ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

ททท. ชูความสำเร็จ โครงการ“Village to the World” เดินหน้าโครงการ 2 เดือน ดันชุมชนรายได้เพิ่ม 20 % จำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน/ครั้ง ใน 5 จังหวัดต้นแบบ พิษณุโลก ชลบุรี เชียงใหม่ น่าน ลำปาง   สะท้อนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG Tourism ได้จริง ชุมชนเติบโต องค์กรได้ประโยชน์ ประเทศชาติยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” บทพิสูจน์ ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ เป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ถอดบทเรียนจากธุรกิจด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และทักษะบริการ ผ่านลงมือทำจริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประกาศความสำเร็จของโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติการเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวมจาก CSR สู่ระบบ ESG ที่ขับเคลื่อนจริง ผ่าน Co-Creation และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ

“Village to the World #SustainableAgenda ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการสร้างกลไกการทำงานรูปแบบใหม่  คือบทพิสูจน์ว่า ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อสร้าง Moment แห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนา โครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเสริม

โมเดลความร่วมมือที่ลงมือทำจริงใน 5 จังหวัด

โครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง “บริษัทจดทะเบียน” กับ “ชุมชนต้นแบบ” ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

•              BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน

•              AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน

•              AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น

•              SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

•              Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% นักท่องเที่ยวเข้ากว่า 30,000 คน

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร

ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ “มีชีวิต”

 นายปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น SDGs, Materiality Mapping หรือ One Report ผ่านมาได้นำเสนอแต่สิ่งที่ชุมชนมี แต่โครงการนี้ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

องค์กรบูรณาการผลลัพธ์ ESG ได้จริง สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน

กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ  Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่นำคณะพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนลำปาง ภายใต้โครงการ Journey D โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ได้แก่ สนุก – สไตล์ – สัมพันธ์ – สร้างสรรค์ยั่งยืน ทำให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืนที่ต่อยอดจากการทำงานในบริษัทสู่การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์อยู่แล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นความยั่งยืนที่ จับต้องได้จริง ผ่านมือของคนในชุมชนลำปาง และยังได้เรียนรู้เพื่อนำกลับไปพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีความหมาย

Cross-Sector Collaboration เพื่อระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ

หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง

จาก “Unknown” สู่ “Unforgettable”

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุดของโครงการ Village to the World #SustainableAgenda ได้ทาง Facebook: Village to the World Project และ Hello Local

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

นาย ชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ประธานคณะกรรมการตัดสิน มอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” โดยในปีนี้มีการแบ่งโจทย์การแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา มากับโจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” และโจทย์สุดท้าท้ายของประเภทประชาชนทั่วไป คือ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” ในครั้งนี้มีผู้เข้าสมัครร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมากกว่า 400 ทีม เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า  500,000 บาท พร้อมโล่ รางวัล จำนวนทั้งสิ้น 10 รางวัล โดยมี 5 หลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นกัน ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 

1. Wow factor & Pitching Presentation โครงการน่าสนใจ ฟังแล้วน่าตื่นเต้น และดึงดูดในการฟังครั้งแรกได้ (ต้องอุทานหรือร้อง Wow ในทันที)  และ สามารถนำเสนอได้ดีเยี่ยม สามารถดึงดูดความสนใจของคณะกรรมการให้เข้าใจได้ในเวลาที่กำหนดได้ 25 คะแนน 

2. Problem & Pain Point ปัญหาที่เสนอ มีอยู่จริง ตรงโจทย์และตอบโจทย์ 15 คะแนน

3. Product & Solution สิ่งที่เสนอ สามารถแก้ปัญหาที่เสนอ ได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy) 25 คะแนน

4. Customer & Value Propositions

4.1. ความเข้าใจลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง

–               ระบุกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง (Segmented)

–               ขนาดของกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ในแง่จำนวน กรมธรรม์ที่คาดหวังได้ หรือ จำนวนลูกค้าหรือผู้ใช้งานที่มี การรับรู้และการตระหนักถึงประกันภัย อย่างชัดเจน มีข้อมูลสนับสนุนจากการวิจัยตลาดหรือข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนครบถ้วน

4.2. Value Proposition ที่โดดเด่น

–               นำเสนอคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์, แตกต่างจากคู่แข่ง, และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด อธิบายประโยชน์ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจะได้รับอย่างชัดเจน อย่างน้อย 4 ข้อ 15 คะแนน

และ 5. Technology เลือก tech ได้น่าสนใจ ทันสมัย ยังไม่ค่อยมีผู้ที่เข้าใจเชิงลึกมากนัก หรือ ยังไม่ค่อยมีการใช้งานแพร่หลายในธุรกิจประกันภัยมากนัก 20 คะแนน

และหลักเกณฑ์การพิจารณาของประเภทประชาชนทั่วไปที่เน้นย้ำเข้มข้น ทั้งในส่วนของ Prototype ที่เสนอได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การเข้าถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิบัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวกและรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance) รวมถึง Revenue Streams and Cost Structure ที่มีการระบุโมเดลรายได้ (Revenue Streams) ที่ชัดเจน และมีโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) หลักได้อย่างละเอียดและครบถ้วน เช่น มีข้อมูลต้นทุน – ราคาขาย – กลุ่มจ่ายจริง พร้อมแนวทางขยายที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

โดยมีคณะกรรมการตัดสินจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 ท่าน ดังนี้ คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ., คุณมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ, คุณนิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ สายสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง, คุณมนตรี ถิรศักดิ์ธนา ผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย, คุณโชติมา พัวศิริ ผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย, คุณไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund), คุณปัทมาวดี พัวพรหมยอด ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), และคุณนิตาภา อินชัย รักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมตัดสินและประกาศผลรางวัล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับผลการตัดสินการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Rush to Rich” เสนอ “InsurLot แพลตฟอร์มส่งเสริมความตระหนักทางด้านประกันภัยรถยนต์ ผ่านระบบ Gamification พร้อม Rewards ในรูปแบบของตั๋ว Lottery” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “InsureMate” เสนอแนวคิด “AI Insurance Companion เพื่อนรู้ใจเรื่องประกัน ที่ช่วยให้คนไทยเข้าใจประกันได้ง่ายขึ้น และมั่นใจว่าใช้สิทธิ์ได้จริง” รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “LogIns” เสนอ “To-Die List: Tool for Awareness and Personal Life Plan Generator” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “คณิตประกันภัยและวิศวะคอมตัวน้อยที่อยากเป็นหัวแถว” เสนอแนวคิด “เกมส์ประกันภัยที่ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจของตนเองตามสถานการณ์ต่างๆ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “ClearBiz” เสนอแนวคิด “แพลตฟอร์ม InsurTech สำหรับ SME ที่ใช้ AI จากกล้อง–POS–ทำเล วิเคราะห์ความเสี่ยงเรียลไทม์ จ่ายเท่าความเสี่ยง เคลมไวในแอปเดียว” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

สำหรับผลการตัดสินประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Sxphia : Auto Insurance Telematics Platform” เสนอ “Sensor ติดรถยนต์ที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานกู้ภัยและญาติ เมื่อผู้ใช้งานเกิดอุบัติเหตุทางถนน” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “ERGO HIPPO” เสนอไอเดีย “ลดเบี้ยประกันกลุ่มองค์กร พร้อมเพิ่ม Productivity ด้วยการป้องกันสุขภาพเชิงรุกแบบเฉพาะบุคคล” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “KIT-WISe-2-X” เสนอแนวคิด “เทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าเพื่อป้องกันอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือขั้วไฟหลวมในบ้านคุณแบบเรียลไทม์” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “BroSure” เสนอแนวคิด “ช่วยให้คนซื้อประกัน เข้าใจประกัน ให้บริษัทประกัน เข้าใจคนซื้อ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “พาไปรักษา” ภายใต้แนวคิด “Mobile app พาไปโรงพยาบาล จองรถ จองคิวการรักษา” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

ทั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้เราได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของโครงการ OIC InsurTech Award 2025 ผมขอแสดงความยินดีกับ 10 ทีม  สุดท้ายที่ได้ผ่านเข้ารอบการประกวดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการประกันภัย ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 และขอขอบคุณทุกๆ ทีมและทุกๆ ท่าน ที่สนใจเข้าร่วมการประกวด “OIC InsurTech Award 2025” ภายใต้โจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทนิสิต/นักศึกษา และ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทประชาชนทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงาน คปภ. เพื่อจะเฟ้นหาสุดยอดนักพัฒนานวัตกรรมที่จะมาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยของประเทศไทย ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล

การประกวด OIC InsurTech Award ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง ecosystem ด้านเทคโนโลยีประกันภัย ให้กับอุตสาหกรรมของเรา เนื่องจากก่อให้เกิดผล ทั้งในเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัย ดึงดูดนิสิต นักศึกษาให้เข้ามาในธุรกิจ และบ่มเพาะผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพ หลายทีมที่ชนะการประกวดของเรา ประสบความสำเร็จ ได้ร่วมงานกับบริษัทประกันภัย ได้ร่วมลงทุนกับนักลงทุนที่สนใจ หรือได้ไปประกวดในเวทีต่างประเทศ

และสำนักงาน คปภ. ได้พัฒนารูปแบบการจัดงานมาโดยตลอด ในปีนี้ ได้ขยายผลการจัดกิจกรรม OIC InsurTech Roadshow เพื่อให้ความรู้ด้านประกันภัยและ     เทรนด์เทคโนโลยีประกันภัย หรือ InsurTech แก่เยาวชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด และหลากหลายสาขาวิชามากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และ สถาบันประกันภัยไทย เป็นต้น ทำให้ผู้แข่งขันได้เข้าใจ รู้จัก Insurance Stakeholder และมองเห็นภาพ Insurance Ecosystem ได้มากขึ้น ตลอดจนถึงกิจกรรม OIC InsurTech Bootcamp สุดเข้มข้น 2 วัน 1 คืน ที่ผู้เข้าแข่งขันได้ฝึกฝนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การออกแบบและการสร้าง Prototype เทคนิคการนำเสนอ และยังได้รับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ก่อนจะมาถึงวันนี้กับ รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมได้แสดงศักยภาพผ่านการ Pitching อย่างเต็มความสามารถ

ในการประกวดครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Tech Firm และกลุ่ม InsurTech Startup ในประเทศไทยนั้น มีศักยภาพไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ได้เห็นถึงพลังของกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของการร่วมกันพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยและมีความคิดสร้างสรรค์ นำองค์ความรู้มาประยุกต์และพัฒนาต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจประกันภัย จึงส่งผลให้การประกวด OIC InsurTech Award 2025 ในปีนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมจำนวนทั้งหมดกว่า 400 ทีม ซึ่งได้รับการตอบรับและความสนใจจากผู้เข้าสมัครการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นทุกปีครับ

ผมเห็นว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรมีบทบาทร่วมกัน ในการสนับสนุน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการความรู้ด้านการประกันภัยระหว่างสำนักงาน คปภ. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นิสิตและนักศึกษา กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมถึงร่วมกันสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเทคโนโลยีด้านการประกันภัยให้สามารถนำนวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมประกันภัยของไทยต่อไปในอนาคต

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย “สุดท้ายนี้ ในนามของสำนักงาน คปภ. ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้เข้าแข่งขันทุกทีม ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนเกิดผลงานที่ทรงคุณค่า ขอบคุณคณะกรรมการ ขอบคุณวิทยากรและ Mentor ที่คอยให้คำปรึกษา และขอบคุณมหาวิทยาลัย รวมถึงพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างงดงาม

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัยของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาค Tech Startup ในการนำเทคโนโลยีมาต่อยอด เสริมศักยภาพ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การบริการ ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมทั้งประสานพลังของคนทุก Generation ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านประกันภัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยของไทยในอนาคตอย่างแท้จริง และก้าวสู่อนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างยั่งยืน

และในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงเหล่า Tech Startup เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับสำนักงาน คปภ. และศูนย์ CIT เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย พัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และช่วยกันสร้าง Insurance Community ของประเทศไทย ให้เติบโต แข็งแรงและยั่งยืนต่อไปครับ”

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

งานแสดงสินค้า Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้รับการตอบรับจากทั้งภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 6,769 ราย จาก 43 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็นผู้เข้าชมภายในประเทศ 77% และผู้เข้าชมจากต่างประเทศ 23% ประเทศที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุด ได้แก่ ประเทศไทย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 250 บริษัท ครอบคลุมเทคโนโลยีและโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยการสัมมนาวิชาการกว่า 46 หัวข้อ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ

•             BOI Forum: Thailand’s Opportunity in Semiconductors and Advanced Electronics

•             เทคโนโลยี PCB, PCBA และ EMS

•             มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม (ESG Standards)

•             ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

•             การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

 นอกจากนี้ งาน THECA 2025 ยังได้จัดกิจกรรม Business Matching ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเจรจาธุรกิจมากถึง 505 รายการ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศ และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับภูมิภาค

จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมในปีนี้ คณะผู้จัดงานประกาศกำหนดการจัดงาน THECA 2026 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ไบเทค ฮอลล์ 98–99 กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดใหม่ “Power 2 Motion” ที่จะเน้นย้ำเทคโนโลยีด้านพลังงาน ระบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ และโซลูชันอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแสดงสินค้า หรือร่วมเป็นพันธมิตรในงาน THECA 2026 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลแพ็กเกจพื้นที่แสดงสินค้าได้ที่: คุณสุรีรัตน์ อีเมล: sureerat@thpca.org | โทร: 084-559-4441 หรือ คุณอาภาภรณ์  อีเมล: arphaphorn.c@thpca.org | โทร: 089-699-4884 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: http://www.thailandelectronicscircuitasia.com

สอบถามรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ: ฝ่ายสื่อสารการตลาด วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค อีเมล: communications@vnuasiapacific.com

-(016)

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ 'MedTech/HealthTech' ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจจริง เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(NIA) ผนึกกำลังสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยและพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ (MedTech / HealthTech)  สมัครเข้าร่วมโครงการ “Thailand Innovation Hub” ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ก.ย.68

26 สิงหาคม 2568 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า NIA ผนึกกำลังกับ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (Health Tech Startup Thailand) และพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศ เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพ (Startup), เอสเอ็มอี (SME), และผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise (SE)) ที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพกับโครงการ “Thailand Innovation Hub” ซึ่งมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมสร้างโอกาสเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจ ทดสอบตลาดจริง และต่อยอดนวัตกรรมการแพทย์ไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ผอ.NIA กล่าวต่อว่า โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมได้ใน 2 โปรแกรมสุดพิเศษ ได้แก่ 1.กิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation Program) สำหรับธุรกิจที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ไอเดียหรือต้นแบบ และต้องการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโต โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% และ 2.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจและทดสอบการใช้งาน (Sandbox Program) สำหรับธุรกิจที่มี ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้งาน ต้องการทดสอบกับลูกค้าจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสขยายตลาด และเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51%

“สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 14 กันยายน 2568 และจะคัดเลือกผู้ที่จะได้เข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 15 – 30 กันยายน 2568 เพื่อให้เข้าร่วมกิจกรรมในเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 ที่สำคัญผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน (Demo Day) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อีกด้วย” ดร.กริชผกา กล่าว

ทั้งนี้ วิธีการสมัคร สำหรับกิจกรรมที่ 1 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงแนวคิดธุรกิจได้ที่: https://forms.gle/rGwrDqMCBWF9zgB58 และกิจกรรมที่ 2 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงผลิตภัณฑ์/บริการที่พร้อมนำไปใช้งานได้ที่: https://forms.gle/RrrNCwBVxQXy3QML

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัจฉราพรรณ ยอดรัก โทรศัพท์: 02-017 5555 ต่อ 416 มือถือ: 088-614 1908 อีเมล: atcharaphun@nia.or.th

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา 'สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ'

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหมายทางสังคม วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพประชาชนในทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยน แปลงโครงสร้างประชากร ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศและระดับโลก โดยการจัดทำโครงการรวมพลังวุฒิสภา “สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ” ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 ณ ห้องจัดเลี้ยง 102 – 104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ดังนี้

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “สร้างอาชีพยุคใหม่ในแพลตฟอร์มออนไลน์”

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “อาชีพทางเลือกจากศูนย์รวมธุรกิจแฟรนไชส์”

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “วินัยการเงินการออม Happy Money สุขเงินสร้างได้”

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “ศูนย์รวมอาชีพอิสระและงานบริการ”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ตลาดนัดวุฒิ สภา” ซึ่งจัดบริเวณรอบสระมรกต ชั้น 1อาคารรัฐสภา โดยให้ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน OTOP เข้ามาจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพทั้งสินค้า OTOP อาหาร ของใช้ เสื้อผ้าในราคาย่อมเยาเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รวมทั้งยังมีบริการตัดผม นวดแผนไทยและดูดวงโหราศาสตร์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย

-(016)

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล 'ซื้อ-ขาย' งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

จังหวัดปทุมธานี โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โชว์ศักยภาพการเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม ยกขบวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงธุรกิจ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” พร้อมเปิดเวทีการเจรจาธุรกิจ ชวนนักลงทุนร่วมค้นหางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ว่าจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะมีศักยภาพด้านการผลิต โดยเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่หลากหลายแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกของไทย และเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้และงานวิจัย โดยมีกลุ่มงานวิจัยที่โดดเด่นในหลายด้าน อาทิ ด้านเทคโนโลบีชีวภาพ ด้านวัสดุและโลหะ ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีการนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร วัสดุสิ่งทอ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดหลากหลายโครงการ และมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“การจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะโชว์ศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ งานนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับทั้งนักวิจัยและนักวิชาการ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัยระหว่างกัน และรวมไปถึงนักธุรกิจต่าง ๆ ที่กำลังมองหาผลงานวิจัยเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นเวทีใหญ่ที่เป็นเสมือนตลาดงานวิจัยและนวัตกรรมให้ให้นักลงทุนและผู้ประกอบการนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป”

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดงาน PATHUM  INNOTECH EXPO 2025 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ THE PATHUMTANI INNNOTECH&EXPO 2025  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “PATHUM INNOTECH 2025” ซึ่งจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะเป็นที่ตั้งของ สวทช. แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกจำนวนมาก  อาทิ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย  มหาวิทยาลัยวไลอลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น โดยงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญของการจัดแสดงโชว์สินค้าที่มีนวัตกรรม และผลงานวิจัย ซึ่งไม่ได้เน้นการจำหน่ายสินค้าในงาน แต่จะเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นักวิจัย และผู้ประกอบการนำมาจัดแสดงในงาน

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของงานนี้คือการเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัย ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจต่าง ๆ และเป็นเวทีให้ผู้ที่มีนวัตกรรม  หรือผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ ได้นำผลงานของตนเองมาประชาสัมพันธ์  จัดแสดง หรือเผยแพร่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราจะขายกันในงานนี้ก็คือตัวผลงานวิจัยที่นักลงทุน หรือผู้ประกอบธุรกิจ มีความประสงค์จะนำไปต่อยอดในทางการค้า โดยอาจจะมีการเจรจาตกลงเพื่อซื้องานวิจัยนั้น หรืออาจจะเป็นลักษณะของการขอลงทุนร่วมกันในทางธุรกิจ หรืออาจจะมีการนำไปใช้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งในงานเราได้จัดให้มีพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะด้วย”

นายนิมิตรยังกล่าวต่อว่า จุดเด่นของการจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 นั้น นอกจากจะเป็นงานมหกรรมนวัตกรรมและงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ที่โชว์ศักยภาพของความเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรมของจังหวัดปทุมธานีแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมสำคัญคือ การจัดเวที Pitching “สุดยอดนวัตกรรมไทยที่มีผลงานวิจัยรองรับ” จำนวน 8 ผลงาน ที่พร้อมก้าวสู่เวทีการลงทุนและตลาดโลก เพื่อให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมด้วย โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่เวทีกลางในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. – 16.00 น.

นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจงานนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงธุรกิจ สามารถเข้าร่วมชมงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ได้ ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2567-0224

-(016)

จากสัตว์ตัวแรก… สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

จากสัตว์ตัวแรก... สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

จากสัตว์ตัวแรก… สู่พันล้านชีวิต World Animal Protection 75 ปีที่เราไม่ทิ้งกัน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา World Animal Protection ได้ขับเคลื่อนภารกิจเพื่อยุติความทุกข์ทรมานของสัตว์ทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือในจุดที่ต้องการมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดศูนย์พักพิงสัตว์ที่ถูกทารุณในคอสตาริกา หรือสนับสนุนคลินิกสัตว์เคลื่อนที่เพื่อดูแลม้าและลาที่ต้องทำงานหนักในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในโคลัมเบีย อัฟกานิสถาน และกัมพูชา ก่อนที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในสาธารณรัฐซูรินาม (Republic of Suriname)

เมื่อปี พ.ศ. 2507 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อภาพสัตว์ป่าที่หิวโหยและหวาดกลัวยืนเกาะต้นไม้ท่ามกลางกระแสน้ำได้จุดประกายให้เกิด ‘Operation Gwamba’ ภารกิจช่วยชีวิตสัตว์กว่า 10,000 ตัว และกลายเป็นต้นแบบระดับโลกของการปกป้องสัตว์ในภาวะภัยพิบัติ ปัจจุบัน องค์กรมีสำนักงานใน 12 ประเทศ และดำเนินงานใน 47 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อให้เสียงของสัตว์ได้รับการรับฟัง และไม่มีชีวิตใดต้องเผชิญความทุกข์เพียงลำพังอีกต่อไป

สัตว์กว่า 80 พันล้านตัวทั่วโลกกำลังทนทุกข์ทรมานในฟาร์มอุตสาหกรรม ขณะที่สัตว์ป่าอีก 5.5 พันล้านตัวถูกเลี้ยงไว้ในระบบฟาร์มเชิงพาณิชย์ที่โหดร้าย

World Animal Protection   หรือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 ซึ่ง 75 ปีที่ผ่านมา องค์กรฯ เดินหน้าต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่ในระดับระบบรัฐ และอุตสาหกรรม เพราะเชื่อว่า สัตว์ไม่ควรถูกทำร้ายเพื่อความบันเทิง ไม่ควรเกิดมาเพื่อถูกขังในฟาร์มอุตสาหกรรม และไม่ควรเป็นเพียงทรัพย์สินหรือสินค้าในสายตาของมนุษย์องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ร่วมกับคนกว่า 1.4 ล้านคน หยุดกฎหมายล่าสัตว์ในบราซิล  ผลักดันบริษัทท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TripAdvisor, Booking.com และ Klook ให้เลิกขายกิจกรรมที่ทารุณสัตว์  เปิดโปงฟาร์มจระเข้ที่ทุกข์ทรมานของแบรนด์หรู จนเกิดแรงกระเพื่อมในวงการแฟชั่นทั่วโลก ที่เวียดนาม องค์กรฯ ร่วมมือกับรัฐบาลยุติการสกัดน้ำดีจากหมี จากหลายพันตัว เหลือไม่ถึง 300 ตัวในฟาร์ม และที่ประเทศไทย องค์กรฯร่วมกับปางช้างกว่า 10 แห่ง เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรมและเป็นมิตรต่อช้าง

พลังจากประเทศไทย: เปลี่ยนแปลงจากท้องถิ่นสู่ภูมิภาค

สำนักงานประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 โดยทำงานร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) ตั้งแต่ โครงการวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า การเปิดตัว ChangChill ปางช้างแบบไม่ขี่แห่งแรกของโลก ไปจนถึงการสร้างเครือข่าย FANSEA ที่ขยายผลงานสู่ระดับภูมิภาค สนับสนุน 8 องค์กรใน 4 ประเทศเพื่อยุติความทุกข์ทรมานของฟาร์มแบบโรงงาน ตลอดจนยังคงช่วยเหลือสัตว์เมื่อภัยพิบัติมาเยือน รวมถึงมหาอุทกภัยภาคเหนือและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผลักดันการปกป้องสัตว์สู่ระดับภูมิภาค

การปกป้องสัตว์ คือการรับมือกับวิกฤตโลก

ทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “75 ปีแห่งประวัติศาสตร์ได้นำเรามาถึงจุดนี้ แต่ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรายังอยู่ข้างหน้า เราจะสร้างโลกที่สัตว์เป็นอิสระจากความทุกข์ รัฐบาลและบริษัทมีความรับผิดชอบ และความเมตตาเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ”

เธอชี้ว่า การปกป้องสัตว์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่คือการรับมือกับวิกฤตโลก—โรคระบาด ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิด “One Health” ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น WHO, FAO หรือ G20

เป้าหมายใหม่: เปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

“เราจะไม่หยุด จนกว่าสัตว์ทุกตัวจะได้รับการปกป้อง” คุณทริเซียประกาศ พร้อมเผยแผนงานที่มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่รากฐาน การยกเลิกฟาร์มอุตสาหกรรมที่โหดร้าย การยุติอุตสาหกรรมความบันเทิงที่เอาเปรียบสัตว์ และการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน “ทั้งหมดนี้คืออนาคตที่เราจะร่วมกันสร้าง”

75 ปีของประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เมื่อเราร่วมมือกัน การเปลี่ยนแปลงที่ดูเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นจริงได้ ในโอกาสครบรอบ 75 ปี เราขอเชิญชวนคุณร่วมแสดงพลังด้วยแคมเปญ “อย่าลืมพวกเขา – Don’t Forget Them” ด้วยการสนับสนุนการช่วยเหลือสัตว์ 4 กลุ่มเปราะบาง: สัตว์ในชุมชน สัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม สัตว์ในภัยพิบัติ และสัตว์ที่ถูกเอาเปรียบในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เพราะสัตว์ควรได้รับการเคารพ เพราะมนุษย์อยู่ร่วมกับสัตว์ได้อย่างสมดุล และเพราะโลกของเราจะดีขึ้น เมื่อไม่มีสัตว์ตัวไหนถูกทอดทิ้ง

ร่วมสนับสนุนเพื่อสร้างโลกที่สัตว์ทุกตัวได้รับการปกป้องไม่มีสัตว์ตัวใดต้องทุกข์ทน ถูกลืม หรือถูกทำร้ายอีกต่อไป https://www.worldanimalprotection.or.th/ Facebook: WorldAnimalProtectionThailand

‘วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง’ รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล ‘Ram Hero Run 2026’ ปีที่ 3

'วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง' รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล 'Ram Hero Run 2026' ปีที่ 3

‘วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง’ รพ.รามคำแหง จัดงานวิ่งการกุศล ‘Ram Hero Run 2026’ ปีที่ 3

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

โรงพยาบาลรามคำแหง จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัยเพื่อทุกหัวใจแข็งแรง ปีที่ 3โดยครั้งนี้มีกำหนดวิ่งในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ณ สวนหลวง ร.9 เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครวิ่งมอบให้มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหงและบริษัทในเครือ ,   นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท,  นพ.สุธี  ลีละเศรษฐกุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง และนางสาวทัศน์วรรณ ศิริวงศ์ กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง,   นพ.พรชัย  โพธินามทอง  แพทย์ผิวหนัง  (ตจวิทยา),     พญ.สโรบล เจาฑะเกษตริน อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ,    พญ.ศรีสุภา   เลาห์ภากรณ์ มะเร็งวิทยานรีเวช สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ,  คณะแพทย์ผู้ชำนาญการ, ดารานักแสดง อาทิ  ฐิสา  วริฏฐิสา  ลิ้มธรรมมหิศร,  ตั้ม วราวุธ โพธิ์ยิ้ม ,  เจนนี่  ชยิสรา วัฒนะนาวิน, เจด้า ศรัณย่า ชุณหศาสตร์, กีตาร์ ศิริพิชญ์ วิมลโนช, ซัน ก้องภพ บรรณทอง, ชาย สมชาย เจริญสุข, ทศ รวิศชา ปัญจวิชญ์, ป่าน คมกฤษณ์ ดวงสุวรรณ์, เเทน บุรันช์รัตน์ หอมบุตร  ร่วมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพดี และเหล่าอินฟูลเอนเซอร์นักวิ่ง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงพยาบาลรามคำแหง

ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท  โรงพยาบาลรามคำแหง  และบริษัทในเครือ เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลรามคำแหงของเราไม่เพียงแต่รักษาผู้ป่วย แต่เรามุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคม ผ่านบริการและกิจกรรมที่จะร่วมสร้างอนาคตที่ทำให้ทุกชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลที่จะ “ตอบทุกความต้องการ เชี่ยวชาญทุกการดูแล” จึงสานต่อกิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3”

นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท กล่าวว่า “เรามีความมุ่งหวังในการส่งเสริมสุขภาพของผู้คนให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนความไว้วางใจที่มอบให้กับทางโรงพยาบาลตลอดมา เพราะกิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการทำลายสถิติ หรือการแข่งขัน   แต่เป็นเรื่องของการมีสุขภาพที่ดี   การเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง   และเป็นการสร้างพลังให้กับชุมชนอีกด้วย โดยตั้งเป้าเชิญชวนผู้ชื่นชอบในการวิ่ง และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน 3,000 คน และในครั้งนี้เราเปลี่ยนสถานที่จัดงานเป็นสวนหลวง ร.9 เพื่อให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติ และพันธุ์ไม้งามในระหว่างวิ่ง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครวิ่งมอบให้มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เพื่อใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิต่อไป”

ด้าน นางสาวทัศน์วรรณ ศิริวงศ์ กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวเสริมว่า “การแข่งขันวิ่ง “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แฟมิลี่ รัน ระยะทาง 3 กิโลเมตร, ฟันรัน ระยะทาง 5 กิโลเมตร, มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร และฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระบบ Chip Time มาตรฐานระดับสากลในการตัดสิน เพื่อความเป็นธรรมแก่นักวิ่งทุกคน และสำหรับผู้เข้าร่วมงานจะได้รับเสื้อที่ระลึก, เหรียญรางวัล, BIB หมายเลขการแข่งขัน ทั้งนี้ โรงพยาบาลรามคำแหง พร้อมดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ร่วมงานตลอดเส้นทาง โดยมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และจุดบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน (Ambulance) พร้อมทีมปฐมพยาบาล อีกทั้งยังมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่เสื้อวิ่งสีขาว พร้อมด้วยทีมนักวิ่งฮีโร่ที่ผ่านการอบรม BASIC LIFE SUPPORT (CPR) และการใช้เครื่อง AED ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นผู้ที่มีทักษะสามารถช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น วิ่งกระจายตัวอยู่ในทุกระยะ เพื่อให้นักวิ่งอุ่นใจตลอดการวิ่ง นอกจากนี้โรงพยาบาลยังมีบูธ RAM HEALTH & FIT FAIR จัดกิจกรรมให้ความรู้ไว้คอยให้บริการแก่นักวิ่ง พร้อมกิจกรรมเล่นเกมรับของที่ระลึกไว้ให้ร่วมสนุกกันอีกด้วย”

กิจกรรมวิ่งการกุศล “Ram Hero Run 2026” วิ่งปลอดภัย เพื่อทุกหัวใจแข็งแรง จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ณ สวนหลวง ร.9   โดยในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 เตรียมอุ่นเครื่องรับความสนุกสุดฟิน!!กับกิจกรรมในวันรับ BIB พบกับมินิคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมโชว์สุดพิเศษมาให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งงาน ที่บริเวณ ลาน M FASHION HALL 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนกิจกรรมผ่านบัญชี โครงการ “หมอรามชวนฟิต พิชิตการวิ่ง” ธนาคารทหารไทยธนชาต เลขบัญชี 666-2-10782-7

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครร่วมงานได้ที่ https://race.thai.run/ramherorun2026 เปิดรับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/RamHeroRun/ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพิชิต หัวใจที่แข็งแรงไปด้วยกัน

-(016)

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยสู่ระดับสากล

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมจัดกิจกรรมเปิดตัว (Kick-Off) ภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 09:00 – 11:00 น. ณ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ (The Westin Grande Sukhumvit Bangkok) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยให้สอดคล้องกับเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทยให้เข้าสู่ระดับสากลเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นแผนระดับชาติของกรมการท่องเที่ยวที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล เพื่อพัฒนาแผนการดำเนินงาน การจัดทำแพลตฟอร์มวัดสถานการณ์ท่องเที่ยวยั่งยืนระดับประเทศ รวมถึง การทำมาตรฐานความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยว ที่พักขนาดเล็ก บริษัททัวร์ และชุมชนท้องถิ่น ให้เทียบเท่า Global Standard พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นคู่ค้าในตลาดสากล และสร้างโอกาสในการเป็น Top 100 อันดับแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก จากการเล่าเรื่องความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยว ที่นำเสนอถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข รวมถึงผลกระทบที่ได้รับต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว ที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้เห็น showcase ของประเทศไทยในแต่ละปี

Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 50 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงาน เพื่อเตรียมความพร้อม รับฟังข้อมูล กิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการฯ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงาน ได้ที่ https://forms.gle/JR4gbA4t6Yh4yAZA8 (จำนวนจำกัด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

พิธีเปิด ‘พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ฯ’ เชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ ก่อตั้งขึ้นด้วยแนวคิดของ ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ เพื่อรวบรวมความรู้ทางประวัติศาสตร์ของการถ่ายภาพตั้งแต่การถ่ายภาพมีขึ้นบนโลก โดยมีกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพต่างๆ จัดเป็นหมวดหมู่และแสดงพร้อมอธิบายประวัติความเป็นมา ในเชิงประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ตัดริบบิ้นเปิดแพรป้าย ร่วมกับ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ และฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ และแขกผู้มีเกียรติ หลังพิธีตัดริบบิ้นเปิดแพรคุมป้ายอย่างเป็นทางการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบหมายให้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์) ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภช โดยได้รับพระกรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของพิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534

นิสิตเก่า และอาจารย์ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ

ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ได้ประชาสัมพันธ์โครงการพิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งแต่ปี 2531 ผ่านแผ่นพับในงานแสดงสินค้า เช่น งาน PHOTOKINA ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมันนี และงานอื่นๆ ที่ประเทศสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมทั้งงานประชุมวิชาการของสถาบันต่างๆ รวมถึงสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพ ทำให้ทั่วโลกรู้ว่าจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ ในประเทศไทย จึงมีผู้เสนอบริจาคกล้องถ่ายภาพ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งบุคคลจากต่างประเทศและในประเทศ

ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว อดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และคณาจารย์ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

แขกจากสมาคมฯ ,อาจารย์ และสื่อมวลชนร่วมถ่ายภาพหมู่แสดงความยินดี

อ.สงคราม โพธิ์วิไล, ดร.สมเพ็ชร เจียรมณีทวีสิน,สันติพงษ์ ประทีปสว่างวงศ์,อ.พิสิฐ เสนานันท์สกุล,สยาม เอี่ยมพิชัยฤทธิ์, ทพ.สมพงษ์ ลิปภานน์ และ ณริภา ศรีสว่างวัฒน์ พร้อมเพื่อนๆ จากสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพ และสมาคมธุรกิจการถ่ายภาพฯ

ดาว วาสิสิริ, อ.ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, อ.ขจร พีรกิจ จากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ

การขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เช่น บริษัท แคนนอน (โตเกียว) ซึ่งได้ร่วมจัดแสดงพัฒนาการของการถ่ายภาพอิเล็กทรอนิกส์, บริษัท โกดัก (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดทำสไลด์มัลติวิชั่น โดยใช้เครื่องฉายสไลด์ 12 เครื่อง, บริษัทฟูจิ โฟโต้ฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดแสดงนิทรรศการการผลิตฟิล์มและวัสดุไวแสง และการล้างอัดขยายภาพ, บริษัท อิลฟอร์ด (ลอนดอน) และ บริษัท อั๊กฟ่า เกเวอร์ต เยอรมันนี ร่วมจัดแสดงอุปกรณ์การถ่ายภาพและภาพถ่ายต่างๆ รวมทั้งการบริจาคกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพจากการสะสมคอลเลคชั่นส่วนตัวของบุคคล เช่น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, บัญชา ล่ำซำ, มร.จอร์จ ลี ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่บริจาคกล้องให้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีกล้องถ่ายภาพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย ของที่แสดงในพิพิธภัณฑ์นี้ จึงไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรืองบประมาณของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ยกเว้นในส่วนของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้น ที่มีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ 14 ห้อง (ปัจจุบันปรับเป็นห้องเรียน และห้องแล็บทดลองบางส่วน)

ครอบครัวศิริพันธุ์

อาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ และผู้บริหารจากหลายสมาคมภ่ายถาพ

คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมถ่ายภาพในพระบรมราชูปถัมภ์

ทั้งนี้เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ รำลึกถึง ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ ที่ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แก่ประเทศชาติ รวมทั้งในอุตสาหกรรมภาพถ่ายและการพิมพ์ ทางภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์จึงขออนุญาตจาก ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการปรับชื่อพิพิธภัณฑ์ฯ เป็น “พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

นิติกร กรัยวิเชียร,ฐาปน สิริวัฒนภักดี และ ดร.สมเพ็ชร เจียรมณีทวีสิน จาก บจ.อิมเมจ ควอลิติ้ แล็บ ร่วมแสดงความยินดี

นิสิตเก่าวิทยาศาสตร์ จุฬาลงฯ อ.นพดล อาขาสันติสุข และ ผศ.ชวลสา ครู์พิพัฒน์

ฐาปน สิริวัฒนภักดี และ นิติกร กรัยวิเชียร ชมภาพในตู้ Stanhope ซึ่งมีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดแพรคลุมป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งในวันเดียวกันนี้ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้เสด็จเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ เป็นการส่วนพระองค์ โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานมากมายในบรรยากาศที่อบอุ่น

รศ.สน สีมาตรัง อดีตผู้อำนวยการหอศิลป์ และคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ร่วมงาน

ด้านหน้าอาคารพิพิธภณฑ์ ในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ริมถนนพญาไท 2

ภายในห้องแสดงกล้องซึ่งมาจากการรับบริจาคจากผู้สะสมกล้องหลากหลาย

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ ศาสตราจารย์ศักดา ศิริพันธุ์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เปิดให้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-16.00 น. และเปิดบริการนอกเวลาในโอกาสพิเศษ เช่น ในงาน Night at the Museum ซึ่งจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี