จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! สีหศักดิ์รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฯฉีกกติกาหมดทุกอย่าง

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

“สีหศักดิ์”จับเข่าคุย สส.ภูมิใจไทย! รับโลกปั่นป่วน “สหรัฐฯ”ฉีกกติกาหมดทุกอย่าง “ตะวันออกกลาง”ระอุเป็นสิ่งท้าทาย “ไทย”ต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-เตรียมแผนรับมืออพยพ ควบคู่ทำงานแบบมี”ยุทธศาสตร์การต่างประเทศเข้มแข็ง-ผู้นำเด็ดขาด” ลั่นต้องอยู่ให้ได้กับประเทศมหาอำนาจ แต่ถ้าถูกกดดันต้องมีศักดิ์ศรี-ยอมไม่ได้ ฝาก”ผู้แทนฯ ภท.”ช่วยสานงาน ตปท.ในสภาฯ ด้าน”ชาดา”ออกปากชม”บัวแก้ว”ทำงานรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวตอนหนึ่งต่อ สส.ของพรรคทั้ง 192 คน ในการสัมมนา สส. , ผู้บริหารพรรค และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย “พูด แล้ว ทำ พลัส” ว่า ในเรื่องการต่างประเทศ เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปอย่างไรบ้าง ต้องยอมรับว่าขณะนี้โลกปั่นป่วนมาก กติกาต่างๆ ที่มี สหรัฐอเมริกาฉีกกติกาหมดทุกอย่าง ดังนั้น ไทยต้องมีการต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่เข้มแข็ง ตัดสินใจเด็ดขาด และต้องทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ทหาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลในช่วงที่โลกกำลังปั่นป่วนคือปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไข อย่างเช่นกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราจะทำอย่างไรในการอพยพคนไทยที่อยู่ทั้งในประเทศอิหร่าน ดูไบ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน หรืออิสราเอล เรามีแผนพร้อมหรือไม่ นอกจากนี้ เราต้องดำเนินงานแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้าสุด และการทูตต้องยึดผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของประเทศไทย อย่างเช่น กรณีกับกัมพูชา เขามาแบบนี้ เราก็ต้องตอบกลับไปแบบนี้ สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ให้ได้กับกัมพูชา ส่วนสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจ เราก็ต้องอยู่กับสหรัฐฯ ให้ได้ ถ้าเขามากดดันเราก็ต้องมีศักดิ์ศรี ยอมไม่ได้

“ผมอยากฝาก สส.ของพรรคที่จะเข้าไปอยู่ในสภาฯ ว่า การต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกับสภาฯ ประเทศที่มีความเข้มแข็งเรื่องการต่างประเทศ จะมองการต่างประเทศแยกออกจากการเมือง ขอให้ทุกท่านที่เข้าไปอยู่ในสภาฯ ไม่ว่าจะบทบาทในกรรมาธิการ หรืออะไรต่างๆ ก็ดี อยากขอให้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องการต่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชื่นชมไปยังนายสีหศักดิ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถบริหารจัดการ และประสานงานเรื่องการอพยพคนไทยในประเทศตะวันออกกลางที่กำลังมีปัญหา ได้เป็นอย่างดี มีความรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก ที่ก่อนหน้านี้เวลามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะถูกมองว่าดำเนินการล่าช้า

ปิดประตูกล้าธรรม? อนุทิน ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ตั้ง รมต.ต้องเพลย์เซฟ

ปิดประตูกล้าธรรม? อนุทิน ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ตั้ง รมต.ต้องเพลย์เซฟ

ปิดประตูกล้าธรรม? อนุทิน ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. ตั้ง รมต.ต้องเพลย์เซฟ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“อนุทิน”ชี้ทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่ หลัง”กล้าธรรม”ออกตัวเป็นฝ่ายค้าน ลั่น”ภูมิใจไทย”ก็เคยเป็น ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.ตั้งรัฐมนตรีมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ขอเพลย์เซฟไว้ก่อน

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าไปแล้วกว่า 99.99% ในส่วนของพรรคกล้าธรรม (กธ.) จะดำเนินการอย่างไร ว่า เรื่องแบบนี้ไม่คุยกัน ขอให้รอเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งในวันที่ 14 มีนาคม 2569 จะมีการทำรัฐพิธีเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะเป็นขั้นตอนต่อจากนี้

เมื่อถามว่า ยังไม่มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ต้องได้นายกรัฐมนตรีก่อน จึงจะตั้งคณะรัฐมนตรีได้ การไปพูดอะไรก่อนถือว่าไม่ควร เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ การจะพูดอะไรก่อนขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งที่มิบังควร

เมื่อถามต่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่จะมีการเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลก่อน นายอนุทิน ตอบทันทีว่า คนเราไม่ต้องทำเหมือนกับคนอื่น เพราะต่างพรรคการเมืองสไตล์การทำงานต่างกัน ต่างมีวิธีการทำงานที่ถนัด

เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องการโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนมั่นใจหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะยกมือสนับสนุน นายอนุทิน ตอบว่า จะต้องมีกระบวนการก่อนหน้านั้น พร้อมย้ำว่าจะต้องมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส่วนจะต้องมีการพูดคุยกับบุคคลที่จะสนับสนุนเราก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีการพูดคุยในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่า ไม่ต้องร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งไประบุ รอสิ่งนั้นยังไม่เกิด

เมื่อถามอีกว่า หลักการในการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีอะไรบ้างนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ยึดหลักการทำงานให้กับประชาชนและประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงกรณี นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องพร้อมเป็นทุกบทบาท พรรคภูมิใจไทยก็เช่นกัน ที่เคยเป็นรัฐบาล แต่อยู่ดีๆ ก็เป็นฝ่ายค้าน เราก็เป็นมาแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเราเป็นผู้แทนราษฎร อยู่บทบาทไหนก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ อย่าง สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เป็นฝ่ายค้านมาตลอดไม่เคยเป็นรัฐบาล ก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้เยอะแยะ ดังนั้น อย่ายึดติดว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ส่วนกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุว่าจะไม่เดินเข้าหาพรรคภูมิใจไทยอีกแล้ว เพราะมีศักดิ์ศรีนั้น นายอนุทิน ร้องโอ๊ย ก่อนบอกว่า ระดับคนเป็นหัวหน้าพรรคทุกพรรค เราต้องเคารพและให้เกียรติกัน

เมื่อถามว่า นายอนุทินพูดในเวทีสัมมนาของพรรค จะไม่ใช้คนที่เคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของคุณสมบัติ นายอนุทิน กล่าวว่า เพราะมีเกณฑ์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาอย่างชัดเจน ตนไม่ได้ตั้งกฎเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

เมื่อถามว่า เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนใช่หรือไม่ว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล นายอนุทิน ระบุว่า เราไม่ถึงขนาดไปพูดแบบจำเพาะเจาะจงแบบนั้น แต่เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าก่อนหน้านี้นายอนุทินก็แต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีแล้ว เหตุใดครั้งนี้จึงไม่กล้าแต่งตั้ง นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ส่วนได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส บ้างหรือไม่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ได้คุยเลย

อนุทิน โพสต์ดีใจได้พบ อ.เชน ในคอนเสิร์ตรวมเพลงรักชาติ วงดุริยางค์ซิมโฟนี ม.มหิดล

อนุทิน โพสต์ดีใจได้พบ อ.เชน ในคอนเสิร์ตรวมเพลงรักชาติ วงดุริยางค์ซิมโฟนี ม.มหิดล

อนุทิน โพสต์ดีใจได้พบ อ.เชน ในคอนเสิร์ตรวมเพลงรักชาติ วงดุริยางค์ซิมโฟนี ม.มหิดล

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

8 มีนาคม 2569 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพที่ถ่ายร่วมกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นางศุกจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมระบุว่า  “ดีใจมากที่ได้พบกับอาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานแสดงคอนเสิร์ตรวมเพลง #รักชาติ ของวงดุริยางค์ซิมโฟนีของมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อคืนนี้ที่ศาลายา”

กรณ์ ไล่บี้คดี เบน สมิธ ฮั้วหุ้นบังหน้า-ฟอกเงินหลังบ้าน จี้ถาม ปปง.-กลต.มัวเกรงใจใคร?

กรณ์ ไล่บี้คดี เบน สมิธ ฮั้วหุ้นบังหน้า-ฟอกเงินหลังบ้าน จี้ถาม ปปง.-กลต.มัวเกรงใจใคร?

กรณ์ ไล่บี้คดี เบน สมิธ ฮั้วหุ้นบังหน้า-ฟอกเงินหลังบ้าน จี้ถาม ปปง.-กลต.มัวเกรงใจใคร?

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

8 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขยายผลเรื่อง Ben Smith

ขอบอกเลยนะครับว่ากระแสข่าวเรื่องนี้จะขึ้นหรือลงอย่างไร การติดตามให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินการปกป้องประโยชน์ของคนไทยในเรื่อง scammer และการฟอกเงินจะไม่หยุดลง

นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว คดีอายัดทรัพย์นาย Ben Smith และพวกได้ไปถึงชั้นศาลแล้ว

แต่ผมเป็นคนหนึ่ง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ตั้งประเด็นคำถามว่า ทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?

โดยที่มูลค่าส่วนใหญ่ของทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคือหุ้นบริษัทบางจาก โดยที่ ปปง. ได้พิสูจน์โยงกลับไปถึง “กองทุน Capital Asia Investments (CAI)” ซึ่งเป็นกองทุนที่มีการเชื่อมโยงกับนาย Ben Smith และ เป็น “แหล่งเงินลับ ปกปิดเจ้าของ” ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามธุรกรรมควรสงสัยมาโดยตลอด

ในครั้งนี้ CAI คือ ผู้ขายหุ้น Big Lot ในหุ้น บางจากฯ ให้กับ Alpha Chartered Energy (ACE) หลายครั้ง และ จึงเป็น “แหล่งหมุนเงินค่าขาย มาจ่าย ค่าซื้อ” หรือ “โอนตรง” ซึ่งล้วนแต่เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เมื่อ ปปง. ได้พิสูจน์เส้นทางเงิน และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงได้ส่งสำนักอัยการเพื่อให้ศาลฟ้องยืดอายัดทรัพย์แล้วดังกล่าว

ส่วนทรัพย์สินอื่นของนาย Ben Smith และ น.ส. แคทรียา บีเวอร์ (ภริยานายเบน) และพวก ก็ได้ถูกอายัดไปด้วย ซึ่งรวมถึงที่ดิน เงินสด ฯลฯ

แต่ที่แปลกมากคือการที่ กลต หรือ ปปง ยังไม่มีการดำเนินการแม้แต่น้อยกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถือโดย CAI หรือโดยภริยาของนายเบน สมิธ ตามตารางในภาพ?

และนอกจากนั้น ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมคือย้อนสืบเส้นทางการได้มาหุ้นเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เห็นได้ทันทีว่ามีใครคนอื่นเกี่ยวข้องบ้าง มีใครสมคบคิดกับนายเบน สมิธและพวกบ้าง บวกกับเส้นทางการเงินว่าเงินปันผลที่ได้รับ ผ่านเข้าบัญชีใคร และมีการจ่ายออกไปที่ไหน

ผมขอยกตัวอย่างกรณีตรงไปตรงมาที่สุด คือหุ้นสองบริษัท (BCP และ GTV) ที่ แคทรียา บีเวอร์ ยังถืออยู่ในชื่อตัวเองซื่อๆตรงๆ (ในภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์) แต่ กลต และ ปปง กลับไม่มีการดำเนินการอย่างไร

หรือหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Beteverse ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์ รวมทั้ง หุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Rapidfire ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก B.I.C. (Cambodia) Bank (ซึ่งมีนาย ยิมเลียกเป็นประธานกลุ่ม) โดยที่ราคาที่ซื้อขายกัน คือ 4.22 บาท สูงกว่าตลาดที่ 1.55 บาท ถึง 170% และ ซื้อขายเปลี่ยนชื่อกันวันสุดท้าย ก่อนที่ชื่อ B.I.C. (Cambodia) Bank จะปรากฎบนทะเบียนหุ้น FSX วันที่ 21 มีนาคม 2568 พอดี เป็นต้น (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน) ทำให้ต้องติดตามว่า ในการซื้อขาย Big Lot ทั้งจำนวนเช่นนี้ ทั้ง 2 กรณี มีการชำระเงินอย่างไร ? เป็นการหมุนเวียนเงินของกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ? หรือ โอนตรง ? ดังกรณีแบบหุ้นบางจากฯคล้ายๆกัน

โดย กลต. ก็มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลว่า กรณีต้องสงสัยเช่นนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่? ซึ่งหากใช่ จะทำให้ผิด พรบ. หลักทรัพย์ มาตรา 246 ในการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และ มาตรา 247 หน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป เพราะ หากรวมผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบุคคลเดียวกันเหล่านี้ จะรวมได้เป็น 51.96% ได้แก่

– CAI For Pilgrim Finansa Investment Holding (แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่เชื่อมโยง เบนสมิธ) 24.14%,

– Beteverse (โอนทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เบนสมิธ) 10.00%,

– Rapidfire (โอนทั้งจำนวนจาก BIC Bank (Cambodia)) 10.00%และ

– นาง สุภารัตน์ สง่าเมือง (อดีตภรรยา เบนสมิธ) อีก 7.82%

ซึ่งจะทำให้ผิดทั้งมาตรา 246 และมาตรา 247 ดังกล่าว รวมทั้ง ความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order ตามมาตรา 244ด้วย

แต่ถึงวันนี้ ด้วยหลักฐานมากมายขนาดนี้ กลต. ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ เกรงใจใครครับ?

โดยสรุปคำถามสำคัญ คือในเมื่อ ปปง ได้สั่งอายัดหุ้น ที่ดิน รถยนต์ เงินสด ฯลฯ ของนายเบน สมิธ รวมไปถึงภริยาและพวกแล้ว ทำไมถึงไม่ดำเนินการต่อให้ครบถ้วน? หากมีการโยกย้าย ขายหุ้น และทรัพย์สินส่วนนี้ออกไป ปปง และ กลต จะรับผิดชอบอย่างไร?

และผมขอยํ้าคำถามเดิมว่า ทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิด“ซิมม้า” โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท เป็นธุระจัดหา โฆษณา ชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมซิม โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 5 แสนบาท

8 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ภัยร้ายทึ่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีคนไทยบางส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกัน โดยการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ขอย้ำเตือนประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนอย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อยรับจ้างเปิดซิมการ์ด หรือให้ข้อมูลส่วนตัวแก่มิจฉาชีพ เพื่อนำไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ ก่อนจะนำหมายเลขดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดทางออนไลน์

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า อัตราโทษและค่าปรับตามกฏหมายการรับจ้างเปิดซิมหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำซิมที่ลงทะเบียนในชื่อตนเองไปใช้งาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าข่ายความผิดตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) หากพิสูจน์ได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการกระทำผิด

“ตามกฎหมายกำหนดโทษไว้ชัดเจน โดย เจ้าของซิมม้า อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ ผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมซิม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะมีโทษหนักกว่า คือจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

รัฐบาลพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ากวาดล้างซิมม้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ผู้อื่นใช้ข้อมูลส่วนตัวหรือสแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียนเปิดซิมการ์ดแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากประชาชนตรวจพบว่ามีการนำชื่อ-นามสกุลของตนไปลงทะเบียนซิมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพบเบาะแสเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ thaipoliceonline หรือโทรสายด่วน 1441 ของศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 18.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นตุรกี (ซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่จุดผ่านแดน Kapikoy ได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะจากกรมการกงสุล นำโดย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา นำโดย นางสาวพัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต รับคณะคนไทยกลุ่มแรก จำนวน 62 คน นำโดย นางสาวชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งออกจากอิหร่าน ผ่านจุดผ่านแดน Razi มายังด่าน Kapikoy ของตุรกี ด้วยความปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้กับคนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ในระหว่างที่พำนักอยู่ในเมือง เพื่อรอออกเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ในวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2569

การอพยพคนไทยในอิหร่านครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทย ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศขอบคุณฝ่ายอิหร่าน และตุรกี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่าน และขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทยในประเทศไทย โปรดติดตามความคืบหน้าที่เพจ Facebook กรมการกงสุล หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ Call Center กรมการกงสุล 0-2572-8442 สายด่วนกองคุ้มครองฯ (Hotlines) 096-216-1837 , 096-183-6736 , 064-564-7573

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

8 มีนาคม 2569 นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอบคุณ คุณแนน สมชัย สำหรับคำเชิญชวนให้ “ถอดหัวโขนนักวิชาการ” มาลงเล่นการเมืองครับ

แต่อาจต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อยว่า

ในระบอบประชาธิปไตย บทบาทของนักวิชาการไม่ใช่การสวมเสื้อพรรคการเมือง

#หากคือการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และวิพากษ์ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในมือของพรรคใดก็ตาม

การวิจารณ์พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไม่ได้เกิดจากการ “เลือกสี”

#แต่เกิดจากการพิจารณา โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และผลประโยชน์สาธารณะ

นักวิชาการไม่จำเป็นต้องลงเล่นการเมือง จึงจะมีสิทธิวิจารณ์การเมือง

เช่นเดียวกับประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ จึงจะมีสิทธิถามว่าโรงพยาบาลรักษาคนไข้ดีหรือไม่

ผมยินดีหากคนรุ่นใหม่ในทุกพรรคตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ

แต่ในสังคมประชาธิปไตย ความตั้งใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ

ความสามารถ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการยอมรับการตรวจสอบจากสาธารณะ

การตั้งคำถามเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตรวจสอบอำนาจว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ เพียงใด

และบางครั้ง

การตั้งคำถามจากภายนอก

อาจมีประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจเสียอีก

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : บุณย์ธิดา สวนแรง อ.พิชาย ท้าถอดหัวโขนลงเลือกตั้ง หลังโดนแซะ รมต.ภูมิใจไทย ทำอะไรเป็นบ้าง!)

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เปิดรับทุกเสียง ย้ำทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ชี้ สส.ทำงานได้หมดหากตั้งใจจริง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงแนวทางการทำหน้าที่ ส.ส. โดยย้ำชัดว่า การทำงานเพื่อประชาชนไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านโดยตนจะตั้งใจทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดกำแพงเพชรอย่างเต็มที่ พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะจากประชาชน หากมีสิ่งใดที่อยากให้ดำเนินการในวาระที่ตนทำหน้าที่ ส.ส. สามารถส่งเข้ามาได้ และจะทำทุกอย่างภายใต้กรอบหน้าที่อย่างเต็มกำลังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายไผ่ ยังระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่เลือกตนเข้ามา จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผิดหวัง ส่วนผู้ที่ไม่ได้เลือกตน ก็พร้อมรับใช้เช่นกัน พร้อมขอให้ประชาชนบอกปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการให้แก้ไข เพราะหากไม่สะท้อนปัญหา ก็อาจทำให้เข้าใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม

“ผมไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ทั้งหมด พรรคกล้าธรรมเราทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจหรอกครับ ทำเป็นหมดนั่นแหละ” นายไผ่ ระบุ

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.59 น.

ไชยชนก เผย คืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน 99.99% ขู่ลงดาบพวกก่อมุ้ง ป้องทำพรรคภูมิใจไทยป่วน 

8 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนา สส. ว่า พรรคภูมิใจไทยมีการเติบโตขึ้นมากขึ้นกว่าสองเท่าตัว มีสมาชิกใหม่มากกว่าสมาชิกเก่า เจตนาการสัมมนาครั้งนี้คือการทำความเข้าใจให้มีความสนิทสนมกลมเกลียวมากขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติในความเป็นพรรคภูมิใจไทย แม้ตนจะเป็น สส.สมัยที่สอง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพรรคอื่น อยู่กันเป็นครอบครัว ซึ่งจะมีการทำความรู้จักกัน ส่วนเรื่องการปรับตัวไม่ใช่แค่ สส.ใหม่ แต่รวม สส.เก่า ด้วย ส่วนในเชิงการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสมัยนี้ หลายคนคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่ครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่จะต้องโฟกัสมากขึ้นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายบริหารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติที่รุมเร้าและความไม่แน่นอนต่างๆ  และวางรากฐานให้ประเทศพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นจะมีการบริหารมุ้งและก๊กต่างๆอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดคุยมาตลอดและจะต้องพูดคุยเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วก็มีคลื่นใต้น้ำเหมือนกันและเราผ่านมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้สั่นคลอนที่สุดหากถามตนไม่ใช่เรื่องกาสิโนหรือการมีปัญหากับพรรคร่วม จากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน แต่มันมีปัญหาบางจังหวะที่เกิดจะคลื่นใต้น้ำที่ทำให้เอกภาพของพรรคภูมิใจไทยสั่นคลอน ฉะนั้น ครั้งนี้เมื่อเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้นและสิ่งที่ทุกคนเป็นกังวลในเบื้องต้น แต่จากที่ได้พูดคุยและพบเจอกันและจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานที่วันนี้คนทำงานจริงได้มีเวทีได้มีพื้นที่เฉิดฉายและเติบโตในการทำงานหลากหลายรูปแบบ จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สลายในเรื่องของมุ้งไปพอสมควร 

”ถ้าเกิดใครทำเรื่องนี้แล้วทำให้เกิดผลกระทบ เราจะมีบทลงโทษและการจัดการอย่างเด็ดขาดแน่นอนจากฝ่ายบริหาร“

เมื่อถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะชัดเจนในการสัมมนาครั้งนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้ว แต่เรื่องนี้ตนขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการดีกว่า เมื่อถามย้ำว่า การตั้งรัฐบาลตกผลึกแล้วใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า น่าจะตกผลึก 99.99% ก่อนระบุว่า การเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตนจึงขอเว้นไว้ 0.1%

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาระบุ พรรคภูมิใจไทยมีการนำเสียงของพรรคเสรีรวมไทยไปรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดที่จะทาบทาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะมีกรณีที่ในช่วงการเลือกตั้งได้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. คือการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้มีการดำเนินคดีโดยยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และทาง กกต.ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาสอบสวน ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการสอบสวน แน่นอนว่าถ้าไปแจ้งอย่างนั้น ก็ไม่ประสงค์จะร่วมทำงานหรือจะเชิญเข้ามาร่วมทำงานอยู่แล้ว

“สิ่งที่ท่านคิด เป็นการคิดเอาเอง ยืนยันว่าไม่เคยเชิญพรรคท่านเสรีพิศุทธ์ เข้ามาที่พรรคเลย ท่านก็ทราบดี เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่ท่านจินตนาการเอาเอง ยืนยันว่าเราไม่เคยเชิญท่านอยู่แล้ว” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เรื่องที่เราไปยื่น กกต.ในครั้งนั้น คือเรื่องที่ได้มีการกล่าวหากรณีการจัดงานแข่งขันโมโตจีพี ในประเด็นทุจริต โดยการนำเงิน 4 พันล้าน มาจัดงานให้ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถ้าผลการสอบสวนพบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 73 อนุ 5 จริง ก็จะต้องถูกยื่นต่อศาล หากศาลเห็นว่าผิดก็จะถูกตัดสิทธิ์และส่งผลให้การเป็น สส.สิ้นสุดลง ตนจึงขอแนะนำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปตั้งหลักสู้คดีเรื่องนั้นดีกว่า

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อ 2 วันที่แล้ว ที่รัฐสภา กลับมีการกล่าวหาซ้ำต่อพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยมีการนำเสียงของพรรคเสรีรวมไทย ไปร่วมรัฐบาล และยังบอกว่าไม่มีมารยาท ดังนั้น ทั้งพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน จะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วย โดยจะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้

“เราเข้าใจว่าท่านก็มีอาการบางสิ่งบางอย่างจนถึงวันนี้ท่านก็ไม่ทราบอาการของตัวเอง อาการที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองหรือหลงตัวเองคิดเอาว่าคนอื่นโกงหมดแต่ตัวเองไม่โกง ในทางจิตวิทยาเรียกว่านาซิซิส หรือหลงตัวเอง วันนี้บ้านเมืองต้องเดินหน้า ด้วยความนับถือ การจะเป็นคนดีบอกว่าไม่โกง โกงเจอกู ไม่เป็นไร จะได้ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่อยากฝากว่า กายกรรม มโนกรรม และวจีกรรม ก็ต้องอยู่กับคนดี อย่าทำดีอย่างเดียว แต่ว่าวจีกรรมไม่ค่อยดี ก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินคดี” นายศุภชัย กล่าว