มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

มณฑลเจ้อเจียง เผยความสำเร็จอย่างงดงาม การจัดงานมหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ ประจำปี 2568 ซึ่งพิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้หลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล”  ดึงดูดผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม นำเสนอและจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและบริการอันล้ำสมัยของบริษัทด้านการแพทย์แผนจีน จากมณฑลเจ้อเจียงในหลากหลายสาขา ได้แก่ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การบำบัดแบบดั้งเดิม และการบริหารจัดการสุขภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการพัฒนาบริการการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียงสู่ระดับสากล และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจร ระหว่างมณฑลเจ้อเจียงกับประเทศไทยให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศสำคัญตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประชาชนชาวไทยจึงให้การยอมรับและมีความเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนจีนในระดับสูง ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพระหว่างจีนและไทยทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับบริษัทด้านบริการการแพทย์แผนจีนของมณฑลเจ้อเจียงในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ สำหรับงานนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงมีขนาดรวม 90 ตารางเมตร โดยได้มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านบริการ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งออกบริการการแพทย์แผนจีนระดับประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์ “บริการจากเจ้อเจียง” ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิผล

การจัดแสดงงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพสูงจำนวนมากจากมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งครอบคลุมสาขาย่อยอันหลากหลาย ได้แก่ บริการเทคโนโลยีการแพทย์แผนจีนเพื่อชะลอวัย สุขภาพดิจิทัล การบำบัดด้วยการรมยา และบริการเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจีน ในจำนวนนี้ บริษัท Zhejiang Hongpeng Medical Technology Co., Ltd. (浙江鸿鹏医疗科技有限公司) ได้เข้าร่วมนำเสนอบริการด้านยาเซลล์ต้นกำเนิดและเทคโนโลยีเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยมุ่งเน้นการจัดแสดงขีดความสามารถในการให้บริการแบบบูรณาการในด้านความงามและการชะลอวัยตามหลักการแพทย์แผนจีน รวมถึงการเก็บรักษาเซลล์เพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากบุคลากรในแวดวงการแพทย์ของไทยที่ได้เข้ามาหารือในเชิงลึก

มหาวิทยาลัยการแพทย์เวินโจว (温州医科大学) ยังได้นำเสนอ “แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน Zhi Kui Health (智馈健康APP平台)” ซึ่งเป็นการผสานรวมเทคโนโลยี AI และเมตาเวิร์สเข้าด้วยกัน โดยเชื่อมโยงการฟื้นฟูร่างกายตามหลักการแพทย์แผนจีนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการบูรณาการที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นฟูสุขภาพที่บ้านและการบริหารจัดการสุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมและโซลูชันใหม่สำหรับสถาบันฟื้นฟูสมรรถภาพในประเทศไทย

ในส่วนของบริษัท Sen Weitai Trading Co., Ltd. (森威泰商贸有限公司) จากเมืองหางโจว ได้เข้าร่วมนำเสนอแบรนด์ “Ai Hua Tang (艾桦堂)” ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์รมยาคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและบริการผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้แบรนด์ได้สั่งสมชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน และได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเผยแพร่วิธีการบำบัดรักษาภายนอกด้วยการแพทย์แผนจีนสู่สากล

นอกเหนือจากนี้ บริษัท Jiayu Health Technology (Zhejiang) Co., Ltd. (佳裕健康科技(浙江)有限公司) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยและนำไปประยุกต์ใช้เห็ดราที่มีสรรพคุณทางอาหารและยา ได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยเห็ดราที่ใช้บริโภคและทางยา มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เพื่อนำเสนอสารสกัดและเทคโนโลยีจากเห็ดราที่พัฒนาร่วมกัน โดยได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์จากเห็ดราที่มีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้เข้าชมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการให้ความสำคัญกับบริการด้านเทคโนโลยีการสกัดเห็ดราของบริษัท

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้จัดเตรียมกิจกรรมพิเศษที่หลากหลายและน่าสนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์แก่ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมชิมชาสมุนไพรและกิจกรรมทดลองการบำบัดด้วยการรมยา กิจกรรมดังกล่าวได้ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมากให้เข้ามาร่วมสัมผัสประสบการณ์บริการการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีคุณภาพสูงด้วยตนเอง ทั้งนี้ พื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์และสารัตถะดั้งเดิมของ “บริการการแพทย์แผนจีนจากเจ้อเจียง” ให้แก่ผู้ประกอบการและชาวไทย เพื่อสร้างสะพานแห่งมิตรภาพและสุขภาพสำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในสาขาการแพทย์แผนจีน บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยผู้เข้าชม ส่งผลให้คณะผู้จัดแสดงจากมณฑลเจ้อเจียง กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานและได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน

การจัดงาน “มหกรรมบริการการค้ามณฑลเจ้อเจียง (ประเทศไทย) ด้านการแพทย์แผนจีนและสุขภาพ” ครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จในการบุกเบิกช่องทางการส่งออกใหม่สำหรับบริการด้านการแพทย์แผนจีนของเจ้อเจียง และยังได้รับความสนใจและการตอบรับในเชิงบวกอย่างกว้างขวางจากตลาดไทย ด้วยหลักการสำคัญที่ว่า “บริการจากเจ้อเจียง บริการสู่สากล” โดยพื้นที่จัดแสดงของมณฑลเจ้อเจียงได้นำเสนอบริการอันเป็นเอกลักษณ์หลากหลายรายการ เพื่อเป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงเสน่ห์และรากฐานที่หยั่งรากลึกของการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับในบริการดังกล่าวจากผู้เข้าชมงานในไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สำหรับในอนาคต มณฑลเจ้อเจียงจะยังคงมุ่งมั่นกระชับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการแพทย์แผนจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งผลักดันบริการด้านนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศและภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าถึงและได้รับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจากการแพทย์แผนจีนได้อย่างทั่วถึง

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

ชิลี ฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

ชิลี เฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ที่กรุงเทพฯ วาระแห่งการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพื่อให้สอดคล้องกับอีกสองวา ระพิเศษของชิลีคือ การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน 2025 และครบรอบ 10 ปีความตกลงการค้าเสรีชิลี–ไทย โดยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ นวัตกรรมสร้างสรรค์และความร่วมมือส่งผ่านจากซันติอาโกถึงกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกันยายน

ธงชาติชิลีโดดเด่นสง่างามอยู่บนอาคารประดับไฟที่พาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน หนึ่งในศูนย์การค้าสุดหรูของอาเซียน ขณะที่การประชุม Chile–ASEAN Business Summit 2025 ปิดฉากอย่างงดงามที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท ตลอดสามวันที่อัดแน่นไปด้วยการเสวนาระดับสูง การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการแสดงทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรที่มั่นคงของไทยและอาเซียน

การจัดงานนี้ดำเนินการโดย ProChile สำนักงานส่งเสริมการส่งออก ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดยมีวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี FTA ไทย–ชิลี ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่เกื้อหนุนให้การค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างชัดเจนและผลักดันให้ไทยเป็นประตูหลักของชิลีสู่ตลาดอาเซียน ในงาน มีบริษัทชิลีเข้าร่วมกว่า 20 ราย ครอบคลุมธุรกิจเกษตรและอาหาร อาหารทะเล ไวน์ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 200 รอบกับคู่ค้าจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนา FTA การเยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และเทศกาลสินค้าจากชิลีในห้างค้าปลีกสำหรับผู้บริโภคโดยตรงในกรุงเทพฯ

พิธีเปิดการประชุมสุดยอดธุรกิจได้รับเกียรติจาก นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมกับ ดร.นลิ นี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย โดยมี นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระ หว่างประเทศของชิลี และ นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile ร่วมกล่าวปาฐกถาต้อนรับผู้ร่วมงาน

นางซานอูเอซา กล่าวว่า “ภายในสิบปี การส่งออกของชิลีมาไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ในปี 2567 เป็นมูลค่ากว่า 682 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพิ่มขึ้น 6.8% นอกจากทองแดงและเยื่อไม้ การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแซลมอน เชอร์รี หอยแมลงภู่ และสินค้านวัตกรรมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

นายเฟอร์นันเดซ  กล่าวว่า “อาเซียนมีมูลค่าการค้ากับชิลีกว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 6% โดยกว่าครึ่งไม่ใช่ทองแดงหรือแร่ลิเทียม ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของสินค้าที่หลากหลาย ไทยถือเป็นตลาดสำคัญและศูนย์กลางสู่การขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในปี 2567 การส่งออกอาหารจากชิลีมาไทยมีมูลค่ากว่า 134 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแซลมอนและเชอร์รีครองอันดับหนึ่ง ครึ่งปีแรกของปี 2568 การส่งออกแซลมอนเพิ่มขึ้น 35.6% และเชอร์รีเกือบ 60% กระแสตอบรับจากผู้บริโภคไทยดีเยี่ยม”

กิจกรรมไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ การสาธิตทำอาหารชิลีและงานกาลาดินเนอร์ การจัดงานชิมไวน์ ‘A Journey Through Chile’ เทศกาลสินค้าจากชิลีในกูร์เมต์มาร์เก็ต เอ็มควอเทียร์ และ GO! Wholesale รังสิต ตลอดจนการประดับไฟธงชาติชิลีที่พาร์คพารากอน นอกจากนี้ นักธุรกิจนานา ชาติที่มาร่วมงานยังได้เยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบินไทยคาร์โก ศุลกากรลาดกระบัง และทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพลังงานหมุนเวียน

การประชุมสุดยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดอาเซียนของชิลี ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ในเวลาเดียวกัน ชิลีซึ่งมีความมั่นคงด้านการค้าและการลงทุน ถือเป็นประตูสู่ลาตินอเมริกาสำหรับอาเซียนด้วยเช่นกัน

นางซานอูเอซา กล่าวสรุปว่า “ชิลีเข้ามาในอาเซียนไม่ใช่เพียงเพื่อการค้า แต่เพื่อสร้างความไว้วางใจ การแบ่งปันนวัตกรรม และการร่วมมือกันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ชิลีใส่ใจในด้านคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างพันธมิตรที่ยืนยาว”

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Business matching ระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าจากประเทศอาเซียน

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Seminar “10 Years of the Free Trade Agreement between Chile and Thailand: Present and Future

Technical visit  ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

Technical visit ที่ ThaiCargo และ Thai Customs ลาดกระบัง

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน

ชมไฟเฉลิมฉลองวันชาติชิลี ที่ลานพาร์คพารากอน

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

‘ผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสิ่งทอ แต่คือแรงบันดาลใจ สร้างโอกาส สู่ความยั่งยืน’ เหตุผลที่ต้องมางาน ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025 ที่พาราไดซ์ พาร์ค

