Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ธรรมะวันอาทิตย์ : กรรมคือการกระทำ โดย พระครูสิทธิธรรมมงคล

Posted on October 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689060

ธรรมะวันอาทิตย์ : กรรมคือการกระทำ โดย พระครูสิทธิธรรมมงคล

ธรรมะวันอาทิตย์ : กรรมคือการกระทำ โดย พระครูสิทธิธรรมมงคล

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.30 น.

30 ตุลาคม 2565ได้มีโอกาสเดินทางตระเวนไปยังหมู่บ้านห่างไกล ซึ่งถนนหนทางในการสัญจรไปมาของชาวชนบท นับว่า สะดวกสบายมาก เพราะถนนแต่ละเส้นทางลาดยางสลับกับถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี จึงมีผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยวทางศาสนา เส้นทางสายบุญ เพื่อ นมัสการพระพุทธรูปและฟังธรรมเทศนา จากเจ้าอาวาสในแต่ละวัด ให้เป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิต ไม่ได้ขาด 

โดยเฉพาะวัดบ้านหนองไฮ ตำบลหนองไฮ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ ถือว่าเป็นวัดขนาดเล็ก พื้นที่ 2 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งกุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และมีพระสงฆ์อยู่จำนวน 6 รูป ไม่มีสารเณร และแม่ชี มรรคนายก 1 คน สังกัดมหานิกาย โดยมีพระครูสิทธิธรรมมงคล เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไฮ รูปปัจจุบัน 

พระครูสิทธิธรรมมงคล อายุ 78 ปี  เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไฮ กล่าวว่า อาตมา เป็นคนที่นี่(บ้านหนองไฮ) เมื่อเรียนสำเร็จชั้นประถมปีที่ 4 ภาคบังคับ ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะฐานะยากจน ต้องช่วยพ่อ แม่ ทำนาเรื่อยมา กระทั่งเมื่อถึงอายุครบ 25 ปี อยู่ในวัยเบญจเพส ซึ่งผู้เฒ่า ผู้แก่ สมัยโบราณ บอกว่า เป็นวัยอันตราย วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งผู้เกิดอยู่ในช่วงอายุ 25 ปี ถ้ามี โชควาสนาบุญบารมีเกื้อหนุน การทำงาน หรือทำกิจการอะไร จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าโชคไม่ดี ดวงตก จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โยม พ่อ โยมแม่ จึงให้บวชพระ โดยตั้งใจว่า จะบวชเพียง 1 พรรษา ก็จะสึก แต่พอผ่านไป 1 พรรษา เพราะรู้ซึ้งในแก่นแท้ของชีวิต เข้าถึงพระธรรมวินัย เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จึงไม่ยอมสึก จวบจนถึงทุกวันนี้ ผ่านมาแล้ว 60 พรรษา ก็จะครองจีวร อยู่ใต้ร่มกาสาวะพัฒน์จวบจนชีวิตสิ้นนั่นแหละ 

พระครูสิทธิธรรมมงคล เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไฮ เล่าความหลังเมื่อครั้งเดินธุดงธ์ให้ฟังว่า หลังจากบวชแล้ว ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านหนองไฮบ้านเกิด 1 พรรษา จากนั้นได้ออกเดินธุดงธ์แสวงหาความรู้ด้านพระธรรมวินัยเพิ่มเติม และเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเดินธุดงธ์ไปตามตะเข็บชายแดน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) พบกับพระสงฆ์ลาว ชื่อว่า พระอาจารย์ โฮม และชวนให้ข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งลาว โดยจำพรรษาอยู่ที่ ถ้ำหัวนาค ภูเขาควาย อยู่ 2 พรรษา ระหว่างนั้นก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้พระธรรมวินัยกับพระลาวไปด้วย ทำให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น จากนั้นจึงเดินทางกลับเข้าฝั่งไทยและเดินธุดงค์ต่อไปยังแถบชายแดนเขมร ด้าน จ.สุรินทร์,ศรีสะเกษและบุรีรัมย์

ต่อมา ได้เข้าไปจำพรรษาที่ถ้ำแกลบ ติดกับเทือกเขาพระวิหาร ระหว่างนั้นพบกับ พระเขมรอยู่ 2 รูป ซึ่งมีอายุ 90 และ 93 ปี ตามลำดับ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำแกลบก่อนแล้ว ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ถ้ำแกลบ ได้มีการศึกษาพระธรรมวินัยจากพระเขมรทั้ง 2 รูป จนออกพรรษา จากนั้น ได้เดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร สถานที่ต่างๆทั่วภาคอีสาน เทศนาสั่งสอนญาติโยมพุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

โดยยึดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลัก โดยเฉพาะ การทำบุญทำทาน ให้เห็นใจสงสารผู้ตกทุกข์ ผู้มีความทุกข์ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่ว่า จะเป็นผู้ยากไร้ ผู้พิการ จะต้องให้การช่วยเหลือเขาเหล่านั้น ช่วยเหลือเท่าที่กำลังทรัพย์หรือแรงกายของเราพอมี โดยไม่เดือดร้อนตัวเอง  ทำทานแล้วเราสบายใจ ถึงจะไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าทำทาน ก็จะได้บุญกุศลมหาศาล บุญกุศลที่เห็นทันที ทันตา ก็คือผู้รับทาน หรือ ผู้ที่เราช่วยเหลือ เขาพึงพอใจ เขาพ้นทุกข์ และเราสบายใจ นี่คือ บุญที่เห็นทันที ทันตา 

พระครูสิทธิธรรมมงคล หรือ หลวงปู่ธรรม เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไฮ กล่าวว่า ต่อมา ได้เดินธุดงค์มาตามเทือกเขาภูพาน เรื่อยมา จนถึงภูเกษตร บ้านหนองทับม้า ปัจจุบัน คือ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ จึงพักปักกด จำพรรษาที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนเป็นค่ายของผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์(ผกค.) โดยจำพรรษาอยู่ 1 พรรษา ต่อมา มีญาติโยมบ้านหนองไฮ ทราบข่าว นิมนต์ให้กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านหนองไฮบ้านเกิด ประกอบกับเจ้าอาวาสวัดไม่มี ก็เลยตอบตกลง จึงมาอยู่ที่วัดบ้านหนองไฮ จนถึงทุกวันนี้  

พระครูสิทธิธรรมมงคล หรือ หลวงปู่ธรรม เทศนาส่งท้ายว่า เรื่องกรรมคือการกระทำ ที่แบ่งแยกให้คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะถ้าเข้าใจผิดในเรื่องกรรม จะทำให้คนบางคนกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะมุ่งสร้างแต่ความชั่วอย่างเดียว เพราะเห็นว่า บางคนทำความดีแทบตาย ไม่เห็นความดีตอบสนอง แต่บางคนทำชั่วกลับได้ดี มีคนนับถือและร่ำรวยทันตาเห็น ส่วนคนทำความดี จะต้องรอให้รับผลชาติหน้า อย่างนี้เป็นต้น.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, ธรรมะวันอาทิตย์, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สวรรค์บนดิน! นทท.แห่สัมผัสอากาศหนาว ทะเลหมอก’ภูทอก’นาแห้ว

