โปรตีน ตัวช่วยเสริมความแกร่ง ไม่ได้สำคัญแค่สำหรับคนออกกำลังกาย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

This photo is being used on the Herbalife.com sites as part of the H1 Digital Transformation.

โปรตีน มักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับนักกีฬา ฟิตเนส หรือการควบคุมน้ำหนัก แต่ความจริงแล้วโปรตีนมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมากกว่านั้น สำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟในแต่ละวัน โปรตีนคือ “รากฐานสำคัญ” ที่ช่วยเสริมความแข็งแรง พลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และสุขภาวะโดยรวม ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายเป็นประจำ ทำงานที่ต้องใช้แรง หรือต้องการรู้สึกแข็งแรงและให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น การบริโภคโปรตีนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตที่แอคทีฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Dr. Krissy Ladner ผู้อำนวยการฝ่ายสมรรถนะทางกีฬาและการศึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โปรตีน ตัวช่วยเสริมความแกร่ง เติมเต็มพลังเพื่อการทำงานได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายเท่านั้น

โปรตีน ไม่ได้สำคัญแค่สำหรับคนออกกำลังกาย

โปรตีนคือแหล่งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและคงสภาพมวลกล้ามเนื้อ ทุกครั้งที่เราเคลื่อนไหว ยกของ เดิน หรือออกกำลังกาย เส้นใยกล้ามเนื้อจะถูกใช้งานและเกิดความเครียด โปรตีนจึงมีบทบาทในการฟื้นฟูและช่วยให้ร่างกายปรับตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การเคลื่อนไหวดีขึ้น และช่วยให้กระบวนการเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มวลกล้ามเนื้อยังเป็นเนื้อเยื่อที่เผาผลาญพลังงานสูง การรักษามวลกล้ามเนื้อด้วยโปรตีนที่เพียงพอจึงช่วยรักษาการทำงานของระบบเผาผลาญ รวมถึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักเมื่อทำควบคู่กับการบริโภคอาหารที่สมดุลและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

บริโภคโปรตีน “ตลอดทั้งวัน” สำคัญกว่าที่คิด

หลายคนมักเข้าใจว่าโปรตีนจำเป็นเฉพาะหลังออกกำลังกาย หรือเมื่อต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ แท้จริงแล้วร่างกายต้องการโปรตีนอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน การกระจายโปรตีนในทุกมื้อจะช่วยรักษาระดับพลังงาน คงมวลกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมความอยากอาหาร มื้ออาหารที่มีโปรตีนเพียงพอจะทำให้อิ่มนาน ลดอาการพลังงานตกจากการกินคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป นอกจากนี้ การทานโปรตีนคู่กับคาร์โบไฮเดรตหลังออกกำลังกายยังช่วยเติมพลังงานและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ทำให้ฟื้นตัวดีขึ้นและลดอาการล้าสะสม

เลือกโปรตีนอย่างมีคุณภาพและหลากหลาย

การเลือกแหล่งโปรตีนที่ดีมีผลต่อคุณภาพของโภชนาการโดยรวม แหล่งโปรตีนจากสัตว์ เช่น ปลา ไก่ ไข่ และนมไขมันต่ำ ให้กรดอะมิโนจำเป็นในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมง่าย ส่วนแหล่งโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช เมล็ดพืช และถั่วเปลือกแข็ง ให้ทั้งโปรตีน ไฟเบอร์ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์

This photo is being used on the Herbalife.com sites as part of the H1 Digital Transformation.

ในชีวิตที่เร่งรีบ การได้รับโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะมื้อเช้าที่มักเร่งรีบหรือวันที่ต้องทำงานยาวนาน ตัวเลือกที่สะดวก เช่น ของว่างโปรตีนสูง สมูทตี้ หรือเชคโปรตีน จึงเป็นวิธีดี ๆ ที่ช่วยเติมโปรตีนโดยไม่เพิ่มแคลอรีมากเกินไป

โปรตีนกับวัยที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะรักษามวลกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น กระบวนการนี้อาจเริ่มต้นตั้งแต่วัยกลางคน หากไม่ได้รับโปรตีนเพียงพออาจส่งผลต่อความแข็งแรง การทรงตัว และการเคลื่อนไหว โปรตีนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการคงความแข็งแรง คล่องตัว และการใช้ชีวิตอย่างอิสระในระยะยาว

กล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อกิจกรรมพื้นฐานประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันได ถือของ หรือการทรงตัว โปรตีนที่เพียงพอร่วมกับการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายทนต่อแรงกายต่าง ๆ และคงความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้นแม้ในวัยสูงขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่การทานเยอะ แต่คือ “ความสม่ำเสมอ”

การได้รับโปรตีนไม่ใช่เรื่องของการทานมากเกินไปหรือจำกัดจนเกินเหตุ แต่คือ การสร้างนิสัยที่ดีในทุกวัน เช่น การเพิ่มโปรตีนในมื้อเช้า การจัดมื้ออาหารให้สมดุล และการเตรียมตัวสำหรับวันที่ยุ่ง การสร้างนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โปรตีนไม่ได้สำคัญเฉพาะนักกีฬา แต่เป็นสารอาหารประจำวันสำหรับทุกคนที่ต้องการมีพลัง เคลื่อนไหวดี ฟื้นตัวไว และมีชีวิตที่แอคทีฟในระยะยาว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรตีนและสุขภาพ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com

ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial  โทร.02-6601600 หรือ Line OA: Herbalife

โปรตีน

จิตแพทย์เตือนสัญญาณ PTSD ที่ไม่ควรปล่อยให้ใครเผชิญลำพัง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

หนึ่งในบาดแผลทางใจที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังเผชิญหรือเห็นเหตุการณ์รุนแรงหรือคุกคามชีวิต เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกทำร้ายหรือเผชิญภัยคุกคามรุนแรง การเห็นเหตุการณ์โหดร้าย การสูญเสียบุคคลใกล้ชิดอย่างฉับพลันหรือรุนแรง รวมถึงการสัมผัสรายละเอียดของเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำๆ จากการทำงาน

