รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ชาวเน็ตจับผิด”กูรูไพศาล” ลงภาพอ้างโค้งสุดท้ายสีแดงแลนด์สไลด์ที่โคราช ที่แท้เป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ นัดเจอสเปนปี 2002

นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายที่ได้รับการตั้งฉายากูรูการเมืองไทย ซึ่งช่วงหลังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ลงภาพคนสวมเสื้อสีแดงจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความ “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ต่อเนื่องจากโพสซ์ก่อนหน้านั้นที่ได้ลงคลิปการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่นครราชสีมา

อย่างไรก็ตาม ภาพที่นายไพศาล ระบุว่า “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ได้มีชาวเน็ตมาคอมเมนต์จำนวนมาก โดยต่อว่านายไพศาล ไม่ตรวจสอบข้อมูลก่อนโพสต์

เช่น “อย่าอวยกันจนเกินจริงเลยครับนี่มันแข่งขันฟุตบอลโลก เกาหลีใต้ VS สเปน, รอบก่อน รองชนะเลิศ, ฟุตบอลโลก FIFA ปี 2002 ไม่เนียนเลยนะครับไอ้คนเชื่อแม่งก็โง่ไม่ลืมหูลืมตา โทรศัพท์มันก็ค้นหารูปภาพได้ในกูเกิ้ล”

“สถานที่: ลานหน้าศาลาว่าการกรุงโซล (Seoul City Hall Plaza หรือปัจจุบันคือ Seoul Plaza) ประเทศเกาหลีใต้
เหตุการณ์: เป็นการรวมตัวกันของแฟนบอลชาวเกาหลีใต้ที่เรียกตัวเองว่า “Red Devils” (ปีศาจแดง) เพื่อชมการถ่ายทอดสดและเชียร์ทีมชาติเกาหลีใต้ในศึกฟุตบอลโลกปี 2002 (2002 FIFA World Cup) ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
วันที่: ภาพลักษณะนี้ถูกถ่ายไว้หลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2002 โดยเฉพาะในแมตช์สำคัญๆ เช่น นัดที่เจอกับอิตาลี (18 มิถุนายน 2002) หรือสเปน ซึ่งในยุคนั้นปรากฏการณ์ “ทะเลสีแดง” (Red Wave) บนท้องถนนในกรุงโซลโด่งดังไปทั่วโลก เพราะมีผู้คนออกมาเชียร์รวมกันนับล้านคน”

นอกจากนี้ แนวหน้าออนไลน์ได้ตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ร่วมกันเชียร์ฟุตบอลนัดที่เกาหลีใต้พบกับสเปน ในรองก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2002

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ศุภชัย”ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้ายลาม”ภูมิใจไทย” ยัน”สจ.เนย์”ผู้ต้องหาคดีเว็บหวยเป็นอดีตสมาชิกเพื่อไทย ไม่เคยสังกัด ภท. ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด เตือนคนแชร์ผิดด้วย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวการออกหมายจับเจ้าของเว็บไซต์หวยออนไลน์รายใหญ่ ฉายา “สจ.เนย์ กาฬสินธุ์” ชื่อจริงคือ นายปฐนัญ จันดอน ซึ่งได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้วพร้อมกับภรรยา โดยบุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นทีมงานใกล้ชิดของ สส.พลากร พิมพะนิตย์ หรือ สส.บอล จ.กาฬสินธุ์ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับ นายวิรัช พิมพ์พะนิตย์ หรือ สส.หมู ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.)

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ผู้ถูกออกหมายจับรายดังกล่าวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 หรือเพียง 6 วันที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า สจ.เนย์ ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด แต่วันนี้มีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ใช้ชื่อ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook และ TikTok ซึ่งตนได้ดำเนินคดีที่ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จกับภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้ แต่วันนี้มาลงข้อความว่า “ผู้ถูกออกหมายจับไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค และย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย”

“การโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพราะบุคคลนี้ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และทำงานอยู่กับ สส.พรรคเพื่อไทย มาโดยตลอด ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ซึ่งถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันไปหลายคดีแล้ว และยังไม่ยุติพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ขอเตือนว่าวันนี้กำลังจะถูกหมายจับ ขออย่าหลบหนีไปเสียก่อน” นายศุภชัย กล่าว

ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขอให้ยุติการแชร์ข้อมูลเท็จดังกล่าว หากใครยังแชร์ต่อจะมีความผิด และพรรคจะดำเนินคดีกับคนทุกคน

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย” ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์“ ทำปท.ยั่งยืนกว่า

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

”ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป“

นายเอกสิทธิ์ ย้ำว่า หลายปีที่ผ่านมามีแต่นโยบายประชานิยม ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้จริง เลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เลือกมาหลายพรรคแล้ว แต่ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนยังลำบากและมีหนี้สินเหมือนเดิม วันนี้ พรรคปวงชนไทย ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ ซึ่งตนเองมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจสำเร็จมาแล้ว จึงขออาสาเข้ามาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมไม่ได้บอกว่าสำนักงานประกันสังคมดีนะครับ แต่ผมจะบอกให้ผู้ประกันตนสิทธิประกันสังคมทราบทั่วกันว่า ทั้ง 2 หน่วยงานนี้เฮงซวยเหมือนกัน เพียงแต่สำนักงานประกันสังคมยังบริหารงานไม่เลวร้ายเท่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ก็ขอให้ระมัดระวังการโจมตีให้ร้ายเพื่อหาเสียงทางการเมืองกันให้ดี

หาก สปสช ดีกว่าประกันสังคมจริง รพ.เอกชนส่วนใหญ่คงแห่กันเข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับ สปสช เข้าร่วมระบบบัตรทองกันเยอะแยะไปนานแล้วครับ สปสช ทั้งเบี้ยวหนี้เหนียวหนี้ยิ่งกว่าประกันสังคมนะครับ

ผู้ประกันตนสิทธิประกันสังคมอยากรู้ซึ้งถึงความยากลำเข็ญของผู้มีสิทธิบัตรทอง ให้ลองไปเยี่ยม รพ. หรือคลินิกไหนก็ได้ตามที่ สปสช จัดให้แก่ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองดูสิครับว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเดือดร้อนทุกข์ยากขนาดไหน

อย่าไปดูคำโฆษณาชวนเชื่อของ สปสช นะครับ มันโกหก สร้างภาพเกินจริง สปสช มันโฆษณาชวนเชื่อเหมือนเผด็จการเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ครับ

ผมบอกเลยว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองปัจจุบันนี้มีสภาพเหมือน ‘ขอทานใบส่งตัว’ กันอยู่แล้วนะครับ เชื่อพรรคประชาชนได้ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด พรรคประชาชนไม่เปิดเผยความเน่าเฟะของ สปสช กันเลย

สรุปให้ง่ายๆ ว่า สำนักงานประกันสังคมยังดีกว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) นะครับ หาก สปสช ดีกว่าประกันสังคม รพ.เอกชน ส่วนใหญ่แห่กันเข้าร่วมบัตรทองกันไปตั้งนานแล้ว

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เตือนสติประกันสังคมให้เอกชนดูแล

กองทุนประกันสังคม เป็นกองทุนสวัสดิการ ที่มีรายรับมาจาก 3 ส่วน รัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ที่กองทุนต้องรับภารกิจ ด้านสวัสดิการ 7 อย่างคือ

1.เจ็บป่วย

2.คลอดบุตร

3.ทุพพลภาพ

4.ชราภาพ

5.ตาย

6.ว่างงาน

7.สงเคราะห์บุตร

ปัจจุบันขนาดของกองทุนประกันสังคมไทย มีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนประมาณ 24.5 ล้านคน

เนื่องจากภารกิจของกองทุนมีมาก การลงทุนของประกันสังคม จึงต้องป้องกันความเสี่ยง เพื่อมีงบประมาณเพียงพอ ในการดูแลสวัสดิการทั้ง 7 อย่างนี้

