มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งถุงน้ำดี แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อยๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นๆ หายๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาในระยะต้น คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ มีปลวกฝูงหนึ่งกำลังเตรียมตัวสร้างรังใหญ่เพื่อหลบภัยในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าปลวกแต่ละตัวจะมีพละกำลังมหาศาลเมื่อเทียบกับขนาดตัว แต่มีบุคลิกที่พิเศษประการหนึ่งคือ “ความอ่อนน้อม”

                   นางพญาปลวกเรียกประชุมปลวกทุกตัว และกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “ลูกๆ ทั้งหลาย รังที่ยิ่งใหญ่นี้มิอาจสร้างได้ด้วยความแข็งแรงของปลวกทหาร หรือความว่องไวของปลวกสำรวจเพียงลำพัง แต่จะสำเร็จได้หากพวกเราวางความถือดีลง และให้เกียรติในหน้าที่ของกันและกัน”

1.ปลวกสำรวจ: เมื่อกลับมาจากการหาทำเล ไม่ได้โอ้อวดว่าตนลำบากกว่าใคร หรือเก่งกว่าใครที่หาทางถูก แต่กลับกล่าวขอบคุณปลวกทหารที่ช่วยเฝ้าระวังภัย2.ปลวกทหาร: แม้จะมีร่างกายกำยำและอาวุธร้ายแรง แต่ไม่เคยข่มเหงปลวกงานที่ตัวเล็กกว่า     

3.ปลวกงาน: ปลวกงานแต่ละตัวที่คาบเศษดินมา ไม่เคยคิดว่า “ดินก้อนของฉันสำคัญที่สุด” หรือ “ฉันทำมากกว่าตัวอื่น” เมื่อปลวกงานเดินสวนกัน พวกมันจะหยุดทักทายและใช้หนวดแตะกันเพื่อแสดงความเคารพและให้กำลังใจ

                 มีปลวกหนุ่มตัวหนึ่งพยายามจะยกกิ่งไม้ใหญ่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง   เพื่อหวังคำชม แต่ก็ทำไม่สำเร็จจนเกือบถูกกิ่งไม้ทับ ปลวกตัวอื่นๆ ไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่รีบเข้ามาช่วยกันประคองอย่างสุภาพ ปลวกหนุ่มจึงเข้าใจว่า “ความอวดดีนั้นหนักกว่ากิ่งไม้ แต่ความอ่อนน้อมต่างหากที่ช่วยให้งานเบาลง”

                 ในที่สุด รังปลวกที่สลับซับซ้อนก็สำเร็จลง ไม่ใช่ด้วยการแย่งกันเป็นใหญ่ แต่สำเร็จด้วยการ “ยอมเป็นส่วนเล็กๆ” ที่ประดิดประดอยเข้าด้วยกัน

                 นางพญาปลวกสอนบทเรียนว่า “รังนี้มั่นคงเพราะพวกเจ้ารู้จักลดตัวลงเพื่อประสานกับผู้อื่น เหมือนก้อนดินที่ยอมให้ก้อนอื่นทับถัดไปเพื่อให้ฐานรากแน่นหนา”

                 ข้อคิดตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องความอ่อนน้อม   (อปจายนมัย):

1.ลดอัตตา (No Ego): ความสำเร็จในทีมเริ่มจากการไม่ยึดถือว่า “ฉันเก่งที่สุด” แต่ยอมรับว่าทุกคนมีส่วนสำคัญ

2.การให้เกียรติ (Respect): การเคารพในหน้าที่ของผู้อื่น (ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใด) คือกาวชั้นดีที่ยึดโยงองค์กรไว้

3.ความอ่อนโยนคือพลัง (Soft Power): ปลวกที่รู้จักอ่อนน้อม สามารถสร้างรังที่แข็งแกร่งกว่าศิลาได้ด้วยพลังแห่งการร่วมใจ

อาทร  จันทวิมล

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี 

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพออาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

W9 Wellness ชี้ ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

W9 Wellness ชี้  ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

W9 Wellness ชี้ ‘Neurowellness’ เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569 สุขภาพองค์รวมลงลึก ดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่ระบบประสาท

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

W9 Wellness  เผย “The Rise of Neurowellness” หรือ “การดูแลสุขภาวะของระบบประสาท” เป็นหนึ่งในเทรนด์สุขภาพระดับโลกที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 โดยถูกยกให้เป็นพรมแดนใหม่ของการดูแลสุขภาพมนุษย์

รายงาน Global Wellness Trends 2026 จาก Global Wellness Summit สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเชิงพฤติกรรม สู่การดูแล “ระบบควบคุมกลาง” ของร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งในอดีต การดูแลสุขภาพมักมุ่งเน้นที่โภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน แต่ปัจจุบันองค์ความรู้ทางการแพทย์เริ่มชี้ชัดว่า “คอขวดสำคัญ” ของสุขภาพ อาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมหรือวินัย หากแต่คือ ภาวะ Overload ของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานสำคัญของร่างกาย ตั้งแต่การนอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงความสมดุลฮอร์โมนและการเผาผลาญพลังงาน

ผู้อำนวยการศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม W9 Wellness Center เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียดเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่างกายติดอยู่ในโหมด Fight or Flight ในระดับต่ำ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของปัญหาสุขภาพหลายประการ ทั้งการนอนหลับไม่ลึก ภาวะวิตกกังวล สมองล้า (Brain Fog) การอักเสบเรื้อรัง ฮอร์โมนแปรปรวน และภาวะหมดไฟ (Burnout) การมาของ Wearable devices ทำให้ภาวะเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านตัวชี้วัดอย่าง Sleep Score, Heart Rate Variability (HRV) และ Recovery Index จนกลายเป็นดัชนีสุขภาพสำคัญในชีวิตประจำวัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิด Neurowellness ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าความชุกของภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในช่วงปีแรกของการระบาดของโควิด-19 ขณะที่งานวิจัยด้าน Sleep Medicine และข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขหลายประเทศพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่มีปัญหาคุณภาพการนอน สะท้อนถึงภาระความเครียดสะสมในระบบประสาทของคนยุคใหม่

เทคโนโลยีดูแลระบบประสาท: จาก Niche สู่ Mainstream

Neurowellness จึงกำลังก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การใช้งานในวงกว้าง ผ่านเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation) เทคโนโลยีวิเคราะห์คลื่นสมองเพื่อปรับคุณภาพการนอนหลับ (EEG-Guided Sleep Technology) การฝึกสมองด้วย Neurofeedback รวมถึงอุปกรณ์ Neuromodulation ที่ใช้ได้ที่บ้าน ซึ่งบางประเภทได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว สะท้อนถึงการยอมรับในระดับคลินิกและระบบสุขภาพในอนาคต

การยกระดับ Soft-care ดั่งเดิมสู่ Nervous‑System Medicine

ศาสตร์การดูแลสุขภาพดั้งเดิม หรือ Soft-care เช่น Breathwork หรือการฝึกหายใจอย่างมีแบบแผน, โยคะ, Touch Therapy หรือ สัมผัสบำบัด และ Feldenkrais Method หรือเทคนิคสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของร่างกายและจิตใจโดยใช้การเคลื่อนไหวเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ กำลังได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น งานวิจัยด้านประสาทวิทยาหลายฉบับพบว่าศาสตร์เหล่านี้สามารถช่วยเพิ่ม Vagal Tone หรือระดับการทำงานของเส้นประสาทเวกัส ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ที่ทำหน้าที่หลักในระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ควบคุมการพักผ่อน ย่อยอาหาร อัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มค่า HRV ลดระดับ Cortisol ซึ่งคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต จะมีระดับสูงเมื่อมีความเครียดในร่างกาย และปรับสมดุลระหว่างระบบประสาท Sympathetic-Parasympathetic ซึ่งทำหน้าที่ “Fight or Flight” (สู้หรือหนี) ทำงานเมื่อร่างกายเครียดและ “Rest and Digest” (พักผ่อนและย่อยอาหาร) ทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า Soft-care ไม่ได้เป็นเพียง Wellness Lifestyle แต่กำลังก้าวสู่การเป็นเครื่องมือในเวชศาสตร์ระบบประสาทยุคใหม่

นพ.พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ (หมอบาย)

Brain–Body Connection: อนาคตของสุขภาพองค์รวม

นพ. พิจักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิด Brain–Body Connection จากสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น Stanford ยังชี้ให้เห็นว่าระบบประสาท สมอง ภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม และอารมณ์ ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ส่งผลให้ Neurowellness ขยายบทบาทไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การดูแลสุขภาพจิต ฟิตเนสและการฟื้นฟูร่างกาย Wellness Hospitality ไปจนถึง Longevity Real Estate และ คลินิกเวชศาสตร์เชิงป้องกัน

“ปัจจุบันเราพบว่าผู้รับบริการกับ W9 Wellness จำนวนมากไม่ได้มีปัญหาสุขภาพจากโรคโดยตรง แต่เกิดจากภาวะระบบประสาทล้าเรื้อรัง (Nervous System Dysregulation) ซึ่งส่งผลต่อการนอน ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และประสิทธิภาพการใช้ชีวิตโดยรวม การดูแลสุขภาพในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การปรับพฤติกรรมหรือให้สารอาหารเสริม แต่ต้องเริ่มจากการประเมินและฟื้นฟูสมดุลของระบบประสาท ซึ่งถือเป็นรากฐานของ Longevity และ Performance Medicine อย่างแท้จริง”

Neurowellness จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพองค์รวม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมือง ผู้บริหาร และผู้ที่มีภาวะเครียดสะสมสูง การควบคุมระบบประสาทได้ดีไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงโรคและส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพการทำงานในระยะยาวอีกด้วย นายแพทย์พิจักษณ์ กล่าว

ผู้สนใจดูแลสุขภาพเชิงลึกในมิติของระบบประสาท การนอนหลับ ความเครียด ฮอร์โมน และสุขภาพองค์รวม สามารถเข้ารับคำปรึกษาและประเมินสุขภาวะเฉพาะบุคคลได้ที่ W9 Wellness ซึ่งมุ่งเน้นการดูแลแบบ Integrative & Preventive Medicine ผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์ เวชศาสตร์ชะลอวัย และเทคโนโลยีสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อยกระดับสุขภาพอย่างยั่งยืน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://w9wellness.com/

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 24 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

  • เป็นการ BUILD-UP กองกำลังของสหรัฐฯทั้งบก-เรือ-อากาศอย่างมโหฬารที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนาม เฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “อับราฮัมฯ” และกองเรือพิฆาตอีกนับร้อยลำ สนับสนุนด้วยเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูซึ่งไม่ปรากฏตัว แต่ก็เป็นอาวุธลับที่อริราชหวาดกลัวที่สุด ความสามารถในเรื่องหายตัวลี้ลับแต่สามารถยิงจรวดนำวิถีจากใต้น้ำเข้าสู่เป้าหมายต่างๆอย่างแม่นยำ อีกเรื่องอานุภาพการทำลายล้างของฝูงบิน F-35 อิหร่านย่อมประจักษ์ดีเพราะปะทะกันครั้งสุดท้าย F-35 สามารถบินเข้าอาณาเขตอย่างล่องหน (STEALTH) และทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่านเสียหายยับเยิน ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวย้ำแล้วตำหนิอิหร่านเล่นเกมส์ดึงเช็งการเจรจาเรื่องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ผลงานของทรัมป์เรื่องเพาเวอร์เพลย์เห็นกันมาหลายครั้ง เขาคงไม่กรีฑาทัพหลวงมาอย่างไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจน วานนี้สหรัฐฯเพิ่งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อม AWAC อีกลำเข้าโอบล้อมอ่าวเปอร์เซีย ผู้รู้บางท่านว่าเกมส์ที่อิหร่านเดินอยู่นี้อาจเข้าข่ายสุภาษิตจีนมีว่า “สู้ก็จั๊บ รับก็โหงว สู้ๆรับๆเลยโดนไปจับโหงว”…
  • กูรูการเมือง/เศรษฐกิจอาวุโส ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล แวะมาเยี่ยมกันใน ช่วงเทศกาลตรุษจีน สรุปสถานการณ์ที่กำลังพัฒนารวดเร็วในตะวันออกกลางให้ฟัง สุดท้ายย้อนมารีวิวเหตุการณ์การเมืองของไทย ซึ่งแน่นอนจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ท่านกูรูก็ยังแสดงความยินดีกับท่าน รก.นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปอย่างท่วมท้น แล้วก็เลยมาถึงเรื่องที่พรรคฯได้เฉลยออกมาแล้วว่าในส่วนของ “คนนอก” ที่จะมาดูแลการบริหารเศรษฐกิจ กล่าวคือท่าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะได้รับมอบหมายเป็นรองนายกฯและควบ รมว.คลัง ส่วนท่าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็จะได้รับมอบหมายบทบาทสำคัญเป็นรองนายกฯและควบ รมว.พาณิชย์ อีกทั้งกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯอีกโสดหนึ่ง…
  • ข่าวจริงยืนยันจาก กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง แจ้งข้าราชการและลูกจ้างประจำที่จะพ้นจากราชการ เพราะเกษียณอายุ ลาออก ปลดออก หรือให้ออก ปีงบประมาณ 2569 สามารถยื่นขอรับบำเหน็จ–บำนาญล่วงหน้าได้ 8 เดือน ผ่านระบบ Digital Pension ของกรมบัญชีกลาง เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน(วันที่ 1 ก.พ.นี้) เป็นต้นไป…โดยผู้ยื่นต้องดำเนินการด้วยตนเองผ่านระบบ e-Filing และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เท่านั้น…ขอให้ทุกท่านบริหารจัดการ “เงินก้อนสุดท้าย” ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง…
  • ขอแสดงความยินดีกับ พล.ร.ท. พงศชาญ เพ็ชรเทศ ที่ลูกสาวแฝดคนหนึ่ง พิชญาภัค ได้ทุนรัฐบาลออสเตรเลีย ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Melbourne ในสาขาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เรียนจบมาเมื่อไร มีส่วนราชการรอรับพอดี…
  • ดีใจด้วยกับ ผศ.ดร. พงศ์ภัค บานชื่น จากคณะวิทยาการจัดการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาภายในด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ม.เกษตรศาสตร์ มาตั้งแต่ปลาย ม.ค.ที่ผ่านมา…
  • ความปลาบปลื้มของคนเป็นพ่อ ว่าที่ร.ต.เกียรติยศ บูรณะสัมฤทธิ์ ภูมิใจมาก เมื่อลูกสาวคนเดียว น้องเจแปน เล่นเทควันโด้ จนได้รับสายเหลืองแล้วในขณะนี้…
  • เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา สุพิชา พันธ์ุโกศล ขึ้นเหนือไปเชียงราย ทำหน้าที่อาสาสมัคร ผู้ช่วยทันตแพทย์ ซึ่งต้องไปทุกเดือนอยู่แล้ว เดือนนี้ตรงกับวันแห่งความรัก และวันตรุษจีน…แบบดีงามยิ่ง !!…


บารอนเนส

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

มะเร็งถุงน้ำดี “มัจจุราชเงียบ” วัย 40+ ตรวจอัลตราซาวด์ปีละครั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.56 น.