Posted on October 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689085

สวรรค์บนดิน! นทท.แห่สัมผัสอากาศหนาว ทะเลหมอก'ภูทอก'นาแห้ว

สวรรค์บนดิน! นทท.แห่สัมผัสอากาศหนาว ทะเลหมอก’ภูทอก’นาแห้ว

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.15 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศทั่วไปของจังหวัดเลย จากการรายงานของอุตุนิยมวิทยา จังหวัดเลยมีอากาศเย็น ส่วนยอดภูมีอากาศหนาว มีหมอกลงปกคลุมไปทั่วทั้ง 14 อำเภอ ในช่วงเช้า อุณหภูมิลดลง 1 – 2 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบริเวณยอดภู และหมู่บ้านที่อยู่บริเวณตามหุบเขาในพื้นที่ อำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ และอำเภอภูหลวง อำเภอภูกระดึง ซึ่งจะมีอากาศที่หนาวเย็น มีอุณหภูมิต่ำสุด 12 – 16 องศาเซลเซียส ส่วนสภาพอากาศของอุทยานแห่งชาติต่างๆในจังหวัดเลย อุณหภูมิยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างอุทยานแห่งชาติภูกระดึง 14.0 อุทยานแห่งชาติภูเรือ 12.0 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (ภูเรือ) 12.0 อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (อ.นาแห้ว) 16.0 องศาเซลเซียส

ส่วนสภาพอากาศบริเวณตามหุบเขา ในพื้นที่จังหวัดเลยในช่วงนี้ช่วงเช้ามีอากาศหนาว และมีหมอกหนาอย่างเช่น สภาพอากาศในอำเภอนาแห้ว ซึ่งจะมีแหล่งท่องเที่ยวดูทะเลหมอก เช่นภูหมอก ภูค้อ และที่เปิดใหม่ จนนักท่องเที่ยวให้สัญญานามว่า สวรรค์บนดิน ภูทอก ตั้งอยู่จุดบ้านลาด ต.นาพึง อ.นาแห้ว จ.เลย ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากางเต็นท์พักแรม เพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวและชมทะเลหมอกที่สวยงาม โดยชาวบ้านได้ตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านลาด ได้จัดบริการรถอิแต๊ก ขึ้นมาส่งที่ภูทอก และจัดสถานที่กางเต็นท์ พร้อมกับมีห้องส้วม มีห้องอาบน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่างโดยระบบโซล่าเซลล์

ภูทอก บ้านลาด นาพึง ตั้งอยู่ที่บนเนินเขาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านนาท่อน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร จึงทำให้มีอากาศที่เย็นสบาย โดยนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมากางเต็นท์พักแรมพร้อมสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นและชมทะเลหมอกที่สวยงาม สร้างความประทับใจกับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอย่างมาก โดยที่นาท่อนแคมป์วิวนี้ จะเป็นทั้งลานกางเต้นท์ จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ชมทะเลหมอก จุดชมวิว 360 องศา สามารถสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเลย โทร. 042812812 เฟสบุ๊คแฟนเพจ ททท.สำนักงานเลย : TAT LOEI Office

– 006

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฮือฮา’เจ้าโก้ เมืองเพชร’ ควายเผือกสุดหล่อ ค่าตัวแพงกว่า11ล้านบาท

Posted on October 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689063

ฮือฮา'เจ้าโก้ เมืองเพชร' ควายเผือกสุดหล่อ ค่าตัวแพงกว่า11ล้านบาท

ฮือฮา’เจ้าโก้ เมืองเพชร’ ควายเผือกสุดหล่อ ค่าตัวแพงกว่า11ล้านบาท

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.23 น.

30 ตุลาคม 2565 เมื่อเวลา 09.00 น. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงานประเพณีวิ่งควายชุมแสง ครั้งที่ 42 จัดขึ้นบริเวณตลาดชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมีนายธารา ปิตุเตชะ สส.จ.ระยอง นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล นายอำเภอวังจันทร์ และนายเอกชัย ขาวสะอาด นายกเทศมนตรีตำบลชุมแสง เทศบาลตำบลวังจันทร์ อบต.ป่ายุบใน และคณะผู้จัดงานให้การต้อนรับ 

โดยภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยการแข่งขันควายประเภทต่างๆ การแข่งขันวิ่งควาย ประกวดธิดางานประเพณีวิ่งควาย การแข่งขันไซเคิลครอส รวมถึงการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท มีมหกรรมสินค้าหลากหลาย 

ต่อมาได้มีการประกวดควายตลกและควายสวยงาม รวมถึงการแข่งขันวิ่งควาย ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมกันอย่างมาก โดยเฉพาะการนำ ควายเผือก อายุ 3 ปี 4 เดือน ราคาค่าตัว 11 ล้านบาท มาโชว์ภายในงาน สร้างความฮือฮาให้กับผู้ร่วมงานที่แห่ขอถ่ายรูปคู่ รวมถึงควายยักษ์ที่มีขนาดตัวสูงใหญ่

นายดำรงศักดิ์ มรกต หรือคุณเก้า จากจังหวัดเพชรบุรี เจ้าของควายเผือก ชื่อ “เจ้าโก้ เมืองเพชร” หรือชื่อเต็ม “เพชรพญากาสร” อายุ 3 ปี 11 เดือน เพศผู้ กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาร่วมงานวิ่งควายที่ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ก็ได้นำเจ้าโก้มาโชว์ตัวให้ชาวเกษตรกรได้เห็นตัวจริงกันว่า รูปลักษณะของควายเผือกนั้นเป็นอย่างไร

เจ้าโก้ได้เคยประกวดมาหลายงาน แต่พอมาถถึงช่วงโควิดก็ไม่ได้ประกวด จะเดินสายโชว์ตัวอย่างเดียว เจ้าโก้มาค่าตัวที่ 11 ล้านบาท เจ้าโก้ก็เป็นควายเผือกอันดับต้นๆของไทย ก็นำไปผสมพันธุ์กับแม่ควายพื้นเมือง ให้ลูกมา 15 ตัวแล้ว ตนก็ได้เงินล้านหลายบาทแล้วจากลูกของเจ้าโก้ ราคาลูกแพงสุดก็ 1.5 ล้านบาท 

ส่วนการแข่งขันวิ่งควาย ได้สร้างความสนใจ ถือเป็นไฮไลท์ของงาน ที่มีประชาชนแห่กันเข้าไปชมและเชียร์กันจนแน่นสนาม โดยมีควายเข้าร่วมแข่งขันกันจำนวนมาก.012 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เชียร์กันมันส์! แข่งขัน’เรือยาววิถีโค้ง’ลำน้ำกุดป่อง จังหวัดเลย

Posted on October 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689053

เชียร์กันมันส์! แข่งขัน'เรือยาววิถีโค้ง'ลำน้ำกุดป่อง จังหวัดเลย

เชียร์กันมันส์! แข่งขัน’เรือยาววิถีโค้ง’ลำน้ำกุดป่อง จังหวัดเลย

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.01 น.

30 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในรอบๆลำน้ำกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย มีความคึกคักมากเต็มไปด้วยประชาชนในพื้นที่จังหวัดเลย นักท่องเที่ยว และบรรดากองเชียร์ ที่มาร่วมชม ร่วมเชียร์ ทีมเรือยาวในงานประเพณีแข่งขันเรือยาววิถีโค้ง ลำน้ำกุดป่อง ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกริษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (ครั้งที่ 8)ประจำปี 2565 

โดยมีนายณรงค์ จีนอ่ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเลยลั่นฆ้องเปิดการแข่งขันเรือยาวลำน้ำกุดป่องอย่างยิ่งใหญ่พร้อมส่วนราชการ ภาคเอกชน ร่วมงานจำนวนมาก

นายฉัตรชัย ลีกระจ่าง นายกเทศมนตรีเมืองเลย กล่าวว่า เทศบาลเมืองเลย ได้จัดงานประเพณีการแข่งขันเรือยาวลำน้ำกุดป่อง ชิงถ้วยพระราชทาน ฯ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2565 บริเวณลำน้ำกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลยถือเป็นการแข่งขันเรือยาววิถีโค้งแห่งเดียวในประเทศไทยเพื่ออนุรักษ์สืบสานกีฬาพื้นบ้านอันดีงามของท้องถิ่น
ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อีกทั้ง ส่งเสริมการออกกำลังกายเสริมสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชนและเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชน

โดยจัดให้มีการแข่งขันประเภททีมเรือฝีพายไม่เกิน 30ฝีพาย มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 13 ทีม และประเภททีมเรือฝีพายไม่เกิน 10 ฝีพาย มีทีมเรือเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 12 ทีม นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันประกวดกองเชียร์เพื่อสร้างสีสันให้การแข่งขันเรือยาวมีความสนุกสนานยิ่งขึ้น.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เบรกตัวโก่ง! หวิดทับ’พญาเต่า’คลานข้ามถนนต้วมเตี้ยม คอหวยส่องทะเบียนรถ

Posted on October 31, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689049

เบรกตัวโก่ง! หวิดทับ'พญาเต่า'คลานข้ามถนนต้วมเตี้ยม คอหวยส่องทะเบียนรถ

เบรกตัวโก่ง! หวิดทับ’พญาเต่า’คลานข้ามถนนต้วมเตี้ยม คอหวยส่องทะเบียนรถ

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 11.29 น.

30 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด.ต.เลิงนารินทร์ ชาวดอน ผบ.หมู่ ป.สภ.ไชยวาน จ.อุดรธานี ต้องหยุดรถกะทันหันแบบเหยียบสุดซอยจนตัวโก่ง หลังพบพญาเต่าตัวใหญ่ กำลังเดินต้วมเตี้ยมอย่างช้าๆ ข้ามถนนจากอีกฝั่งไปอีกฝั่ง บนถนนสายบ้านหนองตูม ไปบ้านไชยวาน หมู่ 2 ต.ไชยวาน อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี โชคดีหากเบรกไม่ทันเต่าคงเละเป็นแน่ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

ดาบเลิง ตำรวจอารมณ์ดี สภ.ไชยวาน บอกว่า ขณะที่กลับพาครอบครัวไปธุระที่หนองคายเมื่อเย็นวันนี้ พอขับรถมาจากแยกหนองตูมจะเข้าบ้าน ก็พบรถเต่าตัวใหญ่ น้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัม กำลังเดินช้าๆข้ามถนน ตนเองเกือบเบรกไม่ทัน จึงเปิดประตูรถลงไปดูหยิบเต่าขึ้นมาดู เหมือนเต่าจะท้องด้วย

จากนั้นก็ปล่อยให้เดินเข้าป่าไป ตอนแรกมองไกลๆ นึกว่าขอนไม้ พอมาใกล้ๆจึงเห็นเป็นเต่าใหญ่ เบรกจนตัวโก่งเลย เกือบเหยียบเต่าเสียแล้ว ดีที่เบรคทันไม่งั้นเต่าตายแน่

ขณะที่คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ดทะเบียน รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ 8187 ลุ้นโชคใหญ่ต้นเดือน พ.ย.65 นี้ ส่วนคอหวยบางคนก็บอกว่า เต่า ตีเลขเป็น 45 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระครูวัดพระธาตุพนม ยัน’โตโน่’ถือฤกษ์หลังปีใหม่ เตรียมบวช7วัน

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689036

พระครูวัดพระธาตุพนม ยัน'โตโน่'ถือฤกษ์หลังปีใหม่ เตรียมบวช7วัน

พระครูวัดพระธาตุพนม ยัน’โตโน่’ถือฤกษ์หลังปีใหม่ เตรียมบวช7วัน

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.00 น.

พระครูวัดพระธาตุพนม ยืนยัน”โตโน่”ถือฤกษ์หลังปีใหม่เตรียมบวช 7 วัน ถวายเป็นพุทธบูชาองค์พระธาตุพนม หลังว่ายข้ามโขงสำเร็จ ยอดบริจาคพุ่ง 70 ล้าน

30 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีมีข่าวพระเอกหนุ่ม โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ อายุ 36 ปี ดาราศิลปินชื่อดัง ออกมาโพสต์ไอจีบอกข่าวแฟนคลับจะขอลาบวช ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาองค์พระธาตุพนม องค์พญาศรีสัตตนาคราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจัดกิจกรรมว่ายน้ำข้ามโขงเพื่อการกุศลสำเร็จ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมียอดบริจาคทะลุ 70 ล้านบาท จึงต้องการอุปสมบท ถวายเป็นพุทธบูชา ตามประเพณีความเชื่อ เพื่อเป็นสิริมงคล   

ล่าสุดด้าน พระครูสุตเจติยานุรักษ์ หรือพระครูสง่า อายุ 53 ปี พรรษา 33 ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เปิดเผยว่า ต้องยอมรับในความตั้งใจของโยม โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ดาราศิลปินชื่อดัง ที่จัดกิจกรรมว่ายข้ามโขงไทยลาว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา

อาตมาได้ร่วมสาธุบุญ รวมถึงประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ บวงสรวงองค์พระธาตุพนม องค์พญาศรีสัตตราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก่อนจะมีการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสอธิษฐานจิต สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ถือเป็นบทสวดสำคัญที่เป็นสิริมงคล เป็นพลังสำคัญทั้งกำลังใจ กำลังกาย และเชื่อว่าแคล้วคลาดปลอดภัย จึงได้สวดเจริญภาวนาปลอกแขนธงชาติไทย – ลาว ให้โตโน่ที่สวมใส่ในกิจกรรมว่ายน้ำด้วย และขออนุโมธนาบุญ ที่กิจกรรมลุล่วงสำเร็จด้วยดี

“จากนั้นหลังจัดกิจกรรม ประมาณ 2-3 วัน ทาง โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ได้โทรศัพท์มานมัสการ ขอบพระคุณอาตมา ที่ได้เมตตาประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์สำคัญให้เป็นสิริมงคล อีกทั้งได้หารือว่าขออุปสมบทที่วัดพระธาตุพนม เป็นเวลา 7 วัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ต่อองค์พระธาตุพนม รวมถึงถวายเป็นพุทธบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเสริมบารมีแก่ตนเองและครอบครัว รวมถึงแผ่บุญบารมีไปยังผู้ใจบุญพลังศรัทธาที่ร่วมบริจาคในการจัดกิจกรรม

โดยได้หารือกำหนดฤกษ์บวชปฏิบัติธรรม ตามแนวทางพระพุทธศาสนา ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2566 ทั้งนี้ทางวัดไม่ขัดศรัทธา พร้อมจัดพิธีให้ตามศรัทธา และได้ประสานนิมนต์ท่านเจ้าคุณพระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพราตุพนมวรมหาวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมคณะสงฆ์ที่จะประกอบพิธี รวมประมาณ 13 รูป ส่วนกำหนดวันเวลา ต้องรอการประสานมาอีกครั้ง ซึ่งทางวัดพร้อมที่จะดูแลจัดพิธีทางศาสนาตามประเพณีความเชื่อ” พระครูสุตเจติยานุรักษ์ กล่าวในที่สุด.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โพลชี้ปชช.มอง‘ท่องเที่ยว’ฟื้นตัวหลังโควิด เปิด 5 จังหวัดน่าสนใจช่วงสิ้นปี-ปีใหม่

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689034

โพลชี้ปชช.มอง‘ท่องเที่ยว’ฟื้นตัวหลังโควิด เปิด 5 จังหวัดน่าสนใจช่วงสิ้นปี-ปีใหม่

โพลชี้ปชช.มอง‘ท่องเที่ยว’ฟื้นตัวหลังโควิด เปิด 5 จังหวัดน่าสนใจช่วงสิ้นปี-ปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.47 น.

โพลชี้ปชช.มอง‘ท่องเที่ยว’ฟื้นตัวหลังโควิด เปิด 5 จังหวัดน่าสนใจช่วงสิ้นปี-ปีใหม่

30 ตุลาคม 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,148 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 23-28 ตุลาคม 2565 หัวข้อ “คำตอบท่องเที่ยวไทยหลังโควิด-19” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกรณีหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และรัฐบาลประกาศให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ประชาชนสามารถเดินทาง ไปเที่ยวใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเปิดประเทศและการกระตุ้นเรื่องท่องเที่ยวในช่วงปลายปีน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้บรรยากาศในประเทศกลับมาคึกคัก เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ สรุปผลได้ ดังนี้ 

1.  หลังจากประกาศยกเลิกโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ประชาชนคิดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสิ้นปีนี้จะเป็นอย่างไร

ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 79.88%          

เหมือนเดิม 17.94%          

แย่ลงกว่าปีที่ผ่านมา 2.18%

2. ในช่วงสิ้นปี-ปีใหม่นี้ ประชาชนคิดว่าจังหวัดใดน่าท่องเที่ยวมากที่สุด

อันดับ 1 เชียงใหม่ 38.85%          

อันดับ 2 เชียงราย 19.30%

อันดับ 3 น่าน 15.79%

อันดับ 4 ภูเก็ต 13.28%

อันดับ 5 ประจวบคีรีขันธ์ 12.78%

3. ประชาชนสนใจการท่องเที่ยวแบบใด 

อันดับ 1 เน้นการพักผ่อน พักโรงแรมที่สวยงาม สะดวกสบาย 55.62%

อันดับ 2 ไปทะเล ชายหาด 51.41%          

อันดับ 3 เที่ยววัด ทำบุญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 45.43%

4. ปัจจัยใดที่จะทำให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

อันดับ 1 ค่าใช้จ่ายเหมาะสม คุ้มค่า 71.65%

อันดับ 2 ความสะดวกในการเดินทาง 68.50%

อันดับ 3 มีโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น 46.98%

5. หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลควรเร่งดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไร 

อันดับ 1 กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ 60.16%          

อันดับ 2 ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง 57.34%

อันดับ 3 เปิดตลาดการท่องเที่ยวใหม่ ๆ มีเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ 56.29%

6. ประชาชนมีการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้หรือไม่

อันดับ 1 มี 54.01%          

อันดับ 2 ยังไม่แน่ใจ 32.49%

อันดับ 3 ไม่มี 13.50%

7. กรณีที่ประชาชนมีการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ เป็นการท่องเที่ยวแบบใด ค่าใช้จ่ายประมาณกี่บาท

อันดับ 1 เที่ยวในประเทศ (คาดการณ์ใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ยประมาณ 11,977 บาท) 87.58%

อันดับ 2 เที่ยวต่างประเทศ  (คาดการณ์ใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ยประมาณ 75,900 บาท) 12.42%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การฟื้นประเทศด้วยท่องเที่ยว เริ่มเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นจากสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่เริ่มกลับมาครึกครื้น จะเห็นได้จากผลสำรวจที่ประชาชนมองว่าการท่องเที่ยวไทยในสิ้นปีนี้น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งได้มีแผนเดินทางท่องเที่ยวไว้แล้ว โดยสนใจท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน เน้นความสะดวกสบายมากขึ้น หากภาครัฐมีการส่งเสริมเรื่องค่าใช้จ่าย โปรโมชั่น การเดินทางที่สะดวก มีเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทั้งเมืองหลักและเมืองรองก็จะช่วยกระตุ้นการเดินทางในประเทศได้ตรงใจประชาชน และทำให้ประชาชนกล้าที่จะใช้จ่ายมากขึ้น

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ผลจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เรื่องคำตอบท่องเที่ยวไทยหลังโควิด-19 พบว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยในไตรมาส 4 นี้จะมีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทั้งจากนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ โดยทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเห็นว่าคำตอบของท่องเที่ยวไทยหลังโควิด-19 ควรมาจากการออกแบบการท่องเที่ยวใหม่ หรือ Tourism Redesign โดยนำเสนอยุทธศาสตร์สมดุล 4 ประการเพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนคือ 1) สมดุลเมืองหลักและเมืองรอง 2) สมดุลผู้ประกอบการรายย่อยและรายใหญ่ 3) สมดุลด้านการใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น และ 4) สมดุลของแผนด้านการท่องเที่ยวระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้หลายภาคส่วนที่เข้าร่วมสนทนากลุ่มมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันในประเด็นด้านอุปทานการท่องเที่ยวควรดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมการตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวในฝั่งอุปสงค์ โดยดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สิ่งสำคัญที่สุด คือ การนำเสนอคุณค่าและประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างจริงแท้ ซื่อตรง เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเพื่อให้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง  

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘โรคใบด่าง’ภัยคุกคาม‘มันสำปะหลัง’

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689005

‘โรคใบด่าง’ภัยคุกคาม‘มันสำปะหลัง’

‘โรคใบด่าง’ภัยคุกคาม‘มันสำปะหลัง’

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“มันสำปะหลัง” หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย เช่น เป็นอาหารได้ทั้งสำหรับคนและสัตว์ อุตสาหกรรมแป้งมัน ไปจนถึงเป็นส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอล ในประเทศไทยนั้นมีการปลูกมันสำปะหลังกันทุกภาคยกเว้นภาคใต้ แต่นิยมมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เท่าที่สืบค้นได้คือ ณ เดือน มิ.ย. 2564) พบว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 9,507,007 ไร่ ผลผลิต 31,632,109 ตัน ในจำนวนนี้เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,292,168 ไร่ 17,776,171 ตัน

ข้อดีของมันสำปะหลังคือ “ทนแล้ง”จึงมักนำไปปลูกในพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่ได้อุดมสมบูรณ์พอจะปลูกพืชอื่นๆ ได้อย่างคุ้มค่า แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องเผชิญกับศัตรูอย่างวัชพืช โรคและแมลงไม่ต่างกันโดยเฉพาะ “โรคใบด่าง” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ติดตามคณะทำงานของ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยเดินทางไปยังไร่มันสำปะหลังแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา หลังเกษตรกรได้ขอให้ทางสมาคมฯ เข้าไปแนะนำวิธีการป้องกันโรคดังกล่าว

กิ่งกาญจน์ เสาร์คำ นักวิจัยด้านโรคพืช ปัจจุบันทำงานเป็นนักส่งเสริมเกษตรของบริษัท Ingredion เล่าว่า โรคใบด่างมีรายงานการระบาดครั้งแรกที่ประเทศแทนซาเนีย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา กระทั่งในปี 2558 พบการระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา ต่อมาในปี 2560 พบการระบาดที่ จ.เตนินท์ ประเทศเวียดนาม จนในปี 2561 จึงพบการระบาดในประเทศไทย

โดยในช่วงแรกๆ พบอาการที่คล้ายกับโรคใบด่าง ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ ตามด้วย จ.ปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันมีรายงานพบแล้วกว่า 20 จังหวัด ซึ่งโรคใบด่างนั้นเกิดจากเชื้อ “คาสซาวาโมเสกไวรัส (Cassava Mosaic Virus)” แพร่ระบาดได้ 2 วิธี คือจากท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ติดเชื้อ และจากแมลงหวี่ขาวยาสูบที่ไปอาศัยอยู่บริเวณใต้ใบของต้นมัน ลักษณะของต้นมันสำปะหลังที่ติดเชื้อคือใบจะมีรอยด่าง มีสีเขียวเหลือง ใบบิดงอลดรูป

“ผลผลิตมันจะลดลง 20-80% แต่ถ้าเรามีการจัดการแปลงที่เหมาะสม ก็คือโรคพืชจะเป็นสามเหลี่ยมที่จะทำให้เกิดโรคได้ ก็คือ 1.มีโรค 2.สิ่งแวดล้อม และ 3.ตัวพืชเอง ถ้าเกิดในเวลาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดโรค ตอนนี้โรคใบด่างมันเป็นแล้ว เรายังไม่มีวิธีการจัดการ ไม่มีพันธุ์ต้านทาน ดังนั้นเราก็เลยมาโฟกัสการจัดการที่ตัวของพืชเอง โดยการทำให้พืชแข็งแรง อัดปุ๋ยอัดยา จัดการแปลงให้เหมาะสม ให้พืชมันเติบโตแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่จะสู่กับโรค ก็จะทำให้พืชเองได้ผลผลิต ทำให้ต้นมันแข็งแรงในขณะที่รอพันธุ์ต้านทาน” กิ่งกาญจน์ กล่าว

กิ่งกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการดูแลต้นมันสำปะหลังให้แข็งแรง 1.หมั่นกำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารของต้นมัน กับ 2.หมั่นใส่ปุ๋ย เพื่อบำรุงต้นมันได้ธาตุอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันอยู่ หากพืชได้รับการดูแลให้แข็งแรงก็จะมีการสร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถต่อสู้กับโรคได้ อนึ่ง หากใบของต้นมันมีลักษณะผิดปกติตั้งแต่ต้นมันเริ่มโต แสดงว่าโรคมาจากท่อนพันธุ์ แต่หากตอนปลูกยังเป็นปกติแล้วภายหลังใบของต้นมันเริ่มจากบริเวณยอดเปลี่ยนไปตามอาการของโรค แสดงว่าติดโรคมาจากแมลงหวี่ขาวยาสูบ

ด้าน จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความพยายามพัฒนาพันธุ์สำปะหลังให้สามารถต้านทานโรคใบด่างได้ โดยนำเข้าพันธุ์มันสำปะหลังจากแอฟริกามาผสมกับพันธุ์มันที่มีอยู่ในไทยเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แต่ก็ต้องใช้เวลา ดังนั้นระหว่างนี้เกษตรกรคงต้องเน้นการบำงรุงรักษาต้นมันสำปะหลังที่ปลูกแล้วไปก่อน เพื่อลดผลกระทบจากโรคให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“วัชพืชเป็นพืชอาศัย อย่างกะทกรกที่เป็นตัวพักเชื้อก็ต้องกำจัด แล้วมันก็ยังแย่งปุ๋ยแย่งอาหารจากต้นพืชเรา ก็ทำให้มันผลผลิตน้อยอยู่แล้วอ่อนแอลง เราก็ต้องกำจัดวัชพืชให้ดี แล้วก็บำรุงต้นให้แข็งแรงโดยการใส่ปุ๋ย แล้วก็พยายามกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ เราทำได้แค่นี้ ส่วนที่บอกว่าห้ามใช้พันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่อ อันนี้เป็นลักษณะคำแนะนำที่ในชีวิตจริงเกษตรกรทำได้ยาก เพราะตอนนี้ครึ่งหนึ่งของมันในประเทศไทยที่เป็น” จรรยา ระบุ

กับคำถามที่ว่า “ปลูกพืชอื่นแทนได้ไหม?” ประเด็นนี้ จรรยา กล่าวว่า พื้นที่ที่ถูกเลือกให้ปลูกมันสำปะหลังนั้นให้คำจำกัดความได้ว่า “ที่แล้ง-ดินเลว” เนื่องจากมันสำปะหลังสามารถปลูกในพื้นที่แล้งได้และเมื่อฝนตกก็จะงอกขึ้นมาเอง จนมีคำพูดว่า “ฝากเทวดาเลี้ยง” โดยหากเป็นพื้นที่ที่คุณภาพดินดีและมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ก็จะใช้ปลูกพืชอื่นๆ เช่น อ้อย ข้าวโพด ดังนั้นสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนชนิดพืชปลูก หรือยากแม้แต่จะเปลี่ยนการใช้ที่ดินไปทำรีสอร์ทเนื่องจากเป็นพื้นที่แล้ง จึงทำได้เพียงปล่อยเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า

“ตอนนี้น่าจะมีพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 ระยอง 72 ที่เป็นโรคน้อยหน่อย อาการไม่แรง” นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายด้วยการแนะนำพันธุ์มันสำปะหลังที่มีอยู่ขณะนี้ ซึ่งพอจะทนโรคใบด่างได้

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : สถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689003

สกู๊ปพิเศษ : สถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี  มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

สกู๊ปพิเศษ : สถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จัดงาน “วันคล้ายวันสถาปนาวช. ครบรอบ 63 ปี” ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2565 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและนวัตกรรมเห็นถึงบทบาทและความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาให้มีการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ วช. ปฏิบัติมาตลอด 63 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ชีวิต คือ โอกาส” ว่า การที่เรามองว่าชีวิต คือปัญหาหรือเป็นโอกาสนั้น ไม่ใช่เรื่องของข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปรุงแต่งทางอารมณ์ว่าจะใช้ความคิดเห็นส่วนตัวมาปรุงแต่งอย่างไรให้เห็นว่าเป็นโอกาสหรือเป็นปัญหา ซึ่งปัจจุบันมีการพูดกันมากว่า เราจะสร้างคนไทยให้เป็นคนที่มีทักษะอย่างไร โดยในระดับอุดมศึกษาจะพูดถึงการผลิตบัณฑิตที่ไม่ใช่มีแค่ความรู้อย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะด้วยหรือที่เรียกกันว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

“ผมคิดว่าทักษะในการเห็นชีวิต คือ โอกาส เป็นทักษะที่สำคัญมากและควรจะต้องสร้างวิทยาศาสตร์ ซึ่งเดิมเน้นว่าการคิดที่ดีที่สุดคือการคิดที่ไม่ใช้อารมณ์ แต่โดยหลักความเป็นจริงแล้วการคิดจะมีอารมณ์เข้ามาเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ซึ่งหากมีอารมณ์ที่เหมาะสมเห็นว่าคือโอกาส จะทำให้สามารถคิด วิเคราะห์แบบไม่มีปัญหา ทำให้เกิดกำลังใจ ดังนั้นทักษะเกี่ยวกับชีวิตจึงสำคัญที่สุด ซึ่งเราควรจะต้องมีทักษะในการที่จะเห็นชีวิตการงาน คือ โอกาส ซึ่งในทางจิตวิทยาเขาเรียก Positive Thinking ด้วย”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวอีกว่า คนทั่วไปอาจจะคิดในแง่ลบว่าประเทศไทยมีปัญหา สู้ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ แต่ในช่วง 63 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติขึ้นมา ก็มีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากประเทศที่ยากจนมาสู่ประเทศรายได้ปานกลาง และขั้นต่อไปจะเรียกว่าประเทศรายได้สูง เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยในส่วนของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากที่เคยนำเข้าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่างประเทศได้แล้ว และได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน ถึงความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งด้านการเกษตร ซึ่งเราควรที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง และจะต้องมียุทธศาสตร์ ในการเอาชนะประเทศที่พร้อมมากกว่าเราในหลายๆ ด้าน

โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและกำลังจะพัฒนาแล้วในอีก 10 กว่าปีข้างหน้าตามแผนที่วางไว้ เราจึงต้องพยายามดำเนินการให้บรรลุความสำเร็จนั้นให้ได้

ทั้งนี้ในส่วนของการปฏิรูปการอุดมศึกษา สิ่งที่คิดว่าเรายังขาดก็คือ การปฏิรูปอุดมศึกษาที่จะสร้างทักษะด้วยการเห็นชีวิตคือโอกาส หรือ Positive Thinking และการทำเรื่องความเชี่ยวชาญ (expertise) ที่ผสมผสานภูมิปัญญา (wisdom) ซึ่งการปฏิรูปอุดมศึกษาที่ผ่านมาจะเน้นเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นหลักส่งผล
ให้ได้คนที่มีความรู้แต่ขาดหลักคิด และสุดท้ายจะต้องปลูกฝังความเชื่อและความศรัทธา ให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักวิชาการ ซึ่งล้วนแต่ต้องการมุมมองที่จะมองให้เห็นว่าชีวิตคือโอกาส ภูมิใจในสิ่งที่ทำ และใช้โอกาสนี้ต่อไปให้ดีที่สุด

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ว่า นับจากวันก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน วช.มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นหน่วยงานด้านนโยบายในการจัดกรอบวงเงินการติดตามเพื่อให้มีการนำผลงานวิจัยนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จนถึงปัจจุบันระบบวิจัยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และส่งผลให้เกิดงานวิจัยในหลายด้าน ด้านการเกษตรที่ช่วยเพิ่มผลผลิต จนสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กระนั้นผลตอบแทนที่เราได้มากลับยังไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่เขาส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย เขาสามารถขายสินค้าได้ในมูลค่าที่สูง

เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการเพิ่มมูลค่าการขายสินค้าก็ต้องวางแผนการดำเนินการ คือ 1) ต้องร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้นตั้งแต่ระดับนักวิจัย เพราะปัจจุบันการใช้ความรู้ ใช้งานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความรู้จากศาสตร์หลายแขนง เราจึงต้องการความร่วมมือในการวิจัย ความร่วมมือจากนักวิจัยต่างสถาบัน แต่ที่ผ่านมาเป็นไปได้ยากเพราะมีกำแพงระหว่างสถาบัน ระบบการประเมินของสถาบันการศึกษายังเป็นระบบแบ่งแยก การทำงานข้ามสถาบันจึงถูกวัดว่าเป็นผลการดำเนินงานของสถาบันนั้นๆ สิ่งที่เราต้องการทลายคือกำแพงของสถาบัน

2) ความร่วมมือแบบที่สอง ปัจจุบัน หน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิจัย จะขึ้นตรงกับสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภาฯ แต่ปัจจุบันรองนายกฯ เป็นผู้รับหน้าที่ จึงขอฝากไปถึงนายกฯ คนต่อไป หรือคนเดิม แต่เป็นรุ่นต่อไปว่า
ถ้าเห็นความสำคัญของงานวิจัย นายกฯ ต้องลงมากำกับเอง นี่คือสิ่งที่คนวิจัยอยากต้องการ และทุกรัฐมนตรี ทุกประธานบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านการวิจัยก็ต้องมาอยู่ที่เดียวกัน เพราะฉะนั้น เป้าหมายหรือนโยบายที่เราอยากได้จากงานวิจัยก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

3) ความร่วมมือแบบที่สาม เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ให้ทุน หรือ Funding Agency เพราะเมื่อถึงเวลาจะนำผลงานการวิจัยไปถ่ายทอด ความเป็นเจ้าของมันเกิด การจะนำไปถ่ายทอดได้จำเป็นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งได้มีการแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว

4) ความเปลี่ยนแปลงแบบที่ 4 คือ เรื่องการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา คือ ให้ทรัพย์สินทางปัญญาตกเป็นทรัพย์สินของผู้วิจัย ส่วนการนำไปใช้ประโยชน์ก็จะมีกระบวนการทำงานแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อประชาสังคม หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นเรื่องของภาคเอกชนและภาคการผผลิต เรื่องในลักษณะนี้ก็ต้องค่อยทำงานร่วมกันไปเรื่อยๆ

5) ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ จุดที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งหมายถึงทั้งหน่วยภาคทางด้านอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ รวมทั้งภาคเอกชน ในเชิงที่เป็นประชาสังคม ภาคชุมชนด้วย นี่คือสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเกิดการยอมรับมากขึ้น เพราะที่จริงแล้วเอกชนก็สามารถใช้เงินภาครัฐได้
นี่คือสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จึงต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาระเบียบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐให้มีความคล่องตัวมากขึ้นโดยปรับเป็นกองทุนเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในเรื่องการใช้เงิน

“สิ่งที่ต้องการให้นักวิจัย นักวิชาการ หรือนักบริหารงานวิจัยเปลี่ยนแปลง คือเรื่องของความเชื่อ จะต้องเชื่อว่า ความรู้สร้างทรัพย์สินได้ ต้องเชื่อว่าคนไทยนั้นก็สร้างได้ และต้องเชื่อในงานของคนไทย ต้องทำให้คนเชื่อได้ว่า เวลาทำวิจัยต้องให้ได้มาตรฐาน และถูกควบคุมด้วยกฎ ระเบียบ ที่ได้มาตรฐานที่เป็นสากล สิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปซึ่งนอกเหนือจากแวดวงวิจัย ก็คือวงการของอาชีพการทำงานของนักวิจัย เริ่มตั้งแต่สายอาจารย์ที่บอกว่าการทำงานวิจัยในปลายทางเพื่อให้ได้ผลผลิตมา แต่ไม่ถูกนับเป็นผลผลิต ก็นับแต่เรื่องของ Paper Public Relations คือการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ ก็พยายามปรับให้ตรงกับความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ” ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร กล่าว

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยวางรากฐานและสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อให้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในทุกมิติ ตลอด 63 ปีที่ผ่านมา วช. ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง กิจกรรม “วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติครบรอบ 63 ปี” จึงจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “63 ปี วช. มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ซึ่ง วช. ยังคงให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริมและเผยแพร่ความก้าวหน้าของงานวิจัยของไทย การนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ภาคการประชุมสัมมนาในประเด็นสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานวิจัยเพื่อยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน งานวิจัยเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน การฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อาทิ พื้นฐานการปลูกผักในดินและการประยุกต์สู่การปลูกผักในเมือง การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากโครงการปลูกผักในเมือง ระบบบำบัดน้ำเสียชนิดบึงประดิษฐ์สำหรับบ้านพักอาศัย และในส่วนของภาคนิทรรศการ ตลอดทั้งตลาดนัดงานวิจัย และนิทรรศการให้ความรู้และผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยมาแสดง และจำหน่ายให้กับผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ) ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

Posted on October 30, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/689013

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ)  ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

สกู๊ปแนวหน้า : คนจนเมืองกับการพัฒนา (จบ) ‘ยั่งยืน’ต้องมี‘สิทธิที่อยู่อาศัย’

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยังคงอยู่กับวงเสวนา “สิทธิในชีวิตเมือง-คนจนเมือง ชุมชนชายขอบ กับความเป็นธรรมในการพัฒนา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “เสียงผู้คนในพื้นที่ ภายใต้วิกฤตภูมิอากาศ-โลกรวน” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับอีกหลายองค์กร โดยในตอนที่แล้ว (เสาร์ที่ 29 ต.ค. 2565) เป็นตัวอย่างเสียงสะท้อนของชุมชนบนที่ดินรถไฟ จ.ขอนแก่น ส่วนในฉบับนี้จะเป็นมุมมองของนักวิชาการ ว่าด้วยสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินของคนฐานรากในเมือง

ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า แต่เดิมนั้นสังคมไม่ได้มีมุมมองเรื่อง “การครอบครองพื้นที่ (Sense of Belonging)” ดังนั้นที่ดินหรือทรัพยากรต่างๆ จะถูกใช้แบบแบ่งปันร่วมกัน ซึ่ง “ระบบสิทธิในที่ดินนั้นเกิดในประเทศไทยไม่น่าจะเกิน 100 ปี” โดยแบ่งเป็นที่ดินส่วนบุคคล ที่ดินของรัฐ ที่ดินสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่เปิดที่ใครจะเข้าไปใช้ประโยชน์อะไรก็ได้

ในขณะที่ประเด็นมุมมองเรื่องการครอบครองพื้นที่ยังไม่ทำให้ตกผลึกชัดเจน ก็เกิดการใช้กฎหมายไปกดทับอีกชั้นหนึ่ง เช่น บอกชาวบ้านว่าอยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐ (ซึ่งแต่ก่อนไม่มีเส้นแบ่งแบบนี้อยู่) ประการต่อมา “การตั้งถิ่นฐาน-การตั้งถิ่นฐานซ้อน (Settlement-Resettlement)” ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดิน จึงจำเป็นต้องการเกิดการแทรกสอด เช่น ในเขตพระโขนงองกรุงเทพฯ ชุมชนของคนจนเมือง แต่เดิมอยู่ตามตะเข็บ ระยะหลังๆ ดีขึ้นมาบ้างคืออยู่บริเวณสันทางเดิน หรืออยู่ตามพื้นที่เล็กๆ ที่พอจะอนุญาตให้ประชากรกลุ่มนี้อยู่อาศัยได้

“แต่ก่อนถ้าเราคุยเรื่องการปรับปรุงชุมชน สัก 20 ปีก่อนไม่มีใครพูดเรื่องย้ายออก เราโรแมนติกกันมากถึงขนาดบอกว่าเราต้องอยู่ในที่ดินเดิม แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงดี แม้กระทั่งในเมืองขอนแก่นเองเราก็เข้าใจว่าย้ายก็ได้ ขยับก็ได้ ไม่อยู่ในที่เดิมก็ได้ แต่ว่าที่ไหนล่ะ? อันนี้ก็เป็นโจทย์ออกมา มันสะท้อนไปถึงเรื่องกลไกการกระจายการถือครองซึ่งมันมหาศาลมาก อย่างที่เรารู้ว่าคน 10% ครอบครองพื้นที่ 90% ของประเทศ

อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่โครงสร้างและกลไกการถือครองที่ดินไม่ได้กระจาย ไม่สร้างกลไกแห่งการกระจาย ไม่มีลักษณะของการใช้อัตราภาษีเชิงก้าวหน้า เหมือนเราไม่ใช้ที่ ที่นี้รกร้างคนก็ไปปลูกกล้วยหนี แต่จริงๆ มันมีกฎหมายอีกชุดหนึ่งที่ควรจะเข้าใจ คือถ้ามันถือครองมากเกินกว่าปกติ มันก็เป็นการถือครองเพื่อเก็บสะสมความมั่งคั่งของตัวเอง ซึ่งอันนี้เป็นกฎหมายชุดหนึ่งที่เมืองไทยยังไปไม่ถึง อย่างเช่น สักรินทร์มีสิทธิจะครอบครองเท่าไรก็ได้ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าผมจะมีสิทธิถือครองเท่าไร” ผศ.ดร.สักรินทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ปิยพร ท่าจีน รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า เรื่องราวของการใช้ที่ดินนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นภาพของการแย่งชิงกันระหว่าง 3 กลุ่ม คือรัฐเอกชนและประชาชน เนื่องจากที่ดินนั้นมีจำกัด แต่ความยากของโจทย์คือ “ความเป็นธรรม” เช่น ชาวบ้านอาจคิดว่าตนเองมีสิทธิอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินเพราะตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย กระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของนายทุน เป็นต้น

อาทิ มีชุมชนหนึ่งอาศัยอยู่ในซอย ต่อมามีนายทุนต้องการสร้างคอนโดมิเนียมสูง แต่ชาวบ้านก็ต่อสู้คัดค้านเพราะมองว่าคอนโดมิเนียมจะส่งผลกระทบต่อ
ผู้อยู่อาศัยอื่นๆ โดยรอบ อนึ่ง ภาครัฐอาจจะไม่ฟังเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้สามารถสื่อสารกับสังคมภายนอกเพื่อให้เสียงของชุมชนมีพลังมากขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพลังชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะประชาชนไม่สามารถคาดหวังกับรัฐหรือนายทุนได้ ซึ่งการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ ภาควิชาการจะทำหน้าที่ประสาน สร้างเครือข่ายเพื่อให้แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

“ในส่วนของ มรภ.จันทรเกษม เราทำงานในพื้นที่มาโดยตลอด เรามีพื้นที่อยู่ที่ จ.ชัยนาท เราก็ทำเรื่องนี้ เรื่องปัญหาเกษตรกร ส่วนใหญ่เวลาเราทำงาน เราทำงานในส่วนหนุนเสริม โดยเป้าหมายหลักเราไม่ค่อยเชื่อใจรัฐแม้เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแต่เรารู้ว่าเราต่อสู้กับรัฐหรือต่อสู้กับนายทุน เราจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราเสนอแนวทางได้ เราดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาให้เรา เช่น เรารู้ว่าตรงนี้จะเจอปัญหากับในส่วนของภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่นอะไรต่างๆ เราก็ดึงเขาเข้ามาให้มีส่วนร่วม” ผศ.ดร.ปิยพร กล่าว

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นได้รับรู้มาตั้งแต่อายุ 20 ปี ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จนปัจจุบันอายุ 70 ปีแล้วก็ยังได้ยินอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ “การพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งในตัวชี้วัดคือหลักประกันด้านที่อยู่อาศัย” และในเมื่อรัฐไปลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ รัฐจึงมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้วย ไม่ว่าที่อยู่อาศัย การทำมาหากินและอื่นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพสะท้อนของความล้มเหลวด้านการเมืองการปกครองของประเทศไทย

ซึ่งทิศทางการบริหารประเทศจะให้ความสำคัญอย่างเน้นหนักกับด้านเศรษฐกิจ เช่น รถไฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง หรือก็คือการทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองการพัฒนาต่างๆ “คนเล็กคนน้อยเป็นมิติที่ถูกลืม” จึงเป็นวาระของทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ ในการทำให้บรรดาคนที่ถูกมองไม่เห็น กลายเป็นวาระสำคัญเชิงประจักษ์และอยู่ในตัวชี้วัดเป้าหมายของการพัฒนา

“รัฐบาลประเทศไทยก็สร้างข้อผูกพันให้ตัวเองนะ ประเด็นหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือในเรื่องที่อยู่อาศัย แต่อะไรคือตัวชี้วัด อะไรคือมาตรการ ตรงนี้มันจะสะท้อนว่ามิติของการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเชื่อมโยงกับประเด็นการวางผังเมือง ที่ประสบปัญหาและที่เจอมากับตัว เวลาไปจังหวัดไหน เขามีสำนักงานการจัดการผังเมืองนะ ประเทศไทยมีนะ แต่เขาจะเป็นร่างเสมอ ร่างผังเมือง ยังไม่ประกาศใช้ สร้างมานานแต่ยังเป็นร่างเสมอ

แล้วร่างนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามเส้นทางทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ถ้าเป็นชายฝั่งก็เป็นทิศทางการขยายอุตสาหกรรมริมชายฝั่ง ถ้าเป็นเมืองก็รถไฟ ประเด็นที่จะเชื่อมโยงเป็นวาระที่เราจะต้องหาทางออกด้วยกันก็คือว่า แล้วทิศทางการพัฒนาประเทศของเรามันได้พูดถึงเรื่อง Inclusion (รวม) หรือว่าในแง่ของการที่จะใส่ใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่ปัญหาทางโครงสร้างการบริหารจัดการ แต่มันเป็นเรื่องของความคิดในการพัฒนา” ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

หมายเหตุ : เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งมีทั้งหมด 17 ข้อ เป็นแนวทางที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดหวังให้ประเทศต่างๆ บรรลุภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) โดยไทยนั้นร่วมลงนามรับแนวทางดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,933,911 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี 200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.
ไม่มีอะไรค้างคา! โยเกิร์ต ออกมาโพสต์ถึง พีเค กลางไอจี
บิ๊กฝนหลวงลั่นมีศักดิ์ศรี ชิงขอลาออก แฉทิ้งทวน‘หลานผู้ใหญ่ โยงงบซ่อมเครื่องบิน
รอมฎอน เซ็ง ประธานสภาฯ เมินตั้งทีมติดตามคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ทั้งที่มีข้อพิรุธ
เคลียร์ใจ?! อนุทิน เข้าประชุมสภาฯ นั่งประกับข้างคุย ณัฏฐ์ชนน หลังปมร้อนส่อวืดเก้าอี้ ‘ปธ.กมธ.’ โควตาภูมิใจไทย
แจ๊ส จูเนียร์ แก๊ป โหน่ง เตรียมบุกชมพูทวีป พชร์ อานนท์ จัดกาล่าพรีเมียร์ เห้งเจียแจ๊ส
ศุภนิมิตฯ ชูแนวคิด ‘ลงทุนในเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ ให้โอกาสเติบโตเป็นสมาชิกสังคมที่มีคุณภาพ
อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง
"อียู" ตั้งข้อหา "เมตา" ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก
ลึกลับในสนามข่าว : 30 เมษายน 2569

Recent Posts

  • ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ
  • ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์
  • อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ
  • ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน
  • ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d