สิ่งที่ต้องแยกแยะวิเคราะห์คือ ปัญหาประกันสังคมเกิดจากอะไรในขณะนี้ นั่นคือความไม่โปร่งใส ประกันสังคมต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้

คำถามถามว่าถ้าให้ เอกชนบริหารโดยเอกชน ถ้าการบริหารล้มเหลว หรือมีปัญหาเรื่องการลงทุนขึ้นมา เงินไม่เพียงพอในการจ่ายสวัสดิการทั้ง 7 ใครจะรับผิดชอบ

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้น ที่กองทุนประกันสังคม ของประเทศชิลี (ขนาดกองทุนประมาณ6.5 ล้านล้านบาท) ที่แยกให้เอกชนมาบริหาร สุดท้ายแล้วผลตอบแทน ไม่เป็นไปตามที่คาด ไม่มีเงินเพียงพอ ในการดูแล สวัสดิการผู้ประกันตน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง และเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดูแล

วันนี้ปัญหาของกองทุนประกันสังคมไทย ถ้ามีปัญหาที่ไหนควรต้องแก้ตรงนั้น เพราะอย่างไรเสีย ถ้าเกิดอะไรขึ้นรัฐก็ยังดูแลสิทธิประโยชน์สวัสดิการของผู้ประกันตน ถ้ามีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ต้องแก้เรื่องความโปร่งใส

เราจะเอากองทุนประกันสังคม ไปเปรียบเทียบกับกบข.ไม่ได้ เพราะกองทุนกบข. รับผิดชอบแค่เรื่องเดียวคือบำเหน็จบำนาญ การลงทุนที่มีความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะการใช้เงินจะระยะยาวกว่ามาก แต่ของประกันสังคมต้องมีรายจ่ายเชิงสวัสดิการทุกวัน

แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดมูลค่าประมาณ 65-66 ล้านล้านบาท ของประเทศเกาหลี ใหญ่อันดับ 3 ของโลก มีมูลค่าประมาณ 35 ล้านล้านบาท เขายังต้องให้รัฐดูแล เพียงแต่ว่าอาจจะมีกองทุนย่อย ที่รับความเสี่ยงได้ ให้กองทุนเอกชนอื่นๆไปบริหารได้ แต่ภายใต้การดูแลของรัฐ

เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ประกันตน ต้องได้รับสวัสดิการ ทั้ง 7 อย่างแน่ๆ กองทุนประกันสังคม ควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ แต่อาจจะให้กองทุนเอกชนเข้ามาบริหารกองทุนย่อย เหมือนของญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะอย่างไร รัฐต้องรับผิดชอบ ถ้าให้เอกชน จะไม่มีหลักประกันในปัญหา

ส่วนเรื่องที่ไม่มีความโปร่งใส ทุจริตหรือคอร์รัปชั่น ควรมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และเอาผิด และต้องทำให้กองทุนโปร่งใส ต้องแก้ให้ถูกจุด แต่ถ้าคิดจะให้เอกชนไปบริหาร อย่าบิดเบือนข้อมูล ลองศึกษากองทุนใหญ่ๆของโลกให้ดี จะได้เป็นบทเรียน โดยเฉพาะจากประเทศชิลี ญี่ปุ่น และเกาหลี

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน  ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

วันนี้(27 ม.ค.69 ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งกันทางการเมือง มีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีทรัพย์สิน 1,092,128,958 บาท เป็นทรัพย์สินนายพัฒนา 60,185,0820  บาท  เช่น  เงินลงทุน 43.2 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6.2 ล้านบาท ทรัพย์สิน น.ส.อัจฉรา รัตนธนาสาร คู่สมรส 1,031,943,875  บาท ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนถึง 940,276,298 บาท เงินให้กู้ยืม 16.9ล้านบาท ที่ดิน 11.8 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 14.7  ล้านบาท โดยแจ้งว่ามีหนี้สิน  247,616,384 บาท

