กรมพลศึกษา – บุรีรัมย์ พร้อมจัด “บุรีรัมย์พาราเกมส์” ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนคนพิการ และความเท่าเทียมในสังคม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา มอบหมายให้ นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานการแถลงข่าวการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” พร้อมด้วย นางกัญญารัตน์ ท่วมไธสง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเบญจมาศ แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และนายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีคณะผู้บริหารกรมพลศึกษา สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชนจังหวัดบุรีรัมย์ และผู้แทนสมาคมกีฬาคนพิการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

            กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนคนพิการทั่วประเทศได้รับโอกาสในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างความมีระเบียบวินัย ความอดทน และน้ำใจนักกีฬา ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้นักเรียนคนพิการได้แสดงศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้มาตรฐานการแข่งขันที่มีคุณภาพและเป็นสากล

            นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เยาวชนคนพิการจากทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพทางด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ควบคู่ไปกับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกรมพลศึกษาในการส่งเสริมและพัฒนากีฬาคนพิการมาอย่างต่อเนื่องกว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาคนพิการไทยสู่ความเป็นเลิศและก้าวสู่ระดับสากล เวทีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสนามแห่งการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และการพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนคนพิการไทยอย่างแท้จริง”

             “บุรีรัมย์พาราเกมส์” จะจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา ว่ายน้ำ แบดมินตัน เปตอง และโกลบอลบอล ภายใต้คำขวัญ “เท่าเทียม หัวใจเดียวกัน รวมพลัง สร้างโอกาส ทุกความสามารถคือพลังของเรา” พร้อมสัญลักษณ์นำโชคประจำการแข่งขัน “น้องพลังใจ” ตัวแทนของนักกีฬาผู้เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมส่งต่อพลังบวก โดยรายการนี้มีนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,200 คน จาก 84 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งมหกรรมกีฬาสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสามารถ และความเสมอภาคของเยาวชนคนพิการไทย

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:55 น.

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ อารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT เจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda สรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor


โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม


สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

YoungDesigner2026กรมการพัฒนาชุมชน

‘Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026’ ดึงนวัตกรรมโลจิสติกส์ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัด สร้างมูลค่าการค้า ในงานมหกรรมอาหารฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:57 น.

นครสวรรค์โชว์ศักยภาพ Soft Power ด้านอาหารและข้าว ในงาน  “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” “Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026” ดึงนวัตกรรมโลจิสติกส์ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัด สร้างมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท

จังหวัดนครสวรรค์ ขานรับนโยบายรัฐบาล จัดยิ่งใหญ่งาน “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ชูยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคเหนือตอนล่าง เชื่อมโยงภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นและข้าวพันธุ์ดีสู่นวัตกรรมการค้าโลก คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจในงานและสร้างมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท

นายบดินทร์ เกษมศานติ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ (พ.ศ. 2566-2570) ที่มุ่งเป้ายกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ให้เติบโตขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี จังหวัดได้กำหนดให้ “อาหารและข้าว” เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ จังหวัดมุ่งเน้นการขยายฐานตลาดจากเดิมที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ สู่การเป็นผู้ผลิตอาหารแปรรูปมูลค่าสูงและศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Logistics Hub) ตามหมุดหมายการพลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสร้างมูลค่า “เรามีเป้าหมายผลักดันให้สินค้าเกษตรของนครสวรรค์เข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในเอเชียและยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างรายได้จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารทั่วประเทศรวมกว่า 3,500 ล้านบาท และนครสวรรค์พร้อมจะเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่พิสูจน์ว่า อาหารไทยคือทางออกของเศรษฐกิจโลก ซึ่งการจัดงาน มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยผลักดัน สร้างมูลค่าให้กับผู้ประกอบการ พร้อมส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรแปรรูปของจังหวัดนครสวรรค์ด้วย” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์กล่าว

