CNPC เดินหน้ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนในไทย ชูความร่วมมือสีเขียวไทย-จีน ร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท China National Petroleum Corporation (CNPC) จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ภายใต้โครงการ E-Light Global Green Public Welfare Initiative ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุรักษ์มหาสมุทร” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปู จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง พร้อมเป็นอีกหนึ่งเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและจีน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย China Petroleum Pipeline Engineering Co., Ltd. (CPP) โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ มีผู้แทนจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรีของไทย พนักงานของบริษัทในเครือ CNPC ที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย ตัวแทนชุมชนไทย ตลอดจนสื่อมวลชนไทยและจีนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ป่าชายเลนถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ชายฝั่ง” และ “ปอดสีเขียวแห่งท้องทะเล” มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยกรองและฟอกน้ำทะเล ลดแรงลมและคลื่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยกักเก็บคาร์บอน

CNPC จึงนำประเด็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม E-Light เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการพัฒนาสีเขียวให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของไทย เพื่อร่วมกันดูแลระบบนิเวศชายฝั่งและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปูได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของป่าชายเลน คุณค่าด้านระบบนิเวศ รวมถึงสาธิตขั้นตอนการปลูกต้นกล้าป่าชายเลน และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน

จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งชาวไทยและชาวจีนได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การขุดหลุม ปักต้นกล้า กลบดิน อัดดินให้แน่น ไปจนถึงการรดน้ำ โดยทุกคนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและลงมือทำจริงเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมครั้งนี้สามารถปลูกต้นกล้าป่าชายเลนคุณภาพดีได้ รวม 180 ต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว

ด้านประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และได้สัมผัสถึงความใส่ใจของ CNPC ที่มีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง พร้อมระบุว่าการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนของ CNPC

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีเปิด ศูนย์กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม CNPC E-Light (ประเทศไทย) โดยมี คุณ Xu Lan ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ คุณ Shen Zhong รองผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรของ CNPC ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด

ศูนย์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงาน การเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีจีน เพื่อส่งเสริมความสนใจของเยาวชนในด้านพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมสร้างบุคลากรรุ่นใหม่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ดูแลผืนทะเลหนึ่งผืน เชื่อมโยงหัวใจของสองประเทศ”

ต้นกล้าป่าชายเลนทั้ง 180 ต้นที่หยั่งรากลงบนพื้นที่ชายฝั่งบางปู จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพไทย-จีน และสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ E-Light ที่มุ่งใช้การพัฒนาสีเขียวเพื่อร่วมกันดูแลโลก

CNPC ระบุว่า ในอนาคตจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ E-Light เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือ พร้อมทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยในการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ CNPC ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยโครงการด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและวัฒนธรรม

รากของต้นโกงกางที่แผ่ขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนมิตรภาพระหว่างไทยและจีนที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดย CNPC มุ่งหวังที่จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติ และการพัฒนาสีเขียวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

CNPCปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

‘Awakening Lion–Odes to Heroes’ เปิดม่านวัฒนธรรมหลิงหนานในไทย สานมิตรภาพจีน–ไทยผ่านศิลปะการแสดง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.

เสียงกลองดังกังวานกึกก้อง พร้อมลีลาสิงโตที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ในงานแถลงข่าวการทัวร์แสดงประจำปี 2569 ในสิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ของสองนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (ปลุกพลังสิงโต) (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (บทเพลงสรรเสริญวีรบุรุษ) (英歌) จากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว (Guangzhou Song and Dance Theatre) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี หยาง เสี่ยวหลง (Yang Xiaolong) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ผู้แทนนักธุรกิจชาวจีนในประเทศไทย ผู้แทนผู้จัดงานฝ่ายไทยจาก Starfuse และ Two Tigers ตลอดจนหัวหน้าผู้กำกับและออกแบบท่าเต้น รวมถึงตัวแทนนักแสดงจากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว พร้อมด้วยสื่อมวลชนจากจีนและไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติงานแถลงข่าวเปิดฉากอย่างทรงพลังด้วยการแสดง “อิงเกอ” (英歌舞) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ระบำศึกแห่งจีน” เสียงกระทบไม้ของการแสดงอิงเกอดังกึกก้อง ราวกับเดินทางข้ามมหาสมุทร นำสายธารวัฒนธรรมอันสืบทอดยาวนานนับพันปีและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งแห่งหลิงหนานมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว และหัวหน้าผู้กำกับของการแสดงทั้งสองเรื่อง ได้อธิบายถึงแก่นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างลึกซึ้ง โดยนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (醒·狮) มีรากฐานมาจาก ศิลปะเชิดสิงโตกวางตุ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีนในปี 2549 และนำเรื่องราวมาจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอังกฤษที่ซานหยวนหลี่ เมืองกว่างโจว ภายใต้แนวคิดหลัก “ปลุกจิตวิญญาณแห่งชาติด้วยสิงโตที่ตื่นขึ้น ปลุกพลังใจด้วยเสียงกลอง” ผลงานดังกล่าวเคยคว้ารางวัล Lotus Award (荷花奖) สาขานาฏศิลป์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของวงการนาฏศิลป์จีน และ Wenhua Award (文华剧目奖) รางวัลสูงสุดจากรัฐบาลจีนด้านศิลปะการแสดงบนเวทีระดับมืออาชีพ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “นาฏศิลป์แห่งชนชาติที่ปลุกพลังได้อย่างเร้าใจที่สุด”

ขณะที่นาฏศิลป์เรื่อง “Odes to Heroes” (英歌) ซึ่งเป็นผลงานคุณภาพที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนศิลปะแห่งชาติจีน (China National Arts Fund) ประจำปี 2568 ได้เจาะลึกวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในแต้จิ๋ว–ซัวเถา โดยใช้ไม้ตีอิงเกอเป็นสื่อเชื่อมโยงความรัก ความผูกพัน และความคิดถึงบ้านที่ข้ามผ่านมหาสมุทร พร้อมนำองค์ประกอบของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาถ่ายทอดบนเวที ไม่ว่าจะเป็น จดหมายและเอกสารจากชาวจีนโพ้นทะเล (侨批) งานปักแต้จิ๋ว และศิลปะประดับกระเบื้องเคลือบ

ผลงานทั้งสองเรื่องสะท้อนแนวคิด “สร้างความแข็งแกร่งให้คณะด้วยผลงานการแสดง” ที่คณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจวยึดถือมาตลอด 61 ปี ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการนำวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาต่อยอดและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่การทัวร์ครั้งนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างอารยธรรม ในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ในช่วงการพูดคุยกับนักแสดงนำ ผู้จัดงานและนักแสดงได้ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อเรื่องใน “Odes to Heroes” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชาวแต้จิ๋ว–ซัวเถาที่เดินทาง “ลงสู่ทะเลใต้” (下南洋) เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ จดหมายจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางข้ามมหาสมุทร และความคิดถึงบ้านเกิดของผู้ที่ยังคงผูกพันกับแผ่นดินมาตุภูมิ ล้วนสะท้อนความทรงจำร่วมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วหลายล้านคน

Devin โปรดิวเซอร์จาก Starfuse ผู้จัดงานฝ่ายไทย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและแผนกลยุทธ์ในการนำการแสดงครั้งนี้มาจัดที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าจะใช้ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ (Muangthai Rachadalai Theatre) เป็นเวทีหลัก พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์อย่างรอบด้านสู่ผู้ชมชาวไทย เพื่อให้การแสดงพิเศษทั้ง 6 รอบ ได้รับการนำเสนอด้วยมาตรฐานและคุณภาพสูงสุด

ช่วงสำคัญของงานมุ่งเน้นไปที่ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองทางระหว่างจีนและไทย โดยในพิธีเปิดตัว หยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ และตัวแทนผู้จัดงาน ได้ร่วมกันประกอบพิธี แต้มตาเบิกเนตรสิงโตมงคล

“แต้มแรกที่หน้าผาก ให้ดาวแห่งโชคลาภส่องสว่าง แต้มที่สองที่ดวงตา ให้จิตใจแจ่มใสและเปี่ยมพลัง” เมื่อพิธีแต้มตาเสร็จสมบูรณ์ สิงโตมงคลได้ออกมาร่ายรำ สื่อความหมายถึง มิตรภาพระหว่างจีนและไทยที่ยั่งยืนสืบไป

จากนั้นบนเวทีได้นำเสนอการแสดง “กิเลน–สิงโต สองสัตว์มงคลเคียงคู่” (麟狮双璧) โดยสิงโตขาว–ทอง ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้แห่งวัฒนธรรมกวางตุ้ง ร่วมแสดงกับ กิเลน สัตว์มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ความเมตตา และความสงบสุข

ตามข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุว่า วัฒนธรรมกิเลนได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในภาษาไทยเรียกว่า “กิเลน” (Ghilen) และปรากฏในคติความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์หิมพานต์ การที่สัตว์มงคลทั้งสองมาปรากฏบนเวทีเดียวกันในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งนาฏศิลป์ทั้งสองเรื่อง แต่ยังเป็น บทสนทนาอันมีชีวิตชีวาระหว่างวัฒนธรรมมงคลของจีนและไทยที่มีสายสัมพันธ์ร่วมกัน

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว ผู้จัดงานได้ประกาศกำหนดการแสดงอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย “Awakening Lion” (醒·狮) จะเปิดการแสดงในวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กรุงเทพฯ และ “Odes to Heroes” (英歌) จะขึ้นแสดงต่อเนื่องในวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569

ในฐานะกิจกรรมสำคัญของ “2026 Guangzhou Culture Week” นาฏศิลป์ทั้งสองเรื่องได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชมในประเทศจีนมาแล้ว ด้วยการนำศิลปะการต่อสู้สายใต้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านกวางตุ้ง และเทคโนโลยีเวทีสมัยใหม่มาผสมผสานกันอย่างสร้างสรรค์ จนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมว่าเป็นผลงานทางวัฒนธรรมที่สามารถ “ปลุกสายเลือดและจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้น”

การเดินทางมาเปิดการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ จะใช้ “นาฏศิลป์” เป็นสื่อกลาง เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนได้สัมผัสถึงความผูกพันทางจิตใจและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกัน ผ่านมหกรรมศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่า

“จีน–ไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน สายธารวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันแม้อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้” เมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ บทใหม่ของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมนัดหมายผู้ชมอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง เดือนตุลาคมนี้ ณ โรงละครใจกลางกรุงเทพฯ