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ในระยะแรก หลายคนอาจรู้สึกกลัว เศร้า โกรธ นอนไม่หลับ สมาธิลดลง หรือคิดถึงเหตุการณ์ซ้ำๆ ปฏิกิริยาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้หลังเหตุสะเทือนขวัญ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็น PTSD คนจำนวนมากจะค่อยๆ ฟื้นตัวเมื่อเวลาผ่านไปและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

สัญญาณสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ ความทรงจำที่รบกวน ฝันร้าย การหลีกเลี่ยงสถานที่หรือสิ่งที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด สิ้นหวัง ชาไร้ความรู้สึก แยกตัว รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า รวมถึงอาการสะดุ้งง่าย ระแวง หงุดหงิด สมาธิลดลง และนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัย PTSD ต้องพิจารณาทั้งลักษณะการเผชิญเหตุ กลุ่มอาการ ระยะเวลา และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินจากอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่ง สำหรับผู้ที่ติดตามภาพข่าวความรุนแรงซ้ำ ๆ แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ อาจเกิดความเครียด

การฟื้นฟูเบื้องต้นสามารถเริ่มได้จากการกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย รักษากิจวัตรการนอนและการรับประทานอาหารเท่าที่ทำได้ ฝึกหายใจช้า ๆ ดึงความสนใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ออกกำลังกายเบา ๆ และใช้เวลาอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย อาจจดบันทึก ฝึกสมาธิ ทำงานศิลปะ หรือฟังและเล่นดนตรี หากกิจกรรมนั้นช่วยให้รู้สึกดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบังคับตนเองให้เล่าเหตุการณ์ซ้ำก่อนที่จะพร้อม

ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อกดความรู้สึก และลดคาเฟอีนหากพบว่าทำให้อาการใจสั่น วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับมากขึ้น การดูแลตนเองช่วยประคับประคองอาการได้ แต่ไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษา หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ควรพบผู้เชี่ยวชาญ เพราะ PTSD สามารถรักษาได้ด้วยจิตบำบัด ยา หรือทั้งสองอย่างตามความเหมาะสมของแต่ละคน

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การยอมรับว่าตนเองมีบาดแผล แต่คือการปล่อยให้ตนเองหรือคนที่รักต้องเผชิญกับบาดแผลนั้นตามลำพัง การได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น จะช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

“เราควรร่วมกันสร้างสังคมที่การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ ลดการตีตราผู้มีปัญหาสุขภาพจิต การพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาคือการดูแลสุขภาวะที่เข้มแข็งและรับผิดชอบต่อส่วนรวม”  พญ.ดุจฤดี กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิต สามารถทำนัดหมายได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต (Mind Center) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือ LINE Official Account: @praram9hospital หรือ โทร.1270

PTSD

เรื่องนี้มีประวัติ : วังภาษีเจริญ วังของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา หรือสมเด็จอินทรฯ คือผู้ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเพียงพระองค์เดียวในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงมีพระนามเดิมว่าประไพ สุจริตกุล ประสูติเมื่อ 10 มิถุนายน 2445 สิ้นพระชนม์ 30 พฤศจิกายน 2518 ทรงเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) 

สมเด็จอินทรฯ ทรงเข้ารับราชการฝ่ายใน ในรัชสมัยของรัชกาลที่ โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระอินทราณี ครั้งมีทรงพระครรภ์ ก็ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ตำแหน่งพระมเหสี ซึ่งต่อมาทรงมีพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี แต่ในภายหลังทรงมีพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตแล้ว พระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ทรงย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักสวนนกไม้ พระราชวังดุสิต ครั้นต่อมาทรงย้ายไปประทับ ณ วังภาษีเจริญ หรือวังประตูน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระนิวาสน์เดิมของพระองค์ โดยบริเวณที่ทรงให้สร้างวังคือพื้นที่บ้านเดิมของพระบิดาของพระองค์ แล้วเสด็จประทับ ณ วังภาษีเจริญจนถึงพระวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ โดยเมื่อทรงพระประชวรก็ทรงเข้ารับการถวายการรักษา ณ โรงพยาบาลศิริราช สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2518 สิริพระชันษา 73 ปี

พระราชประวัติเพิ่มเติมของพระองค์ พระอัยกา (ปู่) ของพระองค์คือพระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล) พระอนุชาในสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชชนนีของสมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสามพระองค์ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ฝ่ายพระชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 

อีกทั้งยังทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ฝ่ายพระชนกในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ รวมถึงทรงเป็นพระปัยยิกา (ทวด) ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จอินทรฯ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงมีพระวรกายบอบบาง มีพระอุปนิสัยร่าเริง ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนราชินี จนทรงจบชั้นมัธยมบริบูรณ์ ทรงโปรดการกีฬา แต่ทรงสอบได้คะแนนดีในด้านวิชาการ ทรงพระปรีชาด้านการขับร้อง ทรงเป็นต้นเสียงร่วมกับพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ผู้เป็นพี่สาว และทรงแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนนางลอย และยังทรงรับบท อินทิรา ดุลยวัจน์ นางเอกในพระราชนิพนธ์ละครพูดในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง เสือเฒ่า 

เมื่อกล่าวถึงวังภาษีเจริญ ก็ต้องบอกว่าในปัจจุบันไม่มีวังนี้ปรากฏอีกต่อไปแล้ว เพราะถูกรื้อลงจนหมดสิ้น หลังจากสมเด็จอินทรฯ สิ้นพระชนม์ โดยปัจจุบันพื้นที่ของวังภาษีเจริญได้แปรสภาพเป็นอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของผู้คนทั่วไปในบริเวณประตูน้ำภาษีเจริญ ใกล้กับวัดนวลนรดิศ ซึ่งน่าเสียดายมากที่ไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ แต่มีหลักฐานระบุว่าวังนี้สร้างในช่วงปี 2475 โดยเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี วังเดิมสร้างด้วยไม้สัก ผู้คนในยุคนั้นซึ่งคุ้นเคยกับวังแห่งนี้บอกเล่าว่า สมัยเมื่อสมเด็จอินทรฯ ยังประทับอยู่ จะมีห่านฝูงใหญ่ ดังนั้นเมื่อเวลาผู้คนเข้าออกจากวัง ก็จะได้ยินเสียงห่านดังระงม

วังภาษีเจริญมีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างเรือนไทยประยุกต์กับสถาปัตยกรรมยุโรปยุคโคโลเนียล ซึ่งเป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5-6 โดยวังแห่งนี้มีจุดเด่นที่หอคอยทรงแปดเหลี่ยม ตั้งตระหง่านกลางตัววัง ส่วนตัววังเป็นโครงสร้างไม้ มีบานหน้าต่างจำนวนมากทั้งบานทึบและบานเกล็ด ซึ่งช่วยในการระบายอากาศและทำให้ลมพัดผ่านได้อย่างดี และทำให้แสงธรรมชาติเข้าถึงตัววังได้สะดวก ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องเรียบทรงแปดเหลี่ยม วังนี้เน้นการสร้างบรรยากาศแบบเรือนสำหรับพักผ่อนของเจ้านายฝ่ายใน นอกจากนี้ยังมีเรือนไม้ชั้นล่างที่มีระเบียงรอบ โดยมีบานหน้าต่างแบบบานเกล็ดทำด้วยไม้รอบอาคาร ส่วนตัวเรือนยกใต้ถุนสูง โดยมีเสาปูนทรงกลมรองรับ ทำให้ได้รับลมจากคลองภาษีเจริญได้ตลอดเวลา ตามแบบฉบับของเรือนริมน้ำ และต่อมาได้ต่อเติมวังด้วยปีกอาคารที่ทำด้วยซีเมนต์ เรียกอาคารปูนสามชั้น สร้างเมื่อสมเด็จอินทรฯ เสด็จมาประทับ จุดเด่นคือทำหน้าต่างทรงสูงแบบตะวันตก และมีกันสาดไม้อยู่เหนือหน้าต่าง หลังคาแบบปั้นหยา มี ที่หน้าจั่วแบบโคโลเนียล เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบไทยกับตะวันตกได้อย่างลงตัว ส่วนจุดเด่นอีกอย่างของวังนี้คืองานเหล็กฉลุ และบัวปูนปั้นที่แสนประณีต ที่แสดงถึงความอ่อนช้อยละเอียดอ่อนแต่หรูหรา โดยเฉพาะช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นลวดลายเลขาคณิต ซึ่งเป็นงานช่างที่ได้รับอิทธิพลสไตล์วิกตอเรียนโคโลเนียล ที่ปัจจุบันหาชมได้ยากมาก 

แผนผังของวังเป็นรูปตัวแอล โดยด้านหน้าเป็นเรือนไม้ และหอแปดเหลี่ยม ด้านหลังเป็นอาคารสามชั้นทำด้วยซิเมนต์ รอบวังเป็นสวน มีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นตามแบบฉบับเรือนริมคลอง แต่ชะตากรรมของวังแห่งนี้ก็ประสบกับวันเวลาสุดท้าย เมื่อสมเด็จอินทรฯ สิ้นพระชนม์ วังถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน จนทรุดโทรมมาก แล้วต่อมาพิ้นที่ของวังแห่งนี้ก็ได้แปรสภาพเป็นบ้านเรือนและทาวน์เฮาส์ริมคลอง แต่ชาวบ้านยังคงเรียกขานบริเวณนี้ว่าวังภาษีเจริญ หรือวังประตู้น้ำภาษีเจริญ 

(ขอบคุณภาพประกอบคอลัมน์จากเว็บไซต์ และเฟซบุ๊คต่าง ๆ อาทิ เรื่องเล่าสยามแต่ปางก่อน และเว็บไซต์ตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ)  

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

วังภาษีเจริญเรื่องนี้มีประวัติ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับพัฒนาภาษาอังกฤษ..ทักษะสำคัญในการทำงาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ในโลกที่การสื่อสารไร้พรมแดนและการแข่งขันทางอาชีพเกิดขึ้นในระดับสากล ทักษะภาษาอังกฤษ ได้กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อในต่างประเทศ การทำงานกับองค์กรข้ามชาติ หรือการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่จากทั่วโลก ล้วนต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญ

ข้อมูลจาก ดร.พอล เบเกอร์ (Dr. Paul Baker) ผู้อำนวยการศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยโอทาโก (University of Otago) ประเทศนิวซีแลนด์ ให้มุมมองว่า การพัฒนาภาษาอังกฤษให้ใช้ได้จริงไม่ใช่เรื่องของการท่องจำคำศัพท์หรือกฎไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต พร้อมฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์จริง

  • เรียนภาษาให้เชื่อมโยงกับอาชีพในอนาคตหนึ่งในวิธีที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับสายอาชีพที่สนใจ หากใฝ่ฝันจะทำงานในวงการเทคโนโลยี ควรเริ่มอ่านบทความ ดูวิดีโอ หรือฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับนวัตกรรมและดิจิทัล ขณะที่ผู้สนใจด้านธุรกิจ การตลาด หรือการเงิน อาจเลือกติดตามสื่อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นโดยตรง การเรียนรู้ผ่านเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบริบทของภาษาได้ง่ายขึ้น พร้อมพัฒนาทั้งทักษะภาษาและองค์ความรู้ในสาขาวิชาชีพไปพร้อมกัน
  • คลังคำศัพท์ คือสินทรัพย์สำคัญของการสื่อสาร : หลายคนกังวลกับการใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้องทุกประโยค สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีคลังคำศัพท์ที่เพียงพอสำหรับการสื่อสาร การอ่าน ฟัง และติดตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่สนใจ พร้อมจดบันทึกคำศัพท์หรือวลีที่ใช้บ่อย จะช่วยให้สามารถนำภาษาไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมล การนำเสนอผลงาน การประชุม หรือการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานจากหลากหลายประเทศ
  • พัฒนาทักษะให้ตรงกับเป้าหมาย คำถามที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษมักสงสัยคือ ควรเริ่มฝึกจากการฟัง พูด อ่าน หรือเขียนก่อน ความจริงแล้วไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายการใช้งานแตกต่างกัน หากต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนรายงาน เอกสาร หรืออีเมลทางธุรกิจ การอ่านและการเขียนอาจเป็นทักษะที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่หากทำงานด้านบริการ การท่องเที่ยว หรืออาชีพที่ต้องพบปะผู้คน การฟังและการพูดจะมีบทบาทสำคัญมากกว่า การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน จะช่วยให้การพัฒนาภาษาอังกฤษมีทิศทางและเห็นผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • กล้าพูด กล้าลอง คือก้าวสำคัญของการเรียนรู้ : อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของผู้เรียนภาษาอังกฤษคือ ความกังวลว่าจะพูดผิด การฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์ที่ไม่กดดัน เช่น พูดคุยกับเพื่อน สมาชิกในครอบครัว ฝึกพูดกับตัวเอง สามารถช่วยสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มความมั่นใจได้อย่างมาก ความผิดพลาดจึงไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น
  • เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นอกเหนือจากห้องเรียน : สำหรับผู้ที่วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ การได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ถือเป็นหนึ่งในวิธีพัฒนาทักษะที่มีประสิทธิภาพที่สุด นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้ฝึกภาษาอังกฤษผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการพักอาศัยกับครอบครัวเจ้าบ้าน (Homestay) การเข้าร่วมกิจกรรมชมรม การทำงานระหว่างเรียน หรือการทำกิจกรรมอาสาสมัครในชุมชน ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ฝึกการสื่อสารกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นทักษะที่ยากจะได้จากการเรียนในตำราเพียงอย่างเดียว
  • เทคนิคพัฒนาภาษาอังกฤษให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มี 5 แนวทาง ดังนี้
  1. พัฒนาคลังคำศัพท์ทุกวัน : จดคำศัพท์ใหม่ที่ได้ยินหรืออ่านพบ และหมั่นทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
  2. ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน : เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น เปลี่ยนภาษาบนโทรศัพท์มือถือเป็นภาษาอังกฤษ
  3. ฟังภาษาอังกฤษทุกวัน : เปิดฟังพอดแคสต์ เพลง หรือสื่อภาษาอังกฤษระหว่างทำงานบ้าน เดินทาง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
  4. ฝึกพูดให้มากที่สุด : ฝึกกับเพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเช่นกัน พูดกับตัวเอง หรืออัดเสียงตนเองเพื่อตรวจสอบการออกเสียง
  5. อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด: คือสิ่งสำคัญที่สุด คนส่วนใหญ่มักเข้าใจและชื่นชมความพยายามในการสื่อสารโดยเฉพาะคนนิวซีแลนด์ แม้จะมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็ตาม และความผิดพลาดเหล่านั้นคือโอกาสสำคัญในการเรียนรู้

เปิดโลกการศึกษานิวซีแลนด์ ในงาน New Zealand Education Fair 2026

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ ไม่ควรพลาดงาน New Zealand Education Fair 2026 งานการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี พบกับสถาบันการศึกษาชั้นนำจากนิวซีแลนด์กว่า 70 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่หลักสูตรภาษาอังกฤษ ระยะสั้น เรียนระยะสั้นปิดภาคเรียน มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรวิชาชีพ พร้อมทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และการประกาศ Manaaki New Zealand Scholarships ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์แบบเต็มจำนวน ตอน 10.30 น. ก่อนพิธีเปิด กิจกรรม ห้องเรียนจำลองสไตล์นิวซีแลนด์ การทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษฟรี

ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรีตลอดงาน) ในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 นี้  11.00 – 17.00 น. สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียน https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE&HEALTH

คุณแหน : 26 สิงหาคม 2569

26 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

ll ถ่ายเถา สุจริตกุล ล่าสุดอายุ 94 ปี นักเขียนนวนิยายมือทอง และนักแปลหนังสือมือเพชรคนหนึ่งของประเทศไทย เจ้าของบทประพันธ์ มงกุฎดอกส้ม ดอกส้มสีทอง และเรยา ได้รับรางวัลมณีเมขลา สาขานักประพันธ์ยอดเยี่ยม (ผู้ประพันธ์บทโทรทัศน์ยอดเยี่ยม) ประจำปี 2569 โดยครั้งนี้เป็นรางวัลที่ได้รับหลังจากรางวัลนราธิป ปี 2555 และรางวัลสุรินทราชา ปี 2556 และรางวัลสตรีไทยดีเด่น 2557

ll นวพร เรืองสกุล อดีตนักเรียนทุนแบงค์ชาติ อดีตผู้บริหารกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (คนแรก) และอดีตผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย คือนิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นเข้าศึกษาปี 2505 เมื่อหลายคนรู้ว่านวพรจบจากอักษรฯ ก็งงมาก แล้วถามว่าทำไมจึงเก่งกาจเรื่องการเงินการทอง ก็ขอตอบแทนว่านิสิตอักษรฯ จุฬาฯ รุ่นโบราณนั้นมีความรู้รอบและรอบรู้ แล้วที่สำคัญคือไม่กลัวตัวเลขเหมือนนิสิตอักษรฯ รุ่นปัจจุบันบางคน 

ll ว.วินิจฉัยกุล คือหนึ่งในนามปากกาของ คุณหญิง รศ. ดร. วินิตา ดิถียนต์ ล่าสุดมีงานเขียนนวนิยายเรื่องยาว ชื่อ พระพรหมประพาส เผยแพร่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยนำเสนอผ่านระบบออนไลน์ เนื้อหาของนวนิยายเรื่องนี้เป็นแนวพีเรียดย้อนยุค อาจารย์วินิตาบอกว่าจริง ๆ ก็อยากพิมพ์บนกระดาษ แต่จำเป็นต้องตีพิมพ์บนออนไลน์ไปก่อน แต่วันหนึ่งในอนาคตต้องพิมพ์ลงบนกระดาษแน่นอน

ll ปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล อดีตนางสาวไทย 2507 และอดีตนางงามจักรวาลคนไทยคนแรก ปี 2508 ปัจจุบันอายุเกือบ 80 ปี แต่ยังงามแบบอมตะนิรันดร์กาล ทุกวันนี้มีความสุขกับลูก ๆ คือ โจ้ ม.ล. รุ่งคุณ กิติยากร และภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ และลูกสะใภ้ พร้อมหลาน ๆ ตามประสาคุณย่าแสนสวย แล้วก็ยังทำธุรกิจด้านความงามเหมือนเดิม เพราะเมื่อตัวเองสวยแล้ว ก็ต้องการให้คนอื่นสวยงามด้วย

