ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

“ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวย ถูกตัดตอนคำ แจง แค่ตอบข้อกม. พ้อ ไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์แล้ว บอก นายกฯเข้าใจ ย้ำ ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ พร้อมยกริสแบนด์สีเหลือง ระบุ ทำเพื่อชาวบ้าน

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.57 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทั้งนี้ ก่อนขึ้นห้องประชุม นายปกรณ์ได้กวักมือเรียกสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยนายปกรณ์ กล่าวว่า ขอชี้แจงก่อน ที่สื่อถามตนถามว่า รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ตนจึงตอบว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 172 ตนอธิบายว่าทำอย่างไรได้บ้าง และนักข่าวถามว่า น่าจะมีการกู้เงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำได้หรือไม่  ตนก็ตอบว่าทำได้ แต่ถามว่าเรื่องไปถึงไหน ตนบอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามกระทรวงการคลัง กลายเป็นว่าตนไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว และคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างนี้ตนคิดว่าไม่ค่อยถูก ทีหลังคิดว่าตนไม่ค่อยจะพูดแล้วจะดีกว่า และตนคิดว่าที่นายกฯไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเอาไปลงมันตัดตอนไป แล้วคนเอาไปพูดกันไม่เข้าใจ หาว่าตนไปออฟไซด์รัฐบาล พูดกันต่อหน้า เคลียร์กันก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ คำถามที่ได้รับคือแบบนั้น และตนตั้งใจอธิบายตามกฏหมาย ไม่ได้มีอะไร ยินดีที่จะให้ความรู้ทางกฎหมายในรายละเอียด ประเด็นการเมืองตนไม่รับ ตนรับไม่ได้ เรื่องของบ้านเมือง คิดว่าต้องพูดด้วยเหตุผล อย่าเอาไปตัดนิดๆ แล้วเอาไปพูด เอาไปพาดให้เป็นประเด็นร้อน คิดว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง 

“ขอฝากไว้นิดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า เล่ากฎหมายให้ฟังเป็นประเด็นปัญหาแก่รัฐบาลและสังคมไปได้ ผมคิดว่าไม่ถูก ต้องอธิบายกันก่อน ผมไม่ได้แก้ตัว เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเมื่อวานเราคุยกันอย่างไร น้อง ๆ อยู่รอบตัวผมหลายคน อันนี้ขอนิดหนึ่ง เคลียร์กันก่อน และวันนี้ยังไม่มีเรื่องกู้หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะต้องไปคุยกันก่อน ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูก ที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกไม่รู้ก็ถูกอีก ก็ยังไม่มีการพูดคุย แต่คำถามเมื่อวานคือว่าจะออก พ.ร.ก. ทำได้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าทำได้ตามมาตรา 172 น้องๆ ก็ถามว่ามันเข้าเงื่อนไขไหม ผมก็ตอบส่วนตัวคิดว่าแบบนี้เข้าเงื่อนไขมั้ย ก็ฝากไว้แล้วกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้โมโห ขอแค่อยากเคลียร์นิดหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้“นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ กล่าวว่า บางคนไม่ทันไรตั้งท่าจะค้านแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในอนาคตประคองบ้านเมืองให้ไปข้างหน้าในสถานการณ์ที่คุณเรียกว่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ แต่มันคือนิวนอร์มอลของโลกนี้ที่มันเกิดขึ้นแล้ว และเราต้องอยู่กับมันในอนาคต เราจะส่งต่อเรื่องแบบนี้ให้คนรุ่นถัดไปได้อย่างไร อย่ามามัวทะเลาะกัน เล่นอะไรแบบนี้ไม่ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไม่ได้ต่อว่าอะไรที่ออกมาพูดก่อนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ก็ตนเล่าข้อกฎหมายให้ฟัง นายกฯก็เข้าใจ ซึ่งตนได้เล่าให้สื่อฟังเมื่อวาน ยังไม่ทันวันรุ่งขึ้นกลายเป็นว่า พอพูดเสร็จข่าวไปตัดออก กระจายเลยทีนี้ ตนไม่ได้เน้นการเมือง แต่ถ้าอยากถามข้อกฎหมายมาถามตน ถ้าอยากให้อธิบายอะไร ยินดี มานั่งคุยกันได้ แต่ถ้าถามเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่คาดหมายผลตอบไม่ได้หรอก เพราะ ครม.ต้องคุยกัน หรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติ วางแผนร่วมกัน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยในหลายภาคส่วนใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องวางแผนระยะยาวไม่ใช่อยู่ๆ บอกว่าจะทำปุบปับ เวลาจะกู้เงินเองยังต้องคิดหน้าคิดหลังว่าจะมีกำลังจ่ายหรือไม่ จ่ายกี่ปี จะเจ็บป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องคิด รัฐบาลก็เหมือนกัน เพราะมีประชาชน 65 ล้านคนต้องดูแล ไม่ใช่ปุบปับจะทำได้ ต้องคิด และวางแผน 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะกังวลในการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบทันที ว่า “ส่วนตัวกังวล เพราะถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าเราไม่พยายามให้ความรู้กับสังคมเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เราเน้นเป็นประเด็นการเมืองทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ตนเองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ตั้งใจเข้ามาทำในสิ่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ Better Regulation for Better Life ก่อนจะยกมือขวาที่สวมใส่ริสแบนด์สีเหลือง ซึ่งระบุข้อความ ”Better Regulation for Better Life“ ขึ้นมา พร้อมบอกว่า “สิ่งที่อยู่ในข้อมือผม บอกตลอดเวลาว่า ต้องทำอะไรให้ชาวบ้าน แต่ไม่เอาการเมือง ขอร้อง” ก่อนจะกล่าวขอบคุณ และขอจบการสัมภาษณ์

