมัดไฟซอล อายุ 9 ปี อีกคนที่แม่กำลังอุ่มอยู่ มีชื่อ ดช.มูฮัมหมัดไฟซาล อายุ 2 ปี 2 เดือน พร้อมเปิดใจว่าสามีจากไปปีกว่า ซึ่งขณะนั้นน้องมูฮัมหมัดไฟซาลอายุแค่ 6 เดือน ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจนทุกวันนี้ รู้สึกดีใจมากที่ลูกได้รับมิอบทุนเด็กกำพร้าในวันนี้ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี หวังว่าจะนำเงินนี้เพื่อจัดหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้กับลูกๆเพื่อเฉลิมฉลองวันฮารีรายอ อิดิ้ลฟิตรีที่จะถึงนี้

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722183

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.41 น.

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทยเพื่อใช้ในการตั้งรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “สะแกราช”  นอกจากจะเป็นเขตสงวนชีวมณฑล แห่งแรกของไทยที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อ พ.ศ. 2519 ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีระบบนิเวศป่าไม้ที่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงปีละกว่า 1.4 แสนตันแล้ว ยังเป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน  ซึ่งปัจจุบันมีการวิจัยในพื้นที่แห่งนี้แล้วไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง  ความรู้ดังกล่าวได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักวิชาการและยังเป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาใช้ในการศึกษาและวิจัยทางด้านธรรมชาติของป่าไม้    

อย่างไรก็ดี จากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ในปัจจุบัน และปัญหาการคุกคามทรัพยากรจากความต้องการใช้ประโยชน์จากชุมชนโดยรอบพื้นที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยประจำปีงบประมาณ 2564 กับโครงการ “การพัฒนาพื้นที่ป่าสงวน สะแกราช รองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนทรัพยากรธรรมชาติ” ซึ่งมี “นายเฉลิมชัย จีระพันธุ์” ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เป็นหัวหน้าโครงการฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลที่มีความคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศป่าไม้ของพื้นที่  

นายเฉลิมชัย จีระพันธุ์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า  แผนงานวิจัยดังกล่าวประกอบด้วย 6 โครงการวิจัยย่อย ซึ่งมีทีมวิจัยทั้งจาก วว. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  โดยแบ่งเป็น 2ด้าน คือ การตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการพัฒนาชุมชนโดยรอบพื้นที่สงวนชีวมณฑล สะแกราช ทั้งนี้ ในส่วนของการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีทั้งการติดตามพลวัตป่าไม้ธรรมชาติและป่าฟื้นฟู เพื่อการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในพื้นที่สถานีวิจัยฯ มีการพัฒนาฐานข้อมูลชีวภาพของพื้นที่ป่าไม้ เช่น ฐานข้อมูลพรรณไม้ ได้แก่ ชนิดพรรณไม้ โครงสร้างสังคมพืช องค์ประกอบพรรณไม้และพลวัตป่าจากแปลงถาวร 8 แปลง และสถานภาพพรรณไม้ตามการประเมินของ หน่วยงาน IUCN Red List (2011) ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรส่งเสริมการปลูกพืชที่มีอัตราการรอดสูง เช่น ตะเคียนหิน ยางนาและแดงร่วมกับไม้กระถินณรงค์ มีการประมาณงบดุลน้ำ โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านอุตุ–อุทกวิทยาในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ พบว่างบดุลน้ำอยู่ในเกณฑ์ขาดดุลเกือบทุกปี และคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า หรือ ปี พ.ศ. 2575 ปริมาณน้ำท่าจะลดลงอย่างน้อย 45 – 59% แสดงให้เห็นถึงปริมาณน้ำในอนาคตไม่เพียงพอต่อการจัดการและการนำไปใช้ จึงควรทำฝายชะลอน้ำชั่วคราว และสร้างบ่อน้ำในไร่นา
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในการพัฒนาแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความหลากหลายทางพืชพรรณจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชและการส่งเสริมการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของชุมชน   ซึ่งจากผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ปี2548 – 2573 พบว่า พื้นที่ป่าเต็งรังและทุ่งหญ้าภายในสถานีชีวมณฑลสะแกราชมีพื้นที่ลดลง  ในขณะที่พื้นที่เกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆ  มีพื้นที่เพิ่มขึ้น

สำหรับการโครงการด้านการพัฒนาชุมชนโดยรอบ มีการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้มีค่าแบบผสมผสานในพื้นที่เกษตรกรรมและป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นที่กังวลกันถึงประเด็นของความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์เห็ดป่าในอนาคต เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมของไม้มีค่าในพื้นที่ป่าสะแกราชที่ใกล้จะสูญพันธ์ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์มากเกินไป  ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งเมล็ดพันธุ์ไม้วงศ์ยาง และพันธุ์ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ  มีการอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพาะเชื้อเห็ดเอคโตไมคอร์ไรซา ในกล้าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนกล้าไม้แก่ชุมชน จัดตั้งศูนย์การเพาะเชื้อเห็ดในพื้นที่พร้อมจัดทำแปลงสาธิต รวมถึงได้มีการส่งมอบต้นกล้าไม้ พืชกินได้ และเห็ดกินได้ เพื่อพัฒนาการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ลดการพึ่งพาทรัพยากรจากป่าธรรมชาติ และร่วมอนุรักษ์พรรณไม้และเชื้อเห็ดพื้นถิ่นที่สำคัญด้วยระบบธนาคาร เพื่อเกิดความมั่นคงทางความหลากหลายชีวภาพของป่า นอกจากนี้ยังมีการประเมินความต้องการการพัฒนาของชุมชนด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชอีกด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาจากโครงการย่อยทั้ง 6 โครงการ รวมถึงแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ป่าสะแกราชในอนาคต ได้มีการนำมาพิจารณาร่วมกับภารกิจหลักของพื้นที่ผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566–2570   ที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน  โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นที่ต้องส่งเสริมให้เกิดโครงสร้างของวิสาหกิจ และการผลักดันให้ชุมชนก้าวไปสู่การดูแลและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในเขตรอบนอก  สอดคล้องกับบริบท ศักยภาพ และบริการของระบบนิเวศของพื้นที่สู่การสร้างพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช  เพื่อพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผลการเกษตรตามแนวทาง BCG Model. 

‘ปลัด มท.’ เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722174

'ปลัด มท.' เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

‘ปลัด มท.’ เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.25 น.

“มหาศรัทธา มหามงคล บำเพ็ญกุศลวันเกิดหลวงพ่อโสธร” ปลัดมหาดไทย เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร ครบรอบ 253 ปี ในงานสมโภชหลวงพ่อโสธร และงานประจำปีกลางเดือน 5 จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ

วันนี้ (4 เม.ย. 2566) เวลา 14.00 น. ที่บริเวณมณฑลพิธี วัดโสธรวราราม วรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร ครบรอบ 253 ปี โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และคณะสงฆ์วัดโสธรวราราม วรวิหาร ร่วมประกอบพิธี โดยมี นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คนที่ 29 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายกิตติ เป้าเปี่ยทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้แทนภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมพิธี

ในการนี้ พระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล จากนั้น พระภาวนาวชิรมงคล รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ ทำพิธีบวงสรวง โปรยข้าวตอกดอกไม้ และพิธีย้อนรำลึกการอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงฯ 

