‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘อนุทิน’ นำ ‘ภท.’ รุกปราศรัยใหญ่สวนลุมฯทะลุเป้า ฉายภาพชัด3มิติ

‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘อนุทิน’ นำ ‘ภท.’ รุกปราศรัยใหญ่สวนลุมฯทะลุเป้า ฉายภาพชัด3มิติ

‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘อนุทิน’ นำ ‘ภท.’ รุกปราศรัยใหญ่สวนลุมฯทะลุเป้า ฉายภาพชัด3มิติ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.57 น.

พรรคอนุรักษ์นิยมร่วมสมัย! ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘อนุทิน’ นำ ‘ภท.’ รุกปราศรัยใหญ่สวนลุมฯทะลุเป้า ฉายภาพชัด3มิติโชว์ ‘เด็ดขาด-ตรงไปตรงมา-ภาวะผู้นำเข้มแข็ง’ วางยุทธศาสตร์รวมเสียงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง69 

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานครมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวให้ความเห็นต่อการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เวทีดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงบรรยากาศและนัยทางการเมือง โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก สะท้อนการตอบรับจากฐานเสียงเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า หากพิจารณาเฉพาะคำปราศรัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เวทีสวนลุมพินีมิใช่เพียงเวทีหาเสียงทั่วไป หากแต่เป็น “หมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนความพยายามจัดระเบียบใหม่ของขั้วอนุรักษ์นิยมไทย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้งใหญ่ เวทีนี้ไม่ได้มุ่งอธิบายนโยบายเชิงเทคนิค แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างจงใจ เพื่อวางตำแหน่งพรรคในระยะยาว การเลือกสวนลุมพินีไม่ใช่เรื่องบังเอิญเนื่องจากเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ของชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง เสถียรภาพ และความเป็นระเบียบของสังคม ซึ่งเป็นกลุ่มที่แม้ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ แต่มีบทบาทกำหนดทิศทางการเมืองมาโดยตลอด การขึ้นเวทีในพื้นที่ดังกล่าวจึงเท่ากับการประกาศชัดว่าพรรคตระหนักดีว่ากำลังสื่อสารกับใคร และต้องการเป็นตัวแทนของใคร

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า ลีลาของนายอนุทินมีความชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่ ความเด็ดขาด ความตรงไปตรงมา และภาพลักษณ์ความเข้มแข็งของผู้นำในภาวะวิกฤต ซึ่งสอดคล้องกับการเมืองแบบสร้างอารมณ์ร่วมและกำหนดฐานเสียงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการรับ “คำสั่งประชาชน” 4 ประเด็นหลัก คือ ความมั่นคงแห่งชาติ การปกป้องสถาบันกษัตริย์การนำศักดิ์ศรีไทยกลับสู่เวทีโลก และการสร้างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพผ่านนโยบายคนละครึ่งพลัสต่อเนื่อง
สารดังกล่าวเป็นหัวใจของ “อนุรักษ์นิยมร่วมสมัย” ที่พยายามผสานความมั่นคงทางอุดมการณ์เข้ากับนโยบายเศรษฐกิจที่ประชาชนจับต้องได้ พร้อมทั้งตอกย้ำความไม่ไว้วางใจต่อพรรคคู่แข่งในอีกสองขั้ว และกำหนดกรอบความชอบธรรมทางศีลธรรมให้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของเวทีนี้คือการส่งสารตรงถึงชาวอนุรักษ์นิยมไม่ให้เสียงแตก และรวมพลังลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มโอกาสเอาชนะอีกขั้วทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความผูกพันทางอารมณ์กับอดีตผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยังคงเป็นฐานเสียงสำคัญในตลาดเลือกตั้ง ขณะที่ในเชิงโครงสร้าง เวทีสวนลุมพินีทำหน้าที่ปูทางพร้อมกัน 3 ระดับ ได้แก่ การสร้างอัตลักษณ์พรรคในฐานะแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม การดูดซับฐานเสียงที่ลังเลในขั้วเดียวกัน และการเตรียมความชอบธรรมเพื่อก้าวสู่การเป็นแกนนำรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

“คำปราศรัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปลุกใจ แต่เป็นการตอกเสาเข็มทางอุดมการณ์ ฐานเสียง และความชอบธรรมในการนำประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าภูมิใจไทยจะชนะหรือไม่ แต่คือฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะสามารถรวมศูนย์พลังได้จริงเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวแปรชี้ชะตาการเมืองไทยหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว 

วราวุธ-สรชัด ไม่แผ่ว เดินตลาดกลางเมืองสุพรรณ เจอเอฟซี บอกยังรักเหมือนเดิม เทใจให้ภท.

