Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– ถือเป็นปีแรกที่ 4 สาว BlackPink มาร่วมงานกาล่าระดับโลกอย่าง Met Gala 2026 แบบพร้อมหน้าพร้อมตาครบเป็นปีแรก แต่ละคนพยายามแต่งตัวให้กับธีม Costume Art เด่นที่สุด เห็นจะเป็น จีซู ที่มาในชุดเลื่อมสีชมพูประดับดอกไม้สั่งตัดพิเศษของ Dior แบรนด์คู่บุญของเจ้าตัว และยังได้รับเสียงชื่นชมยกให้เป็น 1 ใน 13 ชุดที่ดีที่สุดของ Met Gala 2026 จากนิตยสาร Elle USA ส่วน ลิซ่า นับได้ว่าโดดเด่นกว่าเพื่อน และกล้าที่จะสนุก เจ้าตัวมาในชุดสั่งทำพิเศษของ Robert Wun ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอลเลคชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็น Host Committee ผู้รับหน้าที่เป็นคนคัดเลือกและเชิญแขก VIP ทั้งคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ดีไซเนอร์ นักร้อง นักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ระดับโลกมาร่วมงานด้วย

– ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง เบลก ไลฟ์ลี และ จัสติน บัลโดนี จากภาพยนตร์ It Ends With Us ได้ข้อยุติลงแล้ว ก่อนถึงกำหนดขึ้นศาลเพียงสองสัปดาห์ ทั้งสองฝ่าย รวมถึงบริษัทผู้ผลิต Wayfarer Studios ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีเป็นที่เรียบร้อย ทีมกฎหมายของไลฟ์ลี เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นชัยชนะอย่างท่วมท้น เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าข้อเรียกร้องของเธอไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาเอง ในขณะที่ทนายของ บัลโดนี ก็ยืนยันกับสื่อ NBC News ว่านี่คือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบของฝั่งพวกเขาเช่นกัน โดยชี้ให้เห็นว่าคำร้องหลักๆ ของ ไลฟ์ลี ถูกยกฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะยอมความกันในคดีหลัก แต่ไลฟ์ลียังคงดำเนินการเรียกค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าเสียหายจากบัลโดนีอยู่ดี หลังประกาศการยอมความเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไลฟ์ลีได้ไปปรากฏตัวที่งาน Met Gala 2026 ส่วน บัลโดนี และภรรยา ถูกพบเห็นที่แนชวิลล์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย

กอเรียนกา คิลเชอร์ นักแสดงอเมริกันที่เป็นชนพื้นเมืองแต่เกิดในเยอรมนี ยื่นฟ้อง เจมส์ คาเมรอน และ วอลต์ ดิสนีย์ คอมพานี กล่าวหาว่าพวกเขาใช้ใบหน้าของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบตัวละคร Neytiri ในภาพยนตร์ชุด Avatar คิลเชอร์อ้างว่า ใบหน้าของเธอตอนอายุ 14 ปี จากภาพถ่ายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง The New World ตอนปี 2005 ถูกนำไปสกัและใช้เป็น ” สมอใบหน้า” (facial anchor) สำหรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างของตัวละคร Neytiri คำฟ้องระบุว่า คาเมรอนเคยให้สัมภาษณ์ โดยยอมรับว่าคิลเชอร์คือ ‘แหล่งที่มาที่แท้จริง’ สำหรับการออกแบบ และระบุว่าส่วนใบหน้าด้านล่างนั้นคือใบหน้าของเธอจริงๆ ทีมกฎหมายของคิลเชอร์ระบุว่า แฟรนไชส์ที่ทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์นี้พยายามนำเสนอเนื้อหาที่เห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่กลับแอบแสวงหาผลประโยชน์จากเยาวชนพื้นเมืองตัวจริง โดยไม่มีการให้เครดิตหรือค่าตอบแทน คิลเชอร์เรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ  การแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรจากภาพยนตร์ รวมถึงการขอคำสั่งศาลห้ามใช้ภาพลักษณ์ของเธอในอนาคต

– ทีมผู้สร้างและนักแสดงจาก The Summer I Turned Pretty ซีรีส์ดรามาวัยทีนที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องนับตั้งแต่ซีซันแรกในปี 2022 ขอความร่วมมือให้แฟนคลับหยุดเดินทางไปยังกองถ่ายภาพยนตร์และหยุดแชร์สถานที่ถ่ายทำลงบนโซเชียลมีเดีย เจนนี่ แฮน ผู้เขียนและผู้กำกับ ระบุว่าการที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันทำให้บรรดานักแสดงหลุดจากคาแร็กเตอร์และเกิดความวิตกกังวล ทีมงานต้องหยุดการถ่ายทำอยู่บ่อยครั้งเพื่อเคลียร์ฝูงชนออกจากฉาก ซึ่งทำให้การทำงานล่าช้าและทำลายสมาธิของทีมงาน ขณะที่การแชร์สถานที่ถ่ายทำแบบเรียลไทม์ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยทีมงานต้องการสร้างสภาะแวดล้อมที่ได้รับการปกป้อง เพื่อให้สามารถผลิตผลงานออกมาได้ดีที่สุด ก่อนหน้านี้ มีภาพแอบถ่ายจากการถ่ายทำในวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา หลุดออกไปในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เนื้อเรื่องสำคัญรั่วไหลก่อนกำหนด

– นาตาลี พอร์ตแมน ในวัย 44 ปี ได้แชร์ภาพถ่ายบรรยากาศชีวิตในกรุงปารีสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแคปชันสั้น ๆ ว่า Paris lately ซึ่งนับเป็นภาพหายากที่เธอเปิดเผยต่อสาธารณะ พอร์ตแมนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกคนแรกกับ ตองกีย์ เดสตาบล์ โปรดิวเซอร์เพลงชาวฝรั่งเศส เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปารีสตั้งแต่ปี 2014 และเลือกที่จะพำนักอยู่ที่นี่ต่อไปหลังการหย่าร้าง เพื่อให้ลูกทั้งสองคนคือ อเลฟ และ อมาเลีย ได้รับการศึกษาที่นี่ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบมารยาททางสังคมของชาวปารีส เช่น การกล่าวทักทาย “Bonjour” ทุกครั้งเมื่อเข้าร้านค้า ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมในสหรัฐฯ และเธอยังชื่นชมว่า ชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเป็นอย่างมาก

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

9 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นดรามาเมื่อทราย สก๊อต น้องชาย พาย สุนิษฐ์ สก๊อต ได้ออกมาอัดคลิปพูดทั้งน้ำตา ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ขอร้องว่าอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นทายาทตระกูลดัง อ้างโดนพี่ชายล่วงละเมิดและทุกคนในครอบครัวรู้หมด อีกทั้งยังบอกด้วยว่าคุณแม่จะฟ้องร้องเอาทรัพย์สินที่คุณตายกให้คืน

ซึ่งดูเหมือนเรื่องราวจะไปกันใหญ่ลามไปถึงนักแสดงสาวไซซ์มินิ มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ภรรยาของ พาย สุนิษฐ์ ที่เพิ่งประกาศข่าวดีตั้งครรภ์ลูกคนแรกไปหมาดๆ ต้องมาเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โดยพบว่าภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอนั้น เต็มไปด้วยคอมเมนต์ถึงประเด็นร้อนดังกล่าว อีกทั้งภาพโมเมนต์การประกาศข่าวดีว่ากำลังตั้งท้องอยู่ โดยก็ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์กันสนั่นไอจี 

ซึ่งหลายๆ คอมเมนต์ได้เข้าไปแสดงความเป็นห่วงเธอ กลัวว่าเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นดรามานี้จะกระทบจิตใจของว่าที่คุณแม่ เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ อีกด้านก็มีคอมเมนต์ที่คาดคั้นถามหาความจริงจากเธอ 

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

อีกสองบุคคลที่สนิทสนมเรียกได้ทำงานมาด้วยกันจน “แดนนี่ ศรีภิญโญ“ ยกให้เป็นไอดอลของการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้ ก็คือ “ป๋ากิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ” และ “ติ๊ก กลิ่นสี” ซึ่งทั้ง 3 คนรู้จักกันมานานกว่า 30 ปี จนถึงวันที่น้องรักต้องออกเดินทางไกล ล่าสุดทั้ง “ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี” ได้เล่าเรื่องราวผ่านรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne 31 ถึงเรื่องราวที่ไม่เคยเล่าที่ไหน รวมไปถึงการแนะนำการใช้ชีวิตให้ผู้ชายที่ชื่อแดนนี่จนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

”ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี“ รู้จักกันได้ไง?

ป๋ากิ๊ก : เราสองคนเจอกันในหนังเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง ปี 2530 คือตอนนั้นพี่ติ๊กเค้าไปถ่ายหนังเรื่องนี้ ในเรื่องเป็นนักศึกษา และชีวิตจริงก็ยังเป็นนักศึกษา แต่เค้าเกิดปี 04 นะ ซึ่งเค้ายังเป็นนักศึกษาจริงๆ อยู่นะ อยู่ปี 5 เขาแก่กว่าพี่ 2 ปี 

ติ๊ก : ไอ้นี่เข้าเรียนตอน รหัส 24 รับ ปริญญาตอนปี 30 รับพร้อมกัน 

ป๋ากิ๊ก : เค้าเรียนจิตรกรรม แต่เค้าก็เป็นรุ่นพี่ช่างศิลป์ เพราะว่ารุ่นนี้เรียนหลายสถาบัน เป็นเพื่อนกันมา 40 ปี

แล้วอย่างกับแดนนี่เป็นยังไงบ้าง ?

ป๋ากิ๊ก : ตอนนี้เราหยุดการคบกันแล้ว เพราะว่าถ้าคบกันต่อเราก็ต้องตามเขาไป (ยิ้ม) พี่อยากจะบอกว่า สำหรับพี่กับแดนนี่ รู้จักกันมานาน เรื่องสภาพจิตใจของพี่ มันมีทั้งสองสภาพนะ คือเราเสียใจที่เขาไม่อยู่แล้ว แต่ก็ดีใจที่เขาไปอย่างสงบ เค้าหยุดแล้ว เค้าไม่ต้องเหนื่อยแล้ว เหมือนว่าเค้าได้หยุดพักแล้ว ไม่ต้องมีกังวลอะไรแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าโลกหน้าเป็นยังไง เพราะว่าเราก็ไม่เคยไป เราเสียใจที่จะไม่ได้เจอเขาแบบเป็นๆ แต่ก็ดีใจที่โอเค น้องคงหมดห่วงหมดภาระแล้ว แต่พี่ไม่ต้องทำใจอะไรมากมาย เพราะว่าเราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องกับเขา เพราะว่าย้อนกลับไปพี่รู้จักกับแดนนี่เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง สมัยก่อนเราเป็นนักแสดงวัยรุ่น เล่นเป็นนักเรียนด้วยกันในภาพยนตร์ 

แต่คนที่เจอพี่แดนนี่ก่อนเลยคือพี่ติ๊ก ?

ติ๊ก : เจอตั้งแต่ตอนเด็กๆ ตอนนั้นเค้าเป็นเด็กลูกครึ่ง เริ่มจากบ้านเพื่อนพี่อยู่ที่ดินแดง และบ้านแดนนี่ก็อยู่ใกล้ๆ เราก็ไปแกล้งเขา

ป๋ากิ๊ก  : คือตอนนั้นแดนนี่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เพราะว่าบ้านแม่บุญธรรมของแดนนี่อยู่ข้างบ้านเพื่อนของพี่ติ๊ก

ติ๊ก : เราไปบ้านเพื่อน เป็นห้องซ้อมดนตรี เราก็ไปสิงที่บ้านเพื่อน แล้วแดนนี่ก็เป็นเด็กน้อยอยู่บ้านข้างๆ เราก็แกล้งเด็ก คือตอนนี้เราก็เล่าเรื่องความน่ารัก การปฏิสัมพันธ์ในการเจอกันกับเด็ก หลังจากนั้นเราก็ได้ข่าวว่าแดนนี่เค้าก็มาเป็นโดมอนแมน ตอนนั้นเทรนด์ลูกครึ่งกำลังมา จากนั้นเค้าก็ไปเล่นให้กันตนา เค้าก็เป็นดารา 

ป๋ากิ๊ก  : ตอนนั้นที่เค้าเข้ากันตนาแล้ว เค้าเป็นดาราแล้วนะ แต่ติ๊ก กลิ่นสียังไม่เป็นดารา ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาทั่วไป 

แล้วตอนไหนที่มาร่วมงานกับพี่แดนนี่แบบจริงจัง ?

