Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639547

รายงานพิเศษ : ‘VIA’หลักสูตรทักษะชีวิต  สอนเด็กไทยอยู่รอดบนถนน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“คำว่าประมาท คำว่ามีวินัยแล้วจะทำให้ปลอดภัยใช่ไหม? แต่มันไม่สื่อว่าเราจะให้เขามีพฤติกรรมอะไรต่างหาก สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ จะเห็นว่างานวิจัยเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องพฤติกรรม ที่เรียกว่าขับรถเร็วอะไรพวกนี้ แต่สิ่งแรกที่เขาดูคือทักษะ Perception คือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ อย่างเช่นการเดินข้ามถนนไม่มองเลนสุดท้าย นั่นคือการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ จริงๆ จะบอกว่ามันคือความผิดพลาด”

ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวในงานประชุมนำเสนอผลการดำเนินงาน VIA Road Safety Education Programme เพื่อสร้างทักษะด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มนักเรียน เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ว่าด้วย “ความผิดพลาด” ในการรับรู้และการตัดสินใจจนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ

ซึ่งความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่รับรู้สถานการณ์โดยรอบ การเข้าใจหรือตีความที่ผิดพลาด และการตัดสินใจผิดพลาด สำหรับอุบัติเหตุบนท้องถนนยังหมายถึงการบังคับยานพาหนะที่ผิดพลาด “ที่ผ่านมาวิธีการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนยังเน้นการกวดขันวินัยจราจร แต่การบังคับใช้กฎหมายนั้นครอบคลุมปัญหาได้เพียงร้อยละ 32 เท่านั้น” ในขณะที่ทักษะชีวิตว่าด้วยการรับรู้ เข้าใจ เพื่อลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย คนไทยไม่เคยถูกสอนให้เรียนรู้และตระหนักอย่างจริงจัง

ปัญณ์ ยกตัวอย่างผลการศึกษาว่าด้วย “พฤติกรรมการใช้จักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ในสังคมไทย” ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม แบ่งเป็นร้อยละ 28 หัดขี่ด้วยตนเอง ส่วนอีกร้อยละ 72 คนใกล้ตัวเป็นผู้สอน อาทิพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน รุ่นพี่ ฯลฯ แต่ไมได้ผ่านการฝึกทักษะขับขี่อย่างปลอดภัย ขณะที่อายุเฉลี่ยที่เริ่มหัดขี่อยู่ที่ 10 ปี จึงไม่แปลกที่ความสูญเสียจะมีค่อนข้างมาก อีกด้านหนึ่ง “สังคมไทยให้ความสำคัญกับยานพาหนะมากกว่าคนเดินเท้า จึงส่งผลต่อวัฒนธรรมการข้ามถนนด้วย” ในประเทศไทยต้องรอให้รถว่างจึงเดินข้ามได้ แต่ในต่างประเทศยานพาหนะจะต้องหยุดให้คนเดินข้ามเสมอ คำถามคือ “แล้วเราสอนให้คนข้ามถนนอย่างไร?” ในวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้

ข้อค้นพบข้างต้นนำมาสู่ความพยายามผลักดันหลักสูตร “VIA Road Safety Education Programme” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 2560 จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีผู้ผลิตยางรถยนต์และน้ำมันเครื่องเจ้าดังระดับโลกอย่างมิชลินและโททาลให้การสนับสนุน และบริหารจัดการโดย Global Road Safety Partnership (GRSP) องค์กรที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (International Federation of the Red Cross and Red Crescent Societies)

หลักสูตร VIA Road Safety Education Programme ปัจจุบันมีการใช้งานใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จำลองสถานการณ์ใกล้เคียงท้องถนนจริง เช่น การให้ผู้เรียนได้นั่ง ณ ที่นั่งคนขับของพาหนะชนิดต่างๆ แล้วมองหาเพื่อนๆ ที่ยืนถือป้ายตามจุดต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อเรียนรู้เรื่องของจุดบอด หรือจุดที่ผู้ขับขี่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นจุดที่ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่เพราะสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนได้

หรือการให้ผู้เรียนปิดตาแล้วเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้ตระหนักความสำคัญของการมองทาง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ผู้คนมักใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกันแทบทุกขณะของชีวิต แต่การเดินเท้าหรือขับขี่ยานพาหนะแล้วสายตาจดจ่ออยู่กับมือถือ ก็เป็นพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ได้มองเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รายรอบ เป็นต้น

ว่าที่ ร.ต.ณัฐพล นาคะเต ครูโรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องกลุ่มแรกของประเทศไทยในการใช้หลักสูตร VIA สอนนักเรียน เล่าถึงกิจกรรมหลากหลายที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงในการใช้รถใช้ถนน เช่น เรื่องของจุดบอดของยานพาหนะ หรือการให้นักเรียนลองสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงในเส้นทางจากบ้านมาโรงเรียน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น เทศบาล อบต. เพื่อแก้ไขได้ด้วย ขณะเดียวกันยังจัดครูออกตรวจตราเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง เช่น แยกวัดใจ หมายถึงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทั้งนี้ นักเรียนมีการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งรถประจำทาง เรือข้ามฟาก รวมถึงบางพื้นที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเองเพราะอยู่บ้านลึกห่างจากถนนสายหลัก

เปรมศักดิ์ ปัญญาสาร หัวหน้ากลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) ในพระราชูปถัมภ์ฯ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เล่าว่า พบปัญหาเด็กติดโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเดินข้ามถนนก็ยังเล่น ในขณะที่
สภาพภูมิประเทศรอบโรงเรียนนั้นถนนค่อนข้างเล็ก ยิ่งซอยเข้าโรงเรียนยิ่งแคบรถแล่นสวนกันลำบาก อีกทั้งบริเวณใกล้เคียงมีโรงเรียนตั้งอยู่หลายแห่ง และมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมาก ซึ่งการเรียนการสอนหลักสูตร VIA ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเดินและการข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

เช่นเดียวกับครู 2 ท่านซึ่งเป็นตัวแทนจาก โรงเรียนวัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ ขำบางพูน และ สุภกฤต ดอนวันหา ที่กล่าวว่า แม้แนวทางจะมาจากคู่มือของ VIA แต่ครูจะเป็นผู้นำไปปรับรูปแบบวิธีการสอน จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานที่จริง “เด็กบางคนไม่เคยเดินข้ามถนนหรือโดยสารรถประจำทางด้วยตนเองมาก่อน” เพราะผู้ปกครองไม่ปล่อยให้บุตรหลานได้ทำ การมีหลักสูตรนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ โดยทางโรงเรียนนำไปสอดแทรกไว้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลูกเสือ

ถึงกระนั้น สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน (On Site) ได้กลายเป็นข้อจำกัด อาทิ ฐานพัฒน์ สังตรีเศียร ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ยอมรับว่า โรงเรียนสามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับจุดบอดของยานพาหนะ เช่น รถกระบะ รถตู้ แต่หลังจากนั้นก็ต้องเรียนออนไลน์กันยาวนาน

ไม่ต่างจาก มีนา โสวรส ครูกลุ่มสาระฯ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เล่าว่า โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์มาเรียนเอง เพราะเส้นทางที่มาถึงโรงเรียนต้องผ่านถนนสุวินทวงศ์ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีรถบรรทุกวิ่งจำนวนมาก แต่ก็ทราบข่าวนักเรียนไปขับขี่เองในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียนแล้วเกิดอุบัติเหตุอยู่เป็นระยะๆ

จึงหวังว่าจะสามารถนำหลักสูตร VIA มาสอนได้ในปีการศึกษาถัดไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเวทีเสวนาวันสตรีสากล 2565 หวังตร.ทำคดีทางเพศคำนึงถึงความเป็นมนุษย์

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639582

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเวทีเสวนาวันสตรีสากล 2565  หวังตร.ทำคดีทางเพศคำนึงถึงความเป็นมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับคดีทางเพศ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในหลายด้าน หลายมิติ เพื่อให้เกิดจุดที่ลงตัวไม่เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจกับฝ่ายผู้ถูกกระทำ ซึ่งก็มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอด

โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) ได้มีการจัดเสวนา หัวข้อ “ตำรวจที่
ผู้หญิงและคนชายขอบต้องการ” เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 2565

นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงและพิธีกร กล่าวว่า จากการทำงานให้ความช่วยเหลือคดีทางเพศมาเป็น 10 ปี พบเคสทั้งผู้หญิง และผู้ชายถูกละเมิดทางเพศ จากคนในครอบครัว คนมีเงิน คนมีอำนาจแต่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความยากลำบาก กำหนดให้เหยื่อที่อยู่ต่างพื้นที่ต้องมาแจ้งความดำเนินคดีข้ามจังหวัด ปัดภาระในการหาพยานหลักฐานให้เป็นของเหยื่อ

ยกตัวอย่างคดีเด็กถูกข่มขืนที่อำเภอแห่งหนึ่งทางภาคกลางตอนบน ผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าของร้านชำ มีภรรยาเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ตำรวจถามหาพยานหลักฐานกับเด็ก ทำให้เด็กอายุเพียง 12 ขวบยอมถูกข่มขืนซ้ำเพื่อให้เพื่อนแอบถ่ายคลิปเก็บหลักฐานอีก จึงเป็นคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่ที่คดีทางเพศจะได้รับการดูแลอย่างจริงจังเสียที

ดังนั้นตนอยากเรียกร้องให้มีพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิง เพราะผู้เสียหายจะกล้าบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากกว่า แต่หากเป็นผู้ชายก็อยากให้มีการอบรมเรื่องวิธีการและการใช้น้ำเสียงในการสอบสวน แต่อยากเสนอให้แยกงานสอบสวนคดีทางเพศออกมาเป็นการเฉพาะมีการประสานการทำงานแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายต้องคอยประสานงานหน่วยงานที่หลากหลายเอง

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า เมื่อปี 2552 โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานมีการเปิดรับนายร้อยตำรวจที่เป็นผู้หญิงเข้ามา แต่มติกระกระทรวงกลาโหมปี 2562 ให้ยกเลิกนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เป็นผู้หญิงออกไป ซึ่งขอย้ำว่าการไม่มีผู้หญิงที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นเรื่องล้าหลัง แต่การมีแล้วยกเลิกเป็นการหักหลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจที่ผู้หญิงและคนชายขอบต้องการอาจจะไม่ใช่แค่ตำรวจที่เป็นผู้หญิงก็ได้ แต่ต้องการคนที่เป็นมืออาชีพ ซึ่ง โดยมีองค์ประกอบ 2 ฐาน 1.มาจากเบ้าหลอมที่ดี โรงเรียนตำรวจยังไม่ใช้หลักสูตรที่ครอบคลุมประเด็นที่หลากหลายครอบคุมทุกคน 2.ต้องมีระบบที่ดี แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีปัญหาในเชิงระบบ และปัญหาอำนาจนิยมมาก การดำเนินคดีไม่สร้างความสมดุลเชิงอำนาจ

“การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ต้องใช้เวลานานเราจึงต้องสร้างพลังหรือผลักดันให้เหยื่อเป็นพยานคนสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกผิด และถูกด้อยค่า ซึ่งทางเราอยู่ระหว่างการทำเรื่องนี้ในสเกลเล็กๆ และหวังว่าจะมีการขยายใหญ่ขึ้น และขอให้ตำรวจทำคดีทางเพศด้วยความเป็นมนุษย์ เห็นทุกคนเป็นมนุษย์” นางทิชา กล่าว

นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ กลุ่มด้วยใจ (องค์กรประชาสังคมชายแดนใต้) กล่าวว่า พื้นภาคใต้ และ
ชายขอบอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษหลายฉบับ อยู่ภายใต้ความขัดแย้ง กรอบศาสนา มีการสร้างกฎการลงโทษเฉพาะของชุมชน เป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดครอบงำอยู่ เมื่อเกิดปัญหาถูกละเมิดทางเพศ หากผู้หญิงไม่สามารถอธิบายหรือเปิดเผยแม้แต่เส้นผมให้ชายคนอื่นเห็น ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นบาป

นอกจากนี้ เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดี ตำรวจก็ไม่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ดำเนินคดีตามกฎของแต่ละชุมชน ซึ่งเน้นการไกล่เกลี่ย ซึ่งประโยชน์ก็เกิดกับผู้ปกครอง แต่กลับไม่ได้คำนึงถึงเหยื่อ ถึงเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ปัญหาขยายใหญ่ขึ้น ดังนั้นขอให้มีการปฏิบัติเรื่องนี้อย่างยุติธรรม เข้าใจวิธีปฏิบัติต่อผู้เสียหายให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เรื่องของการใช้คำพูด เพราะสามารถช่วยเยียวยาเหยื่อที่อยู่ในภาวะ PTSD ได้ และยุติการตอบโต้ ล้างแค้นทางกฎหมาย

ด้าน นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สส.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีนโยบายเพิ่มพนักงานสอบสวนผู้หญิง 100 อัตรา โดยเปิดรับสมัครจากผู้ที่จบทางด้านนิติศาสตร์ คาดว่าจะเปิดเดือนเมษายนนี้ ขณะที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็มีการเปิดสอบเพิ่มอัตรากำลังเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาคปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งตนติดใจสภาพโรงพักไม่เอื้ออำนวยต่อการที่ผู้หญิง หรือเหยื่อจะขึ้นไปบอกกล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเสนอให้กลุ่มผู้หญิงที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังกรรมาธิการตำรวจ หรือกรรมาธิการกฎหมายยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาและผลักดันให้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับสภาพปัญหา หารือ และนำไปสู่การแก้ไขต่อไป

พ.ต.อ.ฉัตรแก้ว วรรณฉวี ประธานชมรมพนักงานสอบสวนหญิง กล่าวว่า การทำคดีทางเพศจะวัดจำนวนพนักงานสอบสวนไม่ได้ แต่ต้องวัดที่คุณภาพของตำรวจที่ต้องมีความเข้าใจ และมีที่จะทำเรื่องนี้จริงๆ อย่ามองอาชญากรรมใต้หลังคาเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเป็นต้นตอที่จะนำไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมาก
ส่วนตัวมองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อาจจะต้องมีหน่วยพิเศษสำหรับเรื่องนี้ โดยร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องตั้งสำนักงานที่โรงพัก แต่ตั้งที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบัน สตช.มีตำรวจหญิงอยู่จำนวนหนึ่งที่อยากทำเรื่องเฉพาะทาง ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของการอยู่หน้าห้องคอยชงกาแฟ

ขณะที่ สส. ณัฐวุฒิ บัวประทุม พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขณะนี้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ เสร็จในวาระ 2 และเข้าสู่การพิจารณาของสภาหลังเปิดสมัยประชุมวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ด้วย ซึ่งในคำถามหนึ่งที่ตนเคยถามเอาไว้ว่าความเป็นชาย หญิง จะเป็นข้อจัดกันในการเลื่อนขั้นหรือไม่ ซึ่งนายวิษณุ
เครืองาม รองนายกฯ ยืนยันว่าไม่มีข้อจำกัด

ทั้งหมดของการเสวนาในครั้งนี้ ล้วนเป็นความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ ของหลายฝ่าย ที่สะท้อนถึงปัญหาเกี่ยวกับการสอบสวนคดีทางเพศ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ ซึ่งรอที่จะได้รับการนำไปปรับปรุง ประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ทนายตั้ม’แง้มบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้องแตงโมมาคุย บอก’จันทร์นี้รู้เรื่อง’

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639610

'ทนายตั้ม'แง้มบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้องแตงโมมาคุย บอก'จันทร์นี้รู้เรื่อง'

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 22.55 น.

5 มีนาคม 2565 คดีการเสียชีวิตดาราสาว “แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ “ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงให้ติดตามกันแบบห้ามกระพริบตา โดยล่าสุด ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วันนี้มีบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้องแตงโมมาคุยกับผม #จันทร์นี้รู้เรื่อง”  ทั้งนี้ ได้มีคนเข้าไปคอมเม้นต์ว่า ไม่ให้พักเลย…..ทางทนายตั้ม ตอบกลับไปว่า  ให้พักวันอาทิตย์วันนึงไงครับ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทนายตั้ม’ฝากถึงแม่แตงโมขอให้’เฮงๆปังๆ’ ชี้ถ้าไม่เอาความ ศาลอาจลงโทษสถานเบา)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดเป็นทางการ VSC HEMP ตัดดอก ‘กัญชง’ ครั้งแรกส่ง ม.นเรศวรศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ใหม่

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639597

เปิดเป็นทางการ VSC HEMP ตัดดอก 'กัญชง' ครั้งแรกส่ง ม.นเรศวรศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ใหม่

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.39 น.

วันที่ 5 มี.ค.65 เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ฟาร์มกัญชงโครงการ VSC HEMP ปลูกกัญชงตามกฎหมายภายใต้บริษัท วิสและบุตร (จำกัด)  ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญ พิมพ์ขาล เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับนายมนตรี ฉายทองคำ CEO VSC HEMP, พ.ต.อ.สิทธา คำเลิศ ผกก.สภ.แม่ริม และนายสดุดี ขวัญชัย ผู้ดูแลโครงการ ได้ร่วมกันตัดดอก “กัญชง” ครั้งแรกเพื่อส่งมอบให้มหาวิทยาลัยนเรศวรวิจัยและศึกษาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และต่อยอดสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับเกษตรกรไทยในวันข้างหน้า หลังจากได้มีการปลูกมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สมถะ-วิปัสสนากัมมัฏฐาน’ ภาคปฏิบัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639591

'สมถะ-วิปัสสนากัมมัฏฐาน' ภาคปฏิบัติ : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.12 น.

ณ โอกาสต่อไปนี้ ขอทุกท่านได้โปรดตั้งใจฟังธรรม และก่อนอื่นขอเชิญท่านทั้งหลายเตรียมนั่งสมาธิตามแบบที่เคยได้ฝึกหัดอบรมมาแล้ว ขอทุกท่านจงเตรียมหาที่นั่งให้เป็นที่สบาย นั่งตามอัธยาศัย ในท่าใดที่เห็นว่าเป็นท่าที่สบายก็ขอได้โปรดนั่ง จะนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้ายไว้บนตักก็แล้วแต่จะสะดวก บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้เตรียมท่านั่งสมาธิเป็นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ต่อไปขอให้นึกถึงพระบรมครูและพระธรรมคำสอนตลอดจนสาวกของพระพุทธองค์ ด้วยคำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วน้อมจิตน้อมใจนึกว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี อยู่ในจิตของเราเท่านั้น แล้วเราจะสำรวมเอาที่จิตอย่างเดียว จงทำจิตของตัวเองให้เป็นกลาง อย่าส่งไปข้างซ้ายข้างขวา ศูนย์กลางของจิตอยู่ที่ตรงไหน อยู่ส่วนกลางของกาย แล้วกำหนดรู้ลงที่นั่น สำรวมในจิตนึกบริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพียงคำเดียว

ในขณะที่นึกบริกรรมภาวนาพุทโธอยู่ เพียงแต่ประคองจิต ให้นึกอยู่ที่พุทโธ ให้พุทโธอยู่ที่จิต แล้วพยายามนึกพุทโธให้ติดต่อกัน อย่าให้มีช่องว่าง แล้วก็นึก พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างนั้น ต่อไปนี้ขอให้ท่านกำหนดจิตนึกบริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ไปสักพักหนึ่ง เพียงแต่นึกพุทโธด้วยความเบา ๆ สลัดความนึกคิดที่จะให้จิตสงบ หรือความอยากรู้อยากเห็นอะไรต่าง ๆ ออกให้หมด หน้าที่มีเพียงแค่นึกพุทโธอยู่อย่างเดียว เท่านั้น

สติก็ไม่ต้องไปตั้ง เมื่อเราตั้งใจจะนึกพุทโธแล้ว สติมาเอง เพราะเราตั้งใจจะนึกพุทโธ เมื่อท่านนึกพุทโธ บริกรรมภาวนาอยู่ ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะง่วงนอน อย่าไปทำความแปลกใจ เอะใจ หรือตกใจ เพราะอาการอย่างนั้น ให้ประคองจิต นึกบริกรรมพุทโธ พุทโธ พุทโธ เรื่อยไป เมื่อจิตมีอาการวูบวาบ ก็อย่าไปตกใจใด ๆ ทั้งนั้น ทำสติประคองจิตรู้อยู่เฉย ๆ แม้จิตจะมีอาการวูบลงไป ก็อย่าไปตกใจ ถ้าจิตของท่านยังนึกบริกรรมภาวนาพุทโธอยู่ ก็บริกรรมภาวนาเรื่อยไป

จนกระทั่งจิตนึกบริกรรมภาวนาเอง โดยไม่ได้ตั้งใจ ในตอนแรกเราตั้งใจนึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ แต่เมื่อจิตอยู่กับพุทโธ พุทโธอยู่กับจิต ไม่พรากจากกัน จิตของเราจะนึกบริกรรมภาวนาพุทโธเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น แสดงว่าการบริกรรมภาวนาของเรากำลังเริ่มจะได้ผล เมื่อจิตบริกรรมภาวนาเองโดยไม่ต้องตั้งใจ เขาย่อมบริกรรมภาวนาเองโดยอัตโนมัติ แสดงว่าจิตของผู้บริกรรมภาวนามีองค์ของฌาน คือมี วิตก กับ วิจาร เมื่อผู้ภาวนาได้วิตก วิจาร เป็นองค์ประกอบของการภาวนา จิตของผู้ภาวนาย่อมจะมีความซึมซาบดูดดื่ม ในบริกรรมภาวนานั้น แล้วจะมีอาการ เอิบอิ่มใจ มีอาการดูดดื่มอยู่กับบริกรรมภาวนานั้น

ในช่วงนี้ผู้ภาวนาอาจจะเกิดมีอาการขนลุกชูชัน ร่างกายโยกโคลงหรือตัวสั่น ๆ รู้สึกว่ามีกายเบา จิตเบา กายเริ่มมีความสงบ จิตเริ่มมีความสงบ ความกระวนกระวายและความฟุ้งซ่านแห่งจิต ลดน้อยลงหรือหมดไป ยังเหลือแต่จิตที่จดจ้องอยู่ที่บริกรรมภาวนา ความมีปีติย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ความสุขอันเป็นผลพลอยได้ย่อมบังเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ภาวนาจะรู้สึกว่ามีกายเบา มีจิตเบา มีกายสงบ มีจิตสงบ กายสงบคือสงบจากความทุกขเวทนา หายความปวด หายความเมื่อย หายความฟุ้งซ่านรำคาญ จิตก็ปลอดโปร่ง ไม่ฟุ้งซ่าน กระวนกระวาย ในขั้นนี้บางครั้ง จิตของผู้ภาวนาจะรู้สึกว่ามีความสว่างไสว แต่บริกรรมภาวนาอาจจะยังอยู่ ยังไม่หายไป จิตยังนึกบริกรรมภาวนาเอง แต่รู้สึกแผ่วเบาเข้า อาการหายใจค่อยละเอียดลง ละเอียดลง จนกระทั่งจิตปล่อยวางบริกรรมภาวนาไปนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ จิตดื่มรสของปีติและความสุข ความสงบกายและความสงบจิตละเอียดยิ่งขึ้น

เมื่อจิตปล่อยวางบริกรรมภาวนา ในบางครั้งจิตจะว่างอยู่เฉย ๆ มีแต่ความสว่างว่างอยู่เท่านั้น ในบางครั้งจิตจะยึดลมหายใจเข้า-ออกเป็นสิ่งรู้ แล้วก็ทำสติระลึกอยู่กับสิ่งนั้น ผู้ภาวนากำหนดเอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ ในบางครั้งการหายใจอาจจะแรงขึ้น บางครั้งการหายใจอาจจะแผ่วเบาลง บางครั้งรู้สึกคล้าย ๆ ลมหายใจจะหายขาดไป อาการทั้งหลายเหล่านี้ เป็นอาการที่จิตกำลังเริ่มจะแสดงความสงบอย่างละเอียด ผู้ภาวนาไม่ควรตกใจ หรือเอะใจใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ของเรามีแต่ประคองจิต ให้รู้อยู่ที่ลมหายใจ ทำสติระลึกอยู่กับลมหายใจ แม้ว่าลมหายใจจะหายขาดไปก็ไม่ควรจะตกใจ

ในที่สุดแม้ร่างกายจะหายไปหมด ก็ไม่ควรจะตกใจ แต่โดยส่วนมาก ถ้าลมหายใจหายขาดไป ร่างกายหายไปในความรู้สึก จิตย่อมจะไม่มีความหวั่นไหวและไม่มีความเอะใจ เพราะกายหายไปแล้ว จิตไม่มีประสาทสำหรับใช้ความคิด มีแต่จะไปสงบนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ แล้วจิตสงบละเอียด ไม่รู้สึกว่ามีตัวมีตน มีแต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ สงบนิ่งสว่างไสวอยู่ ในตอนนี้เรียกว่าจิตเข้าสู่อัปนาสมาธิ

จิตเข้าสู่อัปนาสมาธิในขั้นแรก เป็นปฐมจิต เป็นปฐมวิญญาณ เป็นมโนธาตุ ยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะปฏิวัติตนไปสู่ภูมิความรู้ ได้แต่นิ่งว่าง สว่างอยู่เฉย ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ผู้ภาวนาหายความสงสัยข้องใจในปัญหาที่ว่าสมาธิคืออะไร เพราะเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ผู้ภาวนาย่อมรู้ว่านี่คือสมาธิ นี่คือความสงบของจิตขั้นสมถะ แม้ว่าจิตจะยังไม่เกิดความรู้ใด ๆ ขึ้นมาก็ตาม แต่หากเป็นฐานที่สร้างพลังของจิต 

เมื่อผู้ภาวนามาฝึกอบรมจิตให้มีความสงบนิ่ง อย่างนี้หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คราว ผู้ภาวนาจะสามารถกำหนดวิถีจิตของตนเอง ตั้งแต่เริ่มแรก ที่เราเริ่มนึกถึงบริกรรมภาวนา จะกำหนดได้ว่าสมาธิในขั้นต้นต้องมี วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคตา สมาธิที่สงบลงไปในระดับกลาง ๆ จะปล่อยวางวิตก วิจาร ยังเหลือแต่ปีติ สุข กับเอกัคตา สมาธิที่ละเอียดเข้าไปหน่อย จะปล่อยวางปีติ ยังเหลือแต่สุขกับเอกัคตา

ในขั้นนี้ กายยังปรากฏอยู่อย่างละเอียด สมาธิขั้นละเอียดจะปล่อยวางความสุข ยังเหลือแต่เอกัคตากับอุเบกขา ตอนนี้กายหายไปหมดแล้ว เมื่อกายหายไปหมดแล้ว ความสุขไม่ปรากฏ ความทุกข์ก็ไม่ปรากฏ มีแต่ความเป็นกลาง เป็นกลางโดยไม่มีสุข โดยไม่มีทุกข์ เป็นกลางโดยที่จิตไม่ได้อาศัยอะไรเป็นอารมณ์ เป็นตัวของตัวเองโดยเด็ดขาด ไม่ได้พึ่งพาอาศัยอารมณ์อันใดเป็นเครื่องยึด จิตเป็นตัวของตัวเอง ยึดตัวของตัวเองเป็นสิ่งรู้โดยอัตโนมัติ เพราะจิตรู้อยู่ในจิต แล้วสว่างไสวเบิกบานแจ่มใสอยู่ นี่คือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังคำที่เราได้สวดมนต์ไปแล้ว เมื่อจิตเข้าไปสู่สมถะในตอนต้น ๆ ซึ่งจิตยังไม่มีพลังงาน ก็จะได้แต่นิ่งอยู่เฉย ๆ อันนี้คือวิถีจิตที่เดินตรงเข้าไปสู่ความเป็นสมาธิอย่างละเอียดในขั้นสมถะกรรมฐาน หรือเรียกว่า อัปนาสมาธิ

ทีนี้ตั้งแต่วิถีจิตที่เดินมาตั้งแต่สมาธิขั้นต้น ตอนต้น ๆ ที่เรานึกถึงบริกรรมภาวนา จนกระทั่งจิตดำเนินมาสู่ความสงบนิ่ง โดยไม่มีอะไรเหลือ มีแต่ตัวรู้ปรากฏอยู่เท่านั้น ช่วงระหว่างกลาง ๆ บางทีอาจจะเกิดมีประสบการณ์ขึ้นในระหว่างนั้น เช่น เมื่อผู้บริกรรมภาวนาจิตสงบสว่างลงไปนิดหน่อย เมื่อกระแสจิตส่งออกไปข้างนอก ย่อมจะรู้เห็นนิมิตต่าง ๆ เช่น รูปคน รูปสัตว์ ภูตผี ปีศาจ หรือภาพนิมิตต่าง ๆ ซึ่งจะปรากฏให้รู้ให้เห็นเปรียบเหมือนกับเวลาที่เราดูหนังอยู่ในจอ หรือบางทีอาจจะปรากฏนิมิตคล้าย ๆ กับว่าตัวเรานี้เดินออกจากร่าง แล้วก็ไปเที่ยวอยู่ตามภูเขาเลากาป่าดง ไปมองเห็นปราสาทวิมานที่สวยงาม เห็นเทวดาเทพบุตรอินทร์พรหม อันนี้เป็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่จิตส่งกระแสออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเกิดมีนิมิตขึ้นมาอย่างนี้ ถ้าหากว่าผู้ภาวนาต้องการอยากจะรู้เห็นอะไร เช่น นรก สวรรค์เป็นต้น เมื่อน้อมจิตนึกถึงนรกก็จะเห็นนรก น้อมจิตนึกถึงสวรรค์ก็จะเห็นสวรรค์ น้อมจิตนึกถึงบิดามารดา ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับดับหายไปแล้ว ก็จะเห็นท่านเหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องการภาวนาเห็น

แม้ว่าการเห็นอันนี้ ผู้ภาวนาที่มีความฉลาดสามารถที่จะยับยั้งความรู้สึกไม่ให้หลงในนิมิตนั้น ๆ เขาจะกำหนดหมายเพียงแค่ว่านิมิตทั้งหลายเหล่านั้นเป็นแต่เพียงอารมณ์ สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ย่อมจะประคองจิตดูเฉยอยู่โดยไม่ไปเกาะติดหรือยึดสิ่งที่มองเห็นนั้น ๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เขาจะประคองจิตให้มีสติรู้เฉยอยู่ แม้ว่านิมิตนั้น ๆ จะแสดงอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ผู้ภาวนาที่มีสติสัมปชัญญะดีพอสมควรจะไม่หลงติดนิมิตนั้น ๆ เพียงแต่ถือเป็นอารมณ์เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติเท่านั้นเอง

เมื่อจิตไม่ไปยึดกับสิ่งเหล่านั้น จิตก็ไม่ส่งกระแสออกไปข้างนอก เมื่อจิตยึดสิ่งนั้นเป็นสิ่งรู้ของจิตแล้วก็เป็นสิ่งระลึกของสติ กำหนดรู้เฉยอยู่ ผู้ภาวนาจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏนั้น เพราะสิ่งที่ปรากฏนั้นย่อมมีเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงและดับไป บางทีเป็นรูปคนรูปสัตว์ ถ้ากำหนดดูเฉย ๆ อสุภนิมิตจะปรากฏขึ้นกับผู้ภาวนา บางทีคนและสัตว์ที่มองเห็นนั้นอาจจะแสดงอาการล้มตายลงไป แล้วก็ขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังไปตามธรรมชาติของคนตายหรือสัตว์ตาย ในที่สุดเนื้อหนังผุพังไปหมดยังเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกก็จะสลายตัวไป เป็นเหตุให้ผู้ภาวนาได้สติปัญญา 

พิจารณารู้อสุภกรรมฐาน ถ้าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหายสาปสูญจมไปในดิน ในน้ำ ในลม ในไฟ ผู้ภาวนาก็จะได้รู้ธาตุกรรมฐาน คือรู้ว่า ร่างที่มองเห็นนั้นเป็นสักแต่ว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ไม่มี แล้วเมื่อจิตมีพลังงานพอที่จะน้อมสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับตนเองโดยอัตโนมัติ เค้าก็จะน้อมสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง โดยจะได้ความรู้ขึ้นมาว่า สัตว์ทั้งหลายเขาล้มตายไปแล้ว แล้วสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด บัดนี้เขามาตายให้เราดู เขาทั้งหลายเหล่านั้นได้ตายไปแล้ว เรากับเขาก็จะกลายเป็นประเภทเดียวกัน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกัน ความตายเช่นนี้จะต้องมาถึงเราในวันใดวันหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง

เมื่อจิตมีความรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ เป็นอาการที่จิตน้อมเอาธรรมเข้ามาในตน ซึ่งเรียกว่า โอปนยิโก เมื่อน้อมเข้ามาถึงตนแล้ว จิตจะรู้สึกว่า มองเห็นความตายของตัวเอง ในขั้นแรก ๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าเราก็จะตายเหมือนอย่างเขา ในเมื่อจิตมีความเชื่อมั่น มีศรัทธาว่าเราจะตายจริง แล้วจิตของเราก็จะแสดงอาการตาย คือแสดงอาการเคลื่อนจุติออกจากร่าง แล้วก็ไปลอยเด่นเอกเทศอยู่ส่วนหนึ่ง ยังเหลือแต่ความว่าง แล้วภายหลังจะมองย้อนมาดูกายของตัวเอง มองเห็นกายของตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ แม้แต่ผ้าผ่อนท่อนสไบที่เคยนุ่งห่มก็จะเปลือยเปล่าไปหมด แล้วร่างกายก็จะปรากฏนิมิตให้เห็น แสดงอาการขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังหลุดไปทีละชิ้นสองชิ้น ในที่สุดก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก มองเห็นโครงกระดูกเป็นนิมิตอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนเป็นอุคหนิมิต

แล้วบางครั้งโครงกระดูกอาจจะหลุดออกจากกันเป็นชิ้นใครชิ้นเรา แล้วก็หักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ จนกระทั่งแหลกละเอียด เป็นผงโปรยอยู่เหนือพื้นแผ่นดิน แล้วก็หายลงไปในพื้นแผ่นดิน เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ภาวนาก็จะรู้ว่า ร่างกายของเรานี่ มีแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่การรู้ในขณะนั้นจะรู้อยู่ในที โดยไม่มีภาษาที่จะพูด แต่ความรู้ของจิตนั้นมันจะซึ้งลงไป รู้ตลอดทั่วหมดทุกสิ่งทุกอย่างว่าอะไรเป็นอะไร แต่เขาจะไม่พูดและจะไม่นึกไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ไอ้เจ้าดวงจิตที่สงบสว่างไสวก็นิ่งอยู่เฉย ๆ ร่างกายที่แสดงอาการขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังจนสลายตัวเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ก็เป็นไปตามเรื่องของใครของเรา จิตก็อยู่ส่วนจิต ส่วนกายที่เป็นไปก็อยู่ส่วนกาย แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แล้วในที่สุดผืนแผ่นดินก็จะหายวับไปหมด ยังเหลือแต่สภาพจิตที่สว่างไสวอยู่

ถ้าหากว่าจิตดวงนี้ไปติดสมถะ ติดความสงบ ติดฌาน ก็จะนิ่งว่างสว่างเฉยอยู่ โดยไม่ย้อนกลับมามองดูสิ่งที่ไปรู้ไปเห็นมาอีก แล้วเมื่ออยู่จนพอสมควรแล้วก็จะถอนจากสมาธิออกมาเลย แต่ถ้าจิตดวงนี้ไม่ติดสมถะหรือไม่ติดความสบายในความว่าง พอผืนแผ่นดินหายไปแล้ว ผืนแผ่นดินก็จะปรากฏขึ้นมาให้มองเห็นอีก ผงกระดูกที่หายสาปสูญไปในผืนแผ่นดินก็จะโผล่ขึ้นมาอีก เมื่อโผล่ขึ้นมาแล้วก็จะเกาะกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนกระทั้งประติดประต่อกันเป็นชิ้นกระดูกครบสมบูรณ์ แล้วก็จะมาประสานกันเป็นโครงร่างขึ้นมาอีก เมื่อประสานกันเป็นโครงร่างสมบูรณ์แล้ว เนื้อจะเริ่มงอกระหว่างข้อต่อของกระดูก กระดูกต่อกันอยู่ที่ตรงไหน เนื้อจะเริ่มงอกขึ้นในจุดนั้น แล้วก็ลามไปจนทั่ว 

ทั่วร่างกายคือโครงกระดูกนั้น แล้วเนื้อจะงอกออกมาสมบูรณ์เต็มที่เป็นรูปเป็นร่างโดยสมบูรณ์ แต่ยังปราศจากหนังห่อหุ้ม ผู้ภาวนาจะมองเห็นร่างขอตัวเอง เหมือนถูกลอกหนังออกหมดแล้ว แล้วในที่สุดเนื้อที่มองเห็นเป็นสีแดง ฉาบไปด้วยเลือดน้ำเหลือง น้ำหนองต่าง ๆ ก็จะค่อยแห้งเกรียมเข้าไปทุกที ๆ ในที่สุดผิวหนังจะปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างกาย เมื่อผิวหนังปรากฏห่อหุ้มร่างกายสมบูรณ์แล้ว ขน เล็บ ฟัน หรือผมก็จะปรากฏขึ้นมาเป็นรูปร่างโดยสมบูรณ์

พอร่างขึ้นมาได้ขนาดนี้ บางทีก็ถอยออกจากสมาธิ พอถอยออกจากสมาธิมาแล้ว พอรู้สึกว่ามีกาย ย่อมเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา แล้วจิตจะย้อนไปทบทวนความเป็นภายในขณะที่รู้เห็นนั้นตั้งแต่ต้นจนปลาย เค้าจะพิจารณาทบทวนของเค้าไปเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเขาพิจารณาทบทวนสิ่งที่เขารู้เขาเห็นโดยอัตโนมัติ ในที่สุด เมื่อเขารู้แจ้งเห็นจริงและยอมรับสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นนั้น แล้วเขาจะตัดกระแสแห่งความรู้โดยสมมติบัญญัติว่าอะไรเป็นอะไร เข้าไปสู่ความสงบนิ่งว่างอีกทีหนึ่ง ในตอนนี้ปีติและความสุขจะบังเกิดขึ้นอย่างมหาศาล จนกระทั่งจิตปล่อยวางปีติ ความสุข เข้าไปสู่ความเป็นหนึ่ง คือเอกัคตา

เมื่อจิตนิ่งว่าง สว่างอยู่ในความเป็นหนึ่ง ปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดย่อมจะเกิดขึ้นแก่จิตของผู้ปฏิบัติ โดยภายในจิตของเค้าจะมีความสงบนิ่ง สว่าง แต่จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาวิ่งวนรอบจิตของเค้า เปรียบเหมือนกับกลุ่มเมฆหมอก จิตของเค้าจะสงบนิ่งว่างอยู่ในท่ามกลาง โดยไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ แล้วจะทรงตัวอยู่ในสภาพที่เป็นปรกติ คือสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ปรากฏการณ์ให้รู้ให้เห็นอย่างละเอียดนั้น คือสภาวะธรรมขั้นละเอียด สภาวะที่ปรากฏขึ้นนั้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไอ้เจ้าจิตตัวรู้นี้ก็จะรู้นิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่หวั่นไหวตามอาการนั้น ๆ อาการของความยินดีไม่มี ความยินร้ายไม่มี อาการที่จะรู้สึกนึกคิดอะไรไม่มีทั้งนั้น แต่อะไรปรากฏการณ์ขึ้นมาจิตรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นการรู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยเนื้อแท้ของสัจธรรมแล้ว สัจธรรมของจริงที่ปรากฏกับจิตผู้ปฏิบัติ ย่อมไม่มีชื่อเสียงเรียงนามจะเรียกว่าอะไร

เจ้าจิตก็ไม่เรียกตัวเองว่าจิต สิ่งที่จิตรู้เค้าก็ไม่เรียกว่าอารมณ์หรือสิ่งใดทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีปรากฏการณ์ ต่างคนต่างรู้ รู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ คือไม่มีชื่อเสียงเรียงนามจะเรียกว่าอะไร ระดับนี้จิตของผู้ปฏิบัติถีบตัวขึ้นไปอยู่เหนือโลก อยู่ในขั้นแห่งโลกุตระ

ภูมิธรรมะที่เกิดขึ้นในขั้นโลกกุตระขั้นเหนือโลกนั้น ย่อมเป็นของจริงที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไม่มี มีแต่สิ่งที่ปรากฏการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีโดยไม่มีภาษาที่จะเรียก อสุภกรรมฐานความสกปรกโสโครก ปฏิกูลไม่มี เพราะไม่มีภาษาที่จะเรียก ดินน้ำ ลม ไฟ ไม่มี เพราะไม่มีภาษาที่จะเรียกว่าอะไร แต่สิ่งนั้นเป็นปรากฏการณ์อยู่โดยธรรมชาติ เป็นกฎแห่งความจริงที่ปรากฏโดยเด่นชัด เพราะฉะนั้นการพิจารณาธรรมในขั้นโลกีย์ ย่อมมีสมมติบัญญัติ เช่นเราจะพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เราน้อมนึกพิจารณาจนกระทั่งจิตยอมรับว่าเป็นสิ่งปฏิกูลจริง ๆ แต่ถ้าจิตสงบละเอียดลงไปแล้วรู้ความปฏิกูลนั้น ๆ แม้จะมองเห็นเป็นสิ่งที่น่าเกลียดสักเท่าไหร่ก็ตาม สกปรกเท่าไหร่ก็ตาม เนื่องจากจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร เพราะรู้อย่างไม่มีสมมติบัญญัติ ความรู้สึกปฏิกูลน่าเกลียดในขณะนั้นจะไม่มี

เพราะโดยธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ในเมื่อเรารู้จริงเห็นจริงแล้ว คำว่าน่าเกลียดก็ไม่มี ความน่าชอบน่ารักก็ไม่มี คำว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ไม่มี มันมีแต่ปรากฏการณ์โดยธรรมชาติพอเหมาะพอดีกัน มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดกาล สิ่งที่เป็นอยู่นั้นจะเรียกว่าอะไรในขณะนั้น จิตมันไม่เรียกจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในเมื่อรู้แล้วเอาอะไรมาพูดให้เราฟัง เมื่อพระองค์รู้แล้ว แม้ในขณะที่ตรัสรู้อาจจะไม่มีภาษาที่จะเรียกว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อออกมาจากความรู้ความเห็นความเป็นเช่นนั้น พอสภาพจิตมันสัมผัสว่ามีร่างกาย จิตจะเริ่มมีเครื่องมือสำหรับใช้สอย คือกายเป็นเครื่องมือของจิต จิตย่อมจะเกิดความนึกคิดขึ้นมาทันที ในเมื่อเกิดความนึกคิดขึ้นมาแล้ว จิตก็จะย้อนไปพิจารณาสิ่งที่รู้เห็นในสมาธิขั้นละเอียด ตั้งเป็นภาษาสมมติบัญญัติขึ้นมาว่าอะไรเป็นอะไร เอาภาษาสมมติบัญญัติของโลกนี้แหละมาว่ากัน จะไปเอาภาษาเทวดาอินทร์พรหม หรือภาษาภูติผีปีศาจมาพูดก็ไม่รู้เรื่อง เพราะพระองค์จะแสดงธรรมให้มนุษย์ฟัง จึงเอาธรรมะจึงเอาภาษาของมนุษย์มาบัญญัติชื่อธรรมะที่พระองค์รู้ แล้วก็เอามาเล่าสู่บรรดาพุทธบริษัทฟัง เพราะเอาภาษามนุษย์มาพูด มนุษย์ฟังแล้วก็เข้าใจและรู้เรื่อง รู้เรื่องแล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ นี่คือวิถีความเป็นของจิตของนักปฏิบัติ

ทีนี้ เรามีวิธีการที่จะปฏิบัติต่อบริกรรมภาวนาอีกอย่างหนึ่ง ที่เล่า ๆ มานี้บางท่านอาจจะคิดว่า ทำไม้ ทำจิตให้ได้ถึงขนาดนั้นมันเป็นเรื่องยาก ยากจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มภาวนามานี่ จิตยังไม่สงบขนาดถึงตัวหายเลย มีตั้งแต่ความฟุ้งซ่านรำคาญ บริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ ประเดี๋ยวเดียวมันลืมพุทโธแล้ว ไปคิดอย่างอื่น พยายามมาตั้งหลายปีดีดัก มันก็ไม่สงบเป็นหนึ่ง ไม่มีปีติ ไม่มีความสุข ไม่ได้สมถะภาวนาซักที ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะคอยให้จิตของเรานี่สงบนิ่งเป็นสมาธิ มีสมถะ มีอัปนาสมาธิ ถ้าเกิดว่าเราทำไม่ได้แล้ว เราจะไม่ตายก่อนหรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามีวิธีการที่จะต้องปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาข้อนี้

เมื่อเราบริกรรมภาวนาอยู่ ถ้าจิตของเราอยู่กับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป ก็ปล่อยให้เขาอยู่กับบริกรรมภาวนานั้น แต่ถ้าเขาทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดถึงอย่างอื่น ก็ปล่อยให้เขาคิดไป แต่เราทำสติตามรู้ความคิดไปเรื่อย ๆ โดยถือเอาความคิดที่เกิดขึ้นเองนั่นแหละเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ทำสติกำหนดจดจ้องตามรู้ทุกวาระจิตที่เราคิด แล้วในที่สุดเมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น จะมีประสิทธิภาพพอที่จะรู้ทันเหตุการณ์ภายในจิต

สติรู้ทันวาระจิตที่คิดไปเมื่อไหร่ ความสงบจิตซึ่งเรียกว่าสมาธิย่อมเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วก็มีปีติ มีความสุข มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา เช่นเดียวกันกับบริกรรมภาวนา อันนี้วิธีปฏิบัติสำหรับบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิอย่างละเอียดได้ ทีนี้มีปัญหาอยู่ว่า เมื่อจิตทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดถึงอย่างอื่น แล้วเราไม่เอามาหาบริกรรมภาวนาอีก ปล่อยให้มันคิดไปมันจะไม่กลายเป็นความฟุ้งซ่านดอกหรือ

ในขั้นแรกนี่มันอาจจะเป็นความฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราฝึกหัดทำสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ความคล่องตัวของการกำหนดตามรู้ก็ย่อมจักมีขึ้น แล้วในที่สุดเมื่อเกิดมีการคล่องตัว มีความคล่องตัวของการกำหนด ทีแรกเราอาจจะตั้งใจกำหนดทำสติตามรู้ แต่เราฝึกจนคล่อง จนชำนิชำนาญ อาศัยการอบรมให้มาก ๆ ทำให้มาก ๆ ในที่สุดเพราะความเคยชินและความคล่องตัว สติของเราจะตามรู้วาระจิตของเราไปเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ก็แสดงว่า การภาวนาของเราเริ่มจะได้ผลแล้ว อันนี้วิธีการปฏิบัติสำหรับบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะทำจิตให้สงบละเอียดได้

เรามีช่วงที่จะปฏิบัติสลับกันไป หนึ่ง บริกรรมภาวนาไว้ก่อน เมื่อจิตปล่อยทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้คิดไปจนสุดช่วงมันแล้วเราทำสติตามรู้ ถ้าหากว่าไปสุดช่วงมันแล้ว มันนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ ไม่คิด อาการของสมาธิไม่เกิดขึ้น เราย้อนมาบริกรรมภาวนาอีกใหม่ เมื่อมันปล่อยวางคำบริกรรมภาวนาไปคิดอย่างอื่น ปล่อยให้คิดไป ทำสติตามรู้ไปดังที่กล่าวแล้ว ปฏิบัติสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ โดยอาศัยการอบรมมาก ๆ ทำให้มาก ๆ ทำจนชำนิชำนาญ ทำ ๆ จนคล่องตัว แล้วสมาธิมันจะเกิดขึ้นเอง

และมีอีกปัญหาหนึ่งที่ควรจะทำความเข้าใจสำหรับผู้ที่บริกรรมภาวนาแล้วจิตสงบเป็นสมาธิ นิ่ง ๆ ๆ ๆ ไม่เกิดความรู้ ความเห็นอะไร เมื่อท่านสามารถทำจิตให้สงบนิ่งเป็นอัปนาสมาธิขั้นละเอียดได้แล้ว เมื่อจิตของท่านถอนออกมาจากสมาธิ พอมาสัมผัสรู้ว่าเรามีกาย ความคิดย่อมเกิดขึ้นทันที เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านอย่าละโอกาส รีบทำสติตามรู้ความคิดนั้นไปโดยนัยกล่าวแล้ว เมื่อทำสติจดจ้องตามรู้ความคิดไป ถ้าสติตามทันความคิด ความคิดจะกลายเป็นองค์ปัญญา เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ความคิดย่อมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเรากำหนดเอาความคิดเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ เมื่อสติแก่กล้ามีพลังเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นสตินทรีย์ แล้วจิตของเราจะเกิดอนิจจสัญญา คือความสำคัญมั่นหมายว่าความคิดก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็จะดำเนินเข้าสู่ขั้นแห่งวิปัสสนากรรมฐานเองโดยอัตโนมัติ เมื่อทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้ดี ถ้าหากสมาธิถอนขึ้นมาแล้ว เราไปมัวดีใจกับความสงบ เลยจะไปนึกว่าเราทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้ดีแล้ว ดีแล้ว พอใจแล้ว ไปพอใจแต่เพียงแค่นั้น เมื่อจิตถอนออกมาเพราะความดีใจรีบกระโดดโลดเต้นออกจากที่นั่งสมาธิ ไม่ชะลอเวลาอยู่สักพักก่อน เราก็ได้เพียงแค่ความสงบ

แต่ถ้าเราชะลอเวลา ยังไม่รีบออกจากที่นั่งสมาธิ มาย้อนพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มต้น เราเริ่มนั่งสมาธิ เริ่มกำหนดอารมณ์ พิจารณาตรวจตราดูว่าจิตของเราเป็นอย่างไร สงบหรือไม่สงบ ผ่านอะไรเข้าไปบ้าง มีปีติ สุข เอกัคตามั้ย เพียงแค่นี้ก็เป็นอุบายทำให้เราเกิดสติปัญญา เมื่อเราพิจารณาทบทวนดูจนจบเรื่องที่เราพิจารณาแล้ว มายับยั้งจิตให้เฉยอยู่สักพักหนึ่ง เมื่อความคิดเกิดขึ้น รีบทำสติตามรู้ เอาสิ่งรู้นั้นเป็นอารมณ์ของจิต ทำสติตามรู้ไป เป็นการพิจารณาอารมณ์ในขั้นแห่งวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนาก็ดี การปฏิบัติด้วยการยกจิตขึ้นพิจารณาอะไรก็ดี เช่นพิจารณากายคตาสติ พิจารณารูปนามก็ดี หรือกำหนดจิตทำสติตามรู้ความคิดก็ดี การปฏิบัติตามแบบดังที่กล่าวมาจุดมุ่ง ก็เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิขั้นสมถะ เมื่อสมาธิขั้นสมถะไม่มี สมาธิไม่มี ฌานก็มีไม่ได้ ในเมื่อไม่มีฌานคือการเพ่งดูจิตและอารมณ์ ปัญญาก็มีไม่ได้ ปัญญาก็คือความคิด ถ้าเมื่อความคิดไม่มี สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ วิชชาความรู้แจ้งก็มีไม่ได้ หรือวิปัสสนาก็มีไม่ได้

เพราะฉะนั้นความสงบของจิตในขั้นสมถะกรรมฐาน จึงเป็นพื้นฐานให้เกิดวิปัสสนาปัญญา ความคิด หรือสติปัญญาที่เราตั้งใจคิด ที่เราเรียนรู้มาจากตำรับตำรา รู้มาจากการได้ยินได้ฟัง รู้มาจากการค้นการคิด อันนี้เป็นสติปัญญาธรรมดา แต่เมื่อจิตสงบลงแล้วจิตผุดเป็นความรู้ขึ้นมาจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้อันนั้นเรียกว่า สมาธิปัญญา

แต่นักปฏิบัติทั้งหลาย อย่าไปตั้งใจปฏิบัติเฉพาะเวลาเรานั่งหลับตาสมาธิหรือเดินจงกรม ให้พยายามทำสติกำหนดตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกลมหายใจ อันนี้เป็นจุดยืนของนักปฏิบัติ ถ้าหากเราเอาแต่เวลานั่งสมาธิเดินจงกรม เป็นการสำรวมจิต หรือเป็นการภาวนาเท่านั้น เราอาจจะนั่งสมาธิภาวนาวันละ 3-4 ชั่วโมง แต่หากเวลาที่เราปล่อยจิตปล่อยใจให้เป็นไปตามกิเลสและอารมณ์มากกว่านั้น จิตของเราจะไม่สามารถสร้างพลังขึ้นมาต่อต้านกับความรู้สึกฝ่ายข้างต่ำคือกิเลส

แต่ถ้าเราทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด อยู่ตลอดเวลา หรือทุกลมหายใจ เราจะได้ปฏิบัติธรรมอยู่ทุกลมหายใจ ทำสมาธิอยู่ทุกลมหายใจ ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาอยู่ทุกลมหายใจ เราจะมีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ทุกลมหายใจ การทำสติสังวรณ์ระวังคอยดูอยู่นั่นแหละคือวินัย ความมั่นใจต่อการที่จะกำหนดรู้กิเลสและอารมณ์ของตัวเองนั่น คือสมาธิ ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเกิดขึ้น ดับไป ในขณะที่กำหนดอยู่ นั่นคือตัวปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นได้ด้วยการทำสติ ตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด

ในขั้นแรก ๆ เราอาจจะลำบากหน่อย แต่เมื่อเราฝึกหัดอบรมบ่อย ๆ เข้า ทำให้มาก ๆ จนเกิดการคล่องตัว ภายหลังเราจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดตามรู้สิ่งดังกล่าว แต่จิตของเราจะมีประสิทธิภาพ สติของเราจะมีประสิทธิภาพ ตามรู้ไปเองโดยอัตโนมัติ

วันนี้ขอกล่าวธรรมะเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติในขั้นสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานพอเป็นคติเตือนใจและเป็นแนวดำริของท่านผู้ฟัง ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาละเวลา จึงขอยุติด้วยประการฉะนี้ – 003

…………………..

พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๗ 
คักลอกจากลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=23322

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พระพรหมบัณฑิต’ยกเคส‘โควิด-สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ แนะนักบริหารใช้สตินำพาเกิดปัญญา

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639531

‘พระพรหมบัณฑิต’ยกเคส‘โควิด-สงครามรัสเซีย-ยูเครน’ แนะนักบริหารใช้สตินำพาเกิดปัญญา

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.29 น.

วันที่ 5 มีนาคม 2565 พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาส เขตธนบุรี กรุงเทพฯ  บรรยายออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ให้กับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง”หรือ นยปส.รุ่นที่ 13 รับฟัง ในหัวข้อ “คุณธรรม จริยธรรมโดย สำหรับนักบริหาร” นำธรรมะให้แง่คิดแก่นักบริหารในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งภาวะความเป็นผู้นำ โดยยกกรณีสงครามในยูเครน รัสเซีย และสถานการณ์โควิด ซึ่งทุกเรื่องต้องใช้หลักธรรมะ คือ สติ สัมปชัญญะ ที่ทำให้เกิดปัญญา

โดยกล่าวถึงลักษณะของนักบริหารต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง นักบริหารจะต้องมีหลักธรรมะแห่งนักบริหารเพื่อเป็นบรรทัดฐานตรวจสอบตัวเอง และปรับตัวตามสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญคือการฝึกสติ อยู่กับปัจจุบัน ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เช่นการใช้พรหมวิหาร 4 และการบริหารคนให้เหมาะสมกับงาน นอกจากนี้นักบริหารยังต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี บนทักษะ เก่งคิด เก่งคน และเก่งงาน รวมถึงมีจริยธรรมหรือจรรยาบรรณในวิชาชีพ

“การใช้ชีวิตประจำวัน สติคือหลักการอยู่กับปัจจุบัน และเป็นฐานของปัญญาเพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคต เป็นการเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต ในสถานการณ์ต่างๆ ผู้บริหารต้องมีความเป็นผู้นำ คือผู้ที่ทำให้ผู้อื่นทำงานตามที่ผู้นำต้องการ เช่น สถานการณ์โควิด ที่ต้อง Work From Home ผู้นำต้องกุมใจในการทำงานและมีปัญญาบอกได้ว่า ทำแล้วส่วนรวมจะได้ประโยชน์อะไร” พระพรหมบัณฑิต กล่าว 

พระพรหมบัณฑิต ยังกล่าวถึง ภาวะผู้นำ กรณีสงครามในยูเครน รัสเซีย ว่า จะทำให้สังคมเกิดความสงบได้อย่างไรนั้นจะต้องกลับมาสู่ฐานเดิม คือสติ เพื่อให้เกิดปัญญา และเรื่องนี้สหประชาชาติ จะต้องหาวิธีการเตือนสติ ให้เกิดการรอมชอม และไม่ซ้ำเติมสถานการณ์โควิด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จังหวัดเลย เตรียมความพร้อม งานเทศกาลศิลปะร่วมสมัย ลุ่มแม่น้ำโขง กิจกรรม สวมหน้ากาก ยลงานศิลป์ เช็คอินริมโขง Mask Festival 2022

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639527

จังหวัดเลย เตรียมความพร้อม งานเทศกาลศิลปะร่วมสมัย ลุ่มแม่น้ำโขง  กิจกรรม สวมหน้ากาก ยลงานศิลป์ เช็คอินริมโขง Mask Festival 2022

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.14 น.

จังหวัดเลย เตรียมความพร้อม งานเทศกาลศิลปะร่วมสมัย ลุ่มแม่น้ำโขง

กิจกรรม สวมหน้ากาก ยลงานศิลป์ เช็คอินริมโขง Mask Festival 2022

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ณ ลานวัฒนธรรมวัดท่าคก อ.เชียงคาน จ.เลย นายชัยธวัช  เนียมศิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย (สวมเสื้อเชิ้ตลายทาง) เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัย ลุ่มแม่น้ำโขง  โดยการจัดงานดังกล่าวนี้ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงคาน รูปแบบ Sandbox เพิ่มการรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้กลับมาภายใต้มาตรการความปลอดภัย ของสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน SHA และ SHA+ แล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพียงฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วและแสดงต่อสถานประกอบการในจังหวัดเลย ก็สามารถท่องเที่ยวได้ทุกพื้นที่ด้วยมั่นใจ

นางสาวณัณธิญาจ์ มังคละคีรี วัฒนธรรมจังหวัดเลย (สวมเสื้อสูทสีน้ำตาล) กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัย ลุ่มแม่น้ำโขง ณ จังหวัดเลย กิจกรรม: สวมหน้ากาก ยลงานศิลป์ เช็คอินริมโขง ระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม 2565  ณ ลานวัฒนธรรมวัดท่าคก ตำบลเชียงคาน  อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ด้วยมิติทางวัฒนธรรม และพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมวัฒนธรรมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และการสร้างสรรค์  งานด้านศิลปวัฒนธรรม  อีกทั้ง ส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมทำงาน วัฒนธรรมทำเงิน และวัฒนธรรมทำดี”  กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย

1. การแสดงผลงานจากการประกวดศิลปะร่วมสมัย “เทศกาลหน้ากาก” (Mask Festival)

2. การสาธิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย ( CPOT / CCPOT)

3. กิจกรรมถนนสายศิลปะ(Street Art at Loei) 

4. การจัดแสดง “ผ้า ลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัดเลย”   

5. การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น/ร่วมสมัย

และที่จะสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว คือวันเปิดงานในวันที่ 12 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป จะมีขบวนพาเหรดหน้ากากหลากสีสัน (Mask Festival) มากกว่า 300 คน โดยเริ่มขบวนจากวัดศรีคุนเมือง เดินตามถนนคนเดิน ถึงลานวัฒนธรรมวัดท่าคก ซึ่งทุกคนจะพร้อมใจกันสวมใส่หน้ากากหลากสีสัน ร่วมชมโคมไฟหน้ากากหลากสีและมีการแสดงบนเวทีกลาง ซึ่งในงานวันนั้นได้รับเกียรติจาก นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นประธานเปิดงาน

นายจริยาทร  สูหู่  ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย (สวมเสื้อผ้าไทยสีแดง) กล่าวเสริมว่า ในด้านการประชาสัมพันธ์ ทาง ททท.สำนักงานเลย ได้ดำเนินการบันทึกงานนี้ลงในคู่มือปฏิทินท่องเที่ยวประจำเดือนมีนาคมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเลย
เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานในปีต่อๆ ไป แล้ว ตลอดจนได้ขอความร่วมมือไปยังชมรมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงคาน นำภาพโปสเตอร์ และข้อความใส่ในเพจของแต่ละสถานประกอบการเพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวล่วงหน้า รวมทั้งจัดทำตัวอย่างกำหนดการท่องเที่ยวไว้เป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมงานนี้ เพื่อเป็นการบอกเล่าให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสัมผัสกับกิจกรรมอันเป็นวิถีชีวิตของคนเชียงคาน วัฒนธรรมใส่บาตรข้าวเหนียว ขี่จักรยานชมบ้าไม้เก่าแล้ว  นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกท่องเที่ยวทางเรือล่องแม่น้ำโขง กราบรอย
พระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ชมจุดชมวิวมุมสูงของแม่น้ำโขงที่ภูทอก สัมผัสความเสี่ยว ซาบซ่า
ท้าหัวใจได้ที่สกายวอล์คเชียงคาน ตลอดจนสัมผัสวิถีชีวิตของชาวไทดำ ณ หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำบ้านนาป่าหนาด ได้อีกด้วย  

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘แม่แตงโม’แจงอีกรอบเงิน 30 ล้านแค่เรื่องสมมุติ อ้างตำรวจเป็นคนแนะนำ

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639520

'แม่แตงโม'แจงอีกรอบเงิน 30 ล้านแค่เรื่องสมมุติ อ้างตำรวจเป็นคนแนะนำ

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.52 น.

“แม่แตงโม”แจงอีกรอบ อ้างปมเงินเยียวยาค่าศพ 30 ล้านบาท ยังเป็นแค่เรื่องสมมุติ ชี้ตำรวจแนะนำว่าควรจะเป็นแบบนี้ ส่วนเงินกรมธรรม์ 1 ล้านบาทของลูกกระติกจะให้เป็นทุนการศึกษา

หลังจากที่ นางภนิดา ศิริยุทธโยธิน คุณแม่ของดาราสาว แตงโม ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ มาออกในรายการ โหนกระแส เมื่องช่วงบ่ายวันนี้ (4 มีนาคม 2565) โดยกโทษให้ ปอ ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ 100% เพราะตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ปอ ได้โทรศัพท์มาหาคุณแม่ขอโทษทุกอย่าง และปอได้มาบอกว่าจะชดใช้ค่าปลงศพให้ตามที่เรียกร้องไปเบื้องต้น 30 ล้านบาท จนเกิดกระแสตีกลับ โดยเฉพาะคนวงการบันเทิงออกอาการหอนกันเป็นแถวๆนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ให้อภัย30ล้าน!? คนบันเทิงเคลื่อนไหว’แทค’นำทีมขออาหารหมาด่วน!)

5 มี.ค.65 ล่าสุด แม่แตงโม  ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งทางโทรศัพท์ในรายการ“ดราม่าวันนี้ “ออกอากาศทางช่อง 9 เมื่อคืนวันที่ 4 มี.ค. 65 ที่ผ่านมา พร้อมกับทนายกฤษณะ ศรีบุญพิมพ์สวย ผู้ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณแม่

โดยแม่แตงโม กล่าวว่า ที่พูดเรื่องรายได้ในรายการเป็นเพียงการสมมติ เพราะถ้าแตงโม นิดายังมีชีวิตอยู่จะมีรายได้ปีละเท่านี้ ถ้ายังมีชีวิตต่ออีก 30 ปี จะเป็นเงินเท่าไร ซึ่งเป็นการสมมุติขึ้นมาเพื่อเป็นจำนวนที่เขาต้องจ่ายให้แม่ เรื่องนี้ได้ตำรวจที่ สภ.เมืองนนทบุรี เป็นคนแนะนำ โดยระบุว่าหากได้คุยกับปอควรจะออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งมีการปรึกษามาตลอด 1 สัปดาห์ หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นมีผู้ใหญ่แนะนำว่ายังไม่จำเป็นต้องมีทนาย แม่สามารถเดินเอกสารต่างๆ ได้ด้วยตนเอง

“เรื่องที่แม่พูดเรื่องเงินในรายการไม่ใช่ประเด็น เพราะคุณหนุ่ม กรรชัยบอกเองว่าให้แม่เต็มที่ได้เลย พอพูดถึงเรื่องเงินกลายเป็นว่าสร้างความเสียหายให้แม่ ส่วนเรื่องของกรมธรรม์ที่เป็นชื่อของลูกสาวกระติก ผู้จัดการ แตงโม แม่ก็จะมอบให้เป็นทุนการศึกษา แต่จัดการอย่างไรต้องให้ทนายเป็นคนตอบ แม่ไม่เอามาแบ่งที่ตัวเอง เพราะแม่เป็นผู้จัดการมรดกจะได้ในส่วนของมรดก เรื่องของเงินกรมธรรม์แม่ไม่มีสิทธิ์  ส่วนในเรื่องที่โซเชียลคอมเมนต์ตีกลับนั้น แม่ไม่ได้อ่านและไม่รู้เรื่อง มีแต่คนมาเล่าให้ฟัง แต่เข้าใจได้เพราะเรื่องที่พูดในรายการเป็นเพียงการสมมติ ไม่ได้คิดจะเอาเงินจากการเสียชีวิตของลูก” แม่แตงโมกล่าวย้ำ

แม่แตงโม ยังกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่ให้อภัย ปอ-โรเบิร์ต 100% แต่ให้อภัยเพื่อนหรือ ฮิปโปแค่ 50% เพราะว่าเขาคือคนที่บอกแม่ว่าไม่ต้องให้ข่าวกับนักข่าวในวันที่แตงโมตกน้ำ ก่อนที่จะโทรมาขอโทษทีหลัง ส่วนของแอนนาเขาออกมาขอโทษและขอถอนตัวแล้ว อีกทั้งเรื่องที่เปลี่ยนสถานที่จัดงานศพนั้น เขาเพิ่งจะมาคุยได้ไม่นานก่อนที่จะไปออกข่าว ซึ่งเขาบอกว่าเปลี่ยนสถานที่ได้ไหม แม่จะได้มีเงินใช้ แต่แม่ปฏิเสธไป เพราะคุยกับอาจารย์ที่โบสถ์แล้วว่าเขาจะจัดงานให้อย่างดี แม่ไม่อยากให้เขาและเพื่อนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานศพของแตงโม นิดา เพราะมีทีมงานที่ดูแลและเตรียมเซ็ตไว้หมดแล้ว ในส่วนที่แนะนำให้แม่มีทนาย ตอนนี้แม่มีแล้ว

ด้าน ทนายกฤษณะ ศรีบุญพิมพ์สวย ผู้ที่เป็นทนายของแม่แตงโม กล่าวว่า เพิ่งเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้คุณแม่วันแรก ก่อนหน้านี้มีผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักและคุยผ่านทางไลน์ก่อนที่จะมีการโทรหา สำหรับเรื่องเงิน 30 ล้าน ตนเคยถามคุณแม่ว่าคุณแตงโมมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ และรายได้ต่องานเท่าไหร่ คุณแม่ประมาณการมาว่า 30 ล้าน ซึ่งคุณแม่ไม่ได้จะเรียกร้อง และยังไม่ได้มีการคุยกับคุณปอเรื่องนี้ เป็นแค่การประมาณการคร่าว ๆ เพราะตอนนั้นคุณแม่ยังไม่มีทนาย แต่โดยส่วนตัวแล้วการที่คุณแม่นำเสนอออกไปแบบนั้น ตนก็มองว่ามันไม่เหมาะสมในเวลานี้ ตามหลักการเรียกร้องค่าสินไหมผู้เสียหายกับผู้ถูกล่าวหาต้องไปคุยกันในชั้นศาล ต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง จะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลด้วย

ขอบคุณข้อมูลรายการดราม่าวันนี้ ช่อง 9

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หลีกทางหน่อย’ปารีณา’มาแล้ว!!! ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว การชดใช้ครั้งนี้คือคุกเท่านั้น

Posted on March 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639513

หลีกทางหน่อย'ปารีณา'มาแล้ว!!! ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว การชดใช้ครั้งนี้คือคุกเท่านั้น

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.20 น.

“ปารีณา”มาแล้ว!!! ขอแสดงความเห็นในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ฟาดการชดใช้ครั้งนี้คุกเท่านั้น ยกเว้นฆ่าโดยเจตนาโทษประหารชีวิต

5 มี.ค.65 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีปมวิจารณ์คุณแม่ของดาราสาว”แตงโม-นิดา”ภายหลังให้สัมภาษณ์สื่อวานนี้ว่า “ในฐานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีลูกชายคนเดียวในชีวิต การชดใช้ครั้งนี้คือคุกเท่านั้น ยกเว้นหากเป็นการฆ่าด้วยเจตนาคือประหารชีวิตค่ะ”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้ว่าฯหนองคายบวงสรวงเปิดงาน ‘ฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ’ ใต้ร่มพระบารมี 195 ปี

Posted on March 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/639503

ผู้ว่าฯหนองคายบวงสรวงเปิดงาน 'ฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ' ใต้ร่มพระบารมี 195 ปี

วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565, 12.54 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นำบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนรำลึกวีรกรรมปราบกบฏฮ่อ ในงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ใต้ร่มพระบารมี 195 ปี เมืองหนองคายและงานกาชาดจังหวัดหนองคาย ภายใต้มาตารการป้องกันโรคโควิด

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 5 มีนาคม 2565 ที่หน้าอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ อ.เมืองหนองคาย นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรเอกชน ประชาชนชาวหนองคาย ประกอบพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ สักการะสถูปอัฐิทหาร วางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ในงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ใต้ร่มพระบารมี 195 ปี เมืองหนองคาย และงานกาชาด ประจำปี 2565

จังหวัดหนองคาย ได้ร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อค้า ประชาชน ภาคเอกชน ในจังหวัดหนองคายร่วมกันจัดงานฉลองอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ใต้ร่มพระบารมี 195 ปี เมืองหนองคาย และงานกาชาด ซึ่งถือเป็นงานประเพณี และเป็นงานประจำปีของจังหวัดหนองคายขึ้นในระหว่างต้นเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชน และรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของวีรชนในการทำศึกสงครามปราบปรามกบฏฮ่อ การจัดงานในปีนี้เป็นการจัดงานครบ 136 ปี ที่ชนะสงคราม ซึ่งวันที่ 5 มีนาคม เป็นวันที่กองทัพไทยชนะศึกสงครามในครั้งนั้น และเพื่อเป็นการจัดหาทุนสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานเหล่ากาชาด และจัดหาทุนเพื่อใช้จ่ายในกิจการสาธารณกุศลของจังหวัดหนองคายที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุน

โดยปีนี้รูปแบบการจัดงานอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด 19 งดการแสดงคอนเสิร์ต งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้บริการประชาชน ถนนอาหาร การออกร้านจำหน่ายสินค้า การออกร้านมัจฉากาชาด การชมวีดีทัศน์การแสดงตำนานสงครามปราบฮ่อ งดการแสดงประกอบแสงเสียง งานจะมีในระหว่างวันที่ 5 – 13 มีนาคม 2565 รวม 9 วัน ณ บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ลานเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณโดยรอบของศาลากลางจังหวัดหนองคายหลังเดิม.

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,276,629 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

SIA flies first batches of Covid-19 vaccines to Australia and New Zealand #SootinClaimon.Com
Thais give alms to monks on Father’s Day
โซไซตี้ : เอสจีเอส ประเทศไทย อาสาทำดีเพื่อน้อง ระดมพลังพนักงานจิตอาสา ลงแรง ด้วยใจ ให้น้องๆ ในจังหวัดสตูล ‘เพื่อชีวิต...ที่ดียิ่งกว่า’
VILLAINS AREN’T BORN. THEY’RE MADE. จากฮีโร่สู่จอมโหดที่ถูกโลกหล่อหลอม
'พิชัย' เชื่อ 'ทรัมป์' จะทำ ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น พาประเทศออกจากวังวนเดิม
New tack for Trump: Delay final vote count #SootinClaimon.Com
"วัชมนฟู้ด" ตั้งเป้าเป็น "ฮับ" ผลไม้นำเข้า
Davies reiterates US concerns over rights
star retro : ย้อนวันแห่งความสำเร็จ‘นกแล’ วงดนตรีในตำนาน ที่ยังเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพลง
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ ประทานรางวัลสุดยอดหมู่บ้านท่องเที่ยวชนบท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,689 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d