Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

พรุ่งนี้วันพระ! สงขลา’ดอกดาวเรือง’ขาดแคลน ร้านค้าต้องสั่งตรงจากกรุงเทพฯขายแพง

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666166

พรุ่งนี้วันพระ! สงขลา'ดอกดาวเรือง'ขาดแคลน ร้านค้าต้องสั่งตรงจากกรุงเทพฯขายแพง

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 08.39 น.

สงขลาขาดแคลน’ดอกดาวเรือง’ เพราะมีปัญหาฝนตกดอกเน่าเสียและมีน้อย ต้องสั่งจากกรุงเทพฯราคาแพง เพื่อนำมาขายช่วงวันอาสาฬหบูชา ส่วนราคาดอกบัวและดอกไม้ชนิดอื่นๆยังราคาปกติ

12 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ก่อนเทศกาลวันอาสาฬหบูชา บรรดาร้านดอกไม้ใน จ.สงขลา ต่างเตรียมพร้อมสั่งดอกไม้มาจำหน่ายล่วงหน้า ก่อนที่จะถึงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาในวันพุธนี้ (13ก.ค.65)

ที่ร้านดอกไม้กุ๊ก ของนางวรรณี ช่างทอง เลขที่ 41 ซอยทรัพย์สินพลาซ่า เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา ได้สั่งดอกบัวจากนาบัวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ส่วนดอกดาวเรืองแปลงปลูกในพื้นที่จังหวัดสงขลา ในช่วงนี้มีฝนตกลงมาเกือบทุกวันตลอดสัปดาห์ ทำให้ดอกไม้เน่าเสีย จึงจำเป็นต้องสั่งดอกดาวเรืองมาจากกรุงเทพมหานคร มาขายในราคาแพง สั่งมาพอใช้ในแต่ละวัน 1,000 – 2,000 ดอก ส่งให้กับลูกค้า สำหรับดอกบัวที่สั่งมาก็สั่งให้ลูกค้าเป็น 1,000 ดอกเหมือนกัน เพื่อขายช่วงวันอาสาฬหบูชาที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่ใช้มากที่สุดในช่วงวันอาสาฬหบูชา

ชาวสงขลาซื้อดอกไม้ไปบูชาพระและเวียนเทียนในช่วงวันอาสาฬหบูชา ไม่ได้เน้นในเรื่องของดอกไม้ว่าจะต้องเป็นดอกบัวเท่านั้น แต่จะซื้อดอกไม้หลากหลายชนิด ทั้งดอกกล้วยไม้ ดอกดาวเรือง ดอกเบญจมาศ ซึ่งทางร้านทำเป็นช่อๆ ละ 5-15 บาท แล้วแต่ชนิดของดอกไม้

อย่างเช่น ดอกดาวเรืองดอกเดียว ช่อละ 5 บาท หาก 3 ดอก ช่อละ 15 บาท ดอกกล้วยไม้ ช่อละ 10 บาท สำหรับดอกเบญจมาศดอกใหญ่ ดอกละ 20 บาท ดอกเล็ก 10 บาท ในส่วนของดอกบัวหากซื้อเป็นดอก ราคาดอกละ 10 บาท และที่ทำเป็นช่อแล้วช่อละ 15 บาท ทำให้ราคาดอกบัว และดอกไม้ยังราคาปกติ

ในปีนี้คุณภาพของดอกบัวบ้านมีคุณภาพดี มีดอกที่สวยงาม และได้ขนาดตามความต้องการของตลาด เมื่อนำมาทำเป็นช่อแล้วจะดูน่าซื้อกว่าดอกไม้อื่นๆ ในราคาเดียวกัน

นางวรรณี ช่างทอง เจ้าของร้านดอกไม้กุ๊ก กล่าวว่า ในช่วงวันอาสาฬหบูชาทางร้านได้สั่งดอกบัวและดอกดาวเรือง โดยดอกบัวจะขายดีกว่า ดอกไม้ชนิดอื่น ส่วนดอกดาวเรืองจะสั่งมาจากกรุงเทพฯ เพราะของที่จังหวัดสงขลาเน่าเสีย เพราะฝนตกและมีน้อย

สำหรับราคาดอกดาวเรืองที่กรุงเทพฯไม่ต้องห่วงเลย แพงมาก ราคาสูง โดยสั่งมาพอใช้ในแต่ละวัน 1,000 ถึง 2,000 ดอก ส่งให้กับลูกค้า ในส่วนของที่ร้านเราขายไม่เยอะ ส่วนมากจะส่งให้ลูกค้าหมด

สำหรับดอกบัวที่สั่งมาก็สั่งให้ลูกค้าเป็น 1,000 ดอกเหมือนกัน แต่นำมาขายที่ร้านไม่เยอะ ในส่วนที่เป็นมัดช่อ ก็มีดอกเดียว 10 บาท 2 ดอก 20 บาทและ 3 ดอก 30 บาท ตอนนี้ทางร้านขายราคาปกติ ลูกค้าก็ไม่ว่าอะไร เราขายราคาเดิม แต่ของราคาแพงกว่าเดิม. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลืออาถรรพ์’ป่าภูเก้าภูพานคำ’ เฒ่า70ปีพลัดหลง ระดมค้นหาพบสภาพอิดโรย

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666161

ลืออาถรรพ์'ป่าภูเก้าภูพานคำ' เฒ่า70ปีพลัดหลง ระดมค้นหาพบสภาพอิดโรย

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 08.09 น.

12 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากอาสากู้ภัยโนนสัง ว่าผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองบัวเงิน ต.ปางกู่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ขอกำลังให้ช่วยค้นหาคนพลัดหลงบนเทือกเขาภูเก้าภูพานคำ ตั้งแต่เมื่อวาน (10 ก.ค.65) เวลาประมาณ 13.00 น. เป็นชายอายุ 70 ปี ขึ้นไปเก็บเห็ดแล้วเกิดพลัดหลง จนเวลานี้ยังไม่มีใครพบเห็น  

จากนั้นเจ้าหน้าที่และจิตอาสาจากหลายภาคส่วนได้ระดมกำลังเกือบ 100 นาย สนธิกำลังค้นหา ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน และเส้นทางลาดชัน ฝนตกเป็นช่วงๆอุปสรรคต่อการค้นหา แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากชาวบ้านรายนี้หลงป่า มาเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว สอบถามข้อมูล ทราบชื่อคือนายสมศักดิ์ อนุศรี อายุ 70 ปี ซึ่งเป็นราษฎรบ้านหนองแวงโป่งสัง ต.ปางกู่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ได้ขึ้นไปเก็บเห็ดด้วยกันกับเพื่อนบ้านรวมทั้งหมด  4  คน เกิดการพัดหลง ต่อมาได้รับแจ้งจากอาสากู้ภัยโนนสังว่าพบตัว นายสมศักดิ์ อนุศรี แล้วอยู่ในสภาพอิดโรย ได้ให้น้ำดื่มอาหาร และปฐมพยาบาลเบื้องต้น 

โดยนายสมศักดิ์ ได้บอกว่าตนเองขึ้นมาเห็ด กับเพื่อนบ้านและเดินเข้าไปในป่าลึก และช่วงเวลาดังกล่าวท้องฟ้าเริ่มมืดไม่ทราบทิศทาง ช่วงเวลากลางคืนได้อาศัยหลบนอนในถ้ำ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ออกค้นหา จนในที่สุดก็พบตัว ต่อมาจึงได้รีบนำส่งไปที่โรงพยาบาลโนนสัง เพื่อตรวจสุขภาพต่อไป

โดยมีชาวบ้านคนเก่าแก่ ได้เล่าถึงอาถรรพ์ป่าภูเก้าภูพานคำ และป่าดงบาก ซึ่งมีพื้นที่อยู่ใกล้ๆกันว่า ในทุกๆปีช่วงย่างเข้าฤดูฝนชาวบ้านในละแวกนี้ และผู้คนจากจากจังหวัดมักเดินทางเข้าไปบนเทือกเขาภูเก้าภูพานคำ และป่าดงบาก เพื่อจะไปหาเห็ด และเกิดพลัดหลงอยู่ทุกปีเป็นอย่างนี้มาตลอด และก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้เสียชีวิตและหายสาบสูญหลายคน ทั้งโดนสัตว์ร้ายกัด ทั้งได้รับอุบัติเหตุ ฯลฯ และเคยมีพระภิกษุไปผูกคอเสียชีวิตที่บริเวณหน้าผา ก็เคยมีมาแล้ว บวชมาได้ 18 พรรษา ภูมิลำเนาเป็นคน อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี และมีหญิงชราเคยเดินขึ้นไปเก็บเห็ด แล้วหายไป 3 วัน 

ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยโนนสัง ไปพบสภาพร่างกายปกติ และบอกว่าระหว่างที่หายขึ้นไปบนเทือกเขา มีญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว หาข้าวหาน้ำมาให้กิน ซึ่งตอนนั้นทั้งกู้ภัย ทั้งผู้สื่อข่าวมองหน้ากัน ขนลุกซู่ไปตามๆกัน ส่วนป่าเทือกเข้าภูเก้าภูพานคำและป่าดงบาก ของอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ป่าแห่งนี้ยังคงเป็นอาถรรพ์ ที่ยังไม่มีคำตอบให้กับผู้คนแถวนี้  หากไม่เชื่ออย่าลบหลู่.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหาร แทนปวงชนชาวไทย

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666128

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ได้กล่าวถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทยว่า การมีที่มา ซึ่งกำหนดคุณวุฒิและคุณสมบัติขั้นต่ำ การกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์มาก่อนอย่างไรบ้างเป็นอย่างน้อย การสอบแข่งขัน การผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม การศึกษาเพิ่มเติม และการหล่อหลอม การพัฒนา การคัดเลือกเพื่อให้อยู่ในองค์กรที่ให้ความเป็นธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของปวงชนชาวไทย นั้นได้ผลดีอย่างไร

ยังไม่ถึงสัปดาห์ ศาลฎีกาก็ได้พิพากษาให้นักการเมืองที่มีชื่อเสียงทางภาคใต้ 2 ท่าน รับโทษจำคุก 2 ปี และไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งถึง 10 ปี

ถึงแม้เราอดไม่ได้ที่จะเห็นใจผู้รับโทษ เพียงเพราะไปทานเลี้ยงกับบรรดาหัวคะแนนก่อนการเลือกตั้ง แต่เราก็อดชมเชยตุลาการของศาลสูงสุดไม่ได้ ว่าเป็นผู้ที่มี ความดีความเก่ง ความกล้า อย่างมากที่ได้ตัดสินขั้นสุดท้ายไปเช่นนั้น

ความดี เพราะยึดถืออยู่ในความโปร่งใส ความถูกต้องและหลักนิติธรรม

ความเก่ง ที่มีความรอบรู้ในตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดีสมกับที่ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ

ความกล้า คือกล้าตัดสินใจออกคำพิพากษา โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก

ทีนี้เรามาลองพิจารณากันถึงที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยบ้างว่า มีที่มาอย่างไร มีการกำหนดวุฒิ ประสบการณ์ขั้นต่ำของความเป็นนักบริหาร เช่น ที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการบ้างหรือไม่ มีการกลั่นกรอง
การคัดเลือกที่เข้มงวดมาก่อนหรือไม่ และผลลัพธ์ของการเข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนประชาชนคนไทยได้มากน้อยเพียงใด

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ.2565 ก็ครบ 90 ปีเราก็พอจะแยกแยะถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร อันได้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เป็นส่วนสูงสุดของพีระมิด ลงไปถึงข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และลงไปถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น
อันได้แก่ นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 5 ประเภทดังนี้

1.ประเภทแรก มีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

2.ประเภทที่สอง มีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร

3.ประเภทที่สาม มีที่มาจากผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ (พรรคการเมือง หรือ สส. เป็นต้น)

4.ประเภทที่สี่ มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. เป็นต้น

ก.ประเภทแรก ผู้ใช้อำนาจบริหาร (รัฐบาล) ที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

ตัวอย่างที่ 1 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อเป็นการประนี
ประนอมระหว่างอำนาจใหม่ (คณะราษฎร) กับอำนาจเก่า(พระมหากษัตริย์, ราชวงศ์และขุนนาง ที่จงรักภักดี) สมาชิกคณะราษฎร จึงได้เลือก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อนหุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย จบเนติบัณฑิตอังกฤษจาก The Middle Temple เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีศาลฎีกา อาจารย์สอนวิชากฎหมาย องคมนตรี และเสนาบดีกระทรวงการคลัง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 และภรรยาก็เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เพื่อเป็นคนกลางประสานระหว่างกลุ่มผู้นิยมการปกครองในระบอบกษัตริย์ กับกลุ่มผู้นิยมการปกครองแบบใหม่

แต่การที่เป็นคนกลาง เพื่อประสานสองขั้วที่มีความเห็นแตกต่างกัน นั้นมิใช่ของง่าย ถึงแม้จะมีการศึกษาอย่างดี
ที่สุด มีประสบการณ์จากตำแหน่งที่สูงมากมาแล้ว และมีเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาและผู้นิยมชมชอบมากมาย ในที่สุดก็ต้องถูกรัฐประหารในเดือนมิถุนายน 2476 โดยหัวหน้าคณะราษฎร(พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา) และถูกส่งตัวออกนอกประเทศไปอยู่ที่ปีนัง จนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต

ตัวอย่างที่ 2 ได้แก่ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ “วันวิปโยค” ในตอนเช้าวันที่ 14 ตุลาคม โดยพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เรียกจอมพลถนอม กิตติขจร เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชวังดุสิต และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศลาออกและเดินทางออกนอกประเทศไป เพื่อความสงบของบ้านเมือง พระองค์จึงได้ทรงแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล หรือ ผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย) ซึ่งมีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2517 และได้ขอลาออก จากตำแหน่ง แต่สภานิติบัญญัติในขณะนั้น ก็มีมติให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยทูลเกล้าฯเสนอชื่อไปยังพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว นับว่าได้ทำภารกิจสำคัญให้แก่ประเทศจนเป็นผลสำเร็จ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านทั้งสองที่ได้กล่าวถึงไว้ ว่ามีที่มาจากความจำเป็นในเหตุการณ์บ้านเมือง ทำให้ต้องมารับหน้าที่ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ล้วนแล้วแต่มีภูมิหลัง (Back Ground) อย่างดี เป็นนักบริหารที่ดีและประสบความสำเร็จ (มีความซื่อสัตย์สุจริต มีศีลธรรมมีจริยธรรม มีประสบการณ์จากตำแหน่งหน้าที่การงาน ว่าสามารถเป็นผู้บริหารประเทศได้ และมีความกล้าในการตัดสินใจต่างๆ เพื่อความเจริญของประเทศไทยและของปวงชนชาวไทย โดยมิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย และจบเนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนัก The Middle Temple เคยเป็นประธานศาลฎีกา ปลัดกระทรวงยุติธรรม เคยเป็นอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรีเมื่อพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งอนุสรณ์สถานของท่าน ก็มีเป็นอนุสาวรีย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) จนทุกวันนี้

เขียนมาแค่นี้ก็คงจะเห็นได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) แทนปวงชนชาวไทย มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะนำความยุติธรรม ความอยู่ดีกินดี ความเจริญของประเทศ ความเป็นอารยประเทศ ความเป็นนิติรัฐ มีความสำคัญเพียงใด

ที่มา ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ที่ประกอบด้วย

ภูมิหลัง (Back Ground) อันได้แก่ การศึกษา ในสาขาที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ (นิติศาสตรบัณฑิต,
เนติบัณฑิต)

ประสบการณ์ เคยทำงานด้านกฎหมายมาแล้วพอสมควร เช่นทนายความ นิติกร เจ้าหน้าที่ศาล ฯลฯ

การสอบแข่งขันหรือการสอบคัดเลือก เพื่อเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา

การฝึกอบรม เพื่อทราบและยึดถือเป็นวิธีปฏิบัติ ของวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty), จริยธรรม (Ethics), ความโปร่งใส (Transparency)

การศึกษา เพื่อศึกษาถึงกฎหมายที่ผู้พิพากษาจำเป็นต้องรู้ ระเบียบข้อบังคับของศาล และของกระทรวงยุติธรรม ของอัยการ ของตำรวจ ที่จำเป็นต่อการใช้อำนาจตุลาการ

และ การคัดเลือก เป็นอันดับสุดท้าย ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา

จึงพิสูจน์ได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ นำความยุติธรรมและสันติสุข มาสู่ปวงชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี

แล้วเราก็จะได้ดูถึง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่ประเทศไทยใช้มา 90 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เคยลองกันไหม? ข้าวปุ้นน้ำนัวกะปิปลาร้าสุดแซบ สูตรเด็ดถิ่นเรณูนคร นครพนม

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666133

เคยลองกันไหม? ข้าวปุ้นน้ำนัวกะปิปลาร้าสุดแซบ สูตรเด็ดถิ่นเรณูนคร นครพนม

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.49 น.

นครพนม-ข้าวปุ้นน้ำนัวกะปิปลาร้าสุดแซบ สูตรเด็ด“เรณูผู้ไท” ถิ่นสาวงามเวียงพิงค์อีสาน ไม่ลองไม่รู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านขึ้นชื่อ

ถ้านักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาเยือนอำเภอเรณูนคร ถือเป็นอำเภอที่น่าสนใจอีกแห่งของจังหวัด เนื่องจากเป็นถิ่นชาติพันธุ์ชาวผู้ไทหรือภูไท อันได้ชื่อว่าเป็นถิ่นสาวงามที่ครูสุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงชื่อดัง เขียนเพลงหนาวลมที่เรณู มอบให้ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลง ได้กล่าวไว้ในเนื้อเพลงว่าสาวสวยเรณูนคร เป็นสาวเวียงพิงค์แห่งแดนสีสาน เนื่องจากมีบรรพบุรุษอพยพย้ายมาจากแคว้นสิบสองจุไทย และอาณาจักรล้านช้าง โดยการเคลื่อนย้ายของชาวภูไทเข้าสู่ภาคอีสานมีหลายครั้ง และมาจากที่ต่างๆ จึงทำให้กลุ่มภูไทกระจายอยู่ในหลายจังหวัดภาคอีสาน

ชนเผ่าผู้ไทมีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่โดดเด่น อาทิ การฟ้อนรำผู้ไท เป็นการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมแบบพื้นเมืองอย่างหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาเป็นเวลาช้านานจากบรรพบุรุษ ในสมัยก่อนเรียกการฟ้อนรำแบบนี้ว่าฟ้อนละครไทย เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกันโดยการจับกลุ่มเล่นฟ้อนกัน และยังมีภาษาเป็นของตัวเองโดยสืบสานมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่ร่น ที่สำคัญหากใครที่มาเยือน อ.เรณูนคร สิ่งที่พลาดไม่ได้ คือต้องได้มากราบไหว้ขอพรพระธาตุเรณู เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้เกิดวันจันทร์ รวมถึงได้ไปกราบไว้เจ้าปู่ถลาบรรพบุรุษ เจ้าเมืองนักรบอันเป็นที่เคารพสักการะของชนเผ่าผู้ไท เชื่อว่าใครได้ไปกราบไหว้ขอพรจะมีโชคลาภ ถือเป็นสิริมงคลกับครอบครัว

นอกจากนี้มีเมนูเด็ดที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนถึงถิ่น อ.เรณูนคร ควรได้ลองลิ้มชิมรสความอร่อยเมนูสุดแซบ เป็นอาหารพื้นบ้านรสเด็ด เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวผู้ไท สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้มาจากอดีตถึงปัจจุบัน บางรายร่ำรายจากอาชีพดังกล่าว คือ ขนมจีนหรือภาษาอีสานเรียกว่าข้าวปุ้น ซึ่งความจริงแล้วคนทั่วไปก็จะรู้จักกันดีแล้ว โดยทั่วทุกภูมิภาคจะกินขนมจีนกับน้ำกะทิ น้ำยาป่าหรือน้ำยาปลา น้ำเงี้ยว น้ำแกงเขียวหวาน แต่ชาวอำเภอเรณูนครจะรับประทานกับน้ำปลาร้า และน้ำกะปิ เส้นขนมจีนก็เป็นเส้นบีบสด ซึ่งเป็นวิถีของขั้นตอนการทำและการกินที่ไม่เหมือนที่อื่นทั่วไป เป็นเอกลักษณ์และสูตรเฉพาะของชาวเรณู

