กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จับมือ ไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จับมือ ไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัวระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี   นางจตุพร  โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ ปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารและความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึก  ความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การทำงานเพียงลำพังไม่เพียงพออีกต่อไป  ความร่วมมือระหว่างกันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายนิกร โสมกลาง) ที่ได้มอบนโยบาย สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนเปลี่ยนจากการให้เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมที่มีคุณภาพ เตรียมพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

“ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างกรม สค. กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือสำหรับการจัดฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการวางแผนร่วมกันในการต่อยอดเพื่อส่งมอบสิ่งดีดีสู่สังคม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้  และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง                    

ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ บริษัทไทย   น้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ผสานกับความพร้อมของเรา จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่สตรีหรือครอบครัวที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือประสบปัญหาทางสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิไทยน้ำทิพย์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ขึ้น” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวในที่สุด

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวไทยน้ำทิพย์

‘ชาวมาแตร์เดอีฯ’ รวมพลังแด่ภารกิจ ‘เพื่อคุณครูอาวุโส’ ในงานเดิน-วิ่งการกุศล ‘MD Run Spirit of Serviam 2026’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:27 น.

Photographer Wichai Kpaisal

นับเป็นปีที่ 10 แล้วที่ครอบครัวชาวโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย นำโดย นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง นายกสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ธีริทธิ์ นิธิชวิน นายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จับมือกันวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างสวยงาม ในกิจกรรม “MD Run Spirit of Serviam 2026”  โดยมี อ.ทีนามารี ผลาดิกานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย , ซิสเตอร์ประภัสสร ศรีวรกุล ผู้จัดการโรงเรียนมาแตร์ และบรรดานักเรียนเก่า-นักเรียนปัจจุบัน รวมพลังมากันเป็นทีม บ้างก็จูงมือกันมาทั้งครอบครัวเพื่อร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความเพลิดเพลินกับบรรยากาศเส้นทางวิ่งใจกลางเมืองที่สุดบนย่านเพลินจิต หลังสวน ราชดำริและถนนวิทยุ อันร่มรื่น ซึ่งให้บรรยากาศเป็นกันเองและยังเป็นการได้พบปะกับครอบครัวมาแตร์อีกด้วย

กิจกรรม “MD Run Spirit of Serviam 2026”  เป็นการรวมใจนักเรียนมาแตร์ฯ ทุกคนซึ่งมีจิตตารมณ์เซอร์เวียมในหัวใจ โดยนำรายได้ในงานมอบให้มูลนิธิมาแตร์ฯ เพื่อกองทุน แด่คุณครูด้วยดวงใจ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อคุณครูอาวุโส ในการสร้างความมั่นคงที่จำเป็นสำหรับคุณครูในช่วงหลังวัยเกษียณอายุ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาแด่คุณครู ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนนักเรียนมาแตร์ฯ ให้มีความรู้ ควบคู่ไปกับการอบรมให้เหล่านักเรียนมาแตร์ฯ มีคุณธรรม  ศีลธรรมและจริยธรรม ตลอดจนมีจิตตารมณ์เซอร์เวียมในการรับใช้ผู้อื่นและสังคม ตามศักยภาพที่สามารถทำได้ ซึ่งนักเรียนมาแตร์ฯ จะได้รับการอบรมจากรุ่นสู่รุ่น  โดยการอบรมที่ได้จากคุณครู ทำให้โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เป็นสถาบันแห่งคุณงามความดีมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ

ในปีนี้มีนักวิ่งร่วมสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเกือบ 3,800 คน และถึงแม้ว่าจะไม่มีการแจกเหรียญและถ้วยรางวัลเหมือนทุกปี แต่นักวิ่งทุกคนที่เข้าเส้นชัยก็สนุกสนานกับการถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกันที่ซุ้มถ่ายภาพที่ระลึกที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ และได้รับเกียรติจากคุณณภพภัทร รัชชานนท์กุล ร่วมกับคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ปกครองของนักเรียนมาแตร์ฯ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและสร้างบรรยากาศอย่างสนุกสนาน นอกจากนักวิ่งที่สนุกกับการวิ่งแล้วในงานนี้ ยังมีอาหารมากมายบริการฟรีกว่า 40 ซุ้ม ให้ทุกคนได้เลือกอิ่มหนำสำราญ และยังมีดนตรีเพราะๆ จากนักเรียนปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งภายในงานมีนักเรียนเก่า นักเรียนปัจจุบัน ผู้ปกครอง ครู และครูอาวุโส มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น อาทิ  ชาลอต โทณวณิก, กฤษณา อัมพุช, พรพรรณ พรประภา, พฤทธิดา ลีนุตพงษ์, เพชรรัตน์ ศิริรัตนอัสดร, กรณ์วิภา โชติกเสถียร, พญ.นาฏ ฟองสมุทร, เพียงพร สุวรรณประทีป, สินีนารถ เองตระกูล, ลลิตา เบศรภิญโญวงศ์, ดร. โสมไสว กุลดิลก, วีญา โชติรส ฯลฯ

MDRunSpiritofServiam2026มาแตร์เดอีฯ

กรมพลศึกษา – บุรีรัมย์ พร้อมจัด “บุรีรัมย์พาราเกมส์” ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนคนพิการ และความเท่าเทียมในสังคม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา มอบหมายให้ นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานการแถลงข่าวการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” พร้อมด้วย นางกัญญารัตน์ ท่วมไธสง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเบญจมาศ แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และนายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีคณะผู้บริหารกรมพลศึกษา สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชนจังหวัดบุรีรัมย์ และผู้แทนสมาคมกีฬาคนพิการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

            กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนคนพิการทั่วประเทศได้รับโอกาสในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างความมีระเบียบวินัย ความอดทน และน้ำใจนักกีฬา ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้นักเรียนคนพิการได้แสดงศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้มาตรฐานการแข่งขันที่มีคุณภาพและเป็นสากล

            นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เยาวชนคนพิการจากทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพทางด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ควบคู่ไปกับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกรมพลศึกษาในการส่งเสริมและพัฒนากีฬาคนพิการมาอย่างต่อเนื่องกว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาคนพิการไทยสู่ความเป็นเลิศและก้าวสู่ระดับสากล เวทีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสนามแห่งการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และการพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนคนพิการไทยอย่างแท้จริง”

             “บุรีรัมย์พาราเกมส์” จะจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา ว่ายน้ำ แบดมินตัน เปตอง และโกลบอลบอล ภายใต้คำขวัญ “เท่าเทียม หัวใจเดียวกัน รวมพลัง สร้างโอกาส ทุกความสามารถคือพลังของเรา” พร้อมสัญลักษณ์นำโชคประจำการแข่งขัน “น้องพลังใจ” ตัวแทนของนักกีฬาผู้เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมส่งต่อพลังบวก โดยรายการนี้มีนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,200 คน จาก 84 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งมหกรรมกีฬาสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสามารถ และความเสมอภาคของเยาวชนคนพิการไทย

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:55 น.

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ อารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT เจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda สรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor


โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม


สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

YoungDesigner2026กรมการพัฒนาชุมชน

‘Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026’ ดึงนวัตกรรมโลจิสติกส์ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัด สร้างมูลค่าการค้า ในงานมหกรรมอาหารฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:57 น.

นครสวรรค์โชว์ศักยภาพ Soft Power ด้านอาหารและข้าว ในงาน  “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” “Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026” ดึงนวัตกรรมโลจิสติกส์ยกระดับเศรษฐกิจจังหวัด สร้างมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท

จังหวัดนครสวรรค์ ขานรับนโยบายรัฐบาล จัดยิ่งใหญ่งาน “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ชูยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภาคเหนือตอนล่าง เชื่อมโยงภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นและข้าวพันธุ์ดีสู่นวัตกรรมการค้าโลก คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจในงานและสร้างมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท

นายบดินทร์ เกษมศานติ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ (พ.ศ. 2566-2570) ที่มุ่งเป้ายกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ให้เติบโตขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี จังหวัดได้กำหนดให้ “อาหารและข้าว” เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ จังหวัดมุ่งเน้นการขยายฐานตลาดจากเดิมที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ สู่การเป็นผู้ผลิตอาหารแปรรูปมูลค่าสูงและศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Logistics Hub) ตามหมุดหมายการพลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสร้างมูลค่า “เรามีเป้าหมายผลักดันให้สินค้าเกษตรของนครสวรรค์เข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในเอเชียและยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างรายได้จากซอฟต์พาวเวอร์อาหารทั่วประเทศรวมกว่า 3,500 ล้านบาท และนครสวรรค์พร้อมจะเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่พิสูจน์ว่า อาหารไทยคือทางออกของเศรษฐกิจโลก ซึ่งการจัดงาน มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยผลักดัน สร้างมูลค่าให้กับผู้ประกอบการ พร้อมส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรแปรรูปของจังหวัดนครสวรรค์ด้วย” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์กล่าว

ด้าน นางสาวปาริชาติ พงค์พันเทา พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวถึงรูปแบบและความน่าสนใจของงาน “มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์” Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 ว่าการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นมหกรรมการจัดจำหน่ายและจัดแสดงสินค้าข้าวและอาหารของจังหวัดนครสวรรค์แล้ว ยังเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศทางการค้า” ที่รวมนวัตกรรมและการเจรจาธุรกิจไว้ในที่เดียวด้วย โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงและจัดจำหน่ายข้าวพันธุ์ดีที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เช่น ข้าว กข43 ข้าวหอมใบเตย นครสวรรค์ ข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก และยังยกทัพร้านเด็ดและเมนู Soft Power ประจำจังหวัด เช่น ปลากรายรสเด็ดจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเมนูสร้างสรรค์จากเชฟชุมชนที่ผ่านการยกระดับสู่มาตรฐานสากลมาจำหน่ายและจัดแสดงอีกด้วย

“เราตั้งใจให้งานนี้เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้คนภายนอกเห็นถึงความอร่อยและคุณภาพของข้าวนครสวรรค์ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักลงทุนมาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ชิมอาหารชั้นเลิศ และช้อปสินค้าพรีเมียมจากแหล่งผลิตโดยตรง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งในงานนี้เรายังมีกิจกรรมการเจรจาธุรกิจทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นกับผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศด้วย และนอกจากนี้ยังมีความพิเศษสุดของการจัดงานในครั้งนี้ คือเราคำนึงถึงผลกระทบและให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการทำ Carbon Neutrality เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นในทุกกิจกรรมของการจัดงานครั้งนี้ ด้วยการซื้อเครดิตคาร์บอนชดเชย ดังนั้น ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม มาเดินช้อปปิ้งในงานนี้ จึงถือว่าได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ” พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวทิ้งท้าย

งาน Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ งานนี้สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานหรือร่วมเจรจาธุรกิจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์

Nakhonsawan Food & Rice Expo 2026นวัตกรรมโลจิสติกส์มหกรรมอาหารและข้าวจังหวัดนครสวรรค์

‘ล้นแค่ไหน…ก็ไม่เสียของ’ โมเดลร่วมแก้ปัญหานมล้นตลาด แสนสิริ จับมือมูลนิธิเสริมกล้าและคู่ค้าสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:05 น.

แสนสิริ ชูพันธกิจ No One Left Behind ร่วมกับ มูลนิธิเสริมกล้าและคู่ค้า เปิดแคมเปญ “ล้นแค่ไหน… ก็ไม่เสียของ” ฝ่าวิกฤตเทนมทิ้ง รับซื้อนม 200,000 กล่อง จากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำนมล้นตลาดที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พร้อมส่งต่อไปยังมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และพื้นที่ขาดแคลน ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกของประเทศไทยในโครงการ “ราชบุรี Zero Dropout” เพื่อเติมเต็มโภชนาการที่ดีให้แก่เด็ก เยาวชน และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางกว่า 1,300 คน

แคมเปญ “ล้นแค่ไหน…ก็ไม่เสียของ” มุ่งนำผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำนมล้นตลาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในภาคเกษตร ควบคู่กับการสนับสนุนโภชนาการที่ดีแก่เด็ก เยาวชน และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลและสนับสนุน

สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของแสนสิริที่ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 4 เสาหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสร้างผลกระทบเชิงบวกตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่การผลิตไปจนถึงปลายทางของสังคม

พันธกิจ No One Left Behind แสนสิริไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง มุ่งสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านการลงมือทำที่เชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงเด็ก เยาวชน และชุมชนที่ต้องการการสนับสนุน เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนได้มี “ชีวิตดี” ไปด้วยกัน

แสนสิริ

เตรียมเปิดฉาก Thailand Coffee Fest 2026 กับแนวคิด ‘Made by All of Us’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของการผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย สมาคมกาแฟพิเศษไทย จับมือ The Cloud ประกาศความพร้อมเปิดเทศกาลกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Thailand Coffee Fest 2026 ภายใต้แนวคิด “Made by All of Us” เพื่อตอกย้ำว่าทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพราะกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของเกษตร นักพัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงคนดื่มที่ช่วยสนับสนุนให้วงการกาแฟไทยเดินหน้าต่อ พร้อมเผยศักยภาพเมล็ดกาแฟพิเศษไทยแข็งแกร่งต่อเนื่อง คว้าคะแนน Cupping Score ทะลุ 90+ เทียบชั้นแหล่งปลูกระดับโลก

นายณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ผ่านมา คนไทยมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากในอดีต และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านการบริโภคกาแฟของโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) จะมีสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าได้สูงถึง 48% ของตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าราว 28,000 – 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15% ต่อปี”

ความหอมหวานของตลาดกาแฟพิเศษ ยังดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ถึง 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีทุนจดทะเบียนราว 1-3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคัก และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมกาแฟ

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา และณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

“เรากำลังอยู่ในยุคทองของผลผลิตกาแฟพิเศษไทย ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) พบเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดมีพัฒนาการที่ชัดเจน ทำคะแนนประเมิน Cupping Score ทะลุกำแพง 90+ ได้ถึง 8 ตัวอย่าง จาก 48 ตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งปี (จำนวนเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 296 ตัวอย่าง) เทียบเท่าแหล่งปลูกระดับโลก ความสำเร็จนี้เกิดจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ กระบวนการหมัก (Processing) และพันธุศาสตร์ เข้ามาพัฒนาผลผลิตอย่างจริงจัง รวมถึงการขยายความหลากหลายของสายพันธุ์มูลค่าสูง เช่น Gesha, Java, Typica และ Bourbon จนทำให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก” ณัฏฐ์ฐิติ กล่าว

นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้จัดเทศกาล มองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทยโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ได้เห็นบรรดาเกษตรกรที่มุ่งมั่นพัฒนาผลผลิตเพื่อทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ได้เห็นผู้ประกอบการที่ใส่ใจในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาคุณภาพของสินค้า การพัฒนาบาริสต้า การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เรื่อยไปถึงการได้เห็นผู้บริโภคมีความสนใจ และเข้าใจคุณค่าของเมล็ดกาแฟพิเศษไทยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็น ข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย ที่มี Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ทำได้

“จากศักยภาพอันแข็งแกร่งดังกล่าว งาน Thailand Coffee Fest 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ขับเคลื่อนอนาคตของวงการกาแฟไทย เป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนทั้งวงการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าไว้ด้วยกัน ความแข็งแกร่งของ Ecosystem นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากการที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง World of Coffee Bangkok 2026 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผนที่กาแฟโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ช้างน้อย กล่าว

พบกันที่งาน Thailand Coffee Fest 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 13 กันยายน 2026 ณ IMPACT Exhibition Center Hall 5-8 เมืองทองธานี ร่วมกันยกระดับวงการกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะความสำเร็จของวงการกาแฟไทยเกิดจากพวกเราทุกคน

ThailandCoffeeFest2026

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:58 น.

มะเร็งถุงน้ำดี แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อยๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นๆ หายๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาในระยะต้น คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

มะเร็งถุงน้ำดี

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:27 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง

เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

ผู้สูงอายุ

Sea (ประเทศไทย) ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

25 สิงหาคม 2569 เวลา 08:45 น.

Sea (ประเทศไทย) สานต่อ “Women Made: Girl in STEM 2026” ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ร่วมกับ อติพร สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคนของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชลิพา ดุลยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง insKru ฐิติรัตน์ สายบัว นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง (Virtual Production Graphic Designer) บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และมนทิรา ฉายะบรรจงเลิศ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ Android (Android Developer) และผู้ก่อตั้งเพจ MikkiPastel เดินหน้าโครงการ “Women Made: Girl in STEM 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

โครงการดังกล่าวเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริง ผ่านกิจกรรม Day Camp ที่เปิดเวทีให้เยาวชนได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง พร้อมพบกับ “พี่ต้นแบบ” จาก 21 อาชีพสาย STEM ควบคู่กับการเสริมพลังครูด้วยแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เพื่อไปต่อยอดการจัดการเรียนการสอนรายวิชา STEM ในโรงเรียน โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนมัธยม 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี

Sea(ประเทศไทย)