‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568’ ชวนคนรุ่นใหม่ สืบสานคุณค่าจากขุนเขาผ่านเมนูดังจากวัตถุดิบโครงการหลวง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส และกูร์เมต์ อีทส์ ภายใต้การบริหารโดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “เทศกาลสินค้าโครงการหลวง 2568” ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากชาวเขาและเกษตรกรกว่า 1,000 รายการ จาก 15 กลุ่มสินค้าสู่ชาวเมือง พร้อมสืบสานแรงบันดาลใจสู่คนยุคใหม่ผ่านเมนูอร่อยจากร้านดังกว่า 20 ร้านค้า ที่นำวัตถุดิบจากโครงการหลวงมาปรุงเป็นเมนูพิเศษให้เลือกช้อป – ชิม ตลอดการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานเปิดงาน

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โครงการหลวงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนา” หากแต่เป็น “สัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ที่สะท้อนสายพระเนตรอันยาวไกล และความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ ให้โครงการหลวงเป็นศูนย์รวมของความรู้ การพัฒนา และแรงบันดาลใจจากขุนเขาสู่เมืองอย่างแท้จริง

“เดอะมอลล์ กรุ๊ป และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ผลผลิตแห่งพระราชดำริสู่ประชาชนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดงาน ‘เทศกาลสินค้าโครงการหลวง’ และในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานคุณค่า จากขุนเขาสู่เมือง สู่แรงบันดาลใจใหม่ สู่คนยุคใหม่ไปด้วยกัน’  โดยมีความตั้งใจให้สินค้าโครงการหลวงเป็นที่รู้จักในคนรุ่นใหม่”   พลอยชมพู  กล่าว

ภายในงาน ได้นำผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 1,000 รายการ จาก 15 กลุ่มสินค้ามาจำหน่าย โดยมีสินค้าไฮไลต์จากกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มผัก ได้แก่ ข้าวโพดข้าวเหนียวสวีทแฟนตาซี เมล็ดเหนียว นุ่ม หวาน มี 3 สีในฝักเดียว, แตงกวาญี่ปุ่น เนื้อสัมผัสกรอบอร่อย, ผักโขมคละสี มากด้วยคุณประโยชน์และปรุงอาหารได้หลากหลาย, ผักกาดขาวปลี แคลเซียมและโฟเลทสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด กระดูก และฟัน ให้แข็งแรง

กลุ่มผลไม้ ได้แก่ ลูกอาบิว ผลไม้หาทานยาก เนื้อละมุนคล้ายเจลลี รสชาติหวานหอม, มะเดื่อฝรั่ง หรือลูกฟิก เปลือกบาง หวานกลมกล่อม, เสาวรสพันธุ์เหลืองหวาน มีความหอมหวานมาก เปรี้ยวน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น อุดมด้วยวิตามินเอและซี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตาและผิวพรรณ

 กลุ่มแปรรูปจากนม ได้แก่ เฟต้าชีสนมควายผสมนมแพะแบบร่วน พร้อมรับประทาน รสชาติเค็ม มัน หอมนม ประโยชน์ล้น, โยเกิร์ตนมควายรสออริจินัล และผสมน้ำผึ้งแท้ และกลุ่มปศุสัตว์ ได้แก่ ไข่ไก่อินทรีย์ เปลือกสีขาวนวล จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่ใช้ฮอร์โมน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี สินค้าจากกลุ่มพืชไร่, สลัดและน้ำสลัด, สมุนไพร, ชา, กาแฟ, ประมง, สินค้าแปรรูป, ไม้ดอกไม้ประดับ, เครื่องสำอางและสปา มาจัดแสดงและจำหน่าย

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 

อีกทั้ง ยังร่วมกับพันธมิตรร้านอาหาร สร้างสรรค์เมนูอร่อยจากวัตถุดิบคุณภาพจากขุนเขา เป็นการต่อยอดคุณค่าจากเกษตรกร สู่ผู้บริโภค และสังคมในวงกว้าง เฉพาะในงานเท่านั้น อาทิ เอริค เคเซอร์ (Eric Kaysor) กับการรังสรรค์เมนูครัวซองท์ที่อร่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกจากไข่ไก่ และผักโขมโครงการหลวง, มัชชิโอะ (Matchio) นำเสนอเมนูมัทฉะเสาวรส โดยใช้เสาวรสจากโครงการหลวง, ร้านมังกี้ ทรี (Monkey Three) นำกาแฟคั่วเมล็ดโครงการหลวงมาสร้างสรรค์ 2 เมนูเครื่องดื่ม มัทฉะคอฟฟี่ลาเต้ และเดอร์ตี้ แก้วเย็น -60 องศาเซลเซียส, โอลิโอ พาสต้า (Olio Pasta) กับเมนูคาโบนาร่าไข่ออนเซ็น โดยใช้ไข่ไก่โครงการหลวง และร้านอาหารครัวต้นฝนอาหารใต้พังงา มิชลินไกด์ 4 ปีซ้อน เสิร์ฟเมนูหมูเคยหอมโดยใช้พริกสามสีโครงการหลวงมาปรุงในเมนู เป็นต้น

ร่วมสัมผัสคุณค่าจากขุนเขา และแรงบันดาลใจจากเมนูอร่อยร้านดังจากวัตถุดิบโครงการหลวงได้ตั้งแต่วันนี้ – 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, วันที่ 13 – 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ นครราชสีมา, และวันที่ 24 – 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ตลอดจนภายใน กูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Gourmet Market Thailand, IG: gourmetmarket และ TikTok: gourmetmarketth

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

รางวัล ‘วารสารศาสตราธร’ กลับมาอีกครั้ง สะท้อนไอดอล ‘สื่อยุคใหม่’ ที่สังคมต้องการ

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้ง รางวัล “วารสารศาสตราธร” พร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 71 ปีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของคนสื่อผู้ใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์อย่างมีจริยธรรม ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

หากเอ่ยชื่อ “รางวัลวารสารศาสตราธร” ซึ่งในปีนี้จะมีอายุเพียง 4 ปี อาจรู้สึกว่าเป็น “รางวัลน้องใหม่” แต่ถ้าบอกว่าจัดตั้งและมอบโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันผู้บุกเบิกการศึกษาด้านสื่อสารมวลชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 70 ปี ความรู้สึกต่อรางวัลน้องใหม่อาจเปลี่ยนไปทันที โดย “รางวัลวารสารศาสตราธร” จัดตั้งขึ้นในยุคที่ทุกคนมีสื่อในมือและสามารถเป็นสื่อได้ และโซเชียลมีเดียทำให้โลกของการสื่อสารพลิกโฉมไปตลอดกาล บทบาทของ “นักสื่อสารมวลชน” ยุคใหม่ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักข่าวอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยูทูปเบอร์ และอีกมากมาย

แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงต้องยึดมั่น คือ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง คนทั่วไปที่มีสื่อในมือ กับคนที่อยู่ในวิชาชีพสื่อที่มีความรับผิดชอบ “รางวัลวารสารศาสตราธร” จึงเกิดขึ้น ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะยกระดับและพัฒนามาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย เชิดชูผู้ที่ใช้พลังสื่อสร้างสรรค์สังคมอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวเดินตามรอยเดียวกัน

อินไซต์ “วารสารศาสตราธร” มาตรวัดคุณภาพสื่อไทยในยุคที่ต้องการยิ่งกว่า “ความน่าเชื่อถือ”

“รางวัลวารสารศาสตราธร” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างคณะวารสารศาสตร์และสื่อสาร มวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมุ่งมั่น ใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคม

ชื่อของ “วารสารศาสตราธร” มีความหมายที่ลึกซึ้งว่า “ผู้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนยอดเยี่ยม” ซึ่ง พยงค์ คชาลัย ศิษย์เก่ารุ่นก่อตั้งและอดีตนายกสมาคมฯ คนที่ 5 ผู้ตั้งชื่อรางวัลนี้ เพื่อสื่อถึงความเป็นเลิศในวิชาชีพ และความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐาน จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมของนักสื่อสารมวลชนไทย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ  ในการจัดตั้งรางวัลคือ หนึ่ง: ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชน เน้นย้ำคุณค่าของการทำงานที่มีคุณภาพยึดหลักจริยธรรม และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง สอง: สร้างแรงบันดาลใจให้คณาจารย์ศิษย์เก่า และคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้เห็นถึงคุณค่าและบทบาทอันทรงเกียรติของนักสื่อสารมวลชนและภาคภูมิใจในวิชาชีพ สาม: เชิดชูผู้ใช้พลังการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนและสังคม สร้างความตระหนักรู้ในประเด็นที่มักถูกมองข้าม สร้างความเป็นธรรม หรือเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และ สุดท้าย เสริมสร้างชื่อเสียงของคณะวารสารศาสตร์ฯ และสมาคมฯ ให้เป็นที่ยอมรับระดับชาติและนานาชาติ ในฐานะสถาบันที่มุ่งมั่นสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนาวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคมและขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป

5 มิติใหม่แห่งมาตรวัดสื่อมืออาชีพ “ที่วัดจากผลลัพธ์ต่อสังคม มากกว่าชื่อเสียงบนหน้าจอ”

สิ่งที่ทำให้รางวัลนี้กลายเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่แท้จริงของคนสื่อมืออาชีพและกลายเป็นหนึ่งในรางวัลที่มีเกียรติและเป็นที่ยอมรับในวงการสื่อสารมวลชนไทย คือ กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด  เน้นสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของงานสื่อสารมวลชนใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1. ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  กับการนำเสนอข้อมูลช่วยให้สังคมเข้าใจประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม 2. คุณค่าทางจริยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเคารพสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ใช้พลังสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง และซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3. ผลกระทบเชิงสังคม กับคุณค่าของสื่อที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปฏิรูปนโยบาย การเพิ่มความโปร่งใส หรือการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสาธารณะ และวัดผลได้จริง 4. นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีรูปแบบการสื่อสาร วิธีนำเสนอ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างมากขึ้น สะท้อนการพัฒนาวิชาชีพที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล  และ 5. ความยั่งยืนของผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่สร้างผลกระทบหรือกระแสในระยะสั้น แต่ต้องมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมในระยะยาว สามารถเป็นต้นแบบที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจให้นำไปต่อยอดได้

ประกิต อภิสารธนรักษ์

4 สาขารางวัล พลังขับเคลื่อนการพัฒนาสื่อของประเทศ

รางวัลวารสารศาสตราธรเริ่มมอบครั้งแรกในปี 2565 ในโอกาสครบรอบ 68 ปีของคณะฯ และดำเนินมา
อย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 4 โดยกำหนดมอบเป็นประจำทุกปีในวันสถาปนาคณะวารสารศาสตร์ฯ แบ่งออกเป็น 4 สาขา ครอบคลุมผู้มีบทบาทสำคัญในวงการสื่อสารมวลชนและการสื่อสารเพื่อสังคม ในมิติต่างๆ โดยแต่ละสาขามีเกณฑ์
การพิจารณาที่เหมาะสมกับลักษณะงานและบทบาทของผู้ปฏิบัติงาน ดังนี้

 1.สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านสื่อสารมวลชน มอบให้แก่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างโดดเด่น ใช้ความรู้และกระบวนการสื่อสารมวลชนเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ลดความขัดแย้งในสังคม และทำหน้าที่สื่อสารมวลชนโดยปราศจากอคติ ไม่เอนเอียงฝักไฝ่ทางการเมือง

 2.สาขาศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ด้านจิตอาสา มอบให้แก่ศิษย์เก่าที่ใช้ความรู้และหลักธรรมาภิบาลด้านสื่อสารมวลชนในการยกระดับและพัฒนาสังคมไปสู่สิ่งที่ดียิ่งๆ ขึ้นอย่างยั่งยืน เป็นผู้มีจิตอาสาที่ได้รับการยอมรับ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสังคม

 3.รางวัลเกียรติยศ เพิ่มเข้ามาในโอกาสครบรอบ 70 ปี เพื่อเชิดชู “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ผู้สร้างรากฐานสำคัญของวงการ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากสังคม ด้วยผลงานอันทรงคุณค่าและเกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคมและวิชาชีพ

4.สาขาคณาจารย์ และบุคลากรยอดเยี่ยม มอบให้แก่คณาจารย์และบุคลากรที่อุทิศตนให้กับการปฏิบัติงานและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่เคยกระทำผิดวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพมีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน สร้างสรรค์งานวิจัย และทำคุณประโยชน์ให้แก่คณะและสังคม

ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ

ย้อนรอย 3 ปี ผู้ที่ได้รับรางวัลวารสารศาตราธร

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้พลังแห่งการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์  โดยในปีแรก 2565 รางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสาขาสื่อสารมวลชนเป็นของ ดร.อิศริยา สายสนั่น นักแสดง ผู้จัดละครโทรทัศน์ และอาจารย์คณะวารสารศาสตร์ฯ แบบอย่างที่ดีของคนสื่อรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง พร้อมความตั้งใจใฝ่ศึกษาจนจบปริญญาดุษฎีบัณฑิต ส่วนรางวัลสาขาจิตอาสา ได้แก่ นางสาวณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร ผู้ริเริ่มบริการพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล Joyride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ทักษะการสื่อสารสร้างประโยชน์แก่สังคม

ต่อมาในปี 2566 รางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยมสาขาสื่อสารมวลชนมอบแก่ นายนพดล ศรีเกียรติขจร ในช่วงที่รับผิดชอบตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย จำกัด เอเยนซี่โฆษณาอันดับต้นของประเทศที่นำแคมเปญโฆษณาสุดสร้างสรรค์ของไทยไปสู่เวทีโลก จนคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่รางวัลสาขาจิตอาสาได้แก่ นางสาวณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ “น้องธันย์” สาวน้อยคิดบวกและนักสร้างแรงบันดาลใจผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ โดยใช้ทัศนคติเชิงบวกและความรู้ด้านสื่อสารเป็นกระบอกเสียงและสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้พิการ ทำให้สังคมมองเห็นถึงศักยภาพของผู้พิการที่สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้

สถาพร พานิชรักษาพงศ์

และใน ปี 2567 ในโอกาสครบรอบ 70 ปีของคณะวารสารศาสตร์ฯ ได้เพิ่มรางวัลเกียรติยศ ประเภท “บุคคลผู้ทรงคุณค่าด้านวารสารศาสตร์” เพื่อมอบให้แก่ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสังคมและทำประโยชน์ให้แก่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนฯ อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับรางวัลท่านแรกคือ นายประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไทย และขับเคลื่อน Communications Agency คุณภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ ที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในวงการสื่อสารมวลชนต่อไป

นพดล ศรีเกียรติขจร

ส่วนรางวัลศิษย์เก่ายอดเยี่ยม สาขาสื่อสารมวลชน มอบให้แก่ ดร.อริสรา กำธรเจริญ ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถที่รักษามาตรฐานการทำงานในฐานะผู้ประกาศข่าว และพิธีกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  และ นายสถาพร พานิชรักษาพงศ์ CEO ของ GMMTV เจ้าของฉายา “เจ้าพ่อซีรีส์วายเมืองไทย” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยโด่งดังไปทั่วเอเชีย และแจ้งเกิดดาวดวงใหม่หลายคน ส่วนรางวัลสาขาจิตอาสา ได้แก่ นายไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Choojai & Friends ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม และสอดแทรกคุณค่าดีๆ ให้กับสังคม พร้อมส่งต่อความคิดนี้ไปยังพนักงานรุ่นใหม่ด้วยการปลูกฝัง “DNA ชูใจ” เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนต่อไป และ นายบุญรอด อารีย์วงษ์ Influencer ผู้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้พิการด้วยกัน และใช้ความสามารถในการสื่อสารสะท้อนให้ครอบครัวยอมรับในการเลี้ยงดูลูกผู้พิการอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นที่ยอมรับของสังคม

ดร.อริสรา กำธรเจริญ

นับถอยหลังสู่เวทีเกียรติยศแห่งปีของคนสื่อไทย

ก้าวต่อไปของ “รางวัลวารสารศาสตราธร” ในปี 2568 ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลเท่านั้นแต่ยังเป็นการ “ตอกหมุด” ย้ำบทบาทของสื่อที่ดีในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ส่งสารได้  รางวัลจะกลับมาอีกครั้งพร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้โอกาสครบรอบ 71 ปีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของคนสื่อผู้ใช้พลังแห่งการสื่อสารสร้างสรรค์อย่างมีจริยธรรม ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 มาดูกันว่า “โฉมหน้าของคนสื่อ” ผู้ขับเคลื่อนวงการด้วยหลักคุณธรรมและความรับผิดชอบภายใต้มาตรวัดแห่งความน่าเชื่อถือ จะเป็นใครในปีนี้และใครจะเป็นแบบอย่างใหม่ของคนทำสื่อที่สังคมพร้อมมอบความไว้วางใจให้มากที่สุด

ดร.เกียรติญา สายสนั่น

ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

รางวัลวารสารศาสตราธรไม่ได้เป็นเพียงเวทีแห่งเกียรติยศของคนสื่อแต่มันคือ “มาตรวัดของยุค” ที่ชี้ให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือคือทุนที่มีค่าที่สุดในโลกแห่งการสื่อสารและทุกปีที่รางวัลนี้ยังคงอยู่ คือการประกาศให้โลกรู้ว่า วิชาชีพสื่อไทย…ยังไม่เคยหยุดพัฒนา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแคะ (ฮากกา)

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวจีนในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่หากพูดถึงกลุ่มที่อาจไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ก็ต้องพูดถึง “ชาวจีนแคะ  客家 ” หรือ  “ฮากกา ” (Hakka) ในภาษากวางตุ้ง   ซึ่งมีความหมายในภาษาจีนว่า “ผู้มาเยือน” เพราะเป็นคำที่พวกจีนแต้จิ๋วเรียกกลุ่มจีนเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ที่อพยพมาจากมณฑลเจียงซี   เหอหนาน และซานซี  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ เมื่อ 2,700 ปีก่อน  ส่วนคำว่าฮากกาแปลว่า ประชาชนชาวฮั่น      

ชาวจีนแคะ (ฮากกา) คือใคร?  ชาวจีนแคะเป็นชาวฮั่นโบราณที่เดินทางอพยพจากทางตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้งประเทศจีนลงมายังตอนกลางและตอนใต้เนื่องจากภัยสงครามและการจลาจลในยุคต่างๆ  การอพยพครั้งใหญ่มีด้วยกันหลายระลอก โดยเริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น (พ.ศ 818-963) เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง (Song) ราชวงศ์หมิง  ซึ่งถูกโค่นล้มโดยพวกแมนจู ซึ่งก่อตั้งราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา     พวกเขาต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดในถิ่นฐานใหม่ ทำให้มีนิสัยอดทน ขยัน และมีความสามารถในการทำเกษตรและค้าขายสูง  เราสามารถพบเห็นชาวฮากกาในมณฑลทางใต้ของจีนเช่น กวางตุ้ง ฮกเกี้ยนตะวันตก เจียงซี ตอนใต้ของหูหนาน กว่างซี ตอนใต้ของกุ้ยโจว ตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน เกาะไหหลำและไต้หวัน  ในปัจจุบันภาษาจีนฮากกาจัดเป็นหนึ่งในภาษาราชการของสาธารณรัฐจีนที่ไต้หวัน