ll เอ๋ สาวิณี ประการะนัง อดีตธิดาโดมแอลเอ อดีตนางสาวไทย คนที่ 22 และอดีตผู้เข้ารอบประกวด Miss Universe 10 คนสุดท้ายในปี 1984 โดยได้คะแนนอันดับ 6 แม้ในวันนี้เอ๋อายุ 61 ปี แต่บอกได้คำเดียวสั้น ๆ ว่ายังสวยไม่สร่าง แต่บางคนบอกว่าสวยกว่าเดิม เพราะสวยสมวัย ส่วนลูกสาวคือ สิรินโสพิศ ปัจฉิมสวัสดิ์ แบมบี้ เดอะสตาร์ 9 ก็ลองขึ้นเวทีประกวดความงามบ้าง แล้วก็คว้ารางวัลมิสระนองมาครอง

ll แจ้งข่าวไปยังผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ยังนิยมการอ่านเนื้อหาสาระบนกระดาษ แต่บ่นมาเป็นระยะ ๆ ว่าหาซื้อหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ยาก ร้านขายหนังสือปิดตัวไปมาก ขอบอกตรงประเด็นว่า โปรดสมัครสมาชิกเถอะครับ รับรองได้รับหนังสือถึงบ้านทุกเช้า ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปซื้อหาที่ร้าน สมัครสมาชิกได้ที่เบอร์โทรฯ 02 973 4250 และ 02 551 4290 ต่อ 313 

Victor Lee

คุณหญิงรศ.ดร.วินิตาดิถียนต์ถ่ายเถาสุจริตกุลนวพรเรืองสกุลภัสสรกรณ์จิราธิวัฒน์รุ่งคุณกิติยากรว.วินิจฉัยกุลสาวิณีประการะนังสิรินโสพิศปัจฉิมสวัสดิ์อาภัสราหงสกุลแบมบี้เดอะสตาร์ 9

คุณแหน : 25 สิงหาคม 2569

25 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

ll นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ชั่วข้ามคืนทีจเอจสาวลูกชาวภูเก็ตไปแสดงเพลงสไตล์เฮวี่สตีลเวที “America’s got talent” ผ่านเนชั่นแนลทีวีเน็ตเวิร์คสหรัฐฯ กลายเป็น Rising Star โด่งดังไปทั่วโลกขนาดมีผู้ติดตามทางโซเชียลแพลตฟอร์มถึง 100 ล้านคน บารอนเนส ขอร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ น้อง Ne Ne ด้วย พร้อมทั้งขออวยพรขอให้การเดินทางไปแข่งขันในรอบ Live Show ที่สหรัฐฯบรรลุเป้าหมายด้วยดี อย่างไรก็ดีเราในฐานะผู้มีประสบการณ์ที่เคยเห็นพรสวรรค์ยอดเยี่ยมต้องพลาดพลั้ง เพราะเดินไม่ถูกวิธี…แน่นอน น้อง Ne Ne มาถึงจุดนี้ได้ เพราะความสามารถและความวิริยะอุตสาหะของเธอและคุณพ่อคนเก่ง แต่เมื่อใดเมื่อถึงจุดหมายที่ฝรั่งเรียกว่า Epitome เป็นผู้ชนะเลิศแล้วอย่าลืมหลักการที่นักแสดงฝรั่งมักจะถือปฏิบัติกันคือ แสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอเจนซีชั้นมืออาชีพที่จะมาร่วมวางแผนให้เธอเป็น True Super Star ที่แฟนทั่วโลกถวิลหา… เดินให้ถูกทางแล้ว “Sky is your limit!” …

ll ไหนว่าวงการอนุรักษ์พระเครื่องพระบูชาอยู่ในภาวะซบเซา เพราะสภาพเศรษฐกิจ เฮียมิ้ง จักรวรรดิ์ เซียนใหญ่ระดับปรมาจารย์ยังบริหารงานสบายดี พร้อมทั้งเชิญ “อาซ้อ” และพรรคพวกอีกสิบคนจัดคณะทัวร์เดินเดินทางไปเยือน ประเทศตุรกี (TURKIYE) และปริมณฑลตั้งแต่วันที่ 20/8 เป็นเวลา 10 วัน สำหรับ ประเทศตุรกี นั้นคนไทยทั่วไปยังรู้จักเขาน้อยไป เกริ่นคร่าวๆถึงศักยภาพแล้วต้องปากค้าง เพราะเป็นประเทศขนาดใหญ่จุดเด่นคือเป็นพื้นที่ๆ เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย จึงเป็นที่ยอมรับว่าเป็นประเทศใหญ่ที่มีพื้นที่มีความหลากหลายทางนิเวศวิทยาและทัศนียภาพสวยที่สุด เมืองไทยได้ทัวร์ลิสปีละ 40 ล้านคนก็เปิดแชมเปญฉลองแล้ว แต่สำหรับตุรกีปี 2025 ปิดบัญชีทัวร์ลิสสบายๆที่ 64 ล้านคน สำหรับคนมีการศึกษาชาวยุโรปถ้าในชีวิตไม่เคยไปเยือนตุรกีแล้วถือว่า “ตกรถ ทีเดียว…บารอนเนส เหลือบไปเห็นใบโปรแกรมทัวร์ของเฮียแล้ว ต้องรีบคอมเมนต์ว่าเราดูรายการแล้วประทับใจ แต่รายการอาหารนี่ซิ เห็นมีแต่อาหารภัตตาคารจีนกับร้านอาหารไทย เป็นงั้นได้ยังไงในเมื่ออาณาจักรตุรกีเขามีชื่อเสียงเรื่องอาหารอร่อยกระฉ่อนโลก เซียนใหญ่ตอบสั้นๆว่า “เฮียไม่ถนัด ชอบแต่อาหารจีน-ไทย” นอกจากนั้นยังมีผู้รู้แอบกระซิบเฮียว่า เมืองนี้ผู้หญิงตุรกีอาจจะจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก โดยมีความเอกอุที่ตาสวยซึ้งเป็นสีมรกตเข้ม…เรียกว่าสวยแบบ 100 เต็ม 100 นั่นเชียว…

ll ควันหลงเมื่อวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา คุณแม่พรรณี วิเชียรพันธ์ุ มารดาวัย 96 ปี ของ ท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธ์ุ ได้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร แม่ดีเด่นแห่งชาติ ในปีนี้ด้วย…

ll ขอแสดงความยินดีกับ ท่านกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ รายการวิทยุ Rise and Shine ซึ่ง ครอบครัวเสวิกุล ได้ร่วมกันจัดขึ้น โดยเคยออกอากาศทางสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz ได้รับรางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1 THAILAND MORAL AWARDS 2025 จาก ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand…สำหรับรางวัลชนะเลิศ คือ Story สีขาว ดำเนินรายการโดย อัญชลี วงศ์สัมปัน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ส่วน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 คือ Untitled Case ตอน Hidden Partner พันธมิตรลับสับเปลี่ยนโลก…ทางด้าน รางวัลชมเชย ได้แก่ สื่อเสียงนิทาน : นิทานเด็กเล็ก , คุณของแผ่นดิน ,Inside รัฐสภา กับ ณรงค์ คิดเห็น ,We Share , เสียงปรับใจให้ผ่อนคลาย พิธีมอบรางวัลจัดในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย !!…

บารอนเนส

ชาครีย์นรทิพย์เสวิกุลน้องNeNeบุญญฤทธิ์วิเชียรพันธ์ุพรรณีวิเชียรพันธ์ุอัญชลีวงศ์สัมปันเฮียมิ้งจักรวรรดิ์

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนวิ่งเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง “เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน” ปีที่ 18 ระดมทุนร่วมจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนนักวิ่งออกสตาร์ตเพื่อสุขภาพ พร้อมร่วมช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศลครั้งสำคัญแห่งปี “CENTRAL GROUP Mini Marathon 18th by Good Goods” (เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน ครั้งที่ 18 โดย กุ๊ด กุ๊ดส์) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เปิดเส้นทางให้นักวิ่งร่วมพิชิต 3 ระยะ ได้แก่ มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ไมโครมาราธอน 5.5 กิโลเมตร และ ฟันรัน 2.5 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป

รายได้จากค่าสมัครทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบทุนโครงการ “Central Group Women Cancer – ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ครั้งที่ 21” เพื่อร่วมจัดซื้อ เครื่องเจาะดูดชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ (Vacuum Breast Biopsy) มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรค

ความพิเศษของปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ ARTSTORY by Autistic Thai เปิดโอกาสให้ศิลปินออทิสติก          มีส่วนร่วมออกแบบ เสื้อวิ่ง เหรียญ และถ้วยรางวัล เพื่อถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสะท้อนคุณค่าและศักยภาพของศิลปินเด็กพิเศษ ผ่านคอนเซ็ปต์ “Colorful Mile” โดยคาแรกเตอร์การ์ตูนในอิริยาบถการวิ่งแต่ละตัวเกิดจากจินตนาการที่ศิลปินมองเห็นตนเอง บ้างถือลูกกวาดหรือจานสี บ้างจินตนาการว่าตนเองเป็นรองเท้า ถุงช้อปปิ้ง หรือน้ำหอม ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับสินค้าและสีสันที่พบได้ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล พร้อมถ่ายทอด   แนวคิดว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาพบปะและร่วมสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสังคม เช่นเดียวกับการรวมพลังในงานวิ่งการกุศลครั้งนี้

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายแรก ที่ริเริ่มจัดกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนการกุศลมาตั้งแต่ปี 2550 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสนามวิ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นพลังของนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มารวมตัวกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการดูแลสุขภาพของตนเอง ควบคู่กับการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้อื่น สำหรับปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลตั้งใจระดมทุนเพื่อร่วมจัดซื้อเครื่องเจาะดูดชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อช่วยให้ผู้หญิงในกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนรักษาที่เหมาะสมต่อไป

กิจกรรมนี้ เปิดกว้างสำหรับนักวิ่งทุกระดับ ตั้งแต่นักวิ่งหน้าใหม่และนักวิ่งทั่วไป ไปจนถึงผู้ที่กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอนในอนาคต เราหวังว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับทั้งสุขภาพที่แข็งแรง มิตรภาพระหว่างทาง และความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม

หลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งยังสามารถผ่อนคลายและเติมความสดชื่นไปกับครั้งแรกของกิจกรรม “After Run Coffee Club – พัก ชิลล์ เติมพลัง” ท่ามกลางเสียงเพลงจากดีเจชื่อดัง JIRA โดยนักวิ่ง 100 ท่านแรกที่เข้าเส้นชัยจะได้รับคูปองแลกรับฟรีเครื่องดื่มจาก Good Goods

กิจกรรม “เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน” ครั้งที่ 18 ได้รับการสนับสนุนจาก Good Goods (กุ๊ด กุ๊ดส์)  แบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมด้วย OCEAN LIFE ไทยสมุทร ซึ่งมอบความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุแก่นักวิ่งทุกคนตลอดการแข่งขัน ภายในงานยังจัดให้มีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ประเภทของการวิ่ง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

  1. มินิมาราธอน (Mini Marathon) ระยะทาง 10.5 กม. (ชาย/หญิง ไม่จำกัดอายุ)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.บรรทัดทอง – ถ.พระราม 4 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 4 – ถ.วิทยุ – ถ.เพลินจิต – กลับเข้าสู่เซ็นทรัลเวิลด
  2. ไมโครมาราธอน (Micro Marathon) ระยะทาง 5.5 กม. (ชาย/หญิง ไม่จำกัดอายุ)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.พญาไท– ถ.พระราม 4 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 1 – กลับเข้าสู่เซ็นทรัลเวิลด
  3. ฟันรัน (Fun Run) ระยะทาง 2.5 กม. (ไม่จำกัดอายุ, ไม่มีการแข่งขัน)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 1 – กลับเข้าสู่
    เซ็นทรัลเวิลด์

