ผู้ชนะโครงการ “โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ” ปี 2 เปิดประสบการณ์อนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน ณ ประเทศญี่ปุ่น

ผู้ชนะโครงการ “โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ” ปี 2  เปิดประสบการณ์อนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน ณ ประเทศญี่ปุ่น

ผู้ชนะโครงการ “โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ” ปี 2 เปิดประสบการณ์อนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน ณ ประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ร่วมกับ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ตอกย้ำเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ค่านิยมองค์กร “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Growing for Good) และ “การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม” (Giving Back to Society) ผ่านโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” ประจำปี 2568 (One Suntory Mizuiku Program 2025) เดินหน้าปลูกจิตสำนึกและมอบองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่เยาวชนไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมมอบประสบการณ์อันทรงคุณค่าแก่แกนนำนักเรียนและคุณครูจากโรงเรียนที่ชนะการประกวด “โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ” (Mizuiku Water Model School) ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองซ้ำซาก จังหวัดชลบุรี และโรงเรียนวัดเขาน้อย จังหวัดระยอง รวม 34 คน ผ่านกิจกรรมทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ดินแดนต้นกำเนิดโครงการ “มิซุอิกุ” ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์และแรงบันดาลใจ จากหลากหลายกิจกรรมที่ผสานทั้งความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม รวมถึงศิลปะวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น พร้อมนำแนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดโครงการอนุรักษ์น้ำในโรงเรียนและขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

มธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมการสนับสนุนจาก บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด ร่วมกันดำเนินโครงการ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ:เรารักษ์น้ำ’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนไทย เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ตลอดสองปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้มอบองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำให้แก่เยาวชน ภายใต้แนวคิด ‘ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา’ (No Water – No Life) ผ่านการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ผสมผสานความรู้และความสนุกสนานเข้าไว้ด้วยกันภายในห้องเรียนธรรมชาติ ‘ค่ายมิซุอิกุ  ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ’ (Mizuiku Water Hero Camp) และจัดประกวด ‘โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ’ (Mizuiku Water Model School) โดยแกนนำนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายฯ จะนำความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนงานและดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำในโรงเรียน พร้อมจัดตั้ง ‘มิซุอิกุ คลับ’ เพื่อขับเคลื่อนและขยายผลอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้น ทั้งสองบริษัทร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ประเมินผลงานเพื่อคัดเลือกโรงเรียนที่มีความโดดเด่นเพียง 2 โรงเรียน จากทั้งสิ้น 30 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและระยอง โดยใช้เกณฑ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ นโยบาย การมีส่วนร่วมของบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายผลสู่ชุมชนโดยรอบ เพื่อมอบโอกาสเข้าร่วมทัศนศึกษาเรียนรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ณ ประเทศญี่ปุ่น”

ในปีนี้ โรงเรียนที่ชนะการประกวด ‘โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ’ ในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองซ้ำซาก ที่มุ่งเน้นสำรวจและวิเคราะห์การใช้น้ำในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ภายใต้โครงการ “มิซุอิกุ โรงเรียนเซฟน้ำ ชุมชนเซฟโลก” โดยมี “สายตรวจผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ” เป็นผู้นำสร้างจิตสำนึกและขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์น้ำภายในโรงเรียน พร้อมขยายความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อต่อยอดและขยายผลการอนุรักษ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ โรงเรียนวัดเขาน้อย ผู้ชนะ ‘โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ’ ในจังหวัดระยอง ให้ความสำคัญกับการบูรณาการการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับวิถีชีวิตของนักเรียนและชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงได้จัดทำโครงการ “No Water No Life พลังมดรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม” เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมให้แก่นักเรียน คุณครู บุคลากรในโรงเรียน และชุมชน ภายใต้แนวคิด “3 ป. – ปลูกฝัง ประหยัด ประโยชน์” ซึ่งทั้งสองโรงเรียนผู้ชนะโดดเด่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น และศักยภาพในการขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิภาวรรณ ทัศนปรีชาชัย รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การพาแกนนำนักเรียนที่ชนะการประกวดฯ เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้  ไม่ใช่เพียงรางวัลเพื่อยกย่องความมุ่งมั่นและตั้งใจของน้อง ๆ ในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ’ แต่ยังเป็นโอกาสอันล้ำค่าในการเรียนรู้ต้นแบบโครงการ ‘มิซุอิกุ’ ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมประวัติความเป็นมา ปรัชญา และความยั่งยืนด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและบรรจุภัณฑ์ของซันโทรี่ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การเข้าร่วมเวิร์กช็อปเรียนรู้การอนุรักษ์น้ำ ‘มิซุอิกุ’ ณ สำนักงานใหญ่ ซันโทรี่ เวิลด์ โอไดบะ กรุงโตเกียว และการร่วมทำกิจกรรม Outdoor School of Forest and Water เพื่อศึกษาวัฏจักรของน้ำ พันธุ์ไม้นานาชนิด และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในป่ารอบ ‘มินามิ แอลป์’ (Minami Alps) หนึ่งในเทือกเขาที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ของประเทศญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น ‘UNESCO Eco Park’ ในปี 2557 รวมถึงการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตน้ำแร่ธรรมชาติเพื่อเรียนรู้การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายในโรงงานผลิตน้ำดื่ม ซันโทรี่ ฮากูชู  ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์นี้ นอกจากนี้ เหล่าแกนนำนักเรียนยังได้รับโอกาสให้นำเสนอผลงานการอนุรักษ์น้ำทั้งภายในโรงเรียน รวมถึงการขยายผลสู่ชุมชนโดยรอบให้กับผู้บริหารส่วนงานด้านความยั่งยืนของซันโทรี่ อีกทั้งยังได้เรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมซันโทรี่ (Suntory Museum of Art) และสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโตเกียวอีกหลายแห่ง อาทิ ศาลเจ้าเมจิ
และโตเกียวสกายทรี เราเชื่อว่าประสบการณ์ในครั้งนี้จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยนำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับมาปรับใช้ และพัฒนาโรงเรียนและชุมชนของตนเองต่อไป”

