Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สาธารณสุขเมืองคอนตั้งกรรมการสอบแพทย์หญิงพาครอบครัวฉีดไฟเซอร์ #SootinClaimon.Com

Posted on August 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595225

สาธารณสุขเมืองคอนตั้งกรรมการสอบแพทย์หญิงพาครอบครัวฉีดไฟเซอร์

สาธารณสุขเมืองคอนตั้งกรรมการสอบแพทย์หญิงพาครอบครัวฉีดไฟเซอร์

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.23 น.

ด่วน! สาธารณสุขเมืองคอนตั้งกรรมการสอบแพทย์หญิงพาครอบครัวฉีดไฟเซอร์ วงจรปิดจับภาพชัด เจ้าตัวยื่นลาออกแล้ว

จากกรณีที่โลกออนไลน์ มีการแชร์เหตุการณ์แพทย์สาวจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช นำครอบครัวเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ จนเป็นที่โจษจันในวงการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขของจังหวัดนครศรีธรรมราช

ข้อมูลจากการสืบสวนผ่านผู้เกี่ยวข้องระบุว่า ในวันนั้นได้เบิกจ่ายวัคซีนจำนวน 11 ขวด จะมีผู้ได้รับวัคซีนซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุ จำนวน 66 คนมารอรับ โดยวัคซีนไฟเซอร์ 1 ขวดจะฉีดให้บุคลากรได้ 6 คน แต่มีเทคนิคคือแต่ละขวดหากใช้วิธีการ Low Dead Space Syringe จะดึงวัคซีนฉีดได้ถึง 7 คน ซึ่งโดยปกติแต่ละขวดนั้นจะฉีดเฉพาะ 6 คน หรือ 6 โดสเท่านั้น ที่เหลือจะได้รับคำสั่งให้ทิ้ง ประเด็นนี้ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า โดยผู้ที่มารับวัคซีนซึ่งเป็นครอบครัวของแพทย์หญิงคนดังกล่าวนั้นได้รับวัคซีนจากส่วนที่เหลือ 1 คน คือพี่สาว

ส่วนแม่นั้นเจ้าหน้าที่ดูดวัคซีนจากขวดได้แค่ 6 โดส ได้ใช้ในส่วนนี้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่เข้ามาฉีดนั้นไม่มีใบเซ็นยินยอมรับวัคซีนและไม่มีสติกเกอร์ Lot Vaccine ไม่มีการส่งเอกสารเข้าระบบ MOPH IC แต่ตรวจสอบได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับวัคซีนในขวดที่ 2 ใน Lot : 30125BA Exp.30/11/2564 แต่ไม่ทราบลำดับโดส เพราะไม่มีสติกเกอร์ติดให้ ในขณะที่เหตุการณ์เกิดขึ้นมีแพทย์หญิงคนดังกล่าวกำกับอยู่ตลอด ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้สร้างความอึดอัดให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้รายงานให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบโดยทันทีแล้ว และหลังจากที่ถูกกล่าวถึงในแวดวงเจ้าหน้าที่มากขึ้น แพทย์หญิงคนดังกล่าวได้แสดงความจำนงที่จะยื่นขอลาออกจากตำแหน่งแพทย์ปฏิบัติการของโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว ในขณะที่เรื่องการลาออกนั้นขณะนี้ยังไม่ปรากฏเอกสารอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นพ.จรัสพงษ์ สุขกรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้กล่าวย้ำทุกครั้งในการประชุมและการแถลงข้อมูลกับผู้สื่อข่าวนับตั้งแต่ก่อนการรับวัคซีนมาจากส่วนกลางว่า การรับวัคซีนไฟเซอร์จะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์คือต้องเป็นแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเท่านั้น หากผิดไปจากนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะถูกสังคมลงโทษและต้องดำเนินการทางวินัย ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลดังกล่าวนั้นขณะนี้ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามขั้นตอนของทางราชการแล้ว ส่วนการที่แพทย์หญิงคนดังกล่าวจะลาออกนั้นขณะนี้ยังไม่เห็นเอกสาร

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เศรษฐีโคราช ตะเวนมอบอาหารสถานที่กักตัว-อุปกรณ์การแพทย์ รพ.ทุกวัน #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595221

เศรษฐีโคราช ตะเวนมอบอาหารสถานที่กักตัว-อุปกรณ์การแพทย์ รพ.ทุกวัน

เศรษฐีโคราช ตะเวนมอบอาหารสถานที่กักตัว-อุปกรณ์การแพทย์ รพ.ทุกวัน

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.08 น.

16 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในห้วงวิกฤติสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด  ที่หลายชุมชน หรือครอบครัว ต้องเผชิญกับความเดือดร้อนยากลำบาก เพราะไม่มีรายได้ตกงาน ไม่มีกิน แต่ก็มีเรื่องราวดีๆ ที่พบเห็นกับการแบ่งปันช่วยเหลือในสังคมโดยผู้ใจบุญ

โดยที่อำเภอปากช่อง ชาวบ้านเดือดร้อนโควิด หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือโควิด และบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล จะรู้จักผู้ใจบุญ ที่ได้ชื่อว่า ดร.กัญญารัตน์ ทัศนานุกลกิจ เศรษฐีจิตอาสา หรือ เฮียเค็งจิตอาสา ที่เป็นผู้ให้ตลอดเวลา ช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนโควิด และสนับสนุนอำเภอปากช่อง กิ่งกาชาด โรงพยาบาลปากช่องนานา รวมถึงชุมชน วัด และโรงเรียน ตลอดเวลา

ดร.กัญญารัตน์ ทัศนานุกลกิจ หรือ เฮียเค็งจิตอาสา เศรษฐีผู้ใจบุญจิตอาสาของปากช่อง เปิดเผยว่า ได้ช่วยเหลือชาวบ้านมานานแล้ว โดยได้ร่วมกันกิ่งกาชาดอำเภอปากช่อง ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากไร้ และในช่วงระบาดโควิดปีที่แล้ว ก็ตระเวนมอบถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน รวมถึงบริจาคทุนทรัพย์ช่วยเหลือโรงพยาบาล องค์กรการกุศลต่างๆ

ดร.กัญญารัตน์ฯ เปิดเผยอีกว่า ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระบาดหนัก ที่ผ่านมา รู้สึกสงสารชาวบ้านที่เดือดร้อนจากโควิดตกงานไม่มีเงิน ไม่ทีกิน และชีวิตเคยลำบากมาก่อน จึงเข้าใจชาวบ้าน จึงนำเงินส่วนตัวซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม ตระเวนแจกของให้ชาวบ้านตามสถานที่ต่างๆ

รวมถึงซื้ออาหารกล่อง ไปทยอยมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลปากช่องนานา รวมถึงฝ่ายปกครอง อำเภอปากช่อง โรงพยาบาลสนาม สถานที่ฉีดวัคซีนตามจุดต่างๆ ช่วยเหลือสนับสนุนกู้ภัย กู้ชีพ ที่เป็นกลุ่มเสียสละในช่วงโควิด ล่าสุด ร่วมกับวัดคีรีวันต์ ปากช่อง ทำโรงทานมอบข้าวสาร อาหารแห้ง และขนม น้ำดื่มให้ชาวบ้านกักตัวตามชุมชน รวมถึงเด็กๆ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อร่อยสมคำร่ำลือ! ‘ก๋วยเตี๋ยวโบราณห่อใบตอง’ ตำนานความอร่อย 54 ปี #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595216

อร่อยสมคำร่ำลือ! ‘ก๋วยเตี๋ยวโบราณห่อใบตอง’ ตำนานความอร่อย 54 ปี

อร่อยสมคำร่ำลือ! ‘ก๋วยเตี๋ยวโบราณห่อใบตอง’ ตำนานความอร่อย 54 ปี

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.32 น.

“ก๋วยเตี๋ยวโบราณห่อใบตอง” ของร้าน “นางสงบ เมฆเลื่อม” อายุ 75 ปี หรือ “ยายหง๊บ” ชาว ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย ถือเป็นที่สุดของร้านเด็ดร้านดังในตำบลบ้านสวน ที่สร้างตำนานความอร่อยมายาวนานถึง 54 ปี แม้ปัจจุบันสภาพร่างกายของยายสงบจะไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย ยืนไม่ค่อยไหว แต่ยายสงบก็ยังมีใจสู้ นั่งเก้าอี้ทำก๋วยเตี๋ยวขายอยู่ใต้ถุนบ้านตัวเอง ให้ลูกค้าได้ชิมฝีมือความอร่อยที่สมคำร่ำลือ

นายพา  เมฆเลื่อม อายุ 78 ปี สามีของนางสงบ บอกว่า เคยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ใต้ต้นไทร บริเวณตลาดสดเทศบาลตำบลบ้านสวน ก่อนย้ายมาขายอยู่ใต้ถุนบ้านตัวเอง ที่ตั้งอยู่เลขที่ 235/1 ซอย 23/2 หมู่ 3 ต.บ้านสวน อ.เมืองสุโขทัย เพราะสุขภาพไม่ค่อยดี เลยต้องขายอยู่ที่บ้านแทน โดยเปิดร้านตั้งแต่ 09.00 ถึง 13.00 น. หยุดทุกวันเสาร์-อาทิตย์

นอกจากก๋วยเตี๋ยวไทยโบราณห่อใบตอง เส้นเล็ก เส้นใหญ่ หมี่เหลือง หมี่ขาว ใส่ตับ ลูกชิ้น หมูแดง พร้อมปรุงเสร็จ แถมให้เครื่องเยอะ แต่ขายชามละ 20 บาท พิเศษก็แค่ 25 บาท ที่ร้านก็ยังมีก๋วยจั๊บขายด้วยเช่นกัน โทรสั่งได้ที่เบอร์ 088-154-257-3

นายพา บอกว่า ทุกวันนี้ตนเองต้องช่วยนางสงบ (ภรรยา) ขายก๋วยเตี๋ยว คอยบอกย้ำเมนูที่ลูกค้าสั่ง เพราะหูไม่ค่อยได้ยิน ยืนนานก็ไม่ได้ แต่ใจก็ยังสู้ อยากจะทำก๋วยเตี๋ยวขาย ซึ่งก็เป็นความสุขของเขา เราก็ช่วยสนับสนุน ทำจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวบ้านผวา ‘ช้างป่าภูหลวง’ บุกหมู่บ้านริมชายป่าหาของกิน (คลิป) #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595210

ชาวบ้านผวา ‘ช้างป่าภูหลวง’ บุกหมู่บ้านริมชายป่าหาของกิน (คลิป)

ชาวบ้านผวา ‘ช้างป่าภูหลวง’ บุกหมู่บ้านริมชายป่าหาของกิน (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.01 น.

16 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นภาพที่ช่างป่าภูหลวงจังหวัดเลย โดยกล้องวงจรปิดจับภาพขณะที่ช้างป่าประมาณ 3-4 ตัว เดินทางลงจากภูหลวงมาหากิน จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง มาที่บริเวณบ้านกกซ้อ ม.4 ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 4 กิโลเมตร เมื่อวันก่อน  โดยช้างนั้นได้เข้าไปทำลายข้าวของ บ้านเรือน แต่โชคดีวันนั้นไม่ได้พังบ้านหลังนี้ และชาวบ้านไม่อยู่ในบ้าน เพราะกลัวไม่กล้าอยู่ และหากทราบว่า ช้างป่าลงมาหากินในช่วงไหน ก็จะกลับไปนอนในหมู่บ้าน

นายวัชระ ธรรมสอน หัวหน้าโครงการฟื้นฟูอาหารช้างภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง กล่าวว่า สำหรับช้างใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ปัจจุบันอยู่ประมาณ 186 ตัวสำรวจปี 2560 และจะออกหากินนอกเขตในช่วงฤดูฝน 15-20 ตัว  หากในช่วงฤดูแล้งจะเกิดความแห้งแล้งขาดอาหาร ช้างป่ากว่า 50-70  ตัว จะออกมาหากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งขณะนี้ก็ถือว่ายังรุนแรงอยู่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทึ่งไปอีก! ‘น้องขวัญข้าว’ วัย 9 ขวบ เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ สั่งไก่ให้ ‘หลับ-ตื่น’ ได้ #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595203

ทึ่งไปอีก! 'น้องขวัญข้าว' วัย 9 ขวบ เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ สั่งไก่ให้ 'หลับ-ตื่น' ได้

ทึ่งไปอีก! ‘น้องขวัญข้าว’ วัย 9 ขวบ เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ สั่งไก่ให้ ‘หลับ-ตื่น’ ได้

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 09.13 น.

16 สค 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ได้ติดตามดู ความรักต่างสายพันธุ์ระหว่างคนกับไก่  อยู่ด้วยกันมาแบบเพื่อนรัก เชื่องฉลาด รับรู้คำพูดบอก หลับและตื่นได้ โดยน้องขวัญข้าว อายุ 9 ปี มีสามารถพิเศษเฉพาะตัวสามรถพูดใช้มือ ลูบตามหัวลำตัวไก่เพศเมียสีดำ อายุ 5 เดือน ที่เลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนโตมีความเชื่องและฉลาด อยู่ด้วยกันแบบเพื่อน สนิท  ให้อุ้มเล่น ฟังคำสั่งให้หยุดนิ่งหรือนอนหลับและตื่นได้ จนเป็นที่แปลกใจ ในความสามารถของน้องขวัญข้าว เป็นอย่างยิ่ง 

นางกุลภาญา เรือนวงศ์ เลขที่ 121ม.10  ตำบลบ้านท่าจำปี อ.เมือง จ.พะเยา แม่น้องขวัญข้าว  เล่าว่า น้องขวัญข้าวอยู่ที่บ้านไม่มีเพื่อนเล่นแม่จึง นำเอาไก่มาให้เลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ จะให้น้องขวัญข้าวเล่นคลุกคลีกับไก่จนโตเกิดความผูกพันธ์จนเป็นเพื่อนรักต่างสายพันธุ์  ให้ความเชื่อใจ เวลานอนน้องขวัญข้าว จะใช้มือ รูปตรงหัวและหน้าอกไก่ทำให้ไก่หลับตานอนหลับและบอกตื่นได้ ซึ่งแม่ก็แปลกใจว่าน้องขวัญข้าว  ทำได้ไง เพราะไม่มีใครสอน  แต่อย่างใด แต่น้องทำให้ไก่หลับได้ดังกล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดใจแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ‘ถูกหรือผิดกฎหมาย’ ล้วนมีฝัน-ชีวิตต้องสู้ #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595095

เปิดใจแรงงานไทยในเกาหลีใต้  ‘ถูกหรือผิดกฎหมาย’ล้วนมีฝัน-ชีวิตต้องสู้

เปิดใจแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ‘ถูกหรือผิดกฎหมาย’ล้วนมีฝัน-ชีวิตต้องสู้

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“เพราะความจนมันน่ากลัว” จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนจากประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าจะดั้นด้นดิ้นรนไปทำงานในประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงกว่าเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นคนท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาสูงมักเลือกไม่ทำงานประเภท “3D” ได้แก่อันตราย (Dangerous) สกปรก (Dirty) และยากลำบาก (Difficult) ดังจะเห็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานก่อสร้าง ประมง ลูกจ้างภาคเกษตร โรงงานคัดแยกขยะ และอีกหลายงานที่คนไทยไม่ทำ

ในทางกลับกัน หลายประเทศก็เป็นความหวังของคนไทยบางกลุ่มที่จะเข้าไปทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว หนึ่งในนั้นคือ เกาหลีใต้ ที่มีความพยายามหาทางเข้าไปทำงานทั้งแบบถูกและผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เจาะลึกชีวิตแรงงานไทยในเกาหลี” โดยมีตัวแทนแรงงานไทยทั้งที่เข้าไปทำงานอย่างถูกและไม่ถูกกฎหมายมาบอกเล่าเรื่องราว

จักรพงษ์ โอดเปี้ย หนุ่มไทยวัย 25 ปี ไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายผ่านระบบ EPS (Employment Permit System) เล่าว่า ผู้ที่จะสมัครในระบบนี้จะเลือกทดสอบงานได้ 1 ใน 3 อย่างคือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและก่อสร้าง โดยจะได้วีซ่าประเภท E9 (หมายถึงวีซ่าทำงานประเภทไร้ทักษะ) ซึ่งในจำนวนนี้ ผู้ที่ได้วีซ่า E9 ภาคอุตสาหกรรม สามารถย้ายไปทำงานภาคเกษตรหรือก่อสร้างในภายหลังได้ ในขณะที่ผู้ได้วีซ่า E9 ภาคเกษตรหรือก่อสร้าง ไม่สามารถย้ายไปภาคอุตสาหกรรมได้ ดังนั้นหากทำได้อยากให้เลือกภาคอุตสาหกรรมไว้ก่อนดีกว่า

ส่วนสัญญาจ้างทำงานนั้นในตอนแรกจะเป็นสัญญาแบบปีต่อปี เมื่อทำงานครบ 3 ปีแล้วจะต่อสัญญาได้อีก1 ปี 10 เดือน แล้วจะต้องเดินทางจากเกาหลีใต้กลับไปอยู่ประเทศไทยสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ ซึ่งก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.หากไม่เคยย้ายสถานที่ทำงาน เมื่อครบรอบแรก 4 ปี 10 เดือน แล้วกลับไปพักที่เมืองไทย3 เดือน เมื่อกลับมาทำงานที่เดิมในเกาหลีใต้แล้วทำจบครบรอบ 2 อีก 4 ปี10 เดือน ครั้งนี้จะได้กลับไปพักที่เมืองไทยเพียง 1 เดือนเท่านั้น

กับ 2.หากเคยย้ายสถานที่ทำงาน เมื่อทำงานจนครบอายุวีซ่าคือ 4 ปี 10 เดือนแล้วกลับไปพักที่เมืองไทยจะต้องรอทดสอบเพิ่มเติมและรอเวลาเพื่อกลับไปทำงานในรอบต่อไป แต่ก็ยังเร็วกว่าคนที่เพิ่งทดสอบใหม่เป็นครั้งแรก ส่วนจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจมาทำงานในเกาหลีใต้นั้น ต้องย้อนไปเมื่ออายุได้ 18 ปี ยังเรียนไม่จบชั้น ม.6 ได้รับการชักชวนจากพ่อให้ไปลองสมัครสอบทำงานในระบบ EPS จึงตัดสินใจไปสมัคร ซึ่งก็ต้องไปเรียนภาษาเกาหลี
เพิ่มเติม แต่สำหรับคนที่มั่นใจว่าทำข้อสอบได้เพราะใช้ภาษาเกาหลีได้ดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ปัจจัยสำคัญที่เลือกไปทำงานต่างแดนนั้นมาจากสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว “เพราะเป็นลูกชาวนาจึงมีหนี้สินเยอะ” ส่วนค่าใช้จ่ายจิปาถะตั้งแต่ค่าสมัครสอบ ค่าเรียนภาษาเกาหลี (หากจำเป็นต้องเรียน) ค่าตรวจโรค ค่าตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนเงินตั้งต้นในการอยู่อาศัยระยะแรกเริ่มทำงานในเกาหลีใต้ จะอยู่ที่อย่างน้อยประมาณ 5 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารบางแห่งในไทยอนุญาตให้แรงงานที่ได้รับสัญญาว่าจ้างแน่นอนแล้ว ใช้สัญญาว่าจ้างนั้นเป็นหลักฐานยื่นขอกู้เงินได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม “โชค” ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตัดสินว่าใครจะได้ไปทำงานที่แดนกิมจิหรือไม่ จักรพงษ์ อธิบายประเด็นนี้ว่า แม้จะสอบผ่านในวันเดียวกัน แต่หากนายจ้างที่เกาหลีใต้ไม่เลือกก็จะต้องรอต่อไป และหากรอจนครบ 2 ปี ก็จะต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสอบใหม่ตั้งแต่ต้นเพราะผลสอบมีอายุครั้งละ 2 ปี ทำให้มีตั้งแต่คนที่ได้วีซ่าแล้วได้เดินทางทันที หรือบางคนรอกัน 1 ปี หรือบางคนรอไปถึง 2 ปีจนผลสอบหมดอายุก็ยังไม่ได้ไปทำงาน นอกจากนี้ ก็ต้องยอมรับด้วยว่าการมาทำงานในระบบ E9 นี้ต้องเจอกับงานหนักเป็นธรรมดา

“อย่างแรกเลยคือที่เกาหลีใต้เขาเอาเรามาทำงานก็เพราะว่าประชากรเขาน้อยแล้วเขาก็เข้าสู่สังคมสูงวัย แล้วก็ปัญหาเกาหลีใต้ที่เขาเอาเราเข้ามาก็เพราะวัยรุ่นของเขาก็อยากทำงานที่เกี่ยวกับออฟฟิศเสียมากกว่า สิ่งที่เขาขาดก็คือแรงงานเกษตร แรงงานก่อสร้าง หรือว่าแรงงานอุตสาหกรรมที่มาส่วนของฝ่ายผลิตอะไรอย่างนี้ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเรามาทำงานในส่วนที่เราไม่มี Skill (ทักษะ) เพราะ E9 ไม่ว่าคุณจะจบปริญญาตรี โท เอก แต่ถ้าคุณสอบมาใน E9 คุณก็เป็นแค่แรงงาน Low Skill (ทักษะต่ำ) ไม่มี Skill ก็จะเหมือนๆ กัน

เพราะฉะนั้นในสถานที่ทำงานถามว่าหนักไหม? สำหรับผมมันหนักนะอย่างโรงงานผมเป็นโรงงานเหล็กก็จะต้องมีการยกเหล็กขึ้นมาประกอบนั่นนี่ ซึ่งแต่ละลังก็ 30-40 กิโลกรัมได้เลย แล้วต้องยกตลอดเวลาซึ่งโรงงานผมก็จะเน้นเอาคนอายุน้อย อย่างบางโรงงานเน้นอายุ 28-29 ปีแต่โรงงานผมเน้นอายุน้อยเพราะทำงานแบบนี้ แต่บางโรงงานอาจเอาอายุเยอะหน่อย อย่างก่อสร้างสัก28-29 ปี ที่มีประสบการณ์มาแล้ว” จักรพงษ์ กล่าว

ส่วนที่พักนั้นก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่นอนในบ้านตู้คอนเทนเนอร์ พักอยู่ชั้นบนของโรงงาน ไปจนถึงมีห้องพักให้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงานหรือนายจ้าง จักรพงษ์ ระบุว่า ในส่วนของตนนั้น รายได้พื้นฐานเดือนละประมาณ 1 ล้านวอน เมื่อหักค่าน้ำ-ไฟ และค่าที่พักประมาณ 5 หมื่นวอนต่อเดือน ก็ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงอีกทั้งที่ทำงานยังเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นอีก ทำให้เสียค่าอาหารเพียงมื้อเช้าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเพิ่งมีกฎหมายออกมาจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (OT) ทำให้รายได้เสริมในส่วนนี้ลดลง

สำหรับเวลาอื่นๆ นอกจากการทำงาน ก็ได้เข้าไปเที่ยวในเมืองบ้างโดยนายจ้างไม่ได้ว่าอะไร ขอให้ไม่กระทบต่อการทำงานก็พอ ซึ่งต้องยอมรับว่า “ขนส่งมวลชนเกาหลีใต้นั้นสะดวกสบายมาก” จักรพงษ์ เปรียบเทียบกับบ้านเกิดของตนคือ จ.บุรีรัมย์ จะมีรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เพียงวันละ 2 เวลาเท่านั้น ในขณะที่การเดินทางจากเขตนอกเมืองของเกาหลีใต้เข้าไปยังกรุงโซล สามารถไปได้หลายทางทั้งรถประจำทางสายธรรมดาแล้วต่อรถไฟฟ้า และสายด่วนที่วิ่งเข้ากรุงโซลโดยตรง อีกทั้งรถประจำทางมีทั้งสายที่วิ่งบนถนนสายหลัก และสายที่วิ่งถนนสายรองผ่านตรอกซอกซอย

“ใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ไม่ต้องซื้อรถเลยก็ได้ เลยประหยัดเงินซื้อรถไปได้ แล้วการเดินทางก็ไม่ได้แพงมากค่ารถเมล์เริ่มต้นแค่ 30-40 บาท แต่ถ้าขึ้นรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟฟ้า มันจะลดลงมาจากเมื่อก่อนที่ขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเท่าๆ กับรถเมล์ แต่ถ้าลงจากรถเมล์แล้วไปขึ้นรถไฟฟ้าเราก็จะได้รับส่วนลดลงมา มันก็ทำให้การเดินทางในเกาหลีใต้นั้นถูก แล้วสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ก็สวย ก็ตามที่เห็นในซีรี่ส์(ละคร)” จักรพงษ์ เล่าถึงการเดินทางในแดนกิมจิ

ขณะที่ “เตย” สาวไทยวัย 27 ปีไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างไม่ถูกกฎหมายหรือ “ผีน้อย” เล่าว่า ตอนอยู่เมืองไทยมีอาชีพเป็นพนักงานประจำร้านขายยาและไม่เคยคิดถึงการไปทำงานที่เกาหลีใต้มาก่อนเพราะรายได้ก็พอใช้อยู่แต่เมื่อได้รู้จักกับนายหน้า ได้รับการชักชวนบวกกับชื่นชอบผู้ชายเกาหลีอยู่แล้ว แม้จะได้รับคำเตือนอย่างเป็นห่วงจากแม่ เพราะเป็นการไปทำงานแบบผิดกฎหมาย แต่เมื่อคิดถึงอีกเหตุผลหนึ่ง คือ “อยากส่งน้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัยเพราะตนเองไม่ได้เรียน”จึงตัดสินใจเดินทาง

ส่วนที่ไม่เลือกสอบตามโครงการ EPS เพราะได้ยินมาว่าใช้เวลานานและนิยมเรียกผู้ชายไปทำงานมากกว่าผู้หญิง ซึ่งการได้ไปทำงานจะเร็วกว่า เฉลี่ย 3-4 เดือน หลังประสานกับนายหน้าก็ได้เดินทางแล้ว โดยอาศัยอ้างว่าเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วหลบหนีเมื่อไปถึงแล้ว และยอมรับว่าไม่มีความรู้ภาษาเกาหลีมาก่อน ต้องมาเรียนรู้เองเมื่อเริ่มทำงานแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อ 6 ปีก่อนจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นบาท

“พอตอนที่ได้รอบบินครั้งแรกพอมาถึงเกาหลีเราไม่มีความกังวลและไม่มีความรู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าที่เราผ่านเข้าไปช่องนั้นคือ ตม. (ตรวจคนเข้ามือง) ก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นอยู่แล้ว เรารู้สึกแค่ว่าคนที่จะตรวจเรา ที่ต้องสแกนม่านตา เขาก็มองเรานะตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ด้วยตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่รู้ตรงนั้นมันคืออะไร ไม่รู้ว่าคือ ตม. ที่จะต้องผ่านเข้าไปนะ เราไม่รู้เลย เรียกว่าไม่มีอาการตื่นเต้นหรืออะไรเลย รู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้เข้าไป

แต่พอเข้าไปแล้ว นายหน้าที่เขาผ่านบอกกระจายๆ กัน แล้วก็ไม่ต้องรอกันเพราะว่ากรุ๊ปทัวร์ที่มาด้วยกันประมาณ 6 คน ก็คือเขาจะไม่ให้รอสมาชิก ถ้าผ่านแล้วก็คือเดินไปเลยไม่ต้องรอ ไม่ต้องหันซ้ายหันขวา มุ่งหน้าไปอย่างเดียวอย่าหันกลับมา ถ้าหันกลับมากลัว ตม. จะเรียก เราจะไม่ผ่าน ในตอนที่ผ่านไปแล้วจะมีนายหน้าที่เป็นคนไทยที่อยู่เกาหลีมารอรับเรา พาเราลงลิฟต์ไปชั้นใต้ดินแล้วก็พาขี่รถออกไป ในรถก็รถเก๋งคันเล็กๆ 5-6 คน เป็นปลากระป๋องมาก แล้วเขาก็พาไปบ้านพักที่จัดเตรียมให้เรา” เตย ระบุ

เมื่อไปถึงเกาหลีใต้แล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับคือความจริงไม่เหมือนกับภาพที่วาดไว้จากละครซีรี่ส์ ตั้งแต่บ้านที่ถูกเตรียมไว้ให้อยู่อาศัยก็ไม่ใช่อพาร์ตเมนท์สไตล์กรุงโซล แต่เป็นบ้านแบบเกาหลียุคโบราณ แถมห้องน้ำยังเป็นส้วมหลุมอีกต่างหาก และบรรยากาศโดยรอบก็เป็นแนวชนบท และต้องทำใจว่าแม้แต่งานที่ตกลงกันไว้ก็อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ก่อนมาบอกว่าจะได้ไปทำงานในพื้นที่หนึ่ง แต่เมื่อมาจริงอาจถูกส่งไปที่อื่นหากจุดนั้นมีคนอื่นได้งานแล้ว ทั้งนี้มีแรงงานหนีออกจากงานเดิมบ้าง หากนายจ้างใช้งานหนักเกินไปหรือไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้

เตย ยอมรับว่าเคยเปลี่ยนงานมาแล้ว 2 แห่ง แห่งแรกเป็นโรงเลี้ยงเป็ดที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมากจนไม่สามารถทนได้ แห่งที่สองเป็นโรงงานที่ถูกใช้ให้ทำงานกะดึกตลอด ซึ่งต้องทำ 12 ชั่วโมงต่อวัน จนร่างกายเริ่มแย่ลง แต่ก็ไม่ใช่การหนีเสียทีเดียวเพราะมีการบอกขอลาออก แล้วก็ไปหางานใหม่ในละแวกเดียวกัน ซึ่งแหล่งงานที่ทำนั้นก็ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองใหญ่แต่ไกลออกไปรอบนอกจนมองเห็นท้องทุ่ง

ขณะที่ในส่วนของรายได้และสภาพการทำงาน ปัจจุบันทำอยู่โรงงานพลาสติก เวลาทำงานพื้นฐาน 8 ชั่วโมง ฐานเงินเดือน 1.4 ล้านวอนต่อเดือน ทำงานล่วงเวลาได้ค่า OT ชั่วโมงละ 8,350 วอน แต่ OT นั้นมีไม่แน่นอน ช่วงไหนที่มีให้ทำมากก็มีเงินเหลือส่งกลับบ้านมาก เพราะต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าอาหารประจำวันด้วยเนื่องจากที่ทำงานไม่ได้เลี้ยงอาหาร

ส่วนการใช้ชีวิตอื่นๆ นอกเวลางานยอมรับว่าการเดินทางต้องทำอย่างระมัดระวัง “หูตาต้องไว-อย่าทำตัวให้มีพิรุธ” เช่น พยายามสังเกตว่าบริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่ ตม. หรือไม่ หรือไม่ไป
ในสถานที่ที่อาจมีความเสี่ยง โดยมีเพจเฟซบุ๊คบางเพจที่คอยแจ้งข่าวว่าทางการเกาหลีใต้จะเข้าตรวจที่นั่นที่นี่ในวันใดบ้าง แล้วแรงงานนอกระบบก็จะคอยติดตามข่าวสารเพื่อหลีกเลี่ยง

“เคยเจอ ตม. 2 ครั้งตลอดเวลาที่อยู่เกาหลีมา เราไม่รู้ว่ามี ตม. เข้าโรงงาน แต่ด้วยความที่คนไทยอยู่กันเยอะ ก็จะบอกว่า ตม. มา ซึ่งรถ ตม.ก็ไม่ได้อยู่ในโรงงาน เขาไม่ได้เข้าโรงงานเรา แต่ด้วยพี่น้องเรามีสายตาที่กว้างไกล เขาจะเห็นรถตั้งแต่ไกลๆ แล้วเขาจะบอกว่า ตม. มา ทุกคนรู้ว่าเราทำงาน เราต้องหนี เราก็รีบวิ่งออกมาจากโรงงาน ซึ่งในตอนนั้นมันมีหลายโรงมาก พอวิ่งมาเจอกันรวมตัวกัน 20 กว่าคนในการวิ่งออกมาบางคนก็ล้มบางคนก็เจ็บ ย้อนกลับไปตอนนั้นรู้สึกสงสารตัวเองมาก บางคนก็วิ่งขึ้นเขา ต้องหลบอยู่บนเขา” เตย กล่าว

ถึงกระนั้น เตย ก็เจอเรื่องแปลกๆคือถูกเจ้าหน้าที่ ตม. พบขณะกำลังเดินกลับที่พัก แต่ก็ไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีเพียงแต่ถูกสอบปากคำว่าเป็นคนสัญชาติอะไร ทำงานที่ใด มีวีซ่าหรือไม่ และเมื่อได้ข้อมูลแล้วก็ปล่อยตัวออกมาอีกหลายวันต่อมาก็มี ตม. เข้าตรวจโรงงานที่ตนทำงาน แต่เป็นการเข้าตรวจในตอนกลางวัน ทำให้พบแต่แรงงานที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น

จากชีวิตของคนไทยที่ทำงานในต่างแดนทั้ง 2 คน แม้จะแตกต่างกันที่คนหนึ่งไปอย่างถูกกฎหมายแต่อีกคนนั้นไปอย่างผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่เป็นคนวัยหนุ่ม-สาว อันเป็นวัยแห่งความฝันและการสร้างเนื้อสร้างตัว ซึ่ง จักรพงษ์ ยอมรับว่า ไม่ได้อยากจะมาเกาหลีใต้ตั้งแต่ต้น และเคยบอกพ่อว่าถ้าวีซ่าไม่ออกจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ไม่นานหลังจากนั้นวีซ่าก็ออกแล้วก็ได้มาทำงานที่นี่ แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะทิ้งการเรียน

เพราะเมื่อเริ่มปรับตัวเข้ากับการทำงานที่เกาหลีใต้ได้แล้ว ก็พยายามหาช่องทางเรียนมหาวิทยาลัยในรูปแบบที่สามารถเรียนและสอบทางออนไลน์ได้แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจ เพราะแม้จะมีหลักสูตรเรียนออนไลน์แต่ก็ต้องกลับไปสอบที่ประเทศไทย เฉลี่ย 1 ปี 4 ครั้ง แบ่งเป็น 2 เทอม กลางภาคและปลายภาค ซึ่งตนเองคงไม่สามารถขอลากลับได้ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทิ้งการเรียนแต่ก็หันมาสนใจการทำธุรกิจแทน โดยศึกษาจากทั้งการอ่านหนังสือและการฟังหนังสือเสียง โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นสะดวกกว่าเพราะสามารถฟังระหว่างทำงานได้ด้วย

“ถามว่าอยากอยู่เกาหลีตลอดชีวิตไหม ก็ไม่นะ ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดอยู่ว่าจะกลับเมืองไทย เพียงแต่จะกลับอย่างไรให้มันกระทบกับชีวิตน้อยที่สุด เพราะอยู่ที่นี่เรามีเงินเดือน 5-7 หมื่น (บาท) ส่งกลับบ้านให้พ่อแม่ใช้ แต่ถ้าอยู่ดีๆ เราตัดสินใจกลับมันก็ไม่ได้ เพราะแต่ก่อนเราเคยมีเงินใช้ แต่ถ้าเรากลับไปต้องไปเริ่มทำงานเดือนละ 9 พัน มันก็ไม่ใช่ แล้วถ้าเราจะเริ่มทำธุรกิจตอนนี้ หลายๆ อย่างมันก็ไม่ตอบโจทย์ ทั้งนโยบายรัฐบาลเอย ทั้งโควิดเอย ก็กลายเป็นว่าตอนนี้ผมยังมองตัวเองไม่ออก แต่ที่แน่ๆ ผมก็มองๆ การลงทุนในหุ้น ในการลงทุนอะไรแบบนี้ ก็เริ่มลงทุนแล้ว แต่ทุกอย่างก็อยู่ในช่วงล้มๆลุกๆ ไปเรื่อยๆ เพราะผมก็โดนมาเยอะ”จักรพงษ์ กล่าว

ส่วน เตย ยอมรับว่า แม้จะวางแผนชีวิตไว้แต่แผนก็พร้อมจะเปลี่ยนได้ตลอด เช่น ตอนแรกตั้งใจว่าน้องเรียนจบจะกลับเมืองไทย แต่พอน้องเรียนจบจริงๆ กลับเจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถหางานทำได้ ตนเองจึงต้องอยู่ทำงานที่เกาหลีใต้ต่อไปเพื่อช่วยเหลือน้อง และยังมองไม่ออกว่าถ้ากลับแล้วจะไปทำอะไรที่ประเทศไทย ดังนั้นวันนี้ขออยู่ที่เกาหลีใต้ ทำงานเก็บเงินไปก่อนรอโอกาสและจังหวะที่จะกลับไปสร้างธุรกิจเล็กๆ ที่จะสามารถอยู่กับครอบครัวได้ที่ประเทศไทยได้

“ไม่อยากที่จะกลับมาทำงานต่างประเทศซึ่งไกลครอบครัว อยู่ที่นี่มา 7 ปี ไม่ได้เจอแม่ ไม่ได้เจอครอบครัวเราเลย เรารู้สึกคิดถึง อยากสัมผัส อยากกอดอะไรอย่างนี้มากกว่า การที่คุย (โทรศัพท์หรือ Video Call) มันไม่เหมือนที่เจอกันคือตอนนี้อนาคตก็แค่อยากจะมีธุรกิจเล็กๆ ครอบครัว แล้วอยากจะอยู่เกาหลีไปอีกสักพักหนึ่ง รอให้สถานการณ์ที่ประเทศไทยหรืออะไรหลายๆ อย่าง เรากลับไปแล้วเราสามารถทำธุรกิจได้” เตย กล่าวในท้ายที่สุด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวนา 2 หมู่บ้านสุโขทัย เร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595186

ชาวนา 2 หมู่บ้านสุโขทัย เร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม

ชาวนา 2 หมู่บ้านสุโขทัย เร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.48 น.

15 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 5 และหมู่ 11 ต.ไกรใน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ชาวนาต่างต้องพากันเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนกำหนด หลังมีฝนตกหนักในพื้นที่ติดต่อกันตลอด 3 วัน จนทำให้น้ำท่วมนาข้าวจำนวนนับร้อยไร่ ขณะที่เกษตรกรอีกหลายราย เพิ่งจะหว่านเมล็ดพันธุ์ปลูกไปไม่กี่วัน ก็ได้แต่ยืนดูความเสียหายที่เกิดขึ้น

นายประสูติ  ปานดำ อายุ 60 ปี เกษตรกรหมู่ 5 และสมาชิกสภา อบต.ไกรใน บอกว่า ที่บ้านทำนา 15 ไร่ เพิ่งจะหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกเมื่อ 3-4 วันก่อน โดยลงทุนไปทั้งหมดกว่า 20,000 บาท ตอนนี้คงไม่ได้คืนแล้วเพราะถูกน้ำท่วม รวมทั้งของเกษตรกรรายอื่นๆที่ทำนาอยู่ใกล้ๆกันด้วย

“ฝนที่ตกหนักติดต่อกันทำให้น้ำท่วมทุ่งหมู่ 5 เป็นวงกว้าง และท่อระบายก็มีแค่จุดเดียว แถมน้ำในคลองก็คอยดันอีก น้ำไม่มีทางไปก็ท่วมข้าวเสียหาย ที่ยังพอเกี่ยวได้ก็ต้องเร่งเกี่ยว ส่วนที่จมน้ำก็ต้องปล่อยทิ้งไป และตอนนี้มวลน้ำกำลังไหลไปที่หมู่ 11 ชาวนาทางโน้นจึงต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำท่วมเช่นกัน”

นางสมหมาย  เนียมแก้ว อายุ 58 ปี เกษตรกรหมู่ 5 บอกว่า ทำนาไว้ 20 ไร่ ตอนนี้ข้าวยังเขียวอยู่เลย แต่ก็ต้องชิงเกี่ยวก่อนกำหนดเพื่อหนีน้ำท่วม ไม่รู้จะขายได้เท่าไหร่ ที่ล้มจมน้ำไปแล้วเกี่ยวไม่ได้ก็ต้องทิ้งไป เลือกเกี่ยวเอาเฉพาะที่เอาได้เท่านั้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แม่ค้าลืมแผงลอตเตอรี่ไว้บนหลังคารถปลิวหาย วอนคนเก็บได้นำมาคืน #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595150

แม่ค้าลืมแผงลอตเตอรี่ไว้บนหลังคารถปลิวหาย วอนคนเก็บได้นำมาคืน

แม่ค้าลืมแผงลอตเตอรี่ไว้บนหลังคารถปลิวหาย วอนคนเก็บได้นำมาคืน

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.16 น.

15 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนางสาวกาญจนา อุณภูมิ อายุ 41 ปี ว่าตนเองทำงานบริษัทและเป็นแม่ค้าขายลอตเตอรี่ด้วยซึ่งเมื่อวันที่ 11 ส.ค.64  เวลา 04.05 น.ตนเองได้รับรถเก๋งออกจากคอนโดภายในซอยรัชดาซอย 7 เขตดินแดง แขวงดินแดง กรุงเทพมหานคร และตนเองก็ได้นำแผงลอตเตอรี่ที่เป็นแผ่นฟิวส์เจอร์บอร์ดสีน้ำเงินวางไว้บนหลังคารถจากนั้นตนเองก็ขับรถออกจากไปคอนโดเพื่อที่จะไปทำงานที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยที่ยังไม่ได้นำแผงลอตเตอรี่เข้ามาเก็บไว้ในรถ จนตนเองขับรถไปจอดซื้อข้างที่เซเว่นใกล้ที่ทำงานจึงนึกได้ว่าลืมแผงลอตเตอรี่ไว้ที่หลังคารถ

เมื่อมาดูกล้องวงจรปิดของทางคอนโดก็พบว่าแผงลอตเตอรี่ยังอยู่ขณะที่ตนเองขับรถออกไป ลอตเตอรี่อาจจะปลิวร่วงตามทางซึ่งตนเองก็อยากให้คนที่เก็บได้นำลอตเตอรี่มาคืนตนเอง ซึ่งตนเองก็ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ห้วยขวางแล้ว ส่วนลอตเตอรี่ที่หายไปนั้นร่วงหาย 177 ใบ  มูลค่า 14,100 บาท

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แรงงานกัมพูชาตกค้างอยู่ในป่าชายแดนนานนับปี กลับไม่ได้หลังปิดด่านป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595119

แรงงานกัมพูชาตกค้างอยู่ในป่าชายแดนนานนับปี กลับไม่ได้หลังปิดด่านป้องกันโควิด

แรงงานกัมพูชาตกค้างอยู่ในป่าชายแดนนานนับปี กลับไม่ได้หลังปิดด่านป้องกันโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.31 น.

แรงงานกัมพูชาตกค้างอยู่ในป่าชายแดนอรัญฯนานนับปี-กลับภูมิลำเนาไม่ได้หลังปิดด่านป้องกันแพร่ระบาดของโควิด อยู่ในเพิงเล็กๆ อดอยากหนัก สถานกงสุลเร่งช่วยเหลือ

15 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN ได้ลงพื้นที่ป่าชุมชน ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ภายหลังรับทราบว่ามีแรงงานกัมพูชากลุ่มหนึ่งกำลังประสบความลำบากและต้องหลบอยู่ในป่าตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2563 หลังจากถูกเลิกจ้าง เพราะไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาในประเทศกัมพูชาได้เพราะการด่านปิดและไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า แรงงานกลุ่มนี้มีด้วยกัน 14 คน ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 10 คนและเด็ก 4 คน อาศัยอยู่ในเพิงพัก 4 หลังขนาดกว้าง-ยาว 1×1 เมตร ทำด้วยเศษผ้า  เศษไม้ และถุงกระสอบ ให้พอกันแดดกันฝนและหลับนอนชั่วคราว โดยทั้งหมดเป็นเครือญาติกันมีถิ่นฐานบ้านเกิดที่หมู่บ้านปริกุ๊บ ตำบลปอยเปต จังหวัดบันเตียเมนเจย ซึ่งอพยพมาขายแรงงานตามฤดูกาล และไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาไทยได้

นายเกรียงศักดิ์  บุญแย้ม ผู้ประสานงานเครือข่ายช่วยเหลือแรงงาน กล่าวว่า แรงงานกัมพูชากลุ่มนี้มีฐานะยากจน โดยอาชีพเดิมเป็นชาวนา เข้ามารับจ้างทั่วไปทำทุกอย่างที่ทำได้ พองานเริ่มมีน้อยจึงเดินทางมาที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นชายแดนติดบ้านเกิด และต้องผ่านด่านจุดผ่อนปรนในอรัญประเทศ แต่การแพร่ระบาดของโควิดจึงกลับไม่ได้เพราะด่านปิด จึงเลือกปลูกเพิงพักอยู่ที่นี่จนถึงวันนี้

“พวกอยู่ที่นี่กันมาเกิน 1ปีแล้ว ปัญหาของเขาคือ พูดไทยแทบไม่ได้เลย มีหัวหน้าครอบครัว ชื่อ จันเตย วัย 46 ปีเท่านั้น ที่พอพูดได้บ้าง ที่ผ่านมา แรงงานกัมพูชากลุ่มนี้แทบไม่ได้รับของบริจาคเพราะอยู่ในป่า หน่วยงานรัฐก็เข้าไม่ถึง บวกกับตัวแรงงานเองก็ออกไปไม่ถึงรัฐด้วย พวกเขาเลยลำบากมาก เหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

นายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า ตอนนี้ผู้หญิงต้องช่วยกันดูแลลูก  ส่วนผู้ชายออกไปรับจ้างข้างนอก ซึ่งคนไทยในละแวกนี้ต่างรู้สึกสงสาร หากพอมีงานจะว่าจ้างให้ทำ เช่น ทำไร่มันสำปะหลัง ก่อสร้าง แต่ระยะหลังๆ เมื่อสถานการณ์โควิดระบาดหนัก  คนไทยเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน  ทำให้งานมีน้อย พวกเขาเลยไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหาร และต้องอยู่กันแบบอดๆ อยากๆ

นายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า เคยมีการประสานไปถึงหน่วยงานรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มเล็กๆ และจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานที่เข้ามาตามฤดูกาล ไม่มีพาสปอร์ต หรือไม่ได้เข้ามาตามข้อตกลงความร่วมมือ( MOU) แต่ใช้หนังสือผ่านแดน ดังนั้น คำตอบที่ได้จากหน่วยงานรัฐจึงมีเพียงให้รอก่อน

“ขนาดแรงงานที่มาแบบ MOU  หรือคนที่มาแบบพาสปอร์ต  เวลานี้ถ้ามีความประสงค์กลับประเทศ  ยังกลับไม่ได้เลยหน่วยงานรัฐยังแก้ปัญหาตรงนี้ไม่จบ  ทำให้แรงงานประเภทที่มาแบบตามฤดูกาลที่จัดว่ามีน้อยและยังติดอยู่ตามชายแดน  ยิ่งห่างไกลการได้กลับบ้าน “นายเกรียงศักดิ์ กล่าว และว่าที่ผ่านมากงสุลใหญ่กัมพูชาในไทยได้มีการประกาศอยู่เรื่อยๆ ว่าใครอยากกลับบ้านเกิด ให้มาแจ้งเรื่อง แต่แรงงานกลุ่มนี้ เหมือนอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่ถูกปิดไว้ด้วยป่า  จึงไม่ทราบประกาศดังกล่าวทำให้ต้องติดค้างไม่ได้กลับบ้านมาเป็นปี

นายเสรี เนต กงสุลใหญ่ราชอาณาจักรกัมพูชา ประจำจังหวัดสระเเก้ว กล่าวว่า สถานกงสุลฯไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้การประสานส่งแรงงานกัมพูชากลับภูมิอยู่ตลอด โดยขอความอนุเคราะห์จากทางการไทยให้โควตาแรงงานได้กลับบ้าน แต่เนื่องจากการดำเนินการเรื่องนี้ ต้องจำเป็นต้องผ่านหลายฝ่าย และเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ดังนั้นการส่งกลับแรงงานจึงต้องใช้เวลา

“นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา  มีแรงงานจากพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย ทั้งจากกรุงเทพฯ สมุทรสาคร และชลบุรี หลั่งไหลเข้ามาขอกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก บางส่วนติดค้างตามป่าชายแดน ตามเขตผ่อนปรนพิเศษ เช่น เขตอำเภอตาพระยา ทางกงสุลฯจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ก่อน เพราะผู้ประสบปัญหามีจำนวนมาก” นายเสรี เนต กล่าว

ด้านนายสมัคร ทัพทานี ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN ซึ่งได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือแรงงานในจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่าอยากเห็นการร่วมมือที่ดีระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ในการแก้ปัญหาโควิด19 ในจังหวัดสระแก้ว  ทั้งเรื่องวัคซีน เรื่องช่วยเหลือแรงงานที่ยังตกหล่นตามชายแดนจุดต่างๆ เช่น ในป่า

“สำหรับแรงงานตามฤดูกาลกลุ่มนี้ น่าเห็นใจมาห พอชายแดนปิดด่าน พวกเขามักเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร ด้วยความที่การเข้ามาของเขา เข้ามาถูกต้องชั่วคราว ผ่านระบบบอร์เดอพาส ทางกระทรวงแรงงาน หรือทุกๆ หน่วยงาน ก็ควรหาทางลงไปช่วยพวกเขาตามหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแจกข้าวของเบื้องต้นในระหว่างที่เขายังติดอยู่ หรือนำเขาเข้าระบบเพื่อส่งกลับด้วยในกรณีมีความประสงค์จะกลับบ้าน” นายสมัคร กล่าว

นายสมัครกล่าวว่า นอกจากนี้ควรให้คนพวกนี้ได้มีโอกาสรับวัคซีน ยา หน้ากากอนามัย ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของโควิด เพราะในอนาคต หากไม่มีแรงงานเข้ามารับจ้างตามฤดูกาลอันเป็นเรื่องผ่อนปรนตามระเบียบของจังหวัดชายแดน  เจ้าของไร่ รายเล็กที่เป็นคนไทยจะลำบาก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนได้

ขอบคุณภาพจาก Thiti Pleetong

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เมืองท่องเที่ยว ‘พัทยา’ ปรับโฉมใหม่ปรับปรุงชายหาด 2.7 กม. ทุ่มงบ 166 ล้าน #SootinClaimon.Com

Posted on August 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/595096

เมืองท่องเที่ยว 'พัทยา' ปรับโฉมใหม่ปรับปรุงชายหาด 2.7 กม. ทุ่มงบ 166 ล้าน

เมืองท่องเที่ยว ‘พัทยา’ ปรับโฉมใหม่ปรับปรุงชายหาด 2.7 กม. ทุ่มงบ 166 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.36 น.

เมืองท่องเที่ยว ‘พัทยา’ ปรับโฉมใหม่ปรับปรุงทิวทัศน์ชายหาด 2.7 กม. ทุ่มงบ 166 ล้าน

15 ส.ค.64 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ลงพื้นที่ดูการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จาก บ.นงนุชแลนด์แอนด์การ์เด้นดีไซน์ จำกัด ในการเริ่มดำเนินการปรับภูมิทัศน์ชายหาดพัทยา ซึ่งเริ่มตั้งแต่โค้ง รร.ดุสิต พัทยาเหนือ ตามโครงการปรับภูมิทัศน์ชายหาดพัทยาเหนือ-ใต้ หลังนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยามีแนวนโยบายในการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองพัทยาขึ้นใหม่ตลอดแนวชายหาดพัทยาระยะ ทางยาวรวมกว่า 2.7 กม. โดยทุ่มงบประมาณกว่า 166 ล้านบาทเศษ ในการว่าจ้าง “บ.นงนุชแลนด์แอนด์การ์เด้นดีไซน์” เข้ามาดำเนินการ ในช่วงระหว่างวันที่ 6 ส.ค.2564-3 พ.ค. 2566 รวมระยะเวลากว่า 820 วัน เพื่อปรับภาพลักษณ์ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในอนาคต 

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าโครงการนี้เป็นนโยบายของนายกเมืองพัทยาที่ต้องการให้มีการปรับภูมิทัศน์ชายหาดโฉมใหม่ หรือ Pattaya New look ตลอดทั้งแนวชายหาดตั้งแต่พัทยาเหนือจรดพัทยาใต้ โดยมีแผนจะทำการขยายผิวจราจรให้รถของประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถสัญจรและใช้เป็นที่จอดในการเดินทางมาพักผ่อนหรือท่องเที่ยวได้โดยสะดวก ทั้งนี้จะมีการตัดร่นแนวพื้นฟุตปาธเดิมออกในระยะ 3 เมตร จากนั้นก็จะทำการขยายฟุตปาธลงไปบนพื้นที่แนวทรายชายหาดชนกับแนว Big Bag ของกรมเจ้าท่าที่ฝังถุง Big Bag ไว้เพื่อเป็นแนวบอกระยะการลื่นไหลของทรายที่เพิ่งดำเนินการเสริมไปแล้วเสร็จไม่นานนี้ โดยฟุตปาธใหม่คาดว่าจะมีระยะความกว้างประมาณ 11 เมตร  

พร้อมกันนี้จะมีการถอนต้นหูกวางออกทั้งหมด แต่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวแบบใหม่ โดยการใช้ต้นปาล์ม อินทผลัม และมะพร้าวมาปลูกเสริมเพื่อให้เกิดความสวยงาม รวมทั้งการปูพื้นผิวและปรับแนวฟุตปาธให้สามารถใช้ในการพักผ่อนและออกกำลังกายได้ ที่สำคัญจะมีการจัดสร้างห้องน้ำสาธารณะสำหรับประชาชน นักท่องเที่ยวและคนพิการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาพักผ่อน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็น “ชายหาดพัทยาโฉมใหม่” ที่มีความสวยงาม และเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา โดยสวนนงนุช จะเร่งดำเนินการโดยจะจัดแบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 10 โซนเพื่อลดผลกระทบและจะเร่งคืนสภาพที่สวยงามให้กับเมืองพัทยาตามระยะเวลาที่กำหนด 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,311,184 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

‘เอส-กันตพงศ์’ ควงแฟนสาวเดินแบบการกุศล ‘โครงการรณรงค์วันดาวน์ซินโดรมโลก 2561’
Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ฝังชิปในสมองลิงให้เล่นเกมด้วยจิตสำเร็จ #SootinClaimon.Com
100 ปีชาตกาล"ป๋วย"
Apple ยังฟันกำไรอื้อแม้ซัพพลายเชนสะดุด #SootinClaimon.Com
Anutin mulls cancelling Test & Go scheme for tourists
บุคคลในข่าว 15 พฤศจิกายน 2567
พาณิชย์ ปลื้มผลเจรจาขายข้าว หอมมะลิร้อยเอ็ดมีออเดอร์ 1.47 แสนตัน
ราคาทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 2 ครั้ง รวม 250 รูปพรรณขายบาทละ 19,850
With its economy in free fall, Myanmar braces for the worst #SootinClaimon.Com
State agency promotes growing economic trees to serve as loan collateral

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d