ประเภทรางวัล

  1. มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร
    – ผู้ชนะเลิศ Overall อันดับ 1 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
    – อันดับ 2–3 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
  2. ไมโครมาราธอน ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร
    – อันดับ 1–3 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
  3. รางวัลพิเศษ
    – รางวัล Fancy Run จากผู้เข้าแข่งขันทุกระยะ จำนวน 3 รางวัล
    – รางวัลชมรมวิ่งที่มีสมาชิกเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 3 ชมรม

นอกจากนี้ผู้ชนะการแข่งขันในประเภทมินิมาราธอน ไมโครมาราธอน และ Fancy Run ตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้รับ คะแนน The 1 รวมกว่า 600,000 คะแนน

ค่าสมัครและสิทธิประโยชน์
ค่าสมัคร 650 บาททุกประเภท ผู้สมัครจะได้รับเสื้อวิ่งที่ระลึก หมายเลขประจำตัวนักวิ่ง (BIB) ความคุ้มครองอุบัติเหตุจาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร และเหรียญที่ระลึกสำหรับผู้เข้าเส้นชัยทุกคน

กำหนดการแข่งขัน

เวลา 04.00 น. วอร์มอัพร่างกายด้วยกิจกรรมแอโรบิก

เวลา 04.30 น. พิธีกรกล่าวเปิดงาน

เวลา 05.00 น. ปล่อยตัวมินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร

เวลา 05.10 น. ปล่อยตัวไมโครมาราธอน ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร

เวลา 05.15 น. ปล่อยตัวฟันรัน ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร

เวลา 07.00 น. พิธีมอบถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน

เวลา 09.00 น. กิจกรรม After Run Coffee Club

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนเพื่อรับหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง (BIB) ในวันที่ 24-25 กันยายน 2569 เวลา  11.00–19.00 น. ณ บริเวณ Balcony on Third ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เตรียมพบกับ “CENTRAL GROUP Mini Marathon 18th by Good Goods” ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป แล้วมาร่วมเปลี่ยนทุกก้าวบนเส้นทางวิ่งให้เป็นพลังแห่งการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Central Group Thailand และเว็บไซต์ www.tham-dee.com

ประธานองคมนตรี ‘พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์’ เปิด นิทรรศการ ‘จิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 47’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

มูลนิธิบัวหลวง และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวงครั้งที่ 47 จัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดจิตรกรรมบัวหลวง 10 ชิ้น และผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอีก 77 ชิ้น รวม 87 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2569  ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและเปิดนิทรรศการ ในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานจิตรกรรมจากผู้ส่งเข้าร่วมประกวดจำนวน 107 ราย รวมผลงาน 140 ชิ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี จิตรกรรมลักษณะไทยแนวประเพณี และจิตรกรรมร่วมสมัย ปรากฏผลงานที่ได้รับรางวัลดังต่อไปนี้

จิตรกรรมไทยแบบประเพณี

เป็นงานจิตรกรรมที่มีแบบอย่าง กระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิธี และเรื่องราวเนื้อหาสาระ ที่ดำรงภาพลักษณ์แบบไทยประเพณี    

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

  • ไม่มีผลงานใดได้รับการพิจารณารางวัล –

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล 150,000 บาท

ผลงานชื่อ ศรัทธาวัสสา: กาลสัทธา ของ ภัทรพล กองกูล

และ ผลงานชื่อ มารผจญ-ชนะมาร ของ ภฤศชัย หอมช่วงทรัพย์

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล 100,000 บาท

ผลงานชื่อ โลกวิวรณปาฏิหาริย์ ของ ดิษณ์กร สุทธสม

 จิตรกรรมลักษณะไทยแนวประเพณี

เป็นงานจิตรกรรมที่มีกระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิถี และเรื่องราวเนื้อหาสาระ ทั้งภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ไทยของงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณี มาพัฒนาสร้างสรรค์ให้เข้ากับสมัยนิยม 

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

ผลงานชื่อ เส้นสาย สัมพันธ์ชีวิต ของ เญอรินดา แก้วสุวรรณ

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล 150,000 บาท

ผลงานชื่อ เช้าวันใหม่ ของ จักรชัย เพ็ชรปานกัน

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล 100,000 บาท

ผลงานชื่อ ท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ของ พระมหาสมโชค โรจมณี

จิตรกรรมร่วมสมัย

เป็นงานจิตรกรรมที่มีกระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิธี และเรื่องราวเนื้อหาสาระที่มีการแสดงออกอย่างอิสระเสรี        

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

– ไม่มีผลงานใดได้รับการพิจารณารางวัล –

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล  150,000 บาท

ผลงานชื่อ ภูมิทัศน์แห่งจินตนาการ ของ  สิทธิพนธ์ เลาะไชยสงค์

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล  100,000 บาท

ผลงานชื่อ  พื้นที่ระหว่างการดำรงอยู่ ของ จตุพล สีทา

และ ผลงานชื่อ จักรวาลแห่งการดำรงอยู่ ภายนัยใจ ของ ปาลฉัตร ยอดมณี

และผลงานชื่อ  อวตาลใหม่โลกไตรภูมิ ของ ชมรวี สุขโสม

นิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 47 จัดแสดง ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันพุธ) และขยายโอกาสให้ผู้สนใจศิลปะในส่วนภูมิภาค โดยจะจัดนิทรรศการบัวหลวงสัญจร ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในเดือนตุลาคม 2569

จิตรกรรมบัวหลวงครั้งที่47มูลนิธิบัวหลวงหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

รฟม. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรม “Safety First” ผนึกกำลังคนทำงาน มุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Fatal Accident”

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:45 น.