ข้อมูลการจำหน่ายบัตร (เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว) สำหรับนาฏศิลป์ “Awakening Lion” (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (英歌) สามารถสแกน QR Code เพื่อซื้อบัตรราคา: 5,000 / 4,000 / 3,000 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางจำหน่ายบัตร: สามารถเลือกที่นั่งและซื้อบัตรออนไลน์ผ่าน Thai Ticket Major หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ บัตรสำหรับหมู่คณะ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-207-7077

หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันอย่างเป็นทางการสำหรับการทัวร์ต่างประเทศ โดยการแสดงที่กรุงเทพฯ ทั้ง 6 รอบมีจำนวนที่นั่งจำกัด จึงแนะนำให้ผู้ชมสำรองบัตรล่วงหน้าเพื่อเลือกที่นั่งที่ต้องการ

Awakening Lion–Odes to Heroesมิตรภาพจีน–ไทยวัฒนธรรมหลิงหนาน

ฮิตต่อเนื่อง BE aLife : Move Out Loud สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

21 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

BE-aLife-Move-Out-Loud

ฮิตต่อเนื่อง “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

กระแสแรงไม่มีตก! “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สุดคึกคัก คนรักสุขภาพแห่เข้าร่วมงานคับคั่ง เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปี ขึ้นไป ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 เปิดพลังคนรุ่นใหม่ร่วมออกกำลังกายทุกรุ่นทุกวัย รับเทรนด์สุดร้อนแรง

กิจกรรม “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 2 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค)

แคมเปญ “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง รวม 4 สัปดาห์ จากสัปดาห์แรก มาจนถึง สัปดาห์ที่ 2 ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง จากนักกีฬาเข้าแข่งขันกว่า 1,000 คนตลอดทั้งแคมเปญ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยพลังของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ภายใต้คอนเซปต์ “ไม่ต้องเป็นยอดมนุษย์ก็ร่วมสนุกได้”

สำหรับการแข่งขันในสัปดาห์แรก แบ่งเป็นรุ่นอายุ 16-29 ปี และ รุ่นอายุ 30-49 ปี แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ได้เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักสุขภาพทุกช่วงวัยได้ออกมาขยับร่างกาย ท้าทายขีดจำกัด และพิสูจน์ให้เห็นว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย โดยรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเปิดแข่งขันต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกและพลังจากผู้เข้าแข่งขันหลากหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานออฟฟิศ กลุ่มเพื่อน ผู้ที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพ และนักกีฬาที่ต้องการทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง พร้อมเสียงเชียร์และกำลังใจจากผู้ร่วมงานที่ช่วยสร้างสีสันตลอดการแข่งขัน

ความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ “The RUN” (เดอะ รัน) การวิ่งบน Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้าระยะทาง 540 เมตรต่อรอบ และ “The FIT CHALLENGE” (เดอะ ฟิต ชาเลนจ์) ซึ่งประกอบด้วย 5 ฐานทดสอบสมรรถภาพ ได้แก่ SkiErg (สกีเอิร์ก), Rowing (โรว์อิ่ง), Kettlebell Swing (เคทเทิลเบล สวิง), Sandbag Lunges (แซนด์แบ็ก ลันจ์) และ Dumbbell Thruster (ดัมเบล ทรัสเตอร์)

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งสลับกับการทำภารกิจในแต่ละฐานจนครบ 5 รอบ รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 2.7 กิโลเมตร ก่อนตัดสินผู้ชนะจากคะแนนรวม

โดยเปิดรับการแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยวและประเภททีม 2 คน ครอบคลุมทีมชาย ทีมหญิง ทีมผสม และทีม LGBTQ+ (แอลจีบีทีคิวพลัส) สะท้อนการเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้างและต้อนรับทุกความหลากหลาย

ดร.จิระพงศ์ พิพัฒนภิวงศ์ ประธานผู้อำนวยการ ผู้บริหาร True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) กล่าวว่า “ความตั้งใจหลักของเราคือการทำให้ True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เป็นมากกว่าพื้นที่ทำงาน แต่ต้องเป็นคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เราจึงต่อยอดแคมเปญ BE aLife : Move Out Loud
(บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เพื่อเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือน ‘สนามเด็กเล่นของผู้ใหญ่’ ที่ทุกคนสามารถมาสนุกกับการออกกำลังกายในรูปแบบ Sportainment (สปอร์ตเทนเมนท์) ได้อย่างลงตัว”

“ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เราเตรียมความพร้อมไว้อย่างเต็มที่ ทั้ง Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้า ทำให้เราสามารถรองรับการแข่งขันได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้ออกมาเคลื่อนไหว สนุก และท้าทายตัวเองไปด้วยกัน เราพร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกคน เพื่อร่วมสร้างสังคมของคนรักการออกกำลังกายที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

“ในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เพิ่มรุ่นการแข่งขันสำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่า Functional Fitness Racing (ฟังก์ชันนัล ฟิตเนส เรซซิง) ของเราไม่ได้เป็นกิจกรรมที่หักโหมจนเกินกำลัง ขอเพียงมีการฝึกซ้อมและมีความพร้อม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็สามารถร่วมสนุกและเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจกลับไปได้”

“นอกจากนี้ หลังจากออกกำลังกายกันอย่างเต็มที่แล้ว True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) ยังมีพื้นที่ Glass Pavilion (กลาส พาวิลเลียน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสวนด้านนอก ชั้น 4 ฝั่ง West (เวสต์) จัดเตรียมไว้เป็นพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ให้ทุกคนได้นั่งผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายหลังจบการแข่งขันอีกด้วย”

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) จัดการแข่งขันผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ และยังเหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมร่วมขยับร่างกาย ทลายทุกขีดจำกัด และสนุกไปกับการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้

เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS (บีทีเอส) สถานีปุณณวิถี ทางออก 6 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) และ Instagram (อินสตาแกรม): @truedigitalparklife

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมพบกับความท้าทายครั้งใหม่ พร้อมปลดปล่อยพลังและส่งเสียงไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้ในแบบของตัวเอง

BE aLife : Move Out Loud

คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

K Line เปิดเส้นทางเดินเรือตรง ‘ระนอง–จิตตะกอง’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

บริษัท FK Line International Group Co., Ltd. ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนสายเรือ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย โดยมีการลงนาม 2 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนประจำท่าเรือ (Port Agent) ระหว่าง FK Line และ Bengal Oceanic Company Limited เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการจองช่วงเวลาเข้าเทียบท่า (Berthing Slot)  ตลอดจนประสานงานกับท่าเรือจิตตะกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขาย (Sales Agent) กับ Swift Sea Shipping Line Company Limited เพื่อให้เป็นตัวแทนด้านการขาย การตลาด และการให้บริการแก่ลูกค้าในบังกลาเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ลงนามในสัญญาประกอบด้วย นายแพทย์ประจักษ์ศิลป์ แพทยานนท์ ประธานบริษัท FK Line International Group, Md. Shakhawat Hossen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Swift Sea Shipping Lines, Mr. Arif Rahman กรรมการผู้จัดการบริษัท Bengal Oceanic และมี  H.E. Mr. Andalib Elias ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารของทั้งสามบริษัท       

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อใช้บริการ FK Line International Group Co., Ltd. Website: http://www.fkline.co.th E-mail: commercial@fkline.co.th  โทร. +66 63 229 7915, +66 82 804 1771

K Lineจิตตะกองระนอง

ดึงหน้าที่ไหนดี? เจาะเหตุผลทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่เลือก BLS Surgery Center

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก รวมถึงผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยียกกระชับหน้าและหัตถการความงามให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัด Facelift หรือศัลยกรรมดึงหน้า รวมถึง Necklift หรือดึงคอ ยังคงเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ดึงหน้าที่ไหนดี?” และ หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง?”

โดยเฉพาะคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังวางแพลนการผ่าตัดดึงหน้า อาจไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา หรือผลลัพธ์หลังทำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความชำนาญของแพทย์ ความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์มากขึ้น

หนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือ BLS Surgery Center บีแอลเอส เซอร์เจอรี เซ็นเตอร์ ที่วางแนวทางการรักษาโดยเน้นการศัลยกรรมย้อนวัย ภายใต้มาตรฐานการดูแลของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และมีรางวัลด้านศัลยกรรมยกกระชับย้อนวัย Facelift จากเวทีในประเทศและระดับเอเชียแปซิฟิก

ทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่ เลือก BLS Surgery Center?

สำหรับคนไข้ที่อยู่ในวัย 40 – 60 ปีขึ้นไป การเลือกสถานที่สำหรับผ่าตัดดึงหน้า มักไม่ใช่การมองหาเพียง “หมอที่ทำให้หน้าตึง” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า ย้อนวัยให้ดูสดใสขึ้น แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ “ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น” ซึ่ง BLS Surgery Center ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลภายใต้มาตรฐานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประเมินโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ และระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การเลือกเทคนิคการผ่าตัด จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับทุกเคส นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS)  ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและผู้ก่อตั้ง BLS Surgery Center ร่วมด้วย พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS) ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้คนไข้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

  • วัยผู้ใหญ่ต้องการ ดูเด็กลงและสดใสขึ้น

หนึ่งในความกังวลของคนที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ กังวลว่าใบหน้าจะตึงจนดูผิดธรรมชาติ BLS Surgery Center จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิมของใบหน้า ไม่เน้นการดึงผิวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความหย่อนคล้อยในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อและสัดส่วนโดยรวม เพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับในผิวชั้นลึก ไม่ใช่การผ่าตัดดึงผิวหนังด้านนอกแบบเทคนิคดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ สีหน้าไม่แข็งตึง ตอบโจทย์คนไข้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า และลดความหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้สึกว่าใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับการผ่าตัดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนไข้วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ BLS Surgery Center ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และวิสัญญีแพทย์ดูแลระหว่างการดมยาสลบแบบ 1:1 พร้อมบุคลากรและทีมงานคอยดูแลใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด การวางแผน การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามอาการหลังผ่าตัด เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

  • แผลผ่าตัด” เป็นอีกเรื่องที่คนวัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ

นอกจากผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้า ตำแหน่งและลักษณะของแผล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนไข้ถามถึงก่อนทำ BLS Surgery Center ให้ความสำคัญกับการซ่อนรอยแผลอย่างแนบเนียน โดยวางตำแหน่งชิดแนวไรผมและกรอบใบหู โดยออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงมีโปรแกรมการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อแผลหายดีและสีแผลจางลงจนเป็นสีเดียวกับสีผิวของคนไข้แล้ว จะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลได้อีกเลย เพราะสำหรับคนไข้วัยผู้ใหญ่ การทำ Facelift ไม่ได้จบเพียงวันที่ออกจากห้องผ่าตัด แต่ยังรวมถึงการดูแลและติดตามผลในระยะยาวอีกด้วย

  • ไม่เพียง ใบหน้า” แต่พิจารณาความเป็นธรรมชาติโดยรวม

ในคนไข้บางราย ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณแก้มหรือกรอบหน้า แต่อาจมีความหย่อนคล้อยบริเวณคอ หรือมีปัญหาคิ้วตกร่วมด้วย แพทย์จึงอาจมีการพิจารณาดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift)  ร่วมกับเทคนิคอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์ BLS Surgery Center มีความชำนาญด้านการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) และส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift หรือ Endoscopic Brow Lift) ด้วย Endotine ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก ตาตก ตาเศร้า ตาดุ หน้าผากมีริ้วรอย มีร่องขมวดคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบนดูเหนื่อยล้า โดยสามารถวางแผนร่วมกับการดึงหน้าในบางกรณีได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รางวัลระดับสากล สะท้อนมาตรฐานด้านศัลยกรรมย้อนวัย

อีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ คือ การได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล BLS Surgery Center ได้รับรางวัล Facelifting Clinic of The Year จากเวที GlobalHealth Asia Pacific Awards ณ ประเทศสิงคโปร์ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมดึงหน้า โดยได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Master Entrepreneur Award จาก ASIA PACIFIC ENTERPRISE AWARDS (APEA) ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารองค์กรและการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงรางวัล The Best of Facelift & Endoscopic Brow Lift จากงาน The Best of Daily Beauty by Dailynews ต่อเนื่อง 2 ปี และ Gold Award Presented by Endotine Genuine Product Guaranteed From USA ในด้านหัตถการส่องกล้องย้อนวัย Endotine

รางวัลเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้คนไข้ที่กำลังมองหาว่าควร “ดึงหน้าที่ไหนดี” หรือ “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ดึงหน้าที่ไหนดี” อาจไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรเริ่มจากมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

การตัดสินใจดึงหน้า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ดังนั้น หากถามว่าดึงหน้าที่ไหนดี สิ่งที่ควรใช้พิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือภาพ Before-After แต่ควรดูตั้งแต่คุณวุฒิและความชำนาญของศัลยแพทย์ การประเมินเฉพาะบุคคล มาตรฐานห้องผ่าตัด การดูแลโดยวิสัญญีแพทย์ เทคนิคการซ่อนแผล การดูแลหลังผ่าตัด รวมถึงผลงานและการได้รับการยอมรับจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

ด้วยแนวทางดังกล่าว BLS Surgery Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาการยกกระชับใบหน้าและศัลยกรรมย้อนวัย โดยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง นำโดย นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS) พร้อมทีมแพทย์ พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS)

สำหรับผู้ที่กำลังหาคำตอบว่า “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกแพทย์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทีมแพทย์และสถานพยาบาลที่สามารถประเมินปัญหา วางแผนการรักษา ออกแบบผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดออกมาดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

BLS Surgery Center

โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ในพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยเมื่อเวลา 08.00 น.  เริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  ในรัชกาลที่ 7 ต่อด้วยเวลา 09.09 น. เริ่มพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2569   เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้เฉลิมฉลองครบรอบการเปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมี ผู้สนับสนุน แขกผู้มีเกียรติ อัศวิน – ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, ชัยวัฒน์ บุญชวลิต, สุรพล เศวตเศรนี, กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา  , นาริน อุทัยวรรณ์, พนมมาศ ศรีวิหค, สมเกียรติ ภูมิภักดิ์, วิภาดา ดวงรัตน์, ชัยโรจน์ เชิดตระกูลยิ่ง, กฤษณา ภักดีเทวา, รติวรรณกัลยาณมิตร, ณรงค์ แสงบุศย์, ชุมพล วาราชนนท์, ทัศนียาพร ดวงแก้ว, พัฒนพงค์ หนูพันธ์บริพันธ์ ชัยภูมิ, ปัทมนิธิ เสนาณรงค์ ฯลฯ

ศิลปินแห่งชาติ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดนตรี นักร้องและนักแสดงในวงการบันเทิงและวงการนาฏศิลป์ไทย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ ศิลปินแห่งชาติ วิรัช อยู่ถาวร, วินัย พันธุรักษ์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์, รัจนา พวงประยงค์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิง อาทิ พงษ์พัฒน์ – ธัญญา วชิรบรรจง, มาตรา ไพรหิรัญ, อรนภา กฤษฎี, โอ อนุชิต,  นติพงษ์ – รุ่งฤดี ห่อนาค, อุมาพร บัวพึ่ง, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง, สปาย ภาสกรณ์,  ธัช กิตติธัช, เมจิ ภัทรานิษฐ์, แบ็งค์ เฉลิมรัฐ, เข้ม ศุภกิจ กะธิ กตธิป, โก๊ะตุลย์ พันธนนท์,  โบ๊ท ปรัชญา  พงษ์ศักดิ์ สวนศรี  ซาย ภิสา สวนศรี  ต้อม นิรันดร์ ฯลฯ ร่วมด้วยนักแสดงจากช่อง Mono 29

พร้อมด้วยคณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง และนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ นิทรรศรัตนโกสินทร์, โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี, สานศิลป์สตูดิโอ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง
School Tap ฯลฯ

สำหรับ พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์แสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง  เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท  (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บัตรราคา 400 บาท