ด้าน นางสาวปาริชาติ พงค์พันเทา พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวถึงรูปแบบและความน่าสนใจของงาน “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ว่าการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นมหกรรมการจัดจำหน่ายและจัดแสดงสินค้าข้าวและอาหารของจังหวัดนครสวรรค์แล้ว ยังเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศทางการค้า” ที่รวมนวัตกรรมและการเจรจาธุรกิจไว้ในที่เดียวด้วย โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงและจัดจำหน่ายข้าวพันธุ์ดีที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เช่น ข้าว กข43 ข้าวหอมใบเตย นครสวรรค์ ข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก และยังยกทัพร้านเด็ดและเมนู Soft Power ประจำจังหวัด เช่น ปลากรายรสเด็ดจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเมนูสร้างสรรค์จากเชฟชุมชนที่ผ่านการยกระดับสู่มาตรฐานสากลมาจำหน่ายและจัดแสดงอีกด้วย

“เราตั้งใจให้งานนี้เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้คนภายนอกเห็นถึงความอร่อยและคุณภาพของข้าวนครสวรรค์ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักลงทุนมาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ชิมอาหารชั้นเลิศ และช้อปสินค้าพรีเมียมจากแหล่งผลิตโดยตรง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งในงานนี้เรายังมีกิจกรรมการเจรจาธุรกิจทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นกับผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศด้วย และนอกจากนี้ยังมีความพิเศษสุดของการจัดงานในครั้งนี้ คือเราคำนึงถึงผลกระทบและให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการทำ Carbon Neutrality เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นในทุกกิจกรรมของการจัดงานครั้งนี้ ด้วยการซื้อเครดิตคาร์บอนชดเชย ดังนั้น ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม มาเดินช้อปปิ้งในงานนี้ จึงถือว่าได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ” พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวทิ้งท้าย

งาน Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ งานนี้สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานหรือร่วมเจรจาธุรกิจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์

Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026นวัตกรรมโลจิสติกส์มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์

‘ล้นแค่ไหน…ก็ไม่เสียของ’ โมเดลร่วมแก้ปัญหานมล้นตลาด แสนสิริ จับมือมูลนิธิเสริมกล้าและคู่ค้าสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:05 น.

แสนสิริ ชูพันธกิจ No One Left Behind ร่วมกับ มูลนิธิเสริมกล้าและคู่ค้า เปิดแคมเปญ “ล้นแค่ไหน… ก็ไม่เสียของ” ฝ่าวิกฤตเทนมทิ้ง รับซื้อนม 200,000 กล่อง จากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำนมล้นตลาดที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พร้อมส่งต่อไปยังมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และพื้นที่ขาดแคลน ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกของประเทศไทยในโครงการ “ราชบุรี Zero Dropout” เพื่อเติมเต็มโภชนาการที่ดีให้แก่เด็ก เยาวชน และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางกว่า 1,300 คน

แคมเปญ “ล้นแค่ไหน…ก็ไม่เสียของ” มุ่งนำผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำนมล้นตลาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในภาคเกษตร ควบคู่กับการสนับสนุนโภชนาการที่ดีแก่เด็ก เยาวชน และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลและสนับสนุน

สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของแสนสิริที่ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 4 เสาหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสร้างผลกระทบเชิงบวกตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่การผลิตไปจนถึงปลายทางของสังคม

พันธกิจ No One Left Behind แสนสิริไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มุ่งสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านการลงมือทำที่เชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงเด็ก เยาวชน และชุมชนที่ต้องการการสนับสนุน เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนได้มี “ชีวิตดี” ไปด้วยกัน

แสนสิริ

เตรียมเปิดฉาก Thailand Coffee Fest 2026 กับแนวคิด ‘Made by All of Us’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของการผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย สมาคมกาแฟพิเศษไทย จับมือ The Cloud ประกาศความพร้อมเปิดเทศกาลกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Thailand Coffee Fest 2026 ภายใต้แนวคิด “Made by All of Us” เพื่อตอกย้ำว่าทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพราะกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของเกษตร นักพัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงคนดื่มที่ช่วยสนับสนุนให้วงการกาแฟไทยเดินหน้าต่อ พร้อมเผยศักยภาพเมล็ดกาแฟพิเศษไทยแข็งแกร่งต่อเนื่อง คว้าคะแนน Cupping Score ทะลุ 90+ เทียบชั้นแหล่งปลูกระดับโลก

นายณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ผ่านมา คนไทยมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากในอดีต และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านการบริโภคกาแฟของโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) จะมีสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าได้สูงถึง 48% ของตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าราว 28,000 – 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15% ต่อปี”

ความหอมหวานของตลาดกาแฟพิเศษ ยังดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ถึง 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีทุนจดทะเบียนราว 1-3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคัก และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมกาแฟ

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา และณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

“เรากำลังอยู่ในยุคทองของผลผลิตกาแฟพิเศษไทย ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) พบเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดมีพัฒนาการที่ชัดเจน ทำคะแนนประเมิน Cupping Score ทะลุกำแพง 90+ ได้ถึง 8 ตัวอย่าง จาก 48 ตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งปี (จำนวนเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 296 ตัวอย่าง) เทียบเท่าแหล่งปลูกระดับโลก ความสำเร็จนี้เกิดจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ กระบวนการหมัก (Processing) และพันธุศาสตร์ เข้ามาพัฒนาผลผลิตอย่างจริงจัง รวมถึงการขยายความหลากหลายของสายพันธุ์มูลค่าสูง เช่น Gesha, Java, Typica และ Bourbon จนทำให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก” ณัฏฐ์ฐิติ กล่าว

นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้จัดเทศกาล มองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทยโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ได้เห็นบรรดาเกษตรกรที่มุ่งมั่นพัฒนาผลผลิตเพื่อทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ได้เห็นผู้ประกอบการที่ใส่ใจในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาคุณภาพของสินค้า การพัฒนาบาริสต้า การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เรื่อยไปถึงการได้เห็นผู้บริโภคมีความสนใจ และเข้าใจคุณค่าของเมล็ดกาแฟพิเศษไทยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็น ข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย ที่มี Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ทำได้

“จากศักยภาพอันแข็งแกร่งดังกล่าว งาน Thailand Coffee Fest 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ขับเคลื่อนอนาคตของวงการกาแฟไทย เป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนทั้งวงการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าไว้ด้วยกัน ความแข็งแกร่งของ Ecosystem นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากการที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง World of Coffee Bangkok 2026 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผนที่กาแฟโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ช้างน้อย กล่าว

พบกันที่งาน Thailand Coffee Fest 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 13 กันยายน 2026 ณ IMPACT Exhibition Center Hall 5-8 เมืองทองธานี ร่วมกันยกระดับวงการกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะความสำเร็จของวงการกาแฟไทยเกิดจากพวกเราทุกคน

ThailandCoffeeFest2026

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:58 น.

มะเร็งถุงน้ำดี แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อยๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นๆ หายๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาในระยะต้น คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

มะเร็งถุงน้ำดี

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:27 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง

เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

ผู้สูงอายุ

Sea (ประเทศไทย) ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

25 สิงหาคม 2569 เวลา 08:45 น.

Sea (ประเทศไทย) สานต่อ “Women Made: Girl in STEM 2026” ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ร่วมกับ อติพร สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคนของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชลิพา ดุลยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง insKru ฐิติรัตน์ สายบัว นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง (Virtual Production Graphic Designer) บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และมนทิรา ฉายะบรรจงเลิศ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ Android (Android Developer) และผู้ก่อตั้งเพจ MikkiPastel เดินหน้าโครงการ “Women Made: Girl in STEM 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

โครงการดังกล่าวเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริง ผ่านกิจกรรม Day Camp ที่เปิดเวทีให้เยาวชนได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง พร้อมพบกับ “พี่ต้นแบบ” จาก 21 อาชีพสาย STEM ควบคู่กับการเสริมพลังครูด้วยแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เพื่อไปต่อยอดการจัดการเรียนการสอนรายวิชา STEM ในโรงเรียน โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนมัธยม 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี

Sea(ประเทศไทย)

‘พันธุ์ไทย’ ผนึก ‘กทม.’’ และ ‘เพจหมาจ๋า’ ผุดแคมเปญ ‘Punthai Mission PAWSIBLE’ เนรมิตเมืองแห่งความหวัง หนุนสวัสดิภาพสัตว์จรจัด ต้อนรับวันสุนัขโลก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:15 น.




บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเพจหมาจ๋า (Dog Please) เนรมิตอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข จัดงานการกุศล “Punthai Mission PAWSIBLE” ต้อนรับ “วันสุนัขโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 26 สิงหาคมของทุกปี เชิญชวนคนรักสัตว์มาร่วมตระหนักถึงเพื่อนสี่ขาที่ยังรอคอยโอกาส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงต่อไป



ภายในงานเนืองแน่นไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของเหล่า Dog Lovers ที่พาน้องหมามาร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลู ซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสะสมตราประทับผ่าน Paw Passport ลุ้นรางวัลสอยดาว เวิร์กช็อปดูดวงและวาดภาพสุนัข กิจกรรม Paw VDO Call ส่งความในใจถึงน้องหมา และ Paw Gallery นิทรรศการภาพน้องหมาจรจากช่างภาพ Street Art พร้อมรับฟังมุมมองผ่าน Paw Talk จาก 365 Days Street Photographer นอกจากนี้ยังมี Dog Agility กิจกรรมชวนแอคทีฟกระชับสัมพันธ์กับน้องหมา พบกับสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของก่อนใคร พร้อมของกิน ของใช้ น่ารัก น่าสะสมสำหรับน้องหมา อิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรีคุ้กกี้น้องหมา เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้ว นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้รับเลี้ยงและบริจาคสิ่งของให้แก่มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ อาทิ บ้านนางฟ้าของสัตว์จร มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ มูลนิธิเดอะแมนแดทเรสคิวส์ดอกส์ มูลนิธิ





เพื่อสุนัขในซอย นอกจากนี้ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ยังมาตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึง ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) ได้มาให้บริการฉีดฝังไมโครชิป จดทะเบียนน้องหมา และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี รวมทั้งเปิดโอกาสให้น้องได้มีบ้านที่อบอุ่น โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับอุปการะสุนัขและแมวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย


พลังขับเคลื่อน… สู่เมืองน่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ย’ ด้านการบริหารเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์การจัดการเมือง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการแก้ปัญหาสัตว์จรจัด


“เมืองน่าอยู่ ไม่ได้น่าอยู่แค่สำหรับคน แต่ต้องน่าอยู่สำหรับเพื่อนร่วมเมืองของเราด้วย กทม. เหมือนเส้นเลือดใหญ่ แต่หัวใจของความสำเร็จจริงๆ คือพวกเราทุกคน การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดอย่างยั่งยืนคือการสร้างความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูตั้งแต่ต้นทาง เพราะสวัสดิภาพสัตว์คือเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยของเมือง ซึ่งเมืองจะน่าอยู่ได้ ต้อง
เกิดจากความร่วมมือของสามภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ดังนั้นการที่เอกชนลุกขึ้นมาสร้างความตระหนักรู้และทำงานร่วมกัน จึงเป็นแบบอย่างที่งดงามในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน”



ด้านแนวคิดและบทบาทของภาคเอกชน: คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัดถ่ายทอดเจตนารมณ์ในการขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปัน จากการช่วยเหลือช้างไทยสู่สัตว์เลี้ยงในเมือง

“พันธุ์ไทยเชื่อในเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับการแบ่งปันมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเราได้ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือสู่สังคมในหลายมิติ ทั้งเกษตรกร ทหาร บุคลากรทางการแพทย์ และช้างไทย และในปีนี้ เราอยากขยายวงกว้างแห่งการแบ่งปันไปสู่สุนัขและสัตว์เลี้ยงเพื่อนร่วมเมืองของเราบ้าง เพราะทุกวันนี้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนคลายเหงา แต่คือสมาชิกในครอบครัวที่เติมเต็มบ้านให้อบอุ่น นี่จึงเป็นที่มาของ ‘Punthai Mission Pawsible’ ภายใต้แนวคิด Every Cup Makes Hope Pawsible เพราะเราเชื่อว่าทุกความหวังเป็นไปได้ ด้วยหัวใจของพวกเราทุกคน และทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มต้นจากการลงมือทำในเรื่องเล็กๆ กาแฟพันธุ์ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความหวังนี้ให้แก่เพื่อนสี่ขาของเรา โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายสินค้าคอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ นำไปสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของสุนัขและแมวจรจัดต่อไป”

ด้านศิลปะ ความผูกพัน และแรงบันดาลใจ: คุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ เจ้าของเพจ “หมาจ๋า” เล่าถึงจุดเริ่มต้นความรักสัตว์ ลายเส้นการ์ตูนอันแสนอบอุ่น และความหมายเบื้องหลังผลงานคอลเลกชันพิเศษ


“นัดเริ่มทำแฟนเพจ ‘หมาจ๋า’ เมื่อ 13 ปีก่อน จากความตั้งใจแค่อยากวาดรูปเล่นเกี่ยวกับหมาที่ตัวเองรักและผูกพันมาตลอดชีวิต ความร่วมมือกับกาแฟพันธุ์ไทยในครั้งนี้ ต่อยอดความสำเร็จจากบักเก็ตมาสู่แก้วทัมเบลอร์คอลเลกชัน ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ซึ่งความพิเศษคือ นัดตั้งใจวาด ‘น้องช้าง’ มาเป็นเพื่อนกับ ‘น้องหมา’ เพื่อสะท้อนถึงดีเอ็นเอการชอบช่วยเหลือสัตว์ของพันธุ์ไทย นัดเชื่อว่าศิลปะจะมีคุณค่าที่สุดเมื่อมันเปลี่ยนเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ และอยากฝากถึงคนมีสัตว์เลี้ยงให้ดูแลพวกเขาอย่างดี เพราะสำหรับเขา…เราคือโลกทั้งใบ”


สำหรับใครที่พลาดงานนี้ ยังสามารถร่วมส่งต่อความหวังให้เพื่อนสี่ขาผ่านสินค้าคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัด พร้อมร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน

PunthaiMissionPAWSIBLEกทม.พันธุ์ไทยเพจหมาจ๋า

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมโรงเส้นหมี่ชอเฮง ร่วมถก กมธ.-เอกชน พัฒนาอุตสาหกรรม ภาคกลางปริมณฑล

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:03 น.

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ตั้งอยู่ ต.ยายชา อ.สามพราน จ.นครปฐม และติดตามการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรม พร้อมประชุมรับฟังความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรคด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑล เมื่อวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม, คณะผู้บริหารจังหวัดนครปฐม,คณะสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง, คณะสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม, คณะหอการค้าจังหวัดนครปฐม, กลุ่ม YEC นครปฐม

ศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม เขต1 และ ปธ.กมธ.อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร, ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง,ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม, ทัตพงศ์ สะสมทรัพย์  ผช.รมว.อุตสาหกรรม, วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, สาม สส.นครปฐม เผดิมชัย-อนุชา-พ.อ.สุขชาต สะสมทรัพย์ 

ยงยุทธ สวนทอง รอง ผวจ.นครปฐม,พร้อมด้วย 3 ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร, สุทธิวัฒน์ วงศ์สุรไกร และ วาทิต วงศ์สุรไกร ร่วมประชุม

ในการนี้ ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด นำเสนอภาพรวมการประกอบกิจการ กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกแป้งข้าวแปรรูป รวมถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวรายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ธุรกิจเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตเส้นหมี่ขนาดเล็กก่อนจะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทจำกัดในเวลาต่อมา โดยยึดมั่นในการนำข้าวไทยมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดไปทั่วโลก ผลิตภัณฑ์หลักของชอเฮงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “ช้างสามเศียร” มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ตลอดจนเส้นหมี่ขาวและเส้นก๋วยเตี๋ยวคุณภาพสูง

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รอง ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง และ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร และ ธนวัฒน์ เจริญนิเวศนุกูล กรรมการ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม

“การดำเนินงานของบริษัทเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและกระบวนการผลิตอันทันสมัย และการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยยกระดับพืชผลทางการเกษตรของไทยให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารระดับสากล นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการให้โอกาสบุคลากรทุกช่วงวัย โดยบริษัทฯ ไม่มีนโยบายการเกษียณอายุ และมีนโยบายพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแสวงหาความรู้ ให้สามารถรับมือกับการตลาดในปัจจุบันได้”

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง นำโดย ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร(ที่ 2 จากซ้าย), นันทวรรณ โชติวิจิตร, สุทธิวัฒน์ วงศ์สุรไกร, วาทิน วงศ์สุรไกร และ วาทิต วงศ์สุรไกร

ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ปธ.จนท.บริหาร บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง พร้อมผู้บริหาร วาทิน วงศ์สุรไกร, วาทิต วงศ์สุรไกร, นันทวรรณ โชติวิจิตร,เอริค หว่อง และ อิทธิพล สีมะสิงห์ มอบของที่ระลึกแก่ รมว.อุตสาหกรรม

ในการประชุมได้มีการสะท้อนปัญหาด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดย ศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และมีตัวแทนจากภาคเอกชน ได้แก่ ปภาวี สุธาวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง นิธิศ  ซื่อตรง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม พีรวัฒน์ เวศย์วรุตม์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม และกลุ่ม YEC ได้มีการนำเสนอข้อมูล สะท้อนปัญหาและอุปสรรคด้านการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของจังหวัดนครปฐม และกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันจังหวัดนครปฐมประสบปัญหาข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากติดปัญหาผังเมืองและที่ดินมีมูลค่าสูง แต่ในทางกลับกันจังหวัดนครปฐมก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งใกล้จุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ การคมนาคมที่สะดวก อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หลายแห่งที่มีงานวิจัยที่มีประโยชน์ มีนักศึกษาจบใหม่ในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง และมีภาคเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุน จึงควรผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑลต่อไป

นิธิศ  ซื่อตรง  ปธ.สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม และ ปภาวี สุธาวิวัฒน์  ปธ.สภาอุตสาหกรรมภาคกลาง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบของที่ระลึกแก่ รมว.อุตสาหกรรม

รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของโรงเส้นหมี่ชอเฮง

ภายหลังการประชุมหารือ ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง นำโดย ไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ได้นำ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ

วาทิต วงศ์สุรไกร ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง แนะนำผลิตภัณฑ์จากการวิจัยและพัฒนาของบริหารแก่ รมว.อุตสาหกรรม

รมว.อุตสาหกรรม วราวุธ ศิลปอาชา ชิมขนมครก จากแป้งขนมครกตราช้างสามเศียร

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอต่างๆ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ทั้งเรื่องความต้องการนิคมอุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมถึงแนวทางในอนาคตที่จะพัฒนาเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ นครปฐมถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยมีขนาด GDP เป็นอันดับ 10 ของประเทศ และเป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ย่อมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน ดังเช่นตัวอย่างการประกอบกิจการของ บริษัท ชอเฮง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการค้าระดับโลก

รางวัลแห่งความภูมิใจของโรงเส้นหมี่ชอเฮง ผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยสู่สากล

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME และ Micro SME โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB) และเกณฑ์มาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) ซึ่งแม้จะเป็นภาระในการปรับตัว แต่จะเป็นเปรียบเสมือนพาสปอร์ตหรือวีซ่าที่ช่วยให้สินค้าไทยส่งออกไปได้ทั่วโลก โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนทั้งความรู้และแหล่งเงินทุน พร้อมมอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมเป็นตัวกลางในการประสานงานและรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าในพื้นที่เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานต่อไป

นครปฐมวราวุธศิลปอาชาโรงเส้นหมี่ชอเฮง