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดกิจกรรมวันอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Safety Day) ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย พร้อมสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่บุคลากรของ รฟม. และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมี พัฒนพงษ์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (บริหาร) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 9 อาคาร 1 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569

พัฒนพงษ์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ กล่าวว่า รฟม. ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและผู้ปฏิบัติงานมาโดยตลอด โดยได้กำหนดนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร พร้อมกำหนดเป้าหมาย “Zero Fatal Accident” หรือการทำงานโดยมุ่งสู่เป้าหมายการไม่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต โดยส่งเสริมให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการทำงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ รฟม. ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า โดยได้ลงนาม “ปฏิญญาว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Safety Declaration)” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความร่วมมือในการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน ทรัพย์สินสาธารณะ และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ภายใต้หลัก “Safety First”

ภายในงานมีพิธีมอบรางวัลด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง (Safety Award) ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องและเชิดชูบุคลากรและหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นและมีผลงานโดดเด่นด้านความปลอดภัย ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. รางวัลด้านการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ 2. รางวัลด้านเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย และระดับวิชาชีพ รวมทั้งสิ้น 50 รางวัล

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับความรู้และคำแนะนำด้านสุขภาพและความปลอดภัยจากช่วง Safety Talk Show โดย นพ.วสะ อนุพันธ์ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ประจำศูนย์สุขภาพ จากโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ในหัวข้อ “อาชีวอนามัยใกล้ตัว รู้ทันความเสี่ยง ดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยในทุกวันทำงาน ภัยเงียบของมนุษย์เงินเดือน” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย การปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ตลอดจนแนวทางการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการทำงาน เพื่อให้บุคลากรสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย “ความสำคัญของอาชีวอนามัยในการดูแลสุขภาพคนทำงานระยะยาว การทำงานในแต่ละอาชีพมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งออฟฟิศ งานกะ ขับรถ งานบริการ รวมถึงงานก่อสร้างและภาคสนาม โรคจากการทำงานมักเกิดจากการสะสมความเสี่ยงทีละน้อย และอาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังในช่วง 5–10 ปี หากไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ หัวใจสำคัญคือ รู้ความเสี่ยง ปรับพฤติกรรม ฟังสัญญาณเตือนของร่างกาย และตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัยทำงาน” นพ.วสะ กล่าว

การจัดกิจกรรม Safety Day ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ รฟม. ในการส่งเสริมให้อาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร และสร้างความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับในการร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยง การส่งเสริมสุขภาพในการทำงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

‘มูลนิธิสัมมาชีพ’ เปิดอบรมหลักสูตร LFC รุ่นที่ 16 เชื่อมผู้นำ ธุรกิจ ท้องถิ่น และเทคโนโลยี เพื่อเมืองน่าอยู่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:33 น.

 มูลนิธิสัมมาชีพ เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16  ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” ตั้งเป้า สร้างผู้นำ นักธุรกิจ นักพัฒนาเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น สร้าง Smart City เมืองสมาร์ทที่ทำได้จริง”  ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ” ชี้เครือข่ายความร่วมมือผู้นำสัมมาชีพ พลังสำคัญ ดันเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น ขับเคลื่อนประเทศในยุคโลกเปลี่ยน

นายวิเชฐ  ตันติวานิช รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 ว่า ที่ผ่านมา มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change – LFC) ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2568 มีจำนวน 15 รุ่น โดยมีผู้ได้รับการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 1,579 คน ภายใต้หัวข้อที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลา เช่นเดียวกับในปี 2569 เป็นการอบรมรุ่นที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” โดยมุ่งสร้างผู้นำ ผู้บริหารเมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นผู้ผลักดันเมืองให้น่าอยู่โดยอาศัยความกลมกลืนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่-นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระแสโลกในขณะนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง จึงจะเป็นเมืองที่อยู่อย่างแท้จริง  

“วัตถุประสงค์ของการอบรมฯ ต้องการให้ผู้นำเมือง ผู้นำท้องถิ่น ให้เข้าใจปัญหาเมือง นำไปสู่การเป็น Smart City สร้างเสริมสมรรถนะผู้นำ ในการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานราก จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญยังเป็นการปลูกฝังผู้นำสัมมาชีพ โดยเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส และพัฒนาเมือง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายวิเชฐ กล่าว  

รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ยังกล่าวว่า ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่ต้องเป็นผู้ที่มี “ภาวะผู้นำ” จึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชน ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเมือง หรือ Smart City ได้

“ผู้นำ ต้องเริ่มจากตัวเรา ที่ต้องมีภาวะผู้นำ อาจไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่เมื่อมีภาวะผู้นำในจิตวิญญาณ จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเมืองในมิติของการเปลี่ยนแปลง คน สถานที่ โอกาส ความยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้” นายวิเชฐ กล่าว

ดร.อุตตม สาวนายน

 ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ  เปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “Smart City ผู้นำหัวใจสัมมาชีพ” ว่าหัวข้อการอบรม LFC รุ่นที่ 16 นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมหาศาล ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆในโลก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเห็นว่าโจทย์เรื่อง Smart City  หรือการทำเมืองให้น่าอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม คิดต่อยอดทำให้เมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง

“วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมพูดถึงการเชื่อมโยงโลกาภิวัฒน์ แต่วันนี้เปลี่ยนไป เป็นโลกของการแตกตัวแยกเป็นส่วนๆ เกิดการชิงอำนาจของขั้วอำนาจใหญ่ๆในโลก เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐในหลายประเทศ นอกจากนี้โลกยังเผชิญช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเผชิญผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากยุคอินเตอร์เน็ต ยุคดิจิทัล มาสู่ AI ประเทศไทยหนีไม่พ้น เพียงแต่เราจะพาประเทศฝ่ากระแสไปอย่างไร”

ดร.อุตตม ยังเห็นว่า “ชุมชนและคนฐานราก” นับเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น เนื่องจากเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชุมชน ท้องถิ่น จะต้อง “เชื่อมโยง” เครือข่ายความร่วมมือจึงจะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้

“เรื่องของการสร้าง Smart City ต้องอาศัยพลังเครือข่าย ภาคประชาชน พลเมือง รัฐ เอกชน และภาคการศึกษา โดยเจ้าของพื้นที่ ผู้นำสัมมาชีพ ต้องเป็นเจ้าของปัญหา ต้องเป็นผู้กำหนดโอกาสและอนาคตของตัวเอง โดยอาศัยองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่าย ระดมพลังจากภาคส่วน นำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดได้จริง จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เมืองก็เปลี่ยนได้ ประเทศก็เปลี่ยนได้” ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าว

มูลนิธิสัมมาชีพ