อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

อรรถวิชช์ ย้ำ! DNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้ง คกก. กลั่นกรอง 112 ชงรื้อกฎหมายชุมนุม ตั้งศาลที่ดิน คืนสิทธิชาวบ้าน พลิกโฉมแลนด์บริดจ์ สู่ความมั่นคงทางพลังงาน

28 มกราคม 2569 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ เลือกตั้ง 69 วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน โดยกล่าวถึงประเด็นกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ตนเป็นผู้เสนอให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่เคยถูกนำไปสอนในคณะนิติศาสตร์ ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกิดการฟ้องร้องจำนวนมากโดยไม่มีระบบคัดกรอง ซึ่งภายหลังพบว่าหลายคดีไม่ถูกสั่งฟ้องในชั้นอัยการ สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกตรวจสอบก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม ซึ่งช่วยเหลือประชาชนแล้วกว่า 60,000 ราย ทั้งในด้านค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงการลงพื้นที่จัดทำ “สาแหรกชาวบ้าน” ในจังหวัดระนองและพื้นที่ชายแดนอื่นๆ เพื่อช่วยให้คนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติและบัตรประชาชน มีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน

ดร.อรรถวิชช์ ได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์และคนไทยไร้สัญชาติ โดยกล่าวถึงประสบการณ์ในสมัยดำรงตำแหน่ง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ที่ผลักดันกฎหมายคนไทยพลัดถิ่นอย่างจริงจัง จนสามารถขึ้นทะเบียนและให้สัญชาติแก่ประชาชนจำนวนมาก 

สำหรับนโยบายในอนาคต ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้จัดตั้งศาลที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน โดยใช้ระบบไต่สวนให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีศาลสมทบจากภาคประชาชนเข้าร่วมพิจารณา หากพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน รัฐต้องคืนที่ดินให้ประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็ว

ส่วนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายเปิดช่องให้การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กลายเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการแก้ปัญหา “กฎหมายปิดปาก” และการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างจริงจัง

ด้านสิ่งแวดล้อม ดร.อรรถวิชช์ ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม โดยใช้หลัก “รัฐจ่ายไปก่อน” เพื่อเร่งนำสารพิษออกจากพื้นที่ชุมชนทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีที่ยาวนาน จากนั้นรัฐจึงไปเรียกเก็บค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษในภายหลัง พร้อมทั้งปรับปรุงผังเมืองไม่ให้เกิดการทับซ้อน และใช้ดุลพินิจอย่างเด็ดขาดในการระงับโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้โครงการนั้นจะผ่านการประเมิน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ EHIA (Environmental and Health Impact Assessment) แล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทเอกชนเป็นผู้ว่าจ้างจัดทำรายงาน ซึ่งอาจไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นต่อโครงการ Land Bridge ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การขุดคลอง แต่คือการวางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซเชื่อมฝั่งตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าและทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงาน มีระบบคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน

ดร.อรรถวิชช์ เน้นย้ำจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยึดแนวทางนักปฏิบัติ กล้าชนกับทุนผูกขาดและทุนพลังงาน พร้อมยกผลงานการลดค่าไฟฟ้าลงกว่า 16% ท่ามกลางโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่เอกชนถือครองกว่า 70% เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเด็ดขาดในการทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เราเป็นนักปฏิบัติ บางอย่างเราพูดแล้วมันดูรุนแรง เพราะเราเด็ดขาดและทำในสิ่งที่เชื่อ และอยากเป็นกำแพงสุดท้ายอยู่ในใจคนไทยทุกคน  ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.22 น.

เปิดคำสั่ง”อัยการคดีพิเศษ”ละเอียดยิบ! ตีกลับสำนวน”อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” สั่ง”อธิบดี DSI”สอบสวนใหม่ผ่าน 4 ประเด็น ชี้ให้นำพฤติการณ์ 8 ผู้ต้องหาล็อตแรกในคดีอั้งยี่ฯ ไปพิจารณารวมกับ 7 กลุ่มแกนนำขบวนการ และให้นำหลักฐานจาก กกต.มาประกอบการสอบสวน รวมทั้งหลักฐานทางการเงิน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเกี่ยวกับเอกสารจากสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวน โดยอ้างถึงหนังสือกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ยธ.0825/0794 ลงวันที่ 8 ธ.ค.68 พร้อมเอกสารที่ส่งแนบมาด้วย (1) สำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมเอกสารจำนวน 74 แฟ้ม (2) หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

รายละเอียดภายในเอกสารระบุ ตามหนังสือที่อ้างถึงกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีระหว่าง พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้กล่าวหา นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน ผู้ต้องหาที่ 3 น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ผู้ต้องหาที่ 4 นายวงศกร ชนะกิจ ผู้ต้องหาที่ 5 นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ต้องหาที่ 6 นายสุบิน ศักดา ผู้ต้องหาที่ 7 นางผกามาศ ไทยนุกูล ผู้ต้องหาที่ 8 ความผิดฐาน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฏหมาย สมทบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 91 มาตรา 209 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60 ไปยังสำนักงานคดีพิเศษเพื่อพิจารณาความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาแล้วเห็นว่าความผิดหลักหรือความผิดมูลฐานอันเป็นมูลเหตุที่มาแห่งคดีนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงตามการสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่าได้มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดมีการร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติแห่งความผิดอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับการคัดเลือก จำนวน 2 ราย และกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดอีกจำนวน 6 ราย โดยมีข้อกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ฯ และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 91 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60

ส่วนความผิดหลักอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีหรือความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน คือ ความผิดตามมาตรา 77(1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 หรือที่เรียกว่า “ฮั้ว สว.” นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังมิได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด

จากพฤติกรรมแห่งการกระทำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลในสำนวนการสอบสวนคดีนี้เป็นลักษณะร่วมกันกระทำความผิดที่เกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอนและต้องอาศัยผลแห่งการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาคดีนี้ว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่าสำนวนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อได้มาซึ่งอำนาจสมาชิกวุฒิสภา เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) แล้วก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ซึ่งปรากฏเส้นทางการเงินมีการโอน รับโอนเงินให้กับสมาชิกในกลุ่มของคณะบุคคลดังกล่าวเพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อความผิดหลักอันเป็นความผิดมูลฐานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

และผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมาชิกคณะบุคคลของผู้กระทำความผิดทั้งหมด ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่ายังมีกลุ่มสมาชิกของคณะบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดนอกจากผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในคดีนี้ อีกจำนวน 1,200 ราย โดยสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 137 ราย สำรอง จำนวน 1 ราย และไม่ได้รับเลือกจำนวน 2 ราย โดยกลุ่มสมาชิกคณะบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมร่วมกันกระทำความผิดเป็นลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มี การแบ่งหน้าที่กันทำเป็นเป็นขั้นเป็นตอน โดยแยกตามกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิดจึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ประกอบกับคดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรองและบุคคลที่มิได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากมีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีเป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรมให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงยังไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 140 จึงให้คืนสำนวนการสอบสวน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (1) และผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย กลับให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่

โดยกำหนดประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

1.) ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ ไปทำการสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

2.) ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในความผิดที่มีการกล่าวหาสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำเพื่อให้ได้ได้มาซึ่งอำนาจนิติ บัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) อันเป็นความผิดที่เป็นมูลฐานแห่งการดำเนินคดีนี้ประกอบกับความผิดของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย

3.) ให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน

4.) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

5.) และหากมีประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ได้มีการเตรียมประสานงานนัดหมายกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อที่จะได้ประชุมหารือวางกรอบแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว ตามหนังสือคำแนะนำของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ต่อไป

– 006

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

“แสวง”โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง ยันพร้อมรับฟังหากเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มองคนด่า-ตำหนิ ช่วยประชาสัมพันธ์งานไปในตัว เป็นการขอกันกิน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งของสำนักงาน กกต.ในขณะนี้ ว่า ไม่ได้หวั่นไหว ไม่ได้ต้องการกำลังใจ แต่…
แค่อยากบอกว่าเราทำงานอย่างไร และทำอะไรไปแล้ว…

อยู่ตรงนี้ คนตำหนิ ติเตียน วิจารณ์ ด่า และยังมีพวกต้องการแสงผ่านเข้ามอยู่ตลอด ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรือกังวลใจแต่น้อย แถมรู้สึกสนุกกับงานมากยิ่งขึ้นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ที่ต้องมาบอกเล่าเพราะ เริ่มมีกัลยาณมิตรส่งกำลังใจมาให้มากขึ้น ต้องขอบคุณใว้ ณ โอกาสนีด้วย(ใครๆก็ต้องการกำลังใจ) ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนป่วย จึงอยากบอกว่าไม่ได้ต้องการกำลังใจ คนต้องการกำลังใจเสมือนคนที่ถูกต้อนจนมุม น่าเห็นใจ รับมือไม่ไหว แบกเป้าหมาย ความคาดหวัง แรงกดดันไม่ได้ อยากบอกกัลยณมิตรว่าไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแม้แต่น้อยนิด ยังแจ่มใสมากๆ

ส่วนคนด่า วิจารณ์ตำหนิ ติเตียน รวมทั้งพวกหิวแสง(พวกนี้จะมาบ่อยมาก จนน่าเห็นใจ) ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์งานไปในตัว เป็นการขอกันกิน พร้อมรับฟังทุกความเห็น เพราะหน่วยงานอย่างเรา งานที่เราทำ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะคิด จะรู้สึกอย่างไรกับเรา หากเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ยินดีรับฟังเสมอ