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง  และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดง โขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เพจ Facebook : Sala Chalermkrung – ศาลาเฉลิมกรุง โทรศัพท์. 0-2224-4499

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก นำผู้บริจาคชม ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ’ คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ตอกย้ำความสำเร็จ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต” กลัฟ คณาวุฒิ นำผู้บริจาคชม “ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติ ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน โดยจากสถิติทางการแพทย์ในประเทศไทยพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 900–1,000 ราย มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเด็กทั้งหมด แม้มะเร็งในเด็กจะมีโอกาสรักษาหายขาดสูงถึงร้อยละ 70–80 หากได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการรักษาขั้นสูงอย่าง  “การปลูกถ่ายไขกระดูกและ สเตมเซลล์” ยังคงมีข้อจำกัดด้านห้องปฏิบัติการแรงดันลบปลอดเชื้อและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงได้จัดโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง” เพื่อนำเงินบริจาคมาสนับสนุนการจัดตั้งหอปลูกถ่าย ไขกระดูกและสเต็มเซลล์  ณ วันนี้ ได้สำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ จึงจัดกิจกรรม “ขอบคุณผู้บริจาคและเยี่ยมชมศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ห้องประชุม ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลเด็ก

ภายในงานพิธีกรนำทุกท่านเข้าสู่งานฯ เชิญชมวิดิทัศน์ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง และกล่าวต้อนรับ นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบัน สุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้เกียรติเป็นประธานฯ และกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนโครงการฯ ด้วยดีเสมอมา ร่วมด้วย นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา นำเสนอกรณีศึกษาผลการรักษาของน้องๆ  และพบกับพระเอกหนุ่มจิตกุศล “กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” ตัวแทนโครงการ (Ambassador) กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคและร่วมเยี่ยมชม(PressVisit)ความพร้อมของ“ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ณ  ชั้น 8  อาคารสถาบันสุขภาพเด็กฯ

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่มีส่วนร่วมมอบโอกาส ผ่านโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง”   ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568  ได้ถูกนำมาใช้

ประโยชน์จริงอย่างคุ้มค่า ได้ร่วมรับรู้และภาคภูมิใจว่า เงินบริจาคเหล่านั้น ได้ช่วยต่อลมหายใจและคืนชีวิตใหม่ให้แก่เด็กป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรม สู่การช่วยเหลือน้องๆได้แล้วในวันนี้ และในอนาคตต่อไป

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันทางการแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กของประเทศ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ การเปิดให้บริการศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็กในครั้งนี้ พวกเราชาวโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกคน ต่างน้อมใจกันถวายความสำเร็จนี้เป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลปกป้องชีวิตและสุขภาพของเด็กไทย การก่อสร้างห้องปลอดเชื้อและจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงใน

ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมบริจาคผ่าน กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้

กับเด็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งร้ายอย่างทุ่มเท”

นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ได้เผยถึงความสำเร็จในการนำเงินบริจาคไปสร้าง ปาฏิหาริย์ ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยเด็กจริง ผ่านกรณีศึกษาของ 3 ครอบครัว ที่ได้รับการดูแลจาก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ได้แก่:

  1. น้องเฟรม อายุ 14 ปี ปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ 1 ราย

เด็กชายผู้ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหายากและรุนแรงมาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ (ปี 2562) ผ่านการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างหนักหน่วงจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต อีกทั้งโรคร้ายยังเคยย้อนกลับมากล้ำกลาย แต่ด้วยทุนรักษาจาก มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และการเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์จนประสบความสำเร็จ ทำให้วันนี้เกิด ปาฏิหาริย์ ครั้งสำคัญ น้องเฟรมสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ปราศจากเซลล์มะเร็ง และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

  1. น้องไตเติ้ล อายุ 2 ปี 9 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

หนูน้อยวัยเพียง 2 ขวบเศษที่ต้องสู้กับโรคมะเร็งต่อมหมวกไต (Neuroblastoma) มาตั้งแต่ปี 2568 แม้วัยเยาว์จะต้องเข้า-ออก โรงพยาบาลเด็ก เป็นบ้านหลังที่สอง แต่น้องไตเติ้ลโชว์หัวใจเด็ดเดี่ยว ผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกได้อย่างราบรื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับยาเคมีบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ขั้นตอนสำคัญ นั่นคือการรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ ศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้ เพื่อโอกาสในการหายขาดอย่างถาวร

  1. น้องโมเน่ อายุ 2 ปี 11 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

อีกหนึ่งสาวน้อยวัยใสที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมหมวกไตระยะแพร่กระจาย (ปี 2568) แต่น้องโมเน่และครอบครัวไม่เคยยอมแพ้ ร่างกายของน้องตอบสนองต่อการรักษาได้เป็นอย่างดี และผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกสำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะนี้หนูน้อยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมร่างกายเพื่อรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งเป็นความหวังครั้งใหญ่ที่จะช่วยคืนรอยยิ้มและวัยเด็กที่สดใสกลับคืนมา

ทางด้าน กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ตัวแทนโครงการ “Little Miracle” เปิดเผยด้วยความซาบซึ้งใจว่า “จากจุดเริ่มต้นในการร่วมเปิดโครงการฯ วันนี้ผมภูมิใจมากครับที่พลังน้ำใจของคนไทยทุกคนและผู้ใหญ่ใจดี ได้ร่วมกันสานฝันจัดตั้ง ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก’ ที่โรงพยาบาลเด็กได้สำเร็จตามเป้าหมาย การนำผู้บริจาคและสื่อมวลชนมา Press Visit ครั้งนี้    ทำให้เห็นชัดเจนว่าเงินบริจาคทุกบาทไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ช่วยสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ คืนชีวิตใหม่ ให้เด็กๆ ได้หายป่วย กลับสู้อ้อมกอดครอบครัว และกลับไปเติบโตทำตามฝันได้อย่างปกติ ขอขอบคุณมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกท่านจากใจจริง ที่มาร่วมกันสร้างสุขภาพเด็กไทยให้แข็งแรงครับ”

นอกจากความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ แล้ว สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนาการรักษาเพื่อดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเตรียมพร้อมก้าวสู่อีกขั้นของการรักษาโรคมะเร็งด้วย นวัตกรรม CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำภูมิคุ้มกันของตนเองมาสู้มะเร็ง ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด

ทั้งนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบชีวิตใหม่ และร่วมสนับสนุนโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงและช่วยเหลือเด็กป่วยมะเร็งยากไร้ให้ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงที โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่:

  • ชื่อบัญชี: มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ
  • ธนาคาร: ทหารไทยธนชาต เลขบัญชี 038 107 6900
  • บริจาคผ่านเว็บไซต์: http://www.childrenhospitalfoundation.org

(ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามกฎหมาย

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก

‘ARKITEKTURA’ จัดงาน ‘The Harmony of Living by Arkitektura’ คัดสรรเฟอร์นิเจอร์จัดโปรฯใจกลางกรุง!

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:27 น.

งานนี้สายแต่งบ้านและคนรักเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรีห้ามพลาด! เมื่อบิ๊กบอส “สมชัย อัครวิทยาภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บมจ.อาร์คิเทคทูรา (ARK) เตรียมจัดงาน “The Harmony of Living by Arkitektura” ใจกลางกรุงเทพฯ คัดสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแบรนด์ดังระดับโลกมาให้เลือกช้อปแบบจัดเต็ม อาทิ Caracole, Harbour, Dornbracht, Visual Comfort, Sanderson, BOSS Home และ Olivier Desforges พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ลดสูงสุดถึง 80% แถมยิ่งช้อปยิ่งคุ้ม รับ Cash Voucher เพิ่มตามยอดช้อป* พร้อมโปรโมชั่นจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ งานดีลักชัวรี ราคาพิเศษแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ ปักหมุดให้พร้อม แล้วพบกันวันที่ 25–31 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–19.00 น. ณ Forum ชั้น G ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin สอบถามเพิ่มเติมที่ LINE: @arkitektura หรือ โทร. 02-023-6958

ARKITEKTURAThe Harmony of Living by Arkitektura

จาก “ถุงน่องเก่า” สู่ “ก้าวใหม่” เมื่อเส้นใยเหลือใช้กลายเป็นพลังแห่งการเดินอีกครั้งของผู้พิการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 12:32 น.

จำนวนคนพิการทางการเคลื่อนไหวในประเทศไทยยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาคนพิการทุกประเภท โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีคนพิการกว่า 2.25 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของประชากรทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวมากถึง 1.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 51.7% ของผู้พิการที่ขึ้นทะเบียน ซึ่ง “ขาเทียม” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง*

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาไปไกล แต่ความต้องการขาเทียมในแต่ละปียังคงมีจำนวนมาก นอกจากการผลิตใหม่สำหรับผู้ที่สูญเสียอวัยวะแล้ว ขาเทียมยังต้องมีการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุการใช้งาน ส่งผลให้ภารกิจการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

พลังความร่วมมือ เพื่อ “ก้าว” ที่ยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการ LEG OF HOPE: ถุงน่องเก่า คือก้าวใหม่” โดย บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงน่องแบรนด์ “Cherilon (เชอรีล่อน)” ที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งของใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม และนำมาต่อยอดเป็นโครงการ CSR ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปลี่ยน “ถุงน่องใช้แล้ว” เป็น “เบ้าขาเทียม” นวัตกรรมรักษ์โลกที่มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการ

หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า “ถุงน่องไนลอน” ที่ใช้แล้ว จะสามารถกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในทางการแพทย์ได้ แต่ในแวดวงกายอุปกรณ์ สิ่งนี้คือนวัตกรรมแถวหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ “ขาเทียม” ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเมื่อนำถุงน่องมาซ้อนทับกันหลายชั้นและผ่านกระบวนการอัดเรซิ่น เส้นใยไนลอนจะแปรสภาพเป็นวัสดุที่มีความเหนียว ยืดหยุ่น และทนทานสูง คุณสมบัติอันโดดเด่นนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาหล่อเป็นโครงสร้างของ “เบ้าขาเทียม (Socket)” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเชื่อมต่อระหว่างตอขาของผู้พิการกับตัวขาเทียม ช่วยให้สวมใส่ได้อย่างกระชับ มั่นคง รองรับน้ำหนักได้ดี และลดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมต้องเป็น “ถุงน่องไนลอน”?

เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเส้นใยไนลอน ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง เมื่อนำมาผสานเข้ากับน้ำยาเรซิ่นในกระบวนการขึ้นรูป จะได้วัสดุคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง สามารถรองรับแรงกระแทกจากการเดินได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นการชุบชีวิตขยะสิ่งทอให้กลายเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จับต้องได้

3 คุณประโยชน์เด่นของถุงน่องในการผลิตขาเทียม

  • ยืดหยุ่นและประยุกต์ได้หลากหลาย: สามารถตัดแต่งเพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของกายอุปกรณ์ หรือใช้แทนเชือกผูกในจุดที่ต้องการความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ
  • ช่วยให้เบ้าขาเทียมเข้ารูปสมบูรณ์แบบ: เส้นใยที่แนบเนื้อช่วยให้การหล่อโมล (Mold) เข้ารูปได้พอดีกับสรีระของคนไข้ ส่งผลให้สวมใส่กระชับ และช่วยให้ช่างกายอุปกรณ์ทำงานในขั้นตอนถัดไปได้อย่างราบรื่น
  • ปกป้องผิวหนังและลดการบาดเจ็บ: ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยลดแรงเสียดสีระหว่างสวมใส่ และป้องกันไม่ให้ผิวหนังอันบอบบางของคนไข้สัมผัสกับปูนหรือวัสดุหล่อโมลโดยตรงในระหว่างกระบวนการผลิต

เปิด 6 ขั้นตอน รังสรรค์ถุงน่องสู่ “เบ้าขาเทียม” คุณภาพสูง

กระบวนการขึ้นรูปเบ้าขาเทียมโดยใช้ถุงน่อง มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความประณีตและความเชี่ยวชาญของช่างกายอุปกรณ์ ดังนี้:

  1. เตรียมถุงแม่พิมพ์: นำถุงน่องมาตัดแต่ง โดยใช้ส่วนที่สั้นกว่าสวมเข้ากับตอขาเพื่อทำหน้าที่เป็นถุงแม่พิมพ์รองรับด่านแรก
  2. ผสานเข้ากับเบ้าหนัง: ทำการเย็บยึดถุงน่องชิ้นดังกล่าวเข้ากับบริเวณขอบหรือปากของเบ้าหนังอย่างประณีต
  3. จัดตำแหน่งโครงสร้างภายใน: นำถุงน่องส่วนที่ยาวกว่าใส่ซ้อนเข้าไปด้านใน จัดระยะและความยาวให้พอดีกับส่วนปลายของถุงหนังเทียมเพื่อรองรับแรงกด
  4. เตรียมระบบสูญญากาศ: สวมโครงสร้างทั้งหมดเข้ากับตอขาของคนไข้ จัดระยะให้ถุงน่องแนบสนิทกับต้นขาอย่างทั่วถึง จากนั้นทำการต่อเข้ากับเครื่องดูดสูญญากาศ
  5. อัดโฟมขึ้นรูปโครงสร้าง: เมื่อระบบสูญญากาศทำงาน เมล็ดโฟมพิเศษสำหรับหล่อขาเทียมจะถูกดูดและอัดตัวเข้าหากันจนแน่น แนบไปกับรูปทรงขาของคนไข้ได้อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร
  6. ปรับแต่งรูปทรงสู่ชิ้นงานพร้อมใช้: เททรายลงไปเพื่อช่วยปรับสมดุลและคงรูปทรงของขาเทียมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นช่างกายอุปกรณ์จะทำการเก็บรายละเอียด เจียรแต่งขอบ และตรวจสอบความเรียบร้อย เพื่อส่งมอบขาเทียมที่สมบูรณ์แบบและพร้อมใช้งานจริงให้กับคนไข้ต่อไป

เปลี่ยน “ขยะสิ่งทอ” ให้เป็น “โอกาส” ของการตอบแทนสังคมที่ยั่งยืน

 พิภพ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า “เชอรีล่อนดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าสิ่งของที่หมดหน้าที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นขยะเสมอไป ถุงน่องที่ไม่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในกระบวนการผลิตขาเทียมได้

โครงการ LEG OF HOPE จึงไม่ใช่เพียงการจัดการขยะสิ่งทอ (Textile Waste) แต่เป็นการเปลี่ยนทรัพยากรที่เหลือใช้ให้กลายเป็นโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งของผู้พิการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และพันธกิจด้าน ESG ที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง”

เสียงสะท้อนจากมูลนิธิขาเทียมฯ ความต้องการที่ยังรอการเติมเต็ม

ในแต่ละปี ความต้องการขาเทียมในประเทศไทยยังคงสูงกว่าศักยภาพการผลิตหลายเท่าตัว เนื่องจากขาเทียมมีอายุการใช้งานและต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การได้รับการสนับสนุนวัสดุอย่างถุงน่องไนลอนคุณภาพดี จึงมีส่วนช่วยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งต่อ “ก้าวใหม่” ให้กับผู้พิการได้มากยิ่งขึ้น

ร่วมส่งต่อ “ก้าวใหม่” แห่งความหวัง

โครงการนี้จึงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริโภค แบรนด์ และภาคสังคม โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ เพียงนำถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะขาด รัน หรือหมดสภาพ มาซักให้สะอาดและส่งต่อผ่าน Cherilon Care Box” ที่จัดวาง ณ เคาน์เตอร์เชอรีล่อนในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อนำไปคัดแยกและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลิตขาเทียม

เพราะ “น้ำใจ” ไม่มีคำว่าน้อยเกินไป และถุงน่องเพียงคู่เดียว อาจเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของใครบางคน เส้นใยเล็ก ๆ จากการแบ่งปันในวันนี้ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะสิ่งทอ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและสร้าง “ก้าวใหม่” ให้กับผู้พิการ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง