รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ยาดมสมุนไพรเป็นของคู่ใจคนไทยมาช้านาน ช่วยให้รู้สึกสดชื่น คลายวิงเวียน และผ่อนคลายได้ บางคนใช้แก้ง่วงแก้เครียดซะด้วยซ้ำ แต่เบื้องหลังความหอมเหล่านั้นคือคำถามสำคัญที่เรามักมองข้ามว่า “ปลอดภัยจริงหรือไม่” เพราะแม้ยาดมสมุนไพรจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่หากกระบวนการผลิตไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน ยาดมที่ดูเหมือนธรรมดาอาจกลายเป็นแหล่งนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานมานี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ในยาดมสมุนไพรบางผลิตภัณฑ์ ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มักมีที่มาจากดินหรือสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่มีกระบวนการทำความสะอาด กำจัดหรือลดเชื้อ และกระบวนการผลิตที่ดี ก็จะทำให้มีโอกาสที่มีการปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการสูดดม ยาสมุนไพรชนิดรับประทานหากไม่มีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่ดี ก็สามารถพบเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานได้เช่นกัน พอเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราสูดดม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นต่อระบบทางเดินหายใจและปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ หากเป็นยาสมุนไพรชนิดรับประทาน เชื้อเหล่านี้ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย อาการแพ้ และอักเสบได้
ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย รา และเชื้อบางสายพันธุ์ที่จำเพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
อย่างที่เรียนให้ทราบ สมุนไพรมาจากธรรมชาติ การพบเชื้อจุลินทรีย์ในวัตถุดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่สำคัญคือการลดปริมาณเชื้อให้เหลือน้อยที่สุดก่อนนำมาใช้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขั้นตอนเริ่มต้นคือการล้าง ตากแห้ง และควบคุมความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราขยายตัว ในขั้นตอนการผลิต โรงงานต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดีตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ และให้ความสำคัญกับความสะอาดของอุปกรณ์ วัตถุดิบ และบุคลากร บางกรณีต้องใช้การฉายรังสีแกมมา หรืออีบีม หรือเอ็กซเรย์เพื่อฆ่าเชื้อหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ทำลายสารสำคัญของสมุนไพร กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีต้นทุนมาก และมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่ให้บริการ จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของผู้ผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความตั้งใจดีแต่ขาดทรัพยากร

ผู้เขียนคลุกคลีอยู่กับเรื่องของคุณภาพสมุนไพรมาเป็นสิบปี พอจะเห็นภาพรวมของความท้าทายทั้งในมุมของผู้ประกอบการและเชิงกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค และระบบการตรวจสอบคุณภาพ สมุนไพรจำนวนมากใน
2 / 2

ประเทศไทยเป็นพืชพันธุ์ที่ทรงคุณค่าทั้งทางยาและวัฒนธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็น “ความท้าทาย” ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้ก้าวไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง

ในวงการสมุนไพรไทย เรามีผู้ประกอบการอยู่หลากหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความพร้อม มีความรู้ และตั้งใจผลิตอย่างมีมาตรฐาน กลุ่มที่สองคือผู้ที่อยากทำดีแต่ยังไม่พร้อม อาจขาดองค์ความรู้หรือทรัพยากร ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่มุ่งขายอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย เน้นกำไร และไม่ใส่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างภาพลบต่อวงการสมุนไพรโดยรวม ในความเป็นจริงแล้ว สมุนไพรไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง การเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

ในประเด็นของการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร จริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อีกหลายภาคส่วนของรัฐมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการอย่างเพียงพอ และยังต้องหานโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการฉายรังสีในต้นทุนที่ทำให้ธุรกิจสมุนไพรอยู่ได้ สิบปีผ่านไป ปีนี้อาจจะเป็นปีหนึ่งที่รัฐมองเห็นประเด็นสำคัญของปัญหาในธุรกิจสมุนไพรไทย และถึงเวลาลงมือแก้ไขอย่างแท้จริง 

สมุนไพรไทยไม่ใช่เป็นเพียงมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ปัญหาคุณภาพเป็นเรื่องใหญ่ถ้าอยากให้สมุนไพรไทยก้าวสู่ตลาดสากล หากเราร่วมกันดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สมุนไพรไทยจะไม่เพียง “หอมชื่นใจ” แต่ยัง “ปลอดภัย เชื่อถือได้ และทรงคุณค่า” สมดังความตั้งใจของผู้ประกอบการและคนไทยที่อยากเห็นสมุนไพรไทยก้าวไกลไปทั่วโลก

 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

'China’s Dinosaurs Symposium' เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ - สังคม

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“สุวรงค์” ชู NSM เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมผ่านนิทรรศการที่ผสานงานวิจัย กับการเล่าเรื่องบนเวทีเสวนานานาชาติ “China’s Dinosaurs Symposium” ณ นครเซี่ยงไฮ้ ลั่นพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของจีน สหรัฐ เยอรมัน อังกฤษพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่

10 พฤศจิการยน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.ภานุมาศ จันทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการกองวิชาการพฤกษศาสตร์ เข้าร่วมงาน “China’s Dinosaurs Symposium: From Research to Science Education” งานเสวนาระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา การจัดการพิพิธภัณฑ์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล จัดโดยความร่วมมือของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Naturul History Museum) และ Institute of Vertebrate Paleontology and Paleoanthropology ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ในงานนี้ NSM ได้ชูหนึ่งในภารกิจหลักคือการสำรวจเก็บ Spaciment หรือวัสดุตัวอย่าง ที่ได้ผ่านการพิสูจน์และทำวิจัยมาแล้วเพื่อจัดทำนิทรรศการสื่อสารสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะธรรมชาติวิทยา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราว “The Dinosaur Story: Creating Engaging Traveling Exhibitions” ที่บอกเล่าเรื่องราวการนำผลงานวิจัยภาคสนามมาแปลงโฉมเป็นนิทรรศการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และโปรแกรมการศึกษาที่น่าสนใจ ด้วยการผสานงานวิจัยที่แท้จริงเข้ากับการเล่าเรื่องแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในด้านวิชาการ และสนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้ โดยรูปแบบนิทรรศการที่จัดแสดงจะเน้นการเข้าถึงและความตื่นเต้น เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นอกเหนือจากตำราเรียน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ NSM ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดนิทรรศการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเสริมสร้างมุมมองที่หลากหลาย และเรายังพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของประเทศจีน สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และอังกฤษในการพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่ในอนาคตอีกด้วย

 “NSM ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งจัดแสดงฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมอีกด้วย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ขณะเดียวกันก็จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการในหมู่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย พร้อมยังแสดงให้เห็นว่าการวิจัย การศึกษา และความร่วมมือสามารถผสานรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมาย ซึ่งเดินทางไกลเกินกว่ากำแพงของพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA นำโดย จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย ละออ ตั้งคารวคุณ รองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และ ณัฏฐวุฒิ  ตั้งคารวคุณ กรรมการบริษัทฯ ตลอดจนคณะผู้บริหารและตัวแทนพนักงาน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โอกาสนี้คณะผู้บริหารได้เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวงเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สม เด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง  

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตปวงชนชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านโครงการศิลปาชีพและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย ซึ่งเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และจะขอร่วมสืบสานพระราชปณิธานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ ให้คงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนตราบนานเท่านานสืบไป

สำหรับประชาชน สำนักพระราชวังได้ประกาศให้สามารถเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. โดยเปิดให้เข้าได้ใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 (08.00 – 10.45 น.) ช่วงที่ 2 (12.00 – 16.45 น.) ช่วงที่ 3 (17.45 – 18.30 น.) และช่วงที่ 4 (19.45 – 21.00 น.) โดยต้องผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลานเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด และโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  กระทรวงวัฒนธรรม และบริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ (มหาชน) จัดทำโครงการ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เชิญชวนผู้จงรักภักดีร่วมกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่:

  1. ประดิษฐ์ดอกไม้ “ควีนสิริกิติ์”จำลองจากดอกไม้ในพระนามหลายชนิด เช่น กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์, กุหลาบควีนสิริกิติ์, ดอนญ่า ควีนสิริกิติ์, มหาพรหมราชินี  ใช้วัสดุหลากหลาย อาทิ เปลือกข้าวโพด, ไม้จันทน์หอม,ใบเตย, กระดาษสา, ผ้าไหม, ทองแดง และทองคำ
  2. บำเพ็ญความดีนอกเหนือหน้าที่ เช่น บริจาคอวัยวะ (หัวใจ, ไต, ดวงตา), ปลูกต้นไม้แห่งความดี, สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพ, ให้บริการประชาชน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  3. จัดการอบรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ “ควีนสิริกิติ์”ที่ห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีสวนหลวง ร.9) ระหว่างวันที่ 15–23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00–16.00 น.

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เดินทางมาถึงบทสรุปแห่งการสร้างสรรค์ สำหรับเวทีการประกวดแฟชั่นแห่งปี ‘Young Designer 2025’ การประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ ในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อสืบสานแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะกรรมการการตัดสินการประกวดฯ ระดับประเทศ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของเวทีในวันนี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนจากพระวิสัยทัศน์และพระปณิธานในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเทเพื่อยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก และได้ทรงมอบความหมายใหม่ให้กับคำว่า ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ว่าไม่ใช่เพียงชุดพิธีการ แต่คือการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าผ้าไทยนั้นงดงามและไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้สู่ชุมชน และทำให้ผ้าไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน”

ไฮไลท์กิจกรรมภายในงานรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ (รอบ Final) คือแฟชั่นโชว์การแสดงแบบ “ชุดผ้าไทยใส่ให้สนุก” สุดยิ่งใหญ่ จากผลงานการออกแบบของ 40 ด์ไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เข้าประกวดผ่านการสวมใส่ โดยนายแบบ นางแบบมืออาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 40 คน นับบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าผ้าไทยสามารถเป็นได้ทั้ง “Fashion” และ “Wearable” แต่ละชุดสะท้อนตัวตนของผู้ออกแบบที่ตอบโจทย์คำว่า “สนุก” ได้อย่างน่าทึ่ง มีการนำเสนอผ้าไทยในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่สตรีทแวร์ไปจนถึงชุดราตรีหรูหรา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการยกระดับผ้าทอพื้นถิ่นสู่สากล

สำหรับการประกวดนักออกแบบผ้าไทย Young Designer 2025 ผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นายภาวิต ประวัติ (ทีม Hearth ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ผู้คว้าแชมป์รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี   นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival ที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2568 นี้ โดยชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไทย โดยเน้นการนำผ้าไทย “ลายทาง” มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ มีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำลวดลายบาติกมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลายทาง การนำผ้าลายทางมาวางขัดกัน การใช้ลายทางเป็นต้นแบบในการออกแบบลายปัก ตลอดจนการตัดต่อผ้าลายทางเพื่อสร้างมิติใหม่ ๆ โดยทั้งหมดนี้นำมาออกแบบเป็นชุดว่ายน้ำ (Swimwear) เพื่อสร้างความหลากหลายในการสวมใส่ นอกจากนี้ ทุกชิ้นยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ และมีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ เพื่อให้ผ้าไทยดูร่วมสมัยและไม่จืดชืด

ขณะที่ นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ ทีม Hearth (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และ นายมูฮามะฮามีน สาแม (ทีม AMEEN STUDIO ภาคใต้ จังหวัดปัตตานี) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 75,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท ได้แก่ นายชนาธิป แสนพิมพ์พา (ทีม ฟาแลบูม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น) นายไอยรินทร์ รุ่นหนุ่ม (ทีม IYARINE_OFFICIAL ภาคเหนือ จังหวัดลำพูน) นายชิราวุทธิ์ ยุเหล็ก (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นายจิรวัฒน์ ธำรงกิตติกุล (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) และ นายธนาคม สิทธิอัฐกร (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) รวมถึงรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวเยาวลักษณ์ พรมแดง (ทีม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ภาคใต้ จังหวัดสงขลา) และ นายรุจ กล้ำศรี (ทีม LALARUT AGAIN ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นอกจากนั้น ผู้ที่เข้ารอบการประกวดในระดับประเทศ จำนวน 40 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการทุกราย แต่สิ่งที่นอกเหนือจากเงินรางวัลและเกียรติบัตร

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามอัพเดทข่าวสารการประกวด Young Designer 2025 ได้ที่ www.cdd.go.th และ Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก 

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์และสายเลือดมากว่า 700 ปี ตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงสมัยปัจจุบัน จากยุคเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล จนมาถึงยุคหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) คนจีนจากหลายมณฑลจำนวนหลายล้านคน ได้อพยพหนีภัยสงครามและความอดอยากแร้นแค้น แบบมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ มาพักอาศัยและค้าขายในกรุงสยาม ประเทศไทย จนมีฐานะดีขั้นมหาเศรษฐี คนไทยเชื้อสายจีนหลายคนได้ดำรงตำแหน่งสูงถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในสมัยปัจจุบันมีนักศึกษาจีนมาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยปีละหลายหมื่นคน และมีนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่มาทำธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความรู้ภาษาจีนอย่างดี เคยเสด็จฯไปเยือนจีนทุกมณฑล รวมกว่า 40 ครั้ง มีการส่งสินค้าไทยไปขายจีนปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท และมีสินค้าจีนมาขายไทยปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ราว พ.ศ.500 ถึง 800) ระบุว่ามีการเดินเรือทะเลระหว่างจีนกับอินเดีย

ราว พ.ศ.1865 – 1870 กว่า 700 ปีมาแล้ว สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีการติดต่อทางการทูตระหว่างสุโขทัยกับราชวงศ์หยวนของจีนสมัยจักรพรรดิกุบไลข่าน ถึง 14 ครั้ง สินค้าไทยที่ส่งไปจีน ได้แก่ ช้าง งาช้าง เครื่องเทศ ไม้หอม ขณะที่จีนส่งสินค้ามาคือ ผ้าไหม เครื่องถ้วยชาม เครื่องทอง เครื่องเงิน มีการสร้างเตาทุเรียงผลิตเครื่องเคลือบดินเผาสีเขียวสังคโลก หรือ ศิลาดล โดยใช้เทคโนโลยีจีน จนสามารถส่งเครื่องถ้ายของสุโขทัยไปขายถึงต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย

สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกับสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงของจีน มีการติดต่อค้าขายด้วยเรือสำเภา โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 – 2031) และสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199 – 2231) มีชุมชนชาวจีนใหญ่ตั้งร้านขายสินค้า บริเวณ คลองนายก่าย และประตูจีน ใกล้วัดสุวรรณดารามและป้อมเพชร ตรงข้ามวัดพนัญเชิง มีข้าราชการตำแหน่งโกษาธิบดีจีนคอยดูแลคนและการค้ากับจีนโดยเฉพาะ มีการส่งข้าวสารไทยจำนวนมากไปขายที่เมืองจีน

สมัยกรุงธนบุรี มีการติดต่อกับจีนมากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ทหารไทยจีนได้มีบทบาทสำคัญในการกู้เอกราชของชาติไทยจากพม่า พ.ศ.2314 มีการส่งทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ชิง

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการค้าขายกับจีนมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงแต่งสำเภาขนสินค้าสยามไปขายที่เมืองจีน จนมีเงินผลกำไรเก็บใส่ถุงแดงไว้ใช้เสียค่าปรับให้แก่ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 วัดหลายแห่งที่สร้างในรัชกาลที่ 1 ถึง 3 ใช้ตุ๊กตาหินจีนเป็นเครื่องประดับเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพน

สมัยสงครามจีน – ญี่ปุ่น (พ.ศ.2480 – 2488) คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากส่งเงินไปช่วยจีนต่อสู้กับญี่ปุ่น พ.ศ.2518ในสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุงครองอำนาจ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง แล้วสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีน  ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัว และเวียดนามหยุดส่งกำลังรุกรานประเทศไทย 

ในสมัยปัจจุบันลูกจีนในเมืองไทยจำนวนมาก มีอากง อาม่า ที่อพยพมาจากซัวเถา จากไหหลำ  แต้จิ๋ว กวางตุ้ง กวางเจา ของจีน มาตั้งรกรากในเมืองไทย จนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว มีนักศึกษาจีนระดับปริญญาหลายหมื่นคนเข้ามาเรียนในประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัยเกริก ชินวัตร สแตมฟอร์ด ธุรกิจบัณฑิต  ราชภัฏ นักท่องเที่ยวจีนหลายล้านคนนิยมมาเที่ยวเมืองไท และมีนักธุรกิจจีนจำนวนมากมาลงทุนในประเทศไทย มีการเตรียมการสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยโดยอาศัยเทคโนโลยีจากจีน กองทัพไทยสั่งซื้อเรือรบ เรือดำน้ำ รถถังและอาวุธจากจีน คำศัพท์บางคำในภาษาจีน กลายเป็นภาษาไทยที่ใช้แพร่หลาย เช่น  ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก ปาท่องโก๋ อั๊ว ลื้อ เฮีย ตี๋ เจ๊ 

จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย ในปี 2567 มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยมีสินค้าสำคัญ คือ  ผลไม้สด/แช่แข็ง (ทุเรียน มะพร้าว กล้วย ส้ม) ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม  มันสำปะหลัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ฮารฺดไดรฟ์ แผงวงจรรวม ชิ้นส่วนโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ น้ำตาล จักรยานยนต์ ไอศรีม ขิง ขมิ้น ดอกไม้  ไข่มุก น้ำมันปาล์ม ถุงยางอนามัย กระดาษชำระ มณฑลของจีนที่ซื้อสินค้าไทยมาก ได้แก่ กวางตุ้ง เจียงซู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เจ้อเจียง ชานตง ฝูเจี้ยน

สินค้านำเข้าจากจีนมาไทย ในปี 2567 ราว 2.8 ล้านล้านบาท เป็นเครื่องไฟฟ้า อิเลกทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลไม้สด เสื้อผ้ารองเท้า เครื่องใช้ในบ้าน ของใช้ในครัว กลุ่มธุรกิจไทยเชื้อสายจีน เช่น ซีพี เจริญโภคภัณฑ์ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศจีน ในด้านการเกษตรและศูนย์การค้า

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงสานต่อโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สำหรับ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” โครงการที่เสริมสร้างทักษะความรู้เรื่องชุมชนให้กับเยาวชนและฝึกฝนการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปสู่สากล พร้อมทั้งเผยแพร่เรื่องราว บอกเล่าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด  “ลอยกระทงกตัญญูแม่พระคงคา บูชาแม่แห่งแผ่นดิน” ในเทศกาลลอยกระทง ที่ผ่านมา  

สุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย  กล่าวว่า การจัดงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ยังคงมุ่งมั่นสานต่อกิจกรรมที่มีคุณค่า ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น กิจกรรม “เก็บ–กลับ–รีไซเคิล” เพื่อรณรงค์การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และกิจกรรม “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 กิจกรรมเยาวชนเจ้าบ้านถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงาน โดยเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และทบทวนความรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งวัดและท่าน้ำสำคัญ ตลอดจนได้รับการอบรมจากวิทยากรมืออาชีพเกี่ยวกับข้อมูลประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ เยาวชนยังได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนอย่างภาคภูมิใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ความสามัคคีของเยาวชนที่มีใจรักในวัฒนธรรมจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ติดตัวพวกเขาไปในอนาคต ทั้งในการทำงาน การแบ่งปัน และการเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยต่อไป

ในปีนี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง และเยาวชนในชุมชนให้การตอบรับเข้าร่วม  โครงการโดยเยาวชนที่เข้าร่วมมีอายุระหว่าง 7-16 ปี จำนวนกว่า 80 ชีวิต ที่มีความกล้าแสดงออก จิตอาสาและ มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตนเองให้กับนักท่องเที่ยวได้

ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมอบรมเยาวชนเจ้าบ้านก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีการนัดรวมตัวกันที่มิวเซียมสยาม เริ่มต้นด้วยกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น สร้างความคุ้นเคย เปิดใจ และกล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จากนั้นรุ่นพี่เยาวชนเจ้าบ้านได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากปีที่ผ่านมา ถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการทำงาน พร้อมทั้งร่วมกันทบทวนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” รวมถึงทบทวนองค์ความรู้ของทั้ง 5 วัดสำคัญ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ต่อจากนั้น เยาวชนได้ร่วมกันออกแบบกระทงจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม และลงพื้นที่ชมบรรยากาศภายในมิวเซียมสยาม

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า “หนูประจำอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่ได้มาร่วมกิจกรรมงานลอยกระทง Bangkok River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย รู้สึกดีใจมากๆค่ะ เพราะทั้งได้ประสบการณ์ทั้งความรู้ และความสนุก กิจกรรมครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะหลายด้าน ทั้งทักษะการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก รวมถึงการได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษเล็กๆ น้อยๆ ในการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ วันนี้เป็นวันแรกของการอบรม มีพี่ๆ มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของประเพณีลอยกระทง รวมถึงเรื่องราวของ ประทีปโคม ที่งดงามและทรงคุณค่า หนูรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ และอยากให้ทุกคนมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยในเทศกาลลอยกระทงไปด้วยกันนะคะ”

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า“ผมประจำอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารครับ มีหน้าที่คอยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของวัดอรุณฯ แนะนำจุดสำคัญต่างๆ ภายในวัด และช่วยชี้เส้นทางให้กับนักท่องเที่ยว เช่น บอกทางไปจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ พวกเราจะใส่เสื้อเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรมกระจายอยู่ในทุกบริเวณของวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรครับ ผมรู้สึกสนุกและประทับใจมาก เพราะได้ฝึกความกล้าในการพูดคุยกับผู้คน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำจริงๆ ครับ”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวัฒนธรรรมวิถีชีวิตแบบไทย ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ  ของชุมชนตนเองจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และความยั่งยืน

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases : CVDs) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 17.9 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนั้นเกือบ 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้ หากสามารถเข้าถึงการดูแลรักษา หรือได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหากมีโอกาสในการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และบริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สานต่อโครงการ “หัวใจสัญจร” ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อขยายการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคหัวใจออกไปในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคหัวใจ และสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที พร้อมยกระดับในปีนี้ด้วยการจัดฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ในจังหวัดชุมพรให้เข้ารับการฝึกการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) โดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ และร่วมสร้างระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็งและทั่วถึง

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวว่า “ทางโรงพยาบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ เราจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วย การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และส่งเสริมการพัฒนานักศึกษาแพทย์ในพื้นที่ และงานฯ ในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราที่ต้องการยกระดับการดูแลรักษาโรคหัวใจ เนื่องจากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางจำกัด แต่มีผู้ป่วยต้องการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจกว่า 50 ราย เราต้องขอขอบคุณทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ และพันธมิตรที่ได้ลงพื้นที่มาช่วยเราในครั้งนี้ นอกจากการตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว เรายังมีการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรและนักศึกษาแพทย์ในพื้นที่เพื่อให้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เองในระยะยาว”

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่น่ากังวล เนื่องจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 260,000 ราย  อีกทั้ง ยังเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจสูง จากข้อมูลกรมการแพทย์ ระบุว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคหัวใจถึง 6,906 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจเพียงราว 500–600 คน  และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยในหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงบริการเฉพาะทางอย่างทั่วถึง

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการโรคหัวใจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการฯ ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนพันธกิจสำคัญของสมาคมฯ ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการช่วยเผยแพร่ความรู้เชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจในคนไทยเท่านั้น แต่ยังเดินหน้ายกระดับการดูแลโรคหัวใจของประเทศอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั้งกระบี่ สระแก้ว และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายการตรวจคัดกรองโรคหัวใจไปยังพื้นที่ห่างไกล โดยทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานรวมทั้งฟิลิปส์ในการผลักดันโครงการนี้ให้ประสบความเร็จ สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 โครงการได้สานต่อภารกิจอีกครั้ง ณ จังหวัดชุมพร ภายใต้การสนธิกำลังของภาคีพันธมิตรในการออกหน่วยตรวจ เพื่อนำส่งต่อการรักษาต่อไป และในปีนี้เรายังได้ยกระดับโครงการฯ จากการตรวจคัดกรองเพียงอย่างเดียว มาบูรณาการจัดฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้อยู่ต่อในพื้นที่และบุคลากรที่เข้าร่วมฝึกอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจต่อไป”

ทั้งนี้ การจัดการโรคหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะอ้วนลงพุง เพราะหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการตรวจคัดกรองโรคหัวใจแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง คือการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) แบบ 3 มิติ ที่นำมาใช้ในโครงการฯ นี้ โดยเทคโนโลยีนี้ใช้หลักคลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ และประมวลผลภาพสามมิติที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดได้อย่างสมจริงและละเอียดในทุกมิติ จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและความมั่นใจในการวางแผนการรักษา สำหรับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจจะไม่มีรังสีที่เป็นอันตราย ผู้ป่วยตั้งครรภ์จึงสามารถเข้ารับการตรวจได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพของการตรวจหัวใจ นอกจากนี้ เรายังมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง ที่เรียกว่าระบบ ISCV (IntelliSpace Cardiovascular) มาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลในการตรวจในครั้งนี้ เพื่อการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และช่วยในการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด 

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการผลักดันด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นด้วย  ดังนั้น เราจึงให้การสนับสนุนและได้ทำงานร่วมกันกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้เปิดโอกาสให้เรานำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจและดูแลสุขภาพหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โครงการนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของฟิลิปส์ ที่เชื่อว่านวัตกรรมจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง”

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ช่วยปฏิบัติราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร กิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม (Fine Dining/Casual Dining/Local Cuisine) ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร รุ่นที่ 1 ซึ่ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ วว. นำโดย น.ส.รัชนีเพ็ญ  เพ็ญสิทธิ์ ผอ.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ดร.รัชนีวรรณ  กุลจันทร์ ผอ.ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศบท. และหัวหน้าโครงการ พร้อมคณะ เข้าร่วมปฏิบัติงานในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งได้รับเกียรติวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) นายเสกสรรค์  ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.สยามมิชลิน นายชิดชนก แก้วอัมพร กรรมการผู้จัดการ บจก.แบรนด์บูม เป็นต้น ร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่นที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ร้าน จากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย มุ่งพัฒนาศักยภาพร้านอาหารชุมชนให้เกิดเป็นร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทยแบบมืออาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพร้านอาหารเชฟชุมชน ยกระดับการนำเสนออาหารท้องถิ่น สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่โดดเด่นและมีคุณค่าแก่ลูกค้าในทุกมิติ ให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหารระดับพรีเมียม จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่า และการให้บริการที่เป็นเลิศของร้านอาหาร ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันร้านอาหาร Hidden Gem” ให้เป็น “Star” ต่อไป

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้ปกครองหลายคนอาจไม่ทราบว่าลูกของตนเองมองเห็นดีหรือไม่ การที่เด็กยังเล่นได้หรือไม่ได้บ่นว่าตามัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “มองเห็นดี” การมองเห็นที่ไม่ดีในเด็กนั้นมีหลายสาเหตุ แต่บางสาเหตุหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้การมองเห็นนั้นไม่ดีไปตลอดชีวิตได้เลย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุนั้นคือ “ตาขี้เกียจ”

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะ ตาขี้เกียจ (Amblyopia) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติทางตา ที่ทำให้สมองส่วนการมองเห็นไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างเต็มที่หรือหยุดพัฒนาไป ทำให้ตาข้างนั้น ๆ อาจมองไม่ชัดไปตลอดได้หากไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงที่สมองยังพัฒนาได้อยู่

 สาเหตุของตาขี้เกียจ

มีปัญหาค่าสายตาที่ผิดปกติ (Refractive amblyopia) ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากมีค่าที่มากเกินไป หรือค่าทั้งสองข้างต่างกันมาก ก็ทำให้เกิดตาขี้เกียจได้

ตาเขหรือตาเหล่ (Strabismic amblyopia) สมองจะเลือกใช้ตาข้างที่ตรงในการมอง ทำให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่เข

โรคทางตาที่บดบังการมองเห็น (Visual deprivation amblyopia) เช่น ต้อกระจกในเด็ก กระจกตาขุ่น เปลือกตาตก เป็นต้น

อาการบางอย่างที่อาจทำให้สงสัยว่ามีความผิดปกติทางตาหรือภาวะตาขี้เกียจ เช่น เด็กไม่มองตามหรือไม่มองหน้าสบตา เด็กต้องหรี่ตาหรือเอียงหัวเมื่อมอง มีตาเข เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักไม่ทันสังเกตหรือสังเกตเห็นได้ช้า เนื่องจากเด็กที่มีภาวะตาขี้เกียจยังใช้ชีวิตได้ดูปกติ

ในช่วงวัยเรียน เด็กต้องใช้สายตาเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน เขียน หรือมองจอ/กระดาน หากตาข้างนึงมองไม่ชัด จะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน จนอาจถูกเข้าใจผิดว่าไม่ตั้งใจเรียนหรือมีปัญหาด้านอื่น ๆ ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วเกิดมาจากปัญหาการมองเห็น

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กควรได้รับการตรวจตาเพื่อคัดกรองอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนอายุ 3 – 5 ขวบ และควรตรวจไปปีละครั้งจนพัฒนาการมองเห็นสมบูรณ์ดีแล้ว โดยการตรวจขึ้นอยู่กับอายุเด็ก แพทย์จะทำการตรวจตา การทำงานของกล้ามเนื้อตา ประเมินการมองเห็น วัดค่าสายตา เป็นต้น

สำหรับแนวทางการรักษาภาวะตาขี้เกียจ แบ่งเป็น แก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจ เช่น การใส่แว่นตาในรายที่มีค่าสายตาที่ผิดปกติหรือตาเขบางชนิด การผ่าตัดรักษาในรายที่มีตาเข ต้อกระจก เปลือกตาตก เป็นต้น

การกระตุ้นให้ข้างที่สงสัยภาวะตาขี้เกียจให้ได้ใช้งานมากขึ้น เช่น การลดการใช้งานตาข้างที่ดี เช่น การปิดตาข้างที่ดี (Patching) การหยอดยาหรือใช้เลนส์ในตาข้างที่ดีให้มัวลงชั่วคราว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในการควบคุมโดยแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่ดีจากการรักษาได้ (Reverse amblyopia)

การกระตุ้นให้ตาขี้เกียจได้ใช้งาน เช่น การเล่น VDO เกมส์ หรือมีกิจกรรมในมองมองใกล้ 20 – 30 นาทีต่อวัน

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด คือก่อนอายุ 7–8 ปี เพราะสมองของเด็กยังพัฒนาได้เต็มที่ หากปล่อยเลยวัยนี้แล้วจะทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาลดลง

“เด็กที่มีตาขี้เกียจหลายคนดูเหมือนจะมองเห็นดี เพราะใช้ตาอีกข้างที่ยังปกติช่วย ดูไม่ได้เป็นปัญหาที่น่ากังวล แต่เมื่อโตขึ้นจะพบว่ากิจกรรมที่ต้องใช้การมองเห็นที่ละเอียดด้วยตาสองข้าง เช่น การกะระยะ การมองภาพสามมิติ อาจส่งผลกับการทำงานบางสาขาได้ การรักษาในวัยผู้ใหญ่จะได้ผลน้อยกว่าการรักษาในตอนเด็กค่อนข้างมาก ดังนั้น ตาขี้เกียจอาจเป็นคำเรียกที่ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่ผลที่ตามมาอาจส่งผลไปตลอดชีวิตได้ การสังเกตและตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญของการรักษา เพราะดวงตาของเด็กยังมีพลังในการฟื้นตัวและพัฒนาต่อได้”นายแพทย์พงษ์สันต์ กล่าว