“มะเร็งถุงน้ำดี” แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อย ๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ.ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

“มะเร็งถุงน้ำดี” เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ผศ.นพ.ปณต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

ผศ.นพ.ปณต ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า การรักษาในระยะต้นคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมขึ้นคอนเสิร์ต Music is My Life II รายได้เข้ากองทุนกฤดิกร ศาตะมาน เพื่อโอกาสทางการศึกษาเด็กที่ขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.40 น.

ครอบครัว “ศาตะมาน” นำโดย พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผะอบทิพย์-ปานเกศ ศาตะมาน จัดคอนเสิร์ตการกุศล Music is My Life II เพื่อ กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดย คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน นำทีมนักร้องกิตติมศักดิ์ขึ้นเวทีคับคั่ง อาทิ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, วัจนา สุทัศน์ ณ อยุธยา, ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ-จิตราภา หิมะทองคำ, ไกรทิพย์-นันดา ไกรฤกษ์, ปานสรวง ชุมสาย ณ อยุธยา, สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Henri Dunant Hall ราชกรีฑาสโมสร ถ.อังรีดูนังต์

อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญยารชุน, อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน ร่วมด้วย คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, ศศินันท์ อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา, พล.ต.ท.ประกาศ ศาตะมาน และ นันดา ไกรฤกษ์

อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญยารชุน มาร่วมงานคอนเสิร์ต Music is My Life II 

พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับ ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ มาพร้อมลูกๆ อนุทิพย์-กุณฑิกา ไกรฤกษ์ ร่วมต้อนรับ

พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับ ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์ มาพร้อมลูกๆ อนุทิพย์-กุณฑิกา ไกรฤกษ์ ร่วมต้อนรับ

อาสา – ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน

ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ และ ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา

กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 40 ปีมาแล้ว โดยครอบครัวศาตะมาน โดย  พล.ต.ท.ประกาศ – คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตะมาน ได้นำเงินที่มีผู้ร่วมทำบุญในงานสวดพระอภิธรรมและงานฌาปนกิจ ลูกชาย คือ กฤดิกร ศาตะมาน ในวัยเพียง 18 ปี ซึ่งเสียชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้นำร่างกลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่ประเทศไทย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในครั้งนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น เสด็จพระราชดำเนินในพระพิธีธรรม และเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลังงานเสร็จสิ้น ครอบครัวจึงได้นำเงินที่มีผู้ร่วมทำบุญกว่า 6 แสนบาท นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการนั้นครอบครัวศาตะมานได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเมตตาให้นำเงินที่ทูลเกล้าฯ ถวาย จัดตั้ง “กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ กฤดิกร ศาตะมาน โดยกองทุนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

อานันท์ ปัญยารชุน และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม, สุภาพ อิงควัต และแขกผู้มีเกียรติ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร นำทีม อรสา เวชชาชีวะ ชมคอนเสิร์ต

อดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร มาพร้อมลูกสาว ปณตพร ชโลธร มี ศรัณภัสสร์ ศาตะมาน ร่วมต้อนรับ

นับจากปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน “กองทุนกฤดิกร ศาตะมาน ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ” ได้มอบทุนการศึกษาเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท โดยครอบครัวศาตะมาน ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนฯ เป็นประจำต่อเนื่องทุกปี การจัดคอนเสิร์ต Music is My Life เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญอันเกิดจากความชื่นชอบเสียงเพลงของ คุณหญิงผอบทิพย์ ศาตมาน จึดขึ้นโดยเชิญชวนผู้มีจิตอันเป็นกุศลและชื่นชอบในเสียงดนตรีมาร่วมกันทำกุศลครั้งใหญ่ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน ต้อนรับนักร้องกิตติมศักดิ์ สุขสนั่น-ภาวนา โชติกเสถียร

Music is My Life II จบลงไปอย่างงดงาม ผู้มาร่วมงาน นำโดย ท่านผู้หญิงกุณฑี ไกรฤกษ์, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน, ท่านผู้หญิงถวิกา สารสิน, ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา, วุฒา ภิรมย์ภักดี, คุณหญิงชดช้อย โสภณพณิช, คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ต่างดื่มด่ำกับเสียงเพลงไพเราะจากนักร้องกิตติมศักดิ์และอิ่มเอมไปกับบุญที่ได้ทำร่วมกัน

พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร, อุษณีย์ วรวงศ์วสุ และสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

พล.อ.นพ.ชูฉัตร-คุณหญิงวิลาวัณย์ กำภู ณ อยุธยา

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ ‘มื้ออาหารธรรมดา’ อายิโนะโมะโต๊ะต่อยอดแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ปีที่ 2

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมแห่งการกินดี มีสุข (Eat Well, Live Well.)  บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าต่อยอดแคมเปญ “กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น (Eating is a Miracle)” สู่ปีที่ 2 จับมือพาร์ทเนอร์ ชูแนวคิดการดูแลสุขภาวะทางใจ (Emotional Well-being)  ผ่านพลังของมื้ออาหาร จัดเทศกาลอาหารใจกลางเมือง “Eating is a Miracle Self-Love Food Fest” เนรมิตใจกลางสยามสแควร์ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพักใจ ชวนคนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของ “มื้ออาหารธรรมดา” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาแห่งการรักและดูแลตัวเอง ผ่านโมเมนต์ของ “Comfort Eating” ที่เชื่อว่า เมื่อกินอร่อยและสบายใจ ใจก็ดีขึ้นได้จริง

ภายในงานขนทัพร้านดังจาก LINE MAN Wongnai กว่า 20 ร้าน พร้อมยกร้าน “อาหารตาม (ใจ) สั่ง” กลับมาอีกครั้ง เสริมด้วยกิจกรรมฮีลใจหลากหลายที่ช่วยเติมเต็มทั้งกายและใจ เพิ่มสีสันจากศิลปิน T-POP อาทิ วง PERSES, Whal & Dolph และ No One Else พร้อมเชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย จากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 2 มาร่วมสร้างความอร่อยจากเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดที่ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง ณ BLOCK K สยามสแควร์

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด

โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ชีวิตอาจมีหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ‘การกิน’ คือสิ่งหนึ่งที่เรายังเลือกได้ เลือกว่า จะกินอะไร กินกับใคร กินที่ไหน และกินอย่างไร ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว เพียงแค่ได้เลือกสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ก็สามารถบรรเทาความเครียดและทำให้ใจเบาลงได้ สำหรับอายิโนะโมะโต๊ะ ในฐานะที่เราทำงานกับอาหารมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปีในประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมกินดี มีสุข เราเชื่อมาตลอดว่า อาหารไม่ใช่แค่เรื่องโภชนาการ หรือความอิ่มท้อง แต่เป็นหนึ่งในสิ่งใกล้ตัวและง่ายที่สุดที่ช่วยดูแลสุขภาวะทางใจ (Emotional Well-being) ได้ ปีนี้เราจึงตั้งใจนำแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ที่เคยปลุกกระแสรักตัวเองในปีที่แล้วกลับมาสร้างบทสนทนาใหม่กับคนไทยอีกครั้งผ่านแนวคิด ‘Comfort Eating’ ที่ชวนทุกคนกลับมาให้คุณค่ากับช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น อาหารจานโปรด บรรยากาศที่ใช่ หรือการได้กินกับคนที่เรารู้สึกสบายใจ ตามแนวคิดของแคมเปญที่ว่า เมื่อกินอร่อยและสบายใจ ใจก็จะดีขึ้น

หลังจากจุดพลุแคมเปญด้วยการร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ปล่อยแคมเปญ ‘Your Comfort Is Arriving สั่งคอมฟอร์ตฟู้ด อัปมู้ดดี ๆ’ ที่ส่งคอมฟอร์ตฟู้ดอร่อยๆ พร้อมเมนูพิเศษ และกิฟต์เซ็ตลิมิเต็ด Ajinomoto Comfort Kit ไปถึงหน้าบ้านคนไทยในช่วงเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนมีนาคม นี้ วันนี้เราได้จับมือกับพาร์ทเนอร์หลายภาคส่วน นำประสบการณ์นั้นมาพร้อมเสิร์ฟอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของฟู้ดเฟส ‘Eating is a Miracle Self-Love Food Fest’ เราตั้งใจเนรมิตให้งานนี้กลายเป็นพื้นที่เล็กๆ ของการพักกายและใจ และยังไม่ลืมที่จะนำ ‘ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง’ ที่หลายคนประทับใจกลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย จากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 2 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ รวมถึงกิจกรรมหลากหลายที่ชวนเติมเต็มทั้งกายและใจด้วยของอร่อยตลอดทั้งงาน งานนี้เปิดให้เข้าร่วมฟรี เพื่อให้ทุกคนได้มาสัมผัสประสบการณ์ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ไปด้วยกัน และเปลี่ยน ‘มื้อธรรมดา’ ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย” โรอาน กล่าวเพิ่มเติม

เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย

พร้อมกันนี้ยังได้ เชฟเทียน – เทียนชัย พีรพงศธร จากรายการมาสเตอร์เชฟ เดอะ โพรเฟสชันนัลส์ ประเทศไทย และ เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร จากรายการเฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ มาร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษภายในงาน พร้อมสาธิตการทำเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ที่บ้าน ชวนเติมเต็มทั้งความอร่อยและความสบายใจตลอดงาน

“เราตั้งใจผลักดันแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนไทยสามารถสัมผัสและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราคือ การส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีผ่านมื้ออาหาร และสะท้อนความหมายของสังคมกินดี มีสุข ในแบบที่อายิโนะโมะโต๊ะเชื่อมั่นและยึดถือมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การกินและการใช้ชีวิตทุกรูปแบบของคนทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์ โรอาน กล่าวปิดท้าย

เมนูฮีลใจจาก เชฟลัท – รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากแคมเปญ “Eating is a Miracle กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น” ได้ที่ https://www.ajinomoto.co.th/th/well-being/eating-is-a-miracle/

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

แรงบันดาลใจของเด็กไทยที่ถูกส่งต่อริมแฟร์เวย์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ภาพความตื่นเต้นพร้อมเสียงปรบมือดังขึ้นเป็นจังหวะ เมื่อช็อตสำคัญตกลงใกล้ธง เด็กๆ กลุ่มหนึ่งยืนเรียงกันอยู่ภายในเชือกกั้นสนาม ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนักกอล์ฟระดับโลกอย่างไม่กะพริบ สำหรับพวกเขาการเดินทางมาชมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” ที่เพิ่งปิดฉากลงไป คือ ผลลัพธ์ของการเริ่มต้นจากกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

จากวันที่ฝึกไดร์ฟ พัตต์ และจำลองแข่งขันในสนามฝึก วันนี้พวกเขาได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่จริงของเกมระดับโลกในฐานะผู้มีสิทธิพิเศษ “Honorary Observer Inside the Rope” เดินตามนักกอล์ฟอย่างใกล้ชิดตลอด 18 หลุม เรียนรู้การวางแผนเกม การควบคุมอารมณ์ และการรับมือกับแรงกดดันในสถานการณ์จริง นั่นคือบทเรียนที่ไม่มีอยู่ในตำรา

พสิษฐ์ โชติภักดีตระกูล นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา วัย 15 ปี เล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เคยคว้าแชมป์ TGA Class B ตอนอายุ 14 ปี และเพิ่งเป็นตัวแทนนักกอล์ฟเข้าแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อสัปดาห์ก่อน เล่าด้วยแววตาเปล่งประกาย

“นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มีโอกาสเดินตามดูโปรระดับโลกแบบใกล้ชิดครบ 18 หลุม กิจกรรมต่อเนื่องจาก Honda LPGA Thailand Junior Golf Program ที่จัดขึ้นปลายปีที่แล้ว วันนี้ผมได้เดินในก๊วนของพี่เม–เอรียา จุฑานุกาล ผมได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้สังเกตวิธีคิดและวิธีวางแผนของโปร แต่ก่อนผมเล่นกอล์ฟค่อนข้างดุดัน แต่พอเห็นโปรเล่นแบบสุขุม รอบคอบ ผมเริ่มเข้าใจว่าการวางแผนสำคัญแค่ไหน และพยายามปรับเกมของตัวเองให้รอบคอบขึ้นครับ”

เขายังฝากถึงเพื่อนๆ และน้องๆ รุ่นหลังว่า “อยากชวนให้ติดตามกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program นะครับ เพราะจัดทุกปี และอาจโชคดีได้มา Inside the Rope แบบผมบ้าง โตขึ้นผมอยากเป็นทันตแพทย์และก็อยากเป็นโปรกอล์ฟด้วยครับ เรื่องเรียนผมตั้งใจเต็มที่ ส่วนความฝันด้านกีฬาผมก็ไม่ทิ้งครับ”

ประสบการณ์ “Honorary Observer Inside the Rope” เป็นรางวัลพิเศษ และเป็น “บทเรียนชีวิต” ที่ทำให้เด็กๆ มองเห็นเส้นทางของตัวเองชัดเจนขึ้น พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัย สมาธิ และความอดทน การได้เห็นโปรระดับโลกวางแผนเกม รับมือกับความผิดพลาด และคุมสติในจังหวะสำคัญ ทำให้ความฝันในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพดูใกล้ขึ้นกว่าที่เคย

ขณะที่เด็กๆ จากโครงการ Junior Golf Program ได้ก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ “Inside the Rope” แต่อีกด้านหนึ่งของสนาม ก็มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่เลือกสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกด้วยวิธีของตนเอง นั่นคือการพามาเห็นเวทีระดับโลกด้วยสายตาจริง

เช่นเดียวกับครอบครัวของ แยน ไอ จิง อาจารย์สอนภาษาจีนที่พำนักอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งใจพาลูกๆ น้องไทเกอร์ วัย 13 ปี และน้องโซอี้ วัย 11 ปี เดินทางโดยรถทัวร์ข้ามจังหวัดมาพัทยา เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” อย่างใกล้ชิด

สำหรับเธอ การได้พาลูกมายืนอยู่ริมแฟร์เวย์ ก็ถือเป็นการมอบบทเรียนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ “ฉันรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ได้มาชมการแข่งขันในสนามจริง เด็กๆ ตื่นเต้นมาก บรรยากาศแตกต่างจากที่ดูในทีวีอย่างสิ้นเชิง และเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำจริง ๆ” เธอกล่าว

น้องไทเกอร์เสริมด้วยความตื่นเต้นว่า “ในสนามมันตื่นเต้นกว่าเยอะครับ ผมได้เห็นทั้งตอนนักกอล์ฟตีช็อตดี ๆ และตอนที่พลาด ทำให้ผมเข้าใจเกมมากขึ้น” ขณะที่น้องโซอี้ยิ้มกว้างก่อนบอกว่า “หนูเห็นชัดกว่าทางทีวีมาก และอยากพัฒนาเกมของตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคตค่ะ”

แม้เส้นทางของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนเริ่มจากโครงการพัฒนาเยาวชน บางคนเริ่มจากการจับมือพ่อแม่เดินเข้าสนาม แต่จุดร่วมกลับเหมือนกัน ทุกคนกำลังยืนอยู่ใกล้เวทีโลกกว่าที่เคย และกำลังเก็บแรงบันดาลใจกลับบ้านไปพร้อมกัน