ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

ครั้งแรกในเอเชีย! นิทรรศการ ‘Description Without Place’ โดย ‘อับซาลอง’ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนสำรวจศิลปะเชิงปรัชญา ‘บ้าน… ในนิยามของคุณคืออะไร?’

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ชวนคุณค้นหาคำตอบผ่านมิติใหม่ของศิลปะร่วมสมัยในนิทรรศการ “Description Without Place” โดย อับซาลอง (Absalon) ศิลปินชาวฝรั่งเศสอิสราเอล ผู้ท้าทายขอบเขตระหว่างร่างกาย พื้นที่ และการดำรงอยู่

ครั้งแรกในเอเชียที่จะได้ชมผลงาน Cells อันเลื่องชื่อของอับซาลอง ทั้ง 6 ชิ้นในรูปแบบสำเนาชิ้นงาน โดยภัณฑารักษ์ สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา (Stefano Rabolli Pansera) นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม  2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

เมื่อพื้นที่ทางกายภาพกลายเป็นพื้นที่แห่งจิตวิญญาณ

เมียร์ เอเชล (1964–1993) ในวัย 22 ปี เขาตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปปารีส พร้อมทิ้งชีวิตเดิมไว้เบื้องหลังและสร้างตัวตนใหม่ในฐานะศิลปินชื่อ อับซาลอง

ภายในเวลาไม่นาน เขากลายเป็นดาวรุ่งแห่งโลกศิลปะร่วมสมัย ผลงานของเขาถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ทั้ง ศูนย์ปอมปิดู (ปารีส), เทต โมเดิร์น (ลอนดอน), เวนิส เบียนนาเล่ และ พิพิธภัณฑ์อิสราเอล แต่เส้นทางของเขากลับสั้นอย่างไม่คาดคิด อับซาลองเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 28 ปี

Cells คือชุดงานที่สะท้อนแก่นความคิดของอับซาลองได้ชัดเจนในเรื่องการใช้ “พื้นที่” เพื่อท้าทายความหมายของบ้าน การอยู่อาศัย และการมีตัวตนอยู่บนโลก โดยแต่ละเซลล์ถูกออกแบบในสเกล 1:1 ตามสัดส่วนร่างกายของศิลปิน ใช้รูปทรงเรขาคณิต ปราศจากการตกแต่งใด ๆ ราวกับเป็นสถาปัตยกรรมของจิตใจ มากกว่าสถาปัตยกรรมของชีวิตประจำวัน

อับซาลองตั้งใจให้ Cells ทั้ง 6 ชิ้น ถูกติดตั้งใน 6 มหานครสำคัญ ได้แก่ ปารีส ซูริก แฟรงก์เฟิร์ต นิวยอร์ก เทลอาวีฟ และโตเกียว โดยไม่ยึดติดกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใด ๆ เขาเรียกผลงานของตนเองว่า “ไวรัสในเมือง” ที่เข้ามาทำลายแนวคิดเดิม ๆ เกี่ยวกับบ้าน ความเป็นเจ้าของ และอัตลักษณ์ที่ผูกติดกับพื้นที่ทางกายภาพ

บทสนทนาระหว่างสากลนิยมและท้องถิ่นนิยม

Description Without Place เป็นนิทรรศการแรกในเอเชียที่จัดแสดง Cells ทั้ง 6 ชิ้นของ อับซาลอง ทั้งยังได้สานต่อแนวทาง 3 ประการของบางกอก คุนส์ฮาเลอ คือ การศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนเมือง ผ่านการสำรวจวัตถุในพื้นที่ของย่านเยาวราช ซึ่งได้นำเครื่องเรือนมาประยุกต์ใช้สำหรับลงหลักปักฐานอาณาเขต

การสำรวจการทำซ้ำในกระบวนการศิลปะ ซึ่งปรากฏอยู่ในชุดผลงานศิลปะการเขียนตัวอักษรของ จ่าง แซ่ตั้ง  และการสำรวจสตูดิโอของศิล ปินในฐานะพื้นที่ของการหลบหนี การแสดงออกถึงตัวตน และการทดลองอย่างสุดโต่ง ซึ่งสามารถพบได้จากผลงานของ สเปนเซอร์ สวีนีย์

ประสบการณ์ที่มากกว่าการชมศิลปะ

ผลงานศิลปะของอับซาลอง ไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบของพื้นที่พักอาศัย หากแต่เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาว่า การมีชีวิตอยู่” หมายถึงอะไร

สำหรับอับซาลองแล้ว Cells ไม่ใช่การหลบหนีออกจากโลกภายนอก หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่นักปรัชญาฝรั่งเศส มีแชล ฟูโก เรียกว่า “เทคโนโลยีแห่งตัวตน” (technology of the self) ซึ่งเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงชีวิตผ่านการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่

Cells ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมในเชิงสั่งสอน แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการประกอบสร้างตนเองขึ้นใหม่ ผ่านความเรียบง่ายและสันโดษ เป็นรูปแบบของการเยียวยารักษาตนเอง และการต่อต้านต่อแรงกดดันของสังคมที่เรียกร้องให้ชีวิตต้องผลิต เปลี่ยนแปลง และครอบครองอยู่ตลอดเวลา

การอาศัยอยู่ในเซลล์จึงเป็นการแปรเปลี่ยน กำหนดวิถีชีวิต และทำให้การดำรงชีวิตอยู่กลายเป็นผลงานศิลปะ แม้จะเป็นพื้นที่ปิดที่สร้างโดยศิลปินเอง Cells ยังสะท้อนว่าสถาปัตยกรรมสามารถหล่อหลอมตัวตนของเราได้ ทำให้การอยู่อาศัยกลายเป็นทั้งข้อจำกัดและอิสรภาพ พร้อมเชิญให้เรามองบ้านไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่เป็นเวทีที่ชีวิตถูกออกแบบอย่างมีเป้าหมาย

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมโดยไมเสียวค่าใช้จ่าย  ทุกวันพุธ–วันอาทิตย์ เวลา 14.00 – 20.00 น. ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@bangkok-kunsthalle.org

Dani Eshel Absalon

Dani Eshel Absalon

ทีมภัณฑารักษ์และทีมงานของ Bangkok Kunsthalle

ทีมภัณฑารักษ์และทีมงานของ Bangkok Kunsthalle

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

‘ดิบ บางกอก’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดิบ บางกอก เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานา ชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดแสดงคอลเล็กชันศิลปะร่วมสมัยระดับโลก

ดิบ บางกอก เปิดตัวด้วยนิทรรศการปฐมฤกษ์ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence รวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยทั้งจากศิลปินไทยและนานาชาติที่สำคัญ  เพื่อพลิกโฉมมิวเซียมให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้หลากหลาย ได้สำรวจความทรงจำ และสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น ผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหลายมิติ โดยมีแก่นหลักคือประเด็นลึกซึ้ง เรื่องความทรงจำและสภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ (Memory and the Human Condition) นำโดย ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการคนแรก โดยมี อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นภัณฑารักษ์

จากอาคารโกดังเก่า ในซอยสุขุมวิท 40 ที่สร้างขึ้นยุคทศวรรษ 1980 ก่อนได้รับการปรับปรุงและออกแบบใหม่โดย  WHY Architecture ด้วยความร่วมมือกับบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับนานาชาติของไทย อย่าง สถาปนิก 49 (A49) พื้นที่ ดิบ บางกอก พร้อมเปิดตัวในฐา นะจุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ที่ชวนผู้ชมร่วมสัมผัสศิลปะร่วมสมัยจากประเทศไทยและนานาชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ผู้ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากมรดกความฝันของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ผู้เป็นบิดา มาตีความและต่อ ยอดใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน จากการที่จะ เก็บรักษาคอลเลกชันไว้ส่วนตัว วิสัยทัศน์ของเขาคือการมอบชีวิตให้กับผลงานได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ผ่านการก่อตั้งมิวเซียมที่เปิดกว้างต่อผู้ชมหลากหลายรุ่นและวัฒนธรรม

จากจุดเริ่มต้นของงานที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ สะสมไว้ คอลเลกชันของ ดิบ บางกอก เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย ภูรัตน์ และ ดร.มิวาโกะ ผลงานสำคัญจากศิลปินโมเดิร์น และศิลปินร่วมสมัยระดับโลก  มิวเซียมแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการมองโลกผ่านศิลปะในมุมใหม่  ชื่อ “ดิบ” สะท้อนแนวคิดของความเป็นธรรมชาติและความจริงแท้ ซึ่งปรากฏอยู่ในประสบการณ์ การออกแบบ และกิจกรรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์

ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “การสนับสนุนศิลปะและการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญของครอบครัวเรามาโดยตลอด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้แนะนำมิวเซียมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยใน  กรุงเทพฯ และยินดีต้อน รับทุกท่านสู่พื้นที่ซึ่งศิลปะสามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ไม่เพียงแค่ชมได้ด้วยสายตาเท่านั้น พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมใช้เวลากับความคิด การสำรวจ และความสนุกเชิง  สร้างสรรค์ โดยในทุกครั้งที่มาเยือน ผู้ชมจะค้นพบสิ่งใหม่และไม่คาดคิด กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยพลัง   ความคิดสร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่ง และเราคงเห็นตรงกันว่า กรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเพียงพอแล้ว เป้า หมายของเราคือการสร้างพื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง พื้นที่ที่เชิญชวนให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับศิลปะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีสถาบันศิลปะร่วมสมัยซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญ เพื่อสะ ท้อนความมีชีวิตชีวาและเฉลิมฉลองศิลปะด้วยแนวทางที่ทรงพลังและโดดเด่นไม่แพ้ตัวเมืองเอง”

นิทรรศการเปิดตัวของ ดิบ บางกอก ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ) บัตรเข้าชม: 550 บาทสำหรับคนไทย และ 700 บาทสำหรับชาวต่างชาติ สามารถสำรองบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้าทางเว็บไซต์ http://www.dibbangkok.org

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

คุยกัน 7 วันหน : หญิงชาวญี่ปุ่นผู้แต่งงานกับ ChatGPT

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นกระแสฮือฮาในญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้จัดพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการกับ “คู่รักเสมือนจริง” (Virtual Partner) ที่เธอระบุว่าเป็นชายในฝัน