จากนั้น พระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร พร้อมด้วยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คนที่ 29 รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน อัญเชิญองค์หลวงพ่อโสธรจากน้ำขึ้นเสลี่ยงขบวนแห่เข้าประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร โดยพระสงฆ์วัดโสธรวราราม วรวิหาร จำนวน 80 รูป เจริญชัยมงคลคาถา เป็นอันเสร็จพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประเพณีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง เป็นพิธีอันเป็นมงคลที่จัดขึ้นเพื่อสมโภชวันคล้ายวันที่อาราธนาหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงและอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน ณ วัดโสธรวราราม วรวิหาร ซึ่งชาวจังหวัดฉะเชิงเทราถือว่างานประเพณีกลางเดือน 5 เป็นงานสมโภชวันเกิดหลวงพ่อโสธรอันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจากตำนานบันทึกหลักฐานได้กล่าวว่าประเพณีดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากตำนานหลวงพ่อโสธร ซึ่งเกิดอภินิหารลอยน้ำมาขึ้นที่หน้าวัดหงส์ หรือวัดโสธรวราราม วรวิหารในปัจจุบัน โดยชาวบ้านได้พยายามฉุดขึ้นฝั่งหลายครั้งหลายหน แต่ไม่สามารถอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงได้ จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ผู้หนึ่ง ได้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง นำสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์พระพุทธรูป และชักชวนชาวบ้านให้ร่วมกันจับสายสิญจน์ชักองค์พระขึ้นมา จึงสามารถอาราธนาขึ้นฝั่งได้โดยง่ายด้วยคนเพียงไม่กี่คน และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วิหารวัดหงส์ หรือวัดโสธรวราราม วรวิหารในปัจจุบันได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ราวปี พ.ศ. 2313 สมัยต้นกรุงธนบุรี และประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทราได้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีดังกล่าวต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722155

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.54 น.

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

4 เมษายน 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ออกแถลงการณ์ ว่า ตามที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้รับจ้างเหมาดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2565 โดยได้มีการดำเนินงานตามกระบวนการคัดเลือกฯ ตามขอบเขตของงานจ้างเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ภายหลังจากได้มีการประกาศบัญชีผู้ผ่านการคัดเลือกฯ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ขอให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตรวจสอบคะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้ได้รับคัดเลือกรายหนึ่งซึ่งขอให้เปิดเผยคะแนนการคัดเลือกฯว่ามีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหรือไม่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

เมื่อมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว พบว่า คะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้ได้รับการคัดเลือกรายดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจริง จึงได้ทำการตรวจสอบคะแนนประเมินภาค ก ภาค ข และภาค ค ของผู้เข้ารับการคัดเลือกทุกรายใหม่

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เฉพาะคะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้เข้ารับการคัดเลือกฯ ที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อมูลในบัญชีคะแนนที่ส่งมอบงานจ้างให้แก่สำนักงาน ก.ค.ศ. โดยสาเหตุเกิดจาก ผู้ประมวลผลคะแนนของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการดึงข้อมูลคะแนนการสัมภาษณ์ของกรรมการคนที่ 2 มาเป็นคะแนนการสัมภาษณ์ของกรรมการคนที่ 1 ทำให้คะแนนประเมินภาคความเหมาะสม กับตำแหน่ง (ภาค ค) เฉพาะในส่วนคะแนนสัมภาษณ์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้คะแนนรวมภาค ก ภาค ข และภาค ค ของผู้เข้ารับการคัดเลือกส่วนใหญ่เกิดความคลาดเคลื่อน และทำให้ลำดับที่ของผู้ผ่านการคัดเลือกฯ มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีทั้งผู้ที่ได้ลำดับที่คงเดิม สูงขึ้น และลดลง

หลังจากที่ได้ทราบเหตุแล้ว มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมิได้เพิกเฉย โดยได้เร่งดำเนินการตรวจสอบคะแนนภาค ก ภาค ข และภาค ค ตลอดจนประมวลผลการคัดเลือกใหม่ทั้งระบบ และได้ทำหนังสือชี้แจงแจ้งต่อสำนักงาน ก.ค.ศ. ทันที 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานจ้าง และส่งมอบผลการประเมินที่ถูกต้องทั้งระบบตามเงื่อนไขในขอบเขตของงานจ้างให้แก่สำนักงาน ก.ค.ศ. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

จากเหตุดังกล่าว ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งเกิดผลกระทบต่อหลายฝ่ายมหาวิทยาลัยฯ ยอมรับในความผิดพลาดดังกล่าวนี้ และยินดีร่วมมือในการแก้ไขข้อบกพร่องตามมติของคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงาน ก.ค.ศ. ในทุกกระบวนการ

ในการนี้ มหาวิทยาลัยฯ ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อผู้เข้ารับการคัดเลือกที่ได้รับผลกระทบ คณะกรรมการสรรหาฯ และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.ค.ศ. ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความรอบคอบ รัดกุมและเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722047

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.44 น.

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

4 เมษายน 2566 นายอรรถพล  สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2566 มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย จำนวน  4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค (สอบสัมภาษณ์) ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น

สำหรับเรื่องนี้ส่งผลให้ลำดับคะแนนคลาดเคลื่อน จึงต้องมีการแก้ไขโดยให้ผู้ที่คะแนนในลำดับที่สูงกว่า 4 ราย ได้รับการบรรจุ ส่วนผู้ที่ถูกเพิกถอน 4 ราย ได้มีการเจรจา เพื่อหาแนวทางเยียวยา โดย 1 ราย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ให้มาช่วยราชการที่ส่วนกลาง ส่วนอีก 3 ราย ให้กลับไปเป็นรองผู้อำนวยการ สพท. เพื่อรอบรรจุแต่งตั้งอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2566

อย่างไรก็ตาม การรวมคะแนนผิดพลาดครั้งนี้ ส่งผลให้ลำดับการแต่ตั้งและการขึ้นบัญชี คลาดเคลื่อนทั้งหมด แน่นอนว่าต้องมีผู้เสียสิทธิ โดยเมื่อเร็ว ๆนี้ กลุ่มรองผู้อำนวยการ สพท.ที่คิดว่าตัวเองเสียสิทธิ  ได้มายื่นหนังสือร้องเรียน และขอให้มีการตรวจสอบและยกเลิกการบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการ สพท. ที่ดำเนินการไปในปี 2565 และทราบว่าผู้ที่เสียสิทธิจะไปร้องศาลปกครอง ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้

“เรื่องนี้ อยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่อยากย้ำว่าความผิดพลาดครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทุจริต แต่เป็นความผิดพลาดในการรวมคะแนน ผมและคณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 7 คน ได้รายงานเรื่องนี้ ให้ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) รับทราบแล้ว ซึ่ง น.ส.ตรีนุช ก็เป็นห่วง หากมีการฟ้องร้อง คณะกรรมการทั้ง 7 คนก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์การคัดเลือกขึ้นมา ในส่วนของสำนักงานปลัดศธ. ได้สั่งการให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ไปดำเนินการเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งตามสัญญาจ้างจะต้องมีข้อตกลงการรับผิดชอบต่าง ๆอยู่ และในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ. ก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม และจะตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อไป” ปลัดศธ. กล่าว

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721832

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.09 น.

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณกำลังเปิดรับสมัครทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่เรียนดีและเรียนปานกลางในทุกระดับชั้น ที่มีความประพฤติดี มีความกตัญญู แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาให้ได้รับทุนการศึกษา จะได้รับทุนต่อเนื่องจนจบแต่ละช่วงชั้นการศึกษา ซึ่งเป็นทุนแบบให้เปล่า โดยผู้รับทุนไม่ต้องชดใช้ทุนคืนแต่อย่างใด

ผู้ที่สนใจสามารถส่งใบสมัครเพื่อขอรับทุนการศึกษาได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่20พฤษภาคม2566สามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์การขอรับทุนและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่www.ligimgiew.or.th หรือFacebook : มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-335-5555 ต่อ 3322

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 847 ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ก่อตั้งโดยคุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการมอบโอกาสทางการศึกษา ให้กับเยาวชนไทยที่เรียนดีและปานกลางมีความกตัญญู แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในทุกระดับชั้น “เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคน สามารถเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งให้ประสบผลสำเร็จได้ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตมาเป็นคนดี มีวิชาความรู้ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติด เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ ช่วยแก้ปัญหาความยากจน”

ซึ่งทุนการศึกษานี้ถือเป็นการมอบโอกาสให้กับเยาวชนไทยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม อันเป็นหัวใจและพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าเยาวชนมีการศึกษาที่ดี ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ นำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน สร้างฐานะ สร้างครอบครัวให้มีความมั่งมี ถือเป็นการช่วยพัฒนาคนในประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศชาติต่อไป

ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721812

ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.04 น.

3 เมษายน 66 นายบรรหาร มณีลาภ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง , รศ.สุมาลี อิงคนาต อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะ ได้ยื่นคำแถลงการณ์ในนามคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ผู้เกษียณอายุ และศิษย์เก่า ต่อนายวีรพล ตั้งสุวรรณ นายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงเรื่อง ขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัย ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัด และหยุดสร้างเงื่อนไขหรือวาทกรรมอื่นใดที่จะเป็นการจงใจ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองโดยมีตัวแทนของนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นตัวแทนรับหนังสือ

ทั้งนี้ ในหนังสือ คำแถลงการณ์ ระบุว่า โดยที่พวกเราเฝ้าดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยรามคำแหงมาสักระยะหนึ่ง พร้อมกับพยายามปรึกษาสอบถามผู้รู้ด้านกฎหมายและการบริหารงานราชการอย่างกว้างขวาง และพวกเรามีหัวใจที่รักมหาวิทยาลัยรามคำแหงแห่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม ย่อมทนไม่ได้ที่จะเห็นปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในการบริหารงาน 

และที่สำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเกมส์การเมืองที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อทุกฝ่ายแต่อยากช่วงชิงผลประโยชน์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้เพื่อตนเองและพวกพ้อง เป็นสิ่งที่พวกเรารับไม่ได้อย่างยิ่ง 

ดังนั้นจึงออกหนังสือแถลงการณ์ฉบับนี้ เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยได้รับฟังเสียงอันบริสุทธิ์จากคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ผู้เกษียณอายุและศิษย์เก่า ที่เคยผ่านการเลือกตั้งอธิการบดีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 มาแล้ว โดยมีประเด็นที่สำคัญๆ ดังนี้

1.คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ บ.362/2565 ลงวันที่ 13  กุมภาพันธ์ 2566 เป็นคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่สภามหาวิทยาลัยถอดถอนอธิการบดี (หรือที่เรียกกันว่าการคุ้มครองชั่วคราว) มีผลเป็นการให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ กลับมาเป็นอธิการบดีอีกครั้ง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยมีเหตุผลหลัก ๆ คือ มติและคำสั่งถอดถอนอธิการบดี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่เปิดโอกาสให้อธิการบดีได้ชี้แจง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับการคุ้มครองชั่วคราวในการถอดถอนครั้งที่ 1

2.สภามหาวิทยาลัย อ้างว่าได้มีการเลิกจ้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จากความเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งอาจารย์แล้ว จึงไม่มีคุณสมบัติเป็นอธิการบดีได้ แม้ศาลปกครองจะคุ้มครองชั่วคราวแล้วก็ตาม ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะ

2.1 สภามหาวิทยาลัยได้อ้างข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลปกครองแล้ว ตามที่ปรากฏในสำนวนและศาลปกครองได้รับรู้ข้อเท็จจริงและข้ออ้างนี้จนหมดสิ้น แต่ก็ยังมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอธิการบดีอยู่ดี แปลว่าการเลิกจ้างไม่ได้เป็นเหตุให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นอธิการบดีไม่ได้

2.2 การเลิกจ้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร (รักษาการอธิการบดีในขณะนั้น) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก 1)ไม่ผ่านที่ประชุม กบม. และ2)ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า 3 เดือนตามที่กำหนดไว้ข้อสัญญาจ้าง นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร ยังเป็นคู่กรณีกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เนื่องจากมีเหตุฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางปกครองและอาญา จึงไม่สามารถพิจารณาเรื่องทางปกครองของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่

2.3 คุณสมบัติของอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นไปตาม มาตรา 23 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 เท่านั้น ซึ่งไม่มีข้อมาตราไหนกำหนดว่า อธิการบดี จะต้องเป็นพนักงานตำแหน่งอาจารย์ เพียงแต่ต้องมีประสบการณ์สอนหนังสือมาแล้ว 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องในทางข้อเท็จจริง แม้จะมีการเลิกจ้างก็ไม่ได้ทำให้ประสบการณ์สอนหนังสือหายไป และมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่เคยอ้าง พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือกฎหมายอื่นใด นอกเหนือจากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 เพื่อกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหาร สังเกตได้จากอดีต อธิการบดี และรองอธิการบดี หลายท่านที่อายุเกิน 60 ปี และไม่ได้เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างตำแหน่งอาจารย์ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง

3.สภามหาวิทยาลัย แต่งตั้งรักษาการอธิการบดี ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ทับซ้อนกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ซึ่งเป็นอธิการบดี ตามคำสั่งศาลปกครอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จึงได้ยื่นคำขอให้ศาลปกครองดำเนินการบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ยกคำขอดังกล่าว ซึ่งได้มีบางท่านอ้างถึงแต่เพียงการยกคำขอ โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลของศาล หรือแม้กระทั่งบิดเบือนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหากพิจารณาเหตุผลของศาลปกครองแล้วจะพบว่า ศาลปกครองได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผู้ฟ้อง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่) ยังคงมีสถานะทางกฎหมาย อำนาจ และหน้าที่ในตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 14 กันยายน 2564 ดังเดิม” และยังย้ำอีกด้วยว่า “จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาเป็นอย่างอื่น” พูดง่าย ๆ คือ การที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จะเป็นหรือไม่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือว่าจะเป็นไปถึงเมื่อใด ก็อยู่ที่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอ้างข้อกฎหมายอะไรมาโต้แย้งหรือต่อต้านคำสั่งศาล ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับความเป็นอธิการบดีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ และหากไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองได้ ก็ควรใช้สิทธิทางศาลผ่านการอุทธรณ์โต้แย้งตามกฎหมาย ไม่ใช่ตีความกันเองว่าไม่สามารถปฏิบัติได้แล้วออกคำบังคับการกันเองนอกศาลปกครอง

4.ในวันที่ 7 มีนาคม 2566 ทางศาลปกครอง โดยท่านประวิตร บุญเทียม ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลายสำนัก โดยสรุปว่า ตามคำสั่งศาลปกครอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อไปได้ แต่หากว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เห็นว่าตนเองไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หรือคำสั่งของศาลปกครองไม่สัมฤทธิ์ผลจริง ๆ ก็สามารถมายื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำบังคับใหม่ได้ และยังอธิบายว่า “ตามคำสั่งศาลที่ให้ทุเลาคดีนั้น จริงๆ ผู้ถูกฟ้องคดี (หมายถึงสภามหาวิทยาลัย) ต้องปฏิบัติตาม เพราะยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคดี ถ้ามีปัญหาเพิ่มขึ้น ผู้ฟ้องคดี (หมายถึงอธิการบดี) ก็สามารถมาร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งบังคับใหม่ได้” ปัญหาเพิ่มขึ้นที่ว่าก็หมายถึงการขัดขวางหรือการกล่าวอ้างใด ๆ เพื่อไม่ให้ อธิการบดี สามารถทำงานตามคำสั่งศาลปกครอง จนเกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดินและยากเกินการเยียวยาในภายหลังได้นั่นเอง

5.เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง บรรดารองอธิการบดี ชุดผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ก็ยังคงเป็น รองอธิการบดี ตามกฎหมาย เพราะสถานะของรองอธิการบดีขึ้นอยู่กับสถานะของอธิการบดี ตาม มาตรา 23 วรรคท้าย พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 หากอธิการบดีพ้นตำแหน่งรองอธิการบดีก็พ้นไปด้วย ในเมื่ออธิการบดี กลับมาดำรงตำแหน่งตามคำสั่งศาลปกครอง รองอธิการบดีก็กลับมาด้วยเช่นกัน ซึ่งเทียบเคียงได้กับการที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อครั้งที่ศาลปกครองเห็นว่ามติสภามหาวิทยาลัยในการถอดถอนอธิการบดีครั้งที่ 1 อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคราวนั้นบรรดารองอธิการบดีก็กลับมาปฏิบัติงานพร้อมอธิการบดีโดยไม่ได้มีการเสนอสภามหาวิทยาลัยให้แต่งตั้งใหม่แต่อย่างใด และสภามหาวิทยาลัย ก็มิได้คัดค้าน รวมถึงอนุมัติให้แต่งตั้งรองอธิการบดีชุดใหม่เมื่อรองอธิการบดีชุดเดิมครบวาระตามปกติ

6. เมื่อพิเคราะห์จาก 1. คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ บ.362/2565 ลงวันที่ 13  กุมภาพันธ์ 2566 ร่วมกับ 2. คำสั่งศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ร่วมกับ 3. การแถลงข่าวของศาลปกครองในวันที่ 7 มีนาคม 2566 วิญญูชนย่อมสรุปได้ถูกต้องตรงกันว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปจนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ข้อโต้แย้งหรือข้ออ้างหรือคำสั่งอื่นใดจากใครก็ตามที่ไม่ใช่ศาลปกครอง หรือพยายามตั้งตนเป็นศาลเสียเองย่อมไม่กระทบต่อความเป็นอธิการบดีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่

7.ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่าผู้ถูกฟ้องคดี (สภามหาวิทยาลัย) ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 (แต่สภามหาวิทยาลัย กลับไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อบุคลากรชาวรามคำแหงในงานแถลงข่าว ณ หอประชุมพ่อขุนรามคำแหงในวันที่ 2 มีนาคม 2566) จึงเป็นที่น่าสงสัยในการตีความของสภามหาวิทยาลัย ว่าตกลงผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีสถานะเป็นอธิการบดีอยู่หรือไม่ ? ถ้าสภามหาวิทยาลัย คิดว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ไม่มีสถานะเป็นอธิการบดีแล้ว จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่ออะไร ? การยื่นอุทธรณ์ของสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นการยอมรับในตัวเองอยู่แล้วว่าสภามหาวิทยาลัยก็เชื่อว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็นอธิการบดีอยู่โดยผลของคำสั่งศาลปกครอง จึงได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลปกครองเพื่อหวังให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั่นเอง

8.ทุกฝ่ายควรเคารพคำสั่งของศาลปกครอง เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสูงสุดในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมาย และศาลเป็นองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” และมีผลเป็นที่สุดในข้อพิพาทดังกล่าว ผูกพันคู่ความและสามารถอ้างยันแก่บุคคลภายนอกได้ทั้งปวง หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาล ก็ควรใช้วิถีทางตามกฎหมาย เช่นอุทธรณ์โต้แย้งต่อศาลปกครองสูงสุด ไม่ใช่การตีความหรือบังคับการใด ๆ ตามอำเภอใจ ดังนั้น นอกจากศาลปกครองแล้ว ไม่มีองค์กรอื่นใดมีอำนาจพิจารณาหรือตีความ “คำสั่งของศาลปกครอง” ได้อีก สภามหาวิทยาลัย รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ไม่มีอำนาจใด ๆ ในการพิจารณาหรือตีความคำสั่งของศาลปกครองให้แตกต่างออกไปจากคำสั่งของศาลปกครอง หรือสั่งการใด ๆ อันมีผลขัดต่อคำสั่งศาลปกครองได้

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัย ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัด หยุดสร้างเงื่อนไขหรือวาทกรรมอื่นใดที่จะเป็นการจงใจ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง หรือแม้กระทั่งการออกมติใดๆที่เป็นผลร้าย จนทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารงานราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง อีกทั้งของให้สภามหาวิทยาลัยเคารพมติมหาชน ชาวรามคำแหงทั้ง 3 สาย อันได้แก่ สายคณาจารย์ สายเจ้าหน้าที่ และสายนักศึกษา ที่ได้เห็นพ้องต้องกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง หยุดเล่นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ที่พลันแต่จะทำลายมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัญหาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังมีอีกมากมายที่รอการแก้ไขและพัฒนา โปรดหันมาร่วมมือกับพวกเราทั้ง 3 สายในการนำพามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่หากพวกท่าน(สภามหาวิทยาลัย)ไม่สามารถร่วมมือกับพวกเราได้ แต่ยังมีใจที่รักมหาวิทยาลัยรามคำแหง แห่งนี้ ก็ขอได้โปรดแสดงสปิริตลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียแต่บัดนี้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหน้าตึกอธิการบดี และตึกหอสมุดกลาง ต่างได้ติดป้าย เพื่อให้สภามหาวิทยาลัย ปฎิตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัดด้วย-001