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน “ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025” ยกเสน่ห์ผ้าไทยสู่ใจกลางศรีนครินทร์ ที่ พาราไดซ์ พาร์ค งานนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดล้ำจากชุมชนทั่วไทย ที่เปลี่ยน “ผ้า” ให้กลายเป็นแรงบัน ดาลใจ และ “งานฝีมือ” สู่ความยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นสายอาร์ต สายรักษ์โลก หรือสายแฟชั่นหรืออยากใช้เวลาชิล ท่ามกลางงานผ้าของดีมีสไตล์จากทั่วประเทศ บอกเลยว่างานนี้ห้ามพลาด! แต่ถ้าคุณยังลังเล นี่คือเหตุผลที่ควรมางาน

รวมผ้าทอจากชุมชนทั่วประเทศ เพราะเราได้ยกผ้าทอจากชุมชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าย้อมคราม ผ้าม่อฮ่อม ไปจนถึงเสื้อ ผ้าและของใช้จากเส้นใยธรรมชาติ ทุกผืนผ้าล้วนแต่เชื่อมโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นลงบนผ้า ที่พร้อมให้คุณได้เห็นจริง สัมผัสได้ และพูดคุยกับช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง

ทุกการซื้อ คือ การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพราะรายได้จากงานนี้ กลับคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ เยาวชน หรือแม้แต่กลุ่มผู้ต้องขังที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ผ่านฝีมือของตนเอง ร้านค้าเพื่อสังคมและแบรนด์รักษ์โลก 34 ร้าน คุณไม่ควรพลาด อาทิ  ร้าน Folkcharm ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติจากภาคอีสาน ดีไซน์เรียบง่าย ใช้งานได้จริง ร้าน Bangkajao Craft งานผ้าที่ใช้ภูมิปัญญาชุมชนและเทคนิคดั้งเดิม ถ่ายทอดความงามของวัสดุรีไซเคิลให้กลายเป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร นอกจากสร้าง สรรค์ชิ้นงานที่สวยงาม ยังช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้สร้างรายได้อย่างมั่นคง ร้าน DESIGNED BY WISHULADA งานดีไซน์จากวัสดุเหลือใช้ที่เปลี่ยนขยะเป็นของใช้สุดชิค ร้าน ยาโน (YANO) งานเย็บ ปัก ถัก ร้อย ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณผ่านเสื้อผ้าเรียบง่ายแต่โดดเด่น ร้าน คุณตาคุณยาย งานฝีมือผ้าลายไทยที่ถ่ายทอดโดยกลุ่มผู้สูงอายุ ทุกชิ้นงานเต็มไปด้วยความตั้งใจและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างมีคุณค่า และยังช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีรายได้และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างยั่งยืน ร้าน IndyEko เสื้อผ้าผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ และย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ ดีไซน์ทันสมัย รักษ์โลก ร้าน แม่อิงชิโบริ ใช้เทคนิคมัดย้อมญี่ปุ่น “ชิโบริ” ผสานสีจากพืชธรรมชาติในท้องถิ่น สร้างงานสวยงาม พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม ลดสารเคมีและมลพิษอย่างยั่งยืน

มากกว่าช้อป! คือ การสนุกกับเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ และความบันเทิงสุดประทับใจ พบกับกิจกรรมเวิร์กช็อปทีให้คุณได้ลองลงมือทำจริง พร้อมเรียนรู้จากช่างฝีมือตัวจริงจากชุมชนทั่วประเทศ เช่น การสานกระเป๋าจากเศษผ้า โดย Bangkajao Craft การทำพวงกุญแจ ปักผ้า นุ่งผ้าไทย โดย ร้านปูรณฆฏะผ้าไทย by ปุระคราฟท์  เพนท์ดิน โดย วิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง ทำต่างหูดอกแก้วจากผ้าฝ้าย โดย ศูนย์เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน จังหวัดอุบลราชธานี และการปักผ้าเช็ดหน้า โดย ร้านแสงแก้วล้านนา พิเศษ! พบกับการแสดงเปิดงานจาก “น้องช่อแก้ว” ชนิตา ธรรมธัชพิมล  สาวน้อยมหัศจรรย์ดาวน์ดนตรีไทยจะมาสร้างทั้งความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในงาน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากชุมชมทั่วประเทศ ที่รอคุณมาสัมผัสด้วยตัวเองที่งาน “ผ้าเปลี่ยนโลก Craft for Change 2025” มาเลือก “ผ้าที่ใช่” พร้อม “ไอเดียที่เปลี่ยนโลก”  พบกันในงานนี้  พิเศษ! ช้อปครบ 800 บาท รับของแถมกระเป๋าผ้าสุดน่ารัก ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285        

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ 21-25) เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ เริ่มด้วยการเป็นประเทศราชของสยาม ตามด้วยการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และการครอบครองระบบเขมรแดงจนถึงการฟื้นฟูประเทศ

สมัยฟูนัน เจนละและขอมโบราณ ดินแดนกัมพูชามีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินราว 5,000 ปีมาแล้ว และเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว ในดินแดนสุวรรณภูมิที่เป็นประเทศไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน มีอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่  5-11) เจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-13) และขอมโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ที่มีอาณาเขตครอบคลุมประเทศกัมพูชาและประเทศไทย นิยมสร้างปราสาทหินบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู เช่น ปราสาทภูมิโปน (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ปราสาทวัดพู (พุทธศตวรรษที่ 12) ที่แขวงจำปาสัก ปะเทศลาว ปราสาทเขาพระวิหาร (พ.ศ.1432-1581) ที่ศรีสะเกษ ปราสาทพนมรุ้ง (พุทธศตวรรษที่ 15-17) ที่บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย (พ.ศ.1650) ที่นครราชสีมา ปราสาทหินนครวัด (พ.ศ.1656 – 1693) ปราสาทนครธม (1724 – 1763) ที่กัมพูชา