วันนี้ มีโอกาสต้อนรับ คณะกรรมาธิการ พัฒนาการเมือง วุฒิสภา มีสายข่าวบอกว่ามาแรงแน่เตรียมรับมือ แต่หลังจากหารือกันจบ ได้บอกคณะกรรมาธิการไปว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านมา และอยากบอกความรู้สึก 2 อย่างกับท่าน คือ 1 รู้สึกเป็นมิตร และ 2 รู้สึกได้รับประโยชน์มาก ต่างจากความรู้สึกก่อนการประชุมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ และยินดีที่จะร่วมงานกับคณะกรรมาธิการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

เมื่อเวลา 18.10 น.วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่เวทีปราศรัยบริเวณสนามกีฬาสิริวัณณรี อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 พรรคเพื่อไทย มีผู้สมัคร สส.ภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย ร่วมขึ้นเวทีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังปราศรัยนับหมื่นคน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนนำพวงมาลัยที่รวบรวมของขึ้นชื่อประจำ จ.พัทลุง อาทิ สะตอ กล้วยเมืองลุง และข้าวแต๋น มามอบให้แกนนำพรรค

นายยศชนัน เริ่มปราศรัยด้วยการทักทายประชาชนด้วยสำเนียงภาคใต้ ก่อนเชิญชวนชาวพัทลุงร่วมกัน “ปักธงเพื่อไทย” เพื่อผลักดันความฝันของคนพัทลุงให้เป็นจริง พร้อมประกาศในนามของคนใต้คนหนึ่งว่า พร้อมรับภารกิจเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายยกระดับจังหวัดพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สดใส มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล จะเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนทั้งระบบเป็นภารกิจแรก

ในด้านที่อยู่อาศัย พรรคเพื่อไทยพบว่ายังมีประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือนที่ไม่มีบ้านอยู่อาศัย และยืนยันจะสานต่อนโยบาย “บ้านเพื่อคนไทย บ้านเพื่อคนพัทลุง” ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกว่า 5,000 ไร่ รวมถึงปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระดับผู้ประกอบการและท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าโครงการสนามบินพัทลุง การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมโนราห์ และการพัฒนาคมนาคมให้สะดวกและปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัด

ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พรรคเพื่อไทยจะดำเนินนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% พักหนี้ 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท และตั้งเป้าราคายางพาราไม่ต่ำกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในพื้นที่

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะยกระดับนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” เป็น “30 บาทด้วย AI” และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ ในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แบบองค์รวม เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพของประชาชน

นายยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้ในฐานะคนใต้คนหนึ่ง ผมจะทำทุกเรื่องให้สำเร็จ ขอให้พี่น้องประชาชนมอบโอกาสให้เลือดเนื้อเชื้อไขชาวใต้คนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี และเลือก สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดพัทลุง เข้าสภาผู้แทนราษฎร” พร้อมกล่าวว่า “รักคนใต้จังฮู้” ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน

และช่วงท้ายของการปราศรัยได้แนะนำผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคใต้ครบทุกจังหวัด พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือก สส.พรรคเพื่อไทยยกภาคใต้ ก่อนปิดฉากกิจกรรม “เพื่อไทยออนทัวร์” นครศรีธรรมราช–พัทลุง อย่างยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ ก่อนขึ้นปราศรัย นายยศชนัน ได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคใต้วันนี้ว่า ได้รับกำลังใจล้นหลามเกินคาด ตั้งแต่ที่สนามบินได้รับการต้อนรับอย่างประทับใจ อยากจะสื่อสารกับคนใต้ว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะดูแลคนใต้เช่นกัน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความจริงใจที่พรรคเพื่อไทยมีให้กับคนใต้ และบอกว่าภาคใต้มีโอกาสสูงหลายเขต ได้สื่อสารนโยบายไปหลายเรื่องที่จะส่งมอบให้ และได้ตรวจสอบกับผู้สมัครพบว่ามีหลายเขตที่มีความสูสีอยู่ จากบรรยากาศลงพื้นที่ เห็นชัดถึงการเปิดใจ และเพื่อนคนใต้ ตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ หลายคนมาต้อนรับ ไลน์มาทักทาย บอกว่าวันนี้คนใต้เปิดใจ พร้อมที่จะรับพรรคเพื่อไทยแล้ว

– 006

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 มกราคม 2569 พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขต บริเวณลานอเนกประสงค์ ใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค และแคนดิเดตรัฐมนตรี, ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อนายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรค รวมถึงทีมผู้บริหารพรรค ในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569

กระทั่งเวลา 19.00 น. ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวบนเวทีปราศรัย ว่า มีโอกาสมาร่วมทำงานกับพรรคไทยก้าวใหม่ เพราะอยู่ในแวดวงการเมือง เข้าสู่ปีที่ 19 เริ่มแต่ตอนอายุ 22 ในตำแหน่งเลขารัฐมนตรี ได้มีโอกาสสมัคร สส.และเป็น สส.แต่วันนี้ตั้งใจมาอยู่พรรคนี้ อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องปากท้อง

“เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราเห็นอยู่ ไปเดินตลาดเงียบ ไปที่ท่องเที่ยวที่ไหนก็เงียบ เศรษฐกิจตกต่ำ เรามีปัญหาเรื่องปากท้อง และปัญหาปากท้อง ก็มาจากเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยนโยบายเรียนฟรี  เพราะที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยมีจริง มีค่าอุปกรณ์ ค่ายูนิฟอร์ม ค่าการเดินทาง”

นอกจากนี้ เด็กไทยกว่า 8 ล้านคนเป็นหนี้ กยศ.เป็นความเหลื่อมล้ำจะต้องกำจัดหนี้ กยศ.ออกไป ให้กับเด็กพี่น้องประชาชนชาวไทย และได้เรียนฟรีจริง ไม่ใช่ฟรีจริงอย่างเดียว ต้องพร้อมคุณภาพ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็จะจะไม่สามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคได้ และทุกวันนี้บ้านเรามีแต่เกมการเมือง โดยพรรคที่เสนอตัวเป็นรัฐบาล ก็ยุบสภา หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการด้อยค่าทหาร จึงอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่จริงไปสระแก้ว พร้อมกับผู้สมัครเขต 3 จังหวัดสระแก้วของพรรค และได้เห็นบ้านเรือนประชน โดนระเบิด เอ็ม 21 ของเขมร จนบ้านเรือนเสียหายได้รับความเดือดร้อน และไม่ไปไหน เพราะเฝ้าทรัพย์สิน แม้รัฐบาลให้เงินเยียวยา 5 พันบาท แต่ไม่เคยลงไปดูพื้นที่ว่า ได้รับความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งตัวเลขไม่ตรงกับสถานการณ์จริง โดยไม่ต้องพูดถึงหาดใหญ่ที่ทุกวันนี้ยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น และยังไม่มีนโยบายใดๆ จะไปเยียวยาพ่อแม่พี่น้องที่หาดใหญ่

จากสองสถานการณ์นี้ ได้ทำให้พี่น้องในพื้นที่ กลายเป็นกลุ่มเปราะบางขึ้นมา และพี่น้องโดนทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ นำโดยดร.เอ้ สุชัชวีร์ เราจะเดินไปข้างหน้าและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป โดยอนาคตของพรรคไทยก้าวใหม่ อยู่ในมือของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทั้งที่ตัดสินใจแล้ว และทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอฝากพรรคน้องใหม่ และในอนาคตจะไม่เล็กอีกต่อไป

– 006

แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม’เลือกอนาคต’

แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม'เลือกอนาคต'

แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม’เลือกอนาคต’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ภาพคาราวานรถแห่ของพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมข้อความระบุว่า คาราวานรถแห่ กลับมาแล้ว!

ยังจำได้ไหมกับปรากฏการณ์คาราวานรถแห่พรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 ที่หอบเอาความหวังจากคนไทยทุกจังหวัดมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร

เลือกตั้ง 2569 คาราวานรถแห่ของเรากลับมาอีกครั้ง แบบใหม่แบบสับ! ในธีม “เลือกอนาคต” ปักธงส้มทุกจังหวัดทั่วไทย จัดเต็มกับ 8 สายรถแห่ที่จะเดินทางไปหาถึงบ้านท่าน ทั้ง 77 จังหวัด ออกเดินทางทุกสายพร้อมกันวันที่ 30 มกราคมนี้

สายเหนือฝั่งซ้าย: เพลิงพระนาง เริ่มต้นที่พิจิตร จบที่เชียงใหม่
สายเหนือฝั่งขวา: กลิ่นกาสะลอง เริ่มต้นที่เพชรบูรณ์ จบที่เชียงใหม่ 
สายอีสานริมโขง: นายฮ้อยทมิฬ เริ่มต้นที่กาฬสินธุ์ จบที่ขอนแก่น 
สายอีสานใต้: คมแฝก เริ่มต้นที่ชัยภูมิ จบที่ขอนแก่น
สายภาคกลาง: มนต์รักลูกทุ่ง เริ่มต้นที่อุทัยธานี จบที่นนทุบรี 
สายตะวันออก: ลูกน้ำเค็ม เริ่มต้นที่ปทุมธานี จบที่สมุทรปราการ
สายใต้บน: ฝนใต้ เริ่มต้นที่เพชรบุรี จบที่สงขลา
สายใต้ล่าง: บินหลาดง เริ่มต้นที่ภูเก็ต จบที่สงขลา

เหลือเวลา 11 วันก่อนถึงวันตัดสินอนาคตประเทศไทย อนาคตอยู่ในมือของคุณ จะอยู่กับประเทศไทยแบบเดิม หรือเลือกอนาคตใหม่ พาประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสียที

เลือกตั้ง เลือกอนาคต

– 006

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69! เผย ‘คนไทย’ โอเคกับ ‘รัฐบาลผสมจับขั้ว 3 พรรคใหญ่’ จับตา ‘โหวตโน’ พุ่งทะลุ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 66

