มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

มช.คว้ารางวัลงานวิจัยจาก วช. ชูความสำเร็จทางวิชาการเพื่อสังคม ตอบโจทย์ประเทศ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แสดงศักยภาพด้านการวิจัยอันโดดเด่น คว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมการประชุมวิชาการ นิทรรศการนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ พื้นที่สร้างการเรียนรู้ และพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้กับผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้จริง สะท้อนบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะแกนนำด้านงานวิจัยระดับประเทศและภูมิภาค

ปีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับรางวัลจากกลุ่มผลงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในมิติเกษตร สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลต่างมีความโดดเด่นด้านความเป็นประโยชน์และความสามารถในการนำไปใช้จริงในพื้นที่และระดับประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

•             รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ 1 รางวัล ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ธีรอำพน สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์)

•             รางวัลผลงานวิจัย 5 รางวัล ได้แก่

o             ผลงานวิจัย ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช) ผลงานเรื่อง “การสร้างภาพเอ็มอาร์ไอสมองและปรับกลไกการกำจัดของเสียของสมองแบบ ไม่ทำลายด้วยโมเลกุลระดับนาโนของสารเชิงซ้อนเฟอรร์ริก-แทนนิก” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ปิละพงค์ สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “เขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามชาติจีนในอาเซียน: ทุนเปลี่ยนรูป, ปฏิบัติการของโครงสร้างพื้นฐาน และชุมข่าย เศรษฐกิจหลากขนาด” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สังกัดคณะสังคมศาสตร์

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “โครงการพัฒนาขีดความสามารถการบริการสุขภาพผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงของเทศบาลตำบลเวียงยอง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรัญญา ศิริผล สังกัดคณะสังคมศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             รางวัลผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาสังคมวิทยา) ผลงานเรื่อง “ลำเหมืองที่หายไป… ว่าด้วยการพลิกฟื้นและจัดการทุนวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากสายน้ำ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ สังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ) 

o             ผลงานวิจัย ระดับดี (สาขาการศึกษา) ผลงานเรื่อง “การศึกษาประสิทธิผลของการดำเนินการตามโปรแกรมการฝึกทักษะชีวิตในการจัดการ ความโกรธตามวิถีพุทธในวัยเด็กตอนปลาย: โปรแกรมเด็กรุ่นใหม่ใจเย็น ๆ” โดย  อาจารย์ ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ) 

•             รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น 3 รางวัล ได้แก่

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “เอ็ม-ซีเลค” นวัตกรรมการแยกเพศอสุจิของโค ด้วยชุดแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกับแอนติบอดี เพื่อการผลิตน้ำเชื้อโคที่ให้สัดส่วนลูกเพศเมียสูง”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรวรรณ ศรีงาม สังกัดคณะเกษตรศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี (สาขาสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์) ผลงานเรื่อง “การวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิสที่รวดเร็วและแม่นยำ โดยใช้เทคโนโลยีคริสเปอร์-บีพี 34” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมสกุล วงศ์ปาลีย์ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ (หัวหน้าโครงการ)

o             ผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์) ผลงานเรื่อง “แพลตฟอร์มพัฒนาแก๊สเซนเซอร์พลังงานต่ำบนพื้นฐานเทคโนโลยีแอลทีซีซี” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยกานต์ เลียวหิรัญ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ (นักวิจัยร่วม)

•             รางวัลวิทยานิพนธ์ 5 รางวัล ได้แก่

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดีเด่น (สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์) ผลงานเรื่อง “การทดลองสร้างผลึกเวลาแบบมีการสูญเสียในระบบอะตอม-โพรงแสง” สำเร็จการศึกษา University of Hamburg, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดย อาจารย์ ดร.พัทธมน กองคำบุตร สังกัดคณะวิทยาศาสตร์

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดีมาก (สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์) ผลงานเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างผลของความสามารถในการออกกำลังกายและการแก่ของสมองโดยการกระตุ้นด้วยอาหารไขมันสูงและน้ำตาลดีกาแลคโตส, และผลของการอดอาหารและการออกกำลังกายต่อความสัมพันธ์ดังกล่าว ในหนูที่ได้รับอาหารไขมันสูงและน้ำตาลดีกาแลคโตส” โดย ดร.พัชรพงษ์ ปันทิยะ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา: ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.ทพญ.สิริพร ฉัตรทิพากร (คณะทันตแพทยศาสตร์)

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “การเพาะเลี้ยงเชิงกลยุทธ์ของสาหร่ายขนาดเล็กที่แยกได้ใหม่เพื่อการผลิตชีวมวลและไขมัน และการประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม” โดย ดร.วจีพร มณีโชติ สังกัดสำนักงานบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา) ผลงานเรื่อง “แนวคิด Bioderivatization เพื่อการผลิตสารเคมีที่เป็นพิษหรือมีความสามารถในการละลายน้ำต่ำโดยใช้ทรัพยากรหมุนเวียน” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชร สัตยวรรธน์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษา Imperial College London, สหราชอาณาจักร

o             รางวัลวิทยานิพนธ์ ระดับดี (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์) ผลงานเรื่อง “ภาวะการระบาดของข้อมูลในวิกฤตไวรัสโคโรนากับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย” โดย อาจารย์ ดร.อภิภู กิติกำธร สังกัดคณะการสื่อสารมวลชน สำเร็จการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รางวัลจากเวทีนี้เป็นรางวัลสำคัญที่มอบให้ผลงานซึ่งผ่านเกณฑ์คุณภาพทางวิชาการและนำไปใช้ได้จริง ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปีนี้ ตอกย้ำศักยภาพของสถาบันในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย ที่มุ่งสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ปัญหาจริง ส่งต่อองค์ความรู้จากห้องทดลองสู่ชุมชน และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

-(016)

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา – หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

‘หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา – หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ เป็นประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ศิลปินแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ปรากฏการณ์อาทิตย์ทรงกลดขณะทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี เพื่อนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ “สรพงศ์ ชาตรี” ภายในมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

มูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ร่วมกับประชาชนชาวสีคิ้ว ถือฤกษ์ดี วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของพระเอกผู้ล่วงลับ “เอก”สรพงศ์ ชาตรี (กรีพงศ์ เทียมเศวต) ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง ซึ่งออกแบบโดย นายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระประติมากรรมประทานพร(โรงหล่ออาจารย์สุรินทร์) โดยพิธีจัดขึ้น ณ บริเวณพลับพลาทิศเหนือของมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

ทั้งนี้ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี , นายพิศรุตม์ เทียมเศวต และนายพัทธกฤต เทียมเศวต ลูกชายของ สรพงศ์ ชาตรี โดยมีเพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงมาร่วมพิธี อาทิ นัยนา ชีวานันท์, ปิยะมาศ โมนยะกุล, ฤทธิ์ ลือชา, บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ฯลฯ

เมื่อได้เวลามหามงคลฤกษ์ ประธานพิธีได้ทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดวงวิญญาณของพระเอกตลอดกาล “เอก”สรพงศ์ ชาตรี จากนั้นได้ทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ซึ่งมีพระเถราจารย์ร่วมพิธี รวมทั้งแฟนคลับและประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมพิธี ด้วยความระลึกถึงพระเอกขวัญใจตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี”

ขณะทำพิธีเททองหล่อนั้นก็ได้เกิดปรากฏการณ์อาทิตย์ทรงกลดบนท้องฟ้า สร้างความฮือฮาให้กับผู้มาร่วมพิธี ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลให้กับพิธีเททองหล่อในครั้งนี้ ภายหลังเสร็จพิธีทุกคนก็ยังรอคอยที่จะชมรูปหล่อของพระเอกตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี” เมื่อเจ้าหน้าที่กระเทาะปูน ฉีดน้ำเผยให้เห็นรูปหล่อส่วนครึ่งตัวบน ทุกคนต่างชื่นชมในความผ่อง ความคล้าย ยิ่งทำให้ระลึกถึงพระเอกตลอดกาล “สรพงศ์ ชาตรี”  

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิฯ เผยว่า จากที่เตรียมการมานาน เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงถือฤกษ์ดีวันที่ 8 ธันวาคม วันคล้ายวันเกิดพี่เอก สรพงศ์ ประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือน เพื่อต่อยอดลมหายใจ ถือว่ารูปปั้นพี่เอก เป็นขวัญกำลังใจให้พวกเราได้สืบสานปณิธานคนบนฟ้าที่สร้างสรรค์ไว้”

“ขอกราบนมัสการ กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าทุกรูปที่เมตตามาร่วมเป็นเจ้าภาพ  ขอบพระคุณหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ที่เมตตามาเป็นประธานแทนองค์ท่านมุ้ย(หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ขอบคุณคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เป็นผู้เททองหล่อ , เอม พิศรุตม์ อั้ม พัทธกฤต เทียมเศวต ลูกชายพี่เอกที่เป็นพลังใจ และคณะส่วนราชการ อำเภอสีคิ้วทุกภาคส่วน ประชาชน กัลยาณมิตร แฟนหนังแฟนละครของพี่เอกทุกท่านที่มาร่วมเป็นพลังบุญพลังใจให้กับคนอยู่ ในนามภรรยาพี่เอก-สรพงศ์ ชาตรี ขอขอบคุณจากใจค่ะ”

ทางด้านลูกชาย พิศรุตม์ เทียมเศวต เผยถึงพิธีเททองหล่อรูปเหมือนคุณพ่อว่า “เรียกว่าอิ่มทั้งกายและจิต และก็บุญ ได้เห็นหลายคนยังคิดถึงคุณพ่อ ทั้งที่ท่านก็เสียไปนานแล้ว ขอขอบคุณหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา, พี่เดือน-ดวงเดือน จิไธสงค์ และทางมูลนิธิฯที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อระลึกคุณพ่อ รู้สึกดีที่ทุกคนยังนึกถึงคุณพ่ออยู่ และก็รู้สึกดีกับรูปคุณพ่อเวลาคนมาดูจะได้รู้สึกว่าคุณพ่อยังอยู่ที่นี่”

สำหรับการจัดสร้างรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” นั้น เริ่มดำริมาจากหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ผู้ซึ่ง “สรพงศ์ ชาตรี” รักและเคารพในฐานะผู้มีพระคุณและครูอาจารย์มาตลอด โดย ท่านมุ้ย อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอก “สรพงศ์ ชาตรี” เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมผลงานการแสดงภาพยนตร์และการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม จึงได้มีการสร้างรูปหล่อเหมือนของ “สรพงศ์ ชาตรี” เพื่อนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ “สรพงศ์ ชาตรี” ภายในมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภายในอาคารพิพิธภัณฑ์จะมีนิทรรศการบอกเล่าถึงชีวประวัติ ผลงานการแสดงภาพยนตร์และละคร ตลอดจนการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นการเชิดชูศิลปินแห่งชาติ

-(016)

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

ไทยประกันชีวิต ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าจากอุทกภัยภาคใต้ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้กับผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยของบริษัทฯ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยประกันชีวิตจึงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนในการช่วยหลือผู้เอาประกันภัยที่อยู่ในเขตพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล ยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส ประกอบด้วย

การขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับจากวันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีกำ หนดชำระเบี้ยฯ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับกรมธรรม์ประเภทสามัญ กรณีที่มีการนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยฯ โดยอัตโนมัติ ในระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 หากผู้เอาประกันภัยติดต่อชำระเบี้ยฯ ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยฯ บริษัทฯ ยกเว้นดอกเบี้ยเบี้ยประกันภัย

นอกจากนี้ ยังยกเว้นค่าธรรมเนียม สำหรับการออกกรมธรรม์ประกันชีวิต และบัตรประจำตัวผู้เอาประกันภัยที่ชำรุดหรือสูญหาย สำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดต่อบริษัทฯ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

ขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยสามารถทำธุรกรรมในการเรียกร้องสินไหมทดแทนได้ ผ่านช่องทาง TLI แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการแฟกซ์เคลมผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญาได้ ในส่วนสินไหมมรณกรรมสามารถยื่นเคลมผ่านแอปพลิเคชันของฝ่ายขาย TL After Plus ได้ โดยบริษัทฯ จัดเตรียมช่องทางการสอบถามข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อให้บริการผู้เอาประกันภัย ดังนี้

  • กรณีสอบถามข้อมูลกรมธรรม์ โทร. 1124
  • กรณีสอบถามการต่ออายุสัญญากรมธรรม์และการออกกรมธรรม์สูญหาย โทร. 02247 0247 ต่อ 00160
  • กรณีสอบถามการเคลมสินไหม โทร. 02 246 5991

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างเร่งด่วน บริษัทฯ ได้มอบผ้าห่มจำนวน 300 ผืน พร้อมเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ผ่านกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ โดยมี พลเรือตรี ปณิธาน สิทธิโยธาคาร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นผู้รับมอบ

ไทยประกันชีวิต พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจทุกหน่วยงาน ตามเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการเคียงข้างทุกวิกฤตเพื่อดูแลคนไทยทุกคน

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

ไทยเบฟ ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Outstanding Contributor in Sustainability องค์กรที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างรับผิดชอบต่อการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าให้กับสังคม จากงาน SPOTLIGHT DAY 2025 จัดโดย Amarin TV เพื่อมอบรางวัล Outstanding Contributor ยกย่ององค์กรที่มีผลงานเป็นประจักษ์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในสาขาต่างๆ โดยมี ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

“เอ้ก ดิจิทัล” กวาด 4 รางวัล MAAT Media Awards 2025

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ตอกย้ำศักยภาพในฐานะผู้ให้บริการสื่อโฆษณาครบวงจรแห่งยุคดิจิทัล คว้า 4 รางวัลจากเวทีสื่อโฆษณาระดับประเทศ “MAAT Media Awards 2025” ได้แก่ รางวัลระดับ Silver 2 รางวัล และ Bronze 2 รางวัล จากแคมเปญ MAMA OK และ Garnier (การ์นิเย่) โชว์ความสามารถในการวางกลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาที่ทรงพลัง ผ่านการผสาน “ดาต้า 720 องศา – AI – ครีเอทีฟ – รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก” ในรูปแบบ Omnichannel เชื่อมโยงสื่อทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ สร้างการสื่อสารที่แม่นยำ เข้าถึงผู้บริโภคในทุกทัชพอยท์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ให้กับแบรนด์

ชัชพล องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Media Convergence บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโฆษณาในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ ‘สื่อ’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้สร้างการรับรู้อีกต่อไป แต่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างคุณค่า โอกาส และผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับแบรนด์อย่างเป็นรูปธรรม เอ้ก ดิจิทัล จึงมุ่งใช้ข้อมูลเชิงลึกและพลังของ AI มายกระดับการวางกลยุทธ์การตลาดและโฆษณาให้แม่นยำและตอบโจทย์เส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ แนวทางนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที MAAT Media Awards 2025 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Branded Media: Powering Brands through Media Excellence เพื่อผลักดันให้สื่อกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีความหมายต่อผู้บริโภค สิ่งนี้สะท้อนมาตรฐานใหม่ของการใช้สื่อในยุคดิจิทัล”

เอ้ก ดิจิทัล คว้า 4 รางวัลใน 4 สาขาจากเวที MAAT Media Awards 2025 ได้แก่

รางวัลระดับ Silver สาขา Best Media Strategy จากแคมเปญ MAMA OK x EGG Digital: the Interactive Squid Game experience (โดยรางวัล Silver ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Silver สาขา Effectiveness Award จากแคมเปญ Garnier x EGG Digital: personalized facial care, proven performance (โดยรางวัล Silver ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Bronze สาขา Best Use of Media for Market Disruption – Local จากแคมเปญ Brand MAMA OK x EGG Digital: the Interactive Squid Game experience (โดยรางวัล Bronze ถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่คณะกรรมการมอบให้แก่สาขานี้)
รางวัลระดับ Bronze สาขา Best Media Strategy จากแคมเปญ Garnier x EGG Digital: personalized facial care, proven performance

3 ปัจจัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจ Media Convergence ภายใต้เอ้ก ดิจิทัลคว้ารางวัลมาครอง

การใช้ AI และดาต้าเชิงลึก: ใช้ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 720 องศาจากหลายแหล่ง มาวิเคราะห์และจัดกลุ่มผู้บริโภคอย่างแม่นยำ เพื่อเข้าใจบริบทลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สร้างสรรค์คอนเทนต์และประสบการณ์แบบ Hyper-Personalized โดยแคมเปญ MAMA OK สามารถวิเคราะห์และจัดกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นกลุ่ม Gen Z และ              มิลเลนเนียล กลุ่มผู้บริโภคพรีเมียมเซกเมนต์ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และกลุ่มแฟนด้อมวัฒนธรรมเกาหลี ในขณะที่แคมเปญสำหรับ Garnier แบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าเดิม ลูกค้าใหม่ และลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่ง

การใช้รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์กร่วมกับสื่อแบบ Omnichannel: เชื่อมต่อแบรนด์และผู้บริโภคในทุกทัชพอยท์อย่าง       ไร้รอยต่อ ด้วยสื่อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยใช้รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก สื่อที่เข้าถึงและสร้างการมองเห็นให้ผู้บริโภคในวงกว้าง, สื่อโซเชียลมีเดียแบบเฉพาะบุคคลที่ปรับการทำงานระหว่างทางได้ตลอด, สื่อ KOLs ที่สร้าง     คอนเทนต์ได้ตรงใจจากข้อมูลเชิงลึก, สื่อป้ายดิจิทัลนอกบ้านอัจฉริยะที่ปรับโฆษณาได้ตามสถานการณ์ของแบรนด์ และสื่อ On-Ground Activation เพื่อสร้างความสนใจอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การมีส่วนร่วม และการตัดสินใจซื้อ เช่น  แคมเปญ MAMA OK ใช้ AR Experience ปรับจุดขายเป็นประสบการณ์ที่สนุก เพิ่มการจดจำแบรนด์
การสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้: วางกลยุทธ์การสื่อสารและการใช้สื่อแบบ Full-Funnel Marketing ด้วย MediaFusion แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้แคมเปญ โดยแคมเปญ MAMA OK สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ 64% และเพิ่มยอดขาย 16.4% ขณะที่แคมเปญ Garnier ขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ถึง 65% กระตุ้นผู้ซื้อได้กว่า 100,000 คนภายใน 7 วัน และทำให้ Garnier ขึ้นเป็นผู้นำในหมวด Facial Cleanser สำหรับแบรนด์ที่จำหน่ายใน Lotus’s

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การผสานดาต้าเชิงลึก, AI, ครีเอทีฟ, รีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก และสื่อครบวงจร ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างการรับรู้ แต่ยังเปลี่ยนสื่อให้กลายเป็น ‘Everyday Touchpoint’ ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคกับแบรนด์ได้ทุกช่วงเวลา สามารถเปลี่ยนการมองเห็นเป็น ‘การลงมือทำ หรือ Attention’ ที่สามารถวัดผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็น การร่วมสนุกกับแคมเปญ การคลิก การซื้อสินค้า รวมไปถึงการแชร์ประสบการณ์ต่อให้ผู้อื่น ซึ่งเราเชื่อว่าแนวทางนี้สามารถสร้างอิมแพครอบด้านให้กับแบรนด์ในยุคดิจิทัลนี้พร้อมใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิผล และเราพร้อมนำศักยภาพนี้ไปสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าให้กับทุกแบรนด์ในอนาคต” ชัชพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจบริการของ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eggdigital.com/ หรือ โทร. 02-020-2364

สกสว.ผนึก สอวช. – ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. ‘Thailand SRI Index 2025’

สกสว.ผนึก สอวช. - ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. 'Thailand SRI Index 2025'

สกสว.ผนึก สอวช. – ธนาคารโลก ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ดัชนีระบบ ววน. ‘Thailand SRI Index 2025’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และธนาคารโลก (World Bank) คิกออฟความร่วมมือครั้งสำคัญในงาน ‘ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569 : Thailand SRI Index 2025’ มุ่งพัฒนา ‘ดัชนีระบบ ววน.ของไทย’ ให้เป็นเข็มทิศนำทางเศรษฐกิจเล่มใหม่ของประเทศ ที่ไม่เพียงกำหนดเป้าหมายการลงทุนด้านนวัตกรรมได้อย่างแม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาคมวิจัย ให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารโลกและพันธมิตรนานาชาติ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและขีดความสามารถของไทยในเวทีโลก พร้อมกันนี้ ประธาน กสว. เปิดผล ‘Thailand SRI Index 2025’ ต่อเนื่องปีที่ 2 เผยดัชนีแกร่ง 7.77 พร้อมเปิดแผนปี 69 เร่งปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่-ดึงทุนระดับโลกขับเคลื่อน ววน.ของประเทศ

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand SRI Index 2025: From Now to Next – Growth of Thailand” โดย ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ที่ได้ฉายภาพบทบาทของดัชนี Thailand SRI Index ในฐานะ “กระจกสะท้อนศักยภาพประเทศ” ผ่านมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (Science – Research – Innovation) ซึ่งเป็นกลไกหัวใจในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ประธาน กสว. ระบุว่า การจัดทำ SRI Index 2025 หรือ ดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย 2568 ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกสว. สอวช. และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการ วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และติดตามความก้าวหน้าจากปีที่ผ่านมา ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ผลกระทบจากนวัตกรรม 2.ความร่วมมือและการเชื่อมโยง 3.การใช้ประโยชน์จากผลงาน 4.ผลผลิตทางปัญญา และ 5.การลงทุนด้าน ววน. โดยภาพรวมคะแนนสุขภาพระบบ ววน. ของไทยปีนี้ อยู่ที่ 7.77 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 0.04 จากปัจจัยภายนอก ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลักดันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับก้าวต่อไปในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปี 2569 ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ เน้นย้ำถึงการบูรณาการปัจจัยขับเคลื่อนหลัก คือ เงินทุน-งานวิจัย-กำลังคน-ผลลัพธ์ ให้สอดประสานกัน โดยมีวาระเร่งด่วน คือ การส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วยการเปิดกว้างโอกาสและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในมิติของกองทุนและทุนวิจัยร่วม ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

“ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือทรัพยากรล้ำค่าที่ประเทศไทยมีอยู่ หากเราสามารถดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายแซงบู คิม รองประธานฝ่ายดิจิทัลและ AI ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลว่า ปัจจุบันธนาคารโลกมีสมาชิก 170 ประเทศ และมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนากว่า 100 ประเทศ เพื่อขจัดความยากจนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่กว่า 400 ล้านตำแหน่ง ระบุว่าหัวใจสำคัญ คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลผ่าน 3 เสาหลัก คือ ภาครัฐ ปัจเจกบุคคล และภาคเอกชน โดยเน้นย้ำว่า ภาครัฐต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น “ผู้สร้างตลาด” (Market Shaper) ไม่ใช่เพียงแค่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องใช้นโยบายและการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างดีมานด์นำ เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่และสตาร์ทอัพได้ขยายผลจริง เพื่อเปลี่ยนผู้คนให้เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ภายใต้การกำกับดูแล AI และความปลอดภัยไซเบอร์ที่รัดกุม

พร้อมกันนี้ ได้ฝากโจทย์สำคัญถึง ประเทศไทย ว่า แม้จะมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงและมีบริการภาครัฐที่โดดเด่น เช่น Thai ID และพร้อมเพย์ แต่โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ “ยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุค AI” เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างดุเดือด หากไทยไม่เร่งปรับตัวและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงเพิ่มเติม จะเป็นเรื่องยากที่จะไล่กวดให้ทันการแข่งขันในเวทีโลก

รองประธานฝ่ายดิจิทัล และ AI ธนาคารโลก กล่าวต่อว่า ข้อได้เปรียบสำคัญของไทย คือ การมีอำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูล (Data Ownership) แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงานที่มีความยากลำบาก และต้องแข่งขันกับบัณฑิตที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ

ในบริบทของประเทศไทย นายแซงบู คิม ระบุว่า “การที่ภาครัฐมีหน่วยงานอย่าง สกสว. ถือเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะ สกสว. มีบทบาทในการเชื่อมโยงระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจจริง ผ่านการกำหนดทิศทางการลงทุนวิจัย การออกแบบทุนที่เน้นการใช้ประโยชน์ และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลตลาดต่าง ๆ บทบาทเช่นนี้ช่วยให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัลไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มใหม่ที่สร้างตลาดและโอกาสการจ้างงานในเศรษฐกิจดิจิทัล”

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้สานต่อความร่วมมือกับ สกสว.เพื่อสนับสนุนการสร้างงานใหม่ในตลาด โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพของไทย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI บริการด้านสุขภาพ ธุรกิจเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

ด้าน ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. แถลงความสำเร็จโดยมองย้อนเพื่อมองไปข้างหน้า ระลึกถึงสิ่งที่ทำได้ และมองเห็นหนทางที่ยังต้องไปต่อในหัวข้อ From the Past to the Future – SRI Annual Report 2025 ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ได้ทำหน้าที่เป็น “กองทุนกลางของประเทศ” ที่ขับเคลื่อนพลังการวิจัยในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และพื้นที่ มีภารกิจชัดเจน คือ “เปลี่ยนงบประมาณให้กลายเป็นคุณค่า” และ “เปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นพลัง”

ในปีงบประมาณ 2568 กองทุน ววน.ขับเคลื่อนงานวิจัยผ่านหน่วยรับงบประมาณ และผ่าน 9 หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) โดยเน้นหลักการ Outcome-Based Funding ที่วัดความสำเร็จจาก “ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ” ไม่ใช่แค่จำนวนโครงการ ตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม อาทิ

• ด้านสุขภาพ: แก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ลดภาระงบประมาณได้กว่า 13,500 ล้านบาท การพัฒนาวัคซีนโควิดและวัคซีน HPV ฝีมือคนไทย

• ด้านนวัตกรรมแพทย์: ความสำเร็จของ “Colosme” ทวารเทียมจากยางพาราไทย และ AI วินิจฉัยโรค (Inspectra)

• ด้านเศรษฐกิจและสังคม: แก้จนแม่นยำเพิ่มรายได้ครัวเรือนเป้าหมาย การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (ปูม้า อาหารเป็นยา) และระบบเตือนภัยฝุ่น PM2.5 (DustBoy)

ผอ.สกสว. ย้ำว่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบ ววน. สู่พลังหลักของประเทศ ในปี 2569 จะมีการจัดตั้งและปรับปรุงโครงสร้างสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ยกระดับ TCELS (กฎหมายใหม่) เปลี่ยนจากศูนย์วิจัยเป็น “องค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพแห่งชาติ” มีอำนาจร่วมลงทุน เชื่อมต่อห้องแล็บสู่ตลาดโลก ปั้นไทยเป็น Bio-Health Valley ของเอเชีย 2)จัดตั้ง “รวพ.” (สำนักงานเร่งรัดการวิจัยฯ): กลไกใหม่ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” เชื่อมทุนและข้อมูลลงสู่พื้นที่ (Regional Connector) เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างตรงจุด และ 3) ตั้ง “PMU ด้านกลาโหม”: เปิดประตูสู่อุตสาหกรรมความมั่นคง เน้นวิจัยเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use) เช่น โดรนไร้คนขับ (UAV), AI ทางทหาร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อลดการนำเข้าและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ทั้งนี้ ระบบ ววน. ไทย วันนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางนโยบาย แต่ คือรากฐานความมั่นคงที่เปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “คุณค่า” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

จะเห็นได้ชัดเจนว่า ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ ของโลก การวิจัยและนวัตกรรม คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สกสว. สอวช. ธนาคารโลก รวมถึงพลังของ 9 PMU จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมเวทีโลก ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงาน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวางรากฐานสำหรับอนาคตของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

-(016)

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

โฮมโปร-เมกาโฮม รวมพลังพันธมิตร ส่งต่อพลังน้ำใจไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

โฮมโปร และเมกาโฮม (บริษัทภายใต้การดูแลของโฮมโปร) เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “โฮมโปร เมกาโฮม ห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูบ้าน” หลังสถานการณ์น้ำลดในหลายพื้นที่ ซึ่งยังคงเผชิญกับความเสียหายทั้งภายในและภายนอกที่อยู่อาศัย โดยโฮมโปร และเมกาโฮม ได้มอบสินค้าฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำลด อาทิ อุปกรณ์ทำความสะอาด ชุดฟื้นฟูบ้านเรือน วัสดุเบื้องต้นสำหรับซ่อมแซม และของใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ พร้อมช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ท้าทายหลังภัยพิบัติ

พร้อมกันนี้ โฮมโปร และเมกาโฮม ยังได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ 6ty Degrees, PHILIPS, HITACHI, SAMSUNG, MEX / SMEG, Electrolux, Bwell, ASTINA, STIEBEL ELTRON, TOSHIBA, Acerpure, TEFAL, Xiaomi, GAZU, LUCKY FLAME, STARMARK, 3MITI, TECNOGAS, TECNOPLUS และ TECNOSTAR ร่วมมอบ น้ำแร่ซิกตี้ ดีกรี (6ty Degrees), ผ้าห่ม และเตาแก๊สปิคนิค เพื่อกระจายไปยังชุมชนและศูนย์อพยพในหลายพื้นที่ของภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และน้ำดื่มสะอาดอย่างเร่งด่วน การมอบน้ำดื่มในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างโฮมโปร เมกาโฮม และพันธมิตรทางธุรกิจ ที่พร้อมสนับสนุนและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต โดยมี นายวรพจน์ เตชะธาดากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Kitchen & Home Living บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เป็นผู้แทนส่งต่อความช่วยเหลือทั้งหมด เพื่อให้การสนับสนุนต่างๆ เข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันท่วงที ทั้งนี้ เรายังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงาน ความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเตรียมส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งในด้านน้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงการส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นในการยืนเคียงข้างชุมชนภาคใต้อย่างแท้จริง ไม่เพียงมุ่งเน้นการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูบ้านเรือนและความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมามี “บ้านที่ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้ง”

โฮมโปร และเมกาโฮม ยังคงย้ำจุดยืนในการอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ และพร้อมเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

รพ.พระรามเก้า ต้อนรับคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยด้านสุขภาพสิงคโปร์ เสริมความร่วมมือ Medical Tourism ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก College of Public Health & Occupational Physicians ประเทศสิงคโปร์ ที่เดินทางมาศึกษาดูงานด้านการให้บริการทางการแพทย์และระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลของไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย

โดยโรงพยาบาลพระรามเก้ามีความโดดเด่นด้านคุณภาพการรักษา เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานการบริหารจัดการระดับสากล การหารือร่วมกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยต่างชาติและสนับสนุนศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) ในภูมิภาคเอเชีย

ในการศึกษาดูงานโรงพยาบาลพระรามเก้าได้นำเสนอข้อมูลบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีเครื่องมือรักษามาตรฐานสากล ศูนย์ความเชี่ยวชาญต่าง ๆ รวมถึงระบบการดูแลผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการบริการที่อบอุ่น พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมแผนกสำคัญของโรงพยาบาล

โรงพยาบาลพระรามเก้ายังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยต่างชาติ เสริมสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และสะท้อนภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลชั้นนำของไทยที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีทันสมัย และการใส่ใจดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่ ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่  ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

Aura Wellness เคียงข้างชาวหาดใหญ่ ช่วยเหลือครอบครัวพนักงาน พร้อมสนับสนุนนิสิตจุฬาฯ ผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด”

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การทำงานของภาครัฐและอาสาสมัคร คือบทบาทของภาคเอกชนที่เข้ามาหนุนเสริม “ช่องโหว่” ของระบบช่วยเหลือสาธารณะในเวลาจำกัด และหนึ่งในองค์กรนั้นคือ Aura Wellness ที่เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยหาดใหญ่ในทุกมิติ

เริ่มจากครอบครัวพนักงานในองค์กรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รวมถึงครอบครัวของพนักงาน Aura Wellness หลายคน องค์กรจึงมอบเงินสนับสนุน 20,000 บาทต่อครอบครัว เพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนและบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ช่วยให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ความช่วยเหลือถูกขยายสู่ชุมชน โดยองค์กรได้จัดส่งสิ่งของจำเป็นมูลค่า 100,000 บาท ลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ องค์กรได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็นมูลค่า 100,000 บาท ลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

เชิดชูเยาวชนไทย มอบทุนรวม 100,000 บาท แก่นิสิตจุฬาผู้พัฒนาแอป “หาดใหญ่ต้องรอด” พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ในขณะเดียวกัน Aura Wellness ยังได้ร่วมสนับสนุน นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่ต้องรอด” ซึ่งเป็นระบบแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์จากประชาชนในพื้นที่ แพลตฟอร์มนี้เป็นผลงานของเยาวชนที่ต้องการช่วยเหลือสังคมในช่วงวิกฤต และองค์กรมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยได้มอบทุนการศึกษารวม 100,000 บาท ให้แก่นายพัชรศิริ สีชาติ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “หาดใหญ่ต้องรอด” ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง แต่กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ช่วยให้การช่วยเหลือคนในพื้นที่ทำได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เฟม – เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ CEO ของ Aura Wellness ได้ร่วมบริจาคเงินเพิ่มเติมอีก 100,000 บาท เพื่อจัดซื้อชุดยังชีพและเวชภัณฑ์เร่งด่วน ส่งตรงถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมเกิดจากการลงมือทำอย่างจริงใจและต่อเนื่อง ซึ่ง Aura Wellness แสดงให้เห็นผ่านการดูแลพนักงานของตนเอง การยื่นมือช่วยเหลือชุมชน และการลงทุนในพลังของเยาวชนผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม การสนับสนุนรวมกว่า 400,000 บาท ไม่เพียงบรรเทาความเดือดร้อนในวันนี้ แต่ยังช่วยวางรากฐานให้พื้นที่และประเทศมีระบบรับมือภัยพิบัติที่ดีขึ้นในอนาคต

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช-กรุงเทพประกันภัย จับมือ คปภ. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

มูลนิธิชัย-นุชนารถ โสภณพนิช ร่วมกับ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ มอบเครื่องอุปโภคบริโภคมูลค่ารวม 500,000 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารกึ่งสำเร็จรูป นมกล่อง ยาสามัญประจำบ้าน เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในชีวิตประ จำวัน โดยมี ชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์อำนวยการช่วยเหลือเครือข่ายวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ณ ชั้น 1 อาคารสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก 

การส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้ของกรุงเทพประกันภัยเพื่อร่วมส่งกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวและฟื้นฟูจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ลูกค้าที่ประสบภัยสามารถติดต่อแจ้งเคลมสินไหมทดแทน รวมถึงการให้บริการรถยกได้ที่ช่องทางดังนี้ LINE @bangkokinsurance ,โทร.1620 ตลอด 24 ชั่วโมง และ สาขาหาดใหญ่ โทร. 0 7422 0961

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)