สมัยสุโขทัย  อยุธยา ธนบุรี

พุทธศตวรรษที่ 18 หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 อาณาจักรขอมที่เมืองพระนครของราชวงศ์มหิธรปุระที่นิยมสร้างปราสาทหินเริ่มเสื่อมอำนาจ เกิดการปฏิวัติของพวกทาสและชาวนา นำโดย นายแตงหวาน ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ ตระเซาะผแอม ที่เป็นต้นตระกูลนโรดมที่ครองกัมพูชาในปัจจุบัน ยกเลิกการสร้างปราสาทหิน ดินแดนที่เคยอยู่ในปกครองของขอมโบราณพากันตั้งตัวเป็นอิสระ เช่น กรุงสุโขทัย (พ.ศ.1800) และกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893)     

พ.ศ.1912 พระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงให้พระราเมศวร พระโอรส ที่ครองเมืองละโว้ (ลพบุรี) และขุนหลวงพะงั่วที่ครองเมืองสุพรรณบุรี ยกทัพไปตีกรุงศรียโสธรปุระ หรือเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาได้ พ.ศ.1974 กัมพูชาตกเป็นประเทศราชของสยาม โดยเจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวงของกัมพูชาอีก เพราะเขมรมากวาดต้อนคนตามชายแดนกรุงศรีอยุธยาไป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะเหนือกัมพูชาที่เคยมีอิทธิพลยิ่งใหญ่อย่างเด็ดขาด ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองปาสาน แล้วย้ายต่อไปยังกรุงพนมเปญ พ.ศ.2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปยึดเมืองละแวกเมืองหลวงของกัมพูชาได้   พ.ศ.2324 สมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปยึดเมืองเสียมราฐและพระตะบองได้ พ.ศ.2376 สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทร์เดชายกทัพไปทำสงครามอานามสยามยุทธ กับเขมรและญวน สงครามยืดเยื้ออยู่ 14 ปี ไม่มีผู้ใดชนะเด็ดขาดจึงเลิกรากันไปเอง พ.ศ.2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา พระนโรดมหริรักษ์รามาธิบดี ไปครองเมืองเขมร 

การเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

พ.ศ.2406 พระนโรดมพรหมบริรักษ์ ทรงนำกัมพูชาเข้าไปอยู่เป็น รัฐในอารักขา” (Protectorate) ของฝรั่งเศสสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 1 เพื่อหนีจากอำนาจของสยาม อ้างว่าอยู่กับสยามไม่มีความสุข เกิดกรณีพิพาทสยามฝรั่งเศส ร.ศ.112 ทำให้สยามต้องเสียดินแดนเขมรและเกาะอีก 6 เกาะให้ฝรั่งเศส        

สงครามเวียดนาม และการปฏิวัติของลอน นอล

ในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2503 – 2518 ) เจ้านโรดมสีหนุ ประมุขของกัมพูชาในขณะนั้น ประกาศเป็นกลาง แต่เวียดนามเหนือใช้พื้นที่ทางตะวันออกของกัมพูชาเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกำลังพลไปโจมตีเวียดนามใต้ ทำให้สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางเสบียงของเวียดนามเหนือ พ.ศ.2513 นายพล ลอน นอล ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากเจ้านโรดมสีหนุ แต่รัฐบาลลอนนอลอ่อนแอและทุจริต ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เขมรแดงโค่นลอน นอล และยุคของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และความไม่มั่นคงของรัฐบาลลอน นอล ทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่รู้จักกันในชื่อ เขมรแดง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ 17 เมษายน 1975 เขมรแดงภายใต้การนำของ พอล พต สามารถยึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จและโค่นล้มรัฐบาลของลอน นอล ได้สำเร็จ พอล พต พร้อมด้วยผู้นำคนสำคัญ เช่น เอียง ซารี และ เขียว สัมพัน ได้จัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย และพยายามสร้างสังคมเกษตรกรรมแบบบริสุทธิ์โดยการอพยพประชาชนออกจากเมืองทั้งหมด บังคับใช้แรงงานอย่างหนัก ประชาชนถูกบังคับให้ออกจากเมืองไปทำงานในไร่นา และกำจัดผู้เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Cambodian genocide) มากกว่า 1.5 ล้านคน

เวียดนามบุกกัมพูชา

พ.ศ.2521 ความขัดแย้งระหว่างเขมรแดงและเวียดนามได้ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกกัมพูชาเพื่อโค่นล้มระบอบเขมรแดง ในเดือนมกราคม 2522 กองทัพเวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ หลังจากนั้น เวียดนามได้แต่งตั้ง เฮง สัมริน และ ฮุน เซน ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเขมรแดงมาก่อนแต่เปลี่ยนฝ่ายมาอยู่กับเวียดนามให้เป็นผู้นำคนสำคัญของรัฐบาลใหม่ พวกเขมรแดงบางคนถูกจับดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่หนีไปอยู่ตามค่ายอพยพชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ที่บ้านหนองจาน หนองเสม็ด เขาอีด่าง ไซด์2 ไซด์ 3 โดยสหประชาชาติให้การสนับสนุน สร้างที่พักขนาดใหญ่จุคนกว่าแสนคน เวียดนามได้ส่งทหารมาโจมตีค่ายอพยพเหล่านี้ เพราะเป็นที่สะสมอาวุธและเสบียงอาหาร บางครั้งก็มีการปะทะกับทหารไทย แต่ต่อมาเวียดนามก็ได้ถอนกำลังออกจากกัมพูชา

การสิ้นสุดสงครามกลางเมืองและการปกครองของฮุน เซน

รัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และมีการปกครองภายใต้อิทธิพลของเวียดนามเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลใหม่กับเขมรแดงที่หลบหนีไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาสันติภาพเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ปารีสในปี 1991 ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมและมีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2537 ฮุน เซน ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปี 2566 เขาได้สร้างเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับกัมพูชา แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ในปี 2566 ฮุน มาเนต บุตรชายของฮุน เซน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจากบิดา และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของกัมพูชา

พ.ศ.2568 เกิดข้อขัดแย้งเรื่องเขตชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะยึดถือแผนที่ต่างฉบับกัน กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกให้ตัดสิน แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก เพราะเคยเสียดินแดนเขาพระวิหารมาก่อนแล้ว จึงมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารและเครื่องบินที่ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย สัตตะโสม ช่องอานม้า และที่อื่นๆ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไปกว่าสิบคน ส่วนฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตราว 3,000 คน

โดย สุริยพงศ์

ภาพจากเพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , มิวเซียมไทยแลนด์ , wikipedia

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

‘ดีพร้อม’ บุกล้านนา เปิดตัวศูนย์ออกแบบ Thai-IDC เดินหน้าปั้นนักออกแบบมือโปร

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขยายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thai-IDC) ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM Center 1) ผ่านกิจกรรม “พัฒนาศักยภาพศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์” เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับเครือข่ายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสริมทักษะบุคลากรดีพร้อมให้แข็งแกร่งรองรับการให้บริการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค พร้อมเผยผลงานให้บริการด้านการออกแบบแก่ผู้ประกอบการสร้างเครือข่ายนักออกแบบ และเกิดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 320 ล้านบาท

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่ซึ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมทุกมิติรวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงการบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งช่วยเหลือวิสาหกิจไทยปรับตัวและเติบโตสู่สากลอย่างยั่งยืนโดยเน้นการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ปรับเปลี่ยน และขับเคลื่อนคุณค่าใหม่ของอุตสาหกรรมที่รองรับบริบททางเศรษฐกิจของประเทศในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมด้วยการใช้“หัว” และ “ใจ” ในการให้บริการปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชนให้สมดุลและยั่งยืนควบคู่กับอุตสาหกรรมสู่วิถีใหม่

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมาย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งขับเคลื่อนและสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการพัฒนารูปแบบการให้บริการและบุคลากรของศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thailand Industrial Design Center : DIPROM Thai-IDC) เพื่อเป็นเพื่อคู่คิด (Partner) แก่ผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พร้อมเชื่อมโยงการบูรณาการด้านออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับหน่วยงานเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ไทย รวมถึงการยกระดับศักยภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในเชิงพื้นที่ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดีพร้อมขานรับนโยบาย การขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในเชิงพื้นที่เพื่อให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูปที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยในทุก ๆ ด้านอย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน ดีพร้อมยังมุ่งปฏิรูปการทำงานในรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุนชน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้  ดีพร้อม ได้ขยายเครือข่ายศูนย์ให้บริการควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรนักออกแบบของดีพร้อม ด้วยการเปิดศูนย์ DIPROM Thai-IDC ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM Center 1) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่มาขอรับบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีบุคลากรของดีพร้อมที่มีความเชี่ยวชาญ ในการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านกิจกรรม “พัฒนาศักยภาพศูนย์ออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์” (DIPROM Thailand Industrial Design Center DIPROM Thai-IDC Get set, Go) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์ DIPROM Thai-IDC ระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค  รวมทั้งการพัฒนารูปแบบและบริการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และความสามารถของบุคลากรดีพร้อมในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ตลอดจนการให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบการในการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์

อีกทั้ง การให้บริการเครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ ที่สนับสนุนการออกแบบอย่างครบวงจร สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างทักษะและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การวินิจฉัยสถานประกอบการ การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ และการศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมฝึกอบรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนานักออกแบบให้มีทักษะ ความรู้พื้นฐาน และคุณลักษณะการให้บริการ อันจะสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเป็นวิทยากร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการให้บริการภายใต้ศูนย์ DIPROM Thai-IDC พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักออกแบบที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเองสู่การเป็น Service Provider (SP)

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค “กิจกรรมในครั้งนี้ ดีพร้อมเชื่อมั่นว่าจะเกิดการพัฒนารูปแบบการให้บริการและบุคลากรของศูนย์ DIPROM Thai-IDC ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และเครื่องจักร รวมถึงสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นเพื่อนคู่คิด (Partner) ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการผลิตจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นของตนเอง อีกทั้ง ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลต่อไป”

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center: DIPROM Thai-IDC) จัดตั้งขึ้นในปี 2559 มาจนถึงปัจจุบันโดยศูนย์ DIPROM Thai-IDC ตั้งอยู่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 13 แห่ง เพื่อหน่วยงานกลางเชื่อมโยงหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ในการบูรณาการบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์อย่างครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาให้บริการด้านการออกแบบแก่ผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายนักออกแบบและเกิดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 320 ล้านบาท

“ดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินกิจกรรมนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบ การให้บริการ และบุคลากรของ DIPROM Thai-IDC ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยหวังว่า DIPROM Thai-IDC จะเป็นเพื่อนคู่คิด (Partner) ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับการผลิตจากการรับจ้างผลิตสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเป็นของตนเองเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน”  นางสาวณัฏฐิญา กล่าวในที่สุด

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

มอบรางวัล ‘หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ  จัดประชุมเพื่อสรุปผลการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” ประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมี ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ ,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข ,อุบล อัครพัฒน์ ,สาวิตรี บริพัตร ณ อยุธยา ,กุสุมาลย์ พงษ์สิทธิถาวร ,ศรีภพ สารสาส ,ยรรยง คุโรวาท  และกรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล ร่วมประชุมด้วย ที่โรงแรมอวานี รัชดา 

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน ‘WorldSkills ASEAN Manila 2025’

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน 'WorldSkills ASEAN Manila 2025'

สุดเจ๋ง! เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญ ในการแข่งขัน ‘WorldSkills ASEAN Manila 2025’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คว้า 2 เหรียญ – บจก.จระเข้ คอร์ปอเรชั่น โดย นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ ประธานฯ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมสนับสนุนตัวแทนเยาวชนไทยในการแข่งขัน “WorldSkills ASEAN Manila 2025” คว้ารางวัลเหรียญทอง สาขาการปูกระเบื้อง โดยนายธนพล ถวิลมาตร์ จากวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน จ.สกลนคร และรางวัลเหรียญเงิน สาขาการปูกระเบื้อง โดยนายธีรพงษ์ จันทรเอียด จากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 51 ปี ‘2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย-มองโกเลีย’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเรียบร้อย สำหรับคอนเสิร์ต  “ 2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย–มองโกเลีย” (The Two Colours of Sound: Thailand–Mongolia Charity Concert) ณ ห้องสังคีตวัฒนา สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา คอนเสิร์ตที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางดนตรีระหว่าง ไทย–มองโกเลีย ผสมผสานทั้งความงดงามของเครื่องดนตรีประจำชาติ ความไพเราะของดนตรีร่วมสมัย และสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-มองโกเลีย ซึ่งนับเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 51 ปี 

คอนเสิร์ตในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของ สภาวัฒนธรรมไทยแห่งกรุงอูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย (TCCM) และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์มองโกเลีย ประจำจังหวัดภูเก็ตและพังงา โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตลอดจนภาคเอกชน ที่ให้การสนับสนุนคอนเสิร์ตสองวัฒนธรรมในครั้งนี้ 

สุวิมล วิมลกาญจนา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายสัมพันธ์และแหล่งทุน ในนามของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม รู้สึกยินดี และเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนสนับสนุนคอนเสิร์ตในครั้งนี้ เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำดนตรีมาใช้เป็นสื่อกลางในการเชื่อมวัฒนธรรม นอกจากจะเป็นพื้นที่การแสดงความสามารถของบุคคลสำคัญของวงการดนตรีไทย คุณพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี 2560 คอนเสิร์ตดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการเผยแพร่ แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไปสู่นานาประเทศอีกด้วย”

ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล กงสุลกิตติมศักดิ์มองโกเลีย ประจำจังหวัดภูเก็ตและพังงา กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับเป็นความยินดีที่ทั้งสองประเทศจะได้มีคอนเสิร์ตร่วมกัน เพราะชาวมองโกเลีย และชาวไทย มีลักษณะนิสัยคล้ายกัน ชอบร้องรำทำเพลงเหมือนกัน แล้วผมก็คิดว่าดนตรีเป็นสื่อกลางที่ดีที่สุด ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–มองโกเลีย”    

ด้าน พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งและผู้ควบคุมวงดนตรีพหุวัฒนธรรม “Usa Asli (อุษา อสิลิ)” เปิดเผยว่า “ดนตรีที่จะนำมาแสดงในครั้งนี้ จะผสมผสานนักดนตรีหลายรุ่น ถ่ายทอดบทเพลงที่สะท้อนความเป็นวัฒนธรรมร่วมของชนชาติเอเชีย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกลมกลืนกับนักดนตรีชาวมองโกเลียที่เข้าร่วมได้อย่างลงตัว” 

ปิดท้ายด้วย ดร.ปุณยวีร์ ฉายศิริ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะเตรียมความพร้อมสถานที่ ทั้งระบบภาพและระบบเสียง เพื่อให้ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ชม

คอนเสิร์ต “2 สีแห่งเสียง คอนเสิร์ตการกุศล ไทย–มองโกเลีย” (The Two Colours of Sound: Thailand–Mongolia Charity Concert) จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยจะมีกิจกรรมบูธแสดงสินค้าไทยและมองโกเลีย ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป อาทิ บูธจำหน่ายสินค้าจาก Michel & Amazonka ผู้ออกแบบชุดพิธีการโอลิมปิกประเทศมองโกเลีย เป็นต้น และเริ่มการแสดงคอนเสิร์ตเวลา 18.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL)

 เต็มอิ่มกับการแสดงของ 3 วงดนตรีคุณภาพจาก 2 ชาติ ที่จะมาสร้างสรรค์การแสดงที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมทั้งสองชาติอย่างงดงามบนเวทีเดียวกัน   Usa Asli (ไทย) – ผสมผสานเครื่องดนตรีไทยและสากล ถ่ายทอดความร่วมสมัยไร้พรมแดน  Solongo Gankhuyag (มองโกเลีย) – ผู้เชี่ยวชาญการบรรเลงพิณ Yatga ในรูปแบบดนตรีสมัยใหม่   และ AgMat Band (มองโกเลีย) – การผสานเสียงซอหัวม้า (Murin Khuur) กับเครื่องดนตรีไฟฟ้า    

คอนเสิร์ตเปิดจำหน่ายบัตรทางเว็บไซต์ http://www.2cofs.com โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดคอนเสิร์ต สมทบทุนโครงการ “พี่ให้น้อง” ของสมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อระดมทุนและสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาเรียนดี ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดคอนเสิร์ตเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The 2 Colours of Sound และ Instagram: the2.coloursofsound

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

คุณแหน : 17 กันยายน 2568

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

..ll พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงเป็นประธานในพิธีปิดการฝึกภาคสนามหลักสูตรการพัฒนาทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ ในภาวะภัยพิบัติ (MERT) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับภัยพิบัติ จัดโดย กรมการแพทย์ และสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี

..ll ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ “ระบบสุขภาพกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 700 คน

..ll ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-สหราชอาณาจักร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “สนธิสัญญาเบาว์ริง : หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างอังกฤษและสยามประเทศ” ในโครงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-สหราชอาณาจักร ในโอกาสฉลองการครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร ในปี 2568 โดยมี สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข กล่าวรายงาน

..ll นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายก อบจ.เชียงใหม่ ประธานในพิธีเปิดงาน โครงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของ จ.เชียงใหม่..ll ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดฯ เปิดโครงการ J-MAT Award ครั้งที่ 34 ชิงโล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสมาคมการตลาดฯ ร่วมกับ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และแบรนด์ Hi-Herb ในนาม บจ.ไลอ้อน (ประเทศไทย) ในฐานะผู้สนับสนุนโจทย์การแข่งขัน

..ll ทวี ปิยะพัฒนา พร้อม ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ชวนเพื่อน วตท.14 เกือบ 40 คน มาสังสรรค์ทานโอมากาเสะ พร้อมยินดีกับ ดร.เสรี นนทสูติ ที่ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นของวปอ. 67 และ พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด งานนี้ จีรศักดิ์ สุคนธชาติ,อนุชา บูรพชัยศรี,พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์, มานิต มัสยวาณิช,พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์, สาลินี วังตาล,ประภา ปูรณโชติ,วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ,ปริศนา ประหารข้าศึก,ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์,รสริน เธียรนุกุล ไม่พลาด

..ll ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญ ณ วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น

..ll นพ.ไพโรจน์ เกียรติกาญจนา รอง ผอ.รพ.ราชวิถี ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตเส้นทางการทำงานและข้อคิดการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ปีที่ 29” จัดโดยพุทธปัญญาชมรม บมจ.ซีพี ออลล์

น้องใหม่

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio – SERA เปิดตัว ‘RACE TO SPACE THAILAND’ ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio - SERA เปิดตัว 'RACE TO SPACE THAILAND' ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

ทรูวิชั่นส์ นาว ผนึกกำลัง CreAsia Studio – SERA เปิดตัว ‘RACE TO SPACE THAILAND’ ภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.11 น.

“ทรูวิชั่นส์ นาว” ผนึกกำลัง CreAsia Studio และ SERA เปิดตัว “RACE TO SPACE THAILAND : ศึกพิชิตอวกาศ” เรียลลิตี้ฟอร์มยักษ์พร้อมภารกิจจริงร่วมปั้นคนไทยคนแรกสู่ห้วงอวกาศ  ! ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย…เปิดรับสมัครผู้สนใจแล้ววันนี้

การเดินทางสู่อวกาศเริ่มต้นแล้ว!  ทรูวิชั่นส์ นาว จับมือพันธมิตรระดับสากลทั้ง CreAsia Studio ผู้ผลิตความบันเทิงระดับโลก และ Space Exploration & Research Agency (SERA) องค์กรผู้อยู่เบื้องหลังโปรแกรมการบินอวกาศ   ประกาศเปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์ ที่พลิกโฉมวงการและฉีกทุกขอบเขตความบันเทิง  กับรายการเรียลิตี้ “Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ” ครั้งแรกในประเทศไทยที่จะร่วมภารกิจค้นหานักบินอวกาศคนแรกของชาติ ที่จะได้เดินทางสู่ห้วงอวกาศจริงบนยานอวกาศ  New Shepard จาก Blue Origin  ณ สหรัฐอเมริกา  พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ร่วมพิสูจน์ความฝันให้เป็นความจริงแล้ววันนี้   และจะออกอากาศเดือนพฤศจิกายนนี้ ทาง “ทรูวิชั่นส์ นาว” ที่เดียวเท่านั้น

Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ ไม่ใช่แค่รายการแข่งขันทั่วไป แต่มีรูปแบบรายการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถือเป็นก้าวบุกเบิกครั้งสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้าน พร้อมเปิดประตูให้คนไทยทุกคนได้กล้าฝันไกลเกินขีดจำกัด   โดยได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการเรียลลิตี้ “RACE TO SPACE THAILAND : ศึกพิชิตอวกาศ”   ในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2568  ณ  TNN STUDIO  ชั้น 3  ฝั่ง EAST ทรู ดิจิทัล พาร์ค

บรรยากาศภายในงานพิธีกรกล่าวต้อนรับ คุณองอาจ ประภากมล  หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น  ร่วมด้วยพันธมิตรบุคคลสำคัญ Deepak Dhar ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท Banijay Asia, Endemol Shine India, Joshua Skurla Co-Founder จาก SERA, และ CreAsia Studio ผู้ผลิตรายการ, Jessica EVP,CreAsia ผู้สนับสนุนรายการ, คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรูคอร์ปอเรชั่น อีกทั้ง คุณกอล์ฟ  พิชญะ  นิธิไพศาลกุล  นักแสดง, คุณกรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์, คุณเติ้ล ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง spaceth.co

คุณองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นHome of Entertainment แห่งยุคดิจิทัล ทรูวิชั่นส์ นาวเดินหน้าสรรหาคอนเทนต์ระดับโลกที่ไม่เหมือนใครมาให้คนไทยได้สัมผัส โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตดิจิทัลและสร้างแรงบันดาลใจอย่างไร้ขีดจำกัด การร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ The Space Exploration & Research Agency (SERA) องค์กรสำรวจและวิจัยอวกาศจากสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนประตูสู่คอนเทนต์ยิ่งใหญ่ระดับสากลไม่เพียงเป็นการเปิดตัวเรียลลิตี้ฟอร์มยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกของการเปิดประสบการณ์แห่งอวกาศของใครหลายๆคน ที่มีความฝันอยากเดินทางสู่อวกาศ โอกาสนี้สำหรับคนไทยทุกคนที่ไม่ว่าอาชีพหรือเพศใด  เพียงคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในรายการเรียลลิตี้ Race To Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ ผู้ชนะเลิศจะเป็นผู้มีโอกาสเดินทางสู่ยาน New Shepard จาก Blue Origin New Shepard จำนวน 1 ที่นั่ง จากทั้งหมด 6 ที่นั่ง และเป็นโอกาสที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ร่วมส่งแรงใจและแรงเชียร์คนไทยคนแรก ที่จะก้าวสู่อวกาศได้อย่างแท้จริง”

ดีพัค ดาร์ (Deepak Dhar) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท Banijay Asia, Endemol Shine India และ CreAsia Studio กล่าวว่า “CreAsia Studio เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สตูดิโอที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถผลิตคอนเทนต์ระดับโลกที่มีความแปลกใหม่ ทันสมัย และในขณะเดียวกันก็หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยรายการ ‘Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ’ ถือเป็นแนวคิดที่สร้างความเปลี่ยนแปลง (Disruptive) และสะท้อนวิสัยทัศน์ของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่มันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TrueVisions NOW และทำงานอย่างใกล้ชิดกับ SERA ในการพัฒนารูปแบบรายการที่เปิดโอกาสให้การเดินทางสู่อวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของนักบินอวกาศอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสที่ ‘คนธรรมดา’ จะสามารถก้าวไปสู่อวกาศได้จริง”

โจชัว สเคอร์ลา (Joshua Skurla) ผู้ร่วมก่อตั้ง SERA  กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง SERA, TrueVisions NOW และ CreAsia Studio มีพื้นฐานมาจากวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งประเทศ การเปิดกระบวนการคัดเลือกนักบินอวกาศให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฟ้นหาบุคคลหนึ่งคนเพื่อเดินทางสู่อวกาศเท่านั้น แต่เป็นการจุดประกายปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่รวมพลังคนทั้งประเทศไว้ในเป้าหมายเดียวกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการคัดเลือกนักบินอวกาศคนแรกของไทย”

คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “CPF เชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ด้วยแนวคิด Fuel Human’s Possibilities จึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Race to Space เพื่อพาคนไทยคนแรกขึ้นสู่ห้วงอวกาศ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับชาวไทย จากความสำเร็จที่ CPF ได้ส่งไก่ไทยให้นักบินอวกาศได้ทานเป็นครั้งแรก วันนี้เรากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ก้าวใหม่ร่วมกันอีกครั้ง“

คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ   หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย  บมจ.ทรู   คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เมื่อศักยภาพของมวลมนุษยชาติหลอมรวมกับพลังแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะก่อให้เกิด “อานุภาพแห่งขีดจำกัดใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด” ทรูเชื่อมั่นในความสามารถของคนไทยว่าจะก้าวข้ามเส้นขอบฟ้าและสร้างมาตรฐานใหม่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ การผนึกกำลังกับโครงการ Race to Space Thailand คือ World-Class Sensation  เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา ซึ่งกลุ่มทรูตั้งใจทุ่มเทผสานความพร้อมของระบบนิเวศทางเทคโนโลยี และ True5G เครือข่ายอัจฉริยะล้ำหน้า เพื่อยกระดับทุกการเชื่อมต่อให้เป็นพลังแห่งความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจอันไร้ขอบเขต ที่จะสะท้อนชัดว่า เมื่อความฝันและเทคโนโลยีมาบรรจบกัน ไม่มีสิ่งใดไกลเกินจริง — even beyond the horizon.”

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่ แอปพลิเคชั่น TrueVisions NOW หรือ https://tvs-now.onelink.me/fKef/xpg6hau1 ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568

เพื่อคว้าโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต ที่คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิใจ และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่ทรูวิชั่นส์ นาว จะได้ร่วมส่งคนไทยคนแรกไปอวกาศพร้อมกัน

พิเศษสุด!!!  ติดตามชมรายการเรียลลิตี้แห่งปี  “Race to Space Thailand : ศึกพิชิตอวกาศ”  ได้ที่เดียวบนแอป “ทรูวิชั่นส์ นาว” พฤศจิกายนนี้ กับแพ็กเกจ Now Ent  เริ่มต้นเพียง 99 บาท ต่อเดือน