เส้นทางการอพยพของชาวฮากกา

ชาวจีนแคะเริ่มอพยพเข้ามาในประเทศไทย มาเลเซีย  สิงคโปร์ ไต้หวัน  หลังจากพ่ายแพ้ในการกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว    ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  และอพยพไปประเทศทั่วโลก    เช่น ไต้หวัน    ออสเตรเลีย แคนาดา   สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส เบลเยียม เยอรมนี  เนเธอร์แลนด์     แอฟริกาใต้  มอริเชียส และหมู่เกาะแคริบเบียนโดยเฉพาะในจาเมก้า    ส่วนใหญ่เดินทางทางเรือจากมณฑลทางตอนใต้ของจีน เช่น กวางตุ้ง (Guangdong) และฝูเจี้ยน (Fujian) โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ

•             ภัยสงครามและความวุ่นวายในประเทศจีน: การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ และความไม่สงบภายในประเทศ  เช่นกบฏไท่ผิงเทียนกั่ว  พ.ศ. 2393-2407 สมัยราชวงศ์ชิง (รัชกาลที่3 และ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์) หลังสงครามฝิ่น  ที่เกิดจลาจลครั้งใหญ่ เสียชีวิตราว 20 ล้านคน  เพราะชาวจีนแคะที่มาจากพวกฮั่นไม่พอใจพวกแมนจู  แต่สู้ไม่ได้  ทำให้ชาวจีนแคะจำนวนมากต้องหนีตายไปต่างประเทศ

•             โอกาสทางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยในสมัยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์และเปิดกว้างสำหรับการค้าขายและการตั้งถิ่นฐาน ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อหาโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว

•             การมีชุมชนชาวจีนที่เข้มแข็งในไทยก่อนหน้า ทำให้ชาวจีนแคะมีเครือข่ายในการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวจีนแคะได้กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ โดยเฉพาะแถบเยาวราช, พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี  ราชบุรี (บ้านโป่ง  บ้านห้วยกระบอก)รวมถึงในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต และ สงขลา

บทบาททางเศรษฐกิจและอาชีพ

ด้วยความสามารถในการปรับตัวและความขยัน ชาวจีนแคะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย พวกเขามักจะประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและไหวพริบสูง เช่น

•             เกษตรกรรม: โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ เช่น งานเหมืองดีบุกที่จังหวัดภูเก็ต ระนองและสงขลา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคนั้น

•             ค้าขาย: ทั้งการค้าปลีก ค้าส่ง รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่

•             ช่างฝีมือ: เช่น ช่างตัดผม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง

•             ร้านอาหาร: อาหารจีนแคะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวขาหมู ที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนแต้จิ๋วแต่มีรากฐานมาจากอาหารจีนแคะ และ เกาเหลาเลือดหมู

บุคคลสำคัญเชื้อสายจีนแคะ

คนเชื้อสายจีนแคะจำนวนไม่น้อยที่ได้สร้างชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในวงการต่างๆ ของหลายประเทศ เช่น   ซุนยัดเซ็นและ เติ้งเสี่ยวผิง  อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน,   ลีกวนยู  อดีตประธานาธิบดีสิงคโปร์         ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน   ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์: อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย   ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองอีกหลายท่านที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนแคะ  เช่น  วิกรม กรมดิษฐ์  โชติ ล่ำซำ เกียรติ วัฒนเวคิน   ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน

การศึกษาเรื่องราวของชาวจีนแคะ (ฮากกา) ไม่เพียงแต่เป็นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มเล็กๆ แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถของชาวไทยเชื้อสายจีนในการเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

รามาธิบดี สืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยสายพระเมตตาอันแผ่ไพศาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยแพทย์พระราชทานออกให้บริการตรวจรักษาและดูแลผู้ป่วยถึงถิ่น เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วยและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการมอบ “สุขภาพที่ดี” แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า อันเป็นพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข และการแพทย์ที่ทรงบำเพ็ญด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยความห่วงใยต่อราษฎรโดยแท้จริง

“อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์” สัญลักษณ์แห่งพระเมตตา เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของปวงชนชาวไทย

“อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นมหากุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ   5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยเป็น “อาคารสิริกิติ์” และได้รับโครงการนี้ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคาร เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2533

และเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 19  สิงหาคม พุทธศักราช 2539

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ เป็นอาคารสูง 9 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 20,000 ตารางเมตร รองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และฝึกอบรมวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย ภายในอาคารมีห้องผ่าตัดโรคซับซ้อนที่เชื่อมต่อระบบถ่ายทอดสดเพื่อการเรียนการสอนแพทย์ ห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก ตลอดเวลากว่า 6 ทศวรรษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ดำเนินพันธกิจด้านการรักษาพยาบาล การเรียนการสอน และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ จึงเปรียบเสมือน “ศูนย์กลางแห่งความหวัง” ของผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง ด้วยความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคหัวใจและการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา

ศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศทางการแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์การแพทย์ชั้นนำของประเทศที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของไทยให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ โดยเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้าน โรคหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม (Cardio Vascular Metabolic Center – CVMC) ศูนย์กลางด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ซับซ้อน ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการผ่าตัด มีการบูรณาการความร่วมมือของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา พร้อมส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ ๆ ในกลุ่มโรคหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น รวมถึง ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ Transplantation Center) ศูนย์ที่มีความพร้อมสมบูรณ์แบบและได้มาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมการปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ตับ ไต ไขกระดูก และเซลล์ต้นกำเนิด ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย สามารถรองรับการปลูกถ่ายอวัยวะได้หลากหลายประเภทและจำนวนมากในแต่ละปี พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนางานวิจัย เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ป่วยทั่วประเทศได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานและเท่าเทียม

รามาธิบดี สานต่อพระมหากรุณาธิคุณ สร้างชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วย  79 ราย

ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือด รวมถึงโรคทางพันธุกรรมและโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจึงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิผลที่สุด แต่ขั้นตอนมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผู้ป่วยยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ด้วยพระเมตตาแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรผู้ด้อยโอกาส คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดตั้ง “โครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2647 ได้รักษาผู้ป่วย รวมทั้งสิ้น 79 ราย ที่เป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“แม่คือผู้ให้กำเนิด แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือผู้ให้ชีวิต” คุณแม่ของนางสาวปิยวรรณ มะกาว (พลอย) อดีตผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เปี่ยมด้วยความปลื้มปิติว่า  “พลอยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากโครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ซึ่งดำเนินงานภายใต้พระราชานุเคราะห์ จนสามารถเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจากพี่ชายได้สำเร็จ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปีที่ผ่านมา  พลอยเติบโตเป็นสาวร่าเริง ปัจจุบันอายุ 21 ปี กำลังศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา แม้ในปัจจุบันยังต้องเดินทางมาตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเฝ้าติดตามสุขภาพโดยรวมอย่างต่อเนื่อง น้องพลอยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “หนูขอขอบพระคุณพระพันปีหลวง ที่ทรงให้ชีวิตให้หนูได้มีวันนี้”

น้องพลอย – นางสาวปิยวรรณ มะกาว

อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ จึงเป็น “ศูนย์กลางแห่งความหวัง” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า พระเมตตาดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจให้รามาธิบดีมุ่งมั่น สืบสานพระราชปณิธาน ผ่านโครงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ และโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อต่อชีวิต ต่อความหวัง ด้วยพลังแห่งการให้ ไม่สิ้นสุด

มูลนิธิรามาธิบดีฯ “คำว่าให้ ไม่สิ้นสุด” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ได้ที่  ที่ FB มูลนิธิรามาธิบดีฯ       LINE @RamaFoundation       IG @RamaFoundation       http://www.ramafoundation.or.th

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษา ผบ.ทบ.ในโอกาสได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธาและการบริหารงานก่อสร้าง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ (อุเทนถวาย) เมื่อเร็วๆนี้…
  • ดีใจกับ เกรียงไกร-วารุณี เวฬุโพธิ์ ที่ลูกชายคนเดียว ภัทรภณ เรียนจบปริญญาตรี จากม.เทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา ในคณะบริหารธุรกิจเทคโนโลยี และสารสนเทศ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว…
  • กลับมาอีกครั้งที่ 2 กับงาน “ศิษย์เก่าเล่าความ” ไม่หยุดแค่เรียนจบหมอ เปิดประตูบานอื่นต่อ สู่เส้นทางที่ต่างไป งานบรรยายที่ศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช จะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตและงาน และเสริมสร้างมุมมองแนวคิดให้แก่ผู้ฟังทุกท่าน สำหรับปีนี้ งานจัด 17 ธ.ค.13.30 น. ณ Co-working space (อาคารเวชศาสตร์นิวเคลียร์) ชั้น 4 รพ.ศิริราช บรรยายโดย นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และ นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE Leading Innovation Consulting Firm ดำเนินรายการโดย รศ.นพ. รัฐพล ตวงทอง นักศึกษาและศิษย์เก่าสามารถเดินเข้าร่วมงานได้ทันที หรือ Scan QR code เพิ่มสำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือคลิกลิงค์ https://forms.gle/9DpWSBFQN7bXJ2Mk8
  • ปีนี้ ธนิต วิจิตรพันธุ์ การสื่อสารมวลชน มช.(แมสคอม) รหัส 15 บินไปร่วมรับน้องขึ้นดอย เช่นทุกปี โดยเฉพาะร่วมกิจกรรมของแมสคอมเริ่มแต่ จิบน้ำชายามบ่าย 20 พ.ย. และ 21 พ.ย.ร่วมงานคณะฯตั้งแต่เช้า ร่วมยินดีกับ นายกสมาคมฯ ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม และน้องๆแมสคอมที่เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะฯปีนี้ บ่ายร่วมสังสรรค์อาจารย์ และศิษย์เก่าแมสคอมทุกรุ่น ตกค่ำร่วมกิจกรรมสังสรรค์ของสมาคมศิษย์เก่า มช. เช้ามืดเสาร์ 22 พ.ย. ร่วมกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย ทุกอย่างเหมือนเดิม ขาดแต่ ปีนี้ เพื่อนรัก ผศ.นาฎยา ตนานนท์ ไม่อยู่ต้อนรับ เพราะอยู่ในช่วงเวลาบินไปญี่ปุ่นพอดี เจ้าตัวยังบ่นเสียดายไม่ได้อยู่ร่วมฉลอง 20 ปีของคณะฯ…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัว “พูนเสริม” ในการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ พี่เดฟ-นพดล พูนเสริม อดีตหัวหน้าข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัดที่ ศาลา 3 วัดในสองวิหาร ปากน้ำ สมุทรปราการ 6-8 พ.ย. 19.00 น. และพิธีฌาปนกิจ 9 พ.ย.17.00 น.โดยมี ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เป็นประธาน…ขอเชิญผู้เคารพนับถือร่วมไว้อาลัยโดยพร้อมหน้ากัน…
  • วงการวรรณกรรมสูญเสียอีกครั้ง เมื่อทราบข่าวการจากไป เมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ของ “บินหลา สันกาลาคีรี” วุฒิชาติ ชุ่มสนิท นักเขียนซีไรท์ ปี 2548 เจ้าของผลงาน “เจ้าหงิญ” สร้างความเศร้าแก่คนในแวดวงวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง…บินหลา สันกาลาคีรี เป็นนักเขียนมากฝีมือที่ฝากผลงานไว้หลากหลาย อาทิ ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ,ดื่มทะเลสาบ อายทะเลทราย และบินทีละหลา เป็นต้น ผลงานของเขาโดดเด่น ด้วยภาษาที่งดงามและมุมมองชีวิตของผู้เดินทาง ซึ่งสะท้อนความจริงของผู้คนและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง…ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ …สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมศพจัด 3 คืน ที่วัดท่ากระทุ่ม ต.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี !!…

บารอนเนส

‘ชนิสราฟาร์ม’ ตัวอย่างเกษตรกร Contract Farming สร้างอาชีพมั่นคงด้วยสองมือ

'ชนิสราฟาร์ม' ตัวอย่างเกษตรกร Contract Farming สร้างอาชีพมั่นคงด้วยสองมือ

‘ชนิสราฟาร์ม’ ตัวอย่างเกษตรกร Contract Farming สร้างอาชีพมั่นคงด้วยสองมือ

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

ในยุคที่หลายคนยังลังเลจะเริ่มอะไรใหม่ๆ “ชนิสรา ละลา” กลับเลือกลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้วยความกล้าเริ่มต้นจากศูนย์ และค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยความมุ่งมั่น และการไม่หยุดพัฒนา

จากชีวิตเรียบง่ายของ ชนิสรา ละลา และ วรเชษฐ์ ไชยแว่นตา คู่สามีภรรยาที่ขายข้าวสารและรับจ้างทั่วไป สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อมีคนแนะนำ “อาชีพเลี้ยงหมู” ในรูปแบบ “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” (Contract Farming)

ตอนนั้นแม้จะยังไม่รู้จักฟาร์มหมูแบบลึกซึ้ง แต่ก็ลองเปิดใจดู เพราะรู้สึกว่ามีบริษัทที่เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงย่อมมีความมั่นคง และก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มอาชีพใหม่ทั้งสองคนได้ศึกษา และพิจารณาสัญญาอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าสัญญาเหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงเห็นความสำเร็จของเพื่อเกษตรกรรอบข้าง พวกเขาจึงตัดสินใจทำฟาร์มแรกเมื่อปี 2559 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอย่างแท้จริง

ช่วงที่ยากที่สุดคือช่วงเริ่มต้น เพราะทั้งสองไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อน

“แต่เพราะเชื่อมั่นกับการทำงานร่วมกับซีพีเอฟที่มีความเชี่ยวชาญ มีทีมสนับสนุนทั้งการเลี้ยง เทคโนโลยีฟาร์ม มีทีมสัตวแพทย์ สัตวบาลเข้ามาให้คำแนะนำต่อเนื่อง ทำให้สามารถเลี้ยงหมูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทุนไปแล้ว มีผลตอบแทนตามผลการเลี้ยงทุกครั้ง เมื่อความตั้งใจของเรา รวมกับองค์ความรู้ของบริษัทฯ ทำให้สำเร็จได้ไม่ยาก” ชนิสรา พูดเรียบๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่น

จากโรงเรือนเล็กๆ แค่ 650 ตัว ชนิสราฟาร์ม ค่อยๆ ขยับขยายขึ้น ด้วยความมั่นใจและระมัดระวัง ปี 2564 ตัดสินใจสร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 4 หลัง รวมเลี้ยงหมูเป็น 3,400 ตัว ต่อมาในปี 2566 ก็มีฟาร์มเกษตรกรที่อยู่ติดกันประกาศขาย 2 หลัง ทั้งคู่ตัดสินใจซื้อไว้ รวมทั้งหมดกลายเป็น 7 โรงเรือน เลี้ยงหมูขุนได้ถึง 5,750 ตัว

และไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าที่ดินข้างๆ ยังว่างอยู่ และรายได้จากการเลี้ยงหมูมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง พวกเขาตัดสินใจซื้อที่ดินเพิ่มอีก 23 ไร่ สร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 4 หลัง และเริ่มเข้าเลี้ยงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

จากคนที่ไม่เคยเลี้ยงหมู ตอนนี้ชนิสราและวรเชษฐ์ ดูแล หจก.ชนิสราฟาร์ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ฟาร์มหมูขุน 11 โรงเรือน ความจุรวม 9,150 ตัว พื้นที่ทั้งหมดกว่า 55 ไร่ กลายเป็นหนึ่งในฟาร์มหมูที่มีระบบการจัดการที่ทันสมัย ใช้ระบบอัตโนมัติ และกำลังเดินหน้าสู่ Smart Farm โดยมีพนักงานดูแลหมูเพียง 12 คน

พูดได้เต็มปากว่า “ชีวิตที่เปลี่ยน เพราะกล้าลอง” … ทั้งสองยอมรับว่าไม่ใช่คนชอบเสี่ยง การขายของทั่วไปมีของเสีย ทุนจม แต่เลี้ยงหมูคอนแทรคฟาร์มมิ่งไม่ใช่แบบนั้น เพราะเป็น “ระบบที่ทำให้เติบโตได้จริง”

“การเลี้ยงหมูของพวกเขา เริ่มจากการลงทุนครั้งเดียว แต่สินทรัพย์กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จบแต่ละรุ่นก็ได้เงินเลย ตามผลการเลี้ยง เพียงแค่ต้องใส่ใจ ดูแล ไม่ปล่อยทิ้งขว้าง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” วรเชษฐ์ กล่าวถึงเทคนิคของความสำเร็จ

ชนิสรา บอกว่าทุกอย่างที่ทำมาเธอเลือกเอง แต่มั่นใจได้เพราะมี “ซีพีเอฟเป็นพาร์ตเนอร์ คู่คิด คู่พัฒนา ที่ไว้ใจได้” อยู่ข้างกันเสมอ

เทคโนโลยีในฟาร์มถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกปีมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาให้ลอง ให้ปรับ อาทิ เทคนิคใหม่ในการเลี้ยง อุปกรณ์ใหม่ๆที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการเลี้ยงให้ดีขึ้น รวมถึงระบบ Smart Farm ที่บริษัทแนะนำ … โรงเรือนที่สร้างตอนแรกกับตอนนี้ก็แตกต่างกัน และมีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลง มาพร้อมกับรายได้ที่ดีขึ้น

ถึงจะมีฟาร์มใหญ่ขนาดนี้ แต่ชนิสราก็ยังใช้ชีวิตเรียบง่าย ขายของแม่และเด็กเหมือนเดิม มีลูกชาย-ลูกสาว ที่เธอพยายามให้เข้ามาช่วยดูฟาร์มด้วยกัน พาเดินในโรงเรือน ชวนให้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยง ตอนนี้ลูกๆเริ่มถามแล้วว่า “พ่อเลี้ยงหมูกี่ตัว” เป็นคำถามที่ทำให้เธอภูมิใจ

สำหรับทั้งสองคน ความมั่นคง คือการมี “รายได้ที่มั่นคงและแน่นอน” เพียงพอเลี้ยงครอบครัว เพียงพอขยายกิจการ และพอที่จะ “ปันกลับ” ให้ชุมชน ไม่แค่งานบุญต่างๆที่ทำไม่เคยขาด พอมีฟาร์มเลี้ยงหมูก็มีการแบ่งปัน “น้ำปุ๋ย” ให้พี่น้องเกษตรกรรอบข้างใช้ในนาข้าว เป็นการหมุนเวียนทรัพยากรที่เกิดจากใจ

และนี่คือหนึ่งในความงามของอาชีพ “เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง” ไม่ใช่แค่เลี้ยงหมูขาย แต่คือการเลี้ยงความฝันของครอบครัวและสร้างความมั่นคงให้ชีวิตทีละก้าว ทีละรุ่นไม่หวือหวา แต่ชัดเจน

สิ่งที่ทำให้ “ชนิสราฟาร์ม” แตกต่าง ไม่ใช่จำนวนหมู หรือขนาดของฟาร์ม จากโรงเรือนเดียว สู่ฟาร์มหมูระดับหมื่นตัว แต่คือ การวางระบบ การบริหารจัดการ โดยมีระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟเป็นส่วนสนับสนุน เส้นทางที่เริ่มจากศูนย์ แต่เต็มไปด้วยความพยายามทีละก้าว และยังมองเลยไปถึงการอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

และสิ่งที่ “ชนิสราฟาร์ม” สร้างขึ้น ไม่ได้มีแค่โรงเรือนเลี้ยงหมู แต่คือรากฐานของชีวิตที่มั่นคง และแรงบันดาลใจให้เห็นว่า “ความสำเร็จ… สร้างได้ด้วยสองมือ”

ฉลองมงคลสมรส ธารา รัตนาวะดี – ปภาดา ตันติมาสกุล

ฉลองมงคลสมรส ธารา รัตนาวะดี - ปภาดา ตันติมาสกุล

ฉลองมงคลสมรส ธารา รัตนาวะดี – ปภาดา ตันติมาสกุล

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.42 น.