โดยในภาษาถิ่นจะเรียกว่าข้าวปุ้นปาแดะโน หรือภาษาอีสานเรียกข้าวปุ้นปลาแดกนัวที่ผสมน้ำนัวจากน้ำกะปิ น้ำปลาร้า ปรุงรสแบบธรรมชาติ ทำให้มีความอร่อยไม่เหมือนใคร  ที่สำคัญแป้งข้าวปุ้นผลิตจากแป้งข้าวเหนียวธรรมชาติ ซึ่งข้าวปุ้นจะต้องบีบสดใหม่ทุกจาน ทำให้ได้รสชาติถึงความหอม  เมื่อนำเส้นมาปรุงรส กับ น้ำยา น้ำกะปิ ปลาร้า จะได้รสชาติของความอร่อยอีกรูปแบบ บวกกับรับประทานควบคู่กับผักสด ผักลวก ตามความชอบ  กลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ได้มาเยือน อ.เรณูนคร ต้องแวะชิม ถึงจะได้ชื่อว่ามาถึงเมืองเวเรณูนคร สนุนราคาขายจานละ 10-20 บาท เท่านั้น  แต่สร้างรายได้วันละหลายพันบาท นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างรายได้ มีเงินหมุนเวียนสะพัดมายาวนาน ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ พัฒนาเป็นแพ็คเกจใหม่ ในรูปแบบของข้าวปุ้นสำเร็จรูป ส่งขายทั่วประเทศ สามารถนำไปลวกน้ำร้อนปรุงรับประทานได้เลย

นางปัดจิน คัดทะจันทร์ อายุ 68 ปี หรือยายจิน เจ้าของร้านข้าวปุ้นใต้ถุน เปิดเผยว่า ตนสืบสานอาชีพข้าวปุ้น ภูมิปัญญาชาวบ้านมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่พ่อแม่จนมาถึงรุ่นลูกหลาน ถือเป็นข้าวปุ้นต้นตำรับของชาวผู้ไท มีสูตรเด็ดสำคัญที่แต่ละคนห่วงแหนไว้ให้ลูกหลานสืบทอด และต้องทำจากแป้งข้าวเหนียวคุณภาพ เริ่มจากในอดีตมาจากการตำครก จนมาพัฒนาใช้เครื่องบดสำเร็จรูป แต่ยังคงการบีบสดไว้ โดยจะต้องเป็นแป้งข้าวเหนียวที่มีคุณภาพ ผ่านการหมักด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อนออกมาเป็นแป้งข้าวปุ้น นำมาบีบสดใส่น้ำร้อน แล้วตักขึ้นมาล้างน้ำเย็น กลายเป็นเส้นข้าวปุ้นคั้นสด สะอาด มีคุณภาพกลิ่นหอมอ่อนๆของแป้ง ส่วนน้ำข้าวปุ้นจะรับประทานกับน้ำกะปิ และปลาร้าน้ำนัว ถือเป็นตำรับข้าวปุ้นชาวผู้ไทเรณูนคร  มีเครื่องเคียงคือผักสด หรือผักลวกแล้วแต่ลูกค้าชอบ ส่วนน้ำจะทำจากกะปิ และปลาร้าธรรมชาติ ที่ผ่านการต้มสะอาด ถูกหลักอนามัย ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มายาวนาน จนปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นแพคเกจ ข้าวปุ้นสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้าอยู่ต่างจังหวัดนำไปรับประทาน

คำว่าน้ำนัวเป็นภาษาอีสาน หมายถึง รสกลมกล่อมของอาหารเช่น ต้ม แกง ลาบก้อย มีรสกลมกล่อม น้ำนัวถือเป็นการประยุกต์ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้กลุ่มชาวบ้าน ด้วยตระหนักถึงผลเสียของการนำผงชูรสมาประกอบอาหาร จึงได้ทำการศึกษาวิจัยทำน้ำนัวภายในท้องถิ่น และนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสชาติอาหารแทนผงชูรส สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทุกชนิด ได้แก่ ส้มตำประเภทต่างๆ ไม่ว่าเป็นตำแตง ตำกล้วย และตำมะม่วง

ส่วนอำเภอเรณูนคร เดิมชื่อเมืองเวหรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าบ้านดงหวายสายบ่อแก เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวภูไท(ผู้ไท) กลุ่มใหญ่ ตามตำนานเล่าว่าราว พ.ศ.2373 ชาวผู้ไทอพยพมาจากเมืองไล มีเจ้าเพชร และ เจ้าสายเป็นหัวหน้า มาตั้งรกรากตั้งเมืองบริเวณนี้ มีเจ้าเมืองปกครองตลอดมาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงยกฐานะจากเมืองเป็นอำเภอเรณูนคร ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี อาทิ ธรรมเนียมการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง(ข้าวมื้อเย็น) การดูดอุหรือดวลอุ (เหล้าหมักในไห) และการฟ้อนรำผู้ไท นอกจากนี้ยังมีผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทที่จัดว่ามีชื่อเสียงไปทั่วโลก เรียกกันว่าผ้าแพรวา ปัจจุบันมีชื่อโด่งดังอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งความหมายเดิมของผ้าแพรวาก็คือ ผ้าแพรหนึ่งผืนขนาด 1 วานั่นเอง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หลวงพี่ช็อก! ทั้งกลัวทั้งอยากจับ งูเหลือมยักษ์ย่องเขมือบไก่ในเล้าในวัด

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666120

หลวงพี่ช็อก! ทั้งกลัวทั้งอยากจับ งูเหลือมยักษ์ย่องเขมือบไก่ในเล้าในวัด

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.09 น.

หลวงพี่จีวรบินทั้งกลัวทั้งอยากจับ งูเหลือมยักษ์ยาว 3 เมตรติดตาข่ายหลังกุฏิ19 หลังเลื้อยเข้าวัดหวังเขมือบไก่ชนที่ลูกศิษย์วัดเลี้ยงไว้ ได้แต่จ้องหน้าเอาไว้รอกู้ภัยมาจับไปปล่อยตามธรรมชาติ

วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 อาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน ปฏิบัติหน้าที่คอยช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ รับแจ้งจาก ศูนย์วิทยุ 191 ภูธร จ.อุดรธานี ว่า มีเหตุงูเหลือมยาว 3 เมตร ติดตาข่ายที่ทำเป็นไว้สำหรับเลี้ยงไก่ชน ด้านหลังกุฏิหมายเลข 19 อยู่บริเวณด้านหลังวัดป่าโนนนิเวศน์ ชุมชนโนนพิบูลย์ ถ.อุดรดษฎี ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี ขณะนี้มีพระลูกวัดและลูกศิษย์วัดล้อมจับควบคุมตัวงูเหลือมไว้รอ โดยลูกศิษย์วัดนำเชือกกล้วยมาคล้องที่คองูเอาไว้ เนื่องจากงูเหลือมตัวนี้มีนิสัยดุร้าย หากมีคนเดินผ่านจะพุ่งฉกกัดอยู่ตลอดเวลา หลังจากนำเชือกกล้วยมาคล้องที่คอ ตามคำคนโบราณบอกไว้ว่า งูเหลือมแพ้เชือกกล้วย ปรากฏว่างูเหลือมจากที่มีอาการดุร้ายกลับมาเชื่องเซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัด และหลังรับแจ้งอาสากู้ภัยมูลนิธิฯชุดหมองู รุดออกมาจับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เริ่มจากใช้มีดตัดเชือกตาข่าย นำตัวงูออกมา และใช้ตลับเมตรมาวัดความยาวของงูที่หน้ากุฏิหมายเลข 19  ความยาวที่วัดได้ 3 เมตร พอดิบพอดี ก่อนจับยัดลงกระสอบปุ๋ย

พระลูกวัดที่พบงู เล่าว่า บวชมาได้ 3 พรรษา ก่อนพบงูอาตมาได้เดินมาตรวจสอบทางน้ำไหล ที่ไหลทะลักจากข้างนอกเข้ามาวัด และไหลเข้าไปข้างล่างกุฏิหมายเลข 19 เวลามีฝนตกหนัก และขณะที่เดินสำรวจอยู่นั้นเห็นงูเหลือมติดอยู่ที่ตาข่าย ที่ลูกศิษย์วัดทำไว้เลี้ยงไก่ชนประมาณ 2-3 ตัว รู้สึกตกใจอย่างมากวิ่งหนีจนจีวรปลิว ทีแรกก็คิดว่าเป็นไม้ไผ่ แต่พอไปดูใกล้ถึงรู้ว่าเป็นงู จึงรีบแจ้งพระเจ้าของกุฏิ และลูกศิษย์วัดเจ้าของไก่ชนนำไก่ไปเก็บรักษาไว้ที่อื่น ก่อนโทรศัพท์แจ้งกู้ภัยมาจับ

พระลูกวัดอีกรูปหนึ่ง เล่าว่า เพิ่งบวชได้ 1 พรรษา และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ โดยพักอาศัยอยู่ที่กุฏิหมายเลข 19 ก่อนเกิดเหตุตนเองและพระกฤษดาฯ ได้เดินสำรวจทางน้ำที่ทะลักเข้ามาด้านหลังกุฏิของตน และพระกฤษดาฯก็พบงูเหลือมติดตาข่าย และร้องบอกตนว่ามีงูติดตาข่ายเล้าไก่หลังกุฏิของตนเอง จึงเดินออกมาดูต้องตกใจ เพราะไม่เคยมีงูเหลือมเลื้อยเข้ามาในวัด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พบเจอ คาดว่างูเหลือตัวนี้คงตามกินปลาเข้ามาในวัด เพราะบริเวณหลังวัดมีสระน้ำและมีปลาเยอะ เวลาน้ำท่วมปลาก็จะว่ายออกจากสระน้ำ และคิดว่าคงมีปลาอยู่ด้านล่างกุฏิ งูเลยเลื้อยตามปลามาหวังจับกินเป็นอาหาร แต่มาพบไก่ชนที่ลูกศิษย์วัดอาบน้ำให้ไก่ชนแล้วมาพึ่งแดดไว้ภายในตาข่าย เมื่องูพบไก่ชนหลายตัว จึงเลื้อยมุดเข้าไปในตาข่ายและทำให้หัวงูเหลือมติด ก่อนที่พวกอาตมาจะมาพบเจอ ตอนแรกจะพากันจับเองทั้งกลัวทั้งอยากจะจับจึงได้แจ้งจ้องเอาไว้แล้วรีบแจ้งกู้ภัยมาจับได้ดังกล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฉกลุ่มหาประโยชน์ขึ้นป้ายหน้าวัดธาตุทองจัดงานช่วงเข้าพรรษาเก็บค่าตั้งร้านละ 1.5 หมื่นเมินเขตแจ้งยกเลิก

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666081

แฉกลุ่มหาประโยชน์ขึ้นป้ายหน้าวัดธาตุทองจัดงานช่วงเข้าพรรษาเก็บค่าตั้งร้านละ 1.5 หมื่นเมินเขตแจ้งยกเลิก

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.53 น.

แฉกลุ่มผลประโยชน์ไม่สนใจคำสั่ง “เขตวัฒนา” แจ้งยกเลิกจัดงาน “สืบสานงานประเพณี และกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตวัฒนา” บริเวณหน้าลานจอดรถ ‘วัดธาตุทอง’ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 13-21 กรกฏาคมที่มีหนังสือขอแจ้งยกเลิกถึงเจ้าอาวาสวัดธาตุทองตั้งแต่ 8 ก.ค.แต่ยังดื้อรั้นเดินหน้าขึ้นป้ายโฆษณาหน้าวัดรับจองตั้งร้านๆ ละ 15,000 บาท เริ่มมีการกางเต็นท์ ขนเก้าอี้เข้าเตรียมพร้อมจัดงานกันแล้ว ท่ามกลางความหวาดผวาการแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่ ขณะที่กรรมการมูนิธิวัดธาตุทองลั่นอาจมีการแจ้งความดำเนินคดีหากจัดงานขึ้นจริง

วันนี้ (11 ก.ค.65) ผู้สื่อข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและกรรมการมูลนิธิวัดธาตุ เขตวัฒนา กทม.ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2565 นี้ เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประชาชนคนไทยถือว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนา คนไทยจะเข้าวัดทำบุญและฟังธรรม แต่ปรากฏว่าได้มีภาพโฆษณาขนาดใหญ่ขึ้นที่บริเวณหน้าวัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา กทม. ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จะมีการจัดงานมหรสพรื่นเริง ที่บริเวณที่ลานจอดรถหน้าวัต ซึ่งเป็นพื้นที่ของวัดธาตุทองตั้งแต่วันที่ 13 -21 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเป็นการไม่สมควร

ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดมหรสพ รื่นเริงและออกร้านดังกล่าวจะมีการแอบแฝงเล่นอบายมุข ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงเรียน 3 แห่งที่อยู่ในวัดธาตุทอง ตลอดจนกระทบต่อการสัญจรของผู้ปกครองและผู้ที่ต้องไปร่วมงานพิธีสวดพระอภิธรรมศพ อีกทั้งยังกระทบไปถึงการจราจรติดขัดเส้นสุขุมวิทอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ทางเขตวัฒนา ได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกการจัดงานแล้ว แต่ปรากฎว่าทางผู้จัดยังคงดื้อรั้นที่จะเดินหน้าจัดงานอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีการกางเต็นท์จัดงานโดยไม่สนใจต่อหนังสือแจ้งยกเลิกจัดงานของทางเขตวัฒนา ซึ่งได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.65 ที่ผ่านมาแล้ว แต่อย่างใด

กรรมการมูลนิธิวัดธาตุ เผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ก.ค.65 นางสาวสุชิรา ศิลานนท์ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา ได้มีหนังสือจากสำนักงานเขตวัฒนา 1000/29-34 เรื่อง ขอใช้สถานที่จัดงาน “สืบสานงานประเพณี และกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตวัฒนา” ไปยังพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง โดยมีเนื้อหาระบุว่า “นมัสการพระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ด้วยวันที่ 13 และ 14 กรกฎาคม 2565 เป็นวันสำคัญทางศาสนาเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ทำบุญ สวดมนต์ เวียนเทียน และกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับพื้นที่เขตและประชาชนทั่วไป ตลอดจนแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

สำนักงานเขตวัฒนา กราบนมัสการขออนุญาตจัดงาน “สืบสานประเพณีวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตวัฒนา” ระหว่างวันที่ 13-21 กรกฎาคม 2565 โดยมีมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ตามที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด ในการนี้ จึงขอนมัสการใช้สถานที่ลานจอดรถวัดธาตุทอง พระอารามหลวง เป็นสถานที่จัดงานดังกล่าว จึงกราบนมัสการมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ในการจัดงานครั้งนี้ ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง

ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.65 กรรมการมูลนิธิวัดธาตุ ได้มีหนังสือสอบถามไปยังเจ้าอาวาสวัดธาตุทอง ลงวันที่ 7 กรถฎาคม 2565 ถึงพระราชวรญาณโสภณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง โดยมีเนื้อหาระบุว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการมูลนีธิวัดธาดุทอง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ทางวัดได้รับบำกว่าจะไม่มีการจัดขายของและอาหารที่ลานจอตรถของวัดอีก เพราะเกรงจะถูกติติงจากญาติโยมที่มางานศพและไม่ได้รับความสะควกในการจอดรถ แต่ปรากฎว่าขณะนี้ได้มีภาพโฆษณาชนาดใหญ่หน้าวัดบ่งชี้จะมีงานออกร้านที่ลานจอดรถของวัดธาตุทองตั้งแต่วันที่ 13-21 กรกฏาคม สอบถามจากเจ้าหนัาที่วัดว่าใครจัด เขาบอกว่าทางเขตจัด

พอสอบถามไปทางเขตก็ปฏิเสธมาบอกว่าทางวัดจัดเอง ถ้าเป็นจริงตามที่เขตอ้าง อยากกราบนมัสการให้พระเดชพระคุณเจ้ากรุณาไตร่ตรองอีกครั้งว่า การจัดงานครั้งนี้จะมีผลเสียมากกว่าผลดี คือ 

1.เทศกาลเข้าพรรษาไม่ใช่เทศกาลรื่นเริงทางโลก เมื่อพุทธศาสนิกชนเข้าวัดย่อมปรารถนาความสงบสุขทางใจ 

2.ช่วงนี้สถานการณ์โควิดยังไม่ยุติและกำลังเริ่มระลอกใหม่ อาจเกิดการแพร่ระบาดจากการนี้ให้ง่ายดาย เทราะไม่มีการควบคุมที่ดีพอ

3.มีสถานศึกษาถึง 3 แห่งได้รับผลกระพบจากการนี้ เพราะการจัดงานลากยาวถึงวันที่โรงเรียนเปิดทั้งการเดินทางไป-กลับ ที่จอดรถผู้ปกตรอง การติดเชื้อโควิด รวมทั้งการเล่นพนันในงานซึ่งแอบแฝงมาทุกครั้ง

และ 4.ญาติโยมที่มาทำศาสนกิจในวัดธาตุทองเดือดร้อนแน่นอน นอกจากไม่มีที่จอดรถเพียงพอแล้ว ยังต้องเดินผ่านกองขยะของร้านค้า ลุยน้ำล้างจานชามอีก ภาพเหล่านี้ไม่ควรปรากฎในวัดกลางเมืองหลวงแถมยังป็นวัดหลวงในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายด้วย หากมหาเถรสมาคมได้ทราบคงไม่พึงพอไจ

จากนั้นวันที่ 8 ก.ค.65 ที่ผ่านมา นางสาวสุชิรา ศิลานนท์ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา ได้มีหนังสือ สำนักงานเขตวัฒนา 1000/29-38 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 “ขอยกเลิกการขอใช้สถานที่ลานจอดรถวัดธาตุทอง พระอารามหลวง” โดยมีเนื้อหาระบุว่า “ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงานเขตวัฒนากราบนมัสการชออนุญาตจัดงาน “สืบสานประเพณีวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตวัฒนา” ระหว่างวันที่ 13 – 21 กรกฎาคม 2565 โดยขอใช้สถานที่ลานจอดรถวัดธาตุทอง เป็นสถานที่จัดงานนั้น 

สำนักงานเขตวัฒนาขอกราบนมัสการว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีวันหยุดราชการต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งสำนักงานเขตวัฒนามีภารกิจจะต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จึงขอกราบนมัสการยกเลิกการจัดงาน “สืบสานประเพณีวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตวัฒนา” และยกเลิกการขอใช้สถานที่ลานจอดรถวัดธาตุทอง จึงกราบนมัสการมาเพื่อโปรดทราบ และขอกราบอภัยมา ณ โอกาสนี้ ขอนมัสถารด้วยความเคารพอย่างสูง” 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้แม้ทางสำนักงานเขตวัฒนา จะมีหนังสือแจ้งขอยกเลิกการจัดงานดังกล่าวแล้ว แต่ผู้รับจัดงานก็ยังคงเดินหน้ารับจองตั้งร้านอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยคิดค่าตั้งร้านห้องละ 15,000 บาท ทั้งๆ ที่ทางสำนักงานเขตวัฒนาได้มีหนังสือขอยกเลิกการจัดงานมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.65 ที่ผ่านมาแล้ว โดยเมื่อช่วงเวลา 11.00 น.ของวันนี้ (11 ก.ค.65) ที่ผ่านมา พบว่าผู้รับจัดงานยังคงนั่งขอจัดงานอยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาสอยู่ และมีการขนเต็นท์ เก้าอี้เพื่อเตรียมจัดงานช่วงระหว่างวันที่ 13-21 ก.ค.65 นี้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามทางกรรมการมูลนิธิวัดธาตุทอง แจ้งว่า หากยังคงมีการฝ่าฝืนดำเนินการจัดงานขึ้นในวันที่ 13 ก.ค.นี้อาจจะมีการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรับผิดชอบของ สน.คลองตัน – 003
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ใกล้วันพระใหญ่’อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา’ ยอดเก็บดอกบัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า ยังขายราคาเดิม

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665971

ใกล้วันพระใหญ่'อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา' ยอดเก็บดอกบัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า ยังขายราคาเดิม

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 12.32 น.

11 กรกฎาคม 2565 ใกล้ถึงวันพระใหญ่โดยในวันที่ 13 กรกฎาคม 65 เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันที่ 14 กรกฎาคม 65 เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญของวันพระพุทธศาสนา โดยยอดจองดอกบัวนั้นเพิ่มมากขึ้นเป็นประจำทุกปี  

โดยบ่อบัวที่ภายในพื้นที่จังหวัดชลบุรีหลายพื้นที่มียอดจองดอกบัวเพิ่มขึ้น มีการเก็บดอกบัวมากว่าเดิมเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่า  

นายกัณฑ์ จันทรวิเชียร อายุ 53 ปี อาชีพเก็บดอกบัวขาย กล่าวว่า ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ก็จะเก็บดอกบัวเพิ่มเป็นเท่าตัว ซึ่งธรรมดาจะเก็บอยู่ที่ 1,000 ดอก แต่ช่วงเข้าพรรษาก็จะเก็บเพิ่มเป็น 2,000-3,000 ดอก เพื่อให้พอกับลูกค้าที่สั่งดอกบัวไว้ ซึ่งตนก็จะเริ่มเก็บล่วงหน้าอย่าน้อย 2 วัน ช่วงเข้าพรรษาตนก็จะเก็บสต๊อกดอกบัวเอาไว้เพื่อให้เพียงพอกับลูกค้าที่สั่ง ส่วนใหญ่จะมีลูกค้าเจ้าประจำเข้ามาซื้อ ตนก็จะส่งเฉพาะเจ้าประจำ ส่วนราคาดอกบัวในช่วงเข้าพรรษาตนก็ยังขายในราคาเดิม ไม่มีการเพิ่มราคาแต่อย่างใด. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตรึงราคาไม่ไหว! ถึงคิว ‘ไก่สด’ ปรับขึ้นเป็นกิโลละ 80 บาท

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665968

ตรึงราคาไม่ไหว! ถึงคิว 'ไก่สด' ปรับขึ้นเป็นกิโลละ 80 บาท

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 12.15 น.

ไก่สดตลาดทรัพย์สินพลาซ่าสงขลา ปรับราคาขึ้นเป็นกก.ละ 80 บาท แม่ค้าโอด ไก่แพง ขายยาก ลดปริมาณการสั่งไก่ลงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ลูกค้า ก็ลดยอดการซื้อเนื้อไก่ลงเช่นเดียวกัน

11 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบราคาไก่สด ในตลาดทรัพย์สินพลาซ่าสงขลา พบว่า ไก่สดปรับราคาขึ้นเกือบเท่าตัว วันนี้ไก่สดเป็นตัวราคาอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ปกติราคากิโลกรัมละ 45-50 บาท

โดยแผงขายไก่สด ของนางสุดา มณีพงศ์ เจ้าของแผงขายไก่สดในตลาดทรัพย์สินสงขลา มีการปรับราคาไก่เป็นตัวจากเดิม กิโลกรัมละ 45-50 บาท ขึ้นเป็น 80 บาท สำหรับเนื้อไก่ จากกิโลกรัมละ 80 บาท ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท ขาติดสะโพก จากเดิมกิโลกรัมละ 80 บาท ขึ้นเป็น 100 บาท ที่ผ่านมา ปรกติแผงขายไก่สด ของนางสุดาฯ จะขายดีมาก วันละ 100 – 200 ตัว และในช่วง covid ก็ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกัน ทำให้ปริมาณการขายไก่สดลดลง โดยเฉพาะในช่วงนี้ราคาสินค้าต่างๆมีการปรับราคาสูงขึ้นเกือบทุกชนิด ส่งผลทำให้เนื้อไก่ก็เริ่มปรับราคาตามราคาสินค้าอื่นๆ ไล่หลังกันมา ตอนนี้ไก่สดในตลาด   สงขลา มีราคาแพงขึ้น ขายยากขี้น สำหรับลูกค้าประจำเขาก็ขายยาก ก็ทำให้แม่ค้าขายยากตามไปด้วย ในช่วงนี้ได้ลดจำนวนการสั่งไก่เข้ามาขาย จากปกติที่เคยสั่งวันละ 100-200 ตัวขณะนี้ลดเหลือเพียงวันละ 60-70 ตัว บางทีก็ยังขายไม่หมด

นางสุภา มณีพงศ์ เจ้าของแผงขายไก่สดในตลาดทรัพย์สินพลาซ่าสงขลา กล่าวว่า ไก่แพง ไก่ขึ้นราคาเยอะมาก ตอนนี้ไก่เป็นตัวขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 80 บาท เนื้อหน้าอก กิโลกรัมละ120 บาท เนื้อน่องติดสะโพก กิโลกรัมละ 100 บาทขึ้นหมดเลย ขึ้นทุกอย่างปีกไก่ ก็กิโลกรัมละ 100 บาท สำหรับไก่เป็นตัวปกติราคากิโลกรัมละ 45 – 50 บาท ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 80 บาทแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะขึ้นอีกหรือไม่ แต่ถ้าขึ้นอีกลำบากจังแล้ว ขายก็ยาก ไม่ใช่ขายดี.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ก๋วยเตี๋ยวถังแตก’ ร้านดังเมืองสงขลาโอดของแพง ขอปรับราคาขึ้นเป็นห่อละ 25 บาท

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665967

'ก๋วยเตี๋ยวถังแตก' ร้านดังเมืองสงขลาโอดของแพง ขอปรับราคาขึ้นเป็นห่อละ 25 บาท

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 12.14 น.

อดีตพนักงานธุรการสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลาหลังเกษียนราชการ ยังคงผัดก๋วยเตี๋ยวถังแตกขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ 2 วันเท่านั้น ขายดิบขายดี ลูกค้าเพียบ ช่วงนี้ของแพงขอปรับราคาขึ้นจากห่อละ 20 บาท เป็น 25 บาท ลูกค้ารับได้

“นางศิรินาถ นวประภากุล” หรือ “เจ๊หมวย” อดีตพนักงานธุรการ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา หลังเกษียนราชการ ยังคงผัดก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้ว หรือที่ชาวบ้านเรียก “ก๋วยเตี๋ยวถังแตก” ขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ 2 วันเท่านั้น มีทั้งเส้นหมี่เหลือง เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว โดยมีคนในครอบครัวซึ่งเป็นหลานสาวคอยเป็นลูกมือช่วยอยู่ตลอดเวลา 

เนื่องจากในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ จะมีลูกค้ามาอุดหนุนกันอย่างต่อเนื่อง บางครั้งทำแทบไม่ทัน มีทั้งลูกค้าขาประจำและขาจร โดยขายในราคาห่อละ  25 บาท หากใส่ไข่ด้วยก็ห่อละ 35 บาท  ใน 1 สัปดาห์หาซื้อกินได้เฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ 2 วันเท่านั้น โดยจะเริ่มขายตั้งแต่เวลา  6 โมงเช้า ไปจนถึง 9 โมงเช้าก็หมด จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมจึงมีลูกค้ามาซื้อก๋วยเตี่ยวถังแตกกันตั้งแต่เช้าตรู่คนละอย่างน้อย 2-4 ห่อ เพื่อไปฝากพี่น้องลูกหลาน เนื่องจากก๋วยเตี๋ยวถังแตกของเจ๊หมวยมีรสชาดอร่อย ถูกใจลูกค้าและผัดกันสดๆจากกระทะขึ้นมาร้อนๆ ทำให้ลูกค้าติดใจในรสชาติและฝีมือ

นางศิรินาถ กล่าวว่า หลังจากเกษียณราชการมาแล้ว ก็เป็นอาชีพที่เราทำมาก่อนเกษียณ เราขายในช่วงที่เรารับราชการเฉพาะวันเสาร์วันอาทิตย์และเมื่อเกษียณราชการมาก็ขายวันเสาร์และวันอาทิตย์เหมือนกัน เพราะเรามีเวลาว่างแค่เสาร์อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาก็ไม่ว่างแล้วตั้งแต่วันเกษียณมา

เนื่องจากขายก๋วยเตี๋ยวถังแตกมาตั้งแต่ห่อละ 10 บาทขายมาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนหนังสือด้วย ก็คือ มีความชำนาญเรื่องเส้นเยอะ จากห่อละ 10 บาทขึ้น15 บาท 20 บาทและปัจจุบันนี้ ของมันขึ้นราคาหมดวัตถุดิบทุกอย่าง โดยเฉพาะน้ำมันพืช ขวดละ70 บาท จาก 35 บาทและขึ้นมาเรื่อยๆอีกอย่างหนึ่งก็คือแก๊สขึ้นราคาเดือนละ 20 บาท ตอนนี้ถัง 15 กิโลกรัมราคา 420 บาทและวัสดุทุกอย่างก็ขึ้นหมด ทางเราก็พยายามปรับราคาเพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับลูกค้าที่อุดหนุนทางร้านเจ๊หมวยมาตลอด

ตอนนี้ขายห่อละ 25 บาท ลูกค้าไม่ว่าอะไร เขายอมรับได้ เพราะเขาก็รู้ว่าวัสดุทุกอย่างมันขึ้นราคาหมด แม้แต่กระดาษใบตองเทียมที่ใช้ห่อจาก 45 บาทขึ้นเป็น 62 บาท ปรับทุกอย่างเลยและที่สำคัญของอร่อยของร้านก็คือพริกน้ำส้มก็ปรับขึ้นเป็น กก.ละ 200 กว่าบาทของปรับขึ้นทุกอย่าง เห็นใจเขา ระหว่างแม่ค้ากับลูกค้าก็อยู่กันได้ หากใส่ไข่ราคาห่อละ 35 บาท คุณภาพยังเหมือนเดิมและอร่อยยังเหมือนเดิมด้วย

อย่างไรก็ตามหากผู้ใดอยากจะมาลองลิ้มชิมรสก๋วยเตี๋ยวถังแตกของเจ๊หมวย ก็มาชิมได้ที่ถนนนางงาม อ.เมือง จ.สงขลา ตั้งแต่เวลา 06.00  – 09.00 น. เฉพาะวันเสาร์ – วันอาทิตย์ เท่านั้น. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โซเชียลแชร์! หดหู่แม่พาลูกสาว9ขวบขายบริการ ถ่ายคลิปขายลงกลุ่มลับ?

Posted on July 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/665959

โซเชียลแชร์! หดหู่แม่พาลูกสาว9ขวบขายบริการ ถ่ายคลิปขายลงกลุ่มลับ?

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.13 น.

11 กรกฎาคม 2565 จากกรณีเพจออนไลน์ แม่ทัพลิง 3/1 เปิดเผยข้อความ คลิปผู้ปกครองพาเด็กน้อยอายุ 9 ขวบไปขายบริการทางเพศและผู้เป็นแม่นั่งถ่ายคลิปเก็บเอาไว้ จากนั้นนำคลิปไปขายในกลุ่มลับโดยระบุข้อความว่า ‘ตอนนี้มีคลิปผู้ปกครองพาเด็กน้อยอายุ 9 ขวบไปขายบริการแล้วผู้ปกครองที่เป็นผู้หญิงก็นั่งถ่ายคลิปอยู่ข้างๆเตียง คอยกำกับอยู่ เห็นแล้วหดหู่สังเวชใจยิ่งนัก ในคลิปถ่ายติดผู้ชายด้วยรูปมันในเม้น’

คืบหน้าล่าสุด พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม , พ.ต.อ.นฤพนธ์ วานิชนุเคราะห์ ผกก.สภ.สามควายเผือก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.8 ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม ขณะนี้พื้นที่โดยรอบที่เคยเป็นโรงแรม ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงผลิตน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่า ข้อมูลจริงหรือไม่จริง และยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความที่ สภ.สามควายเผือก แต่อย่างใด

เบื้องต้นจากการสอบสวนเจ้าของโรงแรมได้ทราบว่า โรงแรมดังกล่าวได้ปิดตัวตั้งแต่โควิด-19 ไม่มีคนมาพัก เมื่อช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้น ทางโรงแรมได้ได้ขายกิจการไปแล้ว และตอนนี้ทางเจ้าของใหม่ได้ทำการปรับเปลี่ยนจากโรงแรมเป็นโรงน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้ว

ทางผู้กำกับ สภ.สามควายเผือก สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจชุดสืบลงตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบ แม่ทัพลิง3/1 และเพจRed skull ที่โพสต์โซเชียลนำมาตรวจสอบ แต่ยังไม่พบว่าเป็นใครที่เป็นต้นต่อเผยแพร่ภาพนิ่งและวีดีโอ ยังต้องตรวจสอบว่า แม่ของเด็กและเด็กน้อย 9 ขวบ นั้นมีอยู่จริงหรือไม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ทำการตรวจสอบจากแหล่งข่าวเบื้องต้นทราบว่า เรื่องดังกล่าวที่ผู้เป็นแม่นำลูกมาขายบริการในโรงแรมคือเรื่องจริงและทำมาหลายครั้งแล้ว โดยที่แม่เด็กได้ทำการถ่ายคลิปวีดีโอลงขายในกลุ่มลับจริง แหล่งข่าวเห็นมาบ่อยครั้งแต่ไม่ได้สนใจอะไร และจนมาเป็นข่าวใหญ่ในวันนี้ ซึ่งคาดว่าเหตุการนี้น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด19 ระบาดหนักๆในนครปฐม จนโรงแรมต้องปิดตัวลง. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,943,432 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สส.ส้มโยง'หลานทักษิณ' พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ
“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้
พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..
นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง 'ปลัด มท.' โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง
เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก
เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ
กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่
นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์
อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

Recent Posts

  • เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี
  • ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม
  • “เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร
  • WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ
  • ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d