28 มกราคม 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “ทางเลือกรัฐบาลผสม 2569 จับขั้วพรรคใหญ่-พรรคร่วม”กลุ่ม‍ตัวอย่าง 1,208 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 21–24 ม.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค เก็บข้อมูลทั้งการลงภาคสนามและโทรศัพท์ สุ่มตัวอย่างแบบ Stratified Five-Stage Random Sampling ค่าความคลาดเคลื่อน ±3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

โดยผลโพล “ไอเอฟดีโพล:ทางเลือกรัฐบาลผสม 2569 จับขั้วพรรคใหญ่-พรรคร่วม” พบว่า 3 สูตรจับขั้วพรรคใหญ่จะได้คะแนนใกล้กันมาก คือ พรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย 23.01%, เพื่อไทย+พรรคประชาชน 22.85%, และ ภูมิใจไทย+พรรคประชาชน 22.03% แต่กลุ่มที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลับเป็น “ยังไม่ตัดสินใจ” 32.11%  และเมื่อเจาะลงไปที่ฐานผู้สนับสนุนพรรค จะเห็นว่าความชอบ “สูตรรัฐบาล” ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยในกลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาชน มีสัดส่วนเลือกสูตร เพื่อ‍ไทย+‍พรรค‍ประชาชน มากที่สุด (15.73% จาก 26.90%) ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนเพื่อไทย กลับเอนมาที่สูตร ภูมิใจไทย+เพื่อ‍ไทย (6.71% จาก 13%) ส่วนผู้สนับสนุนภูมิใจไทยกระจายตัวไปได้ทั้งสองทาง คือ ภูมิใจไทย+เพื่อไทย (8.03% จาก 18.54%) และ ภูมิใจไทย+พรรคประชาชน (6.95% จาก 18.54%)

การสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็น “พรรคร่วมขนาดกลาง” ว่าอยากให้พรรคใดเข้าร่วมรัฐบาล พบว่าสะท้อนความลังเลค่อนข้างชัด โดยกลุ่ม ไม่มีความเห็น 37.42% มีสัดส่วนสูงสุด ซึ่งใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์ 35.51% รองลงมาคือ ได้‍ทุกพรรค 15.81% และกล้าธรรม 11.26% ขณะเดียวกัน

เมื่อถามถึง “พรรคร่วมขนาดเล็ก” ที่อยากให้เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า ได้ทุกพรรค 35.51% และ ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น 29.49% รวมกันได้ถึง 65% ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังพรรคที่ถูกระบุชื่อ ได้แก่ รวมไทยสร้างชาติ 8.77%  ไทยสร้างไทย 5.85% ประชาชาติ 5.51% เศรษฐกิจ 5.43% เสรีรวมไทย 4.76% ไทยก้าวใหม่ 3.10% และพรรคอื่นๆ 1.58% 

การสนับสนุน สส. บัญชีรายชื่อ ในสังกัดพรรคใดในการเลือกตั้ง 2569 ผลพบว่า พรรคประชาชน 26.90% ภูมิใจไทย 18.54% เพื่อไทย 13.00% ยังไม่ตัดสินใจ 12.91% ประชาธิปัตย์ 11.75% โหวตโน 3.97% รวมไทยสร้างชาติ 3.15% กล้า‍ธรรม 2.32% ไทยสร้างไทย 2.15% พรรคอื่น ๆ 5.31%

ขณะที่ทาง ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วิเคราะห์จากผลไอเอฟดีโพลว่า ผลสำรวจไอเอฟดีโพลนี้ เป็นความเห็นจากฝั่งประชาชนผู้ให้ความเห็นการสำรวจ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการจับขั้วรัฐบาลเป็นการตัดสินใจของแกนกลางพรรคขนาดใหญ่ต่าง ๆ  ทั้งนี้ผลไอเอฟดีโพลสะท้อน 6 นัยสำคัญต่อสมการรัฐบาลผสม คือ “สูตรพรรคใหญ่” ยังสูสีทั้งสามทางเลือก นั่นแสดงว่าประชาชนราว 77-78% ยังไม่เลือก/ยอมรับสูตรใดสูตรหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขณะที่เมื่อพูดถึงพรรคร่วมขนาดกลาง ประชาธิปัตย์ถูกเลือกเด่นกว่าพรรคขนาดกลางอื่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพรรคร่วมขนาดเล็กและจิ๋ว พบว่า ประชาชน 65%  ไม่สนใจว่าพรรคเล็กใดจะเข้าร่วมรัฐบาล และเมื่อถามถึง ว่าจะสนับสนุน สส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคใดในการเลือกตั้ง 69 และนำมาคำนวณแนวโน้มที่นั่งบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนมีโอกาสได้มากที่สุด ตามด้วยภูมิใจไทย และเพื่อไทย 

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่น่าจับตาคือกระแส “โหวตโน” ในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากการเลือกตั้งเมื่อปี 66

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

พรรคส้มสวนกลับ สธ. อัด อ.ก.พ.สธ. พิจารณาไม่ครบถ้วน ลั่นจะดำเนินคดี พร้อมยืนยัน “หมอสุภัทร”ยังมีสถานะผู้สมัครสส.ครบตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติดปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต2 จ.สงขลา พรรคประชาชน ออกจากราชการกรณีจัดซื้อ ATK ตรวจโควิด ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ว่า สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเช้านี้ กรณีการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงต่อนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส. จ.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน  ดังนั้นพรรคประชาชนมีความเห็น ดังนี้

1. พรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า นายแพทย์สุภัทรยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ในจังหวัดสงขลา เขต 2 โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ เพราะขณะนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีการลงนามในคำสั่งปลดนายแพทย์สุภัทรตามมติ อ.ก.พ. และต่อให้ปลัดลงนามหลังจากนี้ นายแพทย์สุภัทรก็ยังเป็นผู้สมัคร สส. อยู่ ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

2. เมื่อเช้านี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงว่า การมีมติของ อ.ก.พ. ที่ปลดนพ.สุภัทรออกจากราชการนั้น เป็นไปตามกระบวนการที่ชอบแล้วทุกประการ พรรคประชาชนเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขแถลงข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญไม่ครบถ้วน กล่าวคือ พรรคได้รับทราบข้อเท็จจริงมาว่า ในการประชุมของ อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการแจ้งข้อเสนอของคณะทำงานกลั่นกรองฯ ต่อ อ.ก.พ. ในกรณีนายแพทย์สุภัทรว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรง ดังนั้น จึงเห็นควรให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

(1) การดำเนินการจัดซื้อ ATK อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อของนายแพทย์สุภัทร ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงอย่างไร และบริษัทผู้ขายได้ประโยชน์จากทางราชการอย่างไร

(2) จากการสอบสวนไม่พบข้อเท็จจริงว่ามีการเทียบเคียงข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลของบริษัทผู้ขาย ว่าได้จำหน่ายให้กับหน่วยงานใดบ้างหรือไม่ จึงขอให้หาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป  แต่ปรากฏว่า อ.ก.พ. เสียงส่วนใหญ่ นำโดย รมว. กระทรวงสาธารณสุข กลับไม่ได้สนใจพิจารณาให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 2 เรื่องดังกล่าว ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงต่อนายแพทย์สุภัทร

3.ดังนั้น พรรคประชาชนจึงไมีความเห็นว่า หากปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนามปลดนายแพทย์สุภัทรโดยไม่ชอบธรรม พรรคจะดำเนินการทางกฎหมายทุกช่องทางในการปกป้องสิทธิของประชาชน จ.สงขลา เขต 2 ในการเลือกผู้แทนราษฎรที่ตนเองต้องการ รวมถึงปกป้องหลักธรรมาภิบาลในระบบราชการ และจะดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุดด้วย

นายชัยธวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงมีเยอะเกี่ยวกับการซื้อ ATK สามารถไปสืบค้นได้ว่าการซื้อเป็นอย่างไร ATK แต่ละเกรดเป็นอย่างไร และตนขอเตือนให้ระวังการพูดเยอะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการตั้งข้อสงสัย ข้อสังเกตกับการสั่งซื้อ ATK ของบริษัทแห่งหนึ่งจากประเทศจีน ที่ผิดสังเกตของรัฐมนตรีสาธารณสุขในขณะนั้นด้วย และตนคิดว่าประชาชนสนใจเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการซื้อ ATK รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนในขณะนั้นด้วย ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ นพ.สุภัทร สามารถชี้แจงได้ แต่ประเด็นสำคัญคือคณะทำงานกลั่นกรอง เสนอต่อ อ.ก.พ. ว่าควรจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงทำนองนี้ให้ชัดเจนก่อน ว่าการกระทำของนพ.สุภัทร นั้น มีการทุจริตจริงหรือไม่ และหรือทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาแค่ระเบียบ เพราะถ้าจะลงโทษวินัยร้ายแรง ต้องมีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเหมาะสมเพียงพอที่จะลงโทษวินัยร้ายแรง  ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขพูดไม่หมดเมื่อเช้านี้ ว่าทำไม อ.ก.พ. ถึงไม่พิจารณาดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามมติคณะทำงานกลั่นกรองเสนอเข้ามา 

“ผมเข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุขคงถูกกระแสสังคมกดดัน และตั้งคำถามเรื่องนี้มาก จึงต้องรีบออกมาชี้แจง ผมจึงฝากสื่อมวลชนไปเรียนถามท่านปลัด รวมถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนั่งประชุมหัวโต๊ะ อ.ก.พ.เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ว่า ทำไมถึงไม่พิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมตามที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอ ก่อนที่จะมีมติลงโทษวินัยร้ายแรง ซึ่งคณะทำงานกลั่นกองเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และจริงๆแล้วเรื่องนี้ผมยังเห็นว่าและตามระเบียบ ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะที่เป็นประธาน อ.ก.พ. ยังสามารถที่จะทบทวนมติได้ และให้ไปดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มตามที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอได้”นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่าเมื่อเช้านี้กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะบอกว่าได้ดำเนินการตามขบวนการถูกต้องทุกประการโดยเฉพาะ เมื่อคณะทำงานกลั่นกรองพิจารณาเสนอมาเสร็จแล้ว อ.ก.พ.ต้องรีบพิจารณาโดยเร็ว ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ระยะเวลาเท่านั้น ที่สำคัญคือพูดความจริงไม่หมด ว่าคณะทำงานกลั่นกรองเสนอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือพูดความจริงไม่หมด ถูกแล้วคณะทำงานกลั่นกรองพิจารณาเสร็จแล้ว อ.ก.พ. ก็ต้องนำมาพิจารณาโดยเร็วต่อ  แต่ทำไมไม่พิจารณาตามข้อเสนอของคณะทำงานกลั่นกรอง ซึ่งมีเหตุมีผล และเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนพ.สุภัทร ท่านเดียว เรื่องนี้กระทบต่อระบบคุณธรรมของข้าราชการทั้งประเทศ 

“ทั้งหมดควรจะต้องมีการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีการไปหาผลประโยชน์หรือเปล่า มีพฤติกรรมที่เป็นการทุจริตหรือเปล่า เอกชนได้ประโยชน์ในลักษณะการทุจริตประพฤติมิชอบหรือเปล่า และทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงจริงหรือเปล่า เรื่องพวกนี้ทั้งหมดขอย้ำว่าเป็นข้อเสนอที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม  เพราะในการสอบสวนข้อเท็จจริง ในการลงโทษวินัยไม่ได้มีรายละเอียดตรงนี้เพียงพอที่จะให้ลงโทษว่าผิดวินัยร้ายแรง”นายชัยธวัช กล่าว

ส่วนที่ว่าจะเป็นเกมส์การเมืองหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า “เรื่องนี้พี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ พิจารณาได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือเปล่า แต่ทางพรรคประชาชนยังยืนยันว่าคุณหมอสุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส.โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะผู้สมัคร ซึ่งเรื่องนี้ยังมีอีกหลายขบวนการ ถ้าปลัดกระทรวงหลังจากนี้ลงนามตามมติ อ.ก.พ.แล้ว พรรคประชาชนสามารถที่ไปยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งจ.สงขลาได้ รวมถึงในชั้นศาลฎีกาด้วย ตรงนี้ยังสามารถดำเนินการได้ในแง่ของผู้สมัคร ในแง่การปกป้องสิทธิ์ของข้าราชการก็ยังไปยื่นคำร้องต่อ ก.พ.ได้ ซึ่งมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค.อยู่  รวมถึงพรรคอาจจะพิจารณาดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องในขบวนการออกคำสั่งปลดนพ.สุภัทร โดยชอบด้วยกฎหมายได้เช่นเดียวกัน  ก็อยากฝากถึงปลัดและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ว่า ทุกท่านทราบดีว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็ขอให้ระมัดระวังการใช้อำนาจโดยมิชอบ“ นายชัยธวัช กล่าว

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.มหาดไทย​ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจ​ไทย​ (ภท.) พร้อมคณะ เดินทางมาถึงวัดศาลเจ้า​ ริมน้ำ​ จ.ปทุมธานี เพื่อช่วย น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 พรรคภูมิใจ​ไทย ​หาเสียง โดยมี นายชาญ​ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี​ และ นายกฤษดา​ หลีนวรัตน์​ หรือ นายกฯ​ เบี้ยว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มารอต้อนรับ​ ซึ่งหลังจากนายกฤษดาต้อนรับนายอนุทินเสร็จ ได้แยกตัวเดินทางกลับก่อน​

จากนั้น นายอนุทิน​ได้รับมอบสิงห์โต​กวักสีทองที่ระลึก​จากร้านค้า ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งมีประชาชนเดินมาบอก​ “รักลุงตู่ แล้วก็รักท่านเหมือนกัน” ต่อจากนั้นนายอนุทิน และคณะ ได้เข้าไปด้านในศาลานที​ ทองศิริ​ เพื่อขอพรเซียนแปะโรงสี​ และรับมอบ​ผ้ายันต์​ 3 ตา​ จากผู้ดูแลศาลเจ้า​ ซึ่งเป็นสิ่งมงคลที่จะนำชัยให้กับผู้รับ ​พร้อมทั้งมอบผ้ายันต์ฟ้าประทานพร​ และส้มมงคล​เพื่อให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น

โดย นายอนุทิน​ เปิดเผยว่า​ ตนเป็นลูกศิษย์ท่านอยู่แล้ว​ ขอให้บ้านเมืองมีความสุขความเจริญ​ มีความสงบสุข​ ประชาขนอยู่ดีมีสุข​ ขอทุกอย่างครอบคลุมไว้หมดแล้ว​ คิดดี ทำดี​ ซึ่งรวมถึงเรื่องการขอผู้สมัคร สส.ยกจังหวัดด้วย

ขณะที่บรรยากาศด้านนอกศาลา ระหว่างนายอนุทินไหว้เซียนแปะโรงสีอยู่ในศาลา​ ปรากฏว่ามีชาย​ 1 ราย ที่สนับสนุน​พรรคเพื่อไทย​ (พท.) ได้นำม็อกอัพหมายเลข​ 9 ซึ่งเขียนว่า ยศชนัน (วงศ์สวัสดิ์) แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย​ มาตะโกนแข่งกันกองเชียร์ของพรรคภูมิใจ​ไทย ​ว่า​ “เบอร์​ 9” พร้อมกับระบุว่า​ “ตนเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ​ ไม่ได้มีใครจ้างมา​ ไม่ได้มาป่วน​ แต่ต้องการให้นายชาญเห็นว่า​ ประชาชนเลือกเพื่อไทยแล้วสุดท้ายก็ทรยศประชาชนส่งลูกสาวมาลงกับพรรคภูมิใจ​​ไทย​ ถ้าตนเป็นนายกฯ​ ไม่เอาคนแบบนี้ลง”​ อย่างไรก็ตาม ชายรายดังกล่าวได้เดินตามประกบคณะของนายอนุทินตลอดการลงพื้นที่​

จากนั้น นายอนุทินได้ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดัง​ พร้อมกับลวกเส้น ปรุงอาหารด้วยตัวเอง พร้อมหันมาหยอกกับผู้สื่อข่าวว่า​ “เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก” แล้วเดินไปนั่งรับประทานที่โต๊ะอาหาร ร่วมกับผู้สมัคร สส.และแกนนำพรรค ภายหลังจากรับประทานอิ่มแล้วได้เดินไปที่แพปลา บริเวณท่าน้ำวัดศาลเจ้า เพื่อให้อาหารปลา

ทั้งนี้ ก่อนนายอนุทินเดินทางกลับ​ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า​ นายกฯ เบี้ยวได้งอนกลับไปแล้วใช่หรือไม่​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ “เมื่อกี๊เจออยู่แปบนึง”​ เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีน้อยใจอะไรกันใช่หรือไม่​ นายอนุทิน​ ​ส่ายหัว ก่อนกล่าวต่อว่า​ “อายุป่านนี้แล้ว​ ใครจะมาน้อยใจ​ ทำไมชอบคิดอะไรแบบนี้”

เมื่อถามว่า จะต้องมีการโทรเคลียร์นายกฯ เบี้ยว หรือไม่​ นายอนุทิน​ ถามกลับว่า “เคลียร์เรื่องอะไร​ ก็นี่เป็นเขตของนายกฯ ชาญ​ และเขตของ น.ส.ชิดชนก​ แต่นายกฯ เบี้ยว ช่วยอยู่เขต ​นายพิษณุ​ พลธี ผู้สมัคร สส.เขต 7 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายกฯ เบี้ยว ก็มารับตนอยู่​ แต่ไม่ได้ทักทายกัน เพราะคนเยอะ​ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน​

– 006

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจ นอกจากจะมีความแปลกใหม่ใช้กลยุทธ์แม่เหล็กคือ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ไปอยู่บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แล้ว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเลือกให้มากๆ และให้ 9 อันดับแรกเป็น สส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อบังคับพรรคที่แปลกกว่าพรรคอื่นด้วย คืออำนาจประธานพรรค ในข้อ 18/4(3) ที่กำหนดเอาไว้ว่า “ให้การเข้าร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล หรือการถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือการให้บุคคลดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ให้ประธานพรรคเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ ทั้งนี้ ประธานพรรคอาจหารือกับหัวหน้าพรรคหรือผู้บริหารพรรคอื่นด้วยก็ได้”

เห็นได้ชัดเจนว่า อำนาจในการเลือกหรือตัดสินใจในการตั้งรัฐบาล ถอนตัว หรือทั้งดำรงตำแหน่งหรือพ้นตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่อำนาจของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เลย แต่เป็นอำนาจเด็ดขาดของ คุณคริส โปตระนันทน์  ประธานพรรค ใช่หรือไม่

เรื่องนี้ถ้าเป็น FC คงไม่ติดใจ เพราะอย่างไรก็เลือกโดยไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่ยังสงสัยคงอยากได้รับคำอธิบายว่าเพราะอะไร แล้วทำไมไม่แก้ข้อบังคับเสีย หรือลาออกจากประธานพรรค แล้วให้ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ควบตำแหน่งทั้งหัวหน้าพรรคและประธานพรรค เพื่อให้อำนาจนี้เป็นแบบตรงไปตรงมาตามความคาดหวังของประชาขน เพื่อให้กลุ่มที่ยังสงสัยได้เกิดความสบายใจขึ้นหรือไม่ คุณคิดอย่างไร?