ปลูกต้นรักจนเติบโต พร้อมสร้างครอบครัวได้ฤกษ์ดี วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 คุณย่าประทุม รัตนาวะดี พร้อมด้วย คุณพ่อคุณแม่ สาณิต-ศิรินันท์  รัตนาวะดี นำลูกชาย ธารา รัตนาวะดี ยกขบวนขันหมากไปสู่ขอ ปภาดา ตันติมาสกุล ลูกสาว พชรพล – พิมลพรรณ ตันติสกุล มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน พร้อมจัดพิธีรดน้ำพระพุทธมนต์และฉลองมงคลสมรสรับขวัญเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ณ ห้องบอลรูม โรงแรมแคปเปล่า กรุงเทพ

บ่าวสาวป้ายแดง  ธารา รัตนาวะดี – ปภาดา ตันติมาสกุล

สวมแหวนตีตราจองโดยมีผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าบ่าวคุณย่า ประทุม รัตนาวะดี, คุณย่า พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, พ่อแม่เจ้าบ่าว สาณิต-ศิรินันท์ รัตนาวะดี, อาม่าเจ้าสาว กวีรัตน์ ตันติมาสกุล, วลีพร แก้วเวฬู, พ่อแม่เจ้าสาว พชรพล – พิมลพรรณ ตันติสกุล เป็นสักขีพยาน

พร้อมหน้าครอบครัว พ่อแม่เจ้าบ่าว สาณิต-ศิรินันท์ น้องสาวน้องชาย ธฤต – ธันยา รัตนาวะดี พ่อแม่เจ้าสาว พชรพล – พิมลพรรณ ตันติสกุล พี่สาวและพี่เขย ปุณณภา ตันติมาสกุล-ฐิติพันธุ์ ศรีรองเมือง และ ปัณณพร ตันติมาสกุล-ศุภณัฐ ตีระสหกุล

สองคุณย่า ประทุม รัตนาวะดี และ พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์ รับไหว้หลานชายและหลานสะใภ้

บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นท่ามกลางแขกเหรื่อจากทั้งสองครอบครัว ตลอดญาติๆ เพื่อนๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี ด้วยความต้องการของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่อยากให้ทุกคนได้มาสนุกกับงานจึงไม่มีพิธีรีตองมากมาย เมื่อเสร็จพิธีการตามประเพณี แขกในงานก็ได้สนุกกับการถ่ายที่โฟโต้บูทนำกลับไปเป็นระลึก พอถึงงานฉลองมงคลสมรสมี คุณพ่อเจ้าบ่าว สาณิต รัตนาวะดี ขึ้นกล่าวอวยพร ต่อด้วยการเชิญชวนให้แขกที่มาร่วมงานได้ร่วมตอบคำถามชิงรางวัลใหญ่ ก่อนจะตัดเค้กมงคลนำไปมอบให้กับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปิดถ่ายด้วยการโยนช่อดอกไม้เจ้าสาว ซึ่งมีเพื่อนบ่าวสาวที่ยังโสดมารอรับช่อดอกไม้กันแน่นขนัด ซึ่งผู้รับช่อดอกไม้ได้บ่าวสาวยังมีของขวัญมอบให้อีกด้วย

อาม่า กวีรัตน์ ตันติมาสกุลรับไหว้สานสาวและหลานเขย

คุณอาเจ้าบ่าว สารัชถ์- นลินี รัตนาวะดี ร่วมอวยพรหลานรัก ร่วมด้วยสาริศ รัตนาวะดี ยินดีกับน้องชาย

คุณพ่อ สาณิต รัตนาวะดี กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวด้วยความตื้นตัน

ครอบครัวรัตนานวะดี

รมว.พลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบุลย์, วรภัค ธันยาวงษ์ และเพื่อนๆ วปอ. ของคุณพ่อเจ้าบ่าวร่วมยินดี

ประทุม – สฤษดิ์ รัตนาวะดี, สุนันทา รัตนาวะดี และ ผาณิต-อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์

ภาพแห่งความสุขรวมญาติครอบครัวเจ้าสาว

ลุงๆ อาๆ เจ้าบ่าว นำโดย สฤษดิ์ รัตนาวะดี,ศักดิ์สิน-อนุตตรา พูนศิริวงศ์, นรพล-อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, ปิติพัฒน์ พูนศิริวงศ์, จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, ดร.กร พูนศิริวงศ์, ยศชนินทร์ พูนศิริวงศ์, กุลพัสฐ์ พูลศิริวงศ์, น้องชายเจ้าบ่าว ธฤต รัตนาวะดี ร่วมด้วย รุจน์ บูรณฤกษ์ และ นีลัญชนา นนทะนาคร

สำหรับเส้นทางความรักของ เจ้าบ่าว แป๊บ- ธารา และเจ้าสาว ป่าน-ปภาดา ทั้งคู่พบกันในสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งเพื่อเตรียมตัวไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศ เนื่องจากทั้งคู่ไปเรียนต่อคนละประเทศความสัมพันธ์เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน ใช้เวลาถึง 2 ปี ในการเรียนรู้กันและกันในสถานะคนพิเศษ และศึกษาดูใจกันนานถึง 3 ปี จึงได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

เลิศชาย – นิรัชฎา พงษ์โสภณ, วรุณพร สุพรรณธะริดา, พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์ และประทุม รัตนาวะดี

วรุณพร สุพรรณธะริดา, จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, รุจน์ บูรณฤกษ์ – นีลัญชนา นนทะนาคร แลณัฐวัชค์ – อภิศรา สุพรรณธะริดา

อรุณรัตน์ – ผาณิต พูนศิริวงศ์ และสโรชา รัตนาวะดี

วัลลภ นาคบัว, วรไท สุริยประภาดิลก และภรรยา, วิไลรัตน์- นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และ บุญหาญ อู่อุดมยิ่ง

ผาณิต พูนศิริวงศ์ กับหลานๆ ธฤต-ธันยา รัตนาวะดี พร้อมเพื่อนๆ ศิริน-นภิสศิริ สุรรังสรรค์, โรจน์ชนะ- ธัญชนก โหตระไวศยะ และ กรรณิการ์ ปรารถนาพร

คุณแม่เจ้าบ่าวศิรินันท์ รัตนาวะดี ต้อนรับญาติๆ บ้านพูนศิริวงศ์ นำโดย ผาณิต-นรพล-อรุณรัตน์-ผรณเดช พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์-ดร.กร-ปิติพัฒน์ พูนศิริวงศ์, กุลพัสฐ์ พูลสิริวงศ์ ร่วมด้วย เลิศชาย-นิรัชฎา พงษ์โสภณ, ผาณิต พูนศิริวงศ์, สโรชา รัตนาวะดี, สฤษดิ์ รัตนาวะดี และ ผรณเดช พูนศิริวงศ์

พัชรินทร พูนศิริวงศ์ พร้อมลูกๆ กฤษ-ดร.กร-ปิติพัฒน์ พูนศิริวงศ์ และหลานๆ

ป่าน – ปภาดา เจ้าสาวคนสวยบอกว่า “ตั้งแต่ที่เราเริ่มทำความรู้จักกัน จนเป็นแฟนกัน พูดได้ว่าเป็นรักที่ลงตัวมากๆ เราแทบจะไม่ต้องปรับอะไรกันเยอะ เพราะเรามีนิสัยที่คล้ายกัน ป่านมีความสุขตลอดเวลาที่อยู่กับแป๊บ เขาเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ตลก ในขณะเดียวกันเขาก็ทำให้ป่านรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ป่านมั่นใจว่าถ้าป่านเจอปัญหาอะไร แป๊บก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างป่าน”

กลุ่มเพื่อน วปอ. ของ สาณิต รัตนาวะดี

แท็กทีมเพื่อนเจ้าบ่าว – เจ้าสาว ที่มาช่วยงานอย่างเต็มที่

ด้านเจ้าบ่าว แป๊บ – ธารา เผยความรู้สึกที่มีต่อเจ้าสาวว่า “ ป่านเป็นมีน้ำใจ เป็นคนที่นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ป่านเป็นคนคิดบวก เวลาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอุ่นใจ และแป๊บสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ที่สำคัญป่านเป็นเพื่อนคู่คิดที่ดีมาโดยตลอด จึงทำให้แป๊บมั่นใจและขอเขาแต่งงานครับ”

ภูฟ้าคอลเลกชันพิเศษ ‘โปโลสีดำนิลภัทร’ ถวายอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภูฟ้าคอลเลกชันพิเศษ ‘โปโลสีดำนิลภัทร’ ถวายอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภูฟ้าคอลเลกชันพิเศษ ‘โปโลสีดำนิลภัทร’ ถวายอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.02 น.

ร้านภูฟ้า ในโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์ “ปีม้าน่ารัก” ร่วมถวายอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง จัดทำเสื้อคอลเลกชันพิเศษ “โปโลสีดำนิลภัทร” พร้อมเปิดให้สั่งจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.phufa.org/shop หรือที่ร้านภูฟ้าทั้ง 18 สาขา โดยสามารถตรวจสอบสาขาของร้านได้ทาง https://www.phufa.org/branch-all/  ทั้งนี้สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานใดที่มีความประสงค์ในการสั่งเสื้อคอลเลกชันพิเศษจำนวนมาก สามารถติดต่อสำนักงานร้านภูฟ้า โทร. 02 655 6242-3 ต่อ 103 สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: PHUFA

ร้านภูฟ้าเป็นร้านที่จัดตั้งขึ้นในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร(กพด.)เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กและชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารและได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ให้แก่ร้านภูฟ้าเพื่อนำไปผลิตสินค้า ต่างๆ จำหน่าย โดยรายได้เหนือรายจ่ายของร้าน ทรงพระกรุณาพระราชทานเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชาวบ้านรวมทั้งนักเรียนถิ่นห่างไกล เป็นจำนวนเงินมากกว่า ๑๘๖ ล้านบาทในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) ทางด้านวิชาการ บริการทางการแพทย์ การค้นคว้าวิจัยและนวัตกรรม

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) ทางด้านวิชาการ บริการทางการแพทย์ การค้นคว้าวิจัยและนวัตกรรม

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) ทางด้านวิชาการ บริการทางการแพทย์ การค้นคว้าวิจัยและนวัตกรรม

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.54 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางด้านวิชาการ บริ การทางการแพทย์ การค้นคว้าวิจัย และนวัตกรรม โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ เภสัชกรหญิงสุมาลี คริสธานินทร์ ประธานบริหาร บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย วรรณวิมล สินทราพรรณทร ผู้แทนของบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว พร้อมกันนี้ ซัง ลี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและการสนับ สนุนผู้ป่วย โนวาร์ติส ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคตะวันออกกลางและแอฟริกา ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ ภายในงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 อาคารสำนัก งานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

สำหรับการลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายผลเครือข่ายวิชาการ และขับเคลื่อนการวิจัยเชิงลึกที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทยอย่างยั่งยืน โดยจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผสานความเชี่ยวชาญของสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศไทยเข้ากับศักยภาพในการค้นคว้าวิจัย และพัฒนานวัตกรรมยาที่ก้าวล้ำ เพื่อเสริมศักยภาพด้านสาธารณสุขไทยสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจและพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงได้จัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขึ้นด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงช่วยเหลือและบรรเทาความทุกข์ทรมานของราษฎรผู้เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและเป็นการช่วยยกระ ดับการรักษาพยาบาลของประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล ต่อมาทรงได้ขยายขอบข่ายการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ให้ครอบคลุมการรักษาทุกโรค โดยได้พระราชทานแนวพระนโยบายให้นำองค์ความรู้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วย เพื่อเป็นที่พึ่งทางสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน รวมทั้งทรงจัดตั้งราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและการวิจัยที่สร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ

ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา นำโดย มาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเมกาบางนาและโครงการเมกาซิตี้ พร้อมด้วย ผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมพิธีถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ อุทิศพระวรกาย พระปรีชาสามารถ และพระเมตตาธิคุณ เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวไทย ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ได้จัด ตั้งพระฉายาลักษณ์ให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปสามารถร่วมถวายความอาลัย ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2569