นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

นาโนเทค จับมือสมาคมนาโนฯ คิกออฟ ‘NanoThailand2025’ โชว์ความสำเร็จงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” นาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีทั้งไทยและระดับโลก พร้อมยกขบวนนวัตกรรมเด่นด้านนาโน-เทคโนโลยี อาทิ ไข่โอเมก้าสูง, สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง, ชุดตรวจสำหรับคนไทย, ระบบ/ต้นแบบการจัดการน้ำเพื่ออุตสาหกรรม, ไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม พร้อมโชว์ความสำเร็จของงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์จาก 2 บริษัทเอกชนชั้นนำอย่างสเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ ก่อนจัดเต็มกับ NanoThailand2025 ระหว่างวันที่ 3–5 พ.ย. นี้

ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Nanotechnology: Revolutionizing the Future Thailand” ว่า นาโนเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงแค่ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก

ในอนาคต เราจะได้เห็นนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมอนาคตประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ซึ่ง ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ยกตัวอย่างของ การยกระดับอุตสาหกรรม ที่นาโนเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าในภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นาโนเทคโนโลยียังสามารถตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย และครอบคลุมเรื่องคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน, สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงด้านการเสริมขีดความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจฐานราก

“ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs: Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ นาโนเทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ BCG ของไทยในระยะยาว ซึ่งการประชุม NanoThailand2025 ที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักนวัตกรรม ทั้งในประเทศและระดับสากล มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันผลงานวิจัย และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และยังเป็นโอกาสในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และนักเรียนนักศึกษาที่สนใจในศาสตร์ด้านนาโนเทคโนโลยีอีกด้วย” ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ย้ำ

รศ. ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 จากการรวมตัวของพันธมิตร ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐและภาควิชาการ 8 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายความเป็นเลิศของนาโนเทค สวทช. โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้วิชาการทางด้านนาโนเทคโนโลยี พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคเอกชนนำความรู้ทางด้านนาโนเทคโนโลยีไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

สมาคมนาโนฯ มีบทบาทที่สำคัญอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านอุตสาหกรรมและด้านวิชาการ โดยในด้านอุตสาหกรรมนั้น สมาคมฯ ได้จัดทำ โครงการฉลากนาโน (NanoQ) เพื่อให้การรับรองผลิตภัณฑ์นาโนสำเร็จรูปที่มีส่วนประกอบเป็นวัสดุนาโนหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตโดยใช้นาโนเทคโนโลยีและมีสมบัติตรงตามที่ได้ระบุ ส่วนบทบาทในด้านวิชาการนั้น คือ การประชุมวิชาการและงานนิทรรศการแสดงความก้าวหน้าทางด้านนาโนเทคโนโลยีระดับนานาชาติ (NanoThailand) ที่จัดขึ้นทุกสองปี โดยการสนับสนุนของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศและยังเป็นการสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสให้นักวิจัยนาโนของไทยได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “Revolutionizing the Future” หรือนาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต

ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) เป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากนักวิจัยในระดับแนวหน้าของไทยและทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ Plenary Speaker ศ. มิชิยะ มัตสึซากิ (Prof. Michiya Matsusaki) จาก Graduate School of Engineering, Osaka University นักวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผลงานที่โดดเด่นคือ การพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติสำหรับชีวภาพ (3D-bioprinting) ด้วยความเชี่ยวชาญในการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ เส้นใยไขมัน และเส้นใยหลอดเลือด นำมาประกอบกันเป็น “เนื้อวากิวเพาะเลี้ยง” โดยใช้เครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ ซึ่งจะมานำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่สนใจของทั้งโลก บนเวที NanoThailand ในครั้งนี้

ดร.อุรชา ในฐานะประธานจัดงาน NanoThailand2025 เผยว่า ภายในงานประกอบไปด้วย 12 หัวข้อการประชุมย่อยที่มีวิทยากรรับเชิญ 70 ท่านจาก 20 ประเทศ ครอบคลุมหัวข้อวัสดุศาสตร์และงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัย 200 หัวข้อในรูปแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ พร้อมด้วยการนำเสนอผลงานจากสตาร์ตอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และกิจกรรม Tech-to-Market: Bridging Innovation and Commercialization ที่มุ่งเน้นการจับคู่ธุรกิจ

“ปีนี้จะมีการมอบรางวัลนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (Thailand Nanotechnology Awards) ขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ Young Nanotechnologist Award ให้กับนักเทคโนโลยีนาโนอายุไม่เกิน 40 ปี ที่มีผลงานการวิจัยพัฒนาโดดเด่น, Nanotechnology Start-up Award ให้กับบริษัทสตาร์ทอัปด้านนาโนเทคโนโลยี และ Nanotechnology Hall of Fame ให้กับบุคคล/หน่วยงานที่มีผลงานนาโนเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม” ดร.อุรชาเผย

ภายในงานแถลงข่าว ยังนำเสนอผลงานวิจัยเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจาก สวทช. และพันธมิตร อาทิ บูธแสดงผลงานวิจัยเด่นจาก สวทช. และพันธมิตร ได้แก่

ผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC 4 Strategic Focus)

• ไข่โอเมก้าสูง (SFเกษตรและอาหาร) ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือนำส่งสารสำคัญสู่ระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่และส่งเสริมให้มีการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในไข่ไก่ ด้วยตัวพาไขมันที่มีโครงสร้างระดับนาโน (Nanostructured Lipid Carriers หรือ NLC) โดยไข่ไก่ 1 ฟอง จะมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าไข่ไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

• สารสกัดกระชายดำมูลค่าสูง (SFสารสกัดสมุนไพร) โดยวิจัยพัฒนาสารสกัดกระชายดำมาตรฐาน (Standardized Extract) รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพ เพื่อการยับยั้งกระบวนการแก่ของเซลล์ (anti-aging) เพื่อการผลักดันเป็น Thailand herbal champion อย่างเป็นรูปธรรม

• ชุดตรวจสำหรับคนไทย (SFชุดตรวจสุขภาวะ) เป็นแพลตฟอร์มชุดตรวจทางการแพทย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่นำไปสู่การเดินหน้าแบบยั่งยืนของประเทศ ด้วยนวัตกรรมที่วิจัย พัฒนา และผลิตเพื่อใช้เองในประเทศ อาทิ ชุดตรวจคัดกรอง-ตรวจติดตามเบาหวานโดยไม่ต้องอดอาหาร (SugarAL) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงปริมาณ (GO-Sensor Albumin Test) ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพ (AL-Strip) เป็นต้น

• ระบบ/ต้นแบบการจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (SFน้ำและสิ่งแวดล้อม) เป็นการเปลี่ยนผ่านข้อจำกัดเป็นมูลค่าอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เช่น การนำน้ำเสียและของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารที่มีมูลค่าสูง การตรวจวัดและลดการปนเปื้อนของสารอันตรายให้อยู่ในมาตรฐาน

และผลงานจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายนาโน อย่างไพลวาเซนโกลด์ และพาร์นิก้าครีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผลิตภัณฑ์นาโนด้านเกษตรยั่งยืน จากบริษัท ซัสเทน อินโนเทค จำกัด

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวนวัตกรรมเด่นด้านนาโนเทคโนโลยีจากพันธมิตรเอกชน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BGold นวัตกรรมกระชายดำลดพุง ลดโรค โดย บริษัท สเปเชียลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และ นวัตกรรมการเคลือบวัสดุและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้าน โดย กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จจากการต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของพันธมิตรภาคเอกชนที่จับมือกันขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่มือผู้บริโภค

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand2025) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ : https://www.nano-thailand.com

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร  สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

“สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จันทบุรี จัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากครูช่างศิลป์และคนรุ่นใหม่ พร้อมเสวนาสุดเข้มข้นที่จะทำให้มองเห็นอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย และส่งเสริมการเยี่ยมชมแหล่งผลิตเสื่อกกและผลิตภัณฑ์จากกก แหล่งเพาะปลูกกก และศูนย์หัตถกรรม จัดโดย สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT


ภายในงาน  “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสเบื้องหลังความงามของงานศิลปหัตถกรรมไทย และเรื่องราวของการทอเสื่อกกอันเป็นเอกลักษณ์ ชมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากเส้นกกที่ผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอปผ่านการสาธิตจริงจากช่างฝีมือท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง
ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้แก่ การสาธิตการทอเสื่อกกแบบดั้งเดิม โดยช่างฝีมือท้องถิ่น, เวิร์กชอปเรียนรู้การออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานจากกก, นิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเสื่อกกจันทบูร ทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย และการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์และช่างฝีมือท้องถิ่นในหัวข้อ “ต้นน้ำที่กำลังจะสูญหาย” และ “โอกาสของกกในมิติต่างๆ” ที่จะทำให้มองเห็นศักยภาพและอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย โดยครูจุไรรัตน์ สรรพสุข ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2558 และคุณอิสระ ชูภักดี คนรุ่นใหม่ New Young Craft 2567   


นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นที่จะสร้างความยั่งยืน และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย จึงได้มีการส่งเสริมงานช่างฝีมือดั้งเดิมให้มีการประกอบอาชีพ และพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ในทุกประเภทของงานหัตถกรรม และทั่วทุกภาคของประเทศ โครงการ “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี นี้ จึงจัดขึ้นเพื่อต่อยอดและส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชน สนับสนุนการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ สืบสานภูมิปัญญาการทอเสื่อกกของชุมชนจันทบุรี และสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมายาวนาน รวมทั้งการต่อยอดงานหัตถศิลป์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นได้ในระยะยาว  


เสน่ห์ “กก” และ “เสื่อจันทบูร” หัตถศิลป์ทรงคุณค่าคู่ชุมชนจันทบุรี
“กก” คือพืชท้องถิ่นที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านนำมาผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว ตากแห้ง จัดเส้น และย้อมสีอย่างประณีต ก่อนนำมาทอเป็นเสื่อและของใช้ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน

จุดเด่นของ “เสื่อจันทบูร” อยู่ที่ความละเอียดในการทอ ลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสีสันที่สดใสไม่ซ้ำใคร โดยฝีมือช่างผู้มีประสบการณ์ ประกอบกับคุณสมบัติของต้นกกในพื้นที่จันทบุรีที่มีลักษณะเฉพาะ มีความแข็งแรง คงทน ทำให้เสื่อมีความทนทาน มันวาว เหมาะสำหรับการใช้งานจริง และยังเป็นงานศิลป์ที่สะท้อนถึงรสนิยมและอัตลักษณ์ของชุมชน


จากสิ่งของที่เป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เสื่อจันทบูรถูกพัฒนาต่อยอดเป็นของตกแต่ง ของที่ระลึก และสินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย อาทิ กระเป๋า พรม ปลอกหมอน และของประดับบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอีกด้วย

งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ที่ต้องการส่งเสริม สืบสานงานหัตถศิลป์ไทยร่วมกับชุมชน และนำไปสู่การร่วมกำหนดทิศทางและการดำเนินการร่วมกันในทุกภาคส่วน  เพื่อให้การเชื่อมโยงงานศิลปหัตถกรรมเข้ากับมิติต่างๆ ของสังคม และการท่องเที่ยว โดยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน “ครูศิลป์ของแผ่นดิน และครูช่างศิลปหัตถกรรม”  และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น  มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับเครือข่ายต่างๆ ให้ได้ร่วมคิด ร่วมทำ เกิดความคิดและทางเลือกใหม่ ๆ เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก  มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมในพื้นที่ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม วิถีชุมชน กับการท่องเที่ยวได้อย่างสมดุล ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนาสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

สยามพิวรรธน์ ส่งมอบของบริจาคกองทัพบก ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบในเขตชายแดน ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย”

สยามพิวรรธน์ ส่งมอบของบริจาคกองทัพบก  ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบในเขตชายแดน ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย”

สยามพิวรรธน์ ส่งมอบของบริจาคกองทัพบก ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบในเขตชายแดน ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย”

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.32 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเหล่าพนักงานบริษัท ร้านค้าผู้เช่า ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบในเขตพื้นที่ชายแดน นำของที่ได้รับการบริจาค ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” อาทิ บะหมี่  กึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป นม  ผ้าห่ม เสื้อผ้า ฯลฯ ส่งมอบให้กับกองทัพบก โดยมี พันเอกหญิง ดุจดาว เสือเฒ่า นายทหารปฏิบัติการประจำ กรมกิจการพลเรือน ทหารบก เป็นผู้รับมอบ โดยจะนำไปส่งต่อให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในเขตพื้นที่ชายแดนต่อไป 


ทั้งนี้ผู้สนใจยังสามารถร่วมบริจาคของใช้จำเป็น อาหารสำเร็จรูปต่างๆ และร่วมบริจาคเงิน ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” ได้ทุกวัน ณ ศูนย์กลางการรับบริจาค บริเวณพาร์ค พารากอนชั้น M (ทางเชื่อม BTS) สยามพารากอน

DMT จัดแรลลี่ขอบคุณผู้ใช้ทาง ชวนทำประโยชน์เพื่อสังคม ต่อเนื่องปีที่ 10

DMT จัดแรลลี่ขอบคุณผู้ใช้ทาง ชวนทำประโยชน์เพื่อสังคม ต่อเนื่องปีที่ 10

DMT จัดแรลลี่ขอบคุณผู้ใช้ทาง ชวนทำประโยชน์เพื่อสังคม ต่อเนื่องปีที่ 10

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ได้จัดกิจกรรม Tollway Rally Thank you User” 2025 ต่อเนื่องปีที่ 10 เพื่อขอบคุณผู้ใช้ทางที่ให้การสนับสนุนการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้ระบบสมาชิก DMT เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้ใช้ทางและคณะผู้บริหาร DMT โดยเปิดให้ผู้ใช้ทางสะสมแต้มหลังชำระค่าผ่านทาง และแลกสิทธิ์ร่วมกิจกรรม ผ่านทาง Line OA @donmuangtollway โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างคับคั่ง

กิจกรรม “Tollway Rally Thank you User” 2025 ปีที่ 10 เริ่มต้นแต่เช้าตรู่ในต้นฤดูฝน ขบวนรถแถวยาวเหยียดได้ถูกปล่อย ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง จุดหมายปลายทางครั้งนี้อยู่ที่ จ.ชลบุรี โดยมีทีมผู้บริหาร DMT ตบเท้าเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง นำโดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย  เอ็มดีไฟแรง พร้อมด้วย อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร นพพล โพธิ์ขี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน และผู้บริหารอีกหลายท่านได้พาผู้เข้าร่วมกิจกรรม แวะทำกิจกรรมเพื่อสังคม ณ โรงเรียนวัดคลองใหญ่ ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยผู้ร่วมกิจกรรม ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อมอบให้กับนักเรียนได้นำไปใช้ประกอบอาหารกลางวัน เสริมสร้างความยั่งยืนด้านอาหารและสุขภาพที่แข็งแรง และยังร่วมกันปรับปรุงสภาพแวด ล้อมภายในโรงเรียน ช่วยกันทาสีผนังอาคารเรียน เปลี่ยนสุขภัณฑ์ในห้องน้ำให้ใหม่ พร้อมตั้งจุดคัดแยกขยะ นับเป็นการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีให้กับเด็กนักเรียน ภายใต้โครงการ “ให้ใจ ห่วงใยสังคม” ที่บริษัททำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยมีผู้อำนวยการโรงแรมเป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งกิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพและเป้าหมายที่ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล นับเป็นการท่องเที่ยวอย่างมีประ โยชน์

ณ จุดเช็กพอยต์แรก ที่ศาลเจ้าขอเล่ง ฉื่อปุยเนี้ยว อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมแวะกราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทาง พร้อมเก็บคะแนน TC กันอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใสของทุกคน ก่อนเช็คอินเข้าที่พักในช่วงเย็น  และถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ การเปิดงานในช่วงค่ำด้วยมินิคอนเสิร์ตมันส์ๆ จากศิลปินชื่อดังอย่าง ซานิ นิภาภรณ์ ที่มามอบความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้ผู้ฟังอย่างเต็มอิ่มจุใจ และลุ้นกันตัวโก่งในช่วงมอบรางวัลจากการแข่งขันแรลลี่และกิจกรรมจับรางวัล มีผู้โชคดีได้รับของรางวัลกลับบ้านไปพร้อมความประทับใจและมีความทรงจำดีๆ ร่วมกันอีกหนึ่งปี

นับว่า DMT ไม่เพียงแต่จะมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ยังมุ่งมั่นที่จะคิดค้น ริเริ่ม และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการร่วมปกป้องและส่งมอบคุณค่าดีๆ คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดไป

DMT-RALLY ผู้บริหาร DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย จัดแรลลี่ขอบคุณผู้ใช้ทางและชวนทำประโยชน์เพื่อสังคม

DMT-RALLY ผู้บริหาร DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย จัดแรลลี่ขอบคุณผู้ใช้ทางและชวนทำประโยชน์เพื่อสังคม

ถ่ายภาพร่วมก่อนปล่อยตัว-ผู้บริหารและผู้ใช้ทาง

ถ่ายภาพร่วมก่อนปล่อยตัว-ผู้บริหารและผู้ใช้ทาง

ผู้บริหาร ผู้ใช้ทางร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคม

ผู้บริหาร ผู้ใช้ทางร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคม

สักการะศาลเจ้าขอเล้ง ฉื่อปุยเนี้ยว จ.ชลบุรี

สักการะศาลเจ้าขอเล้ง ฉื่อปุยเนี้ยว จ.ชลบุรี

กิจกรรมเพื่อสังคม โรงเรียนวัดคลองใหญ่

กิจกรรมเพื่อสังคม โรงเรียนวัดคลองใหญ่

ผู้บริหาร DMT มอบสมุด Greenway

ผู้บริหาร DMT มอบสมุด Greenway

ร่วมแรงร่วมใจปลูกผักสวนครัว

ร่วมแรงร่วมใจปลูกผักสวนครัว

มอบจุดคัดแยกขยะให้โรงเรียน

มอบจุดคัดแยกขยะให้โรงเรียน

ส่งมอบห้องน้ำที่ปรับปรุงแล้ว

ส่งมอบห้องน้ำที่ปรับปรุงแล้ว

ทาสีปรับปรุงให้โรงเรียน

ทาสีปรับปรุงให้โรงเรียน

มอบรางวัลผู้ชนะเลิศการแข่ง DMT-RALLY

มอบรางวัลผู้ชนะเลิศการแข่ง DMT-RALLY

มินิคอนเสริต์จากศิลปิน ซานิ

มินิคอนเสริต์จากศิลปิน ซานิ

คาโอ จับมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ผลักดันนวัตกรรมถนนรักษ์โลกจากขยะพลาสติกรีไซเคิล

คาโอ จับมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ผลักดันนวัตกรรมถนนรักษ์โลกจากขยะพลาสติกรีไซเคิล

คาโอ จับมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดถนนสีเขียว ผลักดันนวัตกรรมถนนรักษ์โลกจากขยะพลาสติกรีไซเคิล

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Kao ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและเคมีภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น จับมือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการ “ถนนสีเขียว Green Pavement” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูนวัตกรรม NEWTLAC ที่นำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว นำกลับมาเป็นเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมยางมะตอยเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้างถนนให้แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาโอได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุมูลค่ารวม 1,230,000 บาท เพื่อสร้างถนนในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

นางนฤมล นาคะเกศ รองประธาน ฝ่ายขายเคมีภัณฑ์ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการถนนสีเขียว Green Pavement ครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคาโอที่ได้นำนวัตกรรม NEWTLAC มาสร้างประโยชน์ในเชิงรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนในเรื่อง “การไม่สร้างขยะ” โดยโครงการนี้พิสูจน์ว่าขยะขวดพลาสติก PET สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและนำกลับมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและปลอดภัยได้จริง โดยมีงานวิจัยจาก Kao Corporation ประเทศญี่ปุ่น ยืนยันว่า ถนน 100 ตารางเมตรที่ใช้ NEWTLAC สามารถรีไซเคิลขวด PET ได้มากถึง 1,430 ขวด ถนนเส้นนี้จึงเป็นถนนต้นแบบสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนางานโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป”

โครงการถนนสีเขียว “Green Pavement” มีส่วนหนึ่งเป็นต้นแบบถนนยางมะตอยแบบซึมน้ำ (Porous Asphalt) ที่ผสานเทคโนโลยี NEWTLAC 5510 ของคาโอ ซึ่งพัฒนาจากการนำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว มาผ่านกระบวนการทางเคมีจนได้ผงละเอียดสีเหลืองคล้ายน้ำตาลทราย จากนั้นนำไปผสมกับยางมะตอยปกติ ผลลัพธ์ที่ได้คือยางมะตอยชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งด้านความแข็งแรง ความทนทานกว่าเดิม ทนการกัดเซาะน้ำได้ดี และยืดอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม โดยคาโอได้สนับสนุนงบประมาณและวัสดุมูลค่ารวม 1,230,000 บาท สำหรับปรับปรุงถนนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะทาง 469 เมตร เป็นพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร โดยใช้ NEWTLAC 1.3 ตัน ซึ่งสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติก PET ได้ถึง 18,909 ใบ ทำให้ถนนเส้นนี้รักษ์โลก และยังมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความแข็งแรง ทนทาน ดูดซับน้ำได้ดี อีกทั้งยังรักษาระบบนิเวศเดิมของมหาวิทยาลัย

รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวเสริมว่า “คณะวิศวกรรมศาสตร์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่สร้างสรรค์งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับคาโอในโครงการ Green Pavement นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการ Plastic Road Pavement from KAO NEWTLAC as recycle PET product ของคณะวิศวกรรมศาสตร์’ ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘Living Lab’ หรือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ให้นักศึกษาและคณาจารย์ได้เรียนรู้และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุทดแทนในสภาพแวดล้อมจริง โดยถนนเส้นนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง ทนทาน สามารถดูดซับน้ำได้ดี ช่วยรักษาระบบนิเวศและต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นทัศนียภาพอันมีค่าของมหาวิทยาลัย โครงการนี้จึงถือว่าเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไปในอนาคต”  

โครงการถนนสีเขียว “Green Pavement” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ นับเป็นพื้นที่แห่งที่ 3 ที่คาโอได้นำนวัตกรรม NEWTLAC ไปใช้งานจริง โดยก่อนหน้านี้ได้นำร่องในสองพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ถนนในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พื้นที่ 500 ตารางเมตร และจุดทางด่วนด่านดินแดงขาเข้ามุ่งสู่ดอนเมือง (ทางยกระดับอุตราภิมุข หรือดอนเมืองโทลล์เวย์) ทั้งสถานีด้านในและสถานีด้านนอก พื้นที่ 1,500 ตารางเมตร โดยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของทั้ง 3 โครงการ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของคาโอในการสร้างสรรค์สิ่งดี เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากการอบรมไปอย่างมีความสุข สนุกสนาน พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้กันแบบเต็มอิ่มไม่มีกั๊กกับ 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ ที่ รฟม.จัดให้ตลอด 2 วันเต็ม โดยวิทยากรระดับแถวหน้าของวงการ ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Learning Center) ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร “สร้างอาชีพด้วยเมนูสลัดโรล” โดยเชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต, “สูตรลับดริฟกาแฟกับกูรู” โดย นก พนิตชนก สิริอัมพรกุลชัย, “แซนด์วิชเกาหลี ทำง่ายขายปัง” โดยเชฟเหมียว วิชุดา หล้าคำแก้ว และหลักสูตร “สร้าง TikTok ต่อยอดรายได้ ดังได้ ขายเป็น” โดย อาร์ม กานต์ชนิต สุรินทร์สภานนท์

จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาโครงข่ายระบบราง ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จึงได้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนควบคู่กับการพัฒนาสังคมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ จากการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ในส่วนของโครงการ “รฟม. สร้างงาน สร้างอาชีพ” มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ และยกระดับความรู้ โดยจัดอบรมเพิ่มทักษะรอบด้านให้กับกลุ่มเป้าหมายในโครงการ คือผู้คนในชุมชนตลอดแนวสายทางรถไฟฟ้า ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ผู้ใช้บริการอาคารและลานจอดรถ รวมถึงประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างทักษะเสริมความรู้ในการนำไปใช้ประกอบอาชีพให้มีความยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

วัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ผู้ใช้บริการอาคารจอดรถและลานจอดรถ รฟม. รวมถึงชุมชนที่อยู่ตลอดแนวสายทางโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม. เพราะถือเป็น Stakeholder ของเรา จึงเชิญมาร่วมกิจกรรม โดยจัดงาน 2 วัน แบ่งเป็นภาคเช้าและบ่ายให้ผู้สนใจเลือกสมัครเข้ามาผ่านทางเพจเฟสบุคประชาสัมพันธ์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ http://www.mrta.co.th ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมากถึง 600-700 คน จึงต้องใช้การสุ่มจับผู้โชคดีเข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมละ 50 คน รวม 200 คน

“เราเลือกหลักสูตรสอนทำอาหาร-เครื่องดื่ม เพราะอาหารอยู่ในชีวิตประจำวัน ใช้วัตถุดิบที่ซื้อหาง่าย นอกจากทำกินเองในครอบครัว อาจเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว เนื่องจากโครงการ รฟม. มีหลายโครงการ แต่ละพื้นที่จะมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เราจึงมีทีมชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับทางเขต เข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยน ดูวิถีความสนใจของแต่ละแห่ง ซึ่งกำหนดระยะ 50 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ ในวันนี้”

เชฟบุ๊ค-บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต

ด้าน ซานิ-ศนิสา ฉายาช่วง เลขาประธานชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน วัย 56 ปี พร้อมตัวแทนชุมชน รวม 11 คน เข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตร “สร้างอาชีพด้วยเมนูสลัดโรล” เล่าว่า ชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน เป็นชุมชนเก่าแก่ ประกอบด้วย 250 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย หน้าชุมชนติดกับร้านมนต์นมสด คนจะมากินขนมหวาน แต่ไม่มีอาหารประเภทนี้

“ชุมชนเราส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาต่อยอดและบอกต่อ เวลาที่มีโครงการดีๆ จะแจ้งข่าวกับผู้ที่สนใจ ครั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมล้วนแต่เป็นคนที่สนใจจริงๆ ชอบกิจกรรมของ รฟม. มาก นอกจากความน่าสนใจของตัวหลักสูตรแล้ว วิทยากรมีความรู้แน่น สอนเข้าใจง่าย จะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและไปสอนคนในชุมชนต่อ อย่างคนที่มีสูตรน้ำจิ้มสุกี้เด็ดก็สามารถต่อยอดเป็นสุกี้โรลได้”

ขณะที่ ณภัทร ผดุงโยธี หนุ่มใหญ่วัย 39 ปี หนึ่งในผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT จากย่านนนทบุรี บอกว่า เป็นฟรีแลนซ์ทำงานเกี่ยวกับการถ่ายทำวิดีโอ กำลังมองหาอาชีพเสริมเห็นข่าวกิจกรรมทางเพจ รฟม. จึงสมัครเข้ามา เขาเล่าถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรสลัดโรลว่า วิทยากรเป็นเชฟมืออาชีพมาก อธิบายไม่ซับซ้อนในกรอบเวลาที่กำลังพอดี เนื้อหาน่าสนใจตลอดการสอน และยังบอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย หลายเรื่องเป็นเคล็ดลับ เช่น ทำไมต้องใช้มะนาวผง ซึ่งเชฟใช้เวลาทดลองมาเป็นปี แต่วันนี้มาย่อให้เข้าใจอย่างง่าย เป็นประโยชน์มาก

เชฟเหมียว-วิชุดา หล้าคำแก้ว

“วิทยากรให้ความรู้เยอะมาก อัดแน่น ทำให้รู้สึกว่าเวลา 3 ชั่วโมง แต่ความรู้ที่ได้เหมือนอบรมมาหลายวัน หลังจากนี้ในส่วนของการสร้างอาชีพอาจเริ่มจากออนไลน์ก่อน อย่างผมอยู่ในหมู่บ้านอาจจะเริ่มต้นผ่านช่องทางไลน์ของหมู่บ้าน หรือถ้ายังไม่ได้ประกอบอาชีพ อย่างน้อยทำให้ที่บ้านกินได้แน่นอน”

หลักสูตร “สูตรลับดริฟกาแฟกับกูรู” โดย นก พนิตชนก สิริอัมพร หลังจากบรีฟความรู้เบื้องต้น แบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับกาแฟแต่ละชนิด จากนั้นให้ผู้เข้าอบรมจับคู่ผลัดกันดริฟกาแฟแล้วแบ่งกันชิม ก่อนจะต่อยอดไปถึงกาแฟส้ม กาแฟลาเต้ และการชงมัจฉะ เพียงไม่นานทั่วทั้งอาคารก็หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟกับมิตรภาพใหม่ๆ

นก-พนิตชนก สิริอัมพรกุลชัย

พิมดา มารินดา วัย 59 ปี อาชีพข้าราชการ มาร่วมกิจกรรมพร้อมพี่สาว บอกว่า ตนเองและพี่สาวเป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมที่ไหนมาก่อนด้วยเวลาไม่อำนวย

“ชอบกิจกรรมนี้มาก สนุกสนาน ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดงานมีความเป็นมืออาชีพมาก ทั้งวิทยากร ทีมงาน และน้องๆ ที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลา ได้รับความรู้ไปเต็มๆ บางเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้ก็มารู้ที่นี่ อย่าง การดื่มกาแฟส้มจะให้ได้รสชาติจริงๆ ต้องดูดน้ำส้มครึ่งคำ อมไว้ในกระพุ้งแก้มแล้วดูดในส่วนกาแฟตาม (หัวเราะ) ไม่เพียงได้ความรู้ใหม่ๆ ยังได้เพื่อนใหม่อีกเพียบ หลังจากอบรมแล้ว วางแผนไว้ว่าจะต่อยอดทำเป็นอาชีพหลังเกษียณแล้ว ระหว่างนี้ก็ค่อยๆ ทยอยซื้ออุปกรณ์ไว้ก่อน” พิมดาบอกอย่างอารมณ์ดี”

สำหรับผู้ที่พลาดกิจกรรมครั้งนี้  โอกาสหน้ายังมี  เพียงติดตามเพจของ รฟม. เพราะถ้ามีกิจกรรมดีๆ จะได้เข้าร่วมและไม่ “ตกขบวน” แน่นอน

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • “แนวหน้า”ขอส่งกำลังใจ และความห่วงใยไปให้ ทหารหาญ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งขอส่งความห่วงใยให้พลเรือนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการรุกรานของทหารกัมพูชา ซึ่งทำให้ไทยต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากการโจมตีครั้งนี้…ขอร้องเพลงชาติไทยดังๆที่ว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศ ชาติไทยทวี มีชัย ชโย” …
  • ชมคลิปข่าว ทหารชายแดน วีดิโอคอล ไปหาแม่ ก่อนเดินทางไปปกป้องประเทศชาติที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว สะเทือนใจจริงๆ ปากก็บอกแม่ว่า “ไม่ต้องห่วง” แต่คนเป็นแม่ อดปาดน้ำตาไม่ได้ ด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ…ขอยกมือท่วมหัว วอนขอคุณพระ-คุณเจ้าได้โปรดคุ้มครองทุกชีวิตของทหารหาญและประชาชนคนไทย ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ปลอดภัยจากคมกระสุน และสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ด้วย…
  • ข่าวจาก ไทยคู่ฟ้า แจ้งว่า กองทัพบก ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน และ ประชาชน งดเผยแพร่ภาพและข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ การระบุสถานที่หรือเส้นทางการเคลื่อนย้าย และข้อมูลที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่…ขอได้รับความขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ในครั้งนี้…
  • ข่าวสังคมลมโชยบ้าง…โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยขอแสดงความยินดี กับคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Children’s Chorus ได้รับรางวัล Golden Award ประเภท Children Choir จากการเข้าร่วมการแข่งขัน The 14th World Peace Choral Festival 2025,Vienna Austria ระหว่างวันที่ 15 – 22 ก.ค. ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย…ในโอกาสนี้ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียนนา ภัทรัตน์ หงษ์ทอง ได้ร่วมเข้าชมการแสดงคอนเสิร์ต และการประกาศรางวัลด้วย…
  • มูลนิธิกฤษณา ไกรสินธ์ุ ร่วมกับ มูลนิธิแพทย์ชนบท โดย ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้ร่วมกันจัดการประชุมหารือ เรื่อง การเสริมพลังภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์: แปรรูปสมุนไพรชาวมานิ ของโรงพยาบาลชุมชนละงู จ.สตูล เมื่อตอนกลางเดือน ทั้งนี้เพื่อผลักดันและต่อยอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของ กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว…
  • แจ้งจ่าวเศร้า คุณแม่เสียก ศรีประเสริฐ มารดาของ วรรณา ธนัญชัยวัฒนา หญิงเก่งในวงการสิ่งแวดล้อม ถึงแก่กรรม สวดพระอภิธรรม ที่ศาลา 7 วัดมกุฏฯ ถึง 27 ก.ค. และประชุมเพลิง 29 ก.ค.14.30 น…
  • เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ พร้อมลูกหลานจัดฉลองวันเกิดให้สามี วันชัย ที่บ้านหลักสี่ด้วยความอบอุ่น หลังจากนั้น จุไรรัตน์ พร้อม ดร.นิรัญชา-ดร.ปติ พุทธวิบูลย์ พาหลานยาย น้องพอ-ปณัติ ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆที่ประเทศนิวซีแลนด์ นานกว่าครึ่งเดือน กำหนดกลับ 12 ส.ค…
  • ช่วงนี้เพื่อนๆจะได้ข่าวว่า ผศ.นาตยา ตนานนท์ บินจากชม.มา กทม.บ่อยๆ และอยู่ยาวๆนานๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อเดือนก่อนหลานน้า ป่วยเข้ารักษาที่ รพ.จุฬาฯ เป็นเวลาแรมเดือน แม้กลับพักคอนโดฯเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยความห่วงใย น้าแดง – นาตยา จึงต้องบินจากเชียงใหม่มาสลับกับพี่สาว ช่วยกันดูแลอาการป่วยไข้ไม่สบายของหลานอย่างใกล้ชิด…คุณน้าไมโครเวฟตัวจริง เสียงจริง ยืนหนึ่งอยู่ที่นี่นี่เอง !!…

บารอนเนส

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

lyn around (ลิน อราวนด์) พาออกสำรวจโลกแฟนตาซีผ่าน 2 คอลเลกชั่นสุดพิเศษ Twilight Odyssey และ Ruby ที่มีความแตกต่างกันอย่างลงตัวในแบบฉบับสาว lyn around สร้างสีสันความสนุกต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 พาไปสัมผัสคอลเลกชั่นแรก Twilight Odyssey สะท้อนการผจญภัยเชิงจินตนาการที่เผยตัวตนอันโดดเด่นของสาว lyn around ผู้กล้า ฝันไกล และมีโลกส่วนตัวที่เปล่งแสงในแบบของตัวเอง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันน่าทึ่งของทั้งสามภูมิทัศน์  African Savannah ทุ่งสะวันนาแอฟริกันอันร้อนแรง กลายเป็นแรงบัน ดาลใจของโทนสีอบอุ่น เช่น เหลือง ซินนามอน น้ำตาลอิฐ และโอเคอร์ สู่ Evergreen Forest ป่าลึกเขียวชอุ่ม กลายเป็นพาเลตต์เขียวดีฟ ฟอเรสต์ มอสกรีน เปเปอร์มินต์ และเขียวมรกต พร้อมลายพิมพ์เสือดำ ใบไม้ และผีเสื้อ และ Twilight Pine Forest ป่าสนลึกลับแห่งฤดูใบ ไม้ร่วง ซิลลูเอทที่ลื่นไหล ละเมียดละไม และซ่อนเสน่ห์ไว้อย่างลึกลับ ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ทั้งงดงาม คล่องตัว และเปี่ยมด้วยสุนทรียะทางแฟชั่น

