Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘สคอ.’ลงพื้นที่‘เกาะลิบง’ ท้องถิ่นลดอุบัติเหตุทางถนน

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658160

‘สคอ.’ลงพื้นที่‘เกาะลิบง’  ท้องถิ่นลดอุบัติเหตุทางถนน

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ศึกษาดูงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ต.เกาะลิบง อ.กันตรัง จ.ตรัง เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานและแนวทางการป้องกันแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนของพื้นที่ โดยนายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการ สคอ.กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้รูปแบบการทำงานในวิถีท้องถิ่นของคนบนเกาะที่มีพื้นที่เฉพาะ ศึกษาวิธีการทำงานด้านลดอุบัติเหตุในพื้นที่

เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวปลอดภัย และการเชื่อมโยงคนในชุมชนด้วยผู้นำศาสนาที่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชุมชนทุกมิติ นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนร่วมกับคนในชุมชนด้วยการทาสีทางม้าลายบริเวณหน้าโรงเรียนเพื่อลดจุดเสี่ยงเวลาเด็กนักเรียนมาโรงเรียน และทำให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัย เมื่อเห็นทางม้าล้ายต้องชะลอความเร็ว

ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ 2 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านเกาะลิบง ม.1 บ้านโคกสะท้อน และโรงเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ ม.4 บ้านบาตูปูเต๊ะต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทั้งนี้ การที่ สคอ.และเครือข่ายในพื้นที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันจะทำให้คนในชุมชนได้เกิดการตื่นตัวเห็นความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ตนเองมากขึ้นและที่สำคัญถือเป็นการเริ่มต้นการมีทางม้าลายแห่งแรกของเกาะลิบงอีกด้วย

นายสิทธิพร จิเหลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะลิบง กล่าวว่าต.เกาะลิบง มี 8 หมู่บ้าน ประชากร 7,422 คน2,272 ครัวเรือน ประกอบอาชีพประมงและกรีดยาง คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนามีบทบาทสำคัญมากในพื้นที่และมีโรงเรียนประถมศึกษา 6 แห่ง โดยเรื่องความปลอดภัยของคนในชุมชน เป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของท้องถิ่นที่จะต้องเข้าไปดูแล

ได้แก่ ด้านถนน ทาง อบต.ได้ให้งบสร้างถนนคอนกรีต 3 สาย ยาวกว่า 20 กิโลเมตร แต่ก็ยังเหลือหมู่บ้านที่เป็นถนนลูกรังเพราะถนนไม่ได้อยู๋ในการดูแลของ อบต. จึงไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ ด้านอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ตํารวจรับแจ้งเหตุและตรวจท้องที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านการท่องเที่ยว ได้จัดระเบียบบริเวณท่าเรือ แก้ปัญหาจราจร

โดยทำ MOU กับชุมชน ทุกคนที่มีรถและเดินทางมาในบริเวณท่าเรือต้องจอดรถตามจุดที่ให้จอดเท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนจะมีการตักเตือน ด้านป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่เกาะลิบง ยังมีจุดเสี่ยงหลายแห่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขประมาณ 4-5 จุด เช่น บริเวณหน้าโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูงเพราะถนนโล่ง และไม่มีทางม้าลายให้คนข้าม ส่งผลให้เด็กนักเรียนเสี่ยงอันตรายเวลาข้ามถนนซึ่ง อบต.กำลังเร่งแก้ไขปรับปรุง

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการใช้กฎหมายเข้มกับคนบนเกาะทำได้ยาก ต้องปรับเป็นสร้างจิตสำนึกและรณรงค์ถึงความสำคัญจึงจะทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมา อุบัติเหตุในพื้นที่มีน้อย เดือนละ 1-2 ครั้ง บางเดือนก็ไม่มี ส่วนใหญ่ที่เกิดเป็นนักท่องเที่ยว เช่ารถจักรยานยนต์ขี่เองและไม่ชำนาญทาง แต่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยส่วนกรณีมีผู้เสียชีวิตเคยเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วโดยวัยรุ่นในพื้นที่ขี่เร็วและไม่ใส่หมวกกันน็อกเฉี่ยวชนกับคู่กรณีที่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่สนใจทาง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ หลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่อีกเลย

นางไพรัช วัฒนกุล เครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.ตรัง กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ตนเองทำงานในพื้นที่คนในชุมชนพบว่า คนเกาะลิบงมีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดเวลา ผู้นำมีความเข้มแข็ง มีการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่เป็นอย่างดี และเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ทางเครือข่าย สสส. ได้ลงไปเปิดเวทีความคิด นำคนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้พาไปศึกษาดูงานแล้วนำสิ่งที่ได้มาปรับใช้ในพื้นที่ตนเอง จนทำให้เกาะลิบงพัฒนาและปรับเปลี่ยนไปในที่ดีขึ้น สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ของชุมชนเองได้

เกิดความร่วมมือคนในชุมชนที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงภาคีได้ดี จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยเกือบทุกด้านเกาะลิบง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวันหยุด นอกจากนี้ยังมีแบบโฮมสเตย์ ที่ทางชุมชนควบคุมราคาไม่ให้เอาเปรียบนักท่องเที่ยว มีการทำข้อตกลงร่วมกันในคนชุมชนที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและได้รับบริการที่ดีกลับไป สำหรับข้อแนะนำนักท่องเที่ยวที่จะมาเกาะลิบง จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ ห้าม 6 ส. ได้แก่ สุนัข สุกร สายเดี่ยว สุรา ยาเสพติด และนุ่งสั้น

หากนักท่องเที่ยงนุ่งสั้นหรือแต่งกายล่อแหลม ก็จะให้แต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันอาชญากรรม เกือบทุกหมู่บ้านจะห้ามดื่มและจำหน่วยสุรา ยกเว้นบางพื้นที่ที่เป็นรีสอร์ทเอกชน ปัจจุบันเกาะลิบง ได้มีการพัฒนาและขยายเครือข่ายการทำงาน เช่น การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย การใส่หมวกันน็อกฝึกอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร และจัดการขยะในพื้นที่ จากความร่วมมือ ร่วมใจของทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับชุมชนทุกมิติ ส่งผลให้ปัจจุบันเกาะลิบงได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ปลุกพลังเยาวชนไทย ป้องกันปัจจัยเสี่ยง‘เหล้า บุหรี่’ในสถานศึกษา

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658157

สกู๊ปพิเศษ : ปลุกพลังเยาวชนไทย  ป้องกันปัจจัยเสี่ยง‘เหล้า บุหรี่’ในสถานศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัญหาสิ่งเสพติดกับวัยรุ่นเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย และเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในสถานศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด

เมื่อไม่นานมานี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ได้มีการจัดแถลงข่าวโครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูแกนนำ นักศึกษาอาชีวป้องกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

งานนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยถึงข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นในหลายด้าน เพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติดในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม รวมทั้งกลุ่มพลังอาชีวะ เท่าทัน ป้องกัน ปัจจัยเสี่ยง โดยนักศึกษาจากหลายสถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยเทคนิคพังงา
และวิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว

โดยน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เล่าถึงการทำงานด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด และสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวไว้ดังนี้

ธณภัทร เกศกัณฑ์ นักศึกษาจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวถึงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถาบันที่ตนศึกษาอยู่ว่า ตั้งใจที่จะช่วยให้นักศึกษาพณิชยการบางนา ลด ละ เลิก บุหรี่ โดยการเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาให้มีการประกวดคลิป ต่างๆ นานา ส่งเสริมให้ทุกคนที่สูบบุหรี่ได้เข้ามารับชมเพื่อให้ทราบถึงพิษภัยของบุหรี่และจูงใจให้เลิกสูบบุหรี่ โดยมีรางวัลให้กับคนที่ทำคลิปได้ดีที่สุด รวมทั้งมีรางวัลมอบให้กับคนที่เข้ามาชมคลิปด้วย และตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ จะจัดให้มีการเดินขบวนรณรงค์งดเหล้า บุหรี่

ธนภัทรยอมรับว่า มีปัญหาในเรื่องของนักศึกษาบางคนที่สูบบุหรี่แล้วไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ซึ่งเราก็ใช้ระบบตัวแทนเครือข่ายในการตามหาคนในกลุ่มนี้ โดยมุ่งเน้นในระดับ ปวช.2 มาเป็นตัวแทน ช่วยกันหาข้อมูลว่ามีใครสูบบุหรี่ตรงไหน แล้วก็ลงพื้นที่ไปสอบถามเพื่อหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหา เท่าที่ทำมาก็เห็นว่าได้ผลดี น่าจะเข้าถึงรุ่นน้องได้ง่ายขึ้น ปัญหาแบบนี้ มองว่า การใช้เด็กด้วยกัน มีวัยเท่าๆ กัน จะมีจุดแข็งที่ดีกว่า เพราะบางครั้งนักศึกษาอาจไม่ค่อยเชื่อฟังครูบาอาจารย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน มาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ หรือว่าพูดคุยกันก็น่าจะชักโยงให้เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์ อีกหนึ่งนักศึกษาจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวเสริมว่า การพูดคุยดังกล่าวไม่ได้เป็นการสั่งสอนแต่เป็นการพูดเชิงแนะนำ ก็อาจจะฟังง่ายกว่า มานั่งฟังผู้ใหญ่พูดให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าเป็นรุ่นเดียวกันด้วย ก็เลยน่าจะเข้าได้กันได้ง่ายกว่า และเด็กจะมีความคลุกคลีกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็น่าจะมีความใกล้ชิด สนิทสนมกันมากกว่า ฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเป็นการเข้าถึงจิตใจของคนในรุ่นเดียวกันได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ มีความมุ่งหวังให้นักศึกษาทั้งสถาบันเลิกบุหรี่ได้จริง แต่ไม่ได้เป็นการหักดิบ เป็นการลด ละ เลิก จนหายไปในที่สุด

สองเยาวชนจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวตรงกันว่า ถ้าหลายๆ สถาบันการศึกษาตั้งใจทำพร้อมกัน ผลักดันโครงการผ่านสื่อออนไลน์จะทำให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่าย เพราะวัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์เยอะมาก ทั้งนี้ กลุ่มที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ ซึ่งแม้ว่าทางสถาบันการศึกษาจะสั่งห้ามเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว มันเป็นกฎการบังคับ ยังไงก็ต้องแอบสูบในห้องน้ำอยู่ดี ฉะนั้น เราจึงจับเครือข่ายกลุ่มนักศึกษาที่เข้าถึงกัน มาช่วยกันจับตามองว่ามีรุ่นพี่คนไหนบ้างที่สูบบุหรี่ แล้วไปบอกอาจารย์ ให้เรียกมาตักเตือน เพื่อให้ห่างไกลจากสูบบุหรี่และเห็นว่า รุ่นพี่เป็นคนที่ทำให้รุ่นน้องอยากทำตาม ถ้าเปลี่ยนที่รุ่นพี่ได้ก็จะเป็นการช่วยรุ่นน้องได้ด้วย

สุดท้าย อยากฝากว่า บุหรี่มีแต่ข้อเสีย ไม่ได้มีข้อดีอะไรเลยการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นพิษกับตัวเราเองแล้ว ก็ยังเป็นพิษกับคนรอบข้าง จึงอยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล นักศึกษาในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา วิทยาลัยเทคนิคพังงา กล่าวถึงโครงการ“เล่าเหล้าเรียน” ที่ตนได้เข้าร่วมว่า เกิดจากการที่เห็นว่า ปัจจุบันเยาวชนส่วนใหญ่เสพติดสื่อโซเชียลมีเดีย เราเลยอยากใช้ช่องทางนี้เป็นเครื่องมือในการทำโครงการเพื่อที่จะไม่ต้องลงทุนเยอะ และสะดวกสบายใช้งานง่าย โดยเน้นการสร้างสื่อเกี่ยวกับการเลิกเหล้า โทษของเหล้า เนื่องจากมีหลากหลายคนที่พยายามจะเลิกเหล้าแต่ก็คว้าน้ำเหลวในหลายๆ ครั้งเนื่องจากการปฏิบัติที่ผิดขั้นตอน หรือไม่ถูกวิธีเท่าที่ควร โดยสื่อที่จะทำจะเน้นรูปแบบใหม่ๆ ไม่น่าเบื่อ จะมีการสำรวจก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมใช้แพลตฟอร์มใดมากที่สุด

และอีกหนึ่งช่องทางที่เราจะทำก็คือการทำสื่อลงในติ๊กต็อก เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันครับ สาเหตุที่ตั้งชื่อของ โครงการว่า เล่าเหล้าเรียน เพราะเราจะมีการใช้กรณีตัวอย่างของคนที่เลิกเหล้าได้แล้วมาแชร์กัน เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ผู้อื่น

สำหรับเหตุผลที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะเห็นคนรอบข้างหลายๆ คนที่เจอกับความล้มเหลวในชีวิตหรือมีเรื่องเหล้าเข้ามาทำลายชีวิต จึงไม่อยากเห็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องเจอกับปัญหาดังกล่าว และไม่อยากให้คนจำภาพของเด็กอาชีวะว่าเป็นพวกขี้เหล้าเมายา เท่านั้น จุดมุ่งหมายคือ ทำให้คนที่ต้องการเลิกเหล้า หรือพยายามเลิกเหล้า รู้สึกไม่โดดเดี่ยว มีคนคอยแนะนำตลอดการเดินทางของพวกเขา และสุดท้ายหวังว่าคนรุ่นใหม่จะตระหนักได้ถึงโทษของเหล้า และลด ละ เลิกมันได้

นาถวัฒน์ ยอมรับว่า แอบกังวลว่า เราจะทำตามเป้าหมายได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านๆ มาก็เคยเห็นโครงการแนวๆ นี้เยอะ แต่ก็เป็นเหมือนกับแค่การรณรงค์พอจบกิจกรรมปัญหาก็กลับมาอีก เราเลยตั้งเป้าหมายกันว่าเราจะไม่ทำให้เป็นเพียงแค่การรณรงค์แบบเก่าๆ

สำหรับจุดแข็งของโครงการนี้ เมื่อได้ทำงานกับกลุ่มเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน เราจะค่อนข้างที่จะเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย รู้สึกที่เขาชอบ หรือไม่ชอบให้ทำ รู้ว่าเขาชอบให้พูดหรือไม่ชอบให้พูดแบบไหน ดังนั้น การทำงานค่อนข้างที่จะดำเนินการไปได้ตามแผน

“อยากฝากถึงสังคม เราไม่อยากให้สังคมตีตราว่าเด็กอาชีวะเป็นกลุ่มขี้เหล้าเมายา หรือ เป็นกลุ่มเด็กเกเร เพราะเอาจริงๆ ปัญหานี้มีทุกที่และกับคนทุกกลุ่ม เราอยากให้สังคมให้กำลังใจ ไม่ซ้ำเติม และอยากให้มองนักเรียนกลุ่มนี้ในด้านอื่นๆ อย่างน้อยขณะที่คุณกำลังมองเด็กอาชีวะในแง่ลบ แต่ขณะเดียวกันยังมีนักเรียนอาชีวะอีกกลุ่มหนึ่งนี่แหละที่กำลังช่วยกันคิดค้นหาวิธีที่จะพัฒนา แก้ไขปัญหาสังคม ในหลายๆ ด้านเพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคมที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับพวกเรากำลังทำ ดังนั้นเป็นกำลังใจให้กันซึ่งกันเถอะครับ” นาถวัฒน์ กล่าว

อรัตธิดา ฤาชา นักศึกษาจากวิทยาลัยสมุทรสงคราม กล่าวว่า วิทยาลัยสมุทรสงคราม มีโครงการลดละเลิกการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เล่นการพนัน ที่เชื่อมโยงกับ สสส. หลายโครงการมาก ไม่ว่าจะเป็น“ศูนย์เพื่อนใจ” ที่เอาเพื่อนๆ ที่สูบบุหรี่มาเข้าโครงการเพื่อเลิกบุหรี่ หรือกิจกรรม “ล้อมรั้ว ล้อมรัก” ที่ทุกคนจะช่วยดึงเพื่อนๆ ให้ออกห่างจากสิ่งเสพติด การพนัน วิทยาลัยของเราเป็นกลุ่มช่างที่จะมีปัญหาเรื่องบุหรี่และการพนันมากกว่าเด็กพาณิชย์ เราก็ช่วยกันคัดกรอง ว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเขาก็เปิดใจไม่ยาก แต่เขาจะไม่กล้าไปคุยกับผู้ใหญ่ จะกล้าคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รุ่นราวคราวเดียวกันที่สนิทกันมากกว่า และจากนั้นก็จะเห็นว่าไม่ต้องสูบแล้วก็ได้ หันมาทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เช่นการเล่นกีฬา

สำหรับปัญหาที่เจอ ก็คือกลุ่มเสี่ยงมากๆ ติดยาเสพติดไปแล้ว ระแวงว่าเด็กอื่นเป็นสายสืบ ไม่เปิดใจให้เรา เราจึงอยากได้การสนับสนุนจากทางโรงพยาบาลมาช่วยคัดกรองเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีฝ่ายจิตเวช ที่จะมีการพูดคุยให้แนะนำที่ดีกับเด็ก และอยากให้ทุกคนสนับสนุนโครงการนี้มากๆ เพราะถ้าสังคมเรามีแต่ยาเสพติดมันจะทำให้เด็กหดหู่ และรู้สึกว่า ถ้าเครียดก็จะหันเข้าหายาเสพติด แต่ถ้าเครียดแล้วมีอะไรทำที่มากกว่าเหล้า ก็จะทำให้ดึงความสนใจให้เด็กได้มากกว่า และฝากถึง สสส. ว่า อยากให้ผลักดันโครงการต่อไปเรื่อยๆ ไม่ให้มีเหล้า บุหรี่ แล้วเด็กๆ จะได้ไม่ต้องไปยุ่ง หรือเห็นสภาพแบบนั้นอีก

ภัทรวีร์ ประจิตต์ นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม กล่าวเสริมว่า อยากให้ทางผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคณะครู หรือผู้ปกครองพยายามเข้าใจหรือมองในมุมมองของเด็กบ้าง เพราะบางครั้งผู้ใหญ่อาจจะมองในมุมมองของผู้ใหญ่มากเกินไปว่า เหล้า บุหรี่ มันไม่ดีต่อสุขภาพ มันส่งผลเสียต่างๆ แต่ในมุมมองของเด็ก มันเท่นะ ทำไมถึงทำไม่ได้ ผู้ใหญ่ควรมองในมุมมองนี้บ้าง ลองมองกลับกันดู ผู้ใหญ่ต้องทำความเข้าใจในความเป็นเด็ก ความเป็นวัยรุ่นบ้าง และอยากให้คนรอบข้างลองให้โอกาสคนที่เคยผิดพลาดมาแล้วสักครั้งหนึ่งว่า ต้องให้เวลา ให้โอกาสเขา เพราะว่า ถึงเขาจะปรับปรุงตัวได้ แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาเลย ไม่ยอมเปิดใจให้เขา ยังไงแล้ว สุดท้ายเขาก็ต้องย้อนกลับไปที่จุดเดิมอยู่ดี

ภัทรวีร์กล่าวต่อว่า นอกจากป้องกันคนหน้าใหม่เข้าไปสู่วังวนของยาเสพติดและการพนันแล้ว ก็ต้องดึงคนที่เคยทำผิดพลาดให้กลับออกมาด้วย โดยต้องไม่ไปตอกย้ำหรือว่าซ้ำเติมเขา เพราะเขาจะคิดได้ว่า ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเขา เขาก็จะกลับไปหาสิ่งเดิมๆ ที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ รู้สึกดี เพราะว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ข้างเขา ถ้าในอนาคตเราสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้จริงๆ และเราสามารถปรับจูนกันได้ระหว่างเส้นแบ่งระยะวัย ผู้ใหญ่กับเด็กและวัยรุ่น สังคมจะน่าอยู่กว่านี้ เราจะไม่เจอปัญหาต่างๆ อย่างที่พบในทุกวันนี้

“การปัญหาเหล้า บุหรี่ในสถานศึกษา เป็นเรื่องยาก เพราะอยู่กับเรามานาน ตั้งแต่สมัยปู่ ยา ตา ยาย เราเลย ตั้งแต่พวกหนูยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ แต่ถามว่ามันสามารถหายไปได้มั้ย หนูเชื่อว่ามันหายไปได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือกันที่จะแก้ไขปัญหานี้ ต้องร่วมมือทุกองค์กรทุกภาคส่วน และตัวบุคคลเอง ต้องประสานความร่วมมือกันไม่อย่างนั้นก็จะไม่เกิดอนาคตที่ดี” ภัทรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย

ถึงแม้ว่าปัญหาสิ่งเสพติดกับเยาวชน จะฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน และเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขและทำให้หายไปจากสังคมไทยไม่ได้ หากทุกภาคส่วนหันหน้ามาร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้หลายฝ่ายมองเห็นปัญหาและหนทางแก้ไข รวมทั้งพยายามลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่น่าชื่นใจก็คือ พลังเยาวชนที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะต่อสู้กับปัญหายาเสพติดเพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศชาติต่อไป

ธณภัทร เกศกัณฑ์

ธณภัทร เกศกัณฑ์

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์

ภัทรวีร์ ประจิตต์

ภัทรวีร์ ประจิตต์

อรัตธิดา ฤาชา

อรัตธิดา ฤาชา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มอุดรฯวัย 26 ปี ชีวิตรันทดไม่รู้ใครเป็นพ่อ-ไม่มีใบเกิด ขอรถพาไปฆ่าตัวตาย

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658187

หนุ่มอุดรฯวัย 26 ปี ชีวิตรันทดไม่รู้ใครเป็นพ่อ-ไม่มีใบเกิด ขอรถพาไปฆ่าตัวตาย

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 22.15 น.

น้ำตาอาบแก้มหนุ่มอุดรวัย 26 น้อยใจครอบครัวอยากรู้ความจริง เป็นลูกใครกันแน่ แม้แต่ใบเกิดก็ไม่มี ที่ผ่านมาไม่อยากได้ยินคำโกหก ไม่อยากได้ยินเกิดมาในกอไผ่ คิดสั้นจะฆ่าตัวตายขอรถพาไปโดดสะพาน จิตอาสาเข้าเกลี้ยกล่อม ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อน

วันนี้ (4 มิ.ย.65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ แอ้ดมิจเพจบ้านดุงอัพเดทและรองประธานเทศบาลเมืองบ้านดุง รับแจ้งจากแฟนเพจว่า มีชายหนุ่มขอให้อยากจะช่วยพาไปส่งที่สะพานบ้านดงเย็น เพื่อจะฆ่าตัวตาย หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปพร้อมกับหน่วยกู้ภัยวีอาร์บ้านดุงทันทีที่บ้านดงเย็น ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี พบกับนายหนุ่ม (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ชาวบ้านดงเย็น นั่งอยู่ในรถกู้ภัยของวีอาร์กู้ภัย โดยนายหนุ่ม เปิดใจกับจิตอาสาว่า ผมคิดน้อยใจครอบครัวพี่น้องพ่อและแม่ไม่บอกความจริงว่าผมเป็นลูกใครกันแน่ และตัวผมเองอยากรู้ว่าพ่อและแม่ผมจริงๆ คือใคร ในเมื่อไม่มีใครรักอยากจะคิดฆ่าตัวตายโดยโทรแจ้งให้พาไปส่งที่สะพานบ้านดงเย็นรอยต่อกับอ.สว่างแดนดิน จ.สกลคร

นายหนุ่ม พูดทั้งน้ำตาอาบแก้มไปว่า ตั้งแต่ผมเกิดมา ก็ไม่มีใบเกิด ว่าเกิดที่ไหนอย่างไร รู้แต่แม่ชื่อพิมพ์พร สงวนนาม เสียชีวิตตอนผมอยู่ ป.5 จากนั้นไม่นานยายที่เลี้ยงผมมาก็เสียชีวิตอีก ตอนที่ยายยังมีชีวิตเล่าให้ฟังว่าพ่ออยู่ จ.สกลนครชื่อหนูพร พันธุ์ชัย แต่ญาติอีกหลายๆคนก็บอกว่า พ่อชื่อนายบรรหาร หาญานุวัฒน์ อยู่ จ.ยะลา  ผมก็เริ่มเอะใจทำไมพ่อผมเหมือนจะมี 2 คน หากตามสกุลผม ผมมีพี่น้องรวม 3 คน แต่เหมือนพี่ชายไม่เหมือนผม และพี่ชายก็ไม่รัก ผมเลยอยากรู้ว่าพ่อคนไหนคือพ่อผมแท้ๆ และยังอยู่ไหม ผมอยากไปอยู่กับพ่อ ตอนนี้ไม่มีที่อยู่ อยู่นี่ก็ไม่มียายแล้วตอนงานศพยายเสียชีวิตที่ว่าเป็นพ่อผมก็ไม่มาร่วมงานสักคน

สรุปตอนนี้คือ ที่อยู่ตอนนี้มีญาติพี่น้องของตาและยายเท่านั้น ผมทำงานเลี้ยงตัวเอง  อยากให้พี่น้องหรือญาติๆ บอกผมมาบอกโดยตรงเลยว่า คนไหนพ่อผมที่ชัวร์ๆ ผมมาเล่นกับพี่แท้ๆ เขาไล่หนีตลอด หาทางออกไม่ได้ ไม่ชอบคนโกหก บอกผมมาเลยว่าใครพ่อและแม่ผมแท้ๆ ใครจะกล้าแสดงตัวเป็นพี่น้องผมบ้าง มีวิธีไหนที่พอจะตรวจหาว่าผมเป็นลูกใครกันแน่ หลายคนบอกว่าผมกับพี่ชายหน้าตาไม่เหมือนกัน เกิดในกอไผ่หรือเปล่า ที่โทร.หาให้พาไปส่งสะพานเพราะอยากจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ตอนนี้อยากให้พาไปพักที่ที่อื่น ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”นายหนุ่มกล่าวตอนท้าย

ขณะที่นายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ ได้เกลี้ยกล่อมหนุ่มน้อยรายนี้อยู่นานและบอกว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก อย่าไปคิดสั้นถึงขนาดต้องไปโดดสะพานฆ่าตัวตาย รับปากจะหาทางช่วยว่าพ่อเป็นใครกันแน่ หากเจอจะพาไปหาพ่อ การฆ่าตัวตายไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางออก ตั้งใจทำงานสู้ เลิกคิดถึงปมด้อยตัวเอง ทำงานหาปมเด่นตัวเองเพื่อสู้ชีวิตต่อไป จากนั้นนายหนุ่มจึงใจอ่อนขอไปอยู่ที่อื่นพักใจให้สบายก่อน

-001

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.’PDPA’ ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658185

สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.'PDPA' ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.38 น.

ผู้ก่อตั้ง‘PDPA Thailand’เตือนสื่อเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระวัง ชี้ทำหายแล้วถูกนำไปเผยแพร่อาจผิดกม. ขณะที่นายกสมาคมสื่อออนไลน์เตือน‘นักรีวิว’อ่านกม.ให้แตก ผลิตเนื้อหาสร้างรายได้ระวังละเมิด

4 มิ.ย. 2565 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดวงพูดคุยในรายการ “รู้ทันสื่อ” ทางคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 ในหัวข้อ “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA” โดย นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ PDPA Thailand เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด และ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาและทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) เปิดเผยว่า แม้ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA แต่ก็ได้เห็นร่างกฎหมายตั้งแต่ต้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ‘เธียรชัย’เคลียร์ปมกม.’PDPA’ โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง?)

ดังนั้นในบทบาทของสื่อมวลชน อีกทั้งต้องไปบรรยายให้ความเห็นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับแวดวงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องบอกว่า กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับร่างฉบับดั้งเดิม กล่าวคือ ร่างฉบับดั้งเดิมไม่กำหนดความผิดทางอาญา แต่ก็เข้าใจว่าเหตุที่ต้องกำหนดโทษอาญาเนื่องจากความกังวลว่าหากไม่มีจะทำให้ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูลผลข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรนิติบุคคลไม่ปฏิบัติตาม โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ต้องการบังคับใช้กับองค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ไม่ใช่กับบุคคลทั่วไป
โดย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โทษทางอาญาจะอยู่ในมาตรา 79 คือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง กรุ๊ปเลือด ม่านตา หรือข้อมูลใดที่เก็บแล้วหากนำไปใช้อาจเกิดความเสียหายระดับร้ายแรงกับเจ้าของข้อมูล

ดังนั้นหากเก็บข้เอมูลเหล่านี้โดยไม่แจ้งกับเจ้าของข้อมูลก็อาจจะมีความผิดทางอาญาได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการถ่ายรูปแล้วไปติดบุคคลอื่นมาด้วย เพราะไมได้เก็บข้อมูลอ่อนไหวของใครกับอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 80 เป็นความผิดฐานนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมในการใช้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่ง แต่ผู้เก็บข้อมูลนำไปใช้กับสินค้าหรือบริการอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม เพื่อป้องกันบริษัทที่เก็บข้อมูลผู้บริโภคแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายคนได้รับโทรศัพท์หมายเลขแปลกๆ ที่รู้จักชื่อเจ้าของหมายเลขด้วยไม่ใช่การสุ่ม ส่วนเรื่องการขอและให้หมายโทรศัพท์ระหว่างบุคคล เช่น ตนมีหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนคนหนึ่ง แล้วมีเพื่อนอีกคนมาขอ หากตนให้ไปโดยไม่บอกเจ้าของเบอร์ก็จะผิด อย่างไรก็ตาม ในแง่เพื่อนฝูงคนรู้จักให้กันไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้

“ติดคุกติดตะรางไม่มีในกฎหมายฉบับนี้ 1.ถ้าเราเป็นบุคคลปกติ 2.ถ้าเราเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้เก็บข้อมูลอ่อนไหว หรือไม่ได้เอาข้อมูลอ่อนไหวไปใช้ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ หรือเอาไปขายคนอื่น ประมาทเลินเล่อทำให้มันเสียหายร้ายแรง อันนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว สบายใจได้” นายอุดมธิปก กล่าว

นายอุดมธิปก กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจตนารมณ์ก็ไม่ได้มุ่งเน้นเอาผิดกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SME) ดังนั้นการขายสินค้าในช่องทางออนไลน์สามารถทำได้ตามปกติ เช่น ตนขายของอยู่ มีคนอยากซื้อ ตนขอให้ลูกค้าโอนเงินมาและต้องถามที่อยู่สำหรับส่งสินค้าไปให้ เรื่องนี้เป็นสัญญาต่อกันไม่ใช่การขอความยินยอม เพราะหากตนส่งลินค้าให้ลูกค้าไม่ได้ตนก็เป็นฝ่ายผิด 

เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์ เหตุที่ผู้ขายต้องหมายเลขโทรศัพท์ผู้ซื้อก็เพื่อนัดหมายให้ลูกค้าอยู่รอรับสินค้า แต่หากผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะให้ ก็สามารถบอกผู้ขายได้ว่าเมื่อสินค้ามาส่งให้ฝากไว้ที่ รปภ. หรือวางไว้หน้าบ้าน แต่ก็มีบางกรณีต้องระมัดระวัง เช่น ผู้ขายมีเพจหลายเพจ การนำข้อมูลส่วนบุคคลจากเพจหนึ่งไปใช้กับอีกเพจหนึ่งเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า อาจผิดเรื่องใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ได้

อย่างไรก็ตาม SME ก็มีความเสี่ยงเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล 1.ข้อมูลพนักงาน บริษัทไหนมีพนักงานมากก็เสี่ยงมาก มีพนักงานน้อยก็เสี่ยงน้อย 2.ข้อมูลลูกค้า-คู่ค้า จะมีความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล เช่น โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนานำไปสีแล้วส่งขายตามร้านขายข้าวสาร ความเสี่ยงของโรงสีจะอยู่ที่การเก็บข้อมูลชาวนาที่นำข้าวมาขาย ไม่ใช่ข้อมูลร้านขายข้าวสาร

ขณะที่ในส่วนขององค์กรสื่อได้รับการยกเว้นในส่วนของการรายงานข่าวเท่านั้น แต่การเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระมัดระวังและต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์กรสื่อไม่ได้หารายได้แต่เพียงการโฆษณา แต่ยังมีกิจกรรมการจัดงานต่างๆ รวมถึงระบบสมาชิก เรื่องนี้น่ากังวลเพราะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้รับสารจำนวนมาก

“ผมจดข้อมูลแหล่งข่าวทั้งหมดไว้ในกระดาษ บอกทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีความสัมพันธ์กับใคร ผมลืมทิ้งไว้แล้วมีคนอื่นหยิบสมุดเล่มนั้นไปได้แล้วเอาไปเผยแพร่ ถามว่าผมผิดไหม ผิดนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแล้ว ผมมีข้อมูลเก็บในทรัมป์ไดรฟ์เยอะเลย แหล่งข่าว ภาพข่าวที่ระบุตัวบุคคลได้ ผมทำทรัมป์ไดรฟ์นั้นหาย ผิดตามกฎหมายฉบับนี้นะ” นายอุดมธิปก ระบุ

ด้านนายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายที่ต่างประเทศทำกันมานานแล้ว เช่น ในยุโรปใช้คำว่า GDPR ซึ่งมีทั้งการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลทั่วไปและโดยสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การมีกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สื่อหาข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดผู้อื่น

ทั้งนี้ มีคำถามที่ว่า กฎหมาย PDPA จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ ซึ่งตนมองว่าไม่ซ้ำซ้อน เพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นเอาผิดผู้ที่ได้มาและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จไปละเมิดผู้อื่น แต่กฎหมาย PDPA จะทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตนจะไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วจะถ่ายภาพก็ต้องขออนุญาตก่อน หรือจะขอเนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊กของแหล่งข่าวมาแชร์ต่อพื้นที่ของสำนักข่าวก็ต้องขออนุญาตเจ้าของโพสต์นั้นก่อน โดยทั้งหมดต้องเก็บหลักฐานความยินยอมไว้ด้วย

ส่วนประเด็นอดีตผู้สื่อข่าวออกจากงานที่มีต้นสังกัดแล้วไปทำเว็บไซต์หรือเปิดเพจเฟซบุ๊กเอง แต่ไม่ได้มีจำนวนทีมงานและไม่ได้ทำชิ้นงานข่าวมากพอจนเข้าเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ จะทำอย่างไรไม่ให้เข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA เบื้องต้นขอชี้แจงก่อนว่าปัจจุบันการเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 38 ราย ซึ่งรวมทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค 

ซึ่งในยุคที่สมาคมก่อตั้งขึ้นสื่อออนไลน์ยังมีไม่มาก แต่เมื่อมีมากขึ้นก็ได้ปรับเงื่อนไข เช่น จากเดิมที่กำหนดว่ากองบรรณาธิการต้องมีไม่ต่ำกว่า 50 คน ก็มองว่ามากเกินไปเพราะสื่อออนไลน์ใช้คนน้อยลง อย่างไรก็ตาม การเป็นสื่อต้องมีความรับผิดและรับชอบ อาทิ สมมติตนเปิดเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำต่อเนื่องยาวนานแต่ไม่มีหน้าเว็บไซต์ของตนเอง ไม่มีการจดแจ้งเป็นบริษัท วันหนึ่งเกิดตนไปโพสต์ภาพที่เข้าข่ายละเมิดบุคคลที่ 3 แล้วจะถูกฟ้อง ตนก็สามารถปิดเพจหนีได้ทันที

“เรากำลังใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศซึ่งไม่ได้มองว่าเราเป็นหรือไม่เป็นสื่อ เขามองว่าเราเป็นคนคนหนึ่งที่เปิดเพจ ผมปิดยูทูบ ผมปิดเฟซบุ๊กหนีได้ แต่ถ้ามีเว็บไซต์แล้วทำงานเป็นเชิงนิติบุคคลที่มีบริษัท มีกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนเว็บไซต์ ทำมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อย่างน้อยมันมีความมั่นใจว่าบุคคลที่ 3 ที่ถูกละเมิดฟ้องบุคคลไม่ได้ ปิดเพจหนีไป แต่เว็บไซต์ยังอยู่ นิติบุคคลยังอยู่ ดังนั้นความรับผิดตรงนี้มันยังอยู่ เขามีสิทธิ์ที่จะฟ้องในนามนิติบุคคล ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เปิดเพจเปิดยูทูบแล้ววันหนึ่งก็ปิดทิ้ง” นายระวี กล่าว

นายระวี กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิกสมาคมไม่จำเป็นต้องมีกองบรรณาธิการใหญ่โต แต่ขอให้มีระบบกองบรรณาธิการ ไม่ใช่ทำเองคนเดียว เพราะการทำหลายคนอย่างน้อยยังมีการคัดกรองข้อมูลข่าวสารตามจริยธรรมหรือวิชาชีพสื่อมวลชน อีกทั้งบนเว็บไซต์ของสมาคม ยังให้ช่องทางไว้ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ครบองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งก็ขอให้ติดต่อเข้ามาก่อนเพื่อจะได้พูดคุยกัน แต่ที่สำคัญคือต้องมีความเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเว็บไซต์ แล้วทางคณะกรรมการก็จะมาพิจารณาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม ก็สามารถดำเนินการบนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้เช่นกัน ในทางตรงข้าม หากเป็นสมาชิกสมาคมแต่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็มีความผิดตามกฎหมาย โดยในกฎหมายมีการยกเว้นไว้กรณีนำเสนอข่าวตามหลักจริยธรรมวิชาชีพและเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การไปนำโพสต์เฟซบุ๊กมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต หากโพสต์นั้นเกี่ยวข้องกับคดีดังและเป็นประโยชน์ในเชิงหลักฐาน จะถือเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะนำไปใช้ต่อทางคดีได้

แต่หากจู่ๆ ไปถ่ายภาพบ้านเลขที่คนนั้นคนนี้มาโพสต์ก็จะมีความผิดได้หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหารายได้ และหากไม่ใช่เป็นการหารายได้ก็จะต้องดูในเรื่องของจริยธรรม ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีสำนักข่าวออนไลน์สำนักใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีการเตรียมตัวกันมานานแล้ว

“สิ่งที่จะไปมีผลและใช้วิธีการจัดการค่อนข้างเยอะ นั่นคือเวลาเรามีเว็บไซต์เราจะมีโฆษณา ในโฆษณานี่ละที่จะมีผลเรื่องนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่าคุกกี้ (Cookies) เพราะเวลาเราทำข่าว คนที่อ่านข่าวเราเมื่อก่อนก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้ติด วันดีคืนดีเราก็เห็นโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่งอยู่ในหน้าเว็บที่เราอ่าน แล้วก็ไปโผล่ในเฟซบุ๊กที่เราดู อันนี้มันคือจะติดคุกกี้ตามไปเรื่อยๆ ดังนั้นวันนี้เว็บไซต์ของสื่อในไทยหรือในระดับโลก เขาก็จะมีปุ่มให้เลือกว่าคุณยอมรับที่จะเข้ามาอ่านตามข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ไหม ยอมเปิดเผยไหม คุณสามารถปิดก็ได้ ไม่ยอมรับก็ได้ หรือจะยอมรับทั้งหมดก็ได้ มันจะมีชอยส์ให้เลือก” นายระวี ระบุ

นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ยังกล่าวอีกว่า สื่อเป็นเนื้อหาที่เป็นสาธารณะ ดังนั้นไม่สามารถกำหนดตั้งค่าว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขคุกกี้จะไม่สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ ส่วนกรณียูทูบเบอร์หรือคนทำเพจ มีข้อแนะนำ 1.หากไปถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วติดบุคคลอื่นมาด้วย หากไม่ได้เน้นหาผลกำไรเชิงรายได้ถือว่าไม่มีความผิด 2.หากเป็นการทำเพื่อหารายได้ ต้องมีหลักฐานความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ และต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายติดบุคคลที่ 3 แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเบลอภาพบุคคลทิ่ติดมาด้วย

ส่วนบุคคลทั่วไป ต้องระวังเรื่องการไปได้ภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาโพสต์หรือแชร์ต่อเพื่อหารายได้ หากเป็นภาพหรือคลิปที่ผู้ผลิตต้นทางผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น ไม่มีการเบลอภาพบุคคลที่ 3 ก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า ประเด็นธุรกิจเป็นเรื่องอ่อนไหว กฎหมายที่ออกมาค่อนข้างทำให้คนทำงานเหนื่อยไม่น้อย อาทิ ยูทูบเบอร์ไปรีวิวร้านอาหาร โพสต์อาทิตย์ละ 1 คลิป แล้วต้องมาเก็บหลักฐานะว่าได้ขออนุญาตเจ้าของร้าน ลองคิดว่าในรอบ 1 ปี จะต้องเก็บหลักฐานไว้มากเพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

อีกทั้งไม่รู้ว่าจะถูกฟ้องเมื่อใด เช่น คลิปยูทูบโพสต์วันนี้ ปีหน้าอาจถูกฟ้องก็ได้เพราะผู้ฟ้องพิ่งมาเห็น ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการ PDPA ในช่วง 6 เดือนแรกเพื่อดูว่ามีกรณีใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง อนึ่ง โดยสรุปแล้ว กฎหมายนี้ออกมาเพื่อปกป้องประชาชนจากโทรศัพท์แปลกๆ ที่อ้างว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์ เป็นการปกป้องข้อมูลจากการรั่วไหล ซึ่งหมายถึงโอกาสสูญเสียทรัพย์สินก็จะลดน้อยลง และต้องย้ำกับประชาชนว่าอย่ากังวล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งโลกเดินหน้าไปแล้ว ไม่ใช่ไทยทำอยู่ประเทศเดียว และพื้นฐานทั่วไปก็ไม่ได้ต่างกัน

“ผมจะบอกว่ายุโรปหนักกว่านี้ อย่างเฟซบุ๊กเคยโดนฟ้องเป็นพันล้านเพราะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนำไปใช่เรื่องการโฆษณา ผมว่าคนทำสื่อและประชาชนทั่วไปไมได้กังวล แต่ผู้ผลิตเนื้อหาที่เพิ่งเคยทำ ผมไม่ตีเหมาว่าเป็นสื่อหรือนักข่าวนะ เป็นผู้ผลิตทั่วไปเลย เพิ่งเคยทำ ยังไม่รู้ อันนี้ต้องอ่านข้อกฎหมายดีๆ เช่นจะไปรีวิวร้านอาหารจะไปรีวิวมั่วซั่วไม่ได้แล้วนะ ต้องขออนุญาตด้วยนะ จะไปถ่ายติดคนอื่นมาหรือถ่ายแกล้งคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้นะ ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ถ้าถ่ายแล้วใช้ในพื้นที่ส่วนตัว คำว่าส่วนตัวคือเฟซบุ๊กตัวเอง ไมได้มีการหารายได้ ยูทูบไม่ได้หารายได้ อันนี้ไม่ได้ผิด ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าจะทำเป็น Content Creator (นักสร้างสรรค์เนื้อหา) เป็นยูทูบเบอร์ แล้วมีการหารายได้ หวังประโยชน์จากรายได้ตรงนั้นมา อันนี้ต้องอ่านกฎหมายดีๆ” นายระวี กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความประมาทของลูกศิษย์ที่เข้าหาครูบาอาจารย์ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658162

ความประมาทของลูกศิษย์ที่เข้าหาครูบาอาจารย์ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.28 น.

“…ความจริงการไปมีอาจารย์ ก็เพื่อจะได้ไปศึกษาคำสอนของท่าน ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ สอนให้เราสร้างที่พึ่งให้กับตัวเราเอง เพราะอาจารย์เดี๋ยวก็ต้องแก่เจ็บตาย ตั้งแต่องค์แรก คือ พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องแก่เจ็บตาย ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ สร้างที่พึ่ง สร้างมรรคขึ้นมา สร้างสติสร้างปัญญา ถ้าเรามีที่พึ่งมีสติมีปัญญา ใจเราจะไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เมื่อไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเวลาผู้อื่นเขาเป็นอะไรไป เราก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเรายังพึ่งตัวเราไม่ได้ เรามัวแต่ไปพึ่งผู้อื่นที่เขาจะต้องมีวันจากเราไป พอเขาจากเราไปเราก็หวั่นไหว เพราะเราจะไม่มีที่พึ่ง เราหวั่นไหวเพราะเรากลัวว่า ต่อไปท่านไปแล้วเราจะไม่มีที่พึ่ง

นี่คือความประมาทของลูกศิษย์ลูกหาที่เข้าหาครูบาอาจารย์ แต่ไม่ได้เข้าหาเพื่อปฏิบัติ เข้าหาเพื่อเกาะท่าน ได้ยินได้ฟังธรรมของท่านตอนนั้นก็เหมือนกับมีธรรม ฟังธรรมแล้วใจก็มีความสุข รู้สึกว่ามีปัญญา แต่มันเป็นปัญญาแบบชั่วคราว เวลาฟังก็เข้าใจ พอหยุดฟังก็หายไปลืมไป พอมีเหตุการณ์อะไรมากระทบใจก็หวั่นไหวขึ้น เพราะว่าปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรมนี้มันเสื่อมได้ ฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืม

ฉะนั้น ต้องเอาปัญญาที่เราฟังนี้มาพิจารณาอยู่เรื่อยๆ คิดอยู่เรื่อยๆ ว่าอนิจจาไม่เที่ยง ของต่างๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง ครูบาอาจารย์ที่เราพึ่งพาอาศัยท่านก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวท่านก็ต้องจากเราไป ร่างกายของเราก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวเราก็ต้องจากโลกนี้ไป เราต้องมาสร้างธรรมที่เที่ยง ถ้ามีธรรมแล้วเราจะอาศัยธรรมนี้เป็นที่พึ่งปกป้องรักษาใจของเราได้ ธรรมที่เราต้องมีก็คือ สมาธิกับปัญญา ที่เราไม่มีกัน ถ้าเรามีสมาธิมีปัญญาแล้วใจของเราจะไม่หวั่นไหวกับเหตุการณ์ต่างๆ อะไรจะเกิดอะไรจะดับนี้ใจเราไม่เดือดร้อน เพราะใจเรามีที่พึ่งมีความสุขในตัวเอง ไม่ต้องหาความสุขจากผู้อื่น ไม่ต้องหาความสุขจากการไปฟังเทศน์ฟังธรรมกับครูบาอาจารย์ ไม่ต้องหาความสุขจากการไปทำบุญกับครูบาอาจารย์ เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเราเอง ด้วยธรรมของเรา

โอวาทธรรมพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑

– 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

น้ำตาแทบแตก! ‘รมว.ยุติธรรม’ควักกระเป๋าจ่ายหนี้ กยศ.ให้อดีตพนักงานโรงแรมตกงาน

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658158

น้ำตาแทบแตก! 'รมว.ยุติธรรม'ควักกระเป๋าจ่ายหนี้ กยศ.ให้อดีตพนักงานโรงแรมตกงาน

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.14 น.

น้ำตาแทบแตก! อดีตพนักงานโรงแรมตกงานเข้าไกล่เกลี่ยหนี้ กยศ. “สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม” ควักกระเป๋าจ่ายให้ 1 เดือน

วันนี้ (4 มิ.ย.65) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชนจัดขึ้น ณ บริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ โดยมีประชาชนที่มีปัญหาหนี้สิน เข้าร่วมไกล่เกลี่ยกับเจ้าหน้าหนี้จำนวนมาก

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้”ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” รวมทั้งได้กำหนดประเด็นต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา อาทิ การแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) การแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ การแก้ไขปัญหาบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สิน

ได้รับความร่วมมือจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และสถาบันการเงิน ได้แก่ธนาคารออมสิน บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซส บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด โดยมีลูกหนี้ เข้าไกล่เกลี่ยทั้งสิ้นจำนวน 7,684 ราย ทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 623 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังได้มอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาจำนวน 7 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 536,418 บาท และมอบป้ายศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนจำนวน 9 ศูนย์และอื่นๆ นอกจากนี้ทางรัฐมนตรีฯยังได้ฝากไปถึงคนที่เป็นหนี้กับองค์กรต่างๆว่าไม่ต้องหนีหนี้ ให้มาปรึกษา หน่วยงานในสังกัด ก.ยุติธรรมได้ทุกแห่ง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้เดินเยี่ยมบูธต่างๆ และเมื่อเดินมาถึงบูธชอง กยศ.ขณะเดียวกันได้มี น.ส.ดวงเดือน (ขอสงวนนามสกุล) อ.41 ปีลูกหนี้ กยศ.กำลังนั่งไกล่เกลี่ย ทาง รมว.ยุติธรรมก็ได้สอบถามปัญหาและเมื่อทราบเรื่องราวทาง รมว.ยุติธรรมได้ควักกระเป๋านำเงิน 1 พันบาทมอบให้ น.ส.ดวงเดือน พร้อมกล่าวว่า เงินไกล่เกลี่ยเดือนแรกจ่ายให้ สร้างความดีใจให้แก่ น.ส.ดวงเดือนเป็นอย่างมาก

ขณะที่ น.ส.ดวงเดือน กล่าวว่า ตนเองกู้ยืมเงิน กยศ.เป็นกว่า 2 แสนบาท รวมดอกเบี้ยแล้ว 3 แสนกว่าบาท ทำงานเป็นพนักงานโรงแรม หลังจากที่ตกงานก็ไม่มีเงินจ่าย ในวันนี้ทราบว่าทาง ก.ยุติธรรม ได้จัดโครงการฯจึงได้มาไกล่เกลี่ยเงินที่ต้องจ่ายประมาณ 180,000 บาทโดยทาง กยศ.ให้จ่ายเดือนละ 640 บาทและโชคดีขณะไกล่เกลี่ยท่านรัฐมนตรีฯเดินมาพบและใช้หนี้ กยศ.งวดแรกให้ รู้สึกดีใจมาก เพราะที่ผ่านมาตกงานไม่มีเงินและตอนนี้เพิ่งได้งานใหม่ จะเร่งจ่ายหนี้ให้หมด – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โค้งสุดท้าย…สภา ‘บิ๊กตู่’ รอคลอดกฎหมายปฏิรูปที่ดินฯ

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658147

โค้งสุดท้าย...สภา 'บิ๊กตู่' รอคลอดกฎหมายปฏิรูปที่ดินฯ

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.16 น.

ดร.วิจักษ์ พงษ์เภตรา นายกสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง เขียนไว้ถึงกรณี “กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม”ว่า  เป็นที่ประจักษ์ว่า กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ประกาศใช้เมื่อปี 2518 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 47 ปี ได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้;

เพราะการไปจำกัดให้ที่ดินส.ป.ก.ใช้เฉพาะการทำเกษตรกรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้นั้นก่อปัญหาและอุปสรรคอย่างมาก มิได้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เนื่องด้วยที่ดิน ส.ป.ก. บางพื้นที่ไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรมโดยบางพื้นที่หากนำไปทำอย่างอื่นจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสาธารณะประโยชน์ในหลายๆด้านและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวและบัดนี้ร่างกฎหมายได้เสร็จสิ้นแล้ว หลังเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงต้นปี 2565 ร่างกฎหมายนี้ ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พ.ศ…..”

สาระในร่างกฎหมาย เป็นการยกเครื่องกฎหมายปฏิรูปที่ดินฯ นำไปสู่การพลิกโฉมการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ นั่นคือ กำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพของที่ดิน พื้นที่ เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยยังคงหลักการสำคัญในการใช้พื้นที่ประกอบเกษตรกรรม

ทั้งนี้ ที่ดินที่ไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม แต่มีคุณค่าในการทำกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุน เช่น พลังงาน กังหันลม โลจิสติกส์ เหมืองแร่ คมนาคม การศึกษา การท่องเที่ยว เป็นต้น แต่สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตหรือระบบนิเวศน์ของเกษตรกรรม ซึ่งสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ตั้งแต่ถูกโรคระบาดโควิดซ้ำเติมมาตลอด  2 ปีครึ่ง

สิ่งที่เป็นกังวลของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือ  เมื่อไหร่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ?

ตามขั้นตอน ร่างกฎหมายการปฏิรูปที่ดินฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าของเรื่อง จะต้องเสนอร่างกฎหมายนี้ไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีเร่งเครื่องผลักดันอย่างจริงจังให้สมกับความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญฯที่จะต้องทำให้สำเร็จก็เชื่อว่าจะไม่ใช้เวลานาน เนื่องเพราะร่างกฎหมายนี้เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 16 ว่าด้วย “การปฏิรูปประเทศ” ด้วยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเร่งเครื่องเศรษฐกิจประเทศที่สำคัญและส่งผลได้รวดเร็วทันที จึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเสนอตรงไปให้รัฐสภาพิจารณาผ่านช่องทางพิเศษนี้ได้เลย 

ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง ต้องการจะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพราะทุกฝ่ายต่างก็เห็นพ้องในหลักการและเหตุผล สนับสนุนสาระในร่างกฎหมายนี้อยู่แล้ว

ขณะนี้ สภาได้เปิดสมัยประชุมสามัญแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะไปปิดสมัยประชุมวันที่ 19 กันยายน 2565 รวมเวลาเปิดสมัยประชุม 120 วัน 

ยิ่งเสนอเข้ารัฐสภาเร็วเท่าไร กฏหมายก็จะเสร็จเร็วเท่านั้น

แต่ความผันผวนไม่แน่นอนทางการเมืองอาจบังคับให้เกิดการยุบสภาก็เป็นได้ ซึ่งจะกระทบต่อร่างกฎหมายนี้ทันที

แทนที่รัฐบาลจะได้แต้ม ได้รับคำชื่นชมว่าปฎิรูปที่ดินได้สำเร็จ สามารถนำพาเศรษฐกิจไปสู่การพลิกฟื้น ก็จะกลายเป็นเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

นี่คือ เหตุผลและความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะเร่งเสนอร่างกฎหมายปฎิรูปที่ดินฯ ประชาชนทั้งเกษตรนับล้านคน เอกชน กิจการสาธารณะประโยชน์ พลังงาน แร่ธาตุ กำลังรอการพัฒนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าแสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจจากทรัพยากรแผ่นดินทั้งบนดินและใต้ดิน และการพัฒนาแหล่งน้ำ จาก พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้

ทั้งหมดคือมุมมองของ “นายกสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง” ที่น่าสนใจซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อ.อ๊อด’มาแล้ว! ให้ดูไส้ในเครื่องตรวจจับระเบิดในตำนาน GT200 ย้ำ’แกะให้ฟรี’

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658145

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.05 น.

จากกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายงบกลาโหมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ที่ไม่ปรากฏในเอกสารงบประมาณว่า ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กองทัพบกทำสัญญาจ้าง มูลค่ารวม 7,570,000 บาท ให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปตรวจสอบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 จำนวน 757 เครื่อง ตกเครื่องละ 10,000 บาทนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กห.อ้างตั้งงบจ้างฯสวทช.ผ่าพิสูจน์ GT200 กว่า 7ล้าน ทำตามคำแนะนำอัยการ)

ล่าสุด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารย์อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โพสต์เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong เป็นภาพเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 ที่ถูกแกะออกมาแล้ว พร้อมระบุว่า ข้อความว่า ช่วยแกะให้ ย้ำ ฟรี อ.อ๊อด วีรชัย พุทธวงศ์

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เจอแล้วหนุ่มหายตัวลึกลับนอนหมดสติบนทางไปบ้านคุณยายในสุสานที่ฉี่รด

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658143

เจอแล้วหนุ่มหายตัวลึกลับนอนหมดสติบนทางไปบ้านคุณยายในสุสานที่ฉี่รด

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.46 น.

เจอตัวแล้วหนุ่มวัย 23 ชาวบ้านบ้านวังพระองค์ อำเภอบ้านดุง หลังหายตัวปริศนาเข้าสวนปาล์มและสวนยางพาราอย่างลึกลับตั้งแต่บ่ายวานนี้ ชาวบ้านเจอนอนหมดสติอยู่ริมถนนทางไปบ้านหนองไฮ พูดได้ทำคำเดียว “ไม่รู้ใครพามา” พ่อเชื่อลูกชายไปลบหลู่ฉี่ใส่หลุมศพคุณยายวัย 90 ปีคนบ้านหนองไฮในสุสาน ขณะที่ชาวบ้านพากันขนหัวลุกต้องจุดธูปขอขมาเจ้าของหลุมศพให้อภัยลูกหลาน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีนายวิฑูรย์ แสนวัง อายุ 23 ปี หรือ “แนน” อยู่บ้านเลขที่ 176 หมู่ 12 บ้านวังพระองค์ ต.บ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ได้หายไปอย่างลึกลับ ขณะไปหยอดปุ๋ยในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้าน เมื่อช่วงบ่ายโมงของวานนี้ (3 มิ.ย.65) โดยนายกาศ แสนวัง อายุ 80 ปีพ่อของนายแนนเชื่อว่าผีโกรธเอาไปซ่อนหลังจากไปฉี่รดใกล้กับหลุมศพคนตายในสุสานและป่าช้า ต่อมานายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ รองประธานสภาเทศบาลเมืองบ้านดุง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ภัยวีอาร์กู้ภัยและกู้ภัยตำรวจทางหลวงบ้านดุง ได้ออกตามหาทั้งคืน แต่ไม่พบตัวแม้จะกระจายกันตามหาทั่วรอบๆ หมู่บ้านระยะทางรัศมี 5 กม.ตามสวนยางพารา สวนปาล์มและป่าอ้อย

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (4 มิ.ย.65) ปรากฏว่าชาวบ้านที่ออกตามหานายแนนตั้งแต่เช้าเจอตัวแล้วโดยนายโก๋ สีสุก อายุ 55 ปีคนงานที่ทำงานด้วยกันได้พบนายแนนนอนหมดสติอยู่ริมถนนแดงที่ชาวบ้านเรียกว่าหนองขี้หมา และเป็นเส้นทางลัดไปบ้านหนองไฮ ในสภาพหมดสติ สอบถามนายแนน บอกได้เพียงแต่ว่า ปวดหัว ไม่รู้ใครพาเดินมา จากนั้นเพื่อนๆ คนงานได้พากันอุ้มนายแนน ขึ้นไปพักผ่อนในกระท่อมนา โดยสภาพนายแนนมีสติ แต่พูดโต้ตอบไม่ได้บอกว่าเหนื่อย จากนั้นนายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ รองประธานสภาเทศบาลเมืองบ้านดุงได้นำส่งโรงพยาบาลบ้านดุงเพื่อตรวจร่างกายต่อไป

นางทองพูล กมลวิบูลย์ อายุ 44 ปี แม่ของนายแนน บอกว่า ดีใจมากที่เจอลูกชายเมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน ตนมีลูกชายคนเดียวปกติเป็นคนทำงานขยันขันแข็ง ไม่รู้สาเหตุของการหายตัวไปครั้งนี้ แต่ประวัติส่วนตัวลูกชายก็กินยาประสาทประจำอยู่ ส่วนเรื่องที่เขาไปฉี่รดหลุมศพแล้วผีโกรธลงโทษเอาตัวไปซ่อน ตนก็ไม่ได้ลบหลู่ เชื่อเรื่องแบบนี้อยู่ ขณะที่เพื่อนคนงานก็เชื่อต่างพากันขนลุก เมื่อรู้ว่าหลุมฝังศพที่นายแนนไปฉี่รดเป็นคุณยายอายุ 90 ปีเป็นคนบ้านหนองไฮ และเส้นทางที่นายแนนนอนหมดสติเป็นเส้นทางลัดไปที่บ้านหนองไฮพอดี อาจจะเป็นได้ว่าคุณยายโกรธที่นายแนนไปลบหลู่ไปฉี่รดหลุมฝังศพ จึงพานายแนนจะไปที่บ้านหนองไฮ แต่เกิดฟ้าสางก่อนจึงทำให้หมดสติบนถนนบริเวณดังกล่าวและจะต้องมีการขอขมาหลุมฝังศพคุณยายเพื่อให้ยกโทษให้ลูกหลานที่ทำอะไรไม่ดีไป

ต่อมาเวลา 14.00 น.นายจำนงค์ บุญประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านวังพระองค์ หมู่ 12 พร้อมด้วยนายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ รองประธานสภาเทศบาลเมืองบ้านดุง ได้จุดธูปทำพิธีขอขมาที่บริเวณหลุมฝังศพของคุณยายท่านหนึ่ง อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นคนบ้านหนองไฮเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีที่แล้ว การจุดธูปขอขมาหลุมฝังศพคุณยายที่สุสานแห่งนี้เพื่อให้วิญญาณคุณยายยกโทษให้กับนายแนนที่กระทำอันใดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลูกหลานประมาทพลาดพลั้งอะไรคุณแม่ลงไปก็ขอให้คุณแม่อย่าจองเวรจองกรรมให้อโหสิแก่เขา

นายจำนง เปิดเผยว่า เมื่อวานชาวบ้านพากันตามหานายแนนทั้งคืนก็ไม่เจอ จนสิบโมงเช้าวันนี้มีคนงานที่ทำงานที่เดียวกันมาพบนายแนน นอนหมดสติอยู่ริมถนนทางไปบ้านหนองไฮ บอกได้แต่เพียงว่าปวดหัวและไม่รู้ใครพามา ชาวบ้านเชื่ออย่างมากว่าสาเหตุเพราะนายแนนไปฉี่รดหลุมศพหลบหลู่คนตาย เกิดจากเรื่องนี้แน่นอน และตนก็เชื่อเรื่องลี้ลับที่เรามองไม่เห็น ที่ป่าตรงนั้นสมัยก่อนแถวบ้านวังพระองค์ เรียกว่า ยอดห้วยภู เป็นป่าดงดิบ ใครเข้ามาหลงทุกคน ตนเชื่อเรื่องอาถรรพ์ของป่าแห่งนี้ วันนี้ตนในฐานะตัวแทนชาวบ้านก็มาจุดธูปขอขมาหลุมศพคุณยายแล้ว อย่าให้คุณยายอโหสิกรรมให้ลูกหลานด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เธียรชัย’เคลียร์ปมกม.’PDPA’ โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง?

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658122

'เธียรชัย'เคลียร์ปมกม.'PDPA' โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง?

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.46 น.

ปธ.คณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล ชี้สื่อทำหน้าที่ตามจริยธรรมได้รับยกเว้น แต่โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง

4 มิ.ย. 2565 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดวงพูดคุยในรายการ “รู้ทันสื่อ” ทางคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 ในหัวข้อ “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA’ โดย นายเธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA เกิดขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล โดยเฉพาะการเป็นลูกค้าขององค์กรธุรกิจ เพื่อไม่ให้องค์กรเหล่านั้นนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้อย่างไม่เหมาะสม

เช่น การทำการตลาดแบบตรง ซึ่งจะเห็นว่าหลายคนได้รับข้อความสั้น (SMS) อีเมลล์ หรือโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการรบกวนสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว ส่วนข้อกังวลเรื่องการถ่ายภาพและมีบุคคลอื่นติดมาด้วย หากนำไปโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์จะมีความผิดหรือไม่นั้น จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้ผิดอะไรหากไม่มีเจตนาไปรบกวนสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว อย่างมากหากบุคคลในภาพไม่สบายใจ เห็นว่าภาพที่ถ่ายติดมาตนเองทำหน้าตาประหลาดๆ ก็อาจจะขอมาให้คนโพสต์ช่วยลบ ก็ลบให้แล้วก็จบ

ขณะที่ประเด็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กฎหมายไม่ได้เขียนระบุไว้อย่างละเอียด แต่ในการประกอบอาชีพสื่อมวลชนโดยปกติจะมีมาตรฐานจริยธรรมอยู่แล้ว ดังนั้นหากเกิดกรณีขึ้นก็จะมีคำถามว่าได้ทำไปตามมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ เรื่องนี้สามารถหยิบยกขึ้นเพื่อคุ้มครองได้ ส่วนคำถามเกี่ยวกับนิยามของสื่อมวลชนตามกฎหมายนี้ที่ว่าจะนับเฉพาะสื่อที่มีสังกัดองค์กรหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นเพียงความเห็นที่พูดกันอยู่ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ใครจะถูกนับเป็นสื่อมวลชนบ้าง เป็นหน้าที่องค์กรสื่อเองที่จะต้องไปทำให้ชัด

“เราจะไปพูดแทนองค์กรสื่อก็คงลำบาก เพราะหลายๆ ครั้งมันก็มีการพูดรวมไป อย่างเช่น ยูทูบเบอร์ หรือคนที่ทำข่าวเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นสื่อมวลชนเหมือนกัน แต่ว่าตรงสื่อมวลชนเองมันต้องมีความชัดเจนว่าต้องมีการรวมตัวกันเป็นสมาชิกของกลุ่ม สมมตินะ แล้วในกลุ่มนั้นก็มีมาตรฐานจริยธรรมของตัวเอง ซึ่งสามารถคอยมอนิเตอร์การทำงานของสมาชิกของกลุ่มได้ อะไรทำนองนั้น อาจไม่จำแป็นต้องไปถึงขนาดต้องมีใบอนุญาตถึงขนาดนั้น” นายเธียรชัย กล่าว

นายเธียรชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันแล้วอ้างว่าจะไปตรวจสอบเรื่องนั้นเรื่องนี้โดยไม่ได้แจ้งแหล่งข่าวหรือสถานที่ปลายทางล่วงหน้า หากจะทำต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะหากการกระทำนั้นไม่เข้าข่ายตามมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายได้ ทั้งนี้ การจำกัดคำนิยามสื่อมวลชนปัจจุบันมีความเห็นแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ในหลักคิดเบื้องต้นคงต้องเน้นไปที่องค์กรสื่อที่มีมาตรฐานจริยธรรมกำกับดูแลสมาชิกของตนเองก่อน ซึ่งลักษณะนี้จะสามารถตีความเข้าข่ายข้อยกเว้นได้ง่าย แต่หากไม่ได้เป็นสมาชิกองค์กรสื่อ และไม่มีมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจน จะมาอ้างเพื่อขอได้รับการยกเว้นตามกฎหมายในฐานะสื่อมวลชนก็ต้องพิสูจน์ซึ่งก็ค่อนข้างลำบาก ทั้งนี้ มีกรณีคล้ายกันคือเมื่อสื่อมวลชนทำหน้าที่แล้วถูกฟ้องหมิ่นประมาท ก็ยังอ้างมาตรฐานจริยธรรมองค์กรวิชาชีพที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ได้ รวมถึงชี้แจงว่าที่ทำไปเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร

ส่วนคำถามว่า กฎหมาย PDPA เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของนักข่าวภาคพลเมือง ที่ใครไปเห็นเหตุการณ์อะไรไม่ชอบมาพากลแล้วนำมาแชร์ผ่านช่องทางของตนเองหรือไม่นั้น โดยหลักการไม่ได้ปิดกั้น และหากเป็นนักข่าวพลเมืองที่คอยส่งข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มายังสำนักข่าว แบบนี้ก็ตีความว่าเป็นสื่อได้ไม่ยาก ทั้งนี้ยอมรับว่าด้วยกระบวนการบ้านเราฟ้องกันง่าย ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้อง แต่หากพิสูจน์ได้ว่าทำหน้าที่สื่อและทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนใหญ่ศาลก็จะยกฟ้อง

“ในการทำงานของสื่อเอง สื่อได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเองการทำงานของสื่อในแง่การหาข้อมูลข้อเท็จจริงมาเผยแพร่ตีแผ่ต่อประชาชน มันเป็นหน้าที่โดยปกติของสื่ออยู่แล้ว แต่เราอาจจะเคยเจอเวลามาตีแผ่ข้อเท็จจริง อาจจะโดนฟ้องบ้างอะไรบ้าง หมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาบ้างก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยพื้นฐานกฎหมายเขายกเว้นไม่นับรวมเรื่องของสื่อ เพราะหลายๆ กรณี สื่ออาจต้องไปเก็บรวบรวมข้อมูลบุคคล ฉะนั้นข้อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ มันก็มีส่วนช่วยให้สื่อทำงานได้คล่องขึ้น” นายเธียรชัย ระบุ

นายเธียรชัย กล่าวอีกว่า หากมีปัญหาให้ต้องตีความ จะมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือกรรมการใหญ่ที่จะตีความข้อกฎหมาย แต่หากมีข้อโต้เถียงกันก็จะมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ชี้ขาด ส่วนเรื่องบทกำหนดโทษจะมีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ 1.ค่าเสียหายทางแพ่ง กรณีเกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าของข้อมูลกับผู้ใช้ข้อมูลที่ใช้ไปในทางไม่ถูกต้องแล้วตกลงกันไม่ได้ และกรรมการผู้เชี่ยวชาญก็ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้

ลักษณะนี้เจ้าของข้อมูลอาจไปฟ้องที่ศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด จากนั้นศาลก็จะพิจารณา และแม้กฎหมายจะระบุค่าสินไหมทดแทนไว้ 2 เท่า แต่ในการพิจารณาคดีจริงศาลอาจไม่สั่งถึงขนาดนั้น เพราะต้องดูเรื่องฐานานุรูปและอื่นๆ ประกอบด้วย 2.โทษทางอาญา หากไปดูจะพบว่าไม่ต่างจากความผิดฐานหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญา ส่วนการมีผู้นำข้อมูลไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เรื่องนี้แม้เป็นความผิดแต่กฎหมายก็เขียนว่าเป็นความผิดอันยอมความได้

อนึ่ง ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล ผู้บริหารองค์กรต้องพิสูจน์เช่นกันว่าตนเองไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย หากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบ และ 3.โทษทางปกครอง ซึ่งหลายคนกังวลเพราะอัตราสูงมาก คือปรับตั้งแต่ 5 แสน-3 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง กติกาที่คณะกรรมการจะออกมาบังคับใช้  หากปฏิบัติตามก็จะเป็นหลังพิงของคนทำงาน เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้นก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว โอกาสถูกลงโทษก็จะมีน้อย ยกเว้นคนที่ตั้งใจฝ่าฝืนจริงๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีกฎหมาย PDPA โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นอกจากไทยแล้วยังมีสิงคโปร์กับฟิลิปปินส์ ขณะที่ในสหภาพยุโรป (EU) ทุกประเทศก็มีกฎหมาย PDPA ของตนเองแล้ว นอกจากฎหมายกลางระดับสหภาพ ส่วนสหรัฐอเมริกา มีความพยายามเขียนกฎหมายนี้โดยอิงกฎหมายของ EU และบางมลรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย ก็มีกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว

ซึ่งทิศทางที่ดำเนินไปในปัจจุบัน คือความต้องการให้ธุรกิจประกอบการอย่างโปร่งใส ไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่สมควรจนรบกวนสิทธิผู้อื่นเกินสมควร และในอนาคตอาจกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) หรือการกำกับดูแลกิจการ เพราะในท้ายที่สุด การให้ความดูแลข้อมูลส่วนบุคคลและไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลไปในทางที่ผิด มันจะเป็นทิศทางที่ยอมรับระดับสากล เพราะหลายประเทศก็มีผลสำรวจพบว่า หากบริษัทใดไม่เอาใจใส่ดูแลข้อมูลส่วนบุคคลให้ดี ลูกค้าก็อาจเปลี่ยนใจไปทำธุรกิจกับบริษัทอื่นที่เอาใจใส่ดีกว่าได้

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ใกล้ตัวคือประชาชนถูกนำหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ประโยชน์ เช่น มีการโทรมาสอบถามเรื่องสุขภาพ แล้วมารู้ทีหลังว่าถูกนำข้อมูลที่สอบถามไปโฆษณาขายสินค้า หรือการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ผู้ให้บริการกำหนดให้ผู้ต้องการใช้บริการเลือกยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล นายเธียรชัย ระบุว่า เรื่องเหล่านี้ต้องดูกันเป็นรายกรณีไป ว่าการนำหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้นั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเวลานี้ยังยกตัวอย่างไม่ได้ชัดเจน โดยกำลังรวบรวมเรื่องร้องเรียนในรอบ 2 ปี แล้วในเดือน ก.ค. 2565 จะตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาจัดการเรื่องเหล่านี้

ส่วนเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือคอลเซ็นเตอร์เถื่อนกับคอลเซ็นเตอร์ที่มาจากบริษัทที่ทำธุรกรรมด้วย ซึ่งบางทีผู้ใช้บริการเผลอให้ความยินยอมว่าให้นำข้อมูลไปแชร์กับบริษัทในเครือหรือที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ฉะนั้นหากโทรมาถ้าไม่มีที่มาที่ไปเลยก็อาจจะบอกว่านั่นคือคอลเซ็นเตอร์เถื่อน ตรงนี้ก็ต้องปราบปราม ซึ่งสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน คกก.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สืบหาต้นตอของหมายเลขโทรศัพท์นั้น

“ถ้าเราไล่สืบเสาะสืบสวนไปถึงจุดนั้น ซึ่งต้องทำร่วมมือกันหลายฝ่ายรวมทั้งตำรวจด้วย พอพบตัวแล้วก็จะได้คาดคั้นได้ว่าคุณเอาเบอร์พวกนี้มาจากไหน ซื้อมาจากใคร ฉะนั้นบริษัทหรือองค์กรธุรกิจอะไรที่ขายข้อมูล พวกนี้ก็จะอยู่ในข่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย” ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวทิ้งท้าย 

ทั้งนี้ ในระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้ดำเนินรายการได้ยกตัวอย่างบุคคลที่สถานะคลุมเครือว่าจะเข้าข่ายเป็นสื่อมวลชนที่จะได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย PDPA หรือไม่ อาทิ อดีตผู้สื่อข่าวออกจากงานที่มีต้นสังกัดแล้วไปทำเว็บไซต์หรือเปิดเพจเฟซบุ๊กเอง แต่ไม่ได้มีจำนวนทีมงานและไม่ได้ทำชิ้นงานข่าวมากพอจนเข้าเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ เป็นต้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,258,465 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สาวเทรนเนอร์มวยเปิดร้าน ‘ผัดไทย’ ทีเด็ดชูสูตรต้นตำรับจาก ‘อาม่า’ #SootinClaimon.Com
ช่อแกล้งลืม 'ไมค์' ระยอง เด็กก้าวหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
SEC issues debt crowdfunding regulations to ease funding access for startups
หนังสือเด่น : เหตุจูงใจของคนต้องหยิบหนังสือมาอ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน
โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพ พร้อมเปิดการเรียนการสอน สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
บุคคลในข่าว 26 มกราคม 2568
ประธานศาลฎีกา อโนชา-จรูญ ชีวิตโสภณ จัดพิธีมงคลสมรสลูกชาย ปิยบดี ชีวิตโสภณ-เมฐิติพา บูรพา
ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
'จีดีเอช'ดันผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง'พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์'นำทัพนักแสดงพิสูจน์ฝีมือใน'ฉลาดเกมส์โกง' #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,688 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d