วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

“วิโรจน์” หวังดี กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน! บอกอย่าเพิ่งโทษรัฐบาลเพราะไม่ได้บริหารผิดพลาดอะไร แนะรัฐบาลเร่งบอกความจริงประชาชน ปมสงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันพุ่งลิตรละ 50 บาท จี้ปรับราคาขั้นบันไดคุมเงินเฟ้อแทนการฝืนอุ้มวันละ 1.7 พันล้าน ค้าน “พิพัฒน์” ตรึงราคา ทำลายกลไก-เปิดทางกักตุนเก็งกำไร ดักคอ “นายกฯ อนุทิน” อย่าประมาทซ้ำรอยบทเรียนโควิดกระจอก-วัคซีนเต็มแขน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติน้ำมัน ว่า เราอย่าเพิ่งไปโทษรัฐบาล เพราะไม่ได้มาจากการบริหารผิดพลาดอะไร แต่เกิดจากภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เราเองก็ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การทำให้ประชาชนตระหนักและรับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เพื่อให้ประชาชนปรับพฤติกรรมในการบริโภคน้ำมัน ซึ่งยอมรับว่าประชาชนก็ต้องต่อว่ารัฐบาลบ้าง เพราะประสบกับความเดือดร้อน แต่รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์และออกมาบอกความจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดโดยตรงของตนเอง

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หลังจากบอกความจริงแล้ว รัฐบาลสามารถใช้มาตรการฝ่าวิกฤต โดยปรับราคาน้ำมันดีเซลหรือเบนซินให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และใช้กองทุนน้ำมันคอยประคับประคองไม่ให้ราคาดีดตัวแบบกระชาก เพื่อคุมสภาวะเงินเฟ้อและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งเรื่องนี้น่ากลัวมาก หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ไม่บอกความจริงและไม่รายงานสถานะของกองทุนน้ำมัน ประชาชนก็จะไม่ทราบว่าปัจจุบันกองทุนมีภาระสูงถึงวันละ 1,000 – 1,700 ล้านบาท ถ้าไม่ปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนความจริง ประชาชนจะรู้สึกว่าราคายังถูกอยู่และจะไม่มีกลไกไปกดอุปสงค์การใช้น้ำมันให้ลดลง 

นายวิโรจน์ ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันอุ้มราคาดีเซลอยู่ถึงลิตรละ 20 บาท ซึ่งไม่สามารถอุ้มทุกลิตรที่ออกจากหัวจ่ายได้ต่อไป จะปล่อยให้เป็น 50 บาทก็คงไม่ไหว  รัฐบาลอาจจะต้องทยอยปรับราคาขึ้นทีละสเต็ป เพื่อให้ประชาชนค่อยๆ ตระหนักถึงวิกฤต จากนั้รัฐบาลค่อยใช้วิธีอุดหนุนเฉพาะกลุ่มอย่างมียุทธศาสตร์ เช่น ธุรกิจขนส่ง รถไฟ รถเมล์ หรืออุดหนุนราคาปุ๋ยให้ภาคการเกษตร ซึ่งจะตรงจุดและใช้เงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่เช่นนั้น หากต้องแบกรับวันละ 1,700 ล้านบาท หรือเดือนละ 50,000 ล้านบาท กองทุนจะรับไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ จากการที่สหรัฐอเมริกาพร้อมสู้รบ และอิหร่านพร้อมจะโจมตีคลังน้ำมัน และใช้ปริมาณน้ำมันเป็นตัวประกันหรือตัวเดิมพัน

ส่วนที่เมื่อวานนี้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาพูดเรื่องการคุมค่าใช้จ่าย เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลกลัวผลกระทบจากการวิจารณ์ก็เลยต้องแบกไว้แบบนี้ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดจากสงคราม แต่ประเทศไทยต้องรับผลกระทบแน่นอน เพราะน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เราใช้ 57% มาจากช่องแคบฮอร์มุซ และอีก 42% มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายในภาวะสงครามทั้งสิ้น 