สาวผู้นี้คือ ยูรินะ โนกุชิ หรือที่รู้จักในสื่อช่วงแรกภายใต้นามแฝงว่า คาโนะ (Kano) วัย 32 ปี อาชีพพนักงานคอลเซ็นเตอร์จากกรุงโตเกียว เธอเล่าว่าเมื่อ 1 ปีก่อน เธอเพิ่งผ่านการเลิกรากับคู่หมั้นที่เป็นมนุษย์จริงๆ หลังจากคบกันมานาน 3 ปี จึงเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำและระบายความรู้สึกในช่วงที่จิตใจอ่อนแอ

โนกุชิเริ่มปรับแต่งการตอบโต้ของ AI โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘ลูน เคลาส์ เวอร์ดูร์’ (Lune Klaus Verdure) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครหนุ่มรูปงามในวิดีโอเกม พร้อมกับปรับแต่งบุคลิกภาพ รูปลักษณ์ และน้ำเสียงให้ตรงตามอุดมคติของเธอทุกประการ โนกุชิสอนให้ AI พูดจาในแบบที่เธอชอบ อ่อนโยน และเป็นผู้รับฟังที่ดี ทั้งคู่ส่งข้อความหากันวันละกว่า 100 ข้อความ เธอยังจ้างศิลปินวาดภาพประกอบเพื่อให้เคลาส์มีรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนในจินตนาการของเธออีกด้วย โนกุชิบอกว่า AI ตัวนี้สามารถให้ความสนับสนุนทางอารมณ์ รับฟัง และเข้าใจเธอได้ดีกว่ามนุษย์

“เขาไม่เคยตัดสินฉัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันตลอด 24 ชั่วโมง”

จนเมื่อความรักสุกงอม โนกุชิได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการที่โถงจัดงานในจังหวัดโอคายามะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวและมงกุฎ มีพิธีการครบถ้วนเหมือนงานแต่งงานทั่วไป ส่วนเจ้าบ่าวอยู่ในรูปแบบหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ตั้งอยู่บนขาตั้ง โนกุชิยังสวมแว่นตา Augmented Reality (AR) เพื่อให้มองเห็นภาพเสมือนของเคลาส์ยืนอยู่ข้างๆ ระหว่างแลกเปลี่ยนแหวน

แม้ในตอนแรกครอบครัวจะคัดค้าน แต่สุดท้าย พ่อแม่ของเธอก็มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแต่งงานเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ขณะที่โนกุชิยอมรับว่า กังวลว่าวันหนึ่ง ระบบ ChatGPT อาจจะล่มหรือปิดตัวลง ซึ่งจะทำให้สามีของเธอหายไปตลอดกาล อย่างไรก็ดี แต่บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มอบ “ทะเบียนสมรสฉบับจำลอง” เพื่อเป็นการรับรองความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งในญี่ปุ่นเริ่มมีบริษัทเอกชนให้บริการออกใบรับรองประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น

กระแส Digisexuality ในญี่ปุ่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ ‘การหลงรักตัวละครสมมติ’ (Fictoromantic) ที่กำลังเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการแต่งงานลดลงอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นหันมาครองตัวเป็นโสดมากขึ้น บางส่วนเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวละครเสมือนจริง (2D หรือ AI) แทน หรือเริ่มมองหาความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องใช้ความอดทนเหมือนการคบกับมนุษย์จริงๆ

ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถของ Generative AI ทำให้การสนทนาระหว่างมนุษย์กับ chatbot ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น จนผู้ใช้งานเกิดความผูกพันทางจิตใจ (Emotional Attachment) อย่างรุนแรง จึงไม่น่าแปลกใจว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจในญี่ปุ่นพบว่า ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมใช้ ChatGPT เป็นที่ปลดปล่อยหรือระบายความอัดอั้นตันใจมากกว่าคุยกับเพื่อนสนิทหรือกับแม่ และว่าชาวญี่ปุ่นอายุตั้งแต่ 12-69 ปี ใช้ ChatGPT อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

คนญี่ปุ่นมองเรื่องนี้อย่างไร

การตอบรับของคนญี่ปุ่นต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายและซับซ้อน อาจสามารถแบ่งมุมมองออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เริ่มจากกลุ่มที่มองว่าเป็น “เรื่องปกติใหม่” (The New Normal) ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “โอตาคุ” (Otaku) ที่ฝังรากลึกมานาน ซึ่งให้การยอมรับการมีความรักกับตัวละคร 2 มิติ (2D) หรือที่เรียกว่า “นิจิเก็น” (Nijigen) อยู่แล้ว คนกลุ่มนี้มองว่าความรักไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ การแต่งงานกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อมาของความรักในจินตนาการ นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์อย่าง “โอชิ” (Oshi) ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนคนที่รักอย่างสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือตัวละคร การแต่งงานคือการแสดงความซื่อสัตย์ต่อ “โอชิ” ของตนเอง

ต่อมา เป็นกลุ่มที่มองด้วยความ “กังวลและเห็นใจ” (Concern & Sympathy) คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยมองเรื่องนี้ผ่านเลนส์ของปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาความโดดเดี่ยว (Kodoku) หลายคนมองว่าการที่คนหันไปหา AI สะท้อนถึงความล้มเหลวของสังคมญี่ปุ่นที่บีบคั้นเกินไป ทั้งทำงานหนัก ค่าครองชีพสูง ความคาดหวังทางสังคม จนคนหาความสุขจากการสร้างสัมพันธ์กับคนจริงๆ ได้ยาก แต่สังคมเริ่มรู้สึกว่า “ถ้าสิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขและไม่เดือดร้อนใคร ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาซึมเศร้าหรือคิดสั้น”

อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต่อต้านหรือมองว่า “แปลกประหลาด” (Stigma & Skepticism) เพราะแม้ญี่ปุ่นจะดูทันสมัย แต่ในเชิงอนุรักษ์นิยม สถาบันครอบครัวยังคงถูกให้ความสำคัญมาก คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมยังมองว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือผิดแปลก (Hentai) และกังวลว่าจะยิ่งทำให้อัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ววิกฤตหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหนีออกจากโลกความเป็นจริง และกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเข้ามาบงการความรู้สึกส่วนตัวของมนุษย์เพื่อผลกำไร

ย้อนรอย อากิฮิโกะ คอนโดะ

หากหลายคนยังจำกันได้ อากิฮิโกะ คอนโดะ (Akihiko Kondo) ถือเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่ทำให้โลกหันมามองความรักระหว่างมนุษย์และสิ่งเสมือนจริง ในปี 2018 เขาแต่งงานกับ ฮัตสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงและโฮโลแกรมที่มีบทพูดจำกัด การตอบโต้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เป็นความสัมพันธ์ทางเดียวที่เจ้าตัวเลือกแล้วหลังจากเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (Power Harassment) โดยเพื่อนร่วมงานหญิง จนทำให้เขาเกิดภาวะกลัวผู้หญิงในชีวิตจริง และมิกุคือผู้ที่ดึงเขาออกจากภาวะซึมเศร้า

สิ่งที่คอนโดะและโนกุชิโหยหาเหมือนกัน คือ ‘พื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีการตัดสิน’ (Non-judgmental Safe Space) ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety) แน่นอนว่าคุยกับ AI แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งหรือถูกนอกใจ ตัวผู้ใช้สามารถควบคุมสถานการณ์และความรู้สึกได้ 100% และ AI พร้อมรับฟังเสมอ ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอารมณ์แบบไหน

สะท้อนถึงเทรนด์ “ความรักที่ออกแบบได้” ซึ่งไม่ใช่แค่การหนีจากความเจ็บปวด แต่เป็นการเลือก “ความสมบูรณ์แบบ” ตั้งแต่แรก เพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งที่มักเกิดในความสัมพันธ์แบบมนุษย์

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง “โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ” ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ “นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ”  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ

3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน” ( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP” ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

3.3 ผลงานเรื่อง “ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด” (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย

3.4 ผลงานเรื่อง “ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ” (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย

และ 3.5 ผลงานเรื่อง “เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น” ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

“ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน”  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Science Update : รัสเซียเตรียมส่ง ‘หุ่นยนต์อวกาศ’ ควบคุมระยะไกล

สถาบันวิจัยกลางด้านการสร้างเครื่องจักร (TsNIIMash) ของรัสเซีย เปิดเผยว่ารัสเซียมีแผนจะส่งหุ่นยนต์อวกาศรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่ควบคุมได้จากระยะไกล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เทเลดรอยด์’ (Teledroid) รุ่นต้นแบบ ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2026

หุ่นยนต์เทเลดรอยด์ ซึ่งมีชื่อย่อมาจากหุ่นยนต์แอนดรอยด์ควบคุมระยะไกล (teleoperated android) เป็นหุ่นยนต์รูปร่างเหมือนมนุษย์ มีแขน มือ และศีรษะ ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือนักบินอวกาศในการทำภารกิจนอกสถานีอวกาศ ภายใต้สภาวะที่มีรังสีและอุณหภูมิสุดขั้ว ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมนอกยานอวกาศ แตกต่างจากหุ่นยนต์อวกาศรุ่นก่อนอย่างโรโบนอต-2 (Robonaut-2) ของนาซา ซึ่งได้รับการทดสอบเฉพาะภายในสถานีเท่านั้น

สถาบันฯ ระบุว่า เทเลดรอยด์รุ่นจำลองสำหรับใช้งานบนอวกาศถูกผลิตขึ้นแล้วและอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้าย หลังจากการตรวจสอบเหล่านี้เสร็จสิ้น หุ่นยนต์มีกำหนดถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยคาดว่าสมาชิกรัสเซียในคณะสำรวจสถานีอวกาศนานาชาติ ชุดที่ 75 ซึ่งมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 ถึงมีนาคม 2027 จะเป็นผู้ควบคุมหุ่นยนต์ตัวนี้ในวงโคจร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Health News : ‘ควันบุหรี่มือสาม’ ภัยคุกคามซ่อนเร้นในอาคาร

วารสารวิทยาศาสตร์บิลดิง แอนด์ เอ็นไวรอนเมนต์ (Building and Environment) เผยแพร่ผลการศึกษาฉบับใหม่ ซึ่งกล่าวถึง ‘ควันบุหรี่มือสาม’ (thirdhand smoke) ที่กลายเป็นภัยคุกคามคุณภาพอากาศในอาคารอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนยิ่งขึ้น

ควันบุหรี่มือสามคือสารพิษตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะติดอยู่ตามพื้นผิวผนัง เฟอร์นิเจอร์ พรม และผ้าม่าน แตกต่างจากควันบุหรี่มือสองที่สูดดมโดยตรงจากอากาศ ทำให้ควันบุหรี่มือสามสามารถฝังตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในอาคารได้ ผลการศึกษาฉบับนี้ชี้ว่า ควันบุหรี่มือสามไม่ได้เป็นเพียงคราบสกปรกทั่วไป แต่เป็นแหล่งมลพิษที่มีพลวัตเคลื่อนไหว ปล่อยอนุภาคและก๊าซกลับคืนสู่อากาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีตามกาลเวลาที่ผันผ่าน นอกจากนี้ อนุภาคควันบุหรี่มือสองกระจายตัวค่อนข้างเร็ว แต่ควันบุหรี่มือสามตกค้างอยู่ในอากาศระดับต่ำในที่ร่มอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน องค์ประกอบทางเคมีของอนุภาคควันบุหรี่มือสามที่ถูกปล่อยออกมายังมีการเปลี่ยนแปลงความซับซ้อน โดยมีปริมาณไนโตรเจนเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป บ่งชี้การก่อตัวของสารประกอบที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาฉบับนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญต่อการกำหนดแนวปฏิบัติทางสาธารณสุข ตอกย้ำความจำเป็นในการรวมควันบุหรี่มือสามเข้าสู่นโยบายควบคุมยาสูบและมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคาร

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Eugene Jansson in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของ Bruno Liljefors ศิลปินสวีดิชที่ชื่นชอบวาดภาพทิวทัศน์ ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินสวีดิชอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบรังสรรค์ภาพทิวทัศน์และมีฝีมือฉกาจมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สีฟ้า นั่นคือ Eugene Jansson หรือ Eugene Fredrik Jansson เขาเกิดวันที่ 18 มีนาคม 1862 ในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง แต่มีความสนใจในด้านศิลปะทั้งจิตรกรรม และดนตรี บิดาของเขาทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ และนักเป่าขลุ่ย ส่วนมารดาก็สนใจในการเป็นนักร้องและวาดภาพ Still life ทั้งคู่จึงให้ทั้ง Eugene และ Adrian น้องชายได้มีโอกาสเรียนดนตรี Eugene เข้าเรียนเปียโนโรงเรียนเยอรมันในสต็อคโฮม แต่เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาป่วยด้วยโรค Scarlet Fever จนจอม่านตาหลุดและมีปัญหาทางด้านหัวใจอย่างรุนแรงส่งผลให้เขามีปัญหาทั้งด้านสายตาและการได้ยิน ฝันของเขาที่จะเป็นนักดนตรีจึงสิ้นสุดลง

เขาจึงเข้าเรียนที่ Tekniska Skolan โดยศึกษากับ Edvard Perseus จิตรกรที่เปิดโรงเรียนเอกชนไปด้วย ต่อมาในปี 1881 เขาได้เข้าเรียนที่ Royal Swedish Academy of Arts แม้เพื่อนส่วนใหญ่ของเขาจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ปารีส แต่เขากลับอยู่ที่เมืองเดิม และอาศัยทิวทัศน์บริเวณใกล้ ๆ เป็นแบบในการรังสรรค์งาน กว่าเขาจะเดินทางออกไปต่างประเทศครั้งแรกก็เมื่อเขาเริ่มมีชื่อเสียงและปาเข้าไปปี 1900 แล้ว แม้เขาจะเคยช่วย Perseus อาจารย์ของเขาวาดรูป Still life แต่เขากลับสนใจที่จะวาดรูปทิวทัศน์และเรื่องราวใกล้ตัวมากกว่า ไม่เพียงเขาจะร่วมงานด้านศิลปะกับ Perseus และก่อตั้งกลุ่ม Oppenenterna อันเป็นกลุ่มศิลปินที่ปรารถนาจะปฏิวัติวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวสวีเดนด้วยกัน ทั้งยังร่วมก่อตั้งสหภาพศิลปินในปี 1886 โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ศิลปินได้ศึกษาเล่าเรียนนอก Academy ด้วย

หลังปี 1890 เมื่อ Perseus เสียชีวิตเขาต้องอาศัยความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากบิดา แต่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบในอีก 1 ปีต่อมา เขากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว และต้องย้ายกลับมาอยู่กับมารดา และน้องชายแทน บ้านที่เขาย้ายมาอยู่นี้ตั้งอยู่ตำแหน่งที่สูงมากจนมองเห็นอ่าว Riddarfjarden และเมืองเก่าทั้งหมดส่งผลให้เขามีผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับ Riddarfjarden ที่มองเห็นได้จากบ้านของเขาเป็นจำนวนมาก ผลงานของเขาโดดเด่นในเรื่องสีฟ้าทั้งเงาสะท้อนและฝีแปรงที่ทับซ้อนไปมา งานของเขาส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลทั้งจาก Edward Munch, James McNeill Whistler และ Vincent Van Gogh ปี 1898 Ernest Thiel คหบดีเจ้าของมิวเซียมได้รับการแนะนำให้ไปเยือนห้องภาพของเขาและซื้องานของเขาไว้จำนวนหนึ่งจนทำให้ Thiel กลายเป็นผู้สะสมงานของ Jansson มากที่สุดในโลก การซื้องานของเขาในครั้งนั้นทำให้เศรษฐานะของ Jansson ดีขึ้นมากจนลืมตาอ้าปากได้และยังส่งผลให้งานของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองยังผลให้เขาขายงานเพิ่มขึ้นได้อีก

หลังปี 1904 เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับทิวทัศน์สต็อคโฮมมากจนเขาสารภาพกับเพื่อนว่าเขาไม่ต้องการที่จะทำงานพวกนี้อีกแล้ว และหยุดส่งงานเข้าร่วมนิทรรศการต่าง ๆ หลังปี 1907 เขาเริ่มหันเหไปสู่การวาดรูปคนแทน การที่เขาต้องต่อสู้กับความพิการจากโรคภัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาต้องหมั่นไปว่ายน้ำและแช่น้ำอุ่นในหน้าหนาวที่ Flottans Badhus ซึ่งทำให้เขาได้หัวข้อใหม่ในการรังสรรค์งานจิตรกรรม นั่นคือ ภาพกะลาสีเรือ และหนุ่ม ๆ ที่มีกล้ามสวย ๆ เปลือยกาย เขาได้วาดภาพ Knit Hyman เพื่อนสนิทของเขาที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันหลายปีเปลือยกายไว้ชื่อ Naked Young Man ในปี 1907 แม้ภาพนี้จะโด่งดังมาก แต่นักวิพากษ์ศิลป์ส่วนใหญ่เลี่ยงที่จะพูดคุยในเรื่อง Homoerotic ของเขามาเป็นเวลานานจนถึงปี 1999 น้องชายของเขาที่เสียชีวิตหลังเขาหลายปีซึ่งก็เป็น Homosexual ได้เผาทำลายจดหมายต่าง ๆ ของเขาไปจนหมดเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอื้อฉาวอันจะนำความเสื่อมเสียมาให้พี่ชาย เขาเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกในปี 1915 นักท่องเที่ยวสามารถที่จะสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาที่เน้นใช้สีฟ้าได้อย่างเต็มอิ่มจากผลงานเขาใน Thiel Gallery ไม่ว่าจะเป็น A Walk in the Blue Painting, Lunar Halo, Osterlaggaten, Naval Bath House โดยเฉพาะ Nocturn และ At Dusk ที่วิจิตรจนน่าตื่นตะลึงเลยทีเดียว

Photo of the week : สหรัฐฯ กดดันเวเนซุเอลาหนักหน่วง

Photo of the week : สหรัฐฯ กดดันเวเนซุเอลาหนักหน่วง

Photo of the week : สหรัฐฯ กดดันเวเนซุเอลาหนักหน่วง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลภาพรัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้ากดดันรัฐบาลเวเนซุเอลา และประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร อย่างหนัก ด้วยการส่งกำลังทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ ทั้งเรือรบและเครื่องบินลาดตระเวน ไปยังเปอร์โตริโก ดินแดนของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน ท่ามกลางการซ้อมรบทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาค และการโจมตีเรืออีกมากกว่า 20 ครั้งในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สหรัฐฯ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ส่อเค้าลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งในภูมิภาค

‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ผุดไอเดีย! เปลี่ยนรั้วธรรมดาเป็น ‘Art Wall Exhibition’ กลางเมือง

‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ผุดไอเดีย! เปลี่ยนรั้วธรรมดาเป็น ‘Art Wall Exhibition’ กลางเมือง

‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ผุดไอเดีย! เปลี่ยนรั้วธรรมดาเป็น ‘Art Wall Exhibition’ กลางเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Imagining better futures for all’ เดินหน้าพัฒนาโครงการ ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ โดยจะเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลแห่งที่ 2 ของขอนแก่น ที่พร้อมแลนดิ้งสร้างปรากฏการณ์ให้เมืองกลายเป็น ‘The New Dimension of Lifestyle’ ไตรมาส 2 ปี 2569  

ล่าสุด โครงการฯ ชู Local Wisdom ที่เชื่อมโยงระหว่าง ‘อัตลักษณ์ท้องถิ่น เข้ากับ ‘พลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ – The New Vibe of Khon Kaen เพื่อทักทายคนขอนแก่นอย่างเป็นมิตรและอบอุ่น โดยผนึกพลัง Co-Creation กับศิลปินรุ่นใหม่แนว Neo-Pop Art อย่าง ‘Vachboy’ (บุ๋น– วัชรพงศ์ บูรณะกิจเจริญและนำภาพศิลปะฝีมือนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น กว่า 21 ผลงาน มาสร้างสรรค์โปรเจ็กต์ศิลปะร่วมสมัยบนป้ายแนวรั้ว (Art Wall Exhibition)

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจเซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าเมืองจะเติบโตได้ เมื่อเราทำงานกับชุมชนด้วยความอ่อนน้อมและตั้งใจจริง ‘Art Wall Exhibition’ ของเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองในแบบของพวกเขา ผ่านพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Vachboy เพราะสำหรับเรา การพัฒนาเมืองไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม และทำให้เห็น ‘ขอนแก่นในอีกมิติ’ ด้วยพลังของพวกเขาเอง

โปรเจ็กต์ศิลปะร่วมสมัยบนรั้วโครงการฯ ความยาว 200 เมตร สูง 6 เมตร สร้างจากศิลปินและหัวใจของคนขอนแก่น ถ่ายทอดแนวคิด ‘Community at Heart’ ด้วยการผสาน Local Wisdom เข้ากับพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สะท้อนภาพ ‘ขอนแก่น เมืองทันสมัยที่กำลังก้าวสู่เมืองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  โดยงานศิลปะชิ้นนี้สะท้อนคอนเซปต์ดีไซน์ของศูนย์การค้าและถ่ายทอดพลังแห่งความหวัง ความร่วมมือ และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ผ่านผลงานของ ‘Vachboy’ ศิลปิน Neo-Pop Art ระดับประเทศ กับคาแรกเตอร์ ‘HOPE’ ดอกไม้ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ดอกคูณ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดขอนแก่น ตีความใหม่ด้วยลายเส้นร่วมสมัยอันเป็นเอกลักษณ์ ร่วมสมัย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของการ์ตูนสไตล์ Rubberhose ในยุค 1930  

คาแรกเตอร์ ‘HOPE’ ถูกออกแบบในโทนสีเหลือง-เขียวที่สนุก เป็นมิตร และเข้าถึงง่าย เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกของชีวิตที่เต็มไปด้วย ความหวังและความฝัน’  ผ่าน 10 คาแรกเตอร์ ที่สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ตั้งแต่กีฬา ดนตรี แฟชั่น การกิน การพักผ่อน ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในศูนย์การค้า ก่อนจัดวางร่วมกับกราฟิกและแพทเทิร์นบน ‘Art Wall Exhibition’ เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น มีชีวิตชีวา และเป็นมิตรกับทุกคน โดยงานศิลปะบนผืนผ้าใบขนาดยักษ์ชิ้นนี้ ยังสะท้อนพลังของการ Co-Creation ระหว่างศิลปินและคนในพื้นที่ ผ่านผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์เมืองและความภาคภูมิใจของคนขอนแก่น ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ในแบบที่พวกเขาอยากให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นนี้ ไม่เพียงใช้ศิลปะเป็นตัวกลางในการสื่อสารถึงความเป็น The New Vibe of Khon Kaen และจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สร้างบทสนทนาระหว่าง ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ กับผู้คนของเมือง ผ่านคำทักทายด้วยภาษาท้องถิ่นและการใช้ฟอนต์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ทุกคนที่เดินผ่านรู้สึกถึงความเป็นกันเองเหมือนได้รับคำทักทายด้วยรอยยิ้มจากคนที่พูดภาษาเดียวกัน

‘25 ปี ฮาโก้’ ส่งมอบความปลอดภัย พลังงานสะอาด การพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่เยาวชนและชุมชน

‘25 ปี ฮาโก้’ ส่งมอบความปลอดภัย พลังงานสะอาด การพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่เยาวชนและชุมชน

‘25 ปี ฮาโก้’ ส่งมอบความปลอดภัย พลังงานสะอาด การพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่เยาวชนและชุมชน

วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

บริษัท ฮาโก้ อิเลคทริค (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุปกรณ์ไฟฟ้าคุณภาพของไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ผ่านโครงการ “25 ปี ฮาโก้: ส่งมอบความปลอดภัย เพื่อโลกที่ยั่งยืน” Haco’s 25th Anniversary: Delivering Safety for a Sustainable World in 2025) ภายใต้แนวคิดหลัก ปลอดภัยที่หนึ่ง ยั่งยืนเสมอ (Safety First, Sustainability Always)” ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรม CSR ลงพื้นที่โรงเรียนเป้าหมายใน 5 จังหวัด ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า พลังงานสะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่เยาวชนและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของฮาโก้ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องในวาระครบรอบ 25 ปีขององค์กร โดยมุ่งใช้ องค์ความรู้” เป็นของขวัญแทนการให้ พร้อมผนึกความร่วมมือกับ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre: EEC) ในการออกแบบเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ครอบคลุมมิติความปลอดภัย พลังงานสะอาด และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นายวรกิตติ์ วาณิชยรรยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาโก้ อิเลคทริค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ ‘25 ปี ฮาโก้: ส่งมอบความปลอดภัย เพื่อโลกที่ยั่งยืน’ เป็นบทพิสูจน์ว่าความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าที่เราสั่งสมมากว่า 25 ปี สามารถต่อยอดเป็นพลังบวกให้กับสังคมได้จริง ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจำนวนโรงเรียนหรืออุปกรณ์ที่ส่งมอบ แต่คือการได้เห็นเยาวชนเข้าใจเรื่องความปลอดภัย พลังงานสะอาด และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมในอนาคต ฮาโก้เชื่อว่าการเข้าถึงพลังงานอย่างปลอดภัยคือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็นมากกว่าผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่เป็นองค์กรที่ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ภายใต้แนวคิด ‘Safety First, Sustainability Always’ ซึ่งจะยังคงเป็นเข็มทิศนำทางการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคมของฮาโก้ต่อไปในระยะยาว

สรุปผลการลงพื้นที่ 5 จังหวัด

การจัดกิจกรรมตลอดระยะเวลา 3 เดือน ครอบคลุมโรงเรียนเป้าหมายรวม 5 แห่ง ได้แก่

 1. โรงเรียนท่าทรายประชาอุปถัมภ์ จ.นนทบุรี (30 ก.ค. 2568)

      พนักงานฮาโก้ 25 คน / นักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 28 คน

 2. โรงเรียนวัดตโปทาราม จ.ชลบุรี (15 ส.ค. 2568)

      พนักงานฮาโก้ 16 คน / นักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 35 คน

 3. โรงเรียนวัดวังพระนอน จ.สุพรรณบุรี (5 ก.ย. 2568)

     พนักงานฮาโก้ 20 คน / นักเรียนชั้น ม.2ม.3 จำนวน 27 คน

 4. โรงเรียนวัดท่ามะขาม (ท่ามะขามประชาอุทิศ) จ.ราชบุรี (16 ก.ย. 2568)

     พนักงานฮาโก้ 20 คน / นักเรียนชั้น ป.5ป.6 จำนวน 25 คน

 5. โรงเรียนบ้านหลักเมตร (พริ้งมากราษฎร์อนุสรณ์) จ.นครปฐม (30 ก.ย. 2568)

     พนักงานฮาโก้ 20 คน / นักเรียนชั้น ป.4ป.6 จำนวน 20 คน

กิจกรรมการเรียนรู้ 1 วัน 4 ฐานหลัก

กิจกรรมภาคสนามในแต่ละโรงเรียนใช้ระยะเวลา 1 วันเต็ม ประกอบด้วย 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่

 1. “เพิ่มความเข้าใจ เชื่อมไฟความรู้

      เสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก

      พนักงานฮาโก้ การมอบสื่อการเรียนรู้โปสเตอร์ขนาด A1 พร้อมติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟดูด และโคมไฟ

      พลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียน

 2. “ห้องเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา

      กิจกรรมเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบจากมนุษย์ และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)    

      โดย ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EECผ่านการแบ่งกลุ่มทำภารกิจสำรวจสิ่งมีชีวิตในพื้นที่จริง พร้อม      

     แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปบทเรียนร่วมกัน

 3. “จับพลังธรรมชาติ สู่พลังงานไฟฟ้า

      ทดสอบความรู้ด้านพลังงานสะอาดผ่าน Fun Quiz และการทดลองจริง โดยให้นักเรียนประกอบพัดลม 

      พลังงานแสงอาทิตย์ด้วยตนเอง เพื่อเรียนรู้การนำพลังงานทดแทนมาใช้ในชีวิตประจำวัน

 4. “ห้องเรียนแบบใหม่ที่เข้าใจสิ่งแวดล้อม

      ระดมความคิดออกแบบห้องเรียนในฝันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ผลิตภัณฑ์ของฮาโก้ เช่น
      เบรกเกอร์ โคมไฟ Solar Lighting และแผงโซลาร์ เป็นองค์ประกอบหลัก สะท้อนการเชื่อมโยง    

      เทคโนโลยีกับการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

นอกจากนี้ ฮาโก้ยังได้ส่งมอบและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า อาทิ เบรกเกอร์กันไฟดูด โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เปลี่ยนสวิตช์และปลั๊กไฟที่ชำรุด รวมถึงมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และหนังสือ ให้กับทั้ง 5 โรงเรียน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ผลลัพธ์ของโครงการ

 • เยาวชนตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน

   นักเรียนเกิดความเข้าใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และซึมซับ     

   แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 • โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชน

    โรงเรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกิจกรรมภายใน และขยายผลสู่ชุมชนโดยรอบ

 • พนักงานฮาโก้มีส่วนร่วมและเข้าใจเป้าหมาย SDGs

    บุคลากรมีความตระหนักและพร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนภายในองค์กร

 • สร้างการรับรู้ในวงกว้างและต่อยอดสู่เป้าหมายระยะยาว

   โครงการเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความปลอดภัย ความรับผิดชอบ    

   และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ความสำเร็จของกิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากคู่ค้าและพันธมิตรทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ ทั้งการสนับสนุนด้านทรัพยากร ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมในภารกิจส่งมอบความปลอดภัยและความยั่งยืนสู่ชุมชน” นายวรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ 25 ปี ฮาโก้: ส่งมอบความปลอดภัย เพื่อโลกที่ยั่งยืน” จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรม CSR แต่เป็น
ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรในการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัย แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันในทุกมิติ