‘CACF-Thailand 2026’ เปิดเกมการค้าสองทาง ปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:06 น.

ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาส Supply Chain ใหม่ พร้อม Thai Brand Zone, Xiaohongshu และเวทีธุรกิจ–AI ครบในงานเดียว

ภาพจำเดิมของการค้าจีน–ไทยอาจเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยเดินทางไปจีนเพื่อหาโรงงาน หา Supplier หรือเลือกสินค้ามาขาย แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังถูกขยายให้ใหญ่กว่าเดิม                                               

พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนผู้จัดงาน CACF-Thailand 2026 CACF-Thailand 2026 กล่าวว่า งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากประเทศจีนกว่า 150  บูธ มาให้ภาคธุรกิจไทยได้พบปะ เจรจา ดูสินค้าจริง เปรียบเทียบสินค้า และค้นหา Partner ทางธุรกิจโดยตรง โดยไม่ต้องบินไปถึงประเทศจีน

แต่ปีนี้ CACF ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่คำว่า “หาของมาขาย”

โจทย์ใหญ่กว่าคือการทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามา “หาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ” ตั้งแต่การหาสินค้า หา Supplier สร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้าร่วมกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจใหม่ในจีน ไทย และอาเซียน

จีนมาไทย “มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง”

การยกทัพของผู้ผลิตจีนกว่า 150 บูธ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการนำสินค้าจีนเข้ามาหาตลาดไทย แต่ยังสะท้อนอีกมิติของความร่วมมือที่ต้องการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและ Supply Chain ที่กว้างขึ้น

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่า “จีนกำลังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจของทั้งสองประเทศ มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง

ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาพบผู้ผลิต หา Supplier เจรจาพัฒนาสินค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดไปยังอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน CACF-Thailand 2026 ยังมี Thai Brand Zone เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยเข้าร่วมกว่า30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า แสดงศักยภาพ และสร้าง Connection กับเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาภายในงาน

ภาพของ CACF ในปีนี้จึงเริ่มขยับจากคำว่า “จีนผลิต–ไทยซื้อ” ไปสู่การเชื่อมจุดแข็งของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม

แล้วไทยจะรับของจีนมาขายอย่างเดียวหรือ?

“นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ” พาขวัญกล่าวและว่า 

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจกับจีน คนไทยมักนึกถึงการไปหาโรงงานจีน สั่งสินค้าจีนเข้ามาขาย หรือใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเพื่อนำกลับมาสร้างแบรนด์

แต่ถ้าการค้าไม่ได้เดินได้เพียงทางเดียว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ “ถ้าเรานำสินค้าจีนมาขายในไทยได้ แล้วเราจะนำสินค้าไทยไปขายให้คนจีนได้อย่างไร?”

นี่คือที่มาของแนวคิด “สลับทาง” อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 จากเดิมที่จีนถูกมองในฐานะแหล่งสินค้าและฐานการผลิต สู่การมองจีนในฐานะ “ตลาดสำหรับสินค้าไทย”

หนึ่งในช่องทางที่งานหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือ Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์ม Social Commerce ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศจีน

ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้ Xiaohongshu เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างการรับรู้ให้สินค้าไทย เข้าถึงผู้บริโภคจีน และทำความเข้าใจว่าตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ Content, Lifestyle, รีวิว และภาพลักษณ์ของแบรนด์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไทยที่มีสินค้าอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีน ก็สามารถเข้ามามองหาโอกาสจากพื้นที่นี้ได้

เพราะ CACF-Thailand 2026 ไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการกลับบ้านพร้อมคำตอบแค่ว่า “จะซื้ออะไรจากจีนมาขาย?” แต่ต้องการเปิดคำถามใหม่ว่า “เรามีสินค้าไทยอะไร ที่พร้อมไปขายให้คนจีนและต่อยอดสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม?” นี่คือการเปลี่ยนจากการค้า “ทางเดียว” ไปสู่ การค้าสองทาง และเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงธุรกิจจีน–ไทย–อาเซียนให้ใกล้กันมากขึ้น

ไม่ได้มาแค่ดูสินค้า แต่ได้ “วิชาทำธุรกิจ” กลับบ้าน

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 คือเวทีสัมมนาภายใต้แนวคิด “เถ้าแก่ใหม่ ยุค AI Commerce”

เพราะการทำธุรกิจวันนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “จะขายอะไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า จะขายอย่างไรให้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันได้ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกด้าน

เนื้อหาสัมมนาจึงครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การใช้ AI ลดงานซ้ำ การสร้างแบรนด์ การทำ Content, Affiliate, E-Commerce ไปจนถึงบัญชีและภาษี โดยมุ่งเน้นความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้จริง

วันที่ 2 กันยายน พบกับหัวข้อ “ถอดสูตรลับ ‘เถ้าแก่รุ่นใหม่’ ตัวคนเดียวทำยังไง? ให้เสกกำไรหลักล้าน” โดย บูม–ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ “เมียสั่งให้ซื้อ” และ แน็ค–ศิวกร ปล้องใหม่ เจ้าของช่อง Nack Siwakorn พร้อมเจาะเรื่องภาษี E-Commerce กับ กิ๊–จุฑามาศ บำรุงยุติ “ภาษีเลอค่า” และแนวทางฝ่าทางตันสาย Affiliate กับ ส้ม–วริษฐา กิตติกุล

วันที่ 3 กันยายน เจาะการใช้ AI ทำงานจริงกับ Mini Workshop “สร้าง Skill ให้ AI รันงานซ้ำอัตโนมัติ ลดต้นทุนทันที 50%” โดย ปุ้ย–ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ CEO, HumanAI ก่อนต่อด้วย เปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO iHAVECPU ในหัวข้อ “สลัดสูท CEO สู่ Brand Influencer ปั้นแฟน ปั่นยอด ปั๊มกำไร” ที่ชวนเจ้าของธุรกิจมองบทบาทของตัวเองใหม่ในฐานะพลังสำคัญของแบรนด์

วันที่ 4 กันยายน ปิดท้ายด้วย เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO & Founder Creative Talk และ RGB72 ในหัวข้อ “สร้างอาณาจักรหลังม่าน ปั้นแบรนด์ปัง แบบไม่ต้องออกหน้ากล้อง” และ เรย์–ดารัญชน์ ชื่อลือชา กับหัวข้อ “สูตรแฮกยอดขาย ปั๊มคลิปปักตะกร้าออโต้ 24 ชม.” เจาะการใช้ MarTech, AI และ Automation เพิ่มประสิทธิภาพการขายในโลก E-Commerce

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คนเดินงาน” แต่ต้องเกิด Business Opportunity จริง

“CACF-Thailand 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000–8,000 คน แต่เป้าหมายของผู้จัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนเดินงาน”

สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือ Business Opportunity ที่เกิดขึ้นจริงหลังผู้ประกอบการเดินออกจากงาน

อาจเป็น SME ที่เจอสินค้าตัวใหม่และนำไปสร้างรายได้ เจ้าของแบรนด์ที่พบ Supplier และต่อยอดเป็น Partner ระยะยาว ผู้ประกอบการที่ได้แนวคิดจากเวทีสัมมนากลับไปปรับธุรกิจ หรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่เริ่มมองเห็นเส้นทางในการนำสินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจีน

เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครมีทุนมากที่สุด” แต่อาจอยู่ที่ว่า “ใครมองเห็นโอกาสก่อน และลงมือได้เร็วกว่า”

CACF-Thailand 2026 จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวม สินค้า + Supplier + ความรู้ + Connection + AI Commerce ไว้ในงานเดียว เพื่อให้ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SMEs พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไปจนถึงคนที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจ สามารถกลับออกไปพร้อมกับ “โอกาสใหม่” อย่างน้อยหนึ่งอย่าง

จึงขอเชิญชวนร่วมงาน CACF-Thailand 2026 – งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 ตั้งแต่วันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา

ลงทะเบียนเข้างานฟรี! https://eventpassinsight.co/el/to/onlinecacf26

ไม่ต้องบินไปถึงจีน เพราะครั้งนี้โรงงานจีนกว่า 150 บูธ ยกมาเจอคุณถึงประเทศไทย

CACF-Thailand 2026

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก นำผู้บริจาคชม ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ’ คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ตอกย้ำความสำเร็จ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต” กลัฟ คณาวุฒิ นำผู้บริจาคชม “ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติ ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน โดยจากสถิติทางการแพทย์ในประเทศไทยพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 900–1,000 ราย มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเด็กทั้งหมด แม้มะเร็งในเด็กจะมีโอกาสรักษาหายขาดสูงถึงร้อยละ 70–80 หากได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการรักษาขั้นสูงอย่าง  “การปลูกถ่ายไขกระดูกและ สเตมเซลล์” ยังคงมีข้อจำกัดด้านห้องปฏิบัติการแรงดันลบปลอดเชื้อและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงได้จัดโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง” เพื่อนำเงินบริจาคมาสนับสนุนการจัดตั้งหอปลูกถ่าย ไขกระดูกและสเต็มเซลล์  ณ วันนี้ ได้สำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ จึงจัดกิจกรรม “ขอบคุณผู้บริจาคและเยี่ยมชมศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ห้องประชุม ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลเด็ก

ภายในงานพิธีกรนำทุกท่านเข้าสู่งานฯ เชิญชมวิดิทัศน์ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง และกล่าวต้อนรับ นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบัน สุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้เกียรติเป็นประธานฯ และกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนโครงการฯ ด้วยดีเสมอมา ร่วมด้วย นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา นำเสนอกรณีศึกษาผลการรักษาของน้องๆ  และพบกับพระเอกหนุ่มจิตกุศล “กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” ตัวแทนโครงการ (Ambassador) กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคและร่วมเยี่ยมชม(PressVisit)ความพร้อมของ“ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ณ  ชั้น 8  อาคารสถาบันสุขภาพเด็กฯ

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่มีส่วนร่วมมอบโอกาส ผ่านโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง”   ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568  ได้ถูกนำมาใช้

ประโยชน์จริงอย่างคุ้มค่า ได้ร่วมรับรู้และภาคภูมิใจว่า เงินบริจาคเหล่านั้น ได้ช่วยต่อลมหายใจและคืนชีวิตใหม่ให้แก่เด็กป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรม สู่การช่วยเหลือน้องๆได้แล้วในวันนี้ และในอนาคตต่อไป

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันทางการแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กของประเทศ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ การเปิดให้บริการศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็กในครั้งนี้ พวกเราชาวโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกคน ต่างน้อมใจกันถวายความสำเร็จนี้เป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลปกป้องชีวิตและสุขภาพของเด็กไทย การก่อสร้างห้องปลอดเชื้อและจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงใน

ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมบริจาคผ่าน กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้

กับเด็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งร้ายอย่างทุ่มเท”

นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ได้เผยถึงความสำเร็จในการนำเงินบริจาคไปสร้าง ปาฏิหาริย์ ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยเด็กจริง ผ่านกรณีศึกษาของ 3 ครอบครัว ที่ได้รับการดูแลจาก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ได้แก่:

  1. น้องเฟรม อายุ 14 ปี ปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ 1 ราย

เด็กชายผู้ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหายากและรุนแรงมาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ (ปี 2562) ผ่านการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างหนักหน่วงจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต อีกทั้งโรคร้ายยังเคยย้อนกลับมากล้ำกลาย แต่ด้วยทุนรักษาจาก มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และการเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์จนประสบความสำเร็จ ทำให้วันนี้เกิด ปาฏิหาริย์ ครั้งสำคัญ น้องเฟรมสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ปราศจากเซลล์มะเร็ง และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

  1. น้องไตเติ้ล อายุ 2 ปี 9 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

หนูน้อยวัยเพียง 2 ขวบเศษที่ต้องสู้กับโรคมะเร็งต่อมหมวกไต (Neuroblastoma) มาตั้งแต่ปี 2568 แม้วัยเยาว์จะต้องเข้า-ออก โรงพยาบาลเด็ก เป็นบ้านหลังที่สอง แต่น้องไตเติ้ลโชว์หัวใจเด็ดเดี่ยว ผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกได้อย่างราบรื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับยาเคมีบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ขั้นตอนสำคัญ นั่นคือการรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ ศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้ เพื่อโอกาสในการหายขาดอย่างถาวร

  1. น้องโมเน่ อายุ 2 ปี 11 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

อีกหนึ่งสาวน้อยวัยใสที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมหมวกไตระยะแพร่กระจาย (ปี 2568) แต่น้องโมเน่และครอบครัวไม่เคยยอมแพ้ ร่างกายของน้องตอบสนองต่อการรักษาได้เป็นอย่างดี และผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกสำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะนี้หนูน้อยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมร่างกายเพื่อรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งเป็นความหวังครั้งใหญ่ที่จะช่วยคืนรอยยิ้มและวัยเด็กที่สดใสกลับคืนมา

ทางด้าน กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ตัวแทนโครงการ “Little Miracle” เปิดเผยด้วยความซาบซึ้งใจว่า “จากจุดเริ่มต้นในการร่วมเปิดโครงการฯ วันนี้ผมภูมิใจมากครับที่พลังน้ำใจของคนไทยทุกคนและผู้ใหญ่ใจดี ได้ร่วมกันสานฝันจัดตั้ง ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก’ ที่โรงพยาบาลเด็กได้สำเร็จตามเป้าหมาย การนำผู้บริจาคและสื่อมวลชนมา Press Visit ครั้งนี้    ทำให้เห็นชัดเจนว่าเงินบริจาคทุกบาทไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ช่วยสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ คืนชีวิตใหม่ ให้เด็กๆ ได้หายป่วย กลับสู้อ้อมกอดครอบครัว และกลับไปเติบโตทำตามฝันได้อย่างปกติ ขอขอบคุณมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกท่านจากใจจริง ที่มาร่วมกันสร้างสุขภาพเด็กไทยให้แข็งแรงครับ”

นอกจากความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ แล้ว สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนาการรักษาเพื่อดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเตรียมพร้อมก้าวสู่อีกขั้นของการรักษาโรคมะเร็งด้วย นวัตกรรม CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำภูมิคุ้มกันของตนเองมาสู้มะเร็ง ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด

ทั้งนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบชีวิตใหม่ และร่วมสนับสนุนโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงและช่วยเหลือเด็กป่วยมะเร็งยากไร้ให้ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงที โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่:

  • ชื่อบัญชี: มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ
  • ธนาคาร: ทหารไทยธนชาต เลขบัญชี 038 107 6900
  • บริจาคผ่านเว็บไซต์: http://www.childrenhospitalfoundation.org

(ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามกฎหมาย

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก

โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ในพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยเมื่อเวลา 08.00 น.  เริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  ในรัชกาลที่ 7 ต่อด้วยเวลา 09.09 น. เริ่มพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี 2569   เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569

ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้เฉลิมฉลองครบรอบการเปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน – ละคอน ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมี ผู้สนับสนุน แขกผู้มีเกียรติ อัศวิน – ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, ชัยวัฒน์ บุญชวลิต, สุรพล เศวตเศรนี, กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา  , นาริน อุทัยวรรณ์, พนมมาศ ศรีวิหค, สมเกียรติ ภูมิภักดิ์, วิภาดา ดวงรัตน์, ชัยโรจน์ เชิดตระกูลยิ่ง, กฤษณา ภักดีเทวา, รติวรรณกัลยาณมิตร, ณรงค์ แสงบุศย์, ชุมพล วาราชนนท์, ทัศนียาพร ดวงแก้ว, พัฒนพงค์ หนูพันธ์บริพันธ์ ชัยภูมิ, ปัทมนิธิ เสนาณรงค์ ฯลฯ

ศิลปินแห่งชาติ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดนตรี นักร้องและนักแสดงในวงการบันเทิงและวงการนาฏศิลป์ไทย นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ ศิลปินแห่งชาติ วิรัช อยู่ถาวร, วินัย พันธุรักษ์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์, รัจนา พวงประยงค์ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิง อาทิ พงษ์พัฒน์ – ธัญญา วชิรบรรจง, มาตรา ไพรหิรัญ, อรนภา กฤษฎี, โอ อนุชิต,  นติพงษ์ – รุ่งฤดี ห่อนาค, อุมาพร บัวพึ่ง, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง, สปาย ภาสกรณ์,  ธัช กิตติธัช, เมจิ ภัทรานิษฐ์, แบ็งค์ เฉลิมรัฐ, เข้ม ศุภกิจ กะธิ กตธิป, โก๊ะตุลย์ พันธนนท์,  โบ๊ท ปรัชญา  พงษ์ศักดิ์ สวนศรี  ซาย ภิสา สวนศรี  ต้อม นิรันดร์ ฯลฯ ร่วมด้วยนักแสดงจากช่อง Mono 29

พร้อมด้วยคณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง และนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ นิทรรศรัตนโกสินทร์, โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี, สานศิลป์สตูดิโอ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, สถาบันสอนศิลปะการแสดง
School Tap ฯลฯ

สำหรับ พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์แสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง  เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท  (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บัตรราคา 400 บาท

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง  และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดง โขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เพจ Facebook : Sala Chalermkrung – ศาลาเฉลิมกรุง โทรศัพท์. 0-2224-4499

ดึงหน้าที่ไหนดี? เจาะเหตุผลทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่เลือก BLS Surgery Center

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก รวมถึงผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยียกกระชับหน้าและหัตถการความงามให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัด Facelift หรือศัลยกรรมดึงหน้า รวมถึง Necklift หรือดึงคอ ยังคงเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ดึงหน้าที่ไหนดี?” และ หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง?”

โดยเฉพาะคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังวางแพลนการผ่าตัดดึงหน้า อาจไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา หรือผลลัพธ์หลังทำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความชำนาญของแพทย์ ความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์มากขึ้น

หนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือ BLS Surgery Center บีแอลเอส เซอร์เจอรี เซ็นเตอร์ ที่วางแนวทางการรักษาโดยเน้นการศัลยกรรมย้อนวัย ภายใต้มาตรฐานการดูแลของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และมีรางวัลด้านศัลยกรรมยกกระชับย้อนวัย Facelift จากเวทีในประเทศและระดับเอเชียแปซิฟิก

ทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่ เลือก BLS Surgery Center?

สำหรับคนไข้ที่อยู่ในวัย 40 – 60 ปีขึ้นไป การเลือกสถานที่สำหรับผ่าตัดดึงหน้า มักไม่ใช่การมองหาเพียง “หมอที่ทำให้หน้าตึง” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า ย้อนวัยให้ดูสดใสขึ้น แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ “ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น” ซึ่ง BLS Surgery Center ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลภายใต้มาตรฐานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประเมินโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ และระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การเลือกเทคนิคการผ่าตัด จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับทุกเคส นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS)  ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและผู้ก่อตั้ง BLS Surgery Center ร่วมด้วย พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS) ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้คนไข้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

  • วัยผู้ใหญ่ต้องการ ดูเด็กลงและสดใสขึ้น

หนึ่งในความกังวลของคนที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ กังวลว่าใบหน้าจะตึงจนดูผิดธรรมชาติ BLS Surgery Center จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิมของใบหน้า ไม่เน้นการดึงผิวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความหย่อนคล้อยในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อและสัดส่วนโดยรวม เพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับในผิวชั้นลึก ไม่ใช่การผ่าตัดดึงผิวหนังด้านนอกแบบเทคนิคดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ สีหน้าไม่แข็งตึง ตอบโจทย์คนไข้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า และลดความหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้สึกว่าใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับการผ่าตัดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนไข้วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ BLS Surgery Center ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และวิสัญญีแพทย์ดูแลระหว่างการดมยาสลบแบบ 1:1 พร้อมบุคลากรและทีมงานคอยดูแลใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด การวางแผน การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามอาการหลังผ่าตัด เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

  • แผลผ่าตัด” เป็นอีกเรื่องที่คนวัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ

นอกจากผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้า ตำแหน่งและลักษณะของแผล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนไข้ถามถึงก่อนทำ BLS Surgery Center ให้ความสำคัญกับการซ่อนรอยแผลอย่างแนบเนียน โดยวางตำแหน่งชิดแนวไรผมและกรอบใบหู โดยออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงมีโปรแกรมการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อแผลหายดีและสีแผลจางลงจนเป็นสีเดียวกับสีผิวของคนไข้แล้ว จะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลได้อีกเลย เพราะสำหรับคนไข้วัยผู้ใหญ่ การทำ Facelift ไม่ได้จบเพียงวันที่ออกจากห้องผ่าตัด แต่ยังรวมถึงการดูแลและติดตามผลในระยะยาวอีกด้วย

  • ไม่เพียง ใบหน้า” แต่พิจารณาความเป็นธรรมชาติโดยรวม

ในคนไข้บางราย ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณแก้มหรือกรอบหน้า แต่อาจมีความหย่อนคล้อยบริเวณคอ หรือมีปัญหาคิ้วตกร่วมด้วย แพทย์จึงอาจมีการพิจารณาดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift)  ร่วมกับเทคนิคอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์ BLS Surgery Center มีความชำนาญด้านการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) และส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift หรือ Endoscopic Brow Lift) ด้วย Endotine ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก ตาตก ตาเศร้า ตาดุ หน้าผากมีริ้วรอย มีร่องขมวดคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบนดูเหนื่อยล้า โดยสามารถวางแผนร่วมกับการดึงหน้าในบางกรณีได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รางวัลระดับสากล สะท้อนมาตรฐานด้านศัลยกรรมย้อนวัย

อีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ คือ การได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล BLS Surgery Center ได้รับรางวัล Facelifting Clinic of The Year จากเวที GlobalHealth Asia Pacific Awards ณ ประเทศสิงคโปร์ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมดึงหน้า โดยได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Master Entrepreneur Award จาก ASIA PACIFIC ENTERPRISE AWARDS (APEA) ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารองค์กรและการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงรางวัล The Best of Facelift & Endoscopic Brow Lift จากงาน The Best of Daily Beauty by Dailynews ต่อเนื่อง 2 ปี และ Gold Award Presented by Endotine Genuine Product Guaranteed From USA ในด้านหัตถการส่องกล้องย้อนวัย Endotine

รางวัลเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้คนไข้ที่กำลังมองหาว่าควร “ดึงหน้าที่ไหนดี” หรือ “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ดึงหน้าที่ไหนดี” อาจไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรเริ่มจากมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

การตัดสินใจดึงหน้า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ดังนั้น หากถามว่าดึงหน้าที่ไหนดี สิ่งที่ควรใช้พิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือภาพ Before-After แต่ควรดูตั้งแต่คุณวุฒิและความชำนาญของศัลยแพทย์ การประเมินเฉพาะบุคคล มาตรฐานห้องผ่าตัด การดูแลโดยวิสัญญีแพทย์ เทคนิคการซ่อนแผล การดูแลหลังผ่าตัด รวมถึงผลงานและการได้รับการยอมรับจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

ด้วยแนวทางดังกล่าว BLS Surgery Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาการยกกระชับใบหน้าและศัลยกรรมย้อนวัย โดยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง นำโดย นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS) พร้อมทีมแพทย์ พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS)

สำหรับผู้ที่กำลังหาคำตอบว่า “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกแพทย์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทีมแพทย์และสถานพยาบาลที่สามารถประเมินปัญหา วางแผนการรักษา ออกแบบผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดออกมาดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

BLS Surgery Center

K Line เปิดเส้นทางเดินเรือตรง ‘ระนอง–จิตตะกอง’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

บริษัท FK Line International Group Co., Ltd. ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนสายเรือ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย โดยมีการลงนาม 2 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนประจำท่าเรือ (Port Agent) ระหว่าง FK Line และ Bengal Oceanic Company Limited เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการจองช่วงเวลาเข้าเทียบท่า (Berthing Slot)  ตลอดจนประสานงานกับท่าเรือจิตตะกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขาย (Sales Agent) กับ Swift Sea Shipping Line Company Limited เพื่อให้เป็นตัวแทนด้านการขาย การตลาด และการให้บริการแก่ลูกค้าในบังกลาเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ลงนามในสัญญาประกอบด้วย นายแพทย์ประจักษ์ศิลป์ แพทยานนท์ ประธานบริษัท FK Line International Group, Md. Shakhawat Hossen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Swift Sea Shipping Lines, Mr. Arif Rahman กรรมการผู้จัดการบริษัท Bengal Oceanic และมี  H.E. Mr. Andalib Elias ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารของทั้งสามบริษัท       

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อใช้บริการ FK Line International Group Co., Ltd. Website: http://www.fkline.co.th E-mail: commercial@fkline.co.th  โทร. +66 63 229 7915, +66 82 804 1771

K Lineจิตตะกองระนอง

คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:50 น.

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน :

กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of

Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี ในเวที Tax Price Matters ภาษีและราคากับการลดการบริโภคสินค้าเสี่ยงสุขภาพ มีการตั้งโจทย์ให้เรื่องการจัดเก็บภาษีของภาครัฐในสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่คาดการณ์กันว่า

จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนา การเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ในไทยว่า นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เช่น หัวใจ, มะเร็ง, หลอดเลือดสมอง, เบาหวาน สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาลในแต่ละปี

“ข้อมูลด้านสุขภาพ ปี ค.ศ.2021 พบว่า 9.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.4%ของประชา กร 15 ปีขึ้นไป คือจำนวนผู้สูบบุหรี่ที่เสี่ยงต่อโรค NCDs ขณะเดียวกันภาษียาสูบที่รัฐเก็บได้ก็สร้างรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐเฉพาะในปี ค.ศ.2021 รายรับจากภาษีสรรพสามิตยาสูบ อยู่ที่ 64,200ล้านบาท”

และจากการทำแบบจำลองนโยบาย (Policy Scenarios)ของ รศ.ดร.ศรัณย์ 

ยังพบว่า การขึ้นภาษีตามปริมาณเป็น 35 บาท/ซอง เป็นแนวทางแบบ Win-Win ที่ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

(238,224 คน) ลดการเสียชีวิตได้ 59,056 คน และเพิ่มรายได้จากภาษีบุหรี่แก่รัฐอีก 25.46%

รศ.ดร.ศรัณย์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีบุหรี่ส่งผลให้ผู้สูบเยาวชนลดลงถึง 24.44% และผู้สูบวัยผู้ใหญ่ลดลงเหลือราว 9.5 ล้านคน

ช่วยรักษาชีวิตคนไทยจากโรคที่ป้องกันได้กว่า 59,056 คน

“แม้ปริมาณบุหรี่เถื่อนจะยังคงสูงและไม่ลดลงมากนัก แต่ภาครัฐควรใช้มาตรการปราบปรามเข้มงวดควบคู่กันไปแทนการ ระงับขึ้นภาษี”รศ.ดร.ศรัณย์ ระบุ

1 ใน 25 คนไทยตาย มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์

ศ.ดร.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงความชุกของนักดื่มไทยว่า อยู่ในอัตราที่สูง 35.2% สถิติปีพ.ศ.2569 ที่จะออกมาตัวเลขอาจจะเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก

และหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากเวียดนามและลาว

“ข้อมูลปัจจุบัน 1 ใน 25 ของคนไทยที่เสียชีวิตมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ หมายความว่า ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป 1 ใน 15 ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปเชื่อมโยงกับแอลกอฮอล์”

ศ.ดร.พลเทพ ระบุว่า ปัจจุบันไทยใช้เพียงนโยบายภาษี แต่ยังไม่มีนโยบายราคา ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเพิ่มภาษีอาจไม่ช่วยลดการบริโภค หากภาคเอกชนยอมแบกรับต้นทุนโดยไม่ขึ้นราคา

ในขณะที่นโยบายราคาจะส่งผลถึงผู้ซื้อโดยตรง ดังนั้น มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด

ด้าน รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบัน วิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเห็นเรื่องของ “ราคา” ว่า คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขอของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริโภคเครื่องดื่มหวานมากที่สุดเนื่องจากมีกำลังซื้อสูง การกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มหวานจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้าน

รายได้มาพิจารณาร่วมด้วย

แนะขนมขบเคี้ยว ควรจัดเก็บภาษีความเค็มมากสุด

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า

ความเค็มเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่านโยบายของภาครัฐ เน้นรายได้ หรือการเก็บภาษีเป็นแค่การส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้อันตรายในมุมมองภาครัฐ

จากงานศึกษา’เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง

ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส’ พบว่า

1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องบริโภค ข้อดีคือหากราคาขึ้นผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งดีต่อสุขภาพ

2.ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี

และ 3.เครื่องปรุงรส พบว่า การขึ้นภาษีไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึง

เงินออกจากกระเป้าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรส

ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวขนมขบเคี้ยว จึงน่าสนใจในการจัดเก็บภาษีมากที่สุด

โดยขนมคบเคี้ยวในประเทศ แบ่งเป็น 6 หมวด แต่หมวดที่เห็นชัดเจนพบว่า ‘ยิ่งถูก ยิ่งเต็ม’ แปลว่า ขนมที่ราคา 5 บาท

10 บาท 15 บาท ผู้บริโภคกินโซเดียมเต็มๆ และสินค้ากลุ่มนี้คนที่ซื้อ ก็คือ ‘เด็ก’ นั่นเอง

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปภัศร ได้เสนอนโยบาย “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า”(Progressive Sodium Tax) โดยกำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ (Threshold)เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไป ร่วมกับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า(Progressive Rate) ที่เพิ่มขึ้นตามความเค็มเพื่อกดดันให้ผู้ผลิตลดโซเดียม พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำ

ภาษียาสูบ รายได้ลดลง

ด้านนายณัฐพล สุภาดุลย์ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายด้านภาษีและราคาของไทยว่า ภาษีสรรพสามิตสุรามีการจัดรายได้ที่มีเสถียรภาพ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,0000 ล้านบาทต่อปื ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ผลการจัดเก็บภาษีรายได้มีแนวโน้มลดลงจาก 68,548 ล้านในปี พ.ศ.2561 เหลือเพียง

47,489 ล้านในปี พ.ศ.2568 รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐพล แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายภาษีบุหรี่ โดยชี้ว่าแม้มองในมิติสุขภาพจะดูดี แต่จำนวนผู้สูบกลับไม่ไม่ได้ลดลงจริง สะท้อนว่าผู้บริโภคอาจหันไปพึ่งพาสินค้านอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด

หลายประเทศมีภาษี Health Taxes

ดร.สุชีรา บรรลือสินธุ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ (Health Taxes)เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพ มีวิจัยมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การเพิ่มภาษีจะส่งผลเรื่องราคาลดการเข้าถึง ลดการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ก็จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลและยังเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลหรือดีกรีของแอลกอฮอล์อล์ลง นอกจากนี้ถ้ามีการออกแบบภาษีที่เหมาะสมก็จะ

เพิ่มรายได้ภาครัฐไปด้วย ก็นับเป็นนโยบายที่ Win – Win

พร้อมกับยกตัวอย่าง ประเทศฝรั่งเศส

ใช้การเพิ่มอัตราภาษีเพิ่มราคาบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการสูบบหรี่ และอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดของเพศชายลดลง

และสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นกอบเป็นกำ, ประเทศฟิลิปปินส์ การเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ ทำให้งบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าในช่วงปี ค.ศ.2020 -2024 เช่นเดียวกับประเทศลิทัวเนีย การเพิ่มอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญในปี ค.ศ.2017

ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรลดลง

ทั้งนี้ ในงานประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ยังมีการเสวนาหัวข้อ Health Tax and Commercial Determinants of Health โดย ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลก (WHO)

ประจำประเทศไทย ระบุถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ เช่นกันว่า ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และลดการเข้าถึงสินค้าเหล่านั้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐและนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

“เป็นที่มา ของโครงการรณรงค์ระดับโลกที่ชื่อว่า ‘3 by 35’ขององค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะเรียกร้องให้ประเทศต่างๆเพิ่มราคาขายปลีกสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 3 ชนิด (บุหรี่, สุรา,เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล) ให้ขึ้นไปอย่างน้อย 50% ภายในปี ค.ศ.2035 โดยใช้กลไกทางภาษี ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มอัตราภาษีหรือว่าเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บต่างๆตามบริบทของประเทศนั้นๆ”

สุดท้าย ดร.เอดูอาร์โด บันซอน (Dr.Eduardo Banzon) ผู้อำนวยการทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ มองว่า ภาษีสุขภาพจะช่วยประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขและการเงิ

นการคลังไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์มีการจัดสรรรายได้ที่เกิดจากการเก็บภาษีเพื่อสุขภาพไปใช้สนับสนุนโครงการด้านสุขภาพและโครงการระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของฟิลิปปินส์ และยังช่วยสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ

การสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ ลดลงจาก 29.7% ในปี ค.ศ.ศ.ศ.2009 เหลือ 23.8%

ในปี ค.ศ.2015 และลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 19.5% ภายในปี ค.ศ.2021 ขณะที่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (SSSB) พบว่ายอดขายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (sani-san stores) ลดลง 8.7%เมื่อเทียบกับปีก่อน

ดร.เอดูอาร์โด เน้นย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า ภาษีสุขภาพจะเกิดประโยชน์สูงที่สุดถ้าได้รับการออกแบบในเชิงโครงสร้างอัตราภาษี และการจัดเก็บที่เหมาะสม ดังนั้น จึงเป็นทิศทางให้กับแต่ละประเทศสามารถนำไปพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ได้

NCDsศจย.

“พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ร่วมกับ กทม. รวมพลคนรักหมาในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE”

20 สิงหาคม 2569 เวลา 16:51 น.

ครั้งแรกกับกิจกรรมการกุศล รวมพลคนรักหมาครั้งใหญ่ที่ พันธุ์ไทย x หมาจ๋า ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE” จัดเต็มทั้งเที่ยว เล่น ช้อป กิน ให้ทุกคนได้สนุกพร้อมอิ่มบุญไปกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน โดยมี แพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และคุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ กรรมการผู้จัดการบริษัท Dog Please จำกัด เจ้าของเพจหมาจ๋า มาร่วมงานด้วย

พลาดไม่ได้! 8 โซนไฮไลต์ เติมความสุขให้ PAWSIBLE ในทุก MISSION ได้แก่ PLAY & CREATE – เปลี่ยนทุกโมเมนต์ให้เป็นความทรงจำ สนุกกับ Workshop วาดภาพน้องหมา ดูดวงน้องหมา และ Paw VDO Call กิจกรรมส่งความในใจถึงเพื่อนสี่ขา SHOP & TREAT – ช้อปเพลิน ถูกใจทั้งคนและน้องหมา เลือกช้อปของกิน ของใช้ และแกดเจ็ตน่ารัก น่าสะสม พร้อมอิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรี! คุกกี้น้องหมา 1 ชิ้น เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้วพิเศษ! เป็นเจ้าของก่อนใครกับแก้วคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” Limited Edition ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน

CARE FOR YOUR PAW – ดูแลเจ้าตูบอย่างรับผิดชอบ เติมความใส่ใจให้เพื่อนสี่ขาด้วยบริการฝังไมโครชิป จดทะเบียนสุนัข และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สังกัดสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร PAWS FOR HOPE – เปิดพื้นที่แห่งโอกาสและความหวัง สำหรับใครที่อยากเปิดบ้านต้อนรับสมาชิกใหม่ ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถรับสุนัขและแมวจรจัดไปอุปการะได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมบริจาคสิ่งของให้แก่องค์กรช่วยเหลือสัตว์ ทั้ง มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) และอื่นๆ อีกมากมาย

LUCKY PAW –สะสมตราประทับใน Paw Passport ให้ครบตามที่กำหนด แล้วนำไปลุ้นสนุกกับกิจกรรมสอยดาวและของรางวัลสุดพิเศษ DOG ACTIVITIES – พื้นที่ปล่อยพลังของเพื่อนสี่ขา ชวนเจ้าตูบมาแอคทีฟกับ Dog Agility ทั้งสนุก ทั้งได้

ออกกำลังกาย และช่วยกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น PAW GALLERY –ชมนิทรรศการภาพน้องหมาจรในสไตล์ Street Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและหลากหลายมุมมองของเพื่อนสี่ขา ผ่านภาพถ่ายแสนอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย และ PAW TALK – ฟังเรื่องราวจากคนที่มองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต เปิดมุมมองผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวจาก 365 Days Street Photographer พร้อมชวนทุกคนมาทำความเข้าใจน้องหมาและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างใส่ใจ

แฟนคลับห้ามพลาด! เตรียมพบกับ “คุณนัด” เจ้าของเพจหมาจ๋า ที่จะมาร่วมพูดคุยและถ่ายภาพกับทุกคนอย่างใกล้ชิด ก่อนพักจากภารกิจมานั่งฟังดนตรีอะคูสติกสุดชิลจากชมรมนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 เตรียมสายจูงให้พร้อม! แล้วพาแก๊งสี่ขามาด้วยกัน พร้อมช่วยกันเปลี่ยนทุกการมีส่วนร่วมให้เป็นพลังดี ๆ และทำให้ Mission นี้  PAWSIBLE ไปด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 | 10.00 – 19.00 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เพิ่มเติมคลิก  https://www.facebook.com/punthaicoffee

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาตินัดรวมพลคนหมู่โลหิตพิเศษ (Rh Negative) แห่งปี

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:26 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh negative) พร้อมครอบครัว ร่วมงาน    “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative ประจำปี 2569” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่  เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก พร้อมปลูกฝังแนวคิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ เปิดลงทะเบียนออนไลน์ ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โดยทั่วไปหมู่โลหิตที่สำคัญ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบ ABO และ ระบบ Rh ซึ่งแบ่งเป็น Rh positive (Rh+)  และ Rh negative (Rh-) ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.7 มีหมู่โลหิต Rh+ ขณะที่ หมู่โลหิต Rh- มีเพียงร้อยละ 0.3 หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น แต่จะพบมากในประชากรทางยุโรป ร้อยละ 15  จึงเรียกว่า “หมู่โลหิตพิเศษ” 

จากสถิติการบริจาคโลหิต ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ พบว่าในปี 2568 มีประชากรบริจาคโลหิตเพียง 1,652,363 คน จาก 66 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.50 ของประชากร แบ่งเป็นผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิต Rh        positive จำนวน 1,645,766 คน และผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh negative จำนวน 6,597 คน  จำแนกตามหมู่โลหิต ได้แก่ A Rh- 1,462 คน B Rh- 1,963 คน O Rh- 2,699 คน AB Rh- 473 คน

ในกรณีผู้ป่วยที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีความจำเป็นที่ต้องรับโลหิตในการรักษา จะต้องได้รับโลหิตหมู่พิเศษด้วยกันเท่านั้น  แต่เนื่องจาก ผู้ที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีจำนวนน้อยมากในประเทศไทย จึงมักประสบปัญหาในการจัดหาโลหิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ       

 ในปี 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงได้จัดงาน “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative  ประจำปี 2569 ตอน “Rh Negative Give Blood Now” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ได้มีโอกาสรวมตัว พบปะ ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์  ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของโลหิตหมู่พิเศษ ปลูกฝังแนวความคิดให้มาบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ซึ่งจะทำให้มีโลหิตสำรองเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย  จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh- และ Rh+(Del) ลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   

ภายในงานพบกับ  พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-) ที่มีการบริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิต มากที่สุด (ระหว่างปี 2564 – 31 พฤษภาคม 2569) สาระน่ารู้ “นอนถูกวิธี สุขภาพดี บริจาคโลหิตอย่างยั่งยืน” โดย นายแพทย์จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และหัวหน้าแผนกเวชศาสตร์โรคจากการหลับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค สาระน่ารู้ “ออกกำลังกายและกายภาพบำบัด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” โดย พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพระรามเก้า กิจกรรม ลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย

และรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.  ผู้สนใจร่วมงานสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1770, 1771

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

กรมการค้าต่างประเทศ จัด Agri Plus Expo 2026 ในงาน FHT2026

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

ทิศทางตลาดอาหารโลก ให้น้ำหนักกับนวัตกรรมและคุณค่าของสินค้ามากขึ้น  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ตั้งเป้าผลักดันผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามการเป็นผู้ขายวัตถุดิบทางการเกษตร สู่การสร้างนวัตกรรมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และ อาหารแห่งอนาคต พร้อมเปิดตลาดสู่กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

วัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ

นางสาววัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า งาน Agri Plus Expo 2026 ไม่ได้เป็นแค่งานแสดงสินค้าและการประกวดนวัตกรรมสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับแนวคิดจากการจำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและนวัตกรรมของสินค้ามากขึ้น ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตรคุณภาพสูง หากต่อยอดด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็จะเปลี่ยน “ผลผลิตทางการเกษตร” ให้เป็น “สินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง” ได้ กรมการค้าต่างประเทศ จึงหวังให้งานฯ เป็นกลไกผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ให้เกิดการพัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสและการเติบโตทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง

ส่วนการจัดงานร่วมกับงาน FHT2026 นั้น เนื่องจากเป็นเวทีที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ (HoReCa) ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งทิศทางอุตสาหกรรมอาหารโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์วิถีชีวิต เทรนด์ Health & Wellness และ Future Food ไม่ใช่กระแสชั่วคราวแต่เป็นทิศทางใหม่ ผู้ประกอบการต้องก้าวให้ทันและต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งอาหารฟังก์ชัน อาหารทางเลือกใหม่ โปรตีนแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งความสำเร็จไม่ได้วัดแค่การได้รับรางวัลหรือการจัดแสดงในงาน แต่คือการที่สินค้าของไทยได้เข้าไปอยู่ในเมนูของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการชั้นนำทั่วโลก งาน FHT 2026 จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการเปลี่ยนนวัตกรรมอาหารไทยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

นางสาววัลล์ธิดา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงยุทธศาสตร์ การจัดงาน Agri Plus Expo ร่วมกับ FHT2026 ว่า เป็นไปตามเป้าหมายการส่งเสริมการค้าไทยจาก “การจัดงานแยกส่วน” สู่การสร้าง “Trade Ecosystem เดียวกัน” ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร ด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่เชื่อมต้นน้ำและปลายน้ำ โดย Agri Plus Expo เป็นเวทีของสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขณะที่ FHT เป็นเวทีของอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร และบริการ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นเส้นทางตั้งแต่วัตถุดิบ นวัตกรรม ไปจนถึงการใช้งานจริง

เปลี่ยน “งานแสดงสินค้า” ไปสู่ “ระบบนิเวศทางการค้า” ที่ผู้ผลิต ผู้พัฒนา ผู้ซื้อ และผู้ใช้จริงพบกันได้ในพื้นที่เดียว ช่วยลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับตลาดเพิ่มโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร (End-to-End Connection) โดยผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมสามารถเชื่อมตรงเข้าสู่อุตสาหกรรม HoReCa ได้ทันที ด้วยการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า และโอกาสในการเกิดคำสั่งซื้อจริง

ยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตร สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและอุตสาหกรรมบริการของภูมิภาค

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน Agri Plus Expo 2026 อาทิ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Agri Plus Award ที่สะท้อนศักยภาพการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Health & Wellness และ Future Food เช่น อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

กิจกรรม Business Matching เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ประกอบธุรกิจ HoReCa ทั้งในและต่างประเทศ การสาธิตการทำอาหารด้วยวัตถุดิบของผู้ประกอบการที่ร่วมออกบูธ มารังสรรค์เป็นเมนูเทรนด์ Health & Wellness และ Future Food คู่ไปกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยเจ้าของแบรนด์ เพื่อให้ผู้ซื้อสัมผัสศักยภาพสินค้าผ่านการใช้งานจริง

การผนึกกำลังระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงสินค้าร่วมกัน แต่สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการวางโครงสร้างใหม่ให้ภาคเกษตรไทย ในการเป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่ธุรกิจ HoReCa ระดับโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับทราบถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ความพร้อมในการเป็นแหล่งผลิตอาหารนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืนอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจัดขึ้นพร้อมกัน 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง และ Agri Plus Expo ที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.fhtevent.com  Facebook : Food & Hospitality Thailand

กรมการค้าต่างประเทศ