สลักจิต ศรีเหรา คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการฯ จากโรงเรียนบ้านหนองซ้ำซาก จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “โครงการ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ’ ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของทั้งครูและนักเรียน ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมากยิ่งขึ้น รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ การได้มาทัศนศึกษาที่ญี่ปุ่นเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับทั้งครูและเด็ก ๆ เราได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งด้านความรู้เรื่องการอนุรักษ์น้ำ วัฒนธรรม และแนวคิดด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมของคนญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถนำความรู้เหล่านี้กลับไปพัฒนาโรงเรียนและชุมชนของเราต่อไป”

ด.ช.นาคินทร์ อยู่ขอม แกนนำนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ จากโรงเรียนวัดเขาน้อย จังหวัดระยอง กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่โรงเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศและได้มาทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประทับใจกับกิจกรรมเวิร์กช็อปและการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทำให้ผมได้เข้าใจเกี่ยวกับวัฏจักรน้ำ ระบบนิเวศของป่าไม้ และความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ป่า ดิน และน้ำได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่ผมประทับใจมากเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น คือ การทิ้งและคัดแยกขยะอย่างถูกต้องและเป็นระเบียบ รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผมตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องการคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้อง กลับไปปรับใช้ในโรงเรียน และจะชวนเพื่อน ๆ น้อง ๆ มาร่วมดูแลรักษาทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันครับ”

ความสำเร็จของโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” ในปีที่ 2 ปิดฉากลงอย่างงดงาม ตลอดสองปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้ส่งมอบองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมให้แก่น้อง ๆ นักเรียนและคุณครูรวมกว่า 19,700 คน จาก 60 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและระยอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้นำค่านิยมองค์กร “Growing for Good” (การเติบโตอย่างยั่งยืน) และ “Giving Back to Society” (การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม) มาสู่การลงมือทำอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่านี้ให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป

4 องค์กรใหญ่ร่วมใจจัดกิจกรรม Bhappy ครั้งที่ 15 ร่วมฟื้นป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

4 องค์กรใหญ่ร่วมใจจัดกิจกรรม Bhappy ครั้งที่ 15 ร่วมฟื้นป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

4 องค์กรใหญ่ร่วมใจจัดกิจกรรม Bhappy ครั้งที่ 15 ร่วมฟื้นป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

4 องค์กรใหญ่ กรุงเทพประกันภัย โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพประกันชีวิต และไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย ร่วมมือร่วมใจจัดกิจกรรม  Bhappy ครั้งที่ 15 ร่วมฟื้นป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก 

กิจกรรม Bhappy ครั้งที่ 15 นี้ นำโดย ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะเป็นประธานการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย เภสัชกรหญิง ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต และ สาธิต ลิปตะสิริ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการการลงทุน บมจ. ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสารวมเกือบ 300 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พันเอก วันปิยะ ไชยเนตร ผู้อำนวยการ กองกิจการพลเรือน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าให้การต้อนรับ หลังจากนั้นมีการแบ่งกลุ่มพนักงานจิตอาสาทำกิจกรรมสัมพันธ์ Walk Rally  4 ฐาน สร้างความสามัคคีระหว่างองค์กร พร้อมเข้าพื้นที่ร่วมกิจกรรมปั้นกระสุนเมล็ดพันธุ์พืชที่ปั้นด้วยดินเหนียว และยิงเมล็ดพันธุ์ให้กระจายออกไปในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการ Bhappy เป็นโครงการที่ 4 บริษัทได้ร่วมกันจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างประ โยชน์ให้แก่ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กร ซึ่งโครงการ Bhappy  ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 15 และจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์และสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมโดยรวมต่อไป

ชัย โสภณพนิช ได้รับการยกย่องเป็นพ่อตัวอย่าง กทม. เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช ได้รับการยกย่องเป็นพ่อตัวอย่าง กทม. เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช ได้รับการยกย่องเป็นพ่อตัวอย่าง กทม. เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ “พ่อตัวอย่างกรุงเทพมหานคร” จากสำนักงานเขตสาทร โอกาสนี้ ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของชัย โสภณพนิช โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานมอบโล่รางวัลจากงานเชิดชูเกียรติ “วันพ่อ” ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

โดย ชัย โสภณพนิช เป็นหนึ่งในพ่อตัวอย่างจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ด้วยการเป็นผู้นำครอบครัวที่ดูแลและอบรมสั่งสอนบุตรได้เป็นอย่างดี เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ส่งเสริมให้บมจ.กรุงเทพประกันภัย เป็นธุรกิจประกันวินาศภัยที่เติบโตแข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นผู้มีจิตเมตตาด้วยการมีส่วนร่วมให้ผู้คนในสังคมได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการริเริ่มและดำเนินนโยบายรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของชัย โสภณพนิช โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการมอบ

ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของชัย โสภณพนิช โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการมอบ

หมดปัญหาคลื่นไส้จากการพิมพ์ปาก ด้วยเทคโนโลยี ‘Intraoral Scanner’

หมดปัญหาคลื่นไส้จากการพิมพ์ปาก ด้วยเทคโนโลยี ‘Intraoral Scanner’

หมดปัญหาคลื่นไส้จากการพิมพ์ปาก ด้วยเทคโนโลยี ‘Intraoral Scanner’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง การตรวจรักษาทางทันตกรรมก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเช่นกัน หนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างเห็นได้ชัด คือ Intraoral Scanner หรือ “เครื่องสแกนช่องปากแบบสามมิติ” ที่เข้ามาแทนที่การพิมพ์ปากแบบเดิม

ทญ.ตรีรัตน์ แซ่เล้า ทันตแพทย์ศัลยกรรมช่องปาก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอรืเนชั่นแนล อธิบายว่า หนึ่งในประสบการณ์ที่ผู้ป่วยหลายคนไม่อยากเผชิญเมื่อต้องไปรักษาทางทันตกรรม คือขั้นตอน “พิมพ์ปาก” ซึ่งเป็นวิธีเก็บข้อมูลช่องปากแบบเดิม ที่ใช้วัสดุพิมพ์ลักษณะคล้ายดินน้ำมันหรือซิลิโคนวางลงบนถาดขนาดใหญ่ แล้วนำเข้าไปในช่องปากเพื่อให้วัสดุเซตตัว ขั้นตอนนี้มักทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึก อึดอัด คลื่นไส้ และหายใจไม่สะดวก

ในปัจจุบันจึงมีการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Intraoral Scanner เข้ามาช่วยให้การตรวจฟันเป็นเรื่องง่าย สะดวก และแม่นยำยิ่งกว่าเดิม โดยลักษณะจะเป็นการใช้เครื่องสแกนที่มีกล้องความละเอียดสูงร่วมกับแสงเลเซอร์หรือแสง LED ในการเก็บข้อมูลภายในช่องปากแบบละเอียดระดับไมครอน

ทันตแพทย์สามารถสแกนบริเวณฟัน เหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปากได้อย่างครบถ้วน ภาพข้อมูลจะถูกประมวลผลและแสดงผลบนหน้าจอแบบ Real-Time ทำให้ทั้งผู้ป่วยและทันตแพทย์มองเห็นสภาพช่องปากจริงได้ทันทีและช่วยให้การวินิจฉัยและวางแผนการรักษามีความแม่นยำสูงขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจาก Intraoral Scanner เป็นภาพดิจิทัลที่จัดเก็บได้ยาวนาน สามารถนำไปใช้เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการรักษา หรือใช้ส่งต่อเพื่อผลิตชิ้นงาน เช่น ครอบฟัน วีเนียร์ ฟันปลอม หรือแม้แต่แบบจำลองฟันสำหรับจัดฟันใสได้อย่างรวดเร็ว ลดข้อผิดพลาดจากการพิมพ์ปากแบบเดิม และย่นระยะเวลาการผลิตชิ้นงานได้หลายวัน ทำให้การเข้ารับการรักษามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในจุดเด่นที่ผู้ป่วยพูดถึงมากที่สุด คือ ไม่ต้องพิมพ์ปาก อีกต่อไป ช่วยลดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนที่พบบ่อยในหลายคน ขณะเดียวกันยังช่วยลดระยะเวลาการตรวจ ทำให้การเข้ารับบริการเป็นไปอย่างผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังทำงานแบบ ไร้รังสี จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและสตรีตั้งครรภ์ที่ต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพรังสี

Intraoral Scanner สามารถนำไปใช้ได้กว้างขวางในหลายการรักษา เช่น ทำครอบฟัน ฟันปลอม วีเนียร์ หรือสะพานฟัน — ใช้เวลาเพียง 3–5 นาทีในการสแกน ลดการนัดซ้ำ และช่วยให้ชิ้นงานสำเร็จเร็วขึ้นจากเดิม 7–10 วันเหลือเพียง 3–5 วัน

จัดฟันใส (Invisalign / Clear Aligner) — ได้ภาพแบบจำลองฟันละเอียด ส่งข้อมูลสู่ระบบออกแบบทันที Digital Smile Design (DSD) — เห็นภาพจำลองรอยยิ้มใหม่ในวันเดียว พร้อมวางแผนร่วมกับทันตแพทย์อย่างแม่นยำ เด็กและสตรีตั้งครรภ์ — ปลอดภัยสูง ไม่มีรังสี และทำได้รวดเร็ว รวมทั้งผู้ที่แพ้วัสดุพิมพ์ปากหรือมีอาการคลื่นไส้ — สแกนโดยไม่ต้องสัมผัสภายในช่องปากโดยตรง

Intraoral Scanner นับว่าเป็นการยกระดับประสบการณ์ทั้งด้านการรักษาและความสบายของผู้ป่วยแบบรอบด้าน เพราะทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพการรักษาได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจขั้นตอนมากขึ้น และรู้สึกมั่นใจในแผนการรักษาที่มีความแม่นยำสูง ขณะเดียวกันทันตแพทย์ก็สามารถทำงานได้อย่างละเอียด ประหยัดเวลา และลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล

ด้วยเหตุนี้ Intraoral Scanner จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของงานทันตกรรม ที่ทันสมัย แม่นยำ และใส่ใจประสบการณ์ของผู้ป่วยในทุกรายละเอียด

ทญ.ตรีรัตน์ แซ่เล้า

ทญ.ตรีรัตน์ แซ่เล้า

ซีดีจี ปิดปี 2568 สุดปัง คว้า 12 รางวัล ตอกย้ำเบอร์ 1 ตัวจริงเทคโนโลยีเพื่อสังคม

ซีดีจี ปิดปี 2568 สุดปัง คว้า 12 รางวัล ตอกย้ำเบอร์ 1 ตัวจริงเทคโนโลยีเพื่อสังคม

ซีดีจี ปิดปี 2568 สุดปัง คว้า 12 รางวัล ตอกย้ำเบอร์ 1 ตัวจริงเทคโนโลยีเพื่อสังคม

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

กลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรในประเทศไทย เผยความก้าวหน้าและความสำเร็จในปี 2568 จากโซลูชันที่มีผลต่อการทำงานของประเทศทั้งต่อภาครัฐและภาคเอกชน เปลี่ยนโจทย์ที่ท้าทายของประเทศให้เป็นจริง ยกระดับคุณภาพสังคมที่ดีขึ้น ตั้งแต่การต่อยอดพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลของภาครัฐ จนถึงการยกระดับข้อมูลเชิงพื้นที่

ด้วยแพลตฟอร์อัจฉริยะ พิสูจน์ด้วยรางวัลระดับประเทศและนานาชาติรวม 12 รางวัล ตอกย้ำบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีมากว่าครึ่งศตวรรษ

นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยว่า “ตลอดปี 2568 เราเดินหน้าตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ ทั้งการวางรากฐานดิจิทัลของประเทศให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ระบบข้อมูลประชาชน ภาครัฐ และเอกชน ซึ่งสำคัญต่อทั้งการให้บริการสาธารณะและการแข่งขันเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะเราเชื่อมั่นว่าบทบาทของเทคโนโลยีจะจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดได้จริงได้ก็ต่อเมื่อประชาชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมทั้งการนำไปใช้ รวมถึงได้รับผลกระทบเชิงบวก เหล่านี้ถือเป็นความมุ่งมั่นและทิศทางที่เราทุกคนมุ่งผลักดันเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและศักยภาพของประเทศอย่างแท้จริง”

ปีนี้ CDG สามารถผลักดันงานระดับประเทศและนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านพลังของ 4 บริษัทในเครือที่ร่วมกันเสริมขีดความสามารถดิจิทัลของประเทศในมิติต่าง ๆ ได้แก่

1.คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จํากัด (CDT) ยกระดับระบบข้อมูลประชาชนของประเทศผ่าน เทคโนโลยีทะเบียนราษฎร์ กว่า 70 ล้านคน พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่ระดับนานาชาติด้วยภายใต้โครงการ D’MADD พลิกโฉมการยืนยันตัวตนของประชาชนประเทศมัลดีฟส์ให้ง่าย ปลอดภัย และเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

2.ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด (CDGS) ยกระดับการทำงานของหน่วยงานรัฐด้วย i-Smart ERP ครอบคลุมการบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน พัสดุ และบุคลากรอย่างครบวงจรแบบบูรณาการ ควบคู่กับ FlowSoft E-Office แพลตฟอร์มบริหารงานภายในองค์กร ที่ยกระดับการจัดการเอกสาร กระบวนการอนุมัติ และงานธุรการให้คล่องตัว เป็นระบบ และตรวจสอบได้ โดยผสานผ่านเทคโนโลยี AI และคลาวด์ ช่วยลดภาระงานเอกสาร ยกระดับมาตรฐานการบริการประชาชน

3.บริษัท จีไอเอส จำกัด (GIS Company) มุ่งนำเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ครอบคลุมงาน สาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา และโครงสร้างด้านพลังงาน ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย ลดต้นทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

4.บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด (Esri Thailand) ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคธุรกิจและเสริมศักยภาพด้านการจัดการภัยพิบัติด้วยแพลตฟอร์ม ArcGIS ตั้งแต่การสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
ไปจนถึงการวิเคราะห์และบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในทุกระยะ ทั้งภาวะฉุกเฉิน การประสานงานช่วยเหลือ และการวางแผนป้องกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

หลายโครงการที่เกิดขึ้นจริง ได้สะท้อนออกมาในรูปของรางวัลที่ได้รับจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากถึง 12 รางวัล ครอบคลุม 4 Missions ขององค์กร ได้แก่ Business, Technology, People และ Sustainability ดังนี้:

1.Business: สะท้อนผลลัพธ์จากความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรระยะยาว ในหลายอุตสาหกรรม เสริมพลังต่อยอดธุรกิจใหม่ในอนาคต

– Best Smart Infrastructure Solutions Provider และ Most Innovative Transportation Management Platform Thailand 2025 จากเวที International Business Magazine Awards

-Most Innovative Transportation Management Platform จากเวที Global Business Outlook

2. Technology: ตอกย้ำความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับพันธมิตรรัฐ–เอกชน ในหลากหลายด้าน

– Most Innovative IT Service Provider จากเวที International Business Magazine Awards

– The Most Innovative จากเวที Future Trends Awards

– Most Innovative Disaster Response Technology และ Most innovative consulting company for e-government and public administration จากเวที International Finance Awards

– Best Cloud & Infrastructure Solutions Provider จากเวที World Business Outlook

3. People สะท้อนความสำคัญของการพัฒนาคน และการสร้างสภาพแวดล้อม และคุณค่าของคน

– Excellence in HR Communication Strategies (Silver) และ Excellence in Employee Engagement (Silver) จากเวที HR Excellence Awards

– The Most Attractive Employer among Youth (18–22) จากเวที Future Trends Awards

4. Sustainability ความตั้งใจขององค์กรในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เยาวชน

– Best CSR Initiative in Tech Industry จากเวที World Business Outlook

“ความท้าทายของประเทศยังคงซับซ้อนขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่เราเห็นชัดจากการทำงานในปีนี้คือ เมื่อเทคโนโลยีถูกใช้ร่วมกันผ่านการพัฒนาจากสังคมเป็นศูนย์กลาง ข้อมูลที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจ และเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวมันสามารถเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยเรามุ่งมั่นทำให้ทุกภาคส่วน สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง รางวัลที่ได้รับในปีนี้สะท้อนความทุ่มเทของทีมเราทุกคนและความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน เราจะเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างระบบดิจิทัลที่ช่วยให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าและทำให้เทคโนโลยีมีความหมายต่อผู้คนมากขึ้นในทุกวัน” ประธานกรรมการบริหาร กล่าวทิ้งท้าย

‘ไทยริกาโน สู่ฮีโร่ ทหารไทย’ กาแฟพันธุ์ไทย ร่วมส่งกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า

'ไทยริกาโน สู่ฮีโร่ ทหารไทย' กาแฟพันธุ์ไทย ร่วมส่งกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า

‘ไทยริกาโน สู่ฮีโร่ ทหารไทย’ กาแฟพันธุ์ไทย ร่วมส่งกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาทำให้เราทุกคนได้เห็นถึงความกล้าหาญและการเสียสละของเหล่าทหารไทย พวกเขาคือผู้พิทักษ์แผ่นดินที่ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ แม้ต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิต

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “กาแฟพันธุ์ไทย ในฐานะธุรกิจไทยที่เติบโตมาพร้อมกับการสนับ สนุนจากคนไทย จึงตั้งใจที่จะเป็นสะพานเชื่อมน้ำใจของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนทหารไทย ที่ทำหน้าที่เป็นอย่างดีเพื่อให้คนไทยได้อยู่อย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ริเริ่มโครงการ ‘ไทยริกาโน สู่ฮีโร่ ทหารไทย’ ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 โดยทุกครั้งที่ลูกค้าดื่มเมนู ‘ไทยริกาโน’ ไม่ว่าจะเป็นเมนูร้อนหรือเย็น เราจะบริจาคเงิน 5 บาทจากทุกแก้วให้กับ มูลนิธิโรงพยา บาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ”

“พันธุ์ไทยเชื่อว่าทุกท่านที่เลือกดื่มกาแฟพันธุ์ไทยไม่ได้เพียงแค่ดื่มกาแฟแก้วหนึ่ง แต่ท่านกำลังร่วมส่งต่อความห่วงใย ความปรารถนาดี และกำลังใจไปยังผู้ที่เสียสละเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนให้ปลอดภัย นี่คือความภาคภูมิใจที่เราจะได้สร้างร่วมกัน และเป็นการพิสูจน์ว่าคนไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน” สุขวสา กล่าวเสริม

ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนเหล่าทหารกล้า ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทุกการสั่งซื้อเมนู “ไทยการิโน” ทั้งชนิดร้อนและเย็นจำนวน 1 แก้ว จะมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินจำนวน 5 บาท เพื่อสนับสนุนการรัก ษาพยาบาลผู้ป่วยทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ เดลิเวอรีไม่ร่วมรายการ

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชิญชวนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและฟื้นฟูบ้านเรือนในภาคใต้ พร้อมรับเสื้อยืด “Hearts For The South” แทนคำขอบคุณ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของประชาชน แบรนด์ กุ๊ด กุ๊ดส์ (Good Goods) ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือและกำลังใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ทั้งนี้ ผู้ร่วมสนับสนุนทุกๆ 500 บาท จะได้รับ เสื้อยืด “Hearts For The South” 1 ตัว จากกุ๊ด กุ๊ดส์  เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งปันและการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ทั้งนี้ รายได้จากการสนับสนุนทั้งหมด ไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่ มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งจำเป็นและสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด

กุ๊ด กุ๊ดส์ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน เพื่อส่งต่อความห่วงใยและความหวังไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าเสื้อยืดจะหมด โดยสามารถร่วมสนับสนุนผ่าน 2 ช่องทางดังนี้

ช่องทางที่ 1 : ที่ร้าน กุ๊ด กุ๊ดส์ 3 สาขา ได้แก่ (สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า)

สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Hug Thai

สาขาเซ็นทรัลพาร์ค ชั้น LG ใกล้บันไดเลื่อนฝั่งประตูทางเข้าจาก MRT สีลม

จริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่

ช่องทางที่ 2 : สามารถซื้อเสื้อได้ที่ shop.centraltham.com/product/203 (ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้)

กุ๊ด กุ๊ดส์ เชื่อมั่นว่า พลังเล็กๆ จากทุกคนสามารถรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยาความเดือดร้อน และช่วยให้พี่น้องชาวภาคใต้สามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ พร้อมกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 22 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา อายุ 76 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์..๐๐

๐๐ พระพรหมวชิรรังษี ประธานกก.มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบทุนพระสังฆราชูปถัมภ์ ที่ได้จากการจัดกิจกรรมเดินวิ่ง “ก้าวด้วยธรรม ครั้งที่ 9” โดยมี ดร.สุนันทา ลีเลิศพันธ์ ประธานจัดกิจกรรมให้แก่ 19 โรงพยาบาล รวมเป็นเงิน 19,315,260 บาท..๐๐

๐๐ จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดโครงการผู้ว่าฯ จ.สุราษฎร์ธานี สัญจร รับฟังปัญหาความคิดเห็นระดับอำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาจังหวัดให้ตอบโจทย์ความต้องการของปชช. ทั้งในด้านสาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตให้มีความยั่งยืนต่อไป..๐๐

๐๐ สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อนุมัติ ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้แก่ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ โดยจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 60 ของม.เชียงใหม่ 21 มค. 2569 ณ หอประชุม ม.เชียงใหม่..๐๐

๐๐ ชาว BCC รุ่น 115 อาทิ พล.อ.ปิยะพล วัฒนกุล, พล.อ.อ.อภิสิทธิ์ จุลโมกข์, พอ.เจษฎา อรรถวิจิตร, อารักษ์ ชลธาร์นนท์, ขันธวิทย์ โชคดีทวีอนันต์, วิรุฬ กรวินัย จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ และสังสรรค์กับเพื่อนอย่างเป็นกันเอง มีเพื่อนบางคนเดินทางมาไกลจากต่างประเทศ เพื่อได้มาพบเจอเพื่อนๆในงาน ณ สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย งานนี้ วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยาได้รับเลือกประธานรุ่น คนใหม่ ด้วย..๐๐

๐๐ เพื่อนๆชาว Digital CEO#5 ยินดีกับ ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ที่ได้เป็น ศิษย์เก่าดีเด่นด้านธุรกิจ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ ม.ศรีปทุม..๐๐

๐๐ ผู้แทนราชสกุล สายรัชกาลที่ 2 ประชุมร่วมกับมูลนิธิ ร.2 เพื่อเตรียมงานวันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย งานอุทธยาน ร.2 ซึ่งจะจัดวันที่ 7-8 ก.พ.2569 ณ อุทธยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จ.สมุทรสงคราม..๐๐

๐๐ เสริมศิริมงคล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เชิญข้ามเกาะมาพลิกชีวิต สักการะ 9 มงคลสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระอาราม วัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด “สีสันแห่งรามัญ อภิวันท์พระพันปี สมโภช 150 ปี วัดปรมัยยิกาวาส” 27 ธ.ค.2568-4 ม.ค.2569  เวลา 13.00-20.00 น. รับเหรียญสมโภชพระอาราม 1 เหรียญ จำนวนวันละ 500 เหรียญเท่านั้น สอบถามเพิ่มเติม พระครูวชิรปรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส/เลขานุการวัด 082-2952295..๐๐

คุณแหน

‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

‘โอปอล สุชาตา’  Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

‘โอปอล สุชาตา’ Miss World 2025 คว้ารางวัลในงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โอปอล สุชาตา ช่วงศรี – Miss World 2025 เข้าร่วมงาน Global Leadership Summit 2025 (GLS2025) และได้รับรางวัล Global Leadership Achievement Award 2025 ในการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกด้านสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมกานตรัตน์ กองทัพอากาศ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสห ประชาชาติ

การประชุม GLS2025 จัดขึ้นภายใต้สโลแกน “One Vision, One Planet, United in Action” โดยมี สภาสหพันธ์รักษาสันติภาพ (United Peace Keepers Federal Council – UNPKFC) เป็นผู้จัดงานหลัก ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับนานาชาติสำหรับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และเสริมสร้างความร่วมมือของผู้นำโลกในศตวรรษที่ 21

ภายในงาน โอปอล สุชาตา ยังได้ กล่าวสุนทรพจน์บนเวที Global Leadership Summit 2025 ถ่ายทอดมุมมองด้านสันติภาพ บทบาทของเยาว ชน และการอุทิศตนเพื่อมนุษยธรรม ท่ามกลางผู้นำและผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สะท้อนคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจขององค์การสหประชาชาติและแนวคิดหลักของการประชุม

รางวัล Global Leadership Achievement Award 2025 มอบให้แก่บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมภาวะผู้นำ สันติภาพ มนุษยธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ โอปอล สุชาตา ในฐานะบุคคลต้นแบบระดับโลก ที่ใช้เวที Miss World ในการขับเคลื่อนประเด็นสังคมและคุณค่าด้านมนุษยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำและผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากทั่วโลกเข้าร่วม โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรระ ดับนานาชาติ อาทิ UNA–USA (Coachella Valley, California), Royal Society of St. George, World Book of Records London และ UNPKFC Global Goals

ทั้งนี้ การจัดงาน Global Leadership Summit 2025 ในประเทศไทย สะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการประชุมระดับนานาชาติ และการมีส่วนร่วมของบุคคลไทยบนเวทีโลกในการขับเคลื่อนสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

‘จากสนามกีฬาขี่ม้าสู่รันเวย์’ พระอัจฉริยภาพของ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นที่ยอมรับในฐานะนักกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้า (Dressage) และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดที่มีแนวทางการออกแบบจากกีฬาขี่ม้า ผสานกับการดำเนินชีวิตของคนเมืองยุคใหม่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการผสานศาสตร์แห่งแฟชั่นเข้ากับเสน่ห์ของกีฬาขี่ม้าอย่างประณีตลงตัว

 สำหรับพระองค์ กีฬาขี่ม้าและศิลปะบังคับม้าคือ “โจทย์แห่งการท้าทาย ความเร็ว และความเฉียบขาดในการตัดสินใจ” ขณะเดียวกัน ท่วงท่าอันสง่างามก็นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบอย่างไม่มีวันหมด ด้วยเหตุนี้ คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025/26 ของ SIRIVANNAVARI จึงได้รับแรงบันดาลพระทัยจากสไตล์ของกีฬาขี่ม้า (equestrian style) โดยทรงถ่ายทอดรายละเอียดจากอุปกรณ์สำคัญ เช่น ตะขอปากม้า เกือกม้า และชุดบังเหียน มาสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง ไปจนถึงเครื่องประดับ ด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อยกย่องคุณค่าของงานฝีมือ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มทรงม้าเมื่อพระชนมายุ 9 พรรษา และเริ่มฝึกซ้อมอย่างจริงจังหลังจากทรงเข้ารับการฝึกที่หน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ในปี พ.ศ. 2555 แม้จะทรงรักการขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Jumping) แต่ทรงตัดสินพระทัยเน้นการฝึกไปที่ศิลปะการบังคับม้า (Dressage) ตามคำแนะนำของหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและเสน่ห์ของความสง่างาม ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยสู่การฝึกซ้อมและมีพระวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือการแข่งขันระดับ Grand Prix และ Grand Prix Special

 นอกจากบทบาทในฐานะนักกีฬา พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาวงการขี่ม้าไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลและสร้างความร่วมมือกับองค์ กรระดับนานาชาติ การสร้าง Fürst Henry Arena สนามขี่ม้าในร่มระดับมาตรฐาน เพื่อรองรับการแข่งขันและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สนใจที่มีเพิ่มขึ้น อีกทั้ง มิได้ทรงเน้นพัฒนาเพียงความเชี่ยวชาญของนักกีฬา แต่ยังให้ความสำคัญกับบุคลากรเบื้องหลัง ซึ่งทรงเล็งเห็นว่าเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของทีม ทรงริเริ่มให้มีการแข่งขัน “สุดยอดผู้ดูแลม้า” (Best Groom) และ “สุดยอดช่างเกือกม้า” (Best Farrier) เพื่อยกระดับการดูแลม้าอย่างครบวงจร รวมถึงจัดสร้างศูนย์บริการสุขภาพและเวชศาสตร์ฟื้นฟูม้า ตั้งอยู่ในพื้นที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อยกระดับการรักษา ฟื้นฟู และดูแลให้บริการทั้งม้าของหน่วยทหาร เอกชน และประชาชนทั่วไป

 สำคัญที่สุด คือการจัดงาน “Princess’s Cup Thailand” อย่างต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 11 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เพิ่ม พูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในการแข่งขัน และผู้ที่สนใจสามารถมาสัมผัสเรียนรู้กับกีฬาขี่ม้าอย่างใกล้ชิด และลบล้างความคิดว่ากีฬาขี่ม้าเป็นเรื่องไกลตัวและยากเกินกว่าจะเข้าถึง ภายในงานจึงเสริมด้วยกิจกรรมความรู้และความบันเทิงหลากหลาย อาทิ การแข่งขันเกี่ยวกับสุนัข นิทรรศการ และตลาดนัด Flea Market ให้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ

 ในปีนี้ Princess’s Cup Thailand 2025 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Building the Bond Between Horse & Rider. Discover the Joy of Horse Connection.” ระหว่างวันที่ 22–28 ธันวาคม 2568  ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (BTS สนามเป้า ถนนพหลโยธิน)  เชิญชวนมาร่วมสัมผัสกับความกล้าหาญและความงดงามของความสัมพันธ์ในกีฬาขี่ม้า เรียนรู้แรงบันดาลใจจากพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันผลักดันให้กีฬาขี่ม้าของไทยสู่สากล