ป๋ากิ๊ก : ก็น่าจะเป็นตอนที่เรามาเปิดบริษัทกันแบบจริงจัง รายการแสบคูณสอง และเกมส์พันหน้า ซึ่งตอนนั้นแดนนี่เค้าก็เป็นเจ๊ตุ่มแล้ว ซึ่งความสามารถของแดนนี่เค้าหลากหลายนะ นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว เค้าเล่นตลกได้ เค้าเป็นพิธีกรได้ เพราะว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง เค้าเป็นคนมีความสามารถด้านนี้ แล้วเราก็เปลี่ยนมาทำเกมพันหน้า ก็ให้แดนนี่มาอยู่ในแก๊งค์แมวเหมียว เป็นแก๊งค์แมวมอง เพื่อเอาคนอื่นมาออกรายการ

เห็นว่าพอมาทำรายการด้วยกัน  ก็ชวนกันไปดื่มยันเช้า?

ป๋ากิ๊ก : อันนี้ต้องบอกว่า ทำตั้งแต่ก่อนทำงานแล้ว 

ติ๊ก : ต้องบอกว่านี่เป็นกิจกรรมสันทนาการที่เราร่วมกันทำ อย่างมีความสุข โดยใช้เครื่องดื่มเป็นตัวนำ ตอนนั้นพวกเราก็ 30 แดนนี่ก็ประมาณ 20กว่าๆ 

ป๋ากิ๊ก  : คือแดนนี่ไปด้วยกัน เค้าเป็นคนเฮฮา เราก็เป็นคนเอนเตอร์เทน แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน เพียงแค่บางวันออกมาจากร้าน ก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว อันนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีเคอร์ฟิวส์ เพราะว่าเราเจอกันแล้วเที่ยวด้วยกันตั้งแต่พาเลซสมัยก่อนโน้น

แต่พี่แดนนี่เค้าก็มองปากกิ๊กไอดอล ?

ป๋ากิ๊ก : เค้าน่าจะมองว่าการใช้ชีวิตของเราแบบเฮฮา พวกพี่จะมี concept แบบเดียวกัน เป็นพวกสุขนิยม ประมาณว่าเฮ้ยมึงเชื่อกู ปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกอย่างมันไม่ใช่ปัญหาเพราะปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกปัญหามีทางออก แต่ถ้าหาทางออกไม่เจอ ก็ออกมันตรงทางเข้า เพราะว่าทำไมหรอ ก็ตะกี้ที่มึงเข้ามาไง ทุกปัญหามันมีทางออก ก็เลิก อย่าไปฝืน อย่าไปดิ้นรน แดนนี่เค้าก็คงคิดว่าพวกพี่เป็นคนง่ายง่ายแบบนั้น ใช้ชีวิตให้มีความสุข

ติ๊ก : เวลาเราคุยกัน มันมักจะมีมวลไปในทิศทางเดียวกัน 

แต่ในอีกมุมนึงพี่แดนนี่เค้าก็มีมุมที่น้อยเนื้อต่ำใจ?

ป๋ากิ๊ก  : จะใช้คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจนั้น พี่ว่ามันไม่ใช่หรอก แต่มันเป็นคนที่แบบว่า ผมไม่ดีพอ เราก็บอกว่ามึงคิดเยอะว่ะ มันถึงทำให้เรามีเรื่องที่จะคุยกันบ่อย ซึ่งหลายคนก็ฟังว่าตามข่าวที่บอกว่าพี่แดนนี่มีอะไรก็จะปรึกษาเรา มันไม่ใช่หรอก แต่จริงๆคือมันเป็นคนชอบถาม เพราะว่าเค้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง หรือว่าเวลาเค้าใส่เสื้อ เค้าจะชอบถามว่าผมใส่เสื้อตัวนี้ไหม แล้วคนอื่นเค้าจะรังเกียจผมไหม เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเค้าไม่ชอบ เค้าก็ไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งถามว่า ให้กำลังใจยังไงไหม แต่สำหรับพี่ไม่ใช้คำว่าให้กำลังใจ เพราะว่าเราพูดตรงๆ ถ้าดีก็บอกว่าดี 

และเห็นว่าพี่ติ๊กเป็นคนพาพี่แดนนี่ไปซื้อบ้านและสอนเรื่องเก็บเงิน?

ติ๊ก : คือความจริงการวางอนาคตของแต่ละคน ผมเห็นว่านี่เค้าควรจะมีบ้านแล้ว เค้าควรจะเซฟในเรื่องระบบของการเงิน เราก็บอกว่าแดนนี่ควรจะซื้อบ้านหลังนี้นะเพราะว่าหันหน้าทางทิศนี้แล้วมันดี และหรือเราก็บอกว่าเอาเงินก้อนนี้ควรจะมาใช้ทำแบบนี้สิ หรือเรื่องรถเราก็ว่าน้องควรใช้รถแบบนี้สิ ซึ่งถ้าเราไม่เข้าจัดการ เค้าก็อาจจะมีมายด์เซ็ทของตัวเองอยู่แล้วก็ได้ แต่การที่เราเสริมสิ่งที่เราพูดไป เราก็แนะนำในฐานะรุ่นพี่ ซึ่งเขาก็โอเค

ป๋ากิ๊ก : คือถ้าเป็นคนสมัยนี้เค้าอาจจะมองพวกพี่สองคนว่าเป็นคนชอบใส่ใจ 

รวมไปถึงก็มาปรึกษาเรื่องซื้อของให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ?

ป๋ากิ๊ก  : คือจะเล่าให้ฟัง คือเค้ามีแฟนคนนึง คือเค้าซื้อเสื้อให้ผู้หญิง เค้าก็ให้เราช่วยเลือก เราก็เลือกสีขาวไป แต่แดนนี่บอกว่าขอสีแดง เพราะว่ามันตัวดำ ก็คือภรรยาคนปัจจุบันคนนี้แหละ ก็จ๋านี่แหละ ซึ่งเราก็เข้าใจว่าชื่อนี้ และครั้งแรกที่เราได้เจอผู้หญิงคนนี้ ทุกคนก็เรียกชื่อผู้หญิงคนนี้ว่าจ๋ากินนู่นกินนี่ ซึ่งจ๋าก็งงว่าเรียกใคร เค้าก็ตอบกลับมาว่าหนูไม่ได้ชื่อจ๋า หนูชื่อกวาง เราก็ไปด่าแดนนี่ว่าไหนบอกว่าชื่อจ๋า แดนนี่ก็บอกว่าผมไม่ได้บอกเลยว่าเค้าชื่อจ๋า แต่ที่ผมเรียกเขาว่าจ๋าเพราะว่าเค้าชื่อกวางจ๋า เกือบบรรลัย สรุปก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ

และป๋ากิ๊กก็เป็นคนตั้งชื่อ “น้องเอวา” ลูกของพี่แดนนี่ ?

ป๋ากิ๊ก : เราก็ดีใจที่เขามีครอบครัวไปฝั่งเป็นฝา ผมชอบให้คนมีครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนเรามันอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก คือตอนนี้แม้เราจะยังอยู่ได้ แต่ถ้าวันนึงเราแก่ตัวไป เพราะว่าเพื่อนรอบนอกมันจะหายไปเรื่อยๆ เราก็บอกว่ามึงเชื่อกู มึงควรจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง กูว่าเนี่ยคือความฝันของมึง เพราะว่าเค้าไม่มีครอบครัว แล้ววันนึงมันมีลูก วันที่ลูกคลอดออกมา เราก็รีบดิ่งไปเลย ไปดูลูกมัน แดนนี่มันก็บอกว่าผมมีลูกสาว ช่วยตั้งชื่อให้ลูกมันหน่อยสิ ลูกผู้หญิงหรอชื่อเอวาสิ ก็มาจากอดัมกับเอวา เพราะว่าเราเป็นคริสต์ ก็คือเราไปใส่ใจในเรื่องครอบครัวเขา

คือพี่แดนนี่เค้าให้ความเคารพกับพี่สองคนมาก ?

ป๋ากิ๊ก  : คือเค้าก็ไม่มีครอบครัว เค้าไม่มีญาติพี่น้อง

ติ๊ก : เพราะว่าผมเคยถามเขา ว่าเค้ามีพี่หรือมีน้อง ก็ถามแดนนี่ว่าทำไมไม่คิดไปหาญาติที่เมกา เพราะว่าพ่อเค้ากลับไปอยู่อเมริกา ก็น่าจะมีพี่น้องอีกไม่ใช่หรอ เราก็บอกให้เค้าไปหาสิ เพราะว่าถ้าเป็นผม ผมไป ซึ่งเค้าอาจจะไม่อินในเรื่องนี้มากก็ได้ ก็จบเรื่องนี้ไป แต่ถ้าพี่ไปคนเดียวก็ไม่ได้เพราะว่าพี่ก็ไม่มีญาติอยู่ที่นั่นเลย ก็เลยไม่ไปดีกว่า

ถามถึงสาเหตุที่บริษัทที่ทำมาด้วยกันทำไมถึงปิดตัวลง ?

พากิ๊ก : 20 กว่าปี อย่างตอนนั้นที่เราต้องปิดตัว เพราะว่าธุรกิจมันเปลี่ยน เราขายของยากขึ้น เพราะว่าตอนนั้นเราเปิดบริษัท ขายเอง และมีรายการเดียว มันขายยากขึ้น เงินมันก็เข้าน้อยลง เราก็เลยบอกว่าถ้าเราหยุดตอนนี้ เรายังพอมีเงินจ่ายให้กับลูกน้อง ชดเชยให้ทุกคนได้ไปต่อ เพราะว่าเราไม่มีเนื้อให้เขานะ ซึ่งถามว่าตีกันหรอ ก็ไม่มี

ติ๊ก : อ้าวถ้าไม่ทะเลาะแล้วจะปิดตัวทำไมล่ะ

ป๋ากิ๊ก : พูดไปเรื่อย ไม่ได้ตีกัน มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจ อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ เราก็คุยกันสองคนว่ามันไปไม่ไหวแล้ว เลิกตอนนี้ดีกว่ามันยังเงินทอนให้กับน้องๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็ฟาร์มมรสุมกันมาเรื่อยๆ ลงอย่างสวยงามมากกว่า

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ได้โพสต์ข้อความเล่าย้อนช่วงเวลาสุดประทับใจที่ได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตในตำนานอย่าง เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ กับคอนเสิร์ต

โดยระบุว่า 32ปีผ่านไป….

สิ่งที่อยู่ในความฝันของผมมาตลอดตั้งแต่เข้าวงการมา คือการได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดที่ศูนย์วัฒนธรรม  

ปี2537 ฝันเป็นจริง!!   ชื่อคอนฯคือ “อยากเห็นท้องฟ้าเป็นอย่างในฝัน” 16รอบ มีช่วงละครมิวสิคัล ผมได้ร่วมแสดงด้วย มีความสุขแบบไม่ลืมไปตลอดชีวิต

พี่เบิร์ดน่ารัก ใจดี อารมณ์ดีตลอด ผมเคยเม้าท์กับน้องแด๊นเซอร์ในงานว่า “พี่ว่าพี่เบิร์ดไม่ใช่คนหรอก เพราะคนต้องมีเหนื่อย มีอารมณ์เสีย มีหงุดหงิดมั่ง แต่พี่เบิร์ดใส่เต็มทุกครั้งที่ซ้อม เอาใหม่เอาอีกเพราะคนอื่นเต้นผิดก็ยังยิ้มแย้ม
แจ่มใส เอนเนอจี้เต็มเปี่ยม โคตรเทพเลยเนาะ”..

ครั้งนึงในระหว่างการซ้อม พักกินข้าวกัน

พี่เบิร์ดนั่งล้อมวงกับพื้น แล้วเรียก รัก กินข้าวกัน ผมถือกล่องข้าวเดินไปร่วมวงด้วยความดีใจ อาหารที่พี่เบิร์ดกินคือ เนื้อแดดเดียวทอด กับน้ำพริกตาแดง ง่ายๆ แต่อร่อยมาก..

ผู้หญิงในภาพคือพี่อ้อม ดวงกมล ลิ่มเจริญ

พี่สาวใจดีที่จากไปแล้ว เราเล่นคู่กันมาตั้งแต่ละคร ยามเมื่อลมพัดหวน ในภาพเราเล่นเป็นพ่อแม่ของน้องนัท มีเรีย โคตรคิดถึงพี่เลยครับ…

เห็นรูปแล้วความทรงจำในช่วงนั้นหลั่งไหลเข้ามาอย่างมีความสุข ตามประสานักแสดงวัยลุงคนนึง ซึ่งมีความหลังที่ภูมิใจสุดๆกับซุปเปอร์สตาร์เบอร์1ในดวงใจ…

อ่านแล้วจุก! ‘แม่หมู’เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

อ่านแล้วจุก! 'แม่หมู'เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

อ่านแล้วจุก! ‘แม่หมู’เคลื่อนไหว เริ่มไม่ไหว4ปีแล้ว ปล่อยเค้าไปมีชีวิต ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำถึงไหน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

กลายเป็นโพสต์ที่ถูกแชร์และพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อคุณกุ้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thasanut Love Imm อดีตทีมงานรายการทีวีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ แม่หมู พิมพ์ผกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความสุดซึ้งบอกเล่าเรื่องราว “เบื้องหลัง” ความผูกพันของแม่ลูกคู่นี้ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ตั้งแต่วันที่น้องนายยังเป็นเด็กชายตัวน้อยในกองถ่าย จนถึงวันที่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตในปัจจุบัน

ขณะที่โพสต์นี้ซึ่งมี แม่หมู พิมพ์ผกา เข้ามาตอบกลับทันทีท่ามกลางดราม่าครอบครัว แม่หมูระบุสั้นๆว่า ” ขอบคุณมากๆนะกุ้ง พี่เริ่มไม่ไหว 4 ปีแล้วนะกุ้ง พี่ก็ปล่อยเค้าไปมีชีวิตของเค้าแล้ว ไม่รู้จะแทงพี่ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปถึงไหน ” 

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

ฮาน่า ฟาดกลับแทน แม่หมู เผยความลับ 4 ปีที่ไม่มีใครรู้ พร้อมอาการป่วยที่ต้องปิดบัง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

ฮาน่า ทัศนาวลัย จักรพงษ์ ดารานักแสดงชื่อดังที่อยู่เคียงข้าง แม่หมู พิมพ์ผกา ในวันที่กำลังมีกระแสข่าว นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าขาดการติดต่อกับแม่หมูไปนานถึง 2 ปี พร้อมเผยว่าจะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย และต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกับความรักสาวนอกวงการ

โดย ฮาน่า ได้โพสต์ภาพในอดีตและระบุข้อความว่า  

” กว่าที่จะชวนพี่หมูเที่ยวออกเดินทาง ตปท ได้ใช้เวลาเกือบ 6 ปี ก็มีข่าวที่น่าตกใจ

คนเป็นแม่เข่าแทบทรุด

ในฐานะแม่ และ ในฐานะเพื่อนพี่หมู ที่เห็นน้องนายมาตั้งแต่ 3 ขวบ …. พี่หมูทำหน้าที่ “แม่” อย่างดีที่สุดแล้ว….. ทุกข์ครั้งนี้เท่าที่ทราบเกือบ 4 ปีแล้ว ไม่ใช่แค่ 2 ปี ตามข่าว พี่หมูตัดสินใจไปหาซื้อบ้านใหม่ ที่เขาใหญ่ เพื่อชีวิตใหม่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อปล่อยพื้นที่ให้ลูกได้เติบโต ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องลูก พี่หมูถูกโยงเข้าไป ทำให้สภาพจิตใจของพี่หมูย่ำแย่มาก ขาดการติดต่อจากภายนอกจน “เป็นโรคซึมเศร้า” และ “แพนนิค” กินยามาได้ 2 ปีแล้ว

ผลกระทบจากคอมเม้นท์ ต่างๆที่โลกโซเชียล เขียนมาด่าทอคนเป็นแม่ โดยเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว เค้ารับไม่ไหว หายใจไม่ออก ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง…… ไม่ได้ขอให้พวกคุณเข้าใจหรือรักพี่หมู แต่

….ถ้าพวกคุณรักนาย นายคงไม่มีความสุข ที่มีคนมาด่าว่าแม่ของเค้าอย่างสนุกปาก พวกคุณแค่สนุกกับการได้เขียนด่าด้วยความสะใจ ด่าเสร็จคุณก็หลับอย่างสบายใจ แต่คนที่ถูกกระทำ ถูกรุมทึ้ง ….. เค้าต้องเสียใจทุกข์แค่ไหน ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดในชีวิต

อย่าซ้ำเติมพวกเขาอีกเลย นายก็เจ็บ แม่เจ็บยิ่งกว่า ปล่อยให้พวกเข้าได้ใช้ชีวิตตามที่น้องนายต้องการ เกือบ 4 ปีแล้ว ที่แม่ลูกไม่เคยได้คุยกันจริงๆ มันมีอะไรซ่อนอยู่อีกเยอะมากจริงๆ ที่ทุกคนไม่รู้

และพี่หมูในฐานะแม่ ไม่เคยออกมาพูดอะไรเลย แต่สังคมตัดสินไปแล้ว

โปรดอย่าคาดเดา อย่าตัดสินด้านเดียวอีกเลย ….ให้พื้นที่ของแต่ละคนได้ใช้ชีวิตตามที่เค้าต้องการด้วยเถิด จากคนเป็นเพื่อนเป็นพี่ที่คอยให้กำลังใจทั้งคู่ และหวังว่าเค้าจะได้ปรับความเข้าใจและกลับมาเป็นครอบครัวที่มีความสุขอีกครั้ง”

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

แชร์สนั่น! ทราย สก๊อต ปล่อยโฮ แฉโดนล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

แชร์สนั่นโซเชียล “ทราย สก๊อต” อัดคลิปช็อค อ้างโดนพี่ชาย ล่วงละเมิด แถมแม่ฟ้องร้องเรียกคืนสมบัติ

9 พ.ค.69 “ทราย สก๊อต” ออกมาอัดคลิปปล่อยโฮแบบสุดทน ขอร้องว่าอย่าเรียกตัวเองว่าทายาทตระกูลดังอีกต่อไป โดยในคลิป ทราย สก๊อต กล่าวว่า ทรายไม่อยากให้ใครเรียกทรายว่าทายาท….นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมา คนเค้าไม่รู้ แต่ พี่ชายผม เป็นคนข่มขืนผมครับ เค้าไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียว เค้าทำตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นหลายๆครั้ง แล้วทุกคนในครอบครัวผม รู้หมดครับ เพราะเค้าได้ฟังเทป ที่ผมอัด ที่มีเสียงพี่ชาย ที่เค้าสารภาพครับ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนในชีวิตผม ช่วยให้ผมเลย ที่ผมทำทุกอย่างเอง เพราะผมไม่ได้มีทางเลือกครับ (ร้องไห้) ผมจะอายุ 30 แล้วปีนี้ผมไม่เคยมีความยุติธรรมในเรื่องเลย

ไม่ว่าผมจะขอความช่วยเหลือจาก ญาติๆคนไหน หรือผู้ใหญ่คนไหนในตระกูล แล้วปีนี้ แม่ผมเค้าฟ้องร้องผม ที่จะเอาทรัพย์สินที่คุณตายกให้ผม เค้าหาว่าผมเป็นลูกเนรคุณ สำหรับการที่ผมไปเล่าให้ทุกคนฟัง ว่าพี่เลี้ยงผมทำอะไร แล้วตอนผมไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในตระกูล เค้าบอกให้ผม ไปขอโทษแม่ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง

ผมรู้ว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่สามารถอยู่กับคนในครอบครัว หรือตระกูลที่เค้า ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ของผม หรือเห็นใจของผม ไม่ได้อะครับ ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนเครียดนะครับ แต่ผมอยู่กับคนแบบนี้ คนที่ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ทราย สก๊อต กล่าวในคลิปที่มีความยาว 2.30 นาที 

หลังจากที่คลิปนี้ถูกโพสต์ ก็มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังใจ ทราย สก๊อต จำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนภายในครอบครัว เราคงต้องรอติดตามว่าทางฝั่งครอบครัวจะมีการออกมาเคลื่อนไหวหรือชี้แจงถึงประเด็นนี้อย่างไรต่อไป

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

เปิดภาพ ‘แม่หมู พิมพ์ผกา’ ล่าสุดที่ฮ่องกง หลัง ‘นาย ณภัทร’ สารภาพตัดขาด 2 ปี

อินสตาแกรม nokkymerszei ของ นก ศิขรินธาร พลายเถื่อน ก็ได้เผยภาพทริปสุดแฮปปี้ที่มี แม่หมู พิมพ์ผกา ร่วมเฟรมด้วย โดยคุณนก ได้โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า ” โอ้ยยโดนเซอร์ไพรส์!!!!!มีสาวสวยมาหาถึงฮ่องกง! ขอบคุณส้ม ที่พาฮาน่ากับพี่หมูมาเซอร์ไพรส์ เนียนมากๆๆๆ5555 ” 

ขณะที่โพสต์นี้มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจถึงแม่หมู หลังจากที่นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าขาดการติดต่อกับแม่หมูไปนานถึง 2 ปี พร้อมเผยว่าจะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย และต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกับความรักสาวนอกวงการ

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเอาชาวเน็ตตาค้างกันทั้งโซเชียลไปเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นคลิปล่าสุดของ อินฟลูฯไฮโซดาวรุ่งชื่อดังอย่าง “พี่เป๊ก สัณชัย” ที่ไม่รู้ไปทำอะไรมาถึงดูเด็กลง และหนุ่มขึ้นมาก

พี่เป๊ก แอบเผยว่า  “ปกติครีมทาบ้าง ลืมบ้าง เมาบ้างก็ไม่ได้แตะเลย ส่วนมากจะเมาไม่บ้างค่อนข้างบ่อยมากกว่า ไม่สม่ำเสมอ  เลยต้องหาที่พึ่งอย่างน้อยๆ ก็ปีละครั้งก็แล้วกัน  ก่อนหน้านี้เฉยๆ มาก ไม่ได้สนใจกับการดูแลตัวเองเลย ผู้ชายอย่างเราก็แบบนี้ แต่พอมาทำงาน มาไลฟ์กับธัญญ่า หลังมาเป็นอินฟลูฯ คิวชุก ออกหน้าจอบ่อยๆ ทั้งทีวี ทั้งออนไลน์ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เออ! เริ่มไม่ไหว คงต้องหาที่พึ่งบ้างแล้ว ดีที่มีคอนเซาท์หมอดีๆ ของเด่นๆ อยู่ใกล้ตัว ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าฝากชีวิตไว้ที่หมอแล้วหนึ่ง”

จากหวงลูก..เดี๋ยวนี้จะกลายเป็นลูกหวงซะแล้ว ชาวเน็ตเตรียมพุ่งเป้าคอนเซาท์หมอตาม เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข  ขอหล่อเด็กแบบตัวพ่อสไตล์ “เป๊ก สัณชัย”

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วัดใหญ่ พิษณุโลก” หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นวัดโบราณที่สำคัญ และเป็นที่รวมของ “พระพุทธรูป” ที่งดงามไว้มากมาย  ทว่า ส่วนหนึ่งในพลัดพรากจากวัดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้รับการอัญเชิญลงมายังบางกอก ในช่วงเวลาที่เมืองพิษณุโลกหย่อนความสำคัญลง และมีประชากรเบาบาง ทว่ามีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ยังคงประดิษฐานอยู่ที่เดิมนั่นคือ“พระพุทธชินราช”
“พระพุทธชินราช” แห่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษนุโลก ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลกด้วย  ทั้งยังเป็นพระพุทธรูปที่มีการ “จำลอง” มากที่สุด

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง  แต่จากการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1900 เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก มีพุทธลักษณะที่งดงามสมบูรณ์ยิ่ง
นอกเหนือจาก “พระพุทธชินราช” แล้ว  ที่วัดแห่งนี้ ยังมีพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระอัฏฐารส รวมอยู่ด้วย ตามคติ “พระสี่ทิศ”  แต่ที่ได้ชื่อว่างดงามและสำคัญ คือ พระสามองค์แรกที่กล่าวมา

ประวัติการสร้างพระพุทธชินราช ตามที่ปรากฏใน “พงศาวดารเหนือ” ได้กล่าวถึงการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยมีสรุปไว้ว่า  กษัตริย์เชียงแสน นามว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก เมื่อแล้วเสร็จก็ตรัสให้สร้างวัดพระรัตนมหาธาตุ มีพระมหาธาตุ และพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์อีก 2 องค์ ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เพิ่มเนื้อหาในพงศาวดารในชื่อ ตำนานพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ว่าในปี พ.ศ. 1498 ยังมีการสร้าง “พระเหลือ” เข้าไปด้วย และหลังจากนั้นก็มีการกล่าวอ้างถึงการสร้างพระพุทธชินราช ในพงศาวดารเหนือ

เรื่องราวประวัติฉบับเก่าสุดของพระพุทธชินราชเป็นหลักฐานเชิงตำนานใน พงศาวดารเหนือซึ่งชำระเมื่อปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้ชำระคือ พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตขวา เป็นผู้เรียบเรียงตำนานเรื่องเล่าของเมืองเหนือจากตำราหลายเล่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

พงศาวดารเหนือเล่าถึง พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก กษัตริย์แห่งเมืองเชียงแสน เป็นผู้มีอำนาจบารมีมาก ปกครองบ้านเมืองน้อยใหญ่หลายเมือง ยกทัพลงมาตีเมืองสัชนาไลยของพระเจ้าพสุจราช แต่พระพุทธโฆษาจารย์มาไกล่เกลี่ย

พระเจ้าพสุจราชยอมมาถวายบังคมพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทั้งยก นางปทุมเทวี พระธิดา ให้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ต่อมาพระนางก็ให้กำเนิดพระโอรส 2 พระองค์คือ เจ้าไกรสรราช และเจ้าชาติสาคร

ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกโปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลซึ่งทรงเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาฉันจังหันใต้ต้นสมอภายหลังจึงตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “พิษณุโลก”

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุริมแม่น้ำน่านช่วงกลางเมืองพิษณุโลก ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

บุญญาธิการของกษัตริย์พระองค์นี้เมื่อครั้งสร้างเมืองพิษณุโลก มีบรรยายอยู่ในพงศาวดารเหนือ ความว่า

“แต่ชาติก่อนพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกเป็นภิกษุ ได้สร้างพระไตรปิฏกเมื่อศาสนาพระกกุสน์เจ้าครั้นพระองค์เกิดมาตรัสรู้ในไตรปิฎกทั้งสามพระองค์จึงรู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทางตะวันตกตะวันออก แล้วเสด็จไปอาศัยฉันจังหันใต้ต้นสมอ แลควรจะไปสร้างเมืองไว้ในสถานที่นั้น”

เมื่อสร้างเมืองเสร็จ พระองค์ก็ให้สร้างพระธาตุและพระวิหารขึ้นกลางเมือง แล้วโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำริดขึ้น 3 องค์ คือ พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช โดยช่างจากเมืองสัชนาไลยและหริภุญไชยร่วมกันสร้าง

แต่ปัญหาคือ การสร้างพระพุทธรูปสำริดทำสำเร็จแค่ 2 องค์ คือ พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ส่วนพระพุทธชินราชต้องปั้นหล่อใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งครั้งที่ 4 จึงมี “พระอินทร์” มาช่วยจึงสำเร็จ ดังในพงศาวดารเหนือเล่าว่า

“ขึ้นแปดค่ำ ปีกุน ตรีศก เพลาเช้า พุทธศักราช ๑๕๐๐ ปีกุน สัมฤทธิศก ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้า ทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้”

พงศาวดารเหนือพยายามเล่าถึงบุญญาบารมีและความเลื่อมใสของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกต่อพระพุทธศาสนา และเผยให้เห็นว่า พระพุทธชินราชมีความพิเศษกว่าพระพุทธรูปอีก 2 องค์ที่สร้างพร้อมกัน เพราะมีอานุภาพของพระอินทร์มาช่วยด้วย ไม่ใช่สำเร็จด้วยฝีมือช่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

ในตำนานท้องถิ่นเมืองพิษนุโลก อ้างถึงสัจจาธิษฐานของ “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” ว่า ทำให้ร้อนถึงอาสน์ของพระอินทร์ ต้องทรงแปลงพระองค์เป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยในการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ นับแต่ทรงคุมพิมพ์ปั้นเบ้า คุมการเททอง จนการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้สำเร็จสมบูรณ์งดงาม ทองแล่นทั่วทั้งองค์ และยิ่งเป็นมหัศจรรย์จนเกิดความเชื่อมั่นถึงอภินิหารของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นทวีคูณ เมื่อปรากฏตรีศูล (อุณาโลม) อันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระอินทร์ที่พระนลาฏของพระพุทธรูป

และยิ่งตอกย้ำความเชื่อโดยกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ เช่น บ้านปะขาวหาย คือสถานที่ที่ชีปะขาวหายตัวไป และเมื่อสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น จึงตั้งชื่อวัดว่า วัดตาปะขาวหาย ยังมีศาลตาปะขาวซึ่งประดิษฐานรูปหล่อตาปะขาวเป็นรูปชายชรายืนสะพายย่าม มือขวาถือไม้เท้า ศาลตาปะขาวเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ศาลาช่องฟ้า เพราะเป็นบริเวณที่ช่องฟ้าเปิดสำหรับให้พระอินทร์เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์

เรื่องราวในตำนานจบอย่างสมบูรณ์โดยมีชื่อสถานที่ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องที่เล่าขาน รับรู้ และเชื่อถือกันในหมู่ประชาชนคนทั่วไป โดยเฉพาะชาวพิษณุโลกและจังหวัดทางภาคเหนือ ที่ส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือตำนานนี้เป็นอย่างยิ่ง

แม้เรื่องราวในตำนานจะเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังมีหลักฐานอื่น ๆ ให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระเจ้าศรีธรรรมไตรปิฎกในตำนาน คือ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย และทรงเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้นด้วยพระราชหฤทัยที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง

พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ประดิษฐานอยู่ในเมืองพิษณุโลกตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยามีอำนาจ จนชาวเมืองมีความรู้สึกว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ คือ สมบัติอันล้ำค่าของชาวเมืองพิษณุโลก จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันเป็นช่วงเวลาที่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองลงมาประดิษฐานยังพระอารามต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก นั่นรวมถึง “พระศรีศาสดา และ “พระพุทธชินสีห์” ด้วย

“พระพุทธชินสีห์” นั้น เดิมประดิษฐานอยู่ที่วิหารด้านทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ต่อมาพระวิหารนั้นชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อุปราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มายังกรุงเทพฯ ครั้งนี้เอง ที่มีเรื่องเล่าลือกันถึงความรู้สึกหวงแหนในพระพุทธรูปองค์นี้ ในเวลาเดียวกันก็แสดงถึงความคับข้องใจในการหักหาญกระทำตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง

ครั้งนั้นชาวเมืองทั้งปวงแสดงออกถึงความรู้สึกนี้ในรูปของความโศกเศร้า ดังที่เป็นเรื่องที่เล่าขานกันสืบมาถึงอาการของชาวเมืองพิษณุโลกครั้งนั้นว่า “เมื่อเชิญออกจากพระวิหารนั้น ราษฎรพากันมีความเศร้าโศก ร้องไห้เป็นอันมาก เงียบเหงาสงัดไปทั้งเมืองเหมือนศพลงเรือน”

และยังเล่าลือต่อถึงผลของการอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ออกจากเมือง ตามความเชื่อของชาวเมืองว่า “แต่นั้นมาฝนก็แล้งไปถึง 3 ปี ชาวเมืองพิษณุโลกได้รับความยากยับไปเป็นอันมาก” และข่าวเล่าลือที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ”  ก็ทรงพระประชวรพระโรคมานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต”

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ โปรดให้ประดิษฐาน “พระพุทธชินสีห์” ไว้ที่มุขหลังพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” ได้เสด็จจากวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) มาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ โดยประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานองค์เดิม  ในปัจจุบัน พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีพระประธานสององค์นั่งซ้อนลดหลั่นกันอยู่  ในคราวนั้นโปรดให้หล่อแท่นฐานองค์พระพุทธรูปด้วยทองสำริด กะไหล่ทองคำที่พระรัศมีฝังเพชรที่พระอุณาโลมพร้อมทั้งปิดทององค์พระพุทธรูปด้วย

ส่วน “พระศรีศาสดา” นั้น เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบางอ้อยช้างระยะหนึ่ง ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ทราบเรื่อง จึงได้ขออัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างขึ้น

ต่อมา “วชิรญาณภิกขุ” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4) ทรงทราบ และมีพระราชดำริว่า พระศรีศาสดานั้น สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ ซึ่งเวลานั้นได้ถูกอัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารด้วย ปัจจุบันพระศรีศาสดาประดิษฐานที่วิหารพระศรีศาสดา วัดบวรนิเวศวิหาร

เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5โปรดให้สร้าง “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ขึ้นครั้งนั้นโปรดให้เสาะหาพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงาม เพื่อมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ครั้งนั้นมีทั้งผู้อัญเชิญพระพุทธรูปจากที่ต่าง ๆ มาให้ทอดพระเนตร และที่ไม่สามารถอัญเชิญมาได้ ก็ถ่ายรูปมาให้ทอดพระเนตร พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยพระพุทธลักษณะและความงามของพระพุทธชินราชซึ่งไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดจะงามเสมอ จึงตั้งพระราชหฤทัยจะอัญเชิญพระพุทธชินราชมาประดิษฐานเป็นประธานในพระอุโบสถ

แต่ครั้น สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก กราบทูลถึงความรู้สึกหวงแหนพระพุทธชินราชของชาวเมือง และได้เท้าความถึงครั้งที่ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์จากพิษณุโลกมากรุงเทพฯความรู้สึกหวงแหนที่แสดงออกในรูปของความโศกเศร้าและเงียบสงัดทั้งเมืองเปรียบได้เหมือน “บรรยากาศเวลายกศพลงจากเรือน” ทำให้เข้าพระราชหฤทัยและทรงเห็นใจชาวเมืองพิษณุโลก

จึงเปลี่ยนพระราชหฤทัยให้ช่างจำลองแบบพระพุทธชินราชโดยมี “พระประสิทธิปฏิมา” จางวางช่างหล่อขวา เป็นหัวหน้าช่างถ่ายแบบและหล่อ ใช้ทองหนักทั้งหมด 3,940 ชั่ง เมื่อแล้วเสร็จจึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานใน พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ปัจจุบัน หากท่านไปกราบสักการะ “พระพุทธชินราช” ที่วัดใหญ่พิษณุโลก  ท่านก็จะได้กราบพระพุทธชินสีห์ (จำลอง) พระศรีศาสดา (จำลอง) และพระอัฏฐารส ด้วย  ส่วนองค์จริงที่พลัดพรากจากเมืองพิษณุโลกมา ก็ไปกราบกันได้ที่วัดบวรฯ และวัดเบญจมบพิตร  ในกรุงเทพมหานครนี่เอง