เมื่อถามย้ำถึงตัวเลข พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ถามกลับว่า “ตัวเลข 5 แสนล้านเมื่อวาน ใครเป็นคนถามผมตอนแรก“

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นคำถามนำใช่หรือไม่ นายปกรณ์ตอบกลับว่า ใช่ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทได้ไหมอาจารย์เมื่อวานนี้ ผมบอกว่า ไม่รู้ ไปถามกระทรวงการคลังดูสิ แล้วเขาบอกว่า 5 แสนล้านได้ไหมอาจารย์ ผมก็บอกว่าประมาณนั้นมั้ง แล้วผมก็หัวเราะ ไปเปิดเทปดูได้ 

จากนั้นนายปกรณ์ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ และหันกลับมายกมือไหว้สื่อ พร้อมบอกว่า ขออนุญาตนะ ไม่ได้ดุ แต่อยากสร้างความเข้าใจร่วมกัน

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.06 น.

เปิดโปรไฟล์ สว.ประทุม วงสวัสดิ์ ผู้อภิปรายไม่เห็นด้วยตัดงบอาหารกลางวัน สว. คร่ำหวอดธุรกิจโรงแรม เคยประกาศจุดยืน แก้ 112 หนุนเลิกเกณฑ์ทหาร เห็นด้วยสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ

กระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกอาหารกลางวันของ สส.-สว. นั้นถูกพูดถึงมานานหลายปี แต่เพิ่งจะมาจุดติดอย่างจริงจังในสมัยประชุมสภาชุดนี้ ซึ่งต้องให้เครดิต นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. หนึ่งเดียวจากพรรคไทยภักดี ที่อาศัยความ “เก๋าเกม” และชั้นเชิงการอภิปรายที่ไม่เคยตกยุค ชิงจังหวะเสนอประเด็นที่แหลมคมจนคนทั้งประเทศต้องหันมอง นั่นคือการรณรงค์ “ตัดงบอาหารกลางวัน สส.-สว.” ที่สิ้นเปลืองมหาศาล เพื่อนำไปสมทบสวัสดิการที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง

หมอวรงค์จุดไฟติดทันที! กระแสนี้ทรงพลังจนกลายเป็นไวรัลที่สังคมขานรับอย่างกว้างขวาง ภาพที่ตามมาคือความชุลมุนในสภาที่ดูจะ “สร้างภาพ” กันจนน่าเอ็นดู บรรดา สส. หลายพรรคต่างตบเท้าลงไปซื้อข้าวกินเองที่ร้านอาหารสภา บางรายถึงขั้นหิ้วปิ่นโตมาอวดหน้าสื่อโชว์ความสมถะ หวังโกยคะแนนจากกระแสความตระหนักรู้เรื่องภาษีประชาชน

แต่ท่ามกลางกระแสการ “ปฏิรูปการกิน” ที่กำลังเบ่งบาน ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อ 20 เม.ย.69 มีเสียงสวนทางที่ทำเอาสังคมถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อ ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นหารือประเด็นนี้ด้วยท่าทีที่จริงจัง

วาทะที่สร้างความฮือฮาไปทั้งห้องประชุมและโลกโซเชียลคือการที่เธอมองว่า เรื่องปากท้องของท่านผู้ทรงเกียรติในสภานั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยระบุใจความสำคัญว่า “การมีอาหารกลางวันและเครื่องดื่มดูแลสมาชิก ไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันนิติบัญญัติ… หากจะประหยัดจริง ก็ควรใช้วิธีลดปริมาณหรือลดจำนวนมื้อลง แทนการตัดงบทั้งหมดทิ้งไป”

และจากการลุกขึ้นอภิปรายดังกล่าว ก็ถูกสื่อแทบทุกสำนัก นำข้อความนี้ไปเผยแพร่ จนเรียกเสียงวากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

วาทะ “เกียรติยศที่กินได้” นี้เอง ที่ทำให้คนไทยต้องหันมาทำความรู้จักกันเสียหน่อยว่า สว. ท่านนี้เป็นใคร และมีปูมหลังอย่างไร

ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์  เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยผ่านด่านการเลือกกันเองในกลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว หรืออาชีพด้านโรงแรม) ซึ่งก็ถือว่า มาตรงสาย เพราะเธอมีประสบการณ์โชกโชนในธุรกิจนี้ ตามประวัติที่แจ้งไว้เว็บไซต์ สว.67 https://senate67.com/   ระบุว่า

– เป็นเจ้าของโรงแรม NATURAL PARK RESORT หาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และที่ปรึกษาโรงแรม Natural Park Resort de Wanthobg พิษณุโลก

– เจ้าของ Thai Pattara Center ร้านอาหารไทยและสปาไทยในกรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย

– เคยเป็นผู้จัดการทั่วไปโรงแรม Natural Park Resort , Welcome Jomtien พัทยา และเคยเป็นผู้บริหารโรงแรม Ambassador City Jomtien โรงแรม รีเจ้นท์พัทยา-ชะอำ และโรงแรมมณเทียร พัทยา

ส่วนด้านการศึกษานั้น  จบปริญญาเอกด้านการจัดการการท่องเที่ยวและบริการจาก NIDA พ่วงด้วยวุฒิปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์ จากรามคำแหงและโทในสาขาเดียวกันจาก นิด้า

ที่น่าสนใจคือ ดร.ประทุม ได้แสดงจุดยืน เอาไว้ในเว็บไซต์เดียวกัน ว่า “เห็นด้วย” ในเรื่องสำคัญๆ ที่สังคมถกเถียงกัน เช่น เห็นด้วยกับเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ “ทั้งฉบับ” และให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ใหม่ จากการเลือกตั้ง 100%

– นิรโทษกรรมคดีการเมือง “ทุกคดี”

– ยกเลิกกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี

– เสรีภาพในการเลือกใช้คำนำหน้านาม 

– บำนาญให้ประชาชนทุกคน เดือนละ 3,000 บาท

– ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ

– แก้ไข มาตรา 112 

– สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ

– ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ

และนี่คือบางส่วนของความเป็น ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา คนดังที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก 

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “ยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจฟ้อง”: เมื่อกระบวนการยุติธรรมปิดประตูตั้งแต่หน้าศาล — บทเรียนจากคดีฟ้อง กกต. กรณีฮั้วเลือก สว.

คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 ที่ “ยกฟ้อง” คดีที่ผู้สมัคร สว. บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องบอร์ด กกต. ทั้งคณะ และเลขาธิการ มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาทรายบุคคล แต่นี่คือ “คำตอบเชิงโครงสร้าง” ที่ตอกย้ำว่า ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ 

1.คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด — แต่ตัดสินว่า “ใครพูดได้” 
ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพียงแค่ประตูหน้าศาล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าโจทก์ “ไม่ใช่ผู้เสียหาย” โดยให้เหตุผลว่า หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย” และต้องให้ “พนักงานอัยการ” เป็นผู้ฟ้อง
ประเด็นที่น่าคิดคือ เมื่ออัยการคือทนายแผ่นดิน และ กกต. คือองค์กรอิสระของแผ่นดิน การผูกขาดอำนาจฟ้องไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส (Check & Balance) ว่าในที่สุดแล้ว “คนของรัฐ” จะกล้าฟ้อง “องค์กรของรัฐ” อย่างเต็มกำลังจริงหรือไม่? 

2. ความเสียหายที่ศาลมองไม่เห็น (แต่อยู่ในใจประชาชน) 
ศาลวินิจฉัยว่าสถานะ “บัญชีสำรอง” ทำให้ความเสียหาย “ยังไม่แน่นอน” แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกกันเองของ สว. ที่ถูกครหาว่ามีการ “ฮั้ว” กัน ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสนามแข่งขันไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
การตีความความเสียหายแบบ Actual Damage (ต้องเกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมชัดเจน) อาจเหมาะกับคดีลักวิ่งชิงปล้นทั่วไป แต่สำหรับคดีเลือกตั้งที่ส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ ความเสียหายควรถูกนิยามให้กว้างกว่านั้น เพราะมันคือการพราก “โอกาสที่เท่าเทียม” ไปจากผู้สมัครทุกคน

3. ช่องว่างของความรับผิด (Accountability Gap)
เมื่อศาลวางหลักว่า:
• ผู้สมัครไม่มีอำนาจฟ้องเอง
• ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
• อำนาจผูกขาดอยู่ที่รัฐ
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่มีใครสามารถเรียกหาความรับผิดชอบได้ หากกลไกของรัฐเลือกที่จะ “นิ่งเฉย” หรือ “มองไม่เห็น” ความผิดปกติที่เกิดขึ้น

4. ใครโกง? vs ใครปล่อยให้โกง? 
ศาลแนะให้ไปฟ้องคนฮั้ว (229 คน) โดยตรง แต่ในทางกฎหมายมหาชน การ “งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องคุมกฎนั้นร้ายแรงไม่แพ้ตัวผู้กระทำผิด การตัดความเชื่อมโยง (Causal Link) ระหว่างการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกราะคุ้มกันของเจ้าพนักงานของรัฐแข็งแกร่งจนยากจะตรวจสอบ

5. ถึงเวลาทบทวนกติกา: Citizen Suit คือทางออก? 
บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากศาลไม่ตีความกฎหมายปัจจุบันแคบจนเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขยายเรื่อง Standing (สิทธิในการฟ้องคดี) ในกฎหมายให้กว้างขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่มีระบบ Citizen Suit หรือการอนุญาตให้ “ผู้มีส่วนได้เสียในฐานะพลเมือง” สามารถฟ้องคดีสาธารณะได้ เพื่อไม่ให้อำนาจการตรวจสอบถูกรวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว

บทสรุป

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่ได้บอกเราว่าการเลือกกันเองเพื่อเป็น สว. ครั้งที่ผ่านมาสุจริตหรือไม่… แต่มันบอกเราว่า หากคุณสงสัยในความไม่โปร่งใส คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมในวันนี้คือ “คุณไม่มีสิทธิถาม”

ในระยะสั้น ระบบอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด แต่ในระยะยาว ระบบที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่หน้าประตูศาล จะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริงหรือ? เพราะความยุติธรรมที่เข้าถึงไม่ได้… ก็แทบไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.51 น.

“ยศชนัน” ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ประสานเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 07.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น ว่า การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องรอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะมีการสื่อสารกันอยู่แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้หารือกับหลายคน ซึ่งทุกคนทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลภาคเหนือ มีเครือข่ายต่าง ๆ ที่สามารถแจ้งเข้ามาได้ โดยกระทรวงอว. สามารถทำได้เพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว โดยเฉพาะแนวทางการส่งเสริมความรู้ เพื่อให้แต่ละคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ 

นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องฝุ่น ไม่ใช่มีเพียงที่ จ.เชียงใหม่ แต่มีทั้ง จ.แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และพะเยา รวมถึงพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งก็พร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ซึ่งเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่แล้ว

นายยศชนัน กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ของตนเป็นการไปให้กำลังใจ และดูว่าขาดเหลืออะไร ส่วนตัวขอให้กำลังใจเครือข่ายอาสาสมัคร และเคารพในจิตใจ ของคนที่ที่ทำหน้าที่และอาสา แม้การสื่อสารอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่ขอให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หากช่วยได้ก็พร้อมทำทุกมิติ

เมื่อถามว่าจะๆมีการขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาเพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราดูในเรื่องของการวิเคราะห์ พบว่าบางพื้นที่มีปัญหาฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แต่บางพื้นที่เราสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งต้องดำเนินการ และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็เริ่มดำเนินการแล้ว 

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.17 น.

“เอกนัฏ” เตรียมประชุม กบง. หั่นค่ากลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท คาดประกาศราชกิจจาฯ 23 เม.ย.มีผล 24 เม.ย.เชื่ออนาคตปรับลดอีกแน่

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 8.30 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 9.00 น. จะนัดประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 2  เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2 บาท โดยตนตั้งใจว่าเที่ยวนี้เมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับประเทศสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมาก กว่าต้นทุนที่แพงขึ้น หรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชน มาชี้แจ้งต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริง ว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน

เมื่อถามว่าอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่ามีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือนเมษายนราคาขึ้นไป 15 บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้ 

นายเอกนัฏยืนยันว่าที่ผ่านมาราคา น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง เป็นจำนวน 8.84 บาทแล้ว ซึ่งได้ใช้กลไกการตลาดและ ปรับราคาหน้าโรงกลั่น

เละคาบ้านอีกแล้ว! รอมฎอน ปันจอร์ ทัวร์ลงยับ หลังโพสต์ปมคืนชีพ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สุไหงโกลก

เละคาบ้านอีกแล้ว! รอมฎอน ปันจอร์ ทัวร์ลงยับ หลังโพสต์ปมคืนชีพ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สุไหงโกลก

เละคาบ้านอีกแล้ว! รอมฎอน ปันจอร์ ทัวร์ลงยับ หลังโพสต์ปมคืนชีพ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สุไหงโกลก

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569  ภายหลังจาก รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เตือนความจำ หลังเที่ยงคืนวันนี้ #สุไหงโกลก จะกลับมาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกคร้ั้งหลังจากยกเลิกไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว (20 มิ.ย.61)”

ล่าสุด มีคนเข้ามาคอมเมนต์สนั่น ในเฟซบุ๊กของ รอมฎอน ปันจอร์ ถึงเรื่องนี้ อาธิเช่น ในเมื่ออยู่ด้วยกันดีๆไม่​ชอบ​ ก็จัดไปค่ะ​ ขอให้เจ้าหน้าที่​ และประชาชนชาวใต้ผู้รักชาติไทยและใฝ่สันติ​ จงปลอดภัย , ท่าน ส.ส. ครับ ผมว่าบทบาทของท่านช่วงนี้ ตะสร้างความแตกแยก และความเจ้าใจผิดให้คนต่างศาสนิกมาดขึ้นนะครับ ท่านเป็น ส.ส. ภาคใต้ ผมถามว่า ท่านอยากให้สงบสุขไหม ถ้าอยาก ท่านต้องเป็นกำลังกับทางการ ช่วยกับเจ้าหน้าที่ ถ้าท่านเหนว่าตรงไหนไม่ถูก ก็เสนอะแนะเต้าหน้าที่ ตามกระบวนการครับ ไม่ใช่มาโพสต์ให้เกิดกระแสตีกลับแบบนี้ อีกอย่างครับ ได้โปรด อย่าเอาศาสนาอิสลาม มาเชื่อมโยงครับ เหตุการณ์ในพื้นที่ ขอให้เป็นเรื่องการเมือง ใครทำผิดต้องจำมาลงโทษ ตามกฏหมายบ้านเมืองครับ อย่าทำให้คนอื่นมอง และเข้าใจอิสลามผิด ด้วยแนวคิดที่ผิดจากหลักอิสลาม, พรรคประชาชน – People’s Party ออกแถลงการณ์ไปเลยครับ ว่าวิสัยทัศน์ของพรรคเห็นด้วยกับสส.ท่านนี้ตามที่คนอื่นเขาลือใช่ไหม จะได้เลือกข้างถูกครับ

วันนี้ก็มีอดีต จนท เป็นมัสลิมเสียชีวิตจากการลอบโจมตี รู้สึกอะไรแบบคนจริงๆที่เห็นค่าชีวิตคนอื่นจริงๆบ้างมั๊ย.. ไอ้กลุ่มที่พวกแกโอบอุ้ม คุ้มกะลาหัวมันทำกับทุกคน ทุกศาสนา แล้วมันควรมาเจราบนโต๊ะอีกเหรอ..ครั้งต่อไปถ้าเป็นคนใกล้ตัวคุณจริงๆอาจจะเข้าใจชัดเจน.. ให้ข้าวหมาหมารู้คุณ แต่ให้โอกาสชีวิตบนแผ่นดินกลับเนรคุณ,คอมเมนท์เป็นเอกฉันท์ , อย่าลืมครูจูหลิง 2นาวิกโยธิน และอื่นๆอีกมากมาย  ขอให้ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ประชาชนในพื้นที่ปลอดภัย ราชอาณาจักรไทยต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวใครจะมาแบ่งแยกมิได้, เป็นกำลังใจให้ท่านแม่ทัพ ขอให้ทหารทุกคนปลอดภัย

อยากได้ยินเสียงท่าน สส.ของประชาชนคนไทยพูดประณามโจรใต้ ในสภาแบบเสียงดังชัดเจน และแสดงความไม่เห็นด้วยในการแบ่งแยกดินแดนหรือการมีอยู่ของรัฐปาตานี ให้ประชาขนคนไทยได้ชื่นใจในการทำงานของ สส.ของประชาชนคนไทยด้วยครับ,สส.ท่านนี้ ทำให้ผมมอง พรรคที่ผมรักและศรัทธา เปลี่ยนไป แอบเสียใจ แต่พยายามแยกแยะอยู่ พรรคต้องออกมา แอคชั่นหน่อยนะครับ , สนับสนุนทหารไทย 

รองโฆษก กอ.รมน. ยันแม่ทัพภาค 4 ไม่เคยสั่งยุบโรงเรียน-กฎอัยการศึก

รองโฆษก กอ.รมน. ยันแม่ทัพภาค 4 ไม่เคยสั่งยุบโรงเรียน-กฎอัยการศึก

รองโฆษก กอ.รมน. ยันแม่ทัพภาค 4 ไม่เคยสั่งยุบโรงเรียน-กฎอัยการศึก

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงกรณีเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน อ้างแม่ทัพภาคที่ 4 สั่งยุบโรงเรียน-ประกาศกฎอัยการศึก ย้ำ!ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความและภาพในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าแม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งให้ยุบโรงเรียนที่มีปัญหาทั้งหมด พร้อมประกาศกฎอัยการศึกใน 5 จังหวัด และมีถ้อยคำในลักษณะรุนแรงนั้น

ล่าสุด (20 เม.ย.69) พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม (Fake News) ไม่มีคำสั่งหรือแนวนโยบายในลักษณะดังกล่าวจากหน่วยงานความมั่นคงหรือแม่ทัพภาคที่ 4 แต่อย่างใด

ทั้งนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดหลักกฎหมาย นิติรัฐ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม การเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนก และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 

ขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการแชร์ และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานทางราชการหรือสื่อที่เป็นทางการเท่านั้น หากพบการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะสร้างความเสียหาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เทพไท ชำแหละเพื่อไทย! ยกธงขาวสนามผู้ว่าฯ กทม. 69 ชี้หยุดทำตัวเป็นอีแอบ

เทพไท ชำแหละเพื่อไทย! ยกธงขาวสนามผู้ว่าฯ กทม. 69 ชี้หยุดทำตัวเป็นอีแอบ

เทพไท ชำแหละเพื่อไทย! ยกธงขาวสนามผู้ว่าฯ กทม. 69 ชี้หยุดทำตัวเป็นอีแอบ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.11 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผู้ว่าฯกทม. เพื่อไทย ยกธงขาวพรรคแรก

หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใน วันที่ 28 มิถุนายน 2569 หลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมดวาระลง ตัวนายชัชชาติเองยังไม่ประกาศว่า จะการลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยที่2อีกหรือไม่ โดยรอวันที่หมดวาระก่อน ถึงจะประกาศว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ราชการกรุงเทพมหานครอีกสมัยหรือไม่

แต่ในส่วนของพรรคการเมือง เห็นได้ชัดว่า พรรคเพื่อไทยโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคได้ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.โดยอ้างเหตุผล เป็นพรรคการเมืองระดับชาติ จะขับเคลื่อนหรือมุ่งเดินหน้าเฉพาะภาพใหญ่ ส่วนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) จะต้องคุยกันอีกว่าจะส่งหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)เช่นเดียวกัน

ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และมีฐานเสียงหนาแน่นในกรุงเทพ เคยส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มาหลายสมัย และได้รับคะแนนนิยมสูงมาก รวมไปถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ก็เคยได้รับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่ล่าสุดพยายามอ้างเหตุผลว่า ต้องการจะขับเคลื่อนการเมืองภาพใหญ่มากกว่าการเมืองในกทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะแข่งขัน ก็สามารถอธิบายหรือบอกเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาต่อประชาชนได้ หรือถ้าจับมือใต้โต๊ะ หรือจะฮั้วทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองใด หรือกับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนใด ก็ควรบอกกล่าวให้ประชาชนได้ทราบ อย่าทำตัวแบบลับๆล่อๆ หรือทำตัวเป็นอีแอบ

การจะอ้างว่าไม่ส่งผู้ว่าฯกทม. เพื่อขับเคลื่อนการเมืองภาพใหญ่ มันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ในฐานะเป็นพรรคการเมืองเคยครองพื้นที่กรุงเทพฯมาก่อน ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่คาดการณ์ว่าน่าจะส่งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) น่าจะเป็นพรรคที่มีฐานเสียงในปัจจุบัน และเคยมีฐานเสียงมาก่อน ก็น่าจะตัดสินใจส่งด้วย เช่น 

พรรคประชาชน ซึ่งมีเสียงหนาแน่นในกรุงเทพฯ ผลการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนกวาดจำนวนส.ส.ได้ทั้งหมด 33 คน ถ้าหากพรรคประชาชนไม่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เพราะไม่ได้รักษาฐานเสียงของพรรค จึงเชื่อว่าพรรคประชาชนต้องส่งผู้สมัครผู้ว่ากทมอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นบุคคลที่มีชื่อชั้นให้ประชาชนได้เลือก หรือได้ลุ้นหรือไม่เท่านั้น

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมาก่อน เคยครองตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.มาหลายสมัย แม้ว่ายุคนี้คะแนนอาจจะตกต่ำ แต่ก็มีฐานเสียงเดิมอยู่พอสมควร เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ คงจะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อรักษาฐานเสียงของตัวเองไว้ แม้ว่าคะแนนอาจจะเป็นรองพรรคการเมืองอื่นๆก็ตาม

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งมีฐานเสียงในกรุงเทพฯ เมื่อการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมาสูงเป็นอันดับ2 โดยการสนับสนุนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว หรือฝ่ายขวาจัด อาจจะคิดรักษาฐานเสียง หรือเปิดฐานเสียงใหม่ในกรุงเทพฯก็เป็นได้ แม้ว่าการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้จำนวนที่นั่งส.ส.เลยก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ทางการเมือง ที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยได้รับโอกาสมากถึงขนาดนี้ ก็อาจจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ถือว่าได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

จึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองใหญ่อย่างน้อย4พรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) แม้ว่าจะต้องแข่งขันกับแชมป์เก่าอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถือว่าเป็นการแข่งขันทางการเมือง พรรคการเมืองเสนอตัวบุคคลให้ประชาชนได้มีทางเลือก

ไม่อยากเห็นการเมืองฮั้วกัน การเมืองสมยอมกัน หรือเป็นการล้มมวยทางการเมือง จึงสนับสนุนให้ทุกพรรคส่งตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จุลพันธ์ ยัน พท.ไม่ส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ชี้เป็นพรรคระดับชาติมุ่งเดินนโยบายขับเคลื่อนภาพใหญ่

กองทัพเรือกางแผนรับ เรือฟริเกตใหม่ ชูนโยบาย Offset Policy ดันไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง

กองทัพเรือกางแผนรับ เรือฟริเกตใหม่ ชูนโยบาย Offset Policy ดันไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง

กองทัพเรือกางแผนรับ เรือฟริเกตใหม่ ชูนโยบาย Offset Policy ดันไทยจาก ผู้ซื้อ สู่ ผู้สร้าง

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.48 น.

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการเรือฟริเกต หนุนสร้างเรือรบในประเทศ ขับเคลื่อน Offset Policy ยกระดับเศรษฐกิจและความมั่นคงสู่การพึ่งพาตนเอง

วันที่ 21 เมษายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า  กองทัพเรือจัดการประชุมแนวทางการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตภายใต้กลไกการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) ร่วมกับสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย (TSBA) ผู้ประกอบการอู่ต่อเรือในประเทศ โดยมี สวทช. ร่วมให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน โครงการนี้นอกจากการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ ยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” อย่างเป็นรูปธรรม

กองทัพเรือกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในประเทศ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในทุกระดับของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ได้วางแผนเป็น “บันได 3 ขั้น” เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว เริ่มจากการเรียนรู้จากผู้สร้างต่างประเทศ สู่การผลิตในประเทศบางส่วน และต่อยอดไปสู่การสร้างเรือได้เองทั้งระบบในอนาคต ในด้านหลักเกณฑ์การพิจารณา กองทัพเรือยืนยันแนวทางเปิดกว้าง โดยมุ่งให้เกิดข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่กำหนดเพดานบนของการดำเนินการ Offset พร้อมทั้งให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณค่าผลลัพธ์ที่วัดได้จริงของกรอบการชดเชยด้านต่าง ๆ ผู้เสนอที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้สูง ทั้งในด้านการต่อเรือในประเทศ การใช้ทรัพยากรในประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยี จะได้รับการพิจารณาในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ

การพิจารณาการชดเชยฯ จะยึดหลักการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Outcome-Based) ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถซ่อมบำรุง พัฒนา และต่อยอดได้ด้วยตนเองในอนาคต นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้เปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานการประเมิน และความพร้อมด้านการลงทุน โดยยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปใช้ในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดต่อประเทศ ควบคู่ไปการได้เรือฟริเกตที่ตรงกับความต้องการทางยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ 

โฆษกกองทัพเรือย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการจัดหาเรือรบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี และเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยจะดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส เป็นธรรม และการแข่งขันอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงเพื่อให้สามารถพี่งพาตนเองได้

อดีตรองหน.พรรคกล้า หนุนขึ้น ภาษี ฟาดสายฟรี ไร้สำนึกรับผิดชอบสังคม

อดีตรองหน.พรรคกล้า หนุนขึ้น ภาษี ฟาดสายฟรี ไร้สำนึกรับผิดชอบสังคม

อดีตรองหน.พรรคกล้า หนุนขึ้น ภาษี ฟาดสายฟรี ไร้สำนึกรับผิดชอบสังคม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.21 น.

วานนี้ 21 เมษายน 2569 นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบเผ็ดร้อน แสดงความเห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 10% พร้อมฟาดแรงถึงทัศนคติของคนในสังคม จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เช้านี้เปิดโพสต์ให้ทัวร์ลงดีกว่าครับ 5555 มีข่าวจะเพิ่ม VAT เป็น 10% คนด่าทั้งเมือง ผมนี่แหละที่ยกมือ “เห็นด้วย” ผมเคยโพสต์มาเป็นสิบๆรอบ ประเทศไทยนี่แม่ง VAT จะต่ำที่สุดในโลกแล้ว ยุโรป เค้าเก็บที่ 23% บวก

คราวนี้จะมีคนอ้างต่อว่า อ้าว เค้ารวยไงมา มาดูประเทศที่จนกว่าไทยบ้าง Algeria เก็บที่ 19%, Philippines 12%, Andora 21%, Indonesia 11%, Lebanon 11%, Argentina 27%, Bolivia 13%, Peru 18%, Armenia 20%, Botswana 14%, Uganda 18% เอาเท่านี้ก่อน สำหรับประเทศที่จนกว่าไทย สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยคือสบายจนชิน ชอบแบมือจนชิน เอาตรงๆคือวัฒนธรรมขอทานนั่นแหละ นักการเมือง ข้าราชการโกงคือครึ่งนึง

พงศ์พรหม ยามะรัต

ส่วนประชาชนชอบเลี่ยงภาษี แม่งก็เจตนาโกงชาติอีกครึ่งนึงอย่าลืมเรื่องนี้เราจึงพบว่าราวๆ 50% ของ GDP ประเทศไทยแม่งไม่จ่ายภาษี เราจึงเจอว่า แม่ค้าขายอาหาร ขายข้าวโพดเข็น ขายไก่ต้ม ข้างทาง ออกรถกระบะป้ายแดง โหลดเตี้ย เปลี่ยนล้อ เพลงดังกันเป็นปกติแต่ร่วมใช้ถนนบนภาษีเดียวกันกับคนที่จ่ายทั้งภาษีรายได้ ภาษีที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ และ VAT แบบครบๆ มาดูยอดขายที่โดน VAT ต่อ 1 ในสิ่งที่จะโดนผลกระทบสูงมากคือเหล้า เบียร์ โซดา

เพราะเป็นสินค้าที่มียอดขายสูงมาก และหนี VAT ไม่ได้ สิ่งนี้ก็จะพบว่าภาครัฐแม่งชั่ว มาขึ้น VAT ขูดรีดคนจน แต่แม่งไม่ถามตัวเองกลับ คนจนประเทศไหนที่แม่งซื้อเหล้า-เบียร์-บุหรี่ ต่อประชากรสูงเป็นอันดับต้นๆของเอเชียได้ว่ะ (5555)

พงศ์พรหม ยามะรัต

เน้นอีกรอบสินค้าที่ยอดสูงมากตามสะดวกซื้อ และโชว์ห่วยคือเบียร์ และเหล้าครับ ปัญหามันจึงไม่ใช่ VAT 10% หรือไม่ แต่ปัญหาคือสันดานการชอบของฟรี แต่ไม่ชอบจ่ายเพื่อรับผิดชอบอะไรต่อสังคม กูอยากได้ ถนนแบบ Autobahn การศึกษา Finland รักษาพยาบาล 30 บาท ครอบคลุมที่กูกินเหล้าจนตับพังเอง สวนฟรีทั่วเมืองแจกเงินรายปี คนมีความรับผิดชอบ ก็จะเห็นว่าอีแค่ 3% ที่เพิ่มมามันน้อยมาก แค่ลดเบียร์อาทิตย์ละ 1-2 กระป๋อง เงินในกระเป๋าก็เท่าเดิมแล้ว ส่วนพวกวัฒนธรรมขอทานก็จะบอกว่า การขึ้น VAT 10% แม่งขูดรีดประชาชน ทำให้กูต้องลดการกินเบียร์อาทิตย์ละตั้ง 2 กระป๋อง แต่ก็ขอเสริมต่อ

ผมกลับมองว่า อาหารพื้นฐานไม่ต้องเพิ่ม VAT แต่เพิ่ม VAT ที่บุหรี่ เหล้า เบียร์ อาหารน้ำตาล-เกลือสูง ให้โดดไป 12% แม่มเลย แบบนี้จะเอาอะไรมาด่านโยบายเพิ่ม VAT ก็ไม่ได้ ตัดความเอาแต่ใจของวัฒนธรรมขอทานในบ้านเราไปซะ”

พงศ์พรหม ยามะรัต

หลังจากโพสต์ของ พงศ์พรหม ยามะรัต เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม เช่น

“เราค้นพบว่า คนไทยอยากได้ทุกอย่างจากรัฐ (เรียนฟรี รักษาฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี ซื้อของลดราคาคนละครึ่ง 10,000 บาท ฯลฯ) แต่อะไรที่ตัวเองต้องให้ เช่นเกณฑ์ทหาร ภาษี ค่าธรรมเนียม ฯลฯ แม่งปฏิเสธหมดด้วยสารพัดเหตุผลข้ออ้าง

แล้วก็ไปมี attitude ว่า ก็เลือกมึงมาแล้ว มึงต้องทำให้กูได้ โดยที่กูไม่ต้องเสียสละอะไรเลยสิ ปลูกพืชไม่คิดเยอะ ขายไม่ออก เสียหายจากธรรมชาติ เดี๋ยวรัฐก็ชดเชย ทำงานไม่มีคุณภาพ ตกงาน เดี๋ยวรัฐต้องชดเชยรายได้กินมั่วๆ เสพห่วยๆ เดี๋ยวรัฐก็ต้องรักษาให้ จ้องเอาของฟรีทุกอย่างเรียกสวยหรูว่า “รัฐสวัสดิการ” จนกระทั่งมีคนเคยถามว่าจะเอาเงินจากไหน ก็ได้คำตอบว่าลดงบกองทัพ ดีที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่งั้นโดนฮุนเซนฟาดหัวเราะงอหาย แล้วเดี๋ยวก็จะมีคนมาบอกว่า ถ้าพวกมึงไม่โกง กูก็ไมต้องควักเพิ่ม 3% หรอก หมายเหตุ: ประเทศไทย VAT 10% นะครับ แต่ตลอดทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ลดให้ 3% เหลือ 7% เพราะไม่อยากเป็นรัฐบาลที่โดนประชาชนเกลียด”

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ X% หรือ Y% หรือ Z% ครับ แต่มันอยู่ที่ความคุ้มค่าที่จะจ่าย ปชช จ่ายภาษีก็คือเพื่อซื้อบริการจากภาครัฐ 7% อาจจะแพงมากเมื่อเทียบกับบริการที่ห่วย หรือการใช้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล เงินส่วนใหญ่หมดไปกับเงินเดือนประจำ บำนาญ ดอกเบี้ยเงินกู้ และ/หรือมีทุจริตคอรัปชั่น 23% อาจจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะรัฐบาลให้บริการดี ใช้เงินภาษีอย่างมีประสิทธิภาพใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างโปร่งใส ก่อนที่รัฐบาลไทยจะขอเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลควรทำให้เห็นว่า มีมาตรการลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ที่ไร้ประสิทธิภาพเสียก่อน ถ้ารัฐบาลบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพ อาจจะลดอัตราภาษีลงได้อีก

“30 บาทรักษาทุกโรค…มันจะเจ๊งทั้งระบบ สุดท้ายต้องมีประกันชีวิตดีๆเพื่อไปรักษาที่เอกชน เพราะรพ.รัฐ เข้าไม่ถึง…ควรปรับนโยบายนี้ได้แล้ว ให้คนจนจริงๆใช้ แต่ต้องปรับ
ปล. บางทีแอบงงกับการบ่นค่ารักษาที่ต้องจ่ายเอง (ใน รพ.รัฐ) แต่จ่ายค่าเหล้า เบียร์ บุหรี่ ไม่เคยบ่นเลย”

“ผมมองอีกมุมว่า VAT มันเป็นภาษีตัวท้าย​ๆ ที่จะขึ้นนะ ภาษีพื้นฐานอย่าง​ภาษี​เงินได้บุคคล ภาษีธุรกิจรายย่อย พวกนี้​ต่าง​หากที่​ต้องปฏิรูปให้มีความเท่าเทียม​เป็น​อันดับ​ต้น​ๆ ร้านส้ม​ตำรถเข็น​เจ้า​ดัง​แถวบ้าน​ผมเจ้า​นึง โม้ให้ฟังว่าช่วงสงกรานต์​เค้าขายทุกวัน แค่ 5 วันฟันมาสองแสนเกือบสามแสน คำถาม​คือ รายได้​ขนาด​นี้​จ่ายภาษีบ้างไหม? พวกร้านดังรวยเงียบแบบ​นี้​มีมากเหลือเกิน​ใน​ประเทศ​เรา​ แต่ระบบ​ภาษี​ปัจจุบัน​ไม่ครอบคลุม​ ภาครัฐก็​อ้าง​แบบ​เฉื่อย​ๆ ว่า​ ‘ไม่มี​ข้อมูล’​

​ซึ่งจะว่าไป ผลงาน​ระดับ​เทพ​ที่​ลุงตู่เคยทำไว้คือ ‘คนละครึ่ง’​ที่​สามารถ​รวบรวม​ข้อมูล​ธุรกิจ​น้อย​ใหญ่​ไว้​เยอะ​มาก​ ควรเอา​มาต่อยอดพัฒนา​การจัดเก็บ​ภาษี​ให้​ครอบคลุม​ทั่ว​ถึง ผมไม่ได้​บอก​ให้​รังแก​คนหาเช้า​กิน​ค่า​ด้วย​การ​รีดภาษี แต่ต้อง​เอา​รายได้​พวกนี้​มา​เข้า​ระบบ​ประเมิน​ภาษี​ให้หมด บางราย​อาจจะประเมินแล้ว​ไม่ถึงขั้นรายได้​ที่​ต้อง​เสียภาษี​ก็​ได้​ แต่ต้องทำเพื่อจะ​ได้เห็นภาพรวม​ของรายได้​ประชากร​ที่ถูกต้อง ​วันนึง​ผู้เสียภาษี​เงินได้ตัวจริงล้าน​กว่า​คน​ที่​แบก​ประเทศ​นี้​อยู่​อาจเสียภาษี​ใน​อัตรา​ต่ำลง ประเทศ​มี​ระบบ​ภาษี​ที่​เอื้อ​ต่อ​การลงทุน​จากต่างชาติ​ ฯลฯ แค่​คิด​ก็​รวยไม่ไหว​แล้ว​”

“คุณปากคอจัดจ้านมากครับ”

“เห็นด้วยค่ะ แล้วก็เอาแต่ด่าว่าประเทศไม่พัฒนา แต่ไม่คิดจะพัฒนาตัวเอง เห็นแก่ตัว แต่ด่าคนอื่นไว้ก่อน ทางเท้าทำมาดีๆ ใหม่ๆ สวยๆ ก็เอารถขึ้นไปวิ่งให้มันพัง เอาร้านอาหาร เอาแผงขายของมาตั้ง เทของลงพื้นให้สกปรก แล้วก็ด่าว่าทางเท้าเน่า คลองเน่าๆ เหม็นๆ เขาพยายามขุดลอก ไล่ชาวบ้านที่ลุกล้ำพื้นที่ก็ด่า ก็ช่วยกันทิ้งขยะลงคลองกันทั้งนั้น แล้วก็ด่า แต่อยากได้คลองสวยๆ แบบญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปนะ เขาพยายามขุดลองทางระบายน้ำ แต่เราไม่เลิกทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง แต่พอน้ำท่วมเราก็ด่าทีมงานของรัฐไว้ก่อน เขาพยายามรณรงค์ให้แยกขยะ ขอขึ้นค่าเก็บขยะถ้าไม่แยก แต่เราก็ด่าๆๆๆ ไว้ก่อน ด่าการศึกษาว่าไม่พัฒนา แต่คนไทยว่าคนไทยก็ไม่ได้อยากพัฒนาตัวเองสักเท่าไหร่ แค่จอดรถให้คนข้ามทางม้าลาย รณรงค์เท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ได้ แล้วจะเอาความตั้งใจจากใครไปพัฒนาประชากร ถ้าเราไม่เริ่มจากตัวเองก่อน”

พงศ์พรหม ยามะรัต
พงศ์พรหม ยามะรัต
พงศ์พรหม ยามะรัต
พงศ์พรหม ยามะรัต
พงศ์พรหม ยามะรัต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat