นายกฯ หารือ IMF ก่อนไป กกต. รับหนังสือรับรอง สส.

นายกฯ หารือ IMF ก่อนไป กกต. รับหนังสือรับรอง สส.

นายกฯ หารือ IMF ก่อนไป กกต. รับหนังสือรับรอง สส.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายกฯ หารือ IMF ก่อนไป กกต. รับหนังสือรับรอง สส. 

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 5 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อหารือกรณีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก และ IMF ของทั้งโลกในช่วงเดือน ต.ค.

จากนั้นเวลา 11.20 น. นายกฯ พร้อมนายเอกนิติ เดินมาส่งกรรมการผู้จัดการ IMF เดินทางกลับ ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อไปรับหนังสือรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ ภายหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจไทย

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจไทย

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เขย่าเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม”สหรัฐ-อิหร่าน”เขย่าเศรษฐกิจไทย ระยะสั้น”น้ำมัน”ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯเสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน“สถานการณ์น้ำมันไทย”ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

5 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1.สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2.สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4 – 5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4 – 5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45 – 60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

สุชาติ ไม่ยึดตำแหน่ง รมต. แล้วแต่ผู้ใหญ่ในพรรค

สุชาติ ไม่ยึดตำแหน่ง รมต. แล้วแต่ผู้ใหญ่ในพรรค

สุชาติ ไม่ยึดตำแหน่ง รมต. แล้วแต่ผู้ใหญ่ในพรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

5 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะ สส.ชลบุรี พรรค ภท.ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนจะดำรงตำแหน่งเดิมในรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ ว่า เรื่องของตำแหน่งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรค ต้องรอนโยบายจากผู้บริหารพรรคอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งแรกต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ก่อน ส่วนที่มีรายงานข่าวส่วนใหญ่จะให้คนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้วนั่งในตำแหน่งเดิมนั้น ทุกคนหากได้รับโอกาสจากผู้บริหารพรรคให้มีตำแหน่งในฝ่ายบริหารก็มีความพร้อมในทุกตำแหน่งตามที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว อยู่ที่ผู้ใหญ่ของพรรคให้ความไว้วางใจ โดยต้องมีการเลือกนายกฯ ก่อนถึงจะอยู่ในขั้นตอนการตั้ง ครม.ได้ และเป็นอำนาจของนายกฯในการตั้งรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการตั้งไทม์ไลน์ได้หรือไม่ว่า จะมีการตั้ง ครม.เสร็จเมื่อไร นายสุชาติ กล่าวว่า คาดการณ์ว่าวันนี้หลังมีการรายงานตัว สส.บัญชีรายชื่อ ได้จำนวน สส.95% หรือประมาณ 475 คน ก็เปิดการประชุมสภาได้แล้ว ซึ่งเป็นการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ตนว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์อยู่แล้ว กี่วันเปิดสภา กี่วันเลือกนายกฯ

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะได้งานใหม่หรืองานเดิม นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำงานกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย มาเป็นอย่างดี ท่านได้ให้โอกาสและอิสระในการทำงาน ซึ่งมีความสุข แต่การที่จะได้เป็นผู้บริหารต่อหรือไม่ วันนี้ทุกคนมีแต่การคาดการณ์ อย่ามองไปเรื่องของการยึดติดตำแหน่ง แต่ต้องมองอำนาจการตั้ง ครม. ความเหมาะสมของรัฐบาล

นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีเหตุการณ์ไม่ปกติก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาล ครม. เพราะไม่อย่างนั้นผลกระทบต่างๆ ที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการ ทั้งเรื่องงบประมาณ งบกลางต่างๆ ทำไม่ได้ ถ้ามีรัฐบาลอำนาจเต็มที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมีการฟอร์มทีม มีการใช้งบประมาณฉุกเฉินได้ในสถานการณ์ที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง ในส่วนนี้อยากให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะต้องโดนผลกระทบบ้างจากการที่เกิดสงคราม รัฐบาลถ้าอยู่ในช่วงรักษาการ การทำงานได้แค่ระดับหนึ่ง อาจได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เข้าไปเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น การส่งออก หรือเรื่องพลังงาน ซึ่งนายกฯ ได้เตรียมรับมือไว้หมดแล้ว

จูรี ตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ขอเป็นร่างทรงให้ชาวสงขลา เขต 2 พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

จูรี ตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ขอเป็นร่างทรงให้ชาวสงขลา เขต 2 พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

จูรี ตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ขอเป็นร่างทรงให้ชาวสงขลา เขต 2 พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

จูรี ตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ขอเป็นร่างทรงให้ชาวสงขลา เขต 2 พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ทวงถามเงินเยียวยา-มาตรการป้องกันน้ำท่วมจากรัฐบาล 

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมารับหนังสือรับรอง สส.แบบแบ่งเขต ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

ยอมรับว่า รู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็น สส.สมัยแรก เหมือนเราแบกเสียงทั้งหมดจากสงขลา เขต 2 ขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วย เหมือนเป็นร่างทรงของเขาพาทั้ง 30,000 กว่าคะแนนมารับใบรับรองด้วย ขอบคุณพี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวคลองอู่ตะเภาที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์การเมืองสุจริตขึ้นมา

นายจูรี กล่าวต่อว่า สงขลา เขต 2 มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เป็นเขตหนึ่งที่สื่อให้ความสนใจ ผู้สมัครทุกคนก็ล้วนแต่เป็นคนที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถถือว่าประชาชนมีโอกาสเลือกในหลาย ๆ ตัวเลือก โดยสิ่งแรกที่อยากจะทำ ประชาชนฝากถึงปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ เราพยายามกระทุ้งเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วม เห็นว่า กกต.อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว แต่ชาวบ้านยังรอคอยเงินซ่อมแซมบ้าน ตอนนี้อยู่ในกระบวนการของกำลังตรวจสอบและจะส่งให้จังหวัดได้พิจารณาตรวจสอบว่าแต่ละหลังได้เท่าไร นอกจากนี้ชาวบ้านหาดใหญ่ยังคาดหวังถึงมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้ ทั้งหมดน่าจะเป็นเรื่องแรก ๆ ที่เราต้องรับภาระมาเป็นปากเป็นเสียงให้เขา 

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้จะประกาศเป็นฝ่ายค้าน เหมือนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคบอก เราก็ทำงานได้หมด อยู่ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ กระทุ้ง เรียกหา ถามหาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น คิดว่าทำได้ทั้งสองบทบาท ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคมาก แม้พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ของรัฐบาล แต่เป็นพื้นที่ของพี่น้องประชาชนก็จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณหรือช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนอยู่ เราก็พร้อมผลักดัน ถามหา เรียกร้องหาให้กับชาวบ้านในฐานะตัวแทนเขาอยู่แล้ว 

นายจูรี เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ให้กำลังใจตนเองตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนคำแนะนำเรื่องงานในพื้นที่ยังไม่ได้คุยกันมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้น่าจะเจอกันที่สภาฯ เพราะไปรายงานตัว

สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

สงครามที่ตะวันออกกลาง กับละครลิงบัตรเลือกตั้งในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.


ภาพข่าวจากตะวันออกกลางในเวลานี้คือท้องฟ้าที่ถูกฉีกด้วยแสงขีปนาวุธและแรงระเบิด ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดเดียว แต่กระจายตัวไปในหลายประเทศของภูมิภาค การโจมตีและการตอบโต้เกิดขึ้นเป็นระยะ ทั้งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อิสราเอล รวมถึงจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ ในตะวันออกกลาง

เมื่อขีปนาวุธถูกยิงข้ามฟ้าและระเบิดตกลงกลางเมือง สิ่งที่พังทลายไม่ได้มีเพียงอาคาร ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่คือชีวิตของผู้คนจำนวนมาก บ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่พลเรือนหลายแห่งกลายเป็นซากคอนกรีตภายในเวลาไม่นาน ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่โดยไม่รู้ว่าบ้านของตนจะยังคงอยู่หรือไม่ในวันรุ่งขึ้น

ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นเป็นระลอก การโจมตีในพื้นที่หนึ่งมักถูกตอบกลับในอีกพื้นที่หนึ่ง ทำให้บรรยากาศของสงครามค่อยๆ ขยายตัวไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ความตึงเครียดจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สะสมตัวอยู่ในหลายพื้นที่พร้อมกัน

ในทุกสงคราม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาหนักที่สุดมักไม่ใช่ผู้นำประเทศหรือผู้วางแผนยุทธศาสตร์ แต่คือประชาชนธรรมดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใดๆ เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเติบโตท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัย ครอบครัวจำนวนมากสูญเสียลูกหลานจากแรงระเบิดที่ตกลงมาโดยไม่เลือกเป้าหมาย

ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางสำคัญของพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจปะทุขึ้น ผลกระทบย่อมสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกทันที

หลายประเทศเริ่มประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องราคาพลังงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยของพลเมืองในต่างแดน รัฐบาลหลายแห่งเตรียมมาตรการรับมือ หากความขัดแย้งขยายตัวออกไปมากกว่านี้

โลกกำลังเผชิญช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายประเทศติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะรู้ดีว่าหากสงครามลุกลาม ผลกระทบย่อมกระจายไปทั่วโลก

แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นกลับสวนทางอย่างน่าประหลาด ขณะที่หลายประเทศกำลังอ่านแผนที่ความขัดแย้งและประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของตนเอง ในประเทศไทยกลับยังมีบางกลุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับข้อถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้งและบาร์โค้ดบนกระดาษหนึ่งใบ

กระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทยเดินหน้ามาถึงขั้นตอนสำคัญแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นที่เรียบร้อย

ขั้นตอนต่อไปของระบบรัฐสภาคือการเปิดประชุมสภา เลือกประธานรัฐสภา และเข้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

กลไกเหล่านี้ถูกกำหนดไว้เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งระดับภูมิรัฐศาสตร์

แต่แทนที่สังคมจะหันไปตั้งคำถามเรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศ การเมืองไทยกลับย้อนกลับไปถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้งอีกครั้ง

มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีการกล่าวหาว่าสามารถสืบย้อนตัวผู้ใช้สิทธิ์ได้ และมีความพยายามขยายประเด็นดังกล่าวผ่านการเคลื่อนไหวและการออกสื่ออย่างต่อเนื่อง

ทั้งที่ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีช่องทางตามกฎหมายอยู่แล้ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตของการเลือกตั้ง สิ่งที่ควรทำคือการนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

การวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ หรือจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร เป็นอำนาจของศาล

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการทำให้ประเด็นบัตรเลือกตั้งถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ถูกขยายอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวในช่วงหลังทำให้ประเด็นบัตรเลือกตั้งถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง นักวิชาการบางคนเดินสายออกสื่อแทบทุกวัน อธิบายบ้าง ตั้งคำถามบ้าง และบางครั้งพูดในทำนองราวกับกำลังทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเสียเอง 

น้ำเสียงหลายครั้งฟังคล้ายผู้ตัดสินคดี มากกว่าจะเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตทางวิชาการ ทั้งที่ในระบบกฎหมายของประเทศ อำนาจในการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล

ขณะที่อดีตกรรมการการเลือกตั้งบางคนซึ่งเคยอยู่ในระบบจัดการเลือกตั้ง ก็ออกมาร่วมวงวิจารณ์อย่างคึกคัก ราวกับมีพื้นที่ใหม่ให้กลับมาแสดงบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

สมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มก็ไม่ยอมน้อยหน้า แทนที่จะใช้เวลาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ตรวจสอบกฎหมาย หรือผลักดันงานของรัฐสภา กลับกระโจนลงมาร่วมขบวนถกเถียงเรื่องบัตรเลือกตั้ง อย่างเอาจริงเอาจังเสียยิ่งกว่าหน้าที่ของตนเอง

รวมถึงนักการเมืองจากพรรคประชาชนหรือพรรคส้มบางส่วน ซึ่งออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการขยายประเด็นบัตรเลือกตั้ง หลังผลเลือกตั้งไม่เป็นไปตามจินตนาการของตนเองว่าจะคว้าชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย หากเป็นการขยับตัวของกลุ่มคนแนวเดียวกัน ที่ผลัดกันออกมาพูด ผลัดกันตั้งข้อกล่าวหา บางส่วนถึงกับจัดการจำลองการลงคะแนนขึ้นมาเพื่อยืนยันข้อสงสัยของตนเอง

ทั้งที่ข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งทุกคนในวงการเมืองรู้ดีอยู่แล้วคือ การจำลองการเลือกตั้งหรือการทดลองระบบลงคะแนนในกิจกรรมใดก็ตาม ไม่มีพลังทางกฎหมายต่อการเลือกตั้งจริงแม้แต่น้อย

จะจำลองกี่ครั้ง จะทดลองอย่างไร ผลการเลือกตั้งก็ไม่เปลี่ยน และการเลือกตั้งก็ไม่กลายเป็นโมฆะจากการจำลองเหล่านั้น  อำนาจในการวินิจฉัยเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการร้องเรียนและต้องรอคำวินิจฉัยของศาล

เมื่อมองภาพรวม การจัดการจำลอง การทดลองระบบลงคะแนน หรือการสร้างสถานการณ์เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย ล้วนมีลักษณะคล้ายการจัดฉากทางการเมือง ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างจาก “ละครลิง” ที่มีทั้งการจัดฉาก การผลัดกันแสดงบทบาท และการส่งต่อคำพูดผ่านสื่อ

และทุกอย่างก็วนกลับมาที่จุดเดิม นั่นคือการตอกย้ำความเชื่อของผู้แสดงเองว่า การเลือกตั้งมีปัญหา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องบัตรเลือกตั้ง หากเป็นคำถามว่า ในเวลาที่สงครามกำลังลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง กลุ่มการเมืองและบุคคลบางกลุ่มในประเทศนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ ระหว่างการติดตามสถานการณ์โลกและเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือความผันผวนที่กำลังก่อตัวขึ้น

หรือการหมกมุ่นอยู่กับละครลิงบัตรเลือกตั้ง ที่ถูกจัดฉากและเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ข้อร้องเรียนยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย และคำตอบของเรื่องทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผลทางกฎหมายที่จะออกมาตามกระบวนการนั้น.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ เผยรอ 200 คนไทยในอิหร่าน ตัดสินใจเดินทาง เน้นต้องปลอดภัย

พิพัฒน์ เผยรอ 200 คนไทยในอิหร่าน ตัดสินใจเดินทาง เน้นต้องปลอดภัย

พิพัฒน์ เผยรอ 200 คนไทยในอิหร่าน ตัดสินใจเดินทาง เน้นต้องปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

วันนอร์ เผยหลังคุยนายกฯ เห็นด้วยการวางตัวไทยเหมาะสม ด้าน พิพัฒน์ เผยรอ 200 คนไทยในอิหร่าน ตัดสินใจเดินทาง เน้นต้องปลอดภัย

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 5 มี.ค.2569 นายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับนายกฯ ว่า ในการพูดคุย ได้หารือกันถึงท่าทีของประเทศไทย ที่ทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตนและนายกรัฐมนตรี ต่างมีความเห็นตรงกัน ว่าการวางตัวเป็นกลาง การเร่งดูแลคนไทย ที่อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง และการอำนวยความสะดวก ให้ คนไทยได้กลับมาประเทศไทย เป็นสิ่งที่เหมาะสม 

จากนั้นเวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ ​รองนายกฯและรมว.คมนาคม​ ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่นายกฯได้ขอคำแนะนำจากนายวัน​มูหะมัดนอร์​  ว่าขณะที่มีเหตุการรุนแรงในตะวันออกกลางเราควรวางตัวอย่างไร โดยนายวันมูหะมัดนอร์ ได้บอกว่าการวางตัวของนายกฯของประเทศไทยเหมาะสมที่สุดซึ่งเราต้องวางตัวเป็นกลาง 

เมื่อถามว่านายวันมูหะมัดนอร์ แนะนำให้ทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยัง ตอนนี้ทุกอย่างต้องดูสถานการณ์ที่จะก้าวต่อไปไม่ว่าจะเดินไปในทางที่ดีขึ้นหรือถอยหลังกลับมาในสถานการณ์ที่ไม่ดี ถ้าเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นนายกฯ อาจต้องเชิญนายวันมูหะมัดนอร์มาปรึกษาอีกครั้ง โดยขณะนี้นายวันมูหะมัดนอร์ ได้แนะนำให้เราทำตัวนิ่งๆ เพื่อดูแนวโน้มเหตุการณ์จะไปทิศทางใด 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการรับคนไทย 200 คน จากอิหร่านไปยังที่ตุรกี เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ว่าขณะนี้เป็นช่วงการตัดสินใจของผู้ที่จะเดินทางว่าพร้อมหรือไม่ เพราะระยะทางไกล 1,000 กิโลเมตรไม่ได้ง่าย อาจมีด่าน รวมถึงผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ไม่ดี ซึ่งไม่สามารถไปคาดการณ์ได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ดูแล้วปลอดภัยที่สุดถึงจะเคลื่อนย้าย 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องเครื่องบินที่นำคนไทยกลับ มีความพร้อมใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่นายกฯ พูด จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำ ที่บินผ่านน่านฟ้าตุรกี เข้ามาที่ไทยซึ่งค่าใช้จ่ายจะถูกกว่านำเครื่องของทหารอากาศไปรับ จะมีเรื่องของการขออนุญาตและเรื่องความมั่นคง การประกันภัยที่จะยุ่งยากมากกว่า 

เมื่อถามย้ำว่า คนที่จะตัดสินใจจะเป็นประชาชนหรือรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประเมินของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำอิหร่าน ที่จะให้ข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรายงานนายกฯ อีกครั้ง 

ชัยชนะ นำทีม สส.ใต้ รายงานตัวสภาฯ ยันปชป.มีเอกภาพ 100% ปัดแอบดีลร่วมรบ. ยังไร้เทียบเชิญ

ชัยชนะ นำทีม สส.ใต้ รายงานตัวสภาฯ ยันปชป.มีเอกภาพ 100% ปัดแอบดีลร่วมรบ. ยังไร้เทียบเชิญ

ชัยชนะ นำทีม สส.ใต้ รายงานตัวสภาฯ ยันปชป.มีเอกภาพ 100% ปัดแอบดีลร่วมรบ. ยังไร้เทียบเชิญ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ชัยชนะ นำทีม สส.ใต้ รายงานตัวสภาฯ ยัน ประชาธิปัตย์ มีเอกภาพ 100% ปัดแอบดีลร่วมรัฐบาล ทุกอย่างต้องเป็นมติพรรค เผยยังไม่มีเทียบเชิญ  ลั่นพร้อมทำทุกหน้าที่ทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 มี.ค. ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำ4 สส.นครศรีธรรมราช และ 1 สส. สุราษฎร์ธานี รายงานตัวกับสำนักงานเลขาสภาผู้แทนราษฎร 1.นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ นครศรีธรรมราชสส.เขต 6 ,2.นายทรงศักดิ์ มุกสิกร นครศรีธรรมราช เขต1, 3.นางกนกพร เดชเดโช นครศรีธรรมราชเขต 4, 4.นายพิทักษ์เดช เดชเดโช นครศรีธรรมราชเขต 3 และนายสมชาติ ประดิษฐพร สส. สุราษฎร์ธานี เขต 4 

จากนั้นนายชัยชนะให้สัมภาษณ์ภายหลังรายงานตัว ว่า วันนี้มีกำหนดการรายงานตัวของสส.แบบแบ่งเขตอยู่แล้ว ส่วนสส.แบบบัญชีรายชื่อ จะมารายงานตัวในวันที่ 6 มีนาคม และแม้ว่าจะแยกมารายงานตัวแต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเอกภาพ วันนี้เรามี 21 เสียงมติพรรคและหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไร เราก็พร้อมทำตามอยู่แล้ว อย่ามองทุกประเด็นให้เป็นประเด็นการเมืองว่าเหตุใดจึงมาไม่พร้อมกัน เราทำงานเป็นทีมและมีความเป็นเอกภาพ เป็นพรรคประชาธิปัตย์ 

เมื่อถามว่า การที่เดินทางมารายงานตัวก่อนในวันนี้ มีการแอบดีลอะไรก่อนหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการแอบดีล ทุกอย่างคุยกันแบบเปิดเผย ทุกอย่างตัดสินใจด้วยมติพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยบอกว่าคะแนนของพรรค 60% ก็อยู่ที่ภาคใต้ 2 ล้านกว่าคะแนน ซึ่งสส.ทุกคนมาจากการเลือกของประชาชน ต้องกลับไปถามโหวตเตอร์ในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่นครศรีธรรมราชที่มาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กของตนส่วนใหญ่ก็ให้ร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวของตนขึ้นอยู่กับมติพรรคว่าจะคิดเห็นอย่างไร โดยต้องมาจากสส.ร่วมกับกรรมการบริหาร ซึ่งการจะร่วมรัฐบาลต้องได้รับการเทียบเชิญจากพรรคแกนนำรัฐบาลก่อน แต่วันนี้ยังไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่า มีประชาชนสนับสนุนให้ร่วมรัฐบาล แต่มติพรรคอีกอย่าง จะถือว่าเป็นการสวนมติพรรคหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า เรื่องนี้แหกมติพรรคไม่ได้อยู่แล้ว มติพรรคเป็นอย่างไรต้องเป็นเช่นนั้น การร่วมรัฐบาลต้องได้รับการเทียบเชิญจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล อยู่ดีๆ เราจะไปร่วมเลยไม่ได้ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้มีการพูดถึงเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ 3 ข้อ หากยืนยันตามเงื่อนไขนั้น ก็มาพิจารณาว่าจะร่วมหรือไม่ร่วม

เมื่อถามว่า การโหวตของพรรคประชาธิปัตย์ 21 ส่วนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันใช่หรือไม่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี นายชัยชนะ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีเหตุผลที่จะไปทิศทางอื่น เราต้องไปในทิศทางเดียวและ 21 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยคนพิการ ค่าซ่อมแซมบ้านคนพิการ เรียนฟรี และอื่นๆ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเอกภาพ 100% 

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ใช่หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า เราเคยเป็นมาแล้ว ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ก็พร้อมทำงานทั้งสองฝั่งอยู่แล้ว และจะทำให้เต็มที่ 100% ฉะนั้น ไม่ต้องกังวล วันที่ 6 มีนาคมหัวหน้าก็จะนำทีมสส.บัญชีรายชื่อมารายงานตัว ส่วนสส.เขตก็จะกลับไปลงพื้นที่ หากตนไม่ติดภารกิจก็ต้องมากับหัวหน้าอยู่แล้ว

โยนถามนายกฯคนเดียว พิพัฒน์ปัดตอบความชัดเจนจับขั้วรัฐบาล

โยนถามนายกฯคนเดียว พิพัฒน์ปัดตอบความชัดเจนจับขั้วรัฐบาล

โยนถามนายกฯคนเดียว พิพัฒน์ปัดตอบความชัดเจนจับขั้วรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

5 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการสัมมนาพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ จ.บุรีรัมย์ จะมีความชัดเจนเรื่องการจับขั้วรัฐบาล เลยหรือไม่ ว่า อันนี้ต้องถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแกนนำสามารถพูดได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่หรอกครับ ตนไม่สามารถตอบได้ ต้องถามนายกฯ คนเดียว

สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

“เลขาสภาฯ”เผยพร้อมเปิดประชุมสภา หลัง กกต.รับรอง สส.แล้ว แจงไม่ต้องรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม ระบุภาพรวมการรายงานตัวเรียบร้อยดี

5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนหลังการประกาศรับรอง สส.ไปแล้ว 499 คน ว่า สภาฯ เตรียมการรองรับให้สมาชิกมารายงานตัว ซึ่งการรายงานตัวของสมาชิก ก็ไม่ต้องมีจำนวนถึง 95% หรือ 499 คน แต่เอาเฉพาะได้สมาชิกจำนวนหนึ่งที่มากเพียงพอที่จะถวายประกอบการทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐบาล ยังไม่ได้ประสานมาโดยตรง แต่อาจจะประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ โดยหลังจากนี้ หากมีการรายงานตัวของสมาชิกพอสมควร เราก็ทำหนังสือไปถึงสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบว่า ขณะนี้สภาได้รับรายงานตัวสมาชิกเท่าไหร่

เมื่อถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) จะมารายงานตัวปิดท้ายวันที่ 9 มี.ค.นั้น จะสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอหรือไม่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า พรรคจะมาวันไหน เราไม่ได้ขัดข้อง แต่แค่ขอจำนวนสมาชิกที่มารายงานตัวในขณะนี้ อาจจะเป็นวันที่ 5 – 6 มี.ค.69 มากพอสมควรที่จะมีการเปิดพิธีให้มีความเหมาะสม

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์หลังจากนี้ นายศิโรจน์ กล่าวว่า วันแรกจะมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา มีรัฐพิธี จากนั้น มีการประสานงานกับพรรคการเมือง ที่รวบรวมสมาชิกได้มากที่สุด ก็มีการประสานงานมาว่าจะมีความพร้อมที่จะเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในวันไหน และช่วงเวลาอะไร และเราจะทำหนังสือนัดประชุม เพื่อปฏิญาณตน โดยประธานสภาฯ ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน และหลังจากนั้น จะใช้ดุลย์พินิจในการนัดวันประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายศิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการรายงานตัวในช่วงที่ผ่านมาก็เรียบร้อยดีสมาชิกก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่จำนวนอาจจะน้อยไปหน่อย แต่วันนี้คาดว่าจะมาเกิน 300 คน โดยที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาวันนี้ เราก็มีความพร้อม ได้ประสานกับทางพรรค ให้สมาชิกกรอกผ่านฟอร์ม ทำให้เมื่อถึงแล้ว แค่ตรวจข้อมูล เซ็นชื่อ และมอบบัตรสมาชิกไป

ส่วนการโหวตเลือกประธานสภาฯ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้มีนาคมนี้ นายศิโรจน์ ระบุว่า เป็นไปได้หมด ทุกสมัยที่ผ่านมา เมื่อมีการเปิดพิธีประชุมเมื่อไหร่ ในวันต่อไป ก็มีการเรียกประชุมสภาฯ ก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละพรรคในการรวมเสียงข้างมาก

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้ 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเวลา 10.45 น. วันเดียวกันนี้ ตนจะนำกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อหารือกรณีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก และ IMF ของทั้งโลกในช่วงเดือนตุลาคม วันนี้เขาจะเข้ามาตรวจความพร้อมของสถานที่ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์