พัฒนา พร้อมพัฒน์

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 231,930,848 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 10,252,655 บาท เงินลงทุน 51,462,070  บาท ที่ดิน 15 แปลง 144,935,101 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลัง เป็นห้องชุดทั้งหมดรวม 10,382,422 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ  10,898,600 บาท เช่น พระสมเด็จ พระบูชา หลวงปู่ทวด ท้าวเวสสุวรรณ พระต่าง ๆ 312 รายการ กว่า 4.4 ล้านบาท มีนาฬิกา 7 เรือน กว่า 4 ล้านบาท

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้นำทีมไทยแลนด์ เข้าร่วมเวที WEF ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหัวใจสำคัญคือการเป็นเวทีแห่งการพูดคุยของผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยเรื่องแรกประเทศไทยได้แสดงบทบาทอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกแตกขั้ว

“อาเซียนโดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นศูนย์กลางในอาเซียน เราได้แสดงบทบาทว่าความเป็นกลางของเราเป็นที่ที่ทุกคนพยายามบริหารความเสี่ยงจากโลกแตกขั้วแล้วมาลงทุนค้าขายกับพวกเรามากขึ้น เห้นได้จากตัวเลขคำขอลงทุนในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 60% โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เกษตรสมัยใหม่ แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics และ Data Center” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากรายงานของสหประชาชาติที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ระบุว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลกที่ดึงดูดการลงทุนของ Data Center โดยอันดับ 1 คือฝรั่งเศส อันดับ 2 อเมริกา อันดับ 3 เกาหลี อันดับ 4 บราซิล อันดับ 5 สเปน อันดับ 6 ไทย อันดับ 7 อินเดีย อันดับ 8 อิตาลี อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์

ต่อมาในเรื่องที่สองคือการสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ในการเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD และผู้นำของหน่วยงานและรัฐบาลหลายประเทศ โดยไทยได้นำข้อมูลเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไปหารือพบกับเลขาธิการ OECD และได้รับการยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้มา 35 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องที่สามคือการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ได้พบกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัทที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องดิจิทัลและ AI ซึ่งทุกบริษัทยืนยันที่จะลงทุนและจะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

“รัฐบาลไม่ได้ขอให้นักลงทุนมาลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องการให้มาเพิ่มศักยภาพของคนไทยด้วย โดยขอให้มาส่งเสริมการเพิ่มทักษะคนไทยและส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในโลกยุคใหม่ ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทุกรายที่พร้อมมาร่วมงาน โดยเฉพาะการสร้างวิศวกรด้าน Data เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้ที่สูงขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และ Data” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าร่วม WEF ครั้งนี้นักลงทุนพร้อมมาลงทุนมากกว่านี้ถ้าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้หารือในคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม เพื่อเป็นจุดดึงดูดให้ประเทศไทยน่าสนใจยิ่งขึ้น

รองนายกฯ กล่าวว่า ความสำเร็จทั้ง 3 เรื่องที่เกิดขึ้น นั่นคือสามารถสร้างเวทีทีมไทยแลน์ในเวที WEF และเศรษฐกิจโลก การสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ และการโชว์ศักยภาพการลงทุนของไทยในเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ดิจิทัล Data และ Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย พร้อมทั้งขอให้นักลงทุนมาร่วมพัฒนาทักษะให้กับคนไทยในเรื่อง AI ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียวด้วย

อนุทิน บอกใช้เงินเป็น หลังถูกมองทุ่มงบน้อยหาเสียง รูดซิปปากปมแม่ทัพ กทม. ลั่น ไม่เลือกเราเขามาแน่

อนุทิน บอกใช้เงินเป็น หลังถูกมองทุ่มงบน้อยหาเสียง รูดซิปปากปมแม่ทัพ กทม. ลั่น ไม่เลือกเราเขามาแน่

อนุทิน บอกใช้เงินเป็น หลังถูกมองทุ่มงบน้อยหาเสียง รูดซิปปากปมแม่ทัพ กทม. ลั่น ไม่เลือกเราเขามาแน่

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“อนุทิน” เหน็บ “ใช้เงินเป็น” หลังถูกมองใช้เงินหาเสียงน้อย ลั่น ต้องมีเงินสำรองหากเกิดเหตุคับขัน ขอหุบปาก หลัง แม่ทัพ กทม. ขุดยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย”ไม่เลือกเราเขามาแน่ ยกน้ำเงินคือทางรอด“ ชี้ สส.ทะเลาะกันเปรียบราษฎรทะเลาะกันเอง

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ที่นั่ง สส. 200 ที่นั่ง ว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นางสาวศุภมาศ อิสรภักดี ในฐานะกำกับดูแลรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานครของพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง “ไม่เลือกเราเขามาแน่-อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ-ตอนนี้มีแค่ 2 ฝั่งซ้ายกับขวา-ทางรอดคือน้ำเงิน ซึ่งมีความชัดเจนขนาดนั้นหรือไม่“

นายอนุทิน ยิ้ม ก่อนตอบว่า เวลาที่มีการไปพาดพิงถึงคนอื่น ”ผมคิดว่าผมหุบปากดีกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่มีแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี” ซึ่งเรามีสิ่งที่จะต้องไปต่อสู้ ไปป้องกันจากประเทศอื่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคง รวมถึงการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการค้า ซึ่งเราต้องใช้หลักเดียวกัน เหมือนกับที่เราต้องต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องทำให้คนในบ้านมีความสามัคคีกัน กองทัพที่เป็นรั้วของชาติ ได้ไปรบจนทำให้ได้รับชัยชนะกลับมาในเวลารวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ตนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ ขณะที่การเมืองอยู่ระหว่างการแข่งขันเพื่อมาเป็นผู้แทนราษฎร หากผู้แทนราษฎรทะเลาะกันก็เหมือนราษฎรทะเลาะกัน และไม่เกิดผลดีอะไรกับประเทศไทยเลย

เมื่อถามว่าทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยใช้งบประมาณน้อย มีความกังวลเรื่องอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ยิ้มและหัวเราะ ก่อนตอบว่า เราใช้เงินเป็น อย่าไปพูดว่าใช้เงินน้อย เวลาใช้เงินมากก็ว่า ใช้เงินน้อยก็ว่า ซึ่งควรจะบอกว่าใช้เงินเป็น ใช้เงินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราจะได้มีเงินสำรองเอาไว้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ หากมีเหตุการณ์อะไรหรือมีสิ่งคับขัน จะได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร และพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

อนุทิน ปิ๊งไอเดีย บริหารประกันสังคม เหมือน กบข. ยัน รบ.แทรกแซงบอร์ดไม่ได้

อนุทิน ปิ๊งไอเดีย บริหารประกันสังคม เหมือน กบข. ยัน รบ.แทรกแซงบอร์ดไม่ได้

อนุทิน ปิ๊งไอเดีย บริหารประกันสังคม เหมือน กบข. ยัน รบ.แทรกแซงบอร์ดไม่ได้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเงินสมทบประกันสังคม ว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนได้เชิญ รมว.แรงงาน ปลัดกระทรวงแรงงาน รวมถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มาสอบถามว่า เรื่องที่เป็นข่าวเป็นอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาตนไม่ได้รับรายงานว่า มีปัญหาร้ายแรงเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่า ข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าวไป ซึ่งตนก็บอกว่าพูดกับตนแค่นี้ไม่ได้ ต้องแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบให้สื่อมวลชนได้ซักถาม เพื่อที่จะได้ตอบข้อสงสัยทั้งหมด โดยในส่วนราชการเขาก็คิดว่า เขาไม่ได้ทำอะไรบกพร่องหรือคิดอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาแถลง เพราะคิดว่าทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง  แต่ตนก็บอกเขาไปว่า ตนเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงยุบสภา ถ้าเป็นเรื่องของหน่วยงานใดก็ควรออกมาชี้แจง แต่เห็นว่าวันนี้หลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการ สปส.จะแถลง

เมื่อถามว่า มีการเสนอแนะแนวทางอย่างไร กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ สปส.ในตอนนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการดำเนินการในหน่วยงานประกันสังคม เสียอยู่อย่างเดียวคือ การที่ทำให้คนไปคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาล เพราะเลขาธิการ สปส.เป็นข้าราชการประจำ โดยการดำเนินงานขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ประกอบด้วยไตรภาคี 3 ฝ่าย ซึ่งไม่มีใครเข้าไปสั่งอะไรได้อยู่แล้ว และเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ที่ได้คุยกันก็เป็นประเด็นที่ดีเหมือนกัน ถ้าพวกตนได้มีโอกาสเข้ามาทำงานต่อ ได้กำกับดูแลงานส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เป็นอิสระ อย่างอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ อาจจะทำเหมือนรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) แทนที่จะเป็นการโยกย้ายมา เพราะเลขาธิการ สปส.ก็เคยเป็นอธิบดีกรมนั้นกรมนี้ หรือไปเป็นปลัดกระทรวง ดังนั้นในเมื่อเป็นรูปแบบคณะกรรมการอยู่แล้ว น่าจะใช้วิธีการสรรหาก็เป็นสิ่งที่คิดได้ตอนนี้

เมื่อถามว่า ความคิดนี้สามารถนำไปใช้หาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทันแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ ไม่ใช่หมายความว่า จะทำอะไรต้องเป็นนโยบายในการหาเสียงทั้งหมด ถ้าถึงเวลาที่เราทำงานได้และเป็นประโยชน์ แล้วเป็นสิ่งที่เราต้องทำก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าไม่ทำเพราะทำไม่ได้ ไม่ได้หาเสียงเอาไว้ ไม่ใช่คนละเรื่องกัน

เมื่อถามว่า กบข.บริหารงานโดยเอกชน ประกันสังคมจะออกจากระบบราชการเหมือน กบข.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “เดี๋ยวสิครับ ผมคิดของผมไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะว่าตอนนี้ทำไม่ได้อยู่แล้ว ไปผูกพันรัฐบาลอื่นหรือผูกพันงบประมาณ รวมถึงนโยบายอะไรไม่ได้อยู่แล้ว และทำไม่ได้มาตั้งแต่ประกาศยุบสภาแล้ว”

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนนำประเด็นประกันสังคมมาใช้ในการหาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ประกันสังคมเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่า มีอยู่ฝ่ายหนึ่งที่มาจากการสนับสนุนของกลุ่มพวกนี้ จริงๆ ก็อยู่มา 2 ปีแล้ว ค่อนข้างจะมีพลังพอสมควร เท่าที่ตนทราบ การดำเนินงานอะไรต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของรัฐบาล จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่เคยไปก้าวก่าย

เมื่อถามว่า สิ่งที่สะท้อนออกมาจาก สปส.ทำให้เห็นถึงความด่างพร้อย เช่น การนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พูดอย่างนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะอดีต รมว.แรงงาน ก็ได้ชี้แจงแล้วว่าไม่เคยนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส เป็นการกล่าวหาลอยๆ พอกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จแล้ว มันก็จบแล้วไม่มีคืออะไรต่อ ไม่ใช่ว่าอันนี้เท็จ แต่ยังมีจริงอยู่ ถ้ามีก็เปิดเผยมา อันไหนจริง อันไหนผิดระเบียบ ต้องไปดำเนินการร้องเรียน ฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เขาทำผิดมาตรา 157 ดำเนินการเต็มที่เลย แต่อย่าไปกล่าวหากันไปกันมา ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเราลงโทษกันเองไม่ได้ บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คนไหนผิด ก็ไปตรงนั้น คนที่ผิดก็ไม่เห็นรอดสักราย คนที่ไม่ผิดก็ไปชี้แจงข้อกล่าวหา แต่การมากล่าวหากันในโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ รวมถึงการปราศรัยโยนกันไปโยนกันมา เดี๋ยวเขาก็โยนกลับมาบ้าง มันก็ไม่จบไม่สิ้นกลายเป็นทะเลาะกันให้ประชาชนเห็น

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้องตั้งทีมตสวจสอบ ใครหาเสียงสาดโคลนทำให้พรรคเสียหายด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หายใจยาวๆ นิ่งๆ เดินเข้าหาประชาชน อีก 2 สัปดาห์ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่ต้องการความขัดแย้ง เกลียดความขัดแย้ง ไม่เคยไปโต้ตอบ ไม่เคยไปโต้เถียงอะไรใคร หาเสียงก็พูดแต่เรื่องนโยบายของพรรค ไม่เคยพูดถึงพรรคอื่น บางพรรคหาเสียงด่าพรรคภูมิใจไทย 50 นาที พูดถึงพรรคตัวเอง 10 นาที อย่างนี้ประชาชนได้อะไรขึ้นมา เราหาเสียงเพื่อขายนโยบายของพรรคให้กับประชาชน ไม่ใช่เพื่อไปด่าพรรคให้ประชาชนฟัง เราไม่เคยทำอย่างนั้น เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้องมีการเปิดตัวทีมผู้บริหารล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนที่จะกล่าวว่า พรรคอื่นทำหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยไม่ทำเมื่อไหร่ สื่อไปไหนมา ตรงนี้พูดไปแล้ว พูดไปแล้วครบแล้ว ทั้งคนที่จะมาดูเรื่องความมั่นคง การบริหารประเทศก็เป็นตน

เมื่อถามว่า นายกฯ จะควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลต่อไปหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ให้รอดวันที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ อย่าไปคิดเรื่องอื่นเลย ตนดูเป็นเฟสๆ เหมือนโครงการคนละครึ่งพลัส ต้องมีเฟส 1 2 3 กว่าตนจะผ่านถึงจุดนั้นได้จะต้องผ่านการเลือกตั้งให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน เลือกตั้งผลเป็นอย่างไร มันก็พอที่จะชี้ชะตาตัวเอง รู้อนาคตตัวเอง และรู้ว่าตัวเองควรที่จะต้องทำอะไร ตอนนี้พูดไปไม่มีประโยชน์

อนุทิน สยบข่าวลือ! ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3

อนุทิน สยบข่าวลือ! ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3

อนุทิน สยบข่าวลือ! ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

“อนุทิน”สยบข่าวลือ! ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3 หลังลงพื้นที่สระแก้วตรวจแนวรบ เผยปม”กัมพูชา”ขุด”คูเลต”เป็นยุทธวิธีป้องกันประเทศเขา ย้ำ”กองทัพไทย”เฝ้าระวังใกล้ชิดตามข้อตกลงหยุดยิง ขอประชาชนใช้ชีวิตปกติ ส่วนหน้าที่ปกป้องประเทศเป็นของรัฐบาล-กองทัพ​ ชี้ยังไม่จำเป็นต้องเรียกประชุม สมช.เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงการลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จ.สระแก้ว วานนี้​ ในพื้นที่มีการรายงานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่​ เพราะขณะนี้ทางกัมพูชา มีการขุดคูเลตเพิ่มแบบยุทธวิธี​บริเวณแนวชายแดน ​ว่า​ เขามีการพูดคุยกันของกองทัพทั้ง 2 ประเทศ พลาดตรงไหน หรือทำแล้ว​ ทำให้เกิดความระแวงสงสัย เขาได้พูดคุยกันว่าขอให้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้​ เมื่อ​วันที่ 27 ธันวาคม 2568

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กัมพูชา หลีกเลี่ยงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดฝั่งชายแดนไทย แต่ไปเก็บฝั่งชายแดนประเทศอื่นก่อน นายอนุทิน​ กล่าวว่า เราอยู่ในฝั่งของเรา ถ้าไม่มีการคุกคามใดๆ กัมพูชาก็ต้องดำเนินการตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้ ซึ่งข้อตกลงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด กัมพูชาไม่ได้มีข้อตกลงไว้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ทำข้อตกลงไว้กับทั้งโลกซึ่งไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือ และในปฏิญญาที่ไทยได้ลงนามไว้กับกัมพูชา การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เราได้ใช้คำจำกัดความว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยหลักมนุษยธรรม” ซึ่งถือเป็นข้อผูกมัดทั้ง 2 ประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชา การฝังทุ่นระเบิดหากฝ่ายใดเห็นว่ามีการฝังทุ่นระเบิดไว้ ตรงไหน ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องถามอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในส่วนของฝ่ายไทย ถ้าเราเจอตรงไหนก็เก็บอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขต การควบคุมอธิปไตยของไทย

เมื่อถามว่า การที่กัมพูชาขุดคูเลตในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ของกัมพูชาเองก็ตาม จะทำให้ฝ่ายไทยหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าวว่า แต่ละประเทศ เขาสามารถสร้างการป้องกันประเทศของเขา​ ส่วนเราก็ทำการป้องกันประเทศของเรา แต่เป็นในรูปแบบที่เราคิดว่า เพราะสามารถป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ได้ เราก็ยืนในจุดของเราไม่ไปยุ่งกับอธิปไตยของฝ่ายอื่น และไม่ให้ฝ่ายอื่นมาเข้าร่วมอธิปไตยของเรา

เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าจะมีการสู้รบในรอบ 3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ประมาท และเมื่อวานที่ตนได้เดินทางไปที่จังหวัดสระแก้ว ตนได้รับฟังการบรรยายสรุป ก็มีข้อสรุปมา 1 ข้อ ว่า จากการประเมินและติดตามสถานการณ์ ทางด้านความมั่นคง เขาก็ยังเชื่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ถึงขั้นต้องมีการปะทะกัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แสดงว่าฝ่าย กองทัพของเรา มีความไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีไม่กังวลใช่หรือไม่ เพราะการขุดคูเลตห่างจากชายแดนไทยเพียง 500 เมตรเท่านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เพิ่งเกิดการปะทะอย่างรุนแรงไป เราต้องบอกเรามีความกังวล​ แต่ขอให้ความกังวลนี้ อยู่กับรัฐบาลและกองทัพ แต่ต้องสร้างความโล่งใจให้กับประชาชน ตรงนี้เราทำอยู่ การป้องกันประเทศต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

เมื่อถามถึงกรณีเอกสารของกัมพูชาหลุด ในการจัดซื้อจัดหาอาวุธโจมตีทางอากาศเพิ่มเติม​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ เรื่องนี้ยังไม่หลุดมาถึงตน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความพยายามของกัมพูชาที่จะปั่นป่วนการเมืองในประเทศไทย นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ตราบใดที่เรายังปฏิบัติตามข้อตกลงที่ลงนามกันเรื่องหยุดยิงและปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ตราบใดที่สองฝ่ายยังยึดถือข้อปฏิบัติอยู่ในข้อตกลงนี้ ทั้ง 2 ประเทศ ไม่มีความเป็นภัยต่อกัน

เมื่อถามว่า ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งจะต้องมีการเรียกประชุม สมช.ชุดใหญ่ หรือไม่ เพื่อประเมินสถานการณ์ทั้งชายแดนไทย – กัมพูชา และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการประชุมเป็นปกติอยู่แล้ว เป็นการประชุมทั่วไป​ หากมีสถานการณ์​ ขณะนี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง รวมไปถึงกองทัพ และตน มีการรายงานสถานการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีการเรียกประชุมแบบเร่งด่วน และยังไม่มีประเด็นอะไร ที่จะต้องไปเรียกประชุมคณะใหญ่เป็นพิเศษ

เมื่อถามว่า ขณะนี้กัมพูชายังไม่สิ้นความเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรายังมีความพร้อมและตื่นตัว แต่ตั้งแต่ที่หยุดยิงจนถึงวันนี้ 3 – 4 สัปดาห์มาแล้ว ก็ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ที่จะสร้างความตึงเครียดต่อกัน เมื่อถามย้ำว่า สามารถใช้คำว่าวางใจได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนตอบไปเมื่อสักครู่แล้ว ประชาชนสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เรื่องการเฝ้าระวังการป้องกันประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และกองทัพ