Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ชิ้นละ1บาท! ‘ขนมเบื้อง-โตเกียว’ เจ้าเก่าขายมานาน 40 ปี

Posted on June 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661275

ชิ้นละ1บาท! 'ขนมเบื้อง-โตเกียว' เจ้าเก่าขายมานาน 40 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.21 น.

ขนมเบื้องในตำนาน- หนมโตเกียว ชิ้นละ 1 บาท ของ นายกันต์ศักดิ์ และนางจีรนันท์ แก่นทอง สองสามีภรรยา วัย 48 ปี ที่สืบทอดหนมเบื้อง ในตำนาน-หนมโตเกียว จากบรรพบุรุษที่ทำมานาน 30-40 ปีมาแล้ว และสืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 3 จากอาม่าและพี่สาว ยังคงยืนราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 1 บาทจนถึงปัจจุบัน ที่ชาวสงขลายังมีขนมอร่อยๆสูตรโบราณชิ้นละ 1 บาทได้ซื้อกิน สวนกระแสของแพงในยุคน้ำมันแพงอะไรๆก็แพงหมด แต่ขนมเบื้อง-หนมโตเกียว สูตรโบราณชิ้นละ 1 บาท ยังมีขายอยู่ แม้กำไรจะน้อยลง แต่ก็ยังอยู่ได้

สองสามีภรรยา ได้นำรถเข็นมาขายในตลาดนัดบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา โดยคุณจีรนันท์ฯ จะทำหน้าที่ในการทำขนมทั้งหมด ทั้งขนมเบื้อง ขนมโตเกียวและขนมถังแตก คุณจีรนันท์ทำขนมทั้ง 3 ชนิดได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไวและรวดเร็ว เนื่องจากมีความชำนาญในการทำขนมทั้ง 3 ชนิดนี้มาเป็นเวลานานโดยมีคุณกันต์ศักดิ์เป็นลูกมือคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา และมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขนมราคาถูกชิ้นละ 1 บาทเท่านั้น ทั้งขนมเบื้องขนมโตเกียว ส่วนขนมถังแตกชิ้นละ 10 บาท

แม้ว่าขนมเบื้องราคาชิ้นละ 1 บาทแต่ก็มีไส้ ทั้งไส้ฝอยทอง เค็มกุ้ง ลูกเกด ส่วนโตเกียวที่ราคาอยู่ที่ชิ้นละ 1 บาทเช่นกัน ก็มีไส้ ทั้งไส้มะพร้าว สังขยาและสำหรับไส้กรอกชิ้นละ 2 บาท ส่วนขนมถังแตก มีไส้มะพร้าว ถั่วป่น สังขยาและข้าวโพดชิ้นละ 10 บาท  นอกจากนี้ยังมีขนมเบื้องอบกรอบบรรจุใส่ถุง ถุงละ 20 บาท 30 บาทและ 50 บาทเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ

นางจีรนันท์ แก่นทอง กล่าวว่า ตอนนี้เราขายอยู่ชิ้นละ 1 บาท บางอย่างก็มีบาทสองบาท ซึ่งเป็นราคาดั้งเดิมอยู่แล้ว สำหรับขนมชิ้นละ1บาท ตอนนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้วนะ 30 ถึง 40 ปีไม่อยู่แล้ว ตั้งแต่อาม่า พี่สาวและหนูเองรุ่นที่ 3 ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ปรับราคาขึ้น คำตอบก็คือ ชิ้นละ 1 บาทเราก็ยังอยู่ได้อยู่นะ ลูกค้าสงขลาน่ารักจะตาย เมื่อเธอซื้อไม่เสียดาย แถมชิ้นละบาทเด็กๆมี 5 บาทก็กินได้

จุดเด่นของขนมที่ร้าน คิดว่า มันน่าจะอร่อยนะ เพราะว่าลูกค้าซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อได้ทุกวัน อีกทั้งเราก็ขายไม่แพงด้วย และสูตรที่เราใช้เป็นสูตรดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนสูตรใส่ไข่ 20 ลูก เราก็ใส่ 20 ลูกไม่มีการลดจำนวนลง

ที่ขายอยู่ขณะนี้ มีถังแตก หลายไส้ แล้วก็มีโตเกียว มีขนมเบื้อง เป็นแบบกรอบๆจะเป็นครีมสด จะเป็นครีมน้อย จะเป็นครีมเยอะได้ทั้งนั้นเลย บางทีเราก็ปรับ เปลี่ยนให้เข้ากับเด็กวัยรุ่น ซึ่งเขาชอบช็อกโกแลตบ้าง ลูกเกดบ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นแบบเดิมๆ

สำหรับตารางขายขนมของคุณจีรนันท์ฯ ทุกวันศุกร์จะขายอยู่ที่บริเวณตลาดนัดหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา ทุกวันอาทิตย์จะขายอยู่ที่ตลาดรถไฟวันอาทิตย์บริเวณตรงข้ามเซเว่นอีเลฟเว่น ถนนศรีสุดา ทางเข้าตลาดนัดพอดีและสำหรับวันอังคาร-วันพุธ ก็จะขายอยู่ที่สี่แยกวัดดอนรัก บริเวณหน้าร้านคอนเนอร์ ถนนไทรบุรีเขตเทศบาลนครสงขลา

ลูกค้าท่านใดที่ต้องการไปชิมขนมอร่อยๆชิ้นละ 1 บาททั้งขนมเบื้อง ขนมโตเกียวและขนมถังแตกชิ้นละ 10 บาทก็แวะไปได้หรือจะโทรศัพท์ไปติดต่อสั่งล่วงหน้าได้ที่คุณจีรนันท์ฯ หมายเลข 086-693-9447

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ไปห้าง ตลาด ชายหาด…’กรมอนามัย’คลายข้อสงสัย‘ถอด-สวมแมสก์’ตอนไหน?

Posted on June 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661273

ไปห้าง ตลาด ชายหาด...'กรมอนามัย'คลายข้อสงสัย‘ถอด-สวมแมสก์’ตอนไหน?

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.29 น.

ไปห้าง ตลาด ชายหาด…’กรมอนามัย’คลายข้อสงสัย‘ถอด-สวมแมสก์’ตอนไหน?

19 มิถุนายน 2565 จากกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีมติเห็นชอบให้ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักรเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) 77 จังหวัด และยังเห็นชอบผ่อนคลายให้ “ถอดหน้ากาก” หรือแมสก์ได้นอกอาคารหรือที่โล่งแจ้ง โดยเน้นความสมัครใจของแต่ละบุคคล ซึ่งเริ่มดำเนินการได้หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นั้น แต่ยังคงมี “ข้อสงสัย” ในแง่ของวิธีการปฏิบัติว่าควร “ถอด” ในโอกาสใด และสถานที่แบบไหน

ล่าสุดเฟซบุ๊ก “กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข” โพสต์ข้อมูล “ถาม-ตอบ” เรื่องการถอดหน้ากากอนามัยไว้ดังนี้…

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จบปัญหา‘ลอยอังคาร’ในลำน้ำมูล ผู้ทำธุรกิจยอมเลิกกิจการ ปรับเป็นร้านอาหาร

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661261

จบปัญหา‘ลอยอังคาร’ในลำน้ำมูล ผู้ทำธุรกิจยอมเลิกกิจการ ปรับเป็นร้านอาหาร

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.45 น.

‘ผู้ว่าฯโคราช’ลุยเองยุติปัญหา‘ลอยอังคาร’ในลำน้ำมูล ผู้ประกอบการยอมเลิกกิจการทันที พร้อมปรับเป็นร้านอาหาร วอนหนุนเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว-ลูกน้องกว่า 20 ชีวิต

ความคืบหน้ากรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 5 ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำฝายยางบ้านส้ม หมู่ 1 ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ ยื่นหนังสื่อต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการนำเถ้ากระดูกคนตายที่ฌาปนกิจแล้ว พร้อมด้วยพานธูปเทียน เครื่องใช้ ที่นอน หมอน ของใช้ผู้ตายมาทิ้งที่ในน้ำลำน้ำมูล ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทางด้านสภาพจิตใจและภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อมซึ่งอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคนั้น

ล่าสุดวันนี้ (19 มิถุนายน 2565) ที่ท่าอากาศยานนครราชสีมา ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ผู้แทนสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานครราชสีมา สาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อหารือแก้ไขปัญหาการนำกระดูกจากการเผาศพมาทิ้งลงในลำน้ำมูล และหาแนวทางแก้ไข ป้องกันที่มีการนำกระดูกจากการเผาศพมาทิ้งลงในลำน้ำมูล ร่วมกับผู้ประกอบกิจการรับลอยอังคาร 2 กิจการ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 1 ชม.

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ปัจจุบันการลอยอังคารในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นประชาชนนอกพื้นที่นำเถ้ากระดูกจากการเผาศพมาลอยในลำน้ำมูลเอง ไม่ได้เป็นการว่าจ้างบุคคลในพื้นที่แต่อย่างใด โดยจากการหารือได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบกิจการรับลอยอังคาร ยุติการประกอบกิจการลอยอังคารในพื้นที่โดยเด็ดขาด ซึ่งผู้ประกอบกิจการยินยอมที่จะเลิกรับประกอบพิธีทันที และจะทำการถอดถอนป้ายโฆษณาการรับทำพิธีออกทันที รวมทั้งการลบโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ออกด้วย นอกจากนี้จะปรับรูปแบบอาชีพทำเป็นร้านอาหารริมลำน้ำมูลเพียงอย่างเดียว เพื่อยุติปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม

“ผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย ยังได้ขอให้ทางจังหวัดช่วยสนับสนุนพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย ในส่วนนี้ทางจังหวัดพร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเสริม ให้เป็นร้านอาหาร แพนำเที่ยว ดูธรรมชาติ  อยู่แล้ว” นายวิเชียร กล่าว

นายวิเชียร ระบุว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชนทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและต่างจังหวัด ห้ามนำเถ้ากระดูมาลอยภายในลำน้ำมูลโดยเด็ดขาด จากนี้ไปหากพบว่ามีการทำเถ้ากระดูกมาลอยในลำน้ำมูลจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที การลอยอังคาร ลอยอัฐิเถ้ากระดูกในน้ำ ถือเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา บางพื้นที่อาจจะเหมาะสม เช่น ทะเลที่อยู่ห่างไกล ซึ่งอาจจะไม่รบกวนประชาชน แต่กรณีของลำน้ำมูลนั้น น้ำในลำน้ำมูลประชาชน 2 ฝั่งจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ ทั้งการทำประปา การเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และใช้ในชีวิตประจำวัน การลอยเถ้ากระดูกในน้ำอาจจะทำให้ประชาชนใช้น้ำอย่างไม่สนิทใจ และอาจจะก่อให้เกิดเชื้อโรคได้ ดังนั้นแหล่งน้ำในคูคลองต่างๆจึงไม่เหมาะสมที่จะลอยอังคารโดยเด็ดขาด หรืออาจฝังดินหรือเก็บไว้ในเจดีย์น่าจะเหมาะสมกว่า

ด้านผู้ประกอบกิจการรับลอยอังคาร กล่าวว่า กิจการของตนเองเพิ่งแยกตัวออกมาจากกิจการของพี่สาวที่รับทำพิธีลอยอังคารอยู่ก่อนแล้ว ประมาณ 1 ปีเศษ หลังจากนี้ภายหลังจากยุติการรับลอยอังคารแล้ว ตนกับพี่สาวคงจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจการไปเป็นร้านอาหารเพียงอย่างเดียว เพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมทั้งลูกน้องที่จะต้องรับผิดชอบอีกกว่า 20 ชีวิต ซึ่งขณะนี้กำลังปรับปรุงร้านเพื่อทำเป็นแนวร้านอาหารริมลำน้ำมูลเต็มรูปแบบ แต่อยากให้ทางจังหวัดช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย เพื่อครอบครัวตนเองจะได้มีรายได้หลังจากเลิกกิจการรับลอยอังคารไปแล้ว 

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เตรียมก่อนแก่รับสังคมสูงวัย หลายปัจจัยเสี่ยงไทยต้องปรับ

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661210

สกู๊ปแนวหน้า : เตรียมก่อนแก่รับสังคมสูงวัย  หลายปัจจัยเสี่ยงไทยต้องปรับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อย่างที่ได้ทราบกันทั่วไปว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ หรือ complete agedsociety ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุทั่วประเทศประมาณเกือบ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นว่า เราจะเริ่มพบประเด็นความขัดแย้งทางความคิด หรือความคิดเห็นของคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของการทำอย่างไรที่เราจะเตรียมตัวให้สังคมไทยมีความพร้อมในการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์แล้วก็ระดับสุดยอดต่อไปในอนาคต”

นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มส.ผส.) กล่าวนำในเวทีนำเสนอผลงานวิชาการ “ความคาดหวัง การเตรียมความพร้อม และการเข้าถึงบริการทางสังคม เพื่อการสูงวัยอย่างมีพลัง” ณ รร.แกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ ฟอร์จูน แยกพระราม 9 ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัย ที่ประชากรวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

งานวิชาการครั้งนี้ร่วมจัดโดย มส.ผส.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภายในงานมีการนำเสนองานวิจัย 2 เรื่อง โดยนักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.ดร.จงจิตต์ฤทธิรงค์ นำเสนอในหัวข้อ “ความคาดหวังการวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทำงานต่างรุ่นอายุ และรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ” เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16 ส.ค.-20 ก.ย. 2564 ได้กลุ่มตัวอย่าง 1,734 คน

ทั้งหมดเป็นประชากรวัยแรงงาน อายุ18-59 ปี โดยแบ่งเป็น 3 รุ่น คือ Generation X (เกิดปี 2503-2522 อายุ 42-61 ปี) Generation Y (เกิดปี 2523-2537 อายุ 27-41 ปี) และ Generation Z (เกิดปี 2538-2553 อายุ 11-26 ปี) แบ่งผู้ตอบแบบสอบถามเป็น Generation X (อายุ 42-59 ปี) 418 คน Generation Y (อายุ 27-41 ปี) 748 คน และ Generation Z (อายุ 18-26 ปี) 568 คน นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกลุ่ม 25 กลุ่ม จำนวน 126 คน

มีข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ 1.การตระหนักถึงสังคมสูงอายุในประเทศไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28 หรือ 1 ใน 4 ยังไม่ตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงวัย ร้อยละ 72 ทราบว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ร้อยละ 35 ทราบว่า คนไทยจะมีชีวิตยืนยาวตั้งแต่อายุ 90-100 ปี และ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 มองว่า อายุเริ่มต้นของผู้สูงอายุควรเป็น 65 ปีขึ้นไป 2.ความคาดหวังในการทำงานเพื่อสร้างรายได้ พบความแตกต่างกัน ในขณะที่คน Generation X ต้องการทำงานต่อหลังอายุ 60 ปี แต่คน Generation Z ต้องการหยุดทำงานก่อนอายุ 60 ปี

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม Generation X หากเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับบำนาญหรือเงินออมเพียงพอ จะไม่ได้คิดถึงการทำงานหลังอายุ 60 ปี 3.การดูแลสุขภาพ สุขภาพดีคือความมั่นคง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งเพิ่มมูลค่า เพราะการมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง นอกจากจะลดภาระค่าใช้จ่ายรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ยาวนานขึ้นด้วย

โดยในปี 2559 เคยมีการศึกษาความคุ้มค่าด้านสุขภาพหากบุคคลเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 20 ปี ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นตัวเงินพบว่า เพศชายจะอยู่ที่ 1.6 ล้านบาท ส่วนเพศหญิงจะอยู่ที่ 3.7 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม พบว่าร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า ไม่ได้ออกกำลังกายเลย นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ไม่ได้เตรียมตัวด้านสุขภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้สร้างความตระหนักกับประชาชนในเรื่องนี้

“ในแบบสอบถามก็มีข้อคำถามให้ผู้ตอบแบบสอบถามระบุสถานะสุขภาพ 0 คือแย่ที่สุด และ 10 คือดีที่สุด ใช้คะแนนระดับ 7 ขึ้นไป ใช้เกณฑ์ที่ระดับ 7 เป็นเกณฑ์ว่าผู้ตอบแบบสอบถามสุขภาพดีหรือไม่ Generation Z อายุ 18-26 ปี ที่คิดว่าตัวเองสุขภาพดี ที่ 57.6% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่า Generation X และ Generation Y ที่อายุมากกว่าเสียอีก พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของทุกรุ่น โดยเฉพาะ Generation Y และ Generation Z พักผ่อนและออกกำลังกายไม่เพียงพอ หลายคนนอนดึกเพราะดูซีรี่ส์และเล่นเกม โดยเฉพาะช่วง Work from Home แล้วก็เรียนออนไลน์ ก็ใช้ชีวิตกันหักโหมมาก”รศ.ดร.จงจิตต์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 ที่ให้สิทธิบุคคลสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ซึ่งพบว่า ร้อยละ 77 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่ต้องการเป็นภาระครอบครัว จึงไม่ต้องการให้ยื้อชีวิตไว้หากอยู่ในภาวะโคม่า และต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเอกสารแสดงเจตนาหรือวางแผนวิธีการรักษาพยาบาลล่วงหน้า หรือยุติการรักษาพยาบาลในกรณีที่ตนเองไม่สามารถตัดสินใจได้

4.การเงิน พบความคาดหวังที่สวนทางกับความจริง กล่าวคือในขณะที่ประชาชนคิดว่าเงินออมที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท แต่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คำนวณไว้ที่ 7.48 ล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ออมเงินด้วยการฝากธนาคาร ร้อยละ 73.2 รองลงมา ร้อยละ 35.4 และประกันชีวิตแบบออมหรือบำนาญ ร้อยละ 21.2 โดยสรุปคือเป็นการออมเพื่อเก็บ มากกว่าออมเพื่อลงทุนสร้างรายได้ 5.การอยู่อาศัย ร้อยละ 56.1 ต้องการอยู่อาศัยที่เดิมเมื่อเป็นผู้สูงอายุ

ด้าน รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน นำเสนอในหัวข้อ “การเข้าถึงระบบบริการทางสังคมของประชากรในครัวเรือนก่อนวัยสูงอายุและผู้สูงอายุที่มีรูปแบบของการอยู่อาศัยต่างกัน เพื่อนำไปสู่แนวทางการสนับสนุนการบริการที่เหมาะสม” ซึ่งพบว่า “จำนวนประชากรที่อยู่คนเดียว หรือมีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มสูงขึ้น” อย่างไรก็ตาม สังคมชนบท ผู้สูงอายุมักไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ เพราะยังมีลูกหลานญาติพี่น้องอยู่ใกล้ๆ ในละแวกบ้าน

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ศุทธิดา ได้ตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชน กรณีข้อสังเกตเรื่องชุมชนเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ผู้คนมีลักษณะต่างคนต่างอยู่หรือตัวใครตัวมัน ต่างจากชนบทหรือแม้แต่เมืองในจังหวัดอื่นๆ ที่ชุมชนเข้มแข็งมีความสามัคคีร่วมดูแลกันและกันมากกว่า ว่า รูปแบบที่อยู่อาศัยมีผลต่อความแตกต่างกันของชุมชน อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า การสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเมือง จำเป็นต้องดึงคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

“ปัญหาที่เจอคือ พื้นที่แออัดในกรุงเทพฯ ประเด็นหลักๆ เลยคือได้รับการสะท้อนว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะ อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่เขามองว่า ในลักษณะของการมีกิจกรรมมาทำร่วมกัน ในการเข้าถึงกลุ่มประชากรที่อยู่ที่บ้าน ไม่มีพื้นที่สำหรับรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยให้รู้จักเพื่อนบ้านหรือรู้จักคนในชุมชน ตรงนี้ก็ได้รับการสะท้อนมาว่าถ้ามีพื้นที่สาธารณะตรงกลาง สามารถมาทำอะไรด้วยกัน ก็น่าจะทำให้เรื่องของการดำเนินงานในการดูแลผู้สูงอายุไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือมีลูกหลายอาศัยอยู่ด้วย ก็จะดำเนินการได้ครอบคลุมมากขึ้น” รศ.ดร.ศุทธิดา ระบุ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.ผลักดันผลงานBCGสาขาเครื่องมือแพทย์ มุ่งเป้าใช้นวัตกรรมไทยพึ่งพาตนเอง-ลดความเหลื่อมล้ำ

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661216

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.ผลักดันผลงานBCGสาขาเครื่องมือแพทย์  มุ่งเป้าใช้นวัตกรรมไทยพึ่งพาตนเอง-ลดความเหลื่อมล้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2562 การระบาดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยหนักและผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก ทำให้เกิดวิกฤตการขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ทั้งในแง่ของวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่สามารถนำเข้าหรือผลิตได้ทันตามความต้องการในประเทศ ตลอดจนระบบสาธารณสุขของประเทศที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้อย่างเพียงพอ

ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นตัวเร่งความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์
และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและทันสมัย ซึ่งต้องอาศัยศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของบุคลากรภายใน
ประเทศ เพื่อพัฒนาเครื่องมือแพทย์และระบบบริการทางการแพทย์
และสาธารณสุข ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ลดการ
นำเข้าสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการให้บริการทางสาธารณสุขของประเทศในการดูแลรักษาคนไทยได้อย่างทันท่วงที ทั่วถึง และเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

นี่คือหนึ่งในถ้อยแถลงของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก
เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่กล่าวในระหว่างเป็นประธานแถลงข่าว
ผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ที่ตอบโจทย์ BCG มิติการพึ่งพาตนเองและลดความเหลื่อมล้ำ
ทางสังคม ที่อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) สาขาเครื่องมือแพทย์ เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญของ BCG Economy Model ที่ต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

สำหรับการขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว คณะอนุกรรมการ
ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model สาขาเครื่องมือแพทย์
โดย สวทช. ซึ่งได้พัฒนาผลงาน “A-MED Telehealth แพลตฟอร์มบริการแพทย์ทางไกล : ระบบสำหรับบริหารจัดการผู้ป่วยในการกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และที่ชุมชน (Community Isolation)” และ “หมวกควบคุมแรงดันบวกและลบ (nSPHERE Pressurized Helmet)” ประกอบกับการร่วมสนับสนุนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขยายผลการใช้ประโยชน์ผลงาน “สเปซ วอล์กเกอร์ อุปกรณ์ช่วย
ฝึกเดิน พร้อมระบบพยุงน้ำหนักบางส่วน (Space Walker)”
นวัตกรรมเพื่อผู้ป่วยหลังกายภาพบำบัดและส่งเสริมสุขภาพ
ผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย ที่ตอบโจทย์ความต้องการรองรับสถานการณ์
ด้านสาธารณสุขของประเทศ ถือเป็นความสำเร็จของการวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย
ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ตอนนี้เรามาถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่แล้ว จากใช้นวัตกรรมต่างประเทศ เปลี่ยนเป็นเราต้องสร้างเอง บริโภคเอง
ซึ่งนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่เห็นในวันนี้ ทาง สปสช. มีมาตรการที่จะสนับสนุนนวัตกรรมของไทยเยอะ ทำให้เรากำลังสร้างและเปลี่ยนวิธีคิดของประเทศซึ่งนอกจากมีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแล้ว เรายังเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์บริการเพื่อใช้งานและพึ่งพานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยด้วย โดยในวันนี้ได้เห็นตัวอย่างนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว ดังนั้น
เป้าหมายเราที่อยากจะเป็นชาติวิทยาศาสตร์เราเป็นได้แน่ๆ หากมีผลิตภัณฑ์และบริการที่อิงอยู่บนวิทยาศาสตร์ฯ ไปต่อได้แน่ๆ และไปได้เร็ว” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเครื่องมือทางการแพทย์ จากการขาดแคลนเครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวง อว.สวทช. โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ ผู้พัฒนาผลงาน A-MED Telehealth แพลตฟอร์มบริการแพทย์ทางไกล : ระบบสำหรับบริหารจัดการผู้ป่วยในการกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และที่ชุมชน (Community Isolation) อย่างเป็นระบบ ซึ่งสนับสนุนการทำงานทางการแพทย์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระยะแรกที่โรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้เพียงพอจนถึงการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ได้มีหน่วยบริการที่นำระบบไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัวอยู่ที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.) โรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงร้านยาในเครือข่าย โดยรวมแล้วมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สะสม ที่ได้รับการดูแลผ่านระบบ A-MED Telehealth แล้วมากกว่า 1,000,000 คน โดยทำงานร่วมกับ สปสช. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กรมการแพทย์ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และ สภาเภสัชกรรม อย่างใกล้ชิด

ในขณะนี้ได้มีการนำระบบ A-MED Telehealth มาประยุกต์ใช้กับระบบ HI และ CI ในการดูแลผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียว เพื่อลดอัตราครองเตียง มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมที่ได้รับการดูแลผ่านระบบ A-MED Telehealth แล้วมากกว่า 1 ล้านคน

นพ.สินชัย ต่อวัฒนกิจกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะเป็นภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข แต่ทำให้เกิดการนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพมาใช้ในระบบบริการสุขภาพอย่างก้าวกระโดด โดย A-MED Telehealth แพลตฟอร์มบริการแพทย์ทางไกล เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ สปสช. นำมาใช้เพื่อขยายการบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยโควิดสีเขียว ภายใต้ “โครงการร้านยาดูแลผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวบริการ เจอ-แจก-จบ” ช่วยเพิ่มช่องทางรับบริการโดยเฉพาะที่หน่วยบริการใกล้บ้าน ทำให้เกิดการเข้าถึงบริการที่ดี ซึ่ง สปสช. และสภาเภสัชกรรม มีร้านยาเข้าร่วมโครงการจำนวน 1,063 แห่ง (ข้อมูล ณ 8 มิ.ย. 2565)

โดยมีการเชื่อมโยงการบริการด้วยระบบ A-MED Telehealth ทำให้ร้านยาหรือผู้ให้บริการสามารถเห็นข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดได้ เช่น จำนวนวันที่อยู่ในระบบ รายงานอาการ และแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามอาการเพื่อติดตาม หากอาการแย่ลงจะได้ส่งต่อที่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เป็นต้น โดยข้อมูลในระบบ A-MED Telehealth ยังใช้เป็นข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการได้ และเชื่อว่าจะมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่การบริการสุขภาพด้านต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับบริการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.ยังได้พัฒนาหมวกควบคุมแรงดันบวกและลบ (nSPHERE Pressurized Helmet) ที่สามารถใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ สามารถป้องกันละอองไอจามและฝุ่นด้วยการกรองที่มีประสิทธิภาพ ร่วมกับการควบคุมแรงดันให้เหมาะกับประเภทของกลุ่มผู้ใช้งาน คือหมวกแรงดันบวก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และหมวกแรงดันลบสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ โดยนาโนเทค สวทช. ได้อนุญาตให้บริษัท เวลล์เนส อินโนเวชั่น บียอนด์ จำกัด นำนวัตกรรมนี้ไปผลิตเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นาโนเทค สวทช.ได้ส่งมอบหมวกควบคุมแรงดันบวกลบจำนวนมากกว่า 1,000 ใบ ให้แก่โรงพยาบาลมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ จากการสนับสนุนด้านงบประมาณขององค์กร หน่วยงาน และบริษัทต่างๆ นวัตกรรมนี้ยังถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องเคลื่อนย้าย เข้ารับการรักษา หรือทำหัตถการที่จำเป็น เช่น การฟอกเลือด ฟอกไต เป็นต้น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พัฒนาผลงาน สเปซ วอล์กเกอร์ อุปกรณ์ช่วยฝึกเดิน พร้อมระบบพยุงน้ำหนักบางส่วน (Space Walker) เป็นอุปกรณ์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยหลังกายภาพบำบัดรวมถึงผู้สูงอายุ โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกเดิน ลดภาระการบาดเจ็บของผู้ป่วย ผู้สูงอายุเพิ่มประสิทธิภาพการกายภาพบำบัด

ผลงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 (Gold Award)จากงาน (i-CREATe2017) และอีกหลายรางวัล จนนักวิจัยสามารถตั้งบริษัทเมดิคิวบ์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยี นำไปผลิตและจำหน่าย ได้ขยายผลการใช้งานเพื่อยกระดับการให้บริการและการดูแลผู้สูงอายุรองรับสังคมสูงวัย ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ สังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

สเปซ วอล์กเกอร์ (Space Walker) ได้รับการพิจารณาจากสำนักงบประมาณในการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมไทย สาขาการแพทย์และสุขภาพ เมื่อเดือน มีนาคม 2565 เพื่อจะได้รับการส่งเสริมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่คนไทยผลิตได้คุณภาพมาตรฐานและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลงานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของความสำเร็จ ตามนโยบายโมเดลเศรษฐกิจ BCG สาขาเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวกระโดดในการพัฒนาด้านการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนคนไทย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อิทธิพลการตลาด-โฆษณา บริโภคไม่เหมาะสมทำเด็กอ้วน

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661203

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะทำงานแผนงานโรคไม่ติดต่อ WHO CCS-NCDกล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “ปกป้องสุขภาพเด็กไทยจากโรคอ้วน จากโฆษณาและการตลาดอาหารออนไลน์” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCD) มีความสำคัญมากต่องานสาธารณสุขประเทศไทย ซึ่งพบว่า นักเรียนไทยร้อยละ 19 มีภาวะน้ำหนักเกิน และร้อยละ 6.8 มีภาวะอ้วน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

“โรคอ้วนจัดเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ได้แก่ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง นักเรียนไทยร้อยละ 39 รายงานว่ากินอาหารจานด่วนมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์และร้อยละ 35 ดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 1 วันต่อสัปดาห์” นพ.กฤษฎา กล่าว

ขณะที่ พเยาว์ ผ่อนสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ข้อมูลวิจัยจากการวิเคราะห์สื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาดของอาหาร 6 ประเภท ในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการระบาดโรคโควิด-19 พบมีสื่อโฆษณาอาหารประเภทอาหารจานด่วน (Fast Food)มากที่สุด (เฉลี่ยกว่า 349 โพสต์ต่อเดือน) ตามด้วย ขนมขบเคี้ยวและของหวานเครื่องดื่มชง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำอัดลม

“มีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลาย ทั้งการลดราคา การแลกซื้อราคาพิเศษ การกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาเป็น Presenter และที่สำคัญพบว่ามีการโฆษณาที่มุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มเด็กจำนวนไม่น้อย โดยการใช้รูปการ์ตูนและเด็กเล็กในสื่อหรือการแถมของเล่นเมื่อซื้ออาหาร”พเยาว์ ระบุ

ด้าน พญ.หทัยรัตน์ โกษียาภรณ์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เผยงานวิจัยจากการวิเคราะห์ข้อมูลการบันทึกหน้าจอมือถือของวัยรุ่น อายุ 13-17 ปี จำนวน 139 คน พบว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง มีการใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น กลยุทธ์การแชร์ต่อโดยผู้บริโภค (user-generated content) จูงใจด้วยความทันสมัย รสชาติ และคุณค่าโภชนาการ

“มีการตลาดแบบเฉพาะบุคคลหรือการตลาดแบบรู้ใจ (Personalized marketing) โดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เนตของผู้บริโภค เหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในออกมาตรการเพื่อการควบคุมกิจกรรมการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพื่อเป็นการป้องกันสิทธิเด็กจากการหาผลประโยชน์ทางการค้าและสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี” พญ.หทัยรัตน์ กล่าว

นพ.กฤตินันท์ บุญรำไพ กลุ่มพัฒนานักระบาดวิทยาภาคสนามและเครือข่าย กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข นำเสนอผลวิเคราะห์จากการสำรวจผลกระทบและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนไทยในสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มตัวอย่างประชากรไทยกว่า 7,731 ราย พบว่า เยาวชนอายุ 15-24 ปี มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มอายุอื่น) เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 (สัดส่วนผู้ที่มีน้ำหนักขึ้นเป็นร้อยละ 11.7) และเป็นกลุ่มที่มีการเห็นโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มผ่านสื่อออนไลน์เป็นประจำ (ตั้งแต่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป)มากที่สุด

“พบเห็นการโฆษณาอาหารจานด่วนมากที่สุด ร้อยละ 49.8 ต่อมาเป็นน้ำอัดลม ร้อยละ 40.4 เครื่องดื่มชง (ร้อยละ 34.6) เครื่องดื่มรสหวานบรรจุขวด (ร้อยละ 30.6) ขนมกรุบกรอบ (ร้อยละ 23.4) และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 23.0) ตามลำดับ โดยปริมาณการได้รับสื่อโฆษณานี้มีความสัมพันธ์กับความถี่ในการรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ ด้วย” นพ.กฤตินันท์ กล่าว

สำหรับงานเสวนา หัวข้อ “ปกป้องสุขภาพเด็กไทยจากโรคอ้วน จากโฆษณาและการตลาดอาหารออนไลน์” เป็นการเสวนาแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom และ Live Webinar จัดโดยกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากทีมเยาวชน Mindventure จัดการประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่เครือข่ายป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ (Virtual NCD Forum 2022)

ในช่วงท้ายการเสวนา ซึ่งมีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งในภาพรวมสรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมของเด็กไทยในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
การป้องกันและการจัดการปัญหาเด็กอ้วนควรทำทุกระดับ เริ่มที่ต้นที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน รัฐควรต้องมีทั้งมาตรการกฎหมายที่จำกัดการโฆษณาและกิจกรรมการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง ในทุกช่องทางโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ โรงเรียน และร้านค้าในชุมชน

ควรกำหนดให้มีฉลากโภชนาการที่ชัดเจนที่แสดงปริมาณสารอาหารและเตือนผู้บริโภคหากมีความเสี่ยงสูงในผลิตภัณฑ์อาหาร การส่งเสริมผู้ประกอบการและเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้สดปลอดสารพิษ เมนูสุขภาพดีในร้านอาหาร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพผู้บริโภคในรู้เท่าทันโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่กระตุ้นการบริโภคที่ไม่เหมาะสม และสามารถดูแลตัวเองได้ในยุคหลังโควิด-19!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เปรียบเหมือนกับ ‘ระลอกน้ำ’ คือมีตน มีตัว : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661215

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เปรียบเหมือนกับ 'ระลอกน้ำ' คือมีตน มีตัว : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.00 น.

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง โลกนี้เป็นสังขารหมด สังขารความปรุงแต่ง แต่งปรุงขึ้นแล้วก็ดับไป สังขารเมื่อเปรียบก็เหมือนกับ “ระลอกน้ำ” คือ มีตน มีตัว เมื่อระลอกน้ำหมด ลมพัด ก็หายไป หายไปที่ไหน มันก็ลงไปในน้ำนั่นเอง ลงไปไหนดินก็เป็นดิน น้ำก็เป็นน้ำ ลมก็เป็นลม ไฟก็เป็นไฟ อากาศธาตุก็เป็นอากาศ เมื่อสังขารไม่มีแล้ว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมันก็ไม่มี ความทุกข์ทั้งหลายมันก็ไม่มี มันจะเอาอะไรมาทุกข์ มันไม่ได้ปรุงได้แต่งนี้มันก็สุข

โอวาทะรรมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เที่ยวชัยภูมิชมความงาม ‘ยลสายหมอก หยอกดอกกระเจียว’ ที่เทพสถิต

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661170

เที่ยวชัยภูมิชมความงาม 'ยลสายหมอก หยอกดอกกระเจียว' ที่เทพสถิต

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.02 น.

การกลับมาอีกครั้งกับเทศกาลที่ห่างหายจากชาวชัยภูมิไปหลายปี หลังจากที่มีการกระบาดของโควิด เข้ามาแทนที่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยว ลืมสถานที่แห่งนี้เพราะทุกคนเตรียมพร้อมและรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่จะได้กลับมาเที่ยวชมความงาม “ยลสายหมอก หยอกดอกกระเจียว” ที่อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

ณ ผาสุดแผ่นดิน ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต ที่ตั้งทุ่งดอกกระเจียวแห่งจังหวัดชัยภูมิวันนี้ (18 มิ.ย.65) ได้มีพิธีเปิดงานที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งกับเทศกาลท่องเที่ยว ดอกกระเจียวบานจังหวัดชัยภูมิประจำปี 2565 ซึ่งทางนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดงานและมีทางด้านนายสิทธา ภู่เอี่ยม นายอำเภอเทพสถิต พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิรวมถึงสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

โดยทางด้านการเตรียมความพร้อมและกิจกรรมในการจัดงานในปีนี้ต้องบอกเลยว่า มีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ในส่วนของกิจกรรมภายในตำบลรวมถึงภายในอุทยานฯ อย่างมากมายที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชม ความงามในเขตอุทยานกับดอกกระเจียวหรือชมสายหมอก แล้วยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในพื้นที่ตำบลบ้านไร่รวมถึงอำเภอเทพสถิต ได้อย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นในทางด้านการท่องเที่ยวชมการเกษตร เที่ยวชมสวนทุเรียน สวนสะตอ ที่ขึ้นชื่อและในปีนี้ยังมีอะโวคาโด ซึ่งเป็นพืชผลทางการเกษตรที่กำลังมาแรงอีกชนิดหนึ่ง กิจกรรมสำหรับเยาวชน ก็มีในส่วนของการประกวดวาดภาพ การประกวดคลิปวีดีโอ นำเสนอการท่องเที่ยวอำเภอเทพสถิต นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมสินค้า OTOP สินค้าพื้นเมืองพืชผักผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับมากมาย 

โดยมีคณะกรรมการที่จัดงานมีความพร้อมและต้อนรับนักท่องเที่ยวรวมถึงในส่วนของที่พัก ร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัย การจราจรและที่สำคัญมีการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน 

ตามแนวทางในการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความอุดมสมบูรณ์สืบต่อไปเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดชัยภูมิ สร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิโดยเฉพาะอำเภอเทพสถิต ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า และการบริการนักท่องเที่ยว 

ซึ่งระยะการจัดงานในปีนี้จะจัดช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2565 และได้รับสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดชัยภูมิ 2.5 ล้านบาทโดยมีหน่วยงานได้รับงบประมาณ ประกอบด้วย อำเภอเทพสถิต ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด และอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โดยประเมินผลเบื้องตันคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมอุทยานและสถานที่ใกล้เคียงตลอด 3 เดือนประมาณ 30,000-40,000 คนและจับจ่ายใช้สอยจะทำให้มีเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ประมาณ 15-20 ล้านบาทอีกด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คณะศรัทธา’หลวงปู่แสง ญาณวโร’ถวายพระพุทธรูปนาคปรก ‘วัดป่าอรัญญาวิเวก’ อำนาจเจริญ

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661139

คณะศรัทธา'หลวงปู่แสง ญาณวโร'ถวายพระพุทธรูปนาคปรก 'วัดป่าอรัญญาวิเวก' อำนาจเจริญ

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.26 น.

วันนี้ (18 มิ.ย.65) มีรายงานว่าหลวงปู่แสง ญาณวโร อายุ 105 ปีปัจจุบันอยู่ที่วัดดงสว่างธรรม บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร จะเดินทางไปเป็นประธานในพิธีรับมอบพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ จากพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดป่าอรัญญาวิเวก บ้านไก่คำ ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ โดยมีญาติโยม พุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งทราบข่าวเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมากท่ามกลางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการคัดกรองผู้มาร่วมงานอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันโควิด

กระทั่งเวลา 08.00 น.ญาติโยม พุทธศาสนิกชน ถวายภัตตาหาร คาว หวาน แด่พระภิกษุสงฆ์เสร็จต่างไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงทาน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาจัดตั้งโรงทานหลากหลายให้ญาติโยมได้รับประทานอย่างเต็มอิ่มเพื่อรอรับหลวงปู่แสง ญาณวโร ซึ่งจะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีรับมอบพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ จากคณะศรัทธา จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานครบางส่วน

ต่อมาเวลา 10.00 น.นายสมพงศ์ ก่อแก้ว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่แสง ญาณวโร และได้จัดตั้งโรงทานบริการน้ำดื่ม กล่าวว่า หลวงปู่แสง ญาณวโร อายุ 105 ปีปัจจุบันอยู่ที่วัดดงสว่างธรรม บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ไม่ได้มาเป็นประธานรับมอบพระพุทธรูปนาคปรก ในวันนี้เพราะหลวงปู่ต้องการพักผ่อน เนื่องจากร่างกายเริ่มอ่อนล้า เพราะช่วงเวลา 13.00 – 15.00 น.จะต้องรับญาติโยม พุทธศาสนิกชนที่เดินทางมากราบไหว้ขอพร หลวงปู่ทุกวันและในแต่ละวันมีผู้คนเข้ามาเป็นจำนวนมากจึงต้องให้เจ้าอาวาสวัด และพระภิกษุสงฆ์วัดป่าอรัญญาวิเวกรับมอบพระพุทธรูปนาคปรกแทนหลวงปู่

จากนั้น ญาติโยม พุทธศาสนิกชน และคณะศรัทธา จ.เชียงใหม่ ได้เดินทางไปยังเจดีย์ญาณวโร ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของวัดป่าอรัญญาวิเวก โดยมีสระน้ำขนาดกลาง กำหนดเป็นเขตอภัยทาน อยู่หน้าเจดีย์ญาณวโร และได้ทำพิธีสงฆ์เพื่อรับพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ โดยใช้รถเคนยกพระพุทธรูปนาคปรก ขึ้นไปประดิษฐานภายในเจดีย์ญาณวโร  ระหว่างที่รถเคนยกพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิขึ้นสู่เจดีย์ญาณวโรท่ามกลางญาติโยม พุทธศาสนิกชน ที่มาร่วมงานต่างยกมือไหว้สาธุ สาธุ ไปตามจนเสร็จพิธี ที่สำคัญ ปลายยอดเจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าอีกด้วย

นายกิตตินันท์ นุชวานิชย์ ประธานกลุ่มสยามบวร คณะศรัทธา จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้ขออนุญาตหลวงปู่แสง ญาณวโร จะนำพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ มาถวายที่วัดป่าอรัญญาวิเวก แต่ว่าเกิดมีโรคระบาดโควิดขึ้นก็เลยไม่ได้มา เมื่อโควิดซาลง วันนี้จึงได้นำพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิมาถวาย หลวงปู่ แต่ว่าหลวงปู่ไม่ได้มาเป็นประธานในการรับมอบโดยมอบหมายให้เจ้าอาวาสวัดป่าอรัญญาวิเวกและคณะสงฆ์ กรรมการวัด รับมอบแทนหลวงปู่

นายกิตตินันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ตนเป็นคนออกแบบเอง ลักษณะสมัยขอมโบราณ สมัยพระเจ้าวรมันที่ 7 เป็นต้นแบบในการแกะสลักพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ราคาค่าแกะสลักและก่อสร้างเป็นเงิน 350,000 บาทสูง 3.5 เมตร หน้าตักกว้าง 1.8 เมตรน้ำหนัก 2 ตันเพื่อนำไปประดิษฐานภายในเจดีย์ญาณวโรให้เป็นที่ยึดเหนียวทางใจ สำหรับญาติโยม พุทธศาสนิกชน ได้กราบไหว้บูชา

นางบรรจง บันตะบอน อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 7 บ้านน้อมเกล้า ต.บุ่งคล้า อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งมาร่วมงานถวายพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ กล่าวว่า ทราบว่า หลวงปู่แสง ญาณวโร จะเดินทางไปเป็นประธานในพิธีรับมอบพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ดีใจมากจะได้กราบนมัสการหลวงปู่จึงชักชวนพร้อมเพื่อนบ้านหลายสิบคน เดินทางมาที่วัดป่าอรัญญาวิเวก บ้านไก่คำ ต.ไก่คำ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ตั้งแต่เช้า 

ต่อมาจึงทราบว่าหลวงปู่แสง ญาณวโร ไม่ได้มาเป็นประธานรับมอบพระพุทธรูป แต่ก็ไม่เป็นไร หลังเสร็จร่วมงานรับมอบพระพุทธแล้วก็จะเดินทางไปกราบหลวงปู่แสง ญาณวโร ที่วัดดงสว่างธรรม บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร แทน ซึ่งทุกคนต่างมีความตั้งใจว่าจะต้องได้กราบไหว้ ขอพรหลวงปู่แสง ญาณวโร ในวันนี้ให้ได้และไม่เสียใจที่หลวงปู่ไม่ได้มาเป็นประธานรับมอบพระพุทธรูป เพราะคิดว่าหลวงปู่ต้องการพักผ่อนเพื่อเตรียมรับญาติโยม คณะศรัทธา ซึ่งจะเดินทางมาจากทั่วสารทิศในช่วงเวลา 13.00 – 15.00 น.ทุกวัน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Google ฟันโช๊ะ!ท่องเที่ยวไทยฟื้น นายกฯสั่งเตรียมกิจกรรมโกยเงินช่วง‘ไฮซีซัน’

Posted on June 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/661124

Google ฟันโช๊ะ!ท่องเที่ยวไทยฟื้น นายกฯสั่งเตรียมกิจกรรมโกยเงินช่วง‘ไฮซีซัน’

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.23 น.

นายกฯพอใจ Google ชี้ทิศทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นที่สนใจ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมกิจกรรมทั้งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กีฬา วัฒนธรรม สร้างแรงส่งถึงไฮซีซัน ดันรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก  

18 มิถุนายน 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมทำงานส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนภาคเอกชนระดับโลกอย่าง Google ประกาศว่าทิศทางภาคการท่องเที่ยวไทยว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลจากการพบว่ามีผู้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยเพิ่มขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม Google Hotelier Summit 2022 ที่กรุงเทพมหานคร โดยในการประชุมได้เปิดเผยทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่ง Google พบว่า ภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยในส่วนของท่องเที่ยวไทยเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังภาครัฐยกเลิกการระบบลงทะเบียนในระบบ Test & Go ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ซึ่งจากข้อมูลการค้นหาของ Google พบว่า มีผู้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายลง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพบว่า แนวโน้มของผู้คนที่เริ่มกลับมาเดินทางอีกครั้งมีแนวโน้มการท่องเที่ยวพร้อมกับทำงานควบคู่กัน โดยนักท่องเที่ยวมีความสนใจในเรื่องความยั่งยืน และสนใจในนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวนี้ สะท้อนถึงความสำเร็จในการกำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งส่งเสริมการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ร่วมกับการปรับมาตรการด้านสาธารณสุขตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ซึ่งเป็นไปตามการสั่งงานของนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับยุทธศาสตร์ เตรียมรับมือ และปรับตัว พร้อมเปลี่ยนแปลงสู่แนวโน้มการท่องเที่ยวตามรูปแบบ รวมทั้งพร้อมสนับสนุนการเป็น R&D Tourism ยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล” นายธนกร กล่าว

ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ประเมินสถานการณ์ภายหลังรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ต่อเนื่อง และเตรียมกิจกรรมเพื่อส่งเสริม กระตุ้นการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การกีฬา หรือด้านวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดแรงส่งต่อเนื่องไปถึงฤดูการท่องเที่ยวช่วงปลายปีและต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ  

“นายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเตรียมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเกิดแรงส่งต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไฮซีซัน รักษานักท่องเที่ยวไทยให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งระยะไกล และจากประเทศเพื่อนบ้าน เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่ฐานราก มีการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยว” น.ส.ไตรศุลี กล่าว   

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การฟื้นฟูรายได้ในภาคการท่องเที่ยวเป็นโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาให้ความระมัดระวัง รักษาสมดุลระหว่างการฟื้นฟูการท่องเที่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 มิ.ย. 2565 มีผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยสะสม 1,615,913 คน เทียบกับตลอดปี 2564 ที่ 427,896 คน เฉพาะวันที่ 1-15 มิ.ย. 2565 ที่มีการผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศเต็มรูปแบบมีผู้เดินทางเข้าประเทศทุกช่องทางสะสม 348,699 คน   

ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวใน 5 เดือนแรก ตั้งแต่ 1ม.ค.-31พ.ค. 2565 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 348,695 ล้านบาทแยกเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างชาติ  99,707 ล้านบาท และคนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ 248,988 ล้านบาท  

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประเมินว่า หลังจากที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 หรือ ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคจากการเดินทางเข้าราชอาณาจักรโดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 จะยกเลิกการลงทะเบียนในระบบไทยแลนด์พาสของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องมีประกันภัยโควิด19 จะสนับสนุนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น เป็นไม่ต่ำกว่า 7.5 ล้านคน และอาจจะถึง 10 ล้านคนในปี 2565 จำนวนเฉลี่ยต่อวันจากขณะนี้ 20,000-25,000 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 25,000-30,000 คนต่อวัน และเพิ่มเป็น 50,000 คนต่อวัน ในช่วงไฮซีซันตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้น 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,948,952 hits

Join 4,113 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้
สราวุฒิรับฟังเครือข่ายกยท.พัฒนายางพารายั่งยืน
ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน
ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้
ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ
ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า
ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น สีหศักดิ์ ถก รมว.ตปท.อิหร่าน ช่วยเรือไทยพ้นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ
ทิพยประกันภัย ปั้นคนรุ่นใหม่ ใจเปลี่ยนโลก ด้วยศาสตร์พระราชา
สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

Recent Posts

  • “ทรัมป์” ปิดฉากเยือนจีน ชี้เป็น “การเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ชื่นมื่นแต่ไร้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
  • ยืนยันพบ “อีโบลา” ระบาดใหม่ในดีอาร์คองโก ตายแล้ว 65 ศพ จับตาสายพันธุ์ใหม่ลามเข้าเขตเมือง
  • ตั๋วเกลี้ยงใน 12 ชม. ศึกฟุตบอลหญิงประวัติศาสตร์ “เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ” ครั้งแรกในรอบ 7 ปี
  • รัสเซียกระหน่ำโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครนหนักสุดในรอบ 4 ปี – 2 วัน ตายพุ่ง 27 ศพ
  • ผอ. ซีไอเอ เยือนคิวบารอบ 67 ปี ถกวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอช่วย 100 ล้านดอลลาร์

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d