Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

วอนเร่งรัดการให้สัญชาติ ‘ผู้เฒ่า’ เสียชีวิตก่อนได้บัตรปชช.แล้ว 2 ราย #SootinClaimon.Com

Posted on August 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593495

วอนเร่งรัดการให้สัญชาติ 'ผู้เฒ่า' เสียชีวิตก่อนได้บัตรปชช.แล้ว 2 ราย

วอนเร่งรัดการให้สัญชาติ ‘ผู้เฒ่า’ เสียชีวิตก่อนได้บัตรปชช.แล้ว 2 ราย

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.05 น.

วอนเร่งรัดกระบวนให้สัญชาติผู้เฒ่า-เสียชีวิตก่อนได้บัตรประชาชนแล้ว 2 “ครูแดง” เผยชาวบ้านอยู่ไทยมานานกว่า 40 ปี สร้างคุณประโยชน์มากมาย ปลูกป่าต้นน้ำ-ลูกหลานเป็นคนไทยแล้ว ยุคโควิดยิ่งลำบาก-ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ

8 ส.ค.64 นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ กรณีแปลงสัญชาติชนกลุ่มน้อย ผู้สูงอายุชาติพันธุ์อาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการของกรมการปกครองแล้ว จำนวน 15 ราย และได้ส่งรายชื่อไปยังคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา และเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508 ระบุว่าเมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาตให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต 

นางเตือนใจ กล่าวว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวน 15 รายนี้ อยู่ในกลุ่มที่มีการยื่นคำร้องเป็นกรณีศึกษาชุดแรก จำนวน 23 ราย ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามหนังสือสั่งการที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายฉัตรชัย พรมเลิศ) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่องการปรับปรุงแนวทางประกอบการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อย โดยการแปลงสัญชาติตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พศ.2508 

“สำหรับความคืบหน้าในครั้งนี้ ถือว่ามาไกล นับตั้งแต่มีการขับเคลื่อนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งมีความละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลายาวนาน ผู้เฒ่ากลุ่มนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 40 ปี กลมกลืนกับสังคมไทย และมีลูกหลานเป็นคนสัญชาติไทย ที่สำคัญคือเป็นกลุ่มที่ได้ทำคุณประโยชน์ ใช้ภูมิปัญญาในการรักษาป่าต้นน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 5,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พศ.2538 จนเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติที่สำนักทะเบียนอำเภอ  และส่งเข้าสู่คณะกรรมการระดับจังหวัด ในกลุ่มนี้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้ว  2 ราย และบางรายกำลังป่วยหนัก หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับงานแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ตามที่อธิบดีกรมการปกครอง (นายธนาคม จงจิระ) กำหนดเป็น 1 ใน 10 เป้าหมายหลัก จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ พัฒนากลไก บุคคลากร และทรัพยากร ของสำนักทะเบียนจากระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับกรม เพื่อให้คำมั่นทั้ง 7 ข้อในการแก้ปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ผู้แทนรัฐไทยได้แถลงในที่ประชุมผู้บริหารผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ณ นครเจนีวา ตามมติคณะรัฐมนตรี 1 ตุลาคม 2562 บรรลุเป้าหมายได้จริง โดยเฉพาะข้อ 5 การแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด” นางเตือนใจ กล่าว

ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า สำหรับผู้เฒ่าไร้สัญชาติ การล่าช้าหมายถึงเวลาในชีวิตที่หมดไปทุกวัน เสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พบว่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติไม่สามารถเข้าถึงการชดเชยเยียวยาใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นบุพการีของคนสัญชาติไทย โดยข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่ามีจำนวนผู้เฒ่าไร้สัญชาติมากถึง 77,000 กว่ารายทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ หนังสือสั่งการของปลัดกระทรวงมหาดไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติ ชนกลุ่มน้อย ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ฯลฯ โดยใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า 3 คน คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน  ให้พิจารณาจากอาชีพที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มอาชีพ หรืออาชีพส่วนบุคคล โดยให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตท้องที่ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการประกอบอาชีพ และยกเว้นเกณฑ์รายได้  คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย ให้พิจารณาการใช้ภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา และว่าการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ขอให้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับเร่งรัดดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายของรัฐและห้ามมิให้มีการแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ 

นายอาทู่ เบียงแลกู่ อายุ 72 ปี และนางพิซุง เบียงแลกู่ อายุ 73 ปีคู่สามีภรรยา กล่าวว่าพวกตนอยู่ประเทศไทยมา 45 ปี แต่ยังไม่มีบัตรประชาชน ที่อยากได้เพราะต้องการสิทธิในการรักษาพยาบาล เพราะหากไม่มีบัตรต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง 

“ไม่รู้หรอกว่าหากได้บัตรประชาชนแล้วจะได้สวัสดิการอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรี เพราะไม่เคยป่วย แต่อยากได้บัตรประชาชนไทย เพราะเป็นความภูมิใจในชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินไทยมายาวนาน และจะได้นอนตายตาหลับ” พ่อเฒ่าแม่เฒ่าไร้สัญชาติ กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน 40-50 ปี บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3-4 ราย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พ่อแม่ติดโควิดยังรักษาไม่หาย รู้ข่าวลูกสาว 10 ขวบจมน้ำดับ แทบขาดใจมาหาไม่ได้ #SootinClaimon.Com

Posted on August 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593492

พ่อแม่ติดโควิดยังรักษาไม่หาย รู้ข่าวลูกสาว10ขวบจมน้ำดับ แทบขาดใจมาหาไม่ได้

พ่อแม่ติดโควิดยังรักษาไม่หาย รู้ข่าวลูกสาว10ขวบจมน้ำดับ แทบขาดใจมาหาไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.55 น.

8 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีเมื่อเวลา 13.00 น.ของวานนี้ (7 ส.ค.64) พ.ต.ท.ไพฑูรย์ อุ้ยปะโค สารวัตรสอบสวน สภ.ไชยวาน จ.อุดรธานี รับแจ้งจากมีเหตุเด็กจมน้ำจำนวน 2 ราย ที่บริเวณหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ท้าย หมู่บ้านบ้านหนองแวงตาด ต.คำเลาะ อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี ในที่เกิดเหตุพบศพของด.ญ.ทิพย์ประภา เสียงเลิศ อายุ 10 ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 หรือ “น้องเนย” และด.ญ.ฐานิดา บุญจำเนียร อายุ 9 ขวบ กำลังอยู่ชั้นป.3 ชาวบ้านได้นำศพขึ้นมาข้างบ่อและรีบนำส่งรพ.ไชยวาน แต่ช่วยชีวิตไว้ไม่ทันเสียชีวิตระหว่างทาง ส่วนเพื่อนอีก 2 คนที่มาด้วยกันชาวบ้านได้ช่วยชีวิตดึงขึ้นจากบ่อน้ำลึกได้ทัน โดยเกิดสลดครั้งนี้มีเด็กจมน้ำตาย 2 ศพรอดมาได้ 2 คน

ต่อมาวันนี้ (8 ส.ค.64) เวลา 11.00 น.ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 118 หมู่ 4 บ้านหนองแวงตาด ต.คำเลาะ ซึ่งเป็นที่ศพบำเพ็ญกุศลของ ด.ญ.ทิพย์ประภา เสียงเลิศ อายุ 10 ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 หรือ “น้องเนย” โดยมีเพื่อนบ้านและญาติๆ ต่างพากันเดินทางมาร่วมแสดงความเสียใจและเศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางราณี เสียงเลิศ อายุ 49 ปีย่าของน้องเนย เปิดเผยว่า หลังจากพ่อและแม่ของน้องเนยแยกทางกันตนเองและสามีก็เลี้ยงหลาน 3 คนรวมทั้งน้องเนย ซึ่งเป็นคนโตมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ด้วยฐานะทางบ้านเรายากจน เวลาตนเองออกไปทำงานรับจ้างทุกครั้งที่ไปทำงานก็จะเอาหลานทั้ง 3 คนไปด้วย แต่เมื่อวานไม่ได้เอาหลานไปด้วย แต่เมื่อวานเขาบอกว่าเขาจะทำงานส่งครูเลยไม่ได้เอาหลานไปด้วย แต่สุดท้ายก็มาเกิดเหตุสลดดังกล่าว

‘เสียใจจนร้องไห้ไม่มีน้ำตาแล้ว รักเขาเหมือนลูก เขาเป็นเด็กดีใครใช้อะไรไปหมดไม่มีว่าจะบ่นสักคำ เมื่อวานเมื่อญาติโทรไปบอกว่าเมื่อน้องเนยจมน้ำตาพูดอะไรไม่ออกแขนขาอ่อนเดินแทบไม่ไหว ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ร้องไห้จนแทบขาดใจ’ นางราณีพูดไปปาดน้ำตาไป

นางราณี บอกอีกว่า ก็อยากจะฝากเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ดูแลลูกหลานให้ดี อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบครอบครัวของตนเอง

ส่วนนายประดิษฐ์ เสียงเลิศ ปู่ของน้องเนย เปิดเผยว่า ตนเองป่วยเป็นเบาหวานนิ้วเท้าอักเสบทำงานไม่ได้ เสียใจมากที่หลานสาวคนนี้จากไป พูดไม่ออก พูดไปร้องไห้ไป เขาเป็นเด็กใช้ง่าย บอกให้ไปไหนก็ไป บอกให้พาปู่ไปรพ.ก็อาสาขับรถจยย.พาไป

‘ผมเสียใจมากจนไม่รู้จะพูดอะไรร้องไห้ทั้งวัน เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยฐานะเรายากจน หากผมเป็นเศรษฐีผมจะซื้อโลงศพทองคำให้หลานสาวเสียด้วยซ้ำ ผมตายแทนหลานได้’

ส่วนที่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 4 ซึ่งเป็นที่ศพของ “น้องแกม” หรือด.ญ.ฐานิดา บุญจำเนียร อายุ 9 ขวบที่จมน้ำเสียชีวิตไปกับน้องเนย พบชาวบ้านเดินทางมาร่วมงานศพและร่วมแสดงความเสียใจกับ นายไพบูลย์ บุญจำเนียร อายุ 66 ปี ปู่ของน้องแกม เปิดเผยว่ากับผู้สื่อข่าวว่า บ่ายวานนี้หลังจากตนเองกลับจากไร่มันมานอนเล่นที่แคร่หน้าบ้าน ชาวบ้านก็วิ่งมาบอกว่าน้องแกมจมน้ำตาย ตนรีบวิ่งไปที่หนองน้ำทันที

เมื่อไปเห็นร่างของหลานไม่หายใจก็แทบขาดใจ ปั๊มหัวใจหลายครั้งก็ไม่ฟื้นก็รีบอุ้มขึ้นรถไปส่งรพ.ไชยวาน แต่สุดท้ายหลานก็เสียชีวิต เสียใจมากตนเองกับภรรยารักหลานคนนี้มาก ทุกเย็นหลานคนนี้จะมาเหยียบขาให้ปู่ให้หายเมื่อยเป็นประจำทุกวัน หากวิญญาณหลานคนนี้รับรู้ได้อยากบอกว่ารักหลานคนนี้มาก แต่ที่เสียใจคือพ่อกับแม่น้องแก้มคือนายสุเทพและนางบัวผัน บุญเนียร เขาไปทำงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่จ.ปทุมธานี แต่ติดโควิดจึงเดินทางมารักษาตัวรักษาตัวที่จ.อุดรธานี ยังไม่หายป่วย 

เมื่อทราบข่าวว่าลูกสาวคนเดียวคือน้องแกมจมน้ำเสียชีวิต ก็ร้องไห้แทบขาดใจ อยากมางานศพน้องแกมก็มาไม่ได้ จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้โซ่ผูกติดกับเตียงไว้เลย นายไพบูลย์ บอกอีกว่า ตนมีลางสังหรณ์คืนก่อนน้องแกมจะจมน้ำเสียชีวิต ไม่คิดจะเป็นจริงตามคำโบราณว่า เพราะคืนนั้นตนเองได้ยินเสียงกามาร้องใกล้บ้าน ตนก็เอะใจกาอะไรมาร้องตอนกลางคืน ตอนแรกไม่คิดว่า แต่บ่ายวันต่อมาพอหลานจมน้ำตาย ก็มาคิดว่ากามาร้องเหมือนจะบอกลางร้ายอะไรบางอย่าง เพราะชาวบ้านเชื่อว่า ถ้ามีการ้องหรือกาผ่านหมู่บ้านต้องมีสักศพหนึ่งหรือสองศพแน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับหลานสาวคนเดียวของตนเอง

น้องเฟิร์ส วัย 9 ขวบ เพื่อนที่งมหอยด้วยกัน เห็นเพื่อนจมน้ำต่อหน้าต่อตา บอกว่า ได้ชวนกันมางมหาหอยที่สระน้ำท้ายหมู่บ้านมีพี่เนย น้องแกม พี่ดาด้าและหนู พอมาถึงก็พากันลงน้ำงมหาหอยใกล้ๆฝั่ง จากนั้นพี่เนยและน้องแกมก็พากันเดินใกล้ฝั่งไปบริเวณจุดที่จมน้ำ ไม่นานก็เห็นน้องแกมลื่นไถลไปตรงน้ำลึกจมน้ำทันที และพี่เนยก็จะไปช่วยจมน้ำไปอีกคน หนูก็วิ่งจะเข้าไปช่วยและกำลังจะจมน้ำ พอดีมีชาวบ้านมาช่วยหนูก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด รู้สึกเสียใจและตกใจมากที่เห็นเพื่อนจมน้ำต่อหน้าต่อหน้า

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เพจดังโพสต์ถามมือพ่นสีที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ‘ภูมิใจมากไหมกับสิ่งที่ทำลงไป’ #SootinClaimon.Com

Posted on August 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593490

เพจดังโพสต์ถามมือพ่นสีที่อนุสาวรีย์ชัยฯ 'ภูมิใจมากไหมกับสิ่งที่ทำลงไป'

เพจดังโพสต์ถามมือพ่นสีที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ‘ภูมิใจมากไหมกับสิ่งที่ทำลงไป’

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.45 น.

8 สิงหาคม 2564 เพจ SMART Soldiers Strong ARMY ได้โพสต์ตั้งคำถามไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม 7 สิงหาฯบางส่วนที่ไปฉีดพ่นข้อความไม่เหมาะสมทับรายชื่อทหาร ตำรวจ และพลเรือน รอบๆอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า

โพสต์นี้ ฝากไปถึงมือพ่นสีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวาน
นี่คือการแสดงออกถึงอะไร
รายชื่อทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่สละชีพเพื่อชาติเมื่อครั้งสงครามในอดีต ทั้งสงครามอินโดจีน, สงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามเกาหลี เพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของชาติไทย ที่ถูกจารึกไว้เพื่อให้ครอบครัว ลูกหลานและทายาทของพวกเขา รวมไปถึงอนุชนคนรุ่นหลังได้มารำลึกและสดุดีในวีรกรรมกล้าหาญเป็นประจำทุกปี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเหตุการณ์ปัจจุบัน กลับต้องมาถูกกระทำแบบนี้
ภูมิใจมากไหมกับสิ่งที่ทำลงไป

—————————————-
Cr. ภาพจากเพจ MThai
#smartsoldiersstrongarmy

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ส.ส.ชลบุรีส่งทีมรับหนูน้อย 4 เดือนไข้สูงไปโรงพยาบาล หลังพ่อแม่รู้ผลติดโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593488

ส.ส.ชลบุรีส่งทีมรับหนูน้อย 4 เดือนไข้สูงไปโรงพยาบาล หลังพ่อแม่รู้ผลติดโควิด

ส.ส.ชลบุรีส่งทีมรับหนูน้อย 4 เดือนไข้สูงไปโรงพยาบาล หลังพ่อแม่รู้ผลติดโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.33 น.

8 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า นายเสนีย์ ค้าขาย ผู้ช่วย น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 7 จ.ชลบุรี พร้อมด้วยนาย อินทโชติ แสนกุดเลาะ จิตอาสา ได้นำรถยนต์ไปรับเด็กหญิง อายุ 4 เดือน พร้อมพ่อและแม่ที่บ้านพัก ในพื้นที่ ต.หนองปรือ ส่งโรงพยาบาลบางละมุง เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 7 สิงหาคม 2564 

โดยเด็ญหญิงวัย 4 เดือน มีอาการไข้ขึ้นสูงวัดได้ 38 องศา มีค่าออกซิเจน ต่ำกว่า 90 หายใจไม่ค่อยสะดวกและเริ่มมีอาการไอ ซึ่งทางผู้ปกครองมีความร้อนใจอย่างมาก เนื่องจากพ่อแม่ของหนูน้อยวัย 4 เดือน ได้รับผลการตรวจยืนยันว่า ติดเชื้อไวรัสโควิด19 จึงได้ขอความช่วยเหลือมายัง ส.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ให้ทีมงานไปรับส่งโรงพยาบาลเป็นกรณีเร่งด่วน 

ทางทีมแพทย์ได้รับตัวแม่และเด็ก พร้อมให้การรักษาในเบื้องต้น ส่วนผลตรวจของเด็กนั้นยังไม่ออกว่าผลเป็นบวกหรือไม่ ส่วนพ่อของเด็กให้กลับมารักษาตัวเองที่บ้านก่อน ให้เพียงแม่เป็นคนคอยดูแลลูกเท่านั้น เนื่องจากสภาวะมีผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้เตียงของโรงพยาบาลจึงไม่เพียงพอ หลังจากเตียงว่างจะให้พ่อเด็กเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อนาถใจ! วัดเผาศพไร้ญาติกลางดึก ติดโควิดเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on August 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593481

อนาถใจ! วัดเผาศพไร้ญาติกลางดึก ติดโควิดเสียชีวิต

อนาถใจ! วัดเผาศพไร้ญาติกลางดึก ติดโควิดเสียชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 12.49 น.

8 สิงหาคม 2564 พระครูพิสุทธิรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเถรพลาย เจ้าคณะตำบลวังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.50 น. วันที่ 7 ส.ค. ทางวัดเถรพลาย ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้สงเคราะห์ดำเนินการเผาศพร่างชายหนุ่ม อายุ 45 ปี ไม่มีญาติ เสียชีวิตจากโควิด-19  เป็นชาวอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เมรุเผาศพชั่วคราววัดเถรพลาย เนื่องจากปัจจุบันดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนเตาเผาถ่าน เป็นระบบน้ำมันเพื่อลดมลภาวะเป็นพิษ จึงต้องใช้เมรุชั่วคราว

ขอแสดงความไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิต และขออนุโมทนากับ นายพรชัย โพธิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.วังน้ำซับ ได้ดูแลการประกอบพิธีฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตไร้ญาติรายนี้ รวมเทศบาล ต.วังน้ำซับ มาดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณเมรุชั่วคราว เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสมอกัน ปฎิบัติหน้าที่รับศพจาก รพ.ศรีประจันต์ ตลอดทั้งท่านผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพโลงศพ น้ำมันเผาศพ ตลอดจนสิ่งต่างๆ เพื่อการจัดพิธีการศพแก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 รายนี้

ที่ผ่านมาวัดได้จัดโครงการสวดฟรี เผาฟรี โลงฟรี แก่ศพผู้ยากไร้ ศพไร้ญาติ มา กว่า 10 ปี  รวมทั้งศพผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้มีศพผู้ป่วยโควิดโควิด19 ศพไร้ญาติ มาให้ทางวัดดำเนินการ ไปแล้วจำนวนมาก จึงต้องมีการปรับปรุงเมรุและระบบเตาเผาใหม่ โดยบูรณะปรับปรุงเมรุเตาเผาศพ และต่อเติมฌาปนสถานวัดเถรพลาย เพื่อสงเคราะห์แก่ผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด 19 และศพผู้ยากไร้  ศพไม่มีญาติ ท่านใด มีกุศลศรัทธา ประสงค์ทำบุญร่วมกับทางวัดเถรพลาย เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติด้วยกัน สามารถทำบุญได้โดยตรงที่สำนักงานวัดเถรพลาย หรือ บริจาคโดยผ่านบัญชีวัดเถรพลาย ธ.กรุงไทย สาขาสามชุก เลขที่บัญชี 980 757 2827 และติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ เพจf วัดเถรพลาย โทร.080-265-8665

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เจ็บต้องจบ! สวนดุสิตโพลเผยปชช. หวังรัฐคุมโควิดได้เร็วที่สุด ฟื้นท่องเที่ยวปลายปี #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593452

เจ็บต้องจบ!สวนดุสิตโพลเผยปชช.หวังรัฐคุมโควิดได้เร็วที่สุด ฟื้นท่องเที่ยวปลายปี

เจ็บต้องจบ!สวนดุสิตโพลเผยปชช.หวังรัฐคุมโควิดได้เร็วที่สุด ฟื้นท่องเที่ยวปลายปี

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.32 น.

เจ็บต้องจบ!สวนดุสิตโพลเผยปชช.หวังรัฐคุมโควิดได้เร็วที่สุด ฟื้นท่องเที่ยวปลายปี

8 สิงหาคม 2564 “สวนดุสิตโพล”มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,195 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2564 หัวข้อ “กู้วิกฤติท่องเที่ยวไทย” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นประชาชนกรณีการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงและยาวนาน สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ขณะที่โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นำร่องท่องเที่ยวยังประสบปัญหา มาตรการล็อกดาวน์กระทบต่อการเดินทางข้ามจังหวัด คนทำงานท่องเที่ยวตกงานจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเป้าหมายการท่องเที่ยวที่ตั้งไว้จะเป็นไปได้หรือไม่ สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดว่าปัญหาใหญ่ของการท่องเที่ยวไทย ณ วันนี้ คือ

อันดับ 1 ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล 88.55%

อันดับ 2 นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กล้ามาไทย เพราะยังมียอดผู้ติดเชื้อสูง 82.83%

อันดับ 3 ผู้ประกอบการขาดเงินทุน สภาพคล่อง คนตกงาน 75.34%

อันดับ 4 ขาดแผนรองรับเมื่อเผชิญกับโควิด-19 ที่ชัดเจน 59.09%

อันดับ 5 โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นำร่องท่องเที่ยวประสบปัญหา 56.73%

2. ประชาชนคิดว่าภาครัฐควรดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้

อันดับ 1 มีแผนป้องกันและควบคุมโควิด-19 ให้ได้เร็วที่สุด 94.20%

อันดับ 2 สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว ปลอดภัยจากโควิด-19 75.69%

อันดับ 3 ปูพรมฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยเร็ว 66.27%

อันดับ 4 กระตุ้นตลาดท่องเที่ยว เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพสูง 58.62%

อันดับ 5 ตั้งกองทุนช่วยเหลือ เยียวยา ปรับโครงสร้างหนี้ 56.43%

3. ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี (ต.ค.-ธ.ค.64) หากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ประชาชนพร้อมจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหรือไม่

พร้อม 37.99%     

ไม่พร้อม 35.65%     

ไม่แน่ใจ 26.36%

4. ภาครัฐควรมีมาตรการอย่างไร เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี (ต.ค.-ธ.ค.64)

อันดับ 1 มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขในพื้นที่ท่องเที่ยว82.48%

อันดับ 2 มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ช่วยค่าใช้จ่าย คนละครึ่ง 76.83%

อันดับ 3 ฟรีประกันคุ้มครองการเดินทาง ประกันโควิด-19 71.27%

อันดับ 4 ผู้ประกอบการจัดโปรโมชั่น มีส่วนลด แพ็คเกจพิเศษ 58.38%

อันดับ 5 มีส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน รถสาธารณะ ค่าน้ำมัน 52.57%

5. ประชาชนคิดว่าการที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว ปี 2564 ทั้งในและต่างประเทศไว้ที่ 8.5 แสนล้านบาท เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

ไม่น่าจะเป็นไปได้ 52.16%       

เป็นไปไม่ได้แน่นอน 27.39%    

น่าจะเป็นไปได้ 17.15%     

เป็นไปได้แน่นอน 3.30%      

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า แม้ภาครัฐจะหั่นเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวเหลือเพียง 8.5 แสนล้านบาท แต่ประชาชนก็มองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงการเกิดคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ส่วนโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ที่ครบรอบ 1 เดือน มีนักท่องเที่ยวหลักหมื่นคน รายได้สะพัดราว 1 พันล้านบาท ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อยว่าประเทศที่เคยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป   

ด้าน ดร.ชนินทร์ ต่วนชะเอม ที่ปรึกษาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ประชาชนคิดว่าปัญหาด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการคือการสูญเสียรายได้มหาศาล เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการคือรายได้หลักที่ประชาชนคนไทยอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ประเทศไทยมีพร้อมด้านบริการทุกด้าน ธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และเสน่ห์ไทยเรายืนหนึ่งในภูมิภาค ประชาชนจึงอยากให้ภาครัฐมีแบบแผนป้องกันโควิด-19 ที่ชัดเจนและด่วนที่สุด Lockdown แบบเจ็บแล้วจบ ไม่ยืดเยื้อ ให้วัคซีนเข้าถึงทุกคน รักษาระยะห่าง และให้ความรู้ โดยทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยกัน 

“ในช่วงไตรมาส 4 ของปี ประชาชนพร้อมที่จะท่องเที่ยวในประเทศไทย 37.99% เพราะ การอยู่กับบ้านเจอกับโควิด-19 มา 2 ปี จึงอยากไปผ่อนคลาย ภาครัฐจึงควรมีมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขในพื้นที่ท่องเที่ยว มีวัคซีนที่มีคุณภาพ ให้ความรู้และให้ประชาชนตระหนักถึงโรคที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาสายพันธุ์ตลอดเวลา ถ้าภาครัฐและประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน ทุกภาคส่วนมีความเข้มแข็งเราจะ“กู้วิกฤตท่องเที่ยวไทย” ได้แน่นอน” ดร.ชนินทร์ กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ ‘แท็กซี่’ เจ็บหนัก จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593386

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ‘แท็กซี่’เจ็บหนัก  จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน

รายงานพิเศษ : โควิดทุบ‘แท็กซี่’เจ็บหนัก จากเฟื่องฟูสู่ลมหายใจรวยริน

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

2564 เป็นปีที่ 98 หรือเหลือเวลาอีก 2 ปี ก็จะครบ 1 ศตวรรษที่ประเทศไทยมีบริการ “รถแท็กซี่” โดยประวัติศาสตร์การนำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ต้องย้อนไปในปี 2466 เมื่อ พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ทดลองให้พลขับนำรถยนต์ออกมาวิ่งรับประชาชน เมื่อเห็นว่าได้รับความนิยมก็ได้สั่งซื้อรถยนต์เพิ่มและก่อตั้ง “บริษัทแท็กซี่สยาม” นิติบุคคลผู้ให้บริการรถแท็กซี่แห่งแรกบนแผ่นดินไทย

ส่วนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการแท็กซี่เมืองไทยเกิดเมื่อปี 2535 เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นออกกฎหมายให้แท็กซี่ทุกคันที่จดทะเบียนตั้งแต่หลังมีกฎหมายต้องติด “มิเตอร์” เพื่อกำหนดราคาค่าโดยสารตามระยะทางให้ชัดเจน แทนการต่อรองราคาซึ่งแท็กซี่ต้องจอดนานในการพูดคุยกับผู้ต้องการใช้บริการ ทำให้การจราจรติดขัด ระบบมิเตอร์ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันพร้อมกับมีกฎหมายกำหนดให้รถแท็กซี่ต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ นานา เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ

แม้จะถูกมองว่าเป็นอาชีพของชนชั้นรากหญ้า แต่แท็กซี่ก็เป็นอีกอาชีพที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะหลังปี 2540 ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีนั้น บริษัทห้างร้านโรงงานจำนวนมากไปต่อไม่ไหวต้องปิดกิจการ นำมาซึ่งการตกงานของคนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากกลับทำให้ภาคการท่องเที่ยวและและบริการเฟื่องฟูขึ้นมาจนกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของไทย หลายคนที่ตกงานจึงผันตัวมาเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ หรือมีแม้กระทั่งพนักงานบริษัทหรือข้าราชการที่ขับแท็กซี่เป็นอาชีพเสริมนอกเวลางานหลักของตน

กระทั่งเมื่อวิกฤติโรคระบาด “โควิด-19” มาเยือนในปี 2563 รัฐบาลแต่ละชาติรวมถึงไทยใช้มาตรการปิดประเทศเพื่อสกัดกันเชื้อจากภายนอก ส่งผลให้ประเทศไทยที่การท่องเที่ยวเคยครองสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ถึงร้อยละ 20 และเพิ่งฉลองนักท่องเที่ยวต่างชาติครบ 40 ล้านคนในปี 2562 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ประกอบกับมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดภายใน กิจการต่างๆ ถูกปิดเกือบทั้งหมดเพื่อให้คนอยู่กับบ้านให้มากที่สุด ส่งผลให้จำนวนคนเดินทางลดลง แท็กซี่จึงเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญการระบาดระลอกที่ 3 โดยเฉพาะจากไวรัสโควิดกลายพันธุ์สายอินเดีย หรือเดลต้า ที่แพร่เชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม รัฐบาลกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นอีกครั้ง ซึ่ง สนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2564 ว่า การประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อันเป็นพื้นที่ล็อกดาวน์เข้มข้น รวม 29 จังหวัด จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2564 จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 3-4 แสนล้านบาท เพราะพื้นที่เหล่านี้ครองสัดส่วน GDP ถึงร้อยละ 60 ของประเทศ

ในห้วงเวลาเดียวกัน โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพ “สุสานแท็กซี่” รถแท็กซี่จำนวนมากจอดทิ้งไว้จนหญ้ารก-เถาวัลย์เลื้อยปกคลุม ซึ่งสถานที่ดังกล่าวคือ สหกรณ์บวรแท็กซี่ เป็นอู่รถที่ตั้งอยู่บริเวณ ถ.พุทธสาคร (ฝั่งใต้-ขาเข้า ถ.พุทธมณฑลสาย 4 และ ถ.เพชรเกษม) ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ดึงดูดให้สื่อมวลชนหลายสำนักเดินทางไปบันทึกภาพแห่งความหดหู่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น เพราะหากย้อนไปเพียงไม่กี่ปีก่อน กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นพื้นที่ที่มีรถแท็กซี่วิ่งให้บริการจำนวนมากแทบทุกจุดทั้งถนนสายหลัก-สายรอง ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 4 ส.ค. 2564 ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ได้พูดคุยกับ ฐาปกรณ์ อัศวเลิศกุล ที่ปรึกษาสหกรณ์บวรแท็กซี่และราชพฤกษ์แท็กซี่ ซึ่งพาผู้สื่อข่าวเดินดูรถแต่ละคันในสุสานแท็กซี่แห่งนี้ พร้อมกับเล่าว่า “รถแท็กซี่หลายคันที่จอดที่นี่จอดมาแล้วเกือบ 2 ปี” แต่หนี้สินก็ไม่หยุด ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของคนขับอยู่ที่เพียงวันละ 300 บาทต่อวันซึ่งหักค่าเชื้อเพลิงแล้วเหลือเพียงไม่เกิน 100 บาท โดยรถแท็กซี่ 1 คันราคา 1.2 ล้านบาท หากรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่คันละ1.5 ล้านบาท รถที่จอดอยู่ที่นี่เท่ากับมีหนี้ 5-7 แสนบาทต่อคัน

ฐาปกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ขอวิงวอนบริษัทไฟแนนซ์และลิสซิ่งอย่าคิดเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยลงมาให้เท่ากับรถยนต์ทั่วไป เพราะคนขับแท็กซี่ทุกวันนี้ต้องบอกว่าลำบากอย่างสาหัสจริงๆ อีกทั้งที่ผ่านมาก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นลูกค้าชั้นดี ส่งค่างวดรถไม่เคยขาดมาโดยตลอด ซึ่งนอกจากที่นี่แล้ว ยังมีแท็กซี่ถูกจอดทิ้งเนื่องจากคนขับไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้อีกหลายจุด รวมกว่า 2 พันคัน เช่น ที่อู่ในซอยบางแวก 6 ถ.บางแวก ย่านภาษีเจริญ กรุงเทพฯ รวมถึงที่จอดอยู่ตามหน้ากระทรวงต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นพบมีเพียง กระทรวงแรงงาน ที่เข้ามาช่วยเหลือ

“ตอนนี้ผมมีไลน์กลุ่มตั้งให้คนขับแท็กซี่ถ่ายรูปมาว่าความเป็นอยู่เป็นอย่างไร กินข้าวกับอะไร ก็กินข้าวกับปลาทู กินข้าวกับมาม่า สมาชิกผมมี 2 สหกรณ์ รวมแล้ว 8 พันกว่าคน ตอนนี้ลำบากมาก ผมให้ส่งภาพมาให้ดูว่าการกินอยู่เป็นอย่างไร อันนี้ส่วนหนึ่ง ยังมีอีกเยอะแยะที่เขาลำบากมาก ผักบุ้งตำลึง เก็บกินจนโกร๋นหมดแล้ว ขึ้นไม่ทันแล้ว ต้องช่วยกันหน่อย” ฐาปกรณ์ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 วิฑูรย์ แนวพานิชนายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อทวงถามความชัดเจนกรณีการขึ้นทะเบียนประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท เนื่องจากมีสมาชิกร้องเรียนว่าไม่สามารถลงทะเบียนได้เพราะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดย วิฑูรย์ เปิดเผยว่า “ก่อนหน้านี้เคยมีแท็กซี่วิ่งอยู่บนถนนประมาณ 8.3 หมื่นคันปัจจุบันเหลือเพียง 2 หมื่นคัน” และรายได้ของคนที่ยังวิ่งอยู่เหลือเพียง 300 บาท ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ

“มีครอบครัว มีลูก มีเมีย มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ-ค่าไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างจ่ายเหมือนกับข้าราชการ คนขับแท็กซี่มีรายจ่ายเหมือนกัน ไม่ได้กินแกลบแทนข้าวได้ เพราะฉะนั้นเขามีรายจ่ายเช่นที่ว่านี้ นี่คือด้านของคนขับที่ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้และไม่มีจะกิน จนถึงขนาดฆ่าตัวตาย ผมเองคงไม่ได้พูด แต่ผมอยู่กับอาชีพนี้มามากกว่า 40 ปี ได้ยินข้อร้องเรียนร้องขอจากสมาชิกทุกวัน ถ้าไปต่อไม่ได้เขาต้องตาย” วิฑูรย์ กล่าว

ในวันเดียวกัน สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมกับ วิฑูรย์ โดยยืนยันว่าคนขับแท็กซี่ที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี สามารถสมัครประกันสังคม มาตรา 40 ได้แม้จะเป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วไม่ได้ย้ายภูมิลำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย เพราะมีใบขับขี่สาธารณะที่กรมการขนส่งรับรองเป็นหลักฐานอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากยังมีตกหล่นก็จะช่วยอุทธรณ์ให้ ส่วนเรื่องรถถูกยึด เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทางกระทรวงการคลังไปเจรจากับไฟแนนซ์ ว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรผ่อนผันกันไป

“ถามว่ายึดรถเขาไปแล้วได้อะไร คุณยึดรถเขาแล้วได้อะไร เขาส่งมา 2 ปีเหลืออีกปีจะพ้นอยู่แล้ว แต่ไปยึดเขามาเขาก็เสียเงินที่ส่งไป แล้วคุณยึดเขาไปคุณก็ต้องจอดอยู่ดี ทำไมคุณไม่ประคองกันไปให้ได้ในส่วนนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รัฐประศาสนศาสตร์ DPU ปรับหลักสูตรปั้นขรก.ยุคดิจิทัล #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593388

รัฐประศาสนศาสตร์ DPU’  ปรับหลักสูตรปั้นขรก.ยุคดิจิทัล

รัฐประศาสนศาสตร์ DPU’ ปรับหลักสูตรปั้นขรก.ยุคดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายสาขาอาชีพรวมไปถึงปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น ในส่วนของภาคการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้นักเรียนหลายคนหันมาสนใจเรียนสาขาที่สามารถทำงานราชการได้มากขึ้น เห็นได้จากยอดผู้สมัครเรียนปีการศึกษา 2564 มีนักเรียนให้ความสนใจสมัครเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ หรือ รปศ. DPU เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

“สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งอาจมาจากคำแนะนำของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกหลานเข้ารับราชการเพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงในทุกสถานการณ์ ซึ่งคณะเปิดสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในระดับปริญญาตรีภาคปกติเรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และปริญญาตรีภาคเสาร์-อาทิตย์ และเปิดสอนระดับปริญญาโท เรียนเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์” ผศ.ดร.วลัยพร กล่าว

ผศ.ดร.วลัยพร กล่าวต่อว่า หลักสูตรระดับปริญญาตรี การเลือกเรียนคณะที่ตรงกับสายงานราชการนั้นหลายคนอาจมองภาพไม่ออกว่าระหว่างรัฐประศาสนศาสตร์และรัฐศาสตร์มีความแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากทั้งสองศาสตร์นี้มีความคาบเกี่ยวกันอยู่แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่ารัฐศาสตร์จะเรียนเรื่องการเมือง การปกครอง กระบวนการและสถาบันทีเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่อำนาจการลงจากอำนาจ พรรคการเมือง การเลือกตั้งกลุ่มผลประโยชน์ เป็นต้น เมื่อเรียนจบออกไปแล้วสามารถประกอบอาชีพในหน่วยงานราชการและงานทางการเมืองได้

ส่วนรัฐประศาสนศาสตร์ จะเรียนเกี่ยวกับการบริหารภาครัฐทั้งหมดเรียนแก่นสาระวิชาโครงสร้างการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เรียนกระบวนการนโยบายสาธารณะการเงินการคลังภาครัฐ องค์กรสมัยใหม่ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้เพื่อให้เปิดมุมมองที่กว้างขวางไร้พรมแดนยังเรียนสาระวิชาที่เป็นเรื่องการต่างประเทศ มิติใหม่แห่งการพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ Thailand 4.0 EEC เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเรียนจบสามารถสมัครรับราชการในหน่วยงานภาครัฐ ทั่วประเทศ อาทิ กระทรวง กรมจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ในส่วนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เช่น การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ส่วนของภาคเอกชน เช่น ธนาคาร งานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HumanResources : HR) และงานด้านบริหารจัดการทั่วไปในบริษัทต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ หลักสูตร รปศ. DPU ออกแบบมาให้นักศึกษาเป็นผู้บริหารงานภาครัฐอย่างมืออาชีพ โดยเน้นการเรียนแบบ Project-Based Learning หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง ซึ่งนักศึกษาต้องลงไปศึกษาในชุมชน รวบรวมข้อมูลของในพื้นที่นั้นมาศึกษาวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาและเสนอกิจกรรมแก้ปัญหาเหล่านั้น พร้อมกันนั้นยังถูกฝึกให้ทำงานจิตอาสาไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้การให้ ความเสียสละ และรู้จักตนเองมากขึ้น เมื่อเข้าไปทำงานในหน่วยงานราชการจะคุ้นชินกับการทำงานเพื่อตอบสนองประชาชน เป็นข้าราชการที่ดีในอนาคต

นอกจากนี้แล้วนโยบายของมหาวิทยาลัยในการเสริม6 ทักษะสำคัญผ่าน DPU CORE ได้แก่ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ, ทักษะทางเทคโนโลยี, ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา,ทักษะการสื่อสาร, ทักษะการทำงานเป็นทีม, ทักษะด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ซึ่งทักษะทั้ง 6 นี้ ถือเป็นอาวุธอันทรงพลังที่เด็ก DPU ทุกคนต้องมีติดตัวและยังเป็นแต้มต่อที่นำไปใช้ในการสร้างธุรกิจเป็นของตนเองรวมถึงแก้ไขปัญหาในการทำงานได้ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือไม่ นี่คือความพิเศษของรัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผศ.ดร.วลัยพรกล่าวอีกว่า ในปีการศึกษา 2565 คณะรปศ. DPU เตรียมปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้นนอกจากแก่นสาระวิชาหลักของสาขาแล้ว ภายในหลักสูตรจะสอดแทรกเนื้อหาของการบริหารงานภาครัฐยุคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น เช่น สาระวิชาการนำรูปแบบองค์กรเสมือนจริงมาใช้กับการทำงานที่บ้านหรือ Work from Home การจัดการประชุมออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ การสร้างนวัตกรรมชุมชนผ่านออนไลน์ การออกแบบการบริการประชาชนในมิติต่างๆผ่านโลกออนไลน์การรู้เท่าทันข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น

หลักสูตรดังกล่าวนอกจากจะเพิ่มความรู้ทางด้านเทคโนโลยีแล้ว ยังฝึกให้คิดวิเคราะห์และนำแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือต่างๆ นำใช้ประโยชน์ในการทำงานเพื่อตอบโจทย์และตอบวัตถุประสงค์ขององค์กร ขณะเดียวกัน ทางคณะยังเพิ่มการเรียนการสอนเป็นแบบโมดูล พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกหรือข้าราชการเข้ามาเรียน Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะในการทำงาน ส่วนผู้เรียนสามารถเก็บสะสมหน่วยกิตไปใช้ในการเรียนต่อได้

“คณะหวังว่าทักษะต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยและคณะเตรียมและปลูกฝังให้นักศึกษาไว้จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานและตอบโจทย์ในศควรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี อยากฝากถึงนักเรียนที่กำลังเลือกคณะเรียน อยากให้ทุกคนตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบและคิดว่าใช่ส่วนสาขาเรียนจะตอบโจทย์อนาคตของตนเองและมีความมั่นคงในชีวิตหรือไม่นั้น ทุกคนควรมองความเป็นจริงด้วยว่าโลกในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไรเพราะโควิด-19ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนเรื่องของความไม่แน่นอนมากขึ้น” ผศ.ดร.วลัยพร กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : นักศึกษาเสนอสถานศึกษาตั้งศูนย์พักคอย ‘ชุมชนวัดโพธิ์เรียง’ รีดศักยภาพสู้วิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593404

สกู๊ปพิเศษ : นักศึกษาเสนอสถานศึกษาตั้งศูนย์พักคอย  ‘ชุมชนวัดโพธิ์เรียง’รีดศักยภาพสู้วิกฤติโควิด

สกู๊ปพิเศษ : นักศึกษาเสนอสถานศึกษาตั้งศูนย์พักคอย ‘ชุมชนวัดโพธิ์เรียง’รีดศักยภาพสู้วิกฤติโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์โรคโควิด -19 ขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤติ จำนวนผู้ตายขึ้นหลักสองร้อย ยอดติดโควิดทะลุหลัก 2 หมื่นรายต่อวัน ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาเตียงในสถานพยาบาลระดับต่างๆ ไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วยได้ทั้งหมด หลายคนต้องดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน หลายคนต้องเข้าระบบส่งตัวกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนา จนสามารถผ่าน “วิกฤติเฉพาะตัว” ไปได้ พร้อมมาถอดบทเรียนผ่านเวทีเสวนาออนไลน์ “พลังเยาวชน สู้โควิด-19” จัดโดยเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายธนวัฒน์ ป่ากว้าง ประธานกลุ่มเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงปรับการเรียนออนไลน์ 100% แต่จากการสำรวจพื้นที่รอบๆ มหาวิทยาลัยพบว่านักศึกษาเกินครึ่งยังคงอยู่ที่หอพัก และมีจำนวนมากติดโควิด และจำนวนมากเสี่ยงสูงต้องกักตัว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีนักศึกษาที่ประสานมายังตนเพื่อให้ช่วยประสานหาเตียง แต่ในพื้นที่ กทม.เตียงเต็มเพราะมีผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้มีนักศึกษาที่ติดเชื้อบางส่วนต้องดูแลตัวเองที่ห้องพัก บางส่วนประสานจังหวัดภูมิลำเนารับตัวกลับไปรักษาที่บ้านเกิด

ในส่วนของการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยนั้นพบว่ามีการตั้งศูนย์ประสานงานโควิด-19 แต่ยังไม่สามารถให้การช่วยเหลือนักศึกษาได้ ส่วนตัวมองว่าด้วยศักยภาพมหาวิทยาลัยสามารถช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ได้มากกว่านี้ และคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศควรจะทำดังนั้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนและเครือข่ายเยาวชนปกป้องสิทธิ์ ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการดังนี้ 1.ตั้งศูนย์พักคอยสำหรับนักศึกษาติดโควิดระหว่างรอเข้ารับการรักษาและส่งตัวกลับภูมิลำเนา 2.ออกแบบกลไกการช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัวในห้องพักสนับสนุนยา อาหารจำเป็น 3.มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพหลักในการเจรจาเพื่อขอลดค่าเช่าห้อง พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา เป็นต้น

ด้าน นายพัชรพงศ์ แก้วพัฒ นักศึกษาปริญญาโท อดีตผู้ป่วยโควิด -19 ที่รักษาหายแล้ว เล่าว่า ตนพักอาศัยอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีอาการคล้ายไข้หวัด อยู่ 2 วัน จึงไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ผลเป็นบวก จึงรีบบอกเพื่อนๆ และครอบครัว โชคดีที่เพื่อนๆ ช่วยประสานสายด่วนต่างๆ เพื่อให้ตนได้เข้าสู่ระบบการรักษา แต่เนื่องจาก กทม. โควิดระบาดมากเตียงไม่พอ ทำให้ตนไม่มีเตียง เมื่อแสกน QR Code ที่มหาวิทยาลัยทำไว้เพื่อให้การช่วยเหลือนักศึกษาติดโควิด แต่ก็กังวลว่าอาจจะไม่ทันการณ์ เพราะตอนนั้นตนก็เริ่มมีอาการมากขึ้นประกอบกับตนอยู่หอพักที่มีผู้พักอาศัยจำนวนมาก จึงกังวลว่าจะแพร่เชื้อสู่ผู้พักอาศัยคนอื่นๆ จึงประสานขอกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนา หลังประสานจังหวัดภูมิลำเนา และรอเจ้าหน้าที่มารับตัว ก็ขอให้เพื่อนข้างห้องช่วยหายาต้านไวรัส ยาสมุนไพร เพราะตอนนั้นเริ่มมีการการไอหนัก แน่นหน้าอก เจ็บอก หายใจไม่ทั่วท้อง น้ำมูก อาเจียน ยังดีที่กลับมารักษาที่บ้านเกิดได้ทัน แต่ที่ต่างจังหวัดก็พบว่าเตียงเริ่มเต็มแล้วเช่นกัน

“จากประสบการณ์ที่ประสบมาจึงอยากให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความพร้อมทั้งสถานที่ บุคลากร และยานพาหนะ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอย เพื่อดูแลผู้ป่วยอาการสีเขียวในเบื้องต้น เช่น วัดไข้ วัดความดัน วัดค่าออกซิเจนในปอด หากอาการแย่ลงจะได้ส่งรักษาตัวทัน เพราะการอยู่ที่ห้องคนเดียวทำให้รู้สึกกังวลมาก เหมือนไม่มีใครดูแล และฝากถึงพี่น้องประชาชนด้วยว่าอย่ารังเกียจ กีดกันผู้ติดเชื้อ ความรู้สึก จิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เครียด กังวลจากการติดโควิดก็มีมากพอแล้ว เราถึงได้เห็นว่ามีบางคนตัดสนใจทำร้ายตัวเอง ส่วนตัวโชคดีที่คนที่บ้าน ผู้นำหมู่บ้าน และเพื่อนบ้านไม่มีใครรังเกียจ มีความห่วงใยดังนั้นฝากขอกำลังใจให้ผู้ติดโควิดด้วย อย่ารังเกียจ หากกังวล เพียงแต่เซฟตัวเองด้วยการอยู่ไกล สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง อย่างเข้มข้น” นายพัชรพงศ์ กล่าว

น.ส.เกวลิน ทองฤทธิ์ นักศึกษาปริญญาตรี กล่าวว่า ตนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต้องกักตัว 14 วัน เพราะไปสัมผัสคนติดเชื้อยืนยัน ตอนแรกตกใจมาก ยิ่งตนอยู่ห้องพักคนเดียว ไม่รู้จักใคร ไม่รู้ว่าต้องขอความช่วยเหลือใคร แม้แต่มหาวิทยาลัยเองก็ไม่ทราบว่าจะต้องติดต่อผ่านช่องทางไหน ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีให้มากที่สุดคือ สติ คิดแล้วว่าตนไม่มีประกันสุขภาพโควิด หากติดเชื้อจริงอาจจะไม่มีเตียงรักษา จึงบอกกับทางบ้านว่าเราเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง หากติดเชื้อขึ้นมาจริงก็ขอให้ช่วยประสานหาเตียงในจังหวัดบ้านเกิดด้วย ถือเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้ตนฉีดวัคซีนแล้ว 1 เข็มแต่ช่วงที่กักตัวนั้นมีความเครียด แต่เนื่องจากมีภาระหน้าที่ในการสอนหนังสือ จึงพยายามทำตัวให้ปกติ สอนหนังสือให้นักเรียนอย่างดีที่สุด เพื่อไม่ให้ความเครียดของเราส่งผลต่อนักเรียนด้วย

“ในตอนที่เรายังหาหนทางอะไรไม่ได้ แต่เมื่อไม่หยุดค้นหาเราก็จะเจอหนทางอยู่เสมอ โดยมีพี่ๆ เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน จึงได้ประสานขอความช่วยเหลือไป และก็ได้รับการช่วยเหลือ นอกจากกลุ่มผู้ป่วยแล้ว กลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลด้วยคือกลุ่มเสี่ยงสูง เขามีโอกาสติดเชื้อเหมือนกัน จึงต้องมีการช่วยเหลือต้องไม่ทอดทิ้งเขา โดยควรมีศูนย์กลางช่วยประสานงานกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัว เพื่อให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้ง ยา อาหาร ของใช้จำเป็น” น.ส.เกวลิน กล่าว

ขณะที่ นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ แกนนำชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย ผู้ประสานงานเครือข่ายบางกอกนี้ดีจัง เล่าว่า ชุมชนเมืองมีความแออัด การจะเว้นระยะห่าง หรือพื้นที่ใช้สอยอย่างคล่องตัวจึงยากลำบาก เฉพาะชุมชนวัดโพธิ์เรียงและชุมชนใกล้เคียงก็มีการติดเชื้อต่อเนื่อง 4 ชุมชนกว่า 400 คน มีกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัว และคนที่ยังรอตรวจอีกหลายร้อยคน ไม่นับรวมคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิการตรวจมีอีกจำนวนมาก ด้วยเหตุผลการรับรองอย่างเป็นทางการต้องมาจากหน่วยตรวจที่เป็นทางการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การทำงานภายใต้การดูแลของชุมชน ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะเข้าใจว่าด้วยการอยู่ในชุมชน พื้นที่จำกัดจะมีการออกมาเจอกันบ้าง อย่างน้อยคือการซื้อข้าวของ ซึ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้

นายสุรนาถเล่าต่อว่า ในการทำงานเรื่องการควบคุมป้องกันโรคในชุมชน นั้นจากการประเมินแล้วว่าน่าจะมีการระบาดเพิ่มมากขึ้นดังนั้นจึงมีการเปิดสายด่วนเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคณะทำงานเพื่อติดต่อสื่อสารให้คำแนะนำและให้การช่วยเหลือ ช่วยไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดยพยายามให้คนหยุดอยู่บ้านมากขึ้น พร้อมให้การช่วยเหลือเรื่องอาหาร ทั้งจากฝ่ายการเมือง และเครือข่ายภาคประชาชนทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดให้การช่วยเหลือจัดส่งวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารมาให้ชุมชนเพื่อปรุงอาหารแจกจ่าย หรือวัตถุดิบตามบ้าน พร้อมตั้งครัวกลางสำหรับคนที่มีเงินน้อยหรือไม่มีเงินให้เข้าถึง ดังนั้นเรื่องอาหารการกินไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ที่เป็นปัญหาคือเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบการรักษา พร้อมทั้งประสานขอถุงยังชีพจากสภากาชาดไทยที่มียา และของใช้จำเป็นที่นอกเหนือจากอาหารการกินมาให้กับบ้านที่มีผู้ติดเชื้อ หรือบ้านกลุ่มเสี่ยง

ที่สำคัญคือการให้ความรู้ และประชาสัมพันธ์เรื่องที่ต้องการความร่วมมือจากประชาชนผ่านเสียงตามสาย ทำให้เกิดความร่วมมือไม่รังเกียจกัน ทั้งนี้เมื่อเจอวิกฤติเราต้องตั้งหลัก ถ้าเราเมาหมัด หรือมึนงงกับสถานการณ์จะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง แม้กระทั่งเรื่องขยะติดเชื้อก็มีการขอความร่วมมือและสอนการทิ้งที่ถูกต้อง หลังๆ ทำข้อเสนอ ส่งถึงผู้ว่าฯ กทม.ในการตั้งศูนย์พักคอย เพื่อแยกผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนขึ้นให้ออกจากครอบครัว และต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของพักคอยจะช่วยแก้วิกฤติการระบาดของโรคโควิดได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านทำความเข้าใจกันเอง ลือกันไปว่าการมีศูนย์พักคอยอยู่ใกล้ชุมชนจะยิ่งทำให้เสี่ยงเกิดการติดเชื้อในชุมชน ซึ่งตอนนี้ศูนย์พักคอยมีมากขึ้น และมีความพร้อมมากขึ้นด้วย

“พลังของเรา ตอนนี้กำลังถูกนิยามใหม่ เดิมรัฐทำให้เราเป็นเหมือนผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความระโหยโรยแรง มาตรการออกมาแบบไหนก็ทำแบบนั้น แต่พอเราไม่ใช่แบบนั้น เราเชื่อว่าจะใช้พลังที่มีทั้งหมดเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และที่ผ่านมาเราพยายามทำในบทบาทหน้าที่ที่ทำได้ และทำเกินหน้าที่ทุกครั้ง การเข้าไปทำงานที่เสี่ยงติดเชื้อเช่น เห็นคนป่วยอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือ ยังดีที่มีชุด PPE ใส่ แต่หลังจากนี้หากต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ก็ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันมากขึ้น และที่จริงอยากเราเองก็อยากจะมียาพื้นฐาน หรือเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว และกำลังระดมฟ้าทะลายโจรด้วย” นายสุรนาถ กล่าว

นี่คืออีกด้านหนึ่งของความพยายามในการต่อสู้กับวิกฤติโควิดในประเทศไทย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้ชุมนุมหวิดย่างสด! ขว้างระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่ ไม่พ้นลุกไหม้กระเป๋าตัวเอง (คลิป) #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593412

ผู้ชุมนุมหวิดย่างสด! ขว้างระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่ ไม่พ้นลุกไหม้กระเป๋าตัวเอง (คลิป)

ผู้ชุมนุมหวิดย่างสด! ขว้างระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่ ไม่พ้นลุกไหม้กระเป๋าตัวเอง (คลิป)

วันเสาร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.15 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2564 โลกโซเชียลได้แชร์คลิปการชุมนุมของม็อบบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง ใกล้ทางออกสู่ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งบริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนตั้งแนวกั้นคอยดูแลความสงบ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าไปรื้อตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่วางปิดถนนดินแดง จากนั้นมีการขว้างปาสิ่งของตอบโต้เจ้าหน้าที่ที่มีการยิงแก๊สน้ำตา

โดยในคลิปจะเห็นผู้ชุมนุมรายหนึ่งใช้ถุงพลาสติกคลุมหัว จุดไฟระเบิดขวดขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่กลับปรากฏว่า ไฟได้ลุกไหม้กระเป๋าสะพายด้านหลัง ก่อนจะมีคนมาช่วยดับไฟ ส่วนผู้ชุมนุมรายนี้วิ่งหนีหายไป

ขอบคุณคลิป : เพจเฟซบุ๊ก Street Hero V3

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,311,638 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Apple ยังฟันกำไรอื้อแม้ซัพพลายเชนสะดุด #SootinClaimon.Com
100 ปีชาตกาล"ป๋วย"
‘เอส-กันตพงศ์’ ควงแฟนสาวเดินแบบการกุศล ‘โครงการรณรงค์วันดาวน์ซินโดรมโลก 2561’
Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ฝังชิปในสมองลิงให้เล่นเกมด้วยจิตสำเร็จ #SootinClaimon.Com
Anutin mulls cancelling Test & Go scheme for tourists
บุคคลในข่าว 15 พฤศจิกายน 2567
พาณิชย์ ปลื้มผลเจรจาขายข้าว หอมมะลิร้อยเอ็ดมีออเดอร์ 1.47 แสนตัน
ราคาทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 2 ครั้ง รวม 250 รูปพรรณขายบาทละ 19,850
นายกเทศมนตรีหญิงญี่ปุ่น เริ่มลาคลอดระหว่างดำรงตำแหน่ง จุดกระแสถกเถียงเรื่องสิทธิผู้นำหญิง
With its economy in free fall, Myanmar braces for the worst #SootinClaimon.Com

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d