คอลเลกชั่นนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานซาฟารีแวร์และแฟนตาซีได้อย่างไร้รอยต่อ นำเสนอผ่านเดรสกระโปรงแขนกุด เสื้อแจ็คเก็ตลายตาราง เซ็ตเสื้อและกางเกงขาสั้น จัมพ์สูทสีเปเปอร์มินต์ เสื้อถักปักลายเสือดำ เดรสคล้องคอลายแอปเปิ้ล ไปจนถึงกางเกงขายาวตกแต่งคริสตัลที่ช่วยครีเอตโมเมนต์แฟชั่นสุดพิเศษ ดีเทลลวดลายและเทคนิคต่างๆ อาทิ ลายพิมพ์สัตว์ป่านานาชนิด ทั้งเสือดำ เสือดาว สุนัขจิ้งจอก ลิง นกฮูก ผีเสื้อ แพตเทิร์นจิตรกรรมฝาผนัง และโมทีฟใบไม้ดอกไม้ การปักนูนแบบ 3D ลายแพลด การตกแต่งคริสตัลไรน์สโตน และลายแอปเปิ้ลสีแดงที่เพิ่มกลิ่นอายแฟนตาซี หมวกบักเก็ตปักลายสัตว์ และหมวกแก๊ปผ้าเดนิม เหมาะสำหรับเอาท์ดอร์กลางแดด รองเท้าผ้าใบแคชชวล และรองเท้าส้นเตี้ยรัดส้นสำหรับลุคทะมัดทะแมง กระเป๋าหลากดีไซน์ ตั้งแต่ทรงสี่เหลี่ยมพร้อมชาร์มสัตว์ โท้ทพิมพ์ลายกราฟิก และกระเป๋าซิลลูเอทผีเสื้อสำหรับลุค Safari Night ที่เปล่งประกาย

อีกหนึ่งคอลเลกชั่น Ruby ไลน์เสื้อผ้าลักชัวรีที่ออกแบบมาเพื่อช่วงเวลาพิเศษของสาวๆที่ต้องการเปล่งประกายในแบบที่เป็นตัวเอง ด้วยซิลลูเอทที่หรูหรา คัตติ้งเฉียบคม และงานฝีมือที่ปราณีตเหนือระดับ โดยได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก “การพักผ่อนหลังการผจญภัย” ที่เปี่ยมด้วยความทรงจำแสนพิเศษ การนั่งเรือส่วนตัวท่ามกลางแม่น้ำลึกลับในป่าใหญ่ การออกซาฟารีที่โอบล้อมด้วยสัตว์นักล่า ไปจนถึงค่ำคืนรอบกองไฟใต้แสงจันทร์ที่อบอวลด้วยบรรยากาศโรแมนติก ทุกช่วงเวลาเหล่านั้นถูกถ่ายทอดเป็นลุคซาฟารีแกลมที่เรียบง่าย มีกลิ่นอาย Old Money ผสานความจัดจ้านของเฉดสีจากธรรมชาติ ตั้งแต่เขียวสดชื่น เขียวน้ำทะเลลึก ไปจนถึงเขียวยอดตอง ก่อนจะไล่เฉดสู่โทนอบอุ่นอย่างน้ำตาล เหลืองทอง และแดงเลือดนก เติมความคลาสสิกด้วยเบจ ขาว และดำ

ทุกเฉดสีถูกขับเน้นผ่านซิลลูเอตคลาสสิกอันเฉียบคมและเทคนิคการตัดเย็บที่แสดงฝีมือระดับลักชัวรี่ ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรประย้า การแพตช์ต่อผ้าแบบมีชั้นเชิง การอัดพลีตอย่างปราณีต ลายพิมพ์ดอกไม้ที่แฝงความหวาน และการตกแต่งรัฟเฟิลที่ให้มิติพลิ้วไหวในทุกการเคลื่อนไหว อาทิ จัมพ์สูทคล้องคอสีเขียวโอลีฟ ด้วยคัตติ้งแบบ Halter-neck ที่เผยผิวแบบไม่โอ้อวด กับเส้นสายเรียบเฉียบ เดรสสายเดี่ยวพิมพ์ลายดอก ไม้สีดำม่วง เสน่ห์ของลายดอกที่ไม่อ่อนหวานแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ กลิ่นแฟมินีนที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ลึกลับ ใส่ได้ทั้งกลางวันและค่ำคืน เสื้อสายเดี่ยวดำแต่งโครง Corset กับ กระเป๋าลิปปาก ความแกลมที่ถูกจับให้อยู่ในโหมดพร้อมลุย พร้อมเติมลูกเล่น playful ผ่านกระเป๋ารูปปากแดง เซ็ทเสื้อและกระโปรงตกแต่งดอกไม้สามมิติ แดงที่ไม่ร้อนแรงแบบซุกซน แต่แดงแบบสง่างาม มีมิติ  และสุดท้าย เดรสมินิสีขาวตก แต่งฮาร์ดแวร์โลหะ ซิลลูเอตแขนกุดทรงตรง แต่งผ้า scallop ซ้อนทับทั้งตัว ประดับโลหะทรงกลมเพิ่มเทกซ์เจอร์ขยับได้ สร้างจังหวะให้ลุคขาวเรียบดูมีชีวิต

ชวนทุกคนมาค้นพบโลกแฟชั่นใบใหม่กับเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ซึ่งสะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันน่าทึ่งของทั้งสามภูมิทัศน์ ไปกับคอลเลกชั่น Fall 2025 ที่ลิน อราวนด์ทุกสาขา และเว็บไซต์ lynaround.com.com

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

ในสังคมที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เด็กจำนวนไม่น้อยกำลังต่อสู้อย่างเงียบงันกับบาดแผลในใจที่ไม่มีใครมองเห็น หนึ่งในภัยร้ายที่กำลังกัดกินจิตใจของเด็กไทยโดยที่สังคมยังไม่ตระหนักเพียงพอ คือ “การบูลลี่” หรือ “การกลั่นแกล้งกัน” ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน เสียดสี พูดจาดูถูก เพิกเฉย หรือประจานกันในโลกออนไลน์ การกระทำเหล่านี้ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะป่วยทางจิตใจ และอาจนำไปสู่โรคจิตเวชที่รุนแรงถึงขั้น “คิดฆ่าตัวตาย” ได้

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบเด็กวัยรุ่นป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น โดย “การบูลลี่” เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะ “เด็กที่ถูกบูลลี่ซ้ำ ๆ จะเริ่มหมดความมั่นใจในตัวเอง ไม่อยากไปโรงเรียน แยกตัวจากเพื่อนและครอบครัว เงียบ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เหม่อลอย ผลการเรียนลด การกินการนอนไม่ดี ไม่สนใจทำสิ่งที่เคยชอบ บางรายมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง และคิดฆ่าตัวตาย โดยที่คนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกต”

นอกจากเด็กที่ตกเป็นเหยื่อแล้ว เด็กที่เป็น “ผู้กระทำ” เองก็อาจมีปัญหาทางจิตเวชโดยไม่รู้ตัว เช่น โรคสมาธิสั้น หรือภาวะซึมเศร้า โดยอาจใช้การกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นช่องทางระบายความรู้สึกด้อยค่าที่เก็บกดไว้ ขณะเดียวกัน เด็กที่เป็น “ผู้เห็นเหตุการณ์” หากไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดภาวะเครียดเรื้อรัง (PTSD) หรือกลายเป็นผู้กระทำในอนาคตได้เช่นกัน

วงจรอันตรายนี้ยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติดตั้งแต่วัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นกัญชา บุหรี่ไฟฟ้า หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งเด็กจำนวนมากยอมรับว่าใช้เพื่อหนีจากความเครียด หรือระบายความเจ็บปวดภายในใจ

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อัตราการพบโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5–10% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่เริ่มเปิดใจและเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“ผู้ปกครองหรือครูไม่ควรรอให้เด็กป่วยรุนแรง หากเห็นพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ซึมเศร้า แยกตัว ไม่อยากเข้าสังคม หรือไม่พูดกับใคร ทั้งที่เคยเป็นเด็กสดใสร่าเริง ควรรีบพูดคุยและพาไปพบจิตแพทย์ เพราะการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ผลดีที่สุด”

ทั้งนี้ การรักษาโรคทางจิตเวชในวัยรุ่นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัว โรงเรียน และทีมแพทย์ โดยบทบาทของครูและผู้ปกครองถือเป็น “ด่านหน้า” ในการสังเกตพฤติกรรมและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ผู้ใหญ่ในระบบการศึกษาไม่ควรมอง “การกลั่นแกล้ง” ว่าเป็นแค่เรื่องหยอกล้อธรรมดา เพราะหลายครั้ง “ความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่มือ แต่อยู่ในคำพูดและท่าทีที่ทำลายจิตใจของเด็ก”

พญ.ปรานี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้ปกครองและคุณครูควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการเงียบ ซึม ไม่สดใส แยกตัวออกจากเพื่อน อย่ามองว่าแค่ ‘นอยด์’ หรืออารมณ์แปรปรวนตามวัย เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าเล็ก อาจเป็นเรื่องใหญ่ในโลกของเด็ก จนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อลดอัตราผู้ป่วยจิตเวชในวัยรุ่น แต่เพื่อปกป้อง “หัวใจเล็ก ๆ” ที่กำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันมหาศาล

“สุขภาพจิตของเด็กก็เหมือนการสร้างตึก หากเราปล่อยให้รอยร้าวเล็ก ๆ เติบโตโดยไม่ดูแล วันหนึ่ง…ตึกทั้งหลังก็อาจพังทลายลง โดยที่เราไม่มีวันซ่อมกลับคืนได้อีก” และที่สำคัญ การ “บูลลี่” เพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็น “แผลลึก” ที่ไม่มีวันจางหายไปจากใจของเขาไปตลอดชีวิต

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data  ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) – หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. และ ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดงาน “Routes to Roots Forum” เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการออกแบบการท่องเที่ยวไทยผ่านการใช้ Big data เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพื้นที่อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากโครงการ “การกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองรองผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์จากการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ” งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล และ (รักษาการ) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Mobility Data เป็นกุญแจสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก้าวข้ามความท้าทายที่เผชิญอยู่ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งภาคการท่องเที่ยวและพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ข้อมูลนี้เปิดโอกาสให้เรายกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวในการเดินทาง การบริหารจัดการความหนาแน่นของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่การนำเสนอประสบการณ์ เส้นทาง หรือแคมเปญการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวจากวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องที่ นำไปสู่การสร้างโอกาส กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และสร้างความได้เปรียบใหม่ๆ ในการแข่งขันให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก”

ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมถึงการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศว่า “งานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ให้เห็นว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบสามารถนำไปสู่มุมมองใหม่ในการกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความยั่งยืน และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for All’ ขับเคลื่อนฉากทัศน์ใหม่ของ สกสว. เพื่อพลิกโฉมประเทศสู่อนาคต”

ภายในงาน ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุขและผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย คณะผู้วิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมองว่าวิกฤตโควิด 19 ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจากที่เคยเป็นผู้นำ กลับสามารถฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศ จึงต้องปั้น ‘ซัพพลาย’ ใหม่ ผ่านการดึงศักยภาพจาก 55 เมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวจากที่เคยกระจุกตัวในเมืองหลักไปยังเมืองน่าเที่ยวมากขึ้น กลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ที่เน้นเชื่อมโยงการเดินทางและการสร้างเรื่องราวร่วมของแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ และด้วยศักยภาพของการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ (Mobiltiy Data) ทำให้ทำบ่งชี้เครือข่ายการเดินทางของนักท่องเที่ยว ได้ผลลัพธ์เป็นคลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่มีจังหวัดเมืองน่าเที่ยวเป็นสมาชิกจำนวน 21 คลัสเตอร์ โดยทำการคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพผ่านตัวชี้วัดทั้งด้านจำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยว ระยะเวลาพำนักและระยะเวลาเยี่ยมเยือนเฉลี่ย รวมทั้งปริมาณการเดินทางภายในกลุ่มจังหวัด ทำให้ได้คลัสเตอร์ที่มีศักยภาพที่สุดของแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: กลุ่มจังหวัดเชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน ภาคกลาง: กลุ่มจังหวัดสุพรรณบุรี-ชัยนาท-อุทัยธานี  ภาคอีสาน: บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ภาคตะวันออก: จันทบุรี-ตราด ภาคตะวันตก: เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ภาคใต้: นครศรีธรรมราช-พัทลุง