วราวุธ-สรชัด ไม่แผ่ว เดินตลาดกลางเมืองสุพรรณ เจอเอฟซี บอกยังรักเหมือนเดิม เทใจให้ภท.

วราวุธ-สรชัด ไม่แผ่ว เดินตลาดกลางเมืองสุพรรณ เจอเอฟซี บอกยังรักเหมือนเดิม เทใจให้ภท.

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.52 น.

วราวุธ-สรชัด ไม่แผ่ว เดินตลาดกลางเมืองสุพรรณ เจอเอฟซี บอกยังรัก เทใจให้ภูมิใจไทย ขอให้ทำงานให้คนสุพรรณเหมือนเดิมและดีขึ้นกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายสรชัด สุจิตต์ ผู้สมัคร สส. เขต 1 สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงในเขตอำเภอเมือง และได้เดินเข้าไปในตลาดทรัพย์สินสุพรรณบุรี ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาพักเที่ยง ทำให้ภายในตลาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มารับประทานอาหารกลางวันในช่วงพักกลางวัน ซึ่งนายวราวุธ และนายสรชัด ได้เดินทักทายด้วยความเป็นกันเอง

นอกจากนี้ ได้ไปเดินขอคะแนนในโซนร้านค้าที่เป็นห้องแถว โดยบริเวณดังกล่าว เป็นบ้านเก่าของนายบรรหาร กับคุณหญิงแจ่มใส ก่อนที่จะพบรักกันและมีครอบครัว และปัจจุบันนี้ยังมีบรรดาญาติๆ ของนายวราวุธทำมาค้าขายอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตามหลายคนได้ทักทายนายวราวุธและนายสรชัด พร้อมระบุว่า ยังรักเหมือนเดิม เทใจให้ภูมิใจไทย, ไม่ต้องห่วงบ้านนี้ยกครัว, ขอให้ทำงานให้คนสุพรรณเหมือนเดิม และดีขึ้นกว่าเดิม 
 

รทสช.ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ 3 ก.พ.นี้

รทสช.ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ 3 ก.พ.นี้

รทสช.ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ 3 ก.พ.นี้

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.46 น.

รวมไทยสร้างชาติ เตรียมเปิดเวทีเดือด!! แฉความจริงที่คนไทยต้องรู้ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย  กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ 3 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการตัดสินอนาคตประเทศ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ในงานปราศรัยใหญ่ที่เข้มข้นที่สุดแห่งปี “กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ” เพื่อแสดงพลังความพร้อมและย้ำจุดยืนในการนำพาประเทศก้าวข้ามทุกวิกฤตอย่างยั่งยืน ในวันอังคารที่ 3 ก.พ.2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานอเวนิว โซน A ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (มาบุญครอง) ฝั่งถนนพระราม 1

เวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวของขุนพลคนสำคัญ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค  ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2   นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 และนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย คณะผู้บริหาร ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรคอย่างพร้อมเพรียง

ไฮไลต์สำคัญคือการขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์ของ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อเน้นย้ำนโยบาย “6 เสาหลัก” ซึ่งเป็นกลยุทธเด็ดขาดในการแก้ปัญหาวิกฤตและพลิกโฉมประเทศไทยในทุกมิติ จึงขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนร่วมฟังนโยบายที่ทำจริง  “ไม่โกหก” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศไทยไปด้วยกัน

อนุทิน สวนธนาธร หลังบอกมองจากดาวอังคาร ปชน.ชนะ แค่เป็นการคาดหวังเหมือนทุกพรรค

อนุทิน สวนธนาธร หลังบอกมองจากดาวอังคาร ปชน.ชนะ แค่เป็นการคาดหวังเหมือนทุกพรรค

อนุทิน สวนธนาธร หลังบอกมองจากดาวอังคาร ปชน.ชนะ แค่เป็นการคาดหวังเหมือนทุกพรรค

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.55 น.

อนุทิน บอกดี ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า สวนธนาธร หลังบอกมองจากดาวอังคารพรรคประชาชนชนะ แค่เป็นการคาดหวังเหมือนทุกพรรค โยนประกันสังคมแจงปมเอาต่างด้าวนั่งบอร์ดบริหาร

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่สำนักข่าวท็อปนิวส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาชนมีปัญหาในเรื่องของข้อมูลต่างๆ ทางพรรคภูมิใจไทยได้เจอปัญหาหรือมีขั้นตอนการแก้ไขอย่างไร ว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาอะไร ทราบแต่รายงานภาพรวมมีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าเยอะมาก ให้ความสนใจในความเป็นไปของบ้านเมืองเยอะขึ้น ดี เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้ เจ้าของประเทศจะได้ไปใช้สิทธิ์เต็มที่ ตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่างเต็มที่ ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศเป็นอย่างมาก

เมื่อถามว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ว่ามองจากดาวอังคารก็รู้แล้วว่าพรรคประชาชนชนะแน่ นายอนุทิน ถึงกับร้องหืม ก่อนตอบว่า ทุกคนต้องคาดหวังไว้ ทุกคนก็มีสิทธิ์ ไม่มีใครรู้จักพรรคประชาชนเท่ากับคนของพรรคประชาชนเอง เช่นเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทย ไม่มีใครรู้จักพรรคภูมิใจไทยเท่ากับคนของพรรคภูมิใจไทย ทุกคนตั้งความหวังและความตั้งใจ

เมื่อถามถึงกรณีประกันสังคมที่คณะก้าวหน้ามีแนวคิดหรือนโยบายจะนำคนต่างด้าวเข้ามาเป็นบอร์ด สามารถทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คณะก้าวหน้าก็บริหารกองทุนประกันสังคม 2-3 ปี เขาคงต้องมีส่วนในการตอบปัญหาข้อสงสัยต่างๆ ของประชาชน ในฐานะที่เป็นกรรมการกองทุนประกันสังคมคงจะมีข้อมูล ต้องชี้แจงให้กับประชาชนได้ทราบ

เมื่อถามอีกว่ากระแสข่าวในช่วงนี้ที่ออกมาโจมตีประกันสังคมหนักมาก นายอนุทิน ถามกลับว่า ใครโจมตี ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่าพรรคประชาชน นายอนุทิน ตอบว่า จะไปโจมตีพวกเดียวกันได้อย่างไร

อภิสิทธิ์ รับหาเสียงโค้งสุดท้ายรุนแรง แบงก์เทาสะพัดหนัก ขอกกต.เร่งผลสอบ จ.สุราษฎร์ฯ

อภิสิทธิ์ รับหาเสียงโค้งสุดท้ายรุนแรง แบงก์เทาสะพัดหนัก ขอกกต.เร่งผลสอบ จ.สุราษฎร์ฯ

อภิสิทธิ์ รับหาเสียงโค้งสุดท้ายรุนแรง แบงก์เทาสะพัดหนัก ขอกกต.เร่งผลสอบ จ.สุราษฎร์ฯ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.36 น.

อภิสิทธิ์ รับหาเสียงโค้งสุดท้ายรุนแรง ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แบงก์เทาสะพัดหนัก ใช้มากสุด ขอกกต.เร่งผลสอบ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อปรามก่อนเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ อ.สทิ้งพระ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสตอบรับในพื้นที่ภาคใต้ว่า ขณะนี้หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงตามความนิยมของผลสำรวจ ส่วนตัวมีความมั่นใจทั้งหมด แต่ก็รู้ว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อนอยู่ ดังนั้นจึงอยากขอความกรุณา คนในพื้นที่ภาคใต้ ว่าเที่ยวนี้จะเป็นการสร้างพรรคการเมืองที่ยึดแนวทางการเมืองสุจริตและเข้มแข็ง เพื่อให้เข้าไปทำงานในสภาฯ 

เมื่อถามว่ากรณีการไล่ทุนเทา ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยวิดีโอออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง จะมีไม้เด็ดในด้านใดออกมาอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนได้สัมผัสถึงอันตรายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการรู้จักญาติพี่น้อง ที่ถูกหลอกลวงไป และเห็นภาพชัดอยู่แล้วว่าการเมือง ที่มีทุนเทาครอบงำ มีแต่การทุจริตคอรัปชัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ซึ่งประเทศไม่ได้ไปไหน ดังนั้น จึงเป็นการกระตุ้นให้เห็นว่า ได้เชื่อมโยงมาถึงเรื่องการเลือกตั้งแล้ว และต้องสู้กับสิ่งนี้ นอกเหนือจากเรื่องการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมและแสดงให้เห็นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พรรคสามารถติดตามและแสดงว่ามีการยื่นให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มีการเคลื่อนไหวธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าไปทำงาน 

“อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าใครมีอำนาจขัดขวางปราบปรามเรื่องนี้จะต้องถูกโยกย้ายออก แล้วจะต้องมีการเสริมในเรื่องของอำนาจทางกฎหมาย นำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อตรวจจับสิ่งเหล่านี้ให้ได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่ ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับรายงานในพื้นที่อื่นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะได้รับจากการบอกเล่ากันมา ซึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าใจว่ากกต.ได้เบาะแส จึงเข้าไปตรวจสอบ ส่วนตัวอยากให้ดำเนินการอย่างจริงจัง หากทำให้เห็นได้ใน 1 ถึง 2 วันข้างหน้า จะช่วยได้อย่างมากในการปรามไม่ให้การกระทำแบบนี้เกิดขึ้นอีกในพื้นที่อื่น ส่วนความคาดหวังของตนเองนั้นก็อยากให้มีการตรวจสอบไปตามข้อเท็จจริง และขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา 

เมื่อถามว่าการประเมินในช่วงสถานการณ์โค้งสุดท้าย จะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่าก็รุนแรง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีคนพูดอยู่ว่าอาจจะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นการใช้เงินมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลายคนก็รู้ว่าเห็นอาการตั้งแต่ก่อนยุบสภาฯ ซึ่งมีการพูดถึงตัวเลขของสส. ที่มีการเปลี่ยนแปลงย้ายพรรค 

เมื่อถามว่ามีการระบุว่าจะมีการซื้อเสียงมากถึง 5 ใบเทา นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามชาวบ้าน

เมื่อถามว่าการหารือกับภาคเอกชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2568 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองลงพื้นที่มาแล้ว 3 ครั้ง ยอมรับว่าภาคเอกชน มีความลำบากมาก เพราะหลังจากเหตุการณ์ยุบสภาฯ การช่วยเหลือต่าง ๆ หยุดชะงักลง ซึ่งตนเองมีความพยายามเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหลายครั้ง ซึ่งไม่มีการติดใจในการนำเงินกองกลางมาสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือ แต่รัฐบาลกับกกต. ไม่สามารถที่จะผลักดันกลับมาได้ การอยากได้เงินกู้มาช่วยธุรกิจตอนนี้แทบจะสายเกินไปแล้ว 

“การเร่งจัดสรรงบประมาณเข้ามา เพื่อฟื้นฟูเยียวยาและการจัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยวหรือการเสริมการค้า ก็จำเป็นจะต้องเร่งทำ ควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน ป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ไม่นับการยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ การเตือนภัย การอพยพให้เป็นระบบอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนครั้งที่ผ่านมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิงยุยง-รุกล้ำพื้นที่ พร้อมปกป้องอธิปไตย ยันติดตามความเคลื่อนไหวการเคลื่อนย้ายอาวุธ-กำลังพลเขมรตลอด เผยเตือนไปแล้ว ให้ระวังคำพูดที่เสี่ยงแทรกแซง

2 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชายิง M79 เข้ามายังฝั่งประเทศไทยเมื่อค่ำวันที่ 30 ม.ค. ว่า ขณะนี้ยังมีช่องทางของการพูดคุย ประเด็นสำคัญคือ จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งมีการพูดคุยกันในระดับพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้งก็เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน หรือถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมามันก็เป็นสิ่งที่เราต้องกังวล ที่ผ่านมาเหตุการณ์เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นก็สามารถพูดคุยกันและตรวจสอบว่ามีความเป็นมาอย่างไร กลไกที่เรามีอยู่ก็เดินหน้าไปด้วยดี แต่ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องของการที่จะต้องทำให้มีการหยุดยิง โดยต้องยั่งยืนจริงๆ ไม่มีการกระทบกระทั่งหรือยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในพื้นที่ หรือยั่วยุในเรื่องของถ้อยแถลงต่างๆ ต้องค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เมื่อเดินหน้าอย่างนี้จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้หรือไม่ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ก.พ.ซึ่งมีการเลือกตั้ง จะไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาว่าต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ต้องให้การหยุดยิงยั่งยืนจริงๆ จะได้เดินหน้าในเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ 


 
เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้ยังคงมีการยิงปืนบ้าง มีเสียงระเบิดบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แต่ก็มีการชี้แจงทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ตราบใดที่มันยังไม่ใช่การยุยง หรือเป็นการรุกล้ำด้วยเจตนา ถ้าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วสามารถพูดคุยกันได้ อธิบายกันได้ ซึ่งทุกเหตุการณ์ต้องมีการชี้แจง เมื่อถามอีกว่า ถ้ายังคงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่า การสู้รบในครั้งที่ 3 มันจะไม่เกิดขึ้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่เราไม่ประสงค์ แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ขึ้นเราก็ต้องทำหน้าที่ของเราคือ การปกป้องอธิปไตยของเราอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานแล้วใช่หรือไม่ว่า ฝั่งกัมพูชามีการเสริมอาวุธ เสริมกำลังทหาร ขุดคูเลต นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราติดตามอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง ถ้ามันเป็นการรุกล้ำอธิปไตยเรา หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่จงใจเราก็ต้องมีการปฏิบัติการของเรา 
 
เมื่อถามว่า มีการพูดคุยระหว่างกัน แต่ทำไมยังมีกรณีผู้ใหญ่ของกัมพูชาออกมาแถลงโจมตีประเทศไทย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนก็บอกทางฝ่ายกัมพูชาระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ก็พูดกันชัดเจนว่าคำพูดอะไรต่างๆ ต้องระมัดระวัง อย่ามีคำพูดอะไรที่อาจจะเข้ามาแทรกแซง เพราะฝ่ายไทยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะมีคำพูดเหล่านี้ในถ้อยแถลง 

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการแข่งขันระหว่างวิธีอธิบายประเทศ ว่าไทยอยู่ตรงไหน และควรถูกพาไปทางใด

พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม เลือกใช้ถ้อยคำหนึ่งเป็นแกนในการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “กาเพื่อเปลี่ยน” ถูกพูดซ้ำบนเวที ถูกเขียนบนป้าย สติกเกอร์ และถูกขยายต่อโดยผู้สนับสนุนอย่างเป็นระบบ

ในการหาเสียงแบบนี้ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ชวนเข้าคูหา แต่ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายประเทศแบบลัด ว่าการเมืองที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ และสิ่งที่มีอยู่ไม่ควรถูกวางใจอีกต่อไป

ความหมายของ “เปลี่ยน” ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบาย แต่ครอบคลุมไปถึงโครงสร้าง รัฐธรรมนูญ ระบบการเมือง และชุดคนที่บริหารประเทศอยู่ การเลือกพรรคส้มถูกเสนอในฐานะทางออกจากของเดิมทั้งชุด

การหาเสียงลักษณะนี้จัดลำดับความคิดให้ชัดว่า อะไรคืออนาคต และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แกนกลางของการหาเสียงพรรคส้ม คือการอธิบายว่าปัญหาประเทศแทบทุกเรื่องผูกอยู่กับคำว่า “โครงสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา หรือคุณภาพชีวิต

เศรษฐกิจโตช้า เพราะโครงสร้าง
ความยากจนดำรงอยู่ เพราะโครงสร้าง
การศึกษามีปัญหา เพราะโครงสร้าง
นักการเมืองล้มเหลว ก็เพราะโครงสร้าง

การอธิบายแบบนี้มีประสิทธิภาพในเชิงหาเสียง เพราะมันทำให้เรื่องซับซ้อนดูเข้าใจง่าย ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องแยกว่าอะไรผิดตรงไหน แค่เชื่อว่าระบบผิด และต้องเปลี่ยนทั้งชุด

แต่ในเชิงตรรกะทางการเมือง การอธิบายแบบรวมศูนย์เช่นนี้มีปัญหา เพราะมันตัดความรับผิดในระดับการบริหาร นโยบายที่ผิดพลาด และการตัดสินใจที่ล้มเหลวในโลกจริงออกไปจากสมการ

เมื่อทุกอย่างถูกโยนให้โครงสร้าง การหาเสียงก็ไม่ต้องตอบว่า อะไรควรแก้ทันที อะไรควรค่อย ๆ ปรับ และอะไรทำงานได้แล้ว ประเทศจึงถูกอธิบายในภาพเดียว คือผิดทั้งหมด เพื่อทำให้การเปลี่ยนดูจำเป็นที่สุด

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไม่ควรเปลี่ยน หรือไม่ควรแก้ไขโครงสร้างที่มีปัญหา หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนที่มีความหมาย จำเป็นต้องมาพร้อมคำอธิบายว่า จะพาไปสู่ประเทศแบบใด ไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างในปัจจุบันดูไร้ค่า เพียงเพื่อให้คำว่า “เปลี่ยน” กลายเป็นคำตอบเพียงอย่างเดียว

การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ยังทำงานในอีกระดับหนึ่ง คือการจัดลำดับคุณค่าทางการเมืองโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ

ในภาพที่พรรคส้มวางไว้ คนที่เห็นพ้องกับกรอบนี้คือคนที่มองไปข้างหน้า ส่วนคนที่ตั้งคำถามหรือไม่เลือก ถูกดึงกลับไปอยู่ฝั่งการเมืองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ

นักการเมืองในระบบปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำงานอย่างไร มักถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ขณะที่นักการเมืองฝั่งเปลี่ยน แม้ยังไม่ต้องพิสูจน์ผลงาน ก็ถูกวางไว้ในภาพของตัวแทนอนาคตไปก่อนแล้ว

การหาเสียงลักษณะนี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยผลงานเป็นเรื่อง ๆ แต่แข่งขันกันด้วยการกำหนดว่า ใครอยู่ฝั่งที่ควรเดินต่อ และใครถูกจัดให้อยู่กับอดีต

เมื่อกรอบนี้ถูกตั้งไว้ ความเห็นต่างจึงไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะการไม่เลือกถูกตีความว่าเป็นการยึดติดกับของเดิม มากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง

ในเรื่องประชาธิปไตย พรรคส้มใช้การหาเสียงย้ำว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และการเลือกพรรคตนคือก้าวสำคัญไปสู่ปลายทางนั้น

แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกละเลยคือ การเมืองแบบที่พรรคส้มใช้อยู่ในวันนี้ เกิดขึ้นได้เพราะมีพื้นที่ทางการเมืองอยู่ก่อน ทั้งการตั้งพรรค การหาเสียง การปราศรัย และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย

ประชาธิปไตยไทยอาจมีข้อจำกัด แต่ไม่ใช่ระบบว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรทำงาน และไม่ใช่เหตุผลให้ลดค่าทุกอย่างที่มีอยู่ เพียงเพื่อใช้เป็นคำอธิบายในการขออำนาจรอบใหม่

แต่สิ่งที่การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่เคยทำให้เห็นชัด คือ หลังจากเปลี่ยนแล้ว ประเทศจะเดินไปสู่ทิศทางใด

เมื่อทุกอย่างในปัจจุบันถูกอธิบายว่าเป็นปัญหา เป็นโครงสร้างที่ผิด เป็นของเดิมที่ไม่ควรถูกยึดถือ ภาพอนาคตที่ถูกเสนอจึงเหลือเพียงความรู้สึกว่า “ต้องดีกว่าเดิม” โดยไม่เคยบอกให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ดีกว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ประเทศแบบใหม่ที่ถูกพูดถึง ไม่ได้ถูกอธิบายผ่านภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือการอยู่ร่วมกันที่ชัดเจน แต่ถูกวางไว้เป็นพื้นที่ว่าง ที่รอให้คำว่า “เปลี่ยน” เข้าไปทำหน้าที่แทนรายละเอียดทั้งหมด ราวกับว่าการปฏิเสธของเดิมเพียงอย่างเดียว เพียงพอจะทำให้อนาคตเกิดขึ้นได้เอง

เมื่อการหาเสียงใช้คำโตเป็นแกน และทำให้สิ่งที่มีอยู่ดูไร้ความหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างพรรค

แต่คือการเลือกระหว่างการเมืองที่ยอมรับว่าประเทศมีทั้งปัญหาและสิ่งที่ยังทำงานได้ กับการเมืองที่ทำให้ทุกอย่างดูผิด เพื่อยกคำว่าเปลี่ยนขึ้นเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การหย่อนบัตรจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคหนึ่งเหนืออีกพรรคหนึ่ง แต่คือการตัดสินใจว่าจะมอบอำนาจให้การเมืองที่อธิบายประเทศทั้งประเทศผ่านกรอบว่า “ผิด” และ “ต้องเปลี่ยน” ทั้งที่ยังไม่ทำให้เห็นชัดว่า หลังจากนั้น ประเทศจะถูกพาไปอยู่ในสภาพใด

การเลือกแบบนี้อาจให้ความรู้สึกว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็เท่ากับการยอมเดินไปกับอนาคตที่ถูกพูดถึงอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่ปลายทางยังไม่มีรูปร่าง นอกจากความเชื่อว่า “เปลี่ยน” ย่อมดีกว่า โดยไม่ต้องอธิบายว่าดีกว่านั้นคืออะไร และใครจะเป็นคนรับผิดชอบ หากปลายทางนั้นไม่เป็นอย่างที่ถูกพูดไว้.

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย'ศักดา'อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ย้ำถ้าผิดจริงต้องดำเนินการ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคลิปเสียงคล้ายนายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุถึงการโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงเลือกตั้งไว้หมดแล้ว นายอภิสิทธิ์ถึงกับถอนหายใจ ก่อนหันมาตอบว่ายังบอกว่าเป็นเสียงคล้ายอยู่ใช่ไหม พร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการตรวจสอบกัน เมื่อมีการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการตามปกติ ไม่อยากให้มีสิ่งเหล่านี้ 

เมื่อถามว่าหน่วยงานที่ตรวจสอบจะเป็นใครนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูถ้อยคำที่ออกมาในลักษณะนี้ ไปเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือขัดกับกฎหมายเลือกตั้ง หรือขัดกับกฎหมายอื่น ถ้ามีก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่ามีการปล่อยคลิปออกมาโจมตีกันหลายฝ่าย มีการประเมินสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลามีการแข่งขันก็จะมีคนที่ใช้วิธีการแบบนี้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น พร้อมย้ำว่าเราต้องเดินหน้าในส่วนของเรา

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“อนุทิน”มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 ยกคำสอนพ่อต้องไม่เป็น 2 ตั้งเป้าได้ สส.เขตกว่า 200 ที่นั่ง-ปาร์ตี้ลิสต์ตีต่ำ 10 – 15 ที่ กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ”กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์”ขอดูตัวเลขก่อน ยันไม่ฝืน ปชช. คนเทา-ดำไม่เอา เผย 8 ก.พ.บินเข้าคูหาบุรีรัมย์ พร้อมเกาะติด”บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ”พื้นที่คาดหวังสูง ค่ำกลับมาลุ้น กทม.คาดปิดหีบ 2 ทุ่มรู้ผล

2 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ออกรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยผู้ดำเนินรายการถามว่า ตั้งเป้าการเลือกตั้งรอบนี้จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า คาดว่ามาเยอะ เมื่อถามย้ำว่ามาเป็นที่หนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเป้าหมาย พ่อตนสอนตั้งแต่เด็กว่าไปแข่งขันอะไรพยายามให้เป็นที่หนึ่งอย่าเป็นที่สอง เพราะเป็นที่สองคนจะลืม แต่สมมุติว่าตนเป็นที่หนึ่งในการเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าเกิดมีการดำเนินการใดๆ ในระบอบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นที่หนึ่งในขั้วนั้นๆให้ได้ เมื่อถามย้ำว่าเชื่อมั่นใช่หรือไม่จะเป็นที่หนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องเชื่อมั่น เมื่อถามว่าขั้วนายอนุทินมีใครบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า มีทุกขั้ว เมื่อถามว่ารวมถึงพรรคประชาชนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แม้กระทั่งพรรคประชาชนตนไม่ถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หัวหน้าพรรคประชาชนบอกไม่ยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ท่านยังไม่เคยพูดว่าไม่เอาพรรคภูมิใจไทย

ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้จะจับมือด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอกลับไปคิดออฟชันนี้ก่อน และตนก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจว่าภูมิใจไทยจะเป็นอันดับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ครับ

ผู้ดำเนินรายการถามย้ำกระแสข่าวประเมินว่าภูมิใจไทย ได้ สส. 180 เก้าอี้ จริงหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ และตอบว่า “ผมประเมินสูง” เมื่อถามย้ำว่า มากกว่า 180 เก้าอี้อีกหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า หากพูดจะมีคนโจมตีหาว่าเราเว่อร์ไป สังคมไทยเป็นสังคมที่หมั่นไส้ง่าย เมื่อถามอีกว่า จะได้กว่า 200 ที่นั่งเลยหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า นั่นเป็นเป้าหมาย เป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งเราส่ง 300 กว่าเขต และผู้สมัครเคยเป็น สส.เคยชนะเลือกตั้งมาแล้ว 160 เขต และมีอีกประมาณ 70 เขต เป็นผู้ที่เกือบจะได้ ขาดคะแนน 400 – 1,000 คะแนน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า รอบนี้คิดว่าภูมิใจไทย จะได้ สส.บัญชีรายชื่อ กี่คน นายอนุทิน กล่าวว่า คาดหวังในระดับ 10 – 15 ที่นั่ง ตนตีต่ำ และเที่ยวนี้เราปรับกระบวนทัพและอาศัยว่าเราได้เข้ามาเป็นรัฐบาลมีผลงานในระยะเวลาสั้น เมื่อถามว่า รอบนี้คิดว่าพรรคประชาชนจะไม่แรง กว่าการเลือกตั้งปี 66 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยก็มีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเท่ากัน และอยู่ในช่วงวัยที่เจนเดียวกัน ซึ่งคิดว่าจะสร้างความมั่นใจให้คนทุกช่วงวัยได้

นายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งอีกว่า ทั้งนี้ ตนไม่ได้เป็นพรรคที่เที่ยวไปดูนโยบายพรรคอื่น หรือผู้สมัครพรรคอื่นแล้วไปขุดประวัติว่าเขามีประวัติไม่ดี และออกมาด้อยค่าพูดวิพากษ์วิจารณ์เสียดสี พรรคตนไม่มีแบบนี้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า มีอะไรจะสื่อสารถึงพรรคประชาชนโดยตรงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่มีความเครียดแค้นส่วนตัว และตนไม่เคยปิดทางใคร ตนไม่เอาอย่างเดียวคือคนผิดกฎหมาย คนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่ดี คนไม่ประกอบอาชีพสุจริต แต่ต้องมีกฎหมายมายืนยัน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.จะอยู่ที่ไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไปเลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และจะตะเวนดูสถานการณ์ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ เพราะเป็นพื้นที่คาดหวังไว้สูง แล้วอาจจะเลยไป จ.ศรีสะเกษ และกลับกรุงเทพฯ ตอนค่ำ ซึ่งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งตนจะตระเวนลงพื้นที่แบบนี้ เมื่อถามว่า วันนั้นจะตั้งรัฐบาลเลยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เวลา 20.00 น.น่าจะทราบผลแล้วว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรม กับพรรคประชาธิปัตย์ สนใจพรรคไหนกว่ากัน นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องรอผล เมื่อถามย้ำว่า สองพรรคนี้ร่วมรัฐบาลกันไม่ได้จะเลือกพรรคไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลตนเป็นคนกำหนด แต่ยังไม่ขอบอกว่าใครทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้ตัวเลข ขอดูตัวเลขก่อน ไม่ต้องห่วง เรื่องพวกนี้ในทางปฏิบัติถึงเวลาจริงๆ จะมีทางออก แต่ตนบอกแล้วไม่มีเอาเทา ไม่มีเอาดำ ไม่มีเอาพวกผิดกฎหมาย คนที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เอาตนก็ไม่เอา เมื่อถามว่า แต่ต้องมีกฎหมายที่ตัดสินแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องตัดสินแล้ว แต่ต้องมีอีกหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่ปัญหาของตนเลย คนที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เอาก็คือไม่เอา ตนไม่เคยฝืนประชาชนอยู่แล้ว

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.59 น.

“ชัยวุฒิ-เจษฎ์”ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุค”ลุงตู่” ย้ำจุดยืนเป็น”พรรครักชาติ” ยึดมั่นอุดมการณ์”ไม่มีเปลี่ยนขั้ว” ผสมพันธุ์เหมือนการเมืองเดิมๆ

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณตลาดเช้า อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมพูดคุยทักทาย

นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มการเมืองเดิมๆ ซึ่งเคยเป็นที่รักของประชาชนในพื้นที่ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝ่าย และภายหลังไปจับมือข้ามขั้วผสมพันธุ์กัน จึงเกิดความไม่ไว้วางใจเนื่องจากอุดมการณ์ไม่เหมือนเดิม ซึ่งตนก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ให้การตอบรับดีมาก หลายคนก็มาบอกว่า ชอบและเลือกพรรครักชาติ มาแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา เพราะไม่ชอบการเมืองแบบเดิมๆ โดยเฉพาะที่สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มการเมืองเดิมๆ ที่เคยเป็นที่รักของพี่น้องประชาชนในสุราษฎร์ธานี มีการเคลื่อนไหวการเมืองอย่างรุนแรงเลย ไม่เอาระบอบทักษิณ แต่ตอนหลังกลับเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝ่าย ไปผสมพันธุ์กัน ชาวบ้านจึงไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ เพราะไม่มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนเหมือนเดิม

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า พรรครักชาติเป็นพรรคที่มีความชัดเจน มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ไม่เคยผสมพันธุ์ หรือเปลี่ยนฝั่งเปลี่ยนฝ่าย เรายืนหยัดในหลักการโดยเฉพาะความรักชาติ ตั้งใจเข้ามาทำให้บ้านเมืองดีขึ้น หลายคนถามว่าทำไมจึงไม่ส่ง สส.เขต ได้บอกกลับไปว่ารอบหน้าส่งแน่นอน และจะส่งทุกเขตเพื่อมาดูแลประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณชาวสุราษฎร์ธานี ที่ยังจำกันได้ว่าเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

– 006