“การเอาเงินกองทุนไปอุดไว้เรื่อยๆ โดยไม่บอกความจริง จะคล้ายกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้วนะ ที่ตอนนั้นเราพยายามเอาเงินสำรองไปอุ้มค่าเงินให้อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สุดท้ายพออุ้มไม่อยู่ ค่าเงินก็ถูกปล่อยลอยตัวตามยถากรรม ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หากอุ้มไม่ไหว ราคาดีเซลจะกระชากตัวขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเงินเฟ้อเฉียบพลัน ซึ่งจะลากยาวและสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ประกาศว่าจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท เพราะทุกคนทราบดีว่าราคาที่แท้จริงคือประมาณ 50 บาท ถ้ากองทุนน้ำมันอุ้มไว้ถึง 20 บาทและประกาศชัดเจนว่าจะตรึงราคาตายตัว คนก็จะยิ่งกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างนี้ เพราะรู้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น 

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรประกาศว่าจะตรึงราคาตายตัว แต่ควรบอกว่าจะใช้กองทุนน้ำมันประคับประคองให้การปรับขึ้นราคาเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อของแพงขึ้นสะท้อนความเป็นจริง คนก็จะปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมันลดลง และรัฐบาลอาจจะเสริมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้สิทธิหย่อนภาษีแก่บริษัทที่มีมาตรการ Work from home เพื่อจูงใจให้ช่วยกันลดปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศลง รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตช่วงโควิด แล้วเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

“ผมพูดตรงๆ นะ นี่ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะออกมาบอกว่าเอาอยู่ ผมไม่ได้ตำหนิคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในยุคนี้ แต่คุณอนุทินต้องมีบทเรียน กรณีที่คุณอนุทินเคยบอกว่าโควิดกระจอกบ้าง หรือวัคซีนเต็มแขน แล้วสุดท้ายมันเกิดปัญหา” นายวิโรจน์ กล่าว

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

18 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อ รวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ

โดยในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย 3 คน คือ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา

ส่วน นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ พร้อมกับปัญหายาเสพติด หลังจากที่นั่งเป็น มท.2 มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไล่มาจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาล “อนุทิน 1”

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง , นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ , นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี นายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็น นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงาน มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กระทรวงวัฒนธรรม มี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงสาธารณสุข มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่โควตาเทคโนแครตของนายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ 1 ตำแหน่ง

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

รวมไทยสร้างชาติ จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภูมิใจไทย พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส. เฟดตัวเอง เปิดทางร่วมรัฐบาล ส่งผลให้เสียงร่วมรบ.ดันโหวต อนุทิน ทะลุ 292 เสียง

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่รัฐสภา ในเวลา 08.30 น. นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายอรรถวิชช์ เข้ามาเป็น สส.แทน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธ์ุ ได้พูดชัดเจนว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ แต่เริ่มมีความชัดเจนเมื่อนายอรรถวิชช์ ได้เข้ารายงานตัวสส. ต่อสภาฯ เช้าวันนี้ (18มี.ค.) พร้อมประกาศว่า 2 เสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาลนายอนุทิน

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองสส. จึงทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ประกอบร่างกับพรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย  พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง 

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ขุดมันขึ้นมาฝัง

นายกฯ อนุทินแห่งภูมิใจไทยทำมาดีตลอดจนซื้อใจคนไทยให้เทคะแนนกวาด สส.มาได้เกือบ 200 แต่พอเปิดสภา ประธานสภาจากภูมิใจไทยก็ทำลายมันลงในพริบตา เรียกว่า “ขุดมันขึ้นมาฝั่ง” อย่างแท้จริง พรรคคุณมี สส.เกือบ 200 ออกมาตอบโต้ เรื่องตลกไม่ออก กับพรรคที่มี สส.คนเดียว คุณเสียเปรียบและแพ้แบบหมดรูปไปเลย คุณไปเพิ่งคะแนนหรือช่วยฉายแสงให้คุณหมอรงค์ไปโดยไม่รู้ตัว 

การที่พรรคใหญ่ลดตัวลงไปตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้กลไกประธานสภามาปิดกั้น มันทำให้พรรค 1 เสียงดูเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งรสนิยมคนไทยส่วนใหญ่พร้อมจะเทคะแนนสงสารและ “ฉายแสง” ให้ฝั่งที่ดูตัวเล็กกว่าแต่สู้ด้วยเหตุผลหรือความกล้า

ประธานสภาคือตัวแทนของ สส. ทั้งหมด ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เมื่อไหร่ที่คนมองว่าประธานทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องพรรคพวก” มากกว่า “รักษากติกา” เมื่อนั้นบารมีของนายกฯ อนุทินที่สะสมมาจะถูกสั่นคลอนทันที เพราะถูกมองว่า “คุมคนของตัวเองไม่ได้” หรือ “ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม”

หมอวรงค์ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่เฉยๆ แล้วรอให้พรรคใหญ่ “พลาดเอง” การที่ภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แบบ “ตลกไม่ออก” มันคือการประเคนพื้นที่สื่อให้หมอวรงค์ฟรีๆ ซึ่งในทางการเมือง “พื้นที่สื่อคือคะแนนเสียง”

การเมืองไม่ใช่เรื่องของจำนวน สส. เสมอไป แต่มันคือเรื่องของ ‘ความชอบธรรม’ พรรคที่มีเกือบ 200 เสียง แต่ออกมาดิ้นรนตอบโต้พรรค 1 เสียงด้วยวิธีที่ไร้ชั้นเชิง คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองแบบ ‘ขุดมันขึ้นมาฝัง’ จริงๆ

นายกฯ อนุทินเดินเกมกระดานใหญ่มาอย่างสวยงาม แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะ ‘บารมีบนบัลลังก์’ ของคนในพรรคตัวเองที่เปลี่ยนสภาให้กลายเป็นสนามเด็กเล่น ผลคือคุณไม่ได้แค่เสียหน้า แต่คุณกำลังปูพรมแดงให้คู่แข่งเดินเข้าสภาอย่างสง่างาม

ฮ่วย อิหยังวะ

พูดในฐานะที่เชียร์ให้ภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนะครับไม่ใช่ฝ่ายถล่ม เสียดายที่ไปขุดใครขึ้นมาฝั่งตัวเองทำไม

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม 2569) จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่ระบุในวรรคท้ายว่าผู้ที่ได้รับการโหวตเป็นต้องยกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 499 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมีเสียง 250 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียง สส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะยกมือสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้แล้ว 292 เสียง โดยประกอบด้วย

พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง

พรรคเพื่อไทย 74 เสียง

พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง

พรรคประชาชาติ 5 เสียง

พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง

พรรคเพื่อชาติไทย ,พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง

พรรคใหม่ ,พรรครวมใจไทย ,พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน ,พรรคมิติใหม่ ,พรรคประชาธิปไตยใหม่ ,พรรคทางเลือกใหม่ ,พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

รวม 292 เสียง

สำหรับวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้ง 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ประธานสภาฯ ได้นัดหมายประชุมในเวลา 10.00 น.วันที่ 19 มีนาคม โดยมีเรื่องด่วนคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

ผบ.ทร.เผยคืบหน้าสร้างรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จันทบุรี ไทย-กัมพูชาอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียด แต่ไร้ข้อขัดแย้ง เหตุหลักหมุดชัดเจน เชื่อไม่เป็นเหตุปะทะรอบ 3

18 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต.ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ ว่า บริเวณพื้นที่ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ภูเขา ส่วน อ.โป่งน้ำร้อน เป็นพื้นที่ราบ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่นี้ก่อน

ส่วนพื้นที่ของภูเขานั้น ถือว่า การเดินไปมาหาสู่กัน หรือข้ามแดน ยังเป็นเรื่องที่ลำบาก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมไปถึง จ.ตราด ดังนั้น ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะมีจุดผ่อนปรนที่ข้ามแดนอย่างถูกต้อง และข้ามชายแดนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสภาพจริงเป็นสวนของชาวบ้าน ดังนั้น พื้นที่ตรงนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างรั้วก่อน ซึ่งทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ได้เจรจากัน ซึ่งไม่มีประเด็นใดที่เกิดการโต้แย้งกัน เพราะมีหลักหมุดที่ชัดเจน แต่ก็มีข้อตกลงกันว่า หลักหมุดที่ 52-59 ได้มีการพูดคุยระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว ส่วนจะกำหนดเส้นตรง หรือสร้างรั้วปรับพื้นที่กันตรงจุดไหนก่อน อยู่ระหว่างพูดคุยเจรจา

ผบ.ทร.ยังยืนยันว่า การสร้างรั้วดังกล่าว ไม่น่าจะเป็นจุดที่จะไปสร้างความขัดแย้งในรอบที่ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะการสร้างรั้วถือเป็นความคิดเห็นที่ฝ่ายไทยได้ประโยชน์กับการป้องกันพื้นที่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่น การป้องกันการลักลอบค้ายาเสพติด และข้ามแดนผิดกฎหมาย ดังนั้น การสร้างความขัดแย้งน่าจะเป็นประเด็นอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจน แต่ในพื้นที่ราบ และมีหลักหมุดที่ชัดเจน จึงไม่ใช่ประเด็น

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

มยุรี นารี ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่าน รอ กต.ประสานช่วย 3 ลูกเรือไทย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“ผบ.ทร.”เผยได้รับแจ้งจาก”ทัพเรือโอมาน” “เรือมยุรี นารี”ลอยเข้าน่านน้ำอิหร่านแล้ว รอ”กต.”ประสานช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คนต่อ

18 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานงานช่วยเหลือลูกเรือไทย “มยุรี นารี” อีก 3 คน ที่ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า เรื่องนี้มีรายงานครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 วันก่อนจากประเทศโอมาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเรือไทย โดยกองทัพเรือต้องขอขอบคุณกองทัพเรือโอมาน ที่มีการติดตามเรือของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดกำลังไปเฝ้าติดตามสถานการณ์ให้ แต่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา กองทัพเรือโอมาน รายงานว่า เรือดังกล่าวได้ลอยลำข้ามแดนไปยังน่านน้ำประเทศอิหร่าน ทำให้กองทัพเรือโอมานไม่สามารถติดตามได้ แต่ทั้งนี้ หากเรือดังกล่าวลอยกลับมายังเขตน่านน้ำโอมาน กองทัพเรือโอมานก็จะติดตามสถานการณ์ให้ทราบ

ผบ.ทร.กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ได้แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ซึ่งได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการต่อในการเจรจากับประเทศอิหร่าน และดูลูกเรือไทยต่อไป

ส่วนการแจ้งเตือนของกองทัพเรือ นั้น ผบ.ทร.กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการแจ้งเตือนไปแล้ว 6 ฉบับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกองทัพเรือจะแจ้งเตือนไปยังสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อแจ้งไปยังลูกข่าย เพื่อให้รับทราบว่า ตรงจุดใดมีความเสี่ยงตามที่กองทัพได้แจ้งเตือนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ช่วงเวลาแรกเมื่อมีความขัดแย้ง ก็ได้มีการแจ้งเตือนให้มีการหลีกเลี่ยง และเมื่อได้ข้อมูลว่ามีการเตือนเรื่องทุ่นระเบิด มีการแจ้งเตือนอีกครั้ง รวมทั้งมีการแจมระบบหาเรือดาวเทียมให้ได้รับทราบว่า อยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นงานปกติที่กองทัพเรือดำเนินการอยู่ ไม่แตกต่างจากกองทัพอากาศ ที่มีการรายงานสภาพอากาศ และพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับสายการบิน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์ ขณะที่การช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คน ก็ต้องมีการประสานงานไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเทศโอมาน หรือประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้ว่าจะไม่มีเรือไทยอยู่ในน่านน้ำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ตาม

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

ป.ป.ช.เห็นแย้ง DSI ยันปมที่ดินเขากระโดง หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

“ป.ป.ช.”แย้ง”DSI”ปม”ที่ดินเขากระโดง” แจงข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน รฟท.-เอกชน-ปชช. ชี้หน่วยงานรัฐต้องฟ้องเอง ขณะ”ป.ป.ช.”สอบ”อธิบดีกรมที่ดิน-ผู้ว่า รฟท.-จนท.”ปมไม่เพิกถอนโฉนด 2 แปลงแล้ว

18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.ชี้แจงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ส่งสำนวนคดีที่ดินเขากระโดงให้ ป.ป.ช.พิจารณาว่าปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินที่อาจทับที่หรืออยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและมีโฉนดที่ดินที่มีการครอบครองจำนวนหลายแปลงที่เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ที่ครอบครองที่ดินที่อ้างว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โดยข้อเท็จจริงยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินของ รฟท. และการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวในปี 2554 คณะกรรม การ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและมีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง โดยสำนักงาน ป.ป.ช.จึงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ของการรถไฟ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยปรากฏว่ากรมที่ดินยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและการรถไฟซึ่งเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของที่ดินกลับไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 100/2566 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 และมีมติให้ดำเนินการไต่สวนอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ส่งเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณากรณีที่มีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยให้มีผู้บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟไม่ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินต่อศาล ซึ่งรวมถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอีสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วย

ทั้งนี้ เรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบบริเวณเขากระโดง

สำนักงาน ป.ป.ช.ยังชี้แจงว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือประชาชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเอง ส่วนเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการไต่สวนข้อเท็จจริง จะดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวอาจมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับที่แถลงมาในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

มติศาล รธน. 6 ต่อ 3 รับวินิจฉัยปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ สั่ง กกต.ยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน พร้อมให้เวลาอีก 15 วัน ส่งบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีได้มาของพยานหลักฐาน นับแต่ได้รับหนังสือเรียก

18 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 , เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 2 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 3 ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (บาร์โค้ด) และรหัสคิวอาร์ (คิวอาร์โค้ด) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 98 และมาตรา 224

ซึ่งศาลฯ พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริง อันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี มีปัญหา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 มีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ , นายวิรุฬห์ แสงเทียน , นายจิรนิติ หะวานนท์ , นายนภดล เทพพิทักษ์ , นายอุดม รัฐอมฤต และ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ส่วน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม , นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ไม่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้ผู้ถูกร้องทั้งสามทำคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง และให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

สส.ใหม่ล่าสุด! อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ ยัน 2 เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสส. ยัน 2เสียง รทสช. พร้อมโหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ ขอรอแถลงความชัดเจนพรุ่งนี้จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ลั่นไร้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น แค่วางเป้าดันกม.ของพรรคให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ารายงานตัวเป็นสส.ต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อนลำดับให้เป็นสส. แทนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลาออกจากตำแหน่งสส. 

ทั้งนี้ ภายหลังการรายงานตัว นายอรรรถวิชช์ ให้สัมภาษณ์ว่า สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พร้อมลงมติสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการขอเสียงสนับสนุนให้ร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค จำนวน 2 ฉบับ  คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการรใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่างกฎหมายเสรีโซลาร์ และ ร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือ กฎหมายปลดล็อกเครดิตบูโร ซึ่งจากการพูดคุยเมื่อวันก่อนมีทิศทางและการตอบรับที่ดี แต่ในรายละเอียดต่อไปทั้งในส่วนของการสนับสนุนร่างกฎหมายหรือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรัฐบาลหรือไม่ ตนขอรอความชัดเจน และเตรียมแถลงในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) เวลาประมาณ 08.30 น.  ทั้งนี้ ตนไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น นอกจากการวางเป้าหมายผลักดันร่างกฎหมายของพรรคให้สำเร็จ

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานในสภาฯ นายพีระพันธุ์ ให้ตนเดินหน้าทำงานและผลักดันร่างกฎหมายสำคัญของพรรคให้สำเร็จ ขณะที่นายพีระพันธุ์ จะทำงานสร้างเครือข่ายและตั้งสาขาพรรคเพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถส่งผู้สมัค สส. ครบทุกจังหวัดเนื่องจากไม่สามารถทำไพรมารี่โหวตได้  ดังนั้นการทำงานในสภาฯ ตนได้วางเป้าหมายให้